E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 7 ทิพยประทีป โดย ภูระริน

7



เสียงฝีเท้าที่กำลังย่ำมาตามทางในป่าทำให้สัตว์เล็ก ๆ หลายชนิดหลบวูบ ร่างระหงกระชับผ้าคลุมให้ปกปิดร่างกาย ด้วยน้ำค้างยังไม่จางหายไป

“เจ้าจะเข้าไปบ้านผู้ใด ? ”

“มีบ้านคนเมืองอยู่ใกล้ ๆ เขาพึ่งมาอยู่ หล่อนดูใจดี มีลูกชายคนหนึ่ง” คีรีบอกท่านสาละ ผู้คนที่ดูแลหล่อนมาตลอดตั้งแต่กำเนิดเป็นจิตตา

“ข้าจะไปไกลออกไปหน่อย เพราะมีป่าไม้ใหญ่อยู่ ที่ดินแถบนี้เปลี่ยนไปมากเพราะผู้คนเข้ามาอยู่กันมากแล้ว หากเจ้าได้ลูกไม้ ได้นุ่น ได้น้ำมันหอมมาก็ให้เร่งกลับบ้าน” คีรียืนยิ่งด้วยคำว่าบ้านนั้นยังเป็นเพียงเรือนไม้ หล่อนไม่ได้มีบารมีใด ๆ มาเกื้อหนุนมากพอจะมีเรือนประทีป แต่การบูชาครั้งนี้จะช่วยหล่อนได้ การเข้าใกล้ฝั่งนิพพานเป็นเรื่องของคนศีลบริสุทธิ์ แต่สำหรับจิตตาที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างเรา ก็เป็นเพียงผู้ปรารถนา ซึ่งไม่ต่างกับมนุษย์นัก คนเหล่านั้นปรารถแล้วก็ลืมสิ้นเมื่อหมดภพชาติ แต่เรายังสามารถอยู่มาได้ด้วยเนื้อหนังมังสาเหมือนคนเดิม มันดูมีความหวังที่จะเข้าถึงนิพพาน หากแต่มันก็ยาวนานจนยากจะบอกเวลาได้

คีรีตายจากความเป็นมนุษย์ก็เกิดมาเป็นจิตตาผู้ไม่เติบโต ไม่แก่ชรา สิ้นชีพ ณ สภาพใดก็มาในสภาพนั้น ภพชาติของหล่อนหาได้ยึดตามเงื่อนไขใด ๆ ของโลกได้ เพราะมีโลกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จักรวาลนี้ ที่ใครก็ไม่สามารถยืนยันได้

เมื่อแยกกับท่านสาละแล้ว คีรีก็เดินเข้าไปในเขตบ้านของมนุษย์ เด็กชายคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมกับจานในมือ เขามองหาแมวและสุนัข เมื่อเห็นพวกมันก็นั่งลงวางจานไว้ให้ “สัตว์ของเจ้าหรือ ? ” หล่อนถามพลางยิ้ม เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง “ไม่ใช่ มันอยู่ที่นี่มาก่อน ไม่มีใครเลี้ยง เลยเอาข้าวมาให้”

“พี่อยู่เรือนฟากแม่น้ำออกมาหาซื้ออาหาร บอกได้ไหมว่ามีขายที่ใด ? ”

“ในร้านค้า” เด็กชายลุกขึ้นแล้วเดินหันหลังให้ทันที

“เดี๋ยวก่อน ! เจ้าชื่ออะไร ? ”

“ปูน” เด็กชายไม่หันหลังกลับมาแต่ตอบคำถาม

คีรียืนยิ้มอยู่เพียงลำพัง



พอเย็นลงคุณโยทะกากับสามีก็นั่งดูทีวีกันอยู่ ป้านิดวิ่งเข้ามาในห้อง “คุณคะ คืนนี้เขามีจุดพลุกันที่วัดเชิงวิเศษ น่าจะพาน้องปูนไปนะคะ”

ทั้งสองคนหันไปมองลูกชายที่นั่งเล่นเกมอยู่ “ว่าไงลูก ไปไหม ? ”

