space
space
space
 
กันยายน 2564
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
space
space
20 กันยายน 2564
space
space
space

ประวัติการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ภาค2(ตอนจบ)

ต่อจากภาคที่แล้ว https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=mascotthailand&month=19-09-2021&group=2&gblog=5 หากใครยังไม่ได้อ่านภาคแรกก็กดที่ลิ้งค์ได้เลยจ้า
 




นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศ และคิดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์นั่นก็คือ การพบหลุมอุกกาบาตในประเทศเม็กซิโก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลุมอุกกาบาตนี้ ซึ่งมีขนาดความกว้างกว่า 200 กิโลเมตร และในตอนที่พบนั้นพบว่าหลุมอุกกาบาตนี้มีบริเวณครึ่งหนึ่งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก และอีกครึ่งหนึ่งนั้นอยู่บนฝั่ง และได้ทำการสำรวจและวิเคราะห์โดยการขุดเจาะหิน จึงได้พบว่าอุกกาบาตที่ก่อให้เกิดหลุมนี้มีอายุเท่ากับระยะเวลาที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และยังมีการวิเคราะห์อีกว่าการที่อุกกาบาตนี้ ได้พุ่งชนเข้ามายังโลกของเราในเวลานั้นทำให้เกิดการเผาไหม้น้ำมันที่อยู่ในชั้นของหิน ซึ่งมันทำให้เกิดเขม่าควันของกำมะถันเต็มไปทั่วพื้นดิน
 
ภาพอุกกาบาตในแม็กซิโก
ภาพอุกกาบาตที่อ่าวแม็กซิโก รูปภาพจาก www.trexthai.com
 
โดยเขม่าควันนั้นเลวร้ายกว่า PM 2.5 ที่พวกเราพบกันในทุกวันนี้เสียอีก เพราะมันเป็นควันที่สามารถปกคลุมชั้นบรรยากาศจนทำให้แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องถึงพื้นดินได้ และถึงแม้ว่าฝนจะตก ก็ไม่สามารถลดความเลวร้ายไปไก้ ไม่เพียงจะส่งผลกระทบให้สิ่งมีชีวิตบนโลกในตอนนั้นไม่สามารถรับแสงอาทิตย์ แถมยังต้องสูดดมกลิ่นกำมะถันนั้นเข้าไปรวมไปถึงพืชต่างๆ ที่ไม่สามารถเจริญเติบโต ยังส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยนั้นได้ลดลงไปถึง -10 องศาเซลเซียส
 
ยุคน้ำแข็ง
 ภาพยุคน้ำแข็ง


ไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และดำรงชีวิตอยู่ในโลกในฐานะผู้ล่า ต่างได้รับผลกระทบ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกได้ เกิดการนี้เองเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์นั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและขาดแคลนอาหารในเมื่อแสงแดดไม่สามารถส่องถึงพื้นดินได้ รวมถึงอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ห่วงโซ่อาหารขาดต่อและทำให้มันตามกฎทหารและล้มตายในที่สุด ห่วงโซ่อาหารขาดตอน และทำให้มันล้มตายในที่สุด เริ่มจากไดโนเสาร์ที่กินพืชต่างล้มตายไปก่อน ไดโนเสาร์ที่กินเนื้อย่าง T-REX ก็ยังสามารถเก็บกินซากสัตว์ที่เหลือได้ และเมื่อเวลาผ่านไปซากสัตว์ต่างๆก็ไม่เหลือให้พวกมันได้กินอีกต่อไป จนสุดท้ายมันจึงทยอยตายกันไปในที่สุด
 
