BlogGang Popular Award#13


 
khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
 
มิถุนายน 2558
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 

วันที่ 3 เดินเล่นย่านฮาจิเลน บูกิส ช้อปปิ้งมุสตาฟา

 เนื่องจากอายุเริ่มมากขึ้น เที่ยวมาวันที่สาม ก็ชักจะขี้เกียจเดิน
เลยนั่งแทกซี่ออกมาจากหน้าโรงแรม 


เจอรถแบบ 7 ที่นั่งเข้าไป นั่งสบายมากกกก แต่ราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 4.2 เหรียญ (ราคาเริ่มต้นขึ้นกับประเภทรถ)
นั่งจากคลากคีย์มาจนถึงฮาจิเลน เสียไป 8.5 เหรียญ ก็โอนะ ไม่แพงมาก นั่งกันมา 3 คน
ถ้านั่งรถไฟฟ้ามาคนละ 1.5 เหรียญ ต้องเดินเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าอีก แล้วต้องเดินจากสถานีบูกิสมาฮาจิเลนก็หลายร้อยเมตรอยู่ 
ถือว่าจ่ายเงินเพิ่มอีกคนละสามสิบบาทเพื่อความสบายละกันค่ะ ^^

ได้คุยกับคนขับ พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย ก็บอกว่าเค้านับถือหลวงปู่ทวดมาก 
ชี้ให้ดูที่คอนโซลหน้าเลย ว่าเช่าบูชาองค์หลวงปู่ทวดมาไว้เป็นศิริมงคลกับรถด้วย 
แต่เค้าไม่เคยไปไหว้ที่เมืองไทยนะ บอกว่าเช่ามาจากวัดไทยที่สิงคโปร์นี่แหละ

ลงจากแทกซี่มา ก็เจอกับตรอกฮาจิกับกำแพงสีสันสดใส


เรามาช่วงสายๆ ยังไม่มีร้านไหนเปิด ส่วนใหญ่ถ้าจะมาให้คึกคักต้องมาช่วงหลังเที่ยงไปแล้วค่ะ
ถ้าอายุน้อยกว่านี้ซัก 10 ปี เดินที่นี่คงจะสนุกม๊ากก 
ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้า ของวัยรุ่น ร้านอาหารแนวๆ คาเฟ่น่ารักๆ และเกสท์เฮ้าส์ 


เป้าหมายจริงๆ คือ มาหาข้าวเช้าทานกันแถวๆนี้
ย่านนี้เป็นย่านชาวมุสลิม พอเดินออกจากฮาจิ ร้านค้าส่วนใหญ่ก็กลายเป็นร้านขายผ้า ขายส่าหรี ร้านอาหารฮาลาล


เดินมาถึงจุดหมายเราแล้ว Singapore Zam Zam
หาง่ายมาก อยู่ตรงข้ามกับมัสยิดสุลต่าน บนถนน North Bridge


เป็นร้านที่ดังมาก ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวสิงคโปร์ 
ทำให้เราอยากลองมาทานดู ทั้งๆที่ส่วนตัวไม่ค่อยชอบเครื่องเทศแบบชาวอินเดียซักเท่าไหร่
อยากรู้ว่าอาหารแนวอินเดียที่เค้าว่าอร่อยๆกัน รสมันจะประมาณไหน ทานแล้วเราจะชอบขึ้นมาบ้างรึปล่าว

เข้ามาในร้านก็จะเจอกับโต๊ะแคชเชียร์อยู่ด้านหน้าเลย มีป้ายเมนูอาหารพร้อมราคาแจ้งไว้เรียบร้อย
นั่งนึกไปก่อนก็ได้ค่ะ พอคิดเมนูที่จะสั่งได้แล้ว เดี่ยวจะมีพนักงานมาถามที่โต๊ะ


จานหลัก เราสั่งมะตะบะเนื้อวัวไซส์กลาง มะตะบะไก่ไซส์เล็กสุด จะเสิร์ฟมากับน้ำแกง และแตงกวาหั่นบางๆราดซอสมะเขือเทศแก้เลี่ยน