“ไม่ครับ ปูนรำคาญคนเยอะ ๆ ถ้าแม่กับพ่อไปซื้อขนมมาฝากด้วย เอาของกินมาเยอะ ๆ อาหารอะไรแบบนั้น” เด็กชายยังก้มหน้าเล่นเกม

“ของสดในตู้เยอะแยะ ซื้อมาทำไม ? ” คุณโยะทะกาถาม

“มีชาวบ้านมาขอซื้ออาหารกับปูน ท่าทางคงไม่มีรถเข้าไปในเมือง ก็เลยบอกให้มาซื้อกับเรา”

“น่าสงสาร แถบนี้ยังกันดารอยู่มากนะคุณ งั้นเราเข้าเมืองไปซื้อของที่วัดกัน ชาวบ้านเอามาขาย เราไปซื้อมาขายก็ดีนะ จะได้ทำความรู้จักกับคนแถบนี้ด้วย ไม่งั้นก็อยู่กันไม่กี่คน ไม่สนุกเลย” คุณเลิศสามีของคุณโยทะกาแนะนำ

“ก็ได้ค่ะ เปิดร้านขายของชำไปเลย ฉันก็ไม่อยากเป็นคนเหงาเฝ้าบ้านไปวัน ๆ คุณไปรับเหมาก่อสร้างฉันก็ต้องอยู่กับลูก แหม ! น้องปูนนี่หาอาชีพให้แม่ ดีจริง ๆ ฉันชอบมากเลยเป็นแม่ค้าเนี่ย” เด็กชายก้มหน้าพลางยิ้ม

เมื่อพ่อและแม่ออกไปแล้ว ปุศวีก็เดินออกมาข้างนอกบ้าน ตะวันตกดินไปแล้ว เขาชอบกลิ่นต้นไม้และกลิ่นหอมประหลาดในแถบนี้มาก มันเหมือนกำลังเดินอยู่ในสวนสวรรค์ที่มีแต่ธรรมชาติ แม่ไม่ค่อยอยากมาอยู่ที่นี่นักเพราะมีแต่ป่า เพราะเราเองก็มีบ้านในเมืองอยู่แล้ว แต่พ่ออยากหาลู่ทางทำธุรกิจมากขึ้น จึงออกมารับเหมาก่อสร้างแถบนี้ ท่านว่ายิ่งเราเป็นที่รู้จักเร็ว เราก็ได้เปรียบ กลิ่นหอมฟุ้งขึ้น ปุศวีจึงหันไปดู “พี่มา”

“ใช่ เดินไปไกลมากแล้ว แต่หาได้มีของกินของใช้ให้ซื้อหาได้ ได้แต่สิ่งนี้”

“ลูกนุ่น แล้วนั่นห่ออะไรครับ ? ”

“เครื่องหอม พวกจันทน์หอม น้ำมัน มีคนหาของป่าขายอยู่ฟากโน้น”

“พี่จะกลับหรือยัง ถ้ายังไม่กลับรอพ่อกับแม่ผมก่อนก็ได้ ท่านไปซื้อของสด อาจจะได้อาหารทะเลมาด้วยเพราะมีงานวัด”

“งานวัด ? ”

“ใช่ ที่วัดเชิงวิเศษในเมือง ไม่ไกลหรอกครับ แต่ต้องมีรถไป”

“พ่อแม่เจ้าไม่ได้ค้าขาย เหตุใดต้องไปซื้อของสด ? ”

“ผมบอกท่านว่าพี่จะมาซื้อ ท่านก็เลยจะตั้งเป็นร้านขายของชำ”

“ของชำ ? ”

“ของกินของใช้ พี่จะมาซื้อได้บ่อย ๆ เลยนะครับ เพราะแถวนี้ไม่มีร้านค้าหรอก”

“เจ้าตั้งใจช่วยพี่”

ปุศวีพยักหน้าพลางยิ้ม “บ้านพี่อยู่ที่ไหน วันหลังมาซื้อนะ”

“อยู่ฟากแม่น้ำ ถ้าอยากไปจะพาไป”

“ไม่ได้หรอกครับ มันมืดแล้ว” เด็กชายหันไปก็เจอเด็กกลุ่มหนึ่ง พอหันมาอีกทางหญิงงามผู้นั้นก็หายไปเสียแล้ว “เด็ก ๆ มาจากไหนกัน ? ”