ภาพชุดไดโนเสาร์สูญพันธุ์
 ภาพชุดไดโนเสาร์สูญพันธุ์


พื้นผิวโลกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งทั่วท้องฟ้าที่มีแต่เขม่าควันและขี้เถ้า ไม่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อย่างไดโนเสาร์สามารถอยู่รอดได้ มิหนำซ้ำนักวิทยาศาสตร์ยังคงค้นพบหลักฐานว่ามีหลุมอุกกาบาตที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงแบบนี้อีกหลายหลุมทั่วโลกนั้นแปลว่า "อุกกาบาตนั้นไม่ได้ตกเพียงแค่ที่เดียว" แต่มันได้ตกหลายที่ และสร้างความเสียหายให้กับโลกใบนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเป็นระยะเวลานานถึงเกือบ 5 ปี และในเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง ได้ทำลายสิ่งมีชีวิตบนบกไปถึง 2 ใน 3 เหลือเพียงแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กและสัตว์ปีกพวกมันอยู่รอดมาได้แล้วเริ่มขยายพันธุ์รวมถึงมีวิวัฒนาการพัฒนาสายพันธุ์ในยุคถัดมา
 
ยุคน้ำแข็ง
รูปยุคน้ำแข็ง


ต่อมาเมื่อโลกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างเช่น จุลินทรีย์ไปจนถึง พืชและสัตว์ ก็ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มมีสายพันธุ์ที่ซับซ้อน และมีชุมชนสังคมของสัตว์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และในเวลาต่อมาไม่นาน "โฮโมเซเปียน" ก็ได้ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกในยุคนี้ นั่นก็คือมนุษย์
 
มนุษย์ยุคแรก
มนุษย์ยุคแรก


นักวิทยาศาสตร์ คิดว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ครั้งนั้นก็คือ ก้อนอุกกาบาตก้อนโตที่ลงมาทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลกในตอนนั้น นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าอุกกาบาตนี้มาจากดาวเคราะห์น้อยโคจรมาใกล้โลก ดังนั้นไม่แปลกที่ในปัจจุบันองค์การทางด้านอวกาศของแต่ละประเทศจึงทุ่มงบประมาณในการสำรวจสิ่งต่างๆในอวกาศตามแผนการ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับอีกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนใน 66 ล้านปีก่อน และการหาแหล่งที่อยู่ใหม่ของมนุษย์เพื่อย้ายถิ่นฐานไปจากโลก นั่นก็เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าในอนาคตของเรานั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดและดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ เอาเป็นว่าวันนี้คงได้รับรู้ถึงเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์กันแล้ว
 
ภาพยุคน้ำแข็งในอนาคต
ภาพยุคน้ำแข็งในอนาคต


ในตอนเด็กที่เราเรียนกันมาเรื่องราวเป็นข้อมูลชุดไดโนเสาร์นั้น อาจจะยังไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แต่เนื่องจากในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังนั้นการสำรวจ และการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ จึงสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดายไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นมาแล้วกี่ร้อยล้านปีก็ตาม เมื่อนึกย้อนไปแล้วถ้าหากไม่มีอุกกาบาตก้อนนั้นมาชนโลกของเราจนก่อให้เกิดความเสียหาย และทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้น ในปัจจุบันนี้อาจไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อยู่ก็เป็นได้ เพราะในยุคนั้นไดโนเสาร์มีขนาดใหญ่และอยู่เหนือสุดบนห่วงโซ่อาหาร เราจินตนาการว่าเราต้องใช้ชีวิตร่วมกับนักล่า ที่มีขนาดมหึมาขนาดนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะไม่รอดมาถึงในปัจจุบันอย่างแน่นอน ถือเสียว่าดีแล้ว ที่ตอนนั้นโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจนมาเป็นโรคที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็อยากจะฝากทุกคนเอาไว้ว่า อย่าลืมดูแลรักษาโลกใบนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไปให้ได้อีกนานแสนนาน นั่นไม่ใช่เพียงเพราะแค่เพื่อพวกเรา แต่เพื่อลูกหลานรุ่นต่อไป แล้วสัตว์โลกน้อยใหญ่ที่ร่วมกันใช้ดาวเคราะห์แสนมหัศจรรย์ดวงนี้ร่วมกับเราเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.trexthai.com
 




 

Create Date : 20 กันยายน 2564
0 comments
Last Update : 21 กันยายน 2564 10:15:40 น.
Counter : 232 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

space

BlogGang Popular Award#17


 
สมาชิกหมายเลข 6646848
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6646848's blog to your web]
space
space
space
space
space