“มาจากบ้านโน้น ไปเล่นซ่อนหากันไหม ? บ้านเราอยู่ไม่ไกล”

“ไม่ได้หรอก ถ้าจะเล่นก็เล่นบ้านพี่ดีกว่านะ” เด็ก ๆ วิ่งกรูตามปุศวีเข้าไป

“คุณคะ คุณไตรกับน้องคุณมาแล้วค่ะ” แม่บ้านของคุณโยทะการายงาน ทั้งสองย้ายมาอยู่บ้านลูกชายตั้งแต่ปุศวีหายไป หล่อนคิดถึงลูกและต้องดูแลร้านอาหารแทนเขา

“ห้องนอนจัดเรียบร้อยแล้วนะ มาแล้วน้องคุณ ! ” เด็กชายวิ่งเข้ามาหาแล้วยกมือไหว้ “กลางวันไม่เป็นไรนะไตร”

“ไม่เป็นค่ะแม่ แต่ถ้าเราออกมากลางคืนแม่ไม่ต้องตกใจนะคะ” หญิงสาวบอกเรื่องทั้งหมดให้มารดาของปุศวีฟังและกำลังหาทางติดต่อกับเจ้าตัว

“แล้วที่ว่าคืนนี้จะมีเรื่อง คืออะไรเหรอลูก ? ”

“น้องคุณบอกว่าถ้าน้องคุณมาอยู่ที่นี่ จะมีคนทางนั้นออกมา เขาจะออกมาหาของป่าเพราะถึงเวลาที่มีเด็กอายุ 12 อยู่แถวนี้ค่ะแม่ ซึ่งไตรก็ยังไม่รู้ว่าทำไมต้องอายุ 12 ก็อย่างที่เรารู้เรื่องปูนหายไปตอนอายุ 12 ไม่รู้เกี่ยวกันยังไงค่ะ”

“ไตรคงไม่คิดว่าเขาจะมาทำให้น้องคุณหายไปใช่ไหม ? ”

หญิงสาวยิ้มเจื่อน “เจ้าตัวเขาบอกไม่หายค่ะ ไตรก็เลยเชื่อลูก”

คุณโยทะกาถอนใจ “ป่านนี้ไปสติแตกใส่คนแล้วนายปูนลูกฉัน มันเชื่อที่ไหนเรื่องพวกนี้ บวชก็ไม่เคยบวช ตอนเด็ก ๆ ป้านิดบอกว่าตอนที่หายไป เพื่อน ๆ ที่วิ่งซ่อนหากันอยู่ก็ยังอยู่ ปูนหายไปคนเดียว”

“เพื่อน ๆ ที่ว่านี่มันใครเหรอแม่ ? ”

“แกว่าเด็กแถวนี้แหละ มาเล่นหลายครั้ง หลังจากที่มีคนสวยมาซื้อของสดไป นั่นแหละนายปูนก็หายไป แต่แม่ก็ว่าไม่น่าจะเกี่ยวกันเพราะนั่นเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา แต่งตัวเหมือนคนบ้านเรานี่แหละ ใส่ผ้าถุงใส่เสื้อมีผู้ชายมาด้วย คงเป็นสามีเขา”

“แล้วแม่ติดต่อป้านิดได้ไหมคะ ? ”

“ได้ข่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้เบอร์โทรลูกสาวแก เราจะไปหาแกถึงที่ แต่ลูกสาวยังไม่ติดต่อนักสืบที่เราจ้าง เขาคงยังไม่แน่ใจว่าเรามาดีหรือร้าย เพราะเห็นว่าป้านิดจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว” คุณาธรยังยืนนิ่ง เด็กชายรับรู้ทุกอย่างที่ผู้ใหญ่คุยกัน แต่ทำอะไรไม่ได้ เขาแค่รอเวลาให้มันเกิดเท่านั้น



พอตกดึกคุณาธรก็ลุกขึ้นนั่ง ไตรนั่งดูอยู่บนเตียงเพราะเป็นห่วงลูกชาย “มีอะไรบอกแม่นะคุณ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เห็นอะไรก็ต้องพูด แม่ใจไม่ดี”

“ไม่มีใครที่นี่หรอกฮะ เจ้าที่ไม่มีวันนี้ ไปถือศีล”

“เหรอ ? แล้วยังไง”

“แม่ลงไปกับคุณ อย่าโวยวายนะ ดูเฉย ๆ เพราะเขาไม่คุยกับแม่หรอก”

“ใคร ? ”

“ผู้หญิงที่พาพ่อปูนไปมา มาแล้ว” เด็กชายลุกขึ้นแล้ววิ่งลงจากเตียงทันที ไตรมือไม้สั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เธอจะไม่ยอมห่างลูกเด็ดขาดจึงวิ่งตามลงไปทันที

“แกได้ยินใช่ไหม ? แม่ลูกเขาวิ่งลงไปแล้ว” คุณโยทะกาปากสั่น นั่งอยู่ในความมืดกับเด็กรับใช้ชื่อช้อง อีกคนเอาผ้าห่มคลุมหัวเพราะความกลัว “กลัวอะไรของเธอ นอนลงไปเลย นี่ก็อยู่ด้วยกันแล้วไง ! ”



เด็กชายเดินตรงออกไปหน้าบ้าน โดยมีฉันทิตวิ่งลงบันไดตามมาด้วย ไตรเอามือปิดปากตัวเองไว้ห้ามไม่ให้เขาพูด ชายหนุ่มพยักหน้า ทั้งสองเดินตามเด็กชายออกไป ห่างกันเพียงเมตรเดียว คุณาธรหยุดอยู่หน้าตัวบ้าน ราวกับได้พบใคร

“มาซื้อของสดเหรอครับ ? ”

คีรีพยักหน้ารับพลางยิ้ม “เจ้านี่เหมือนปุศวี”

“จะไปเอาของให้ทุกอย่างที่อยากได้เลยฮะ ขอเราพบพ่อปูนบ้างได้ไหมครับ ? ”

หญิงสาวส่ายหน้า แววตามองมาเมตตานัก “คุณาธร….ประตูของแสนยาอาจจะเปิดเพราะเกิดมีเด็กอย่างปุศวีอีก แต่เจ้าต้องระวังเพราะอาจจะไม่ได้โต”

เด็กชายก้มหน้า “แม่คงไม่ได้ยิน”

คีรีส่ายหน้า “ไม่ได้ยิน หล่อนไม่ได้รับอนุญาตให้เห็นข้าหรอก ข้ามาเพราะต้องมาเจอเจ้า ส่วนของสดเราจะซื้อ ให้ฉันทิตเอาไปส่งที่เดิม”

“แล้วเมื่อไหร่จะเอาพ่อปูนมาส่งที่เดิมฮะ ? ”

คีรีส่ายหน้าแทนคำตอบ “ข้าอยากขอเตือนเจ้า ให้พึงระวังพวกเจ้ารากไว้ พึงระวังพวกเจ้ารากไว้” หญิงสาวพูดแล้วหายวับไปกับตา เด็กชายหันมาหามารดา

“แม่ได้ยินไหม ? ”

ไตรส่ายหน้า

“แม่พูดได้แล้ว เขาไปแล้ว”

“โอเค ! เป็นไงมั่งลูก ? ” ไตรวิ่งมาคุกเข่าลงกอดลูกชายแน่น

“เขามาขอซื้อของสด บอกว่าให้พ่อกุ๊กเอาไปส่งที่เดิม แต่พ่อปูนยังออกมาไม่ได้”

“พ่อปูนสบายดีใช่ไหมลูก ? ”

“คงสบายดีเพราะเขามีอาหารให้กินเหมือนคนเรา พ่อปูนคงอยู่เหมือนคนปกติ แต่เรื่องกลับมาคงยังบอกไม่ได้ครับ”

ฉันทิตเดินเข้ามาใกล้ ๆ “เราต้องอยู่ที่นี่กันไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับน้องคุณ ? ”

“ฮะ เขามาที่นี่กันบ่อย ๆ มันต้องมีสักคนบอกอะไรเราได้”

“แล้วคนที่มาคือใคร ? ”

คุณาธรส่ายหน้า เขาไม่อาจบอกอะไรมากไปกว่านี้ได้



ปุศวีลุกขึ้นจากที่นอนเพราะอากาศที่เย็นยะเยือก เขาหันไปมองรอบตัว ในหัวใจของเขาพูดเบา เราเคยมาที่นี่แล้ว เคยมาแล้ว ชายหนุ่มเห็นตัวเองเมื่อยังเด็กเมื่อหลับไป เขาเดินตามคีรีข้ามแม่น้ำนิโครธมา ห้องนี้ก็เป็นห้องเดิมที่เขาเคยมาอยู่

“ที่บอกไม่มีของที่ไม่จำเป็น เพราะตอนนั้นยังเด็กสินะ”

โครัมเดินเข้ามาพร้อมกับสำรับอาหาร “หือ ? อาหารทะเล นั่นผัดกะเพราตับ ! ไปเอามาจากไหน นั่นมันหน้าตาเหมือนที่แม่พี่ทำเลย”

“ขอรับ ท่านคีรีไปเอาอาหารสดมา หล่อนจำเอาที่แม่ท่านทำ”

“งั้นก็แปลว่าหล่อนไปเอาอาหารที่บ้านพี่มา ถึงได้มีของกินดี ๆ อย่างนี้”

“ก็ท่านอยากกินของพวกนี้ ในใจท่านคิดอย่างนั้น” โครัมวางสำรับโตกไม้สีเข้มลงบนเตียงนอนแล้วก็นั่งลงข้าง ๆ “ที่นี่เราก็กินเหมือนคน แต่ว่าก็ไม่ได้อยากกินนั่นกินนี่แบบนี้ มีอะไรเราก็กินได้”

“เอาซะกินไม่ลง หาว่าเราเรื่องมากอีก” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไหนบอกที่นี่สนุก ไม่เห็นสนุกเลย เหมือนเจ้าเสกนั่นเสกนี่ให้พี่เห็นเท่านั้น ผู้คนก็ไม่ค่อยเห็น เหมือนถูกขังมากกว่า”

“ก็ใจอยากมาอยู่ใกล้ๆ ท่านคีรีมิใช่หรือ ? สัญญากับหล่อนไว้ก็ต้องรักษาสัญญา”

“สัญญาอะไร ? ”

“ท่านต้องแต่งงานกับคีรี”

ชายหนุ่มหลับตาลงทันที “ว่าแล้วตงิด ๆ แต่แรกแล้ว ทำไมต้องมาเกี่ยวกับแม่คนนี้” เด็กชายส่ายหน้า “เรียกแม่คนนี้อีกแล้ว”

“ขอโทษครับ มันเป็นสัญญาประเภทไหนที่พี่จำไม่ได้ครับน้อง ? ”

“ท่านพูดว่า ผมจะอยู่กับพี่ในฐานะคนรัก”

“โอ้โห ! ไอ้ปูนวาจาคมแถมหน้าม่อตั้งแต่เด็กเลย โครัมครับ นั่นเด็กอายุ 12 มันไม่มีสัญญาอะไรจริงจังหรอก อย่าบอกนะว่าแม่คนนั้นถือเป็นคำขอแต่งงาน”

เด็กชายพยักหน้ารับ

“ฉิบหายแล้ว ! ทำไงล่ะทีนี้ เขาไม่ใช่คนนะโครัม พี่อยู่กับเขาไม่ได้”

“ท่านสละเรือนมาแล้ว เพราะยอมแต่งงานกับหล่อนแล้ว กลับไปไม่ได้หรอก และหล่อนอยู่กับท่านได้แน่” เด็กชายพูดหน้านิ่ง ปุศวีวางช้อนที่กำลังจะกินข้าวลง ชายหนุ่มมองออกไปไกลเพราะความหวาดกลัวพุ่งเข้าในหัวใจ แม่จะอยู่ยังไงถ้าไม่มีเขา ?

“หล่อนไปมาได้ ทำไมไม่ไปอยู่กันทางนั้นนะ ? ”

โครัมมองหน้าอีกคนนิ่ง “ชะตาเราไม่ได้เป็นคนเลือกหรอกนะขอรับ ถ้าท่านทำอะไรเองได้ตามใจตัวทุกอย่าง ไม่ว่าข้าหรือท่านก็คงไม่มาอยู่ในสภาพนี้”

“โครัมพูดจาน่ากลัว พี่เป็นคนจะมาอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันต้องมีทางออกสิ ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องมีประตู ที่บ้านพี่มีคนรออยู่นะ” เขาสบตาเด็กชาย นี่เป็นอีกไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เขารู้สึกว่ากำลังพูดเรื่องชีวิตอย่างแท้จริง คนอย่างปุศวีผู้มีชีวิตโรยด้วยเงินทองและความสมบูรณ์พร้อมมาตลอด นี่เขากำลังถูกขัง เพราะตัวเองตั้งใจมาเอง !

“ท่านคีรีจะไปหาเด็กที่ชื่อคุณาธรอีก บอกหล่อนสิขอรับว่าต้องการอะไร”

“ไปทำไม ? ”

เด็กชายส่ายหน้าแทนคำตอบใด ๆ เขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดได้ทุกเรื่อง เพราะมีคนได้ยินมันทั้งหมดเสมอ ร่างบางเดินเข้ามาในห้อง โครัมวิ่งออกไปทันที หญิงสาวอมยิ้มและสบตาปุศวี “ผมคงไม่ต้องพูดแล้วมั้ง จะนั่งเป็นหุ่นให้คุณอ่านใจเลยก็แล้วกัน รู้สึกเหมือนตัวเองแก้ผ้าอยู่ตลอดเวลาชอบกล พวกคุณอยู่กันได้ยังไงในสภาพที่คนอื่นรู้เห็นเรื่องในใจทั้งหมด ถ้าแค่ผมกับไตรได้ยินเสียงพูดในหัวใจได้ เราคงตีกันตาย”

“ไม่กระมัง เพราะหล่อนกำลังหาทางเจอฉัน ด้วยการหลอกใช้ลูกชาย”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย ไตรหลอกลูกมันไม่ได้หรอก น้องคุณเก่งกว่ามันมาก เป็นคนดี ๆ มันก็ยังเถียงลูกไม่ชนะเลย ต่อให้มีฌานวิเศษติดตัวก็สู้ลูกไม่ได้ น้องคุณน่าจะอะไรนะ ? ”

“จิตบริสุทธิ์”

“ใช่ ๆ ผมไปกับคุณด้วยได้ไหม ? คุณไปเอาอาหารมา เอาคนอย่างผมไปด้วยก็น่าจะได้ เว้นแต่คุณจะไม่อยากให้ผมไป”

“ทำไมถึงอยากไป ? ”

“อยากเห็นว่าแม่เข้าใจ เราแม่ลูกเคยห่างกันเพราะผมไปเรียนเมืองนอกก็จริง แต่แม่ก็ได้ด่าผมทุกวัน นี่ไม่รู้ว่าลูกเป็นตายร้ายดี แม่ไม่เคยเจอ แม่คงทุกข์นัก”

“ท่านควรสงบจิตใจให้นิ่งเสียก่อน วันที่อยากมากับวันที่อยากกลับ มันเหมือนคนที่กลัวตายและอยากตาย เมื่อเจอเข้ากับตัวจึงได้รู้สึกว่ายังมีห่วงเท่านั้น ข้าต้องไปหาคุณาธรเพราะข้าต้องไป แล้วจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มารดาของท่าน แต่มันคือใจท่าน” ปุศวีก้มหน้าลง รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังถูกเทศนา หล่อนรู้จริง หล่อนพูดตรง ใจเขาโหยหาใครสักคน แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาเจอคนที่ไม่ใช่คน และยังห่วงคนที่จับต้องไม่ได้เสียแล้วในตอนนี้อย่างแม่

การปลดแอกแห่งทุกข์บางทีมันก็ต้องเจ็บอย่างนี้สินะ

คีรีได้ยินทุกอย่างในหัวใจเขา หล่อนเชิดหน้าขึ้นสูง สบตาอีกคนแน่วแน่ ไร้เสียงใด ๆ ระหว่างทั้งสอง มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นข้างใน




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2563
0 comments
Last Update : 9 สิงหาคม 2563 12:11:11 น.
Counter : 16 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.