จานใหญ่มาก จริงๆน่าจะสั่งไซส์เล็กสุดทุกอย่าง น่าจะอิ่มกะลังดี (อันนี้เราทานไม่หมด)
สำหรับมะตะบะเนื้อ เราว่าอร่อยนะ ชอบตัวแป้งเคี้ยวหนึบๆดี เนื้อผัดมาแบบแห้ง กลิ่นเครื่องเทศมาแบบทนได้ ทานง่าย
แต่มะตะบะไก่ ไส้ไก่จะแฉะๆ แล้วกลิ่นเครื่องเทศแรงกว่า ไม่ค่อยชอบอ่ะค่ะ

ร้านนี้เครื่องดื่มราคาไม่แพงค่ะ ได้แก้วใหญ่ด้วย เป็นมื้อที่ราคาประหยัดที่สุดในทริปนี้เลย 21.5 เหรียญ
สั่งชาชัก(รสเหมือนๆกับชาชักบ้านเราค่ะ) กับไมโลไดโนซอร์


อาคารแถวนี้เค้าจะภาพวาดน่ารักๆตามจุดต่างๆ เหมาะกับการถ่ายรูป


เดินเที่ยวต่อได้ไม่มากเท่าที่อยาก เพราะฝนตกหนักบ้างเบาบ้าง หนีเข้าห้างกันดีกว่า
แถวบูกิสมีหลายห้าง เดินเชื่อมต่อกันได้หมด เป็นที่หลบฝนอันดีเยี่ยมจริงๆ

มาโผล่ที่บูกิสพลัส ตั้งใจมากินไอติมร้านนี้ Llao Llao


เป็นไอติมแบบ Frozen yohkurt หรือชื่อเรียกสั้นๆว่าโฟรโย่
เลือกสั่งได้หลายแบบ ตามเมนูนี้เลย


เราสั่งแบบ เอาแต่โฟรโย่ 1 ถ้วยเล็ก และแบบ Sanum ซึ่งจะมีให้เลือกใส่ผลไม้สดได้ 3 อย่าง ครั้นช์ได้ 2 อย่าง และซอสราดอีก 1 อย่าง
ได้ออกมาเป็นแบบนี้ ถ้วยนี้ 6.95 เหรียญ 


รสของไอติมก็อร่อยแบบไอติมโยเกิร์ตที่มีขายในเมืองไทยเลยค่ะ ความพิเศษน่าจะเป็นการเลือกของใส่ตามความชอบของเราลงไปนะ

มาสำรวจบูกิสสตรีทกันบ้าง (เพิ่งเห็นว่าถ่ายติดเซ็กส์ช้อปด้วย)


พบว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย เหมือนตลาดนัดในเมืองไทย ของขายก็คล้ายๆกัน แถมเราไปช่วงพักเที่ยง ซอยหลักคนเยอะมาก
ซอยแยกออกมาค่อยเดินสบายหน่อย ถ้าบอกว่านี่คือ ประตูน้ำ ก็คือมันใช่... 


ช่วงบ่าย มารับพลังที่ Fountain of Wealth 
เรานั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Promenade เดินทะลุตึกโน้นนี่มานิดหน่อยก็ถึงแล้ว
ตอนนี้ยังเปิดน้ำพุอยู่ แต่ว่าจะมีช่วงที่เค้าปิดน้ำพุเพื่อให้คนเข้าไปด้านในได้ 


เราไปช่วงบ่ายสอง ถ้าใครไปที่นี่ตอนกลางคืนจะมีการแสดงแสงเสียงด้วยนะ
พอปิดน้ำพุใหญ่ด้านนอก ก็จะสามารถเดินเข้าไปตรงกลางน้ำพุได้


มีวิธีการขอพรเขียนบอกไว้เรียบร้อยค่ะ วิธีการคือให้เอามือแตะน้ำพุแล้วเดินวน 3 รอบ
ดังนี้...


หลังจากนั้น ไม่รู้จะไปไหนกันดี เลยไปเก็บตกช้อปปิ้งที่ห้างมุสตาฟา
ตั้งอยู่ห่างจากสถานี Farrer Park มาสองสามร้อยเมตร 
ฟ้าฝนก็ช่างเป็นใจนะ...


หน้าตาข้างนอกดูไม่สวยงามทันสมัยแบบห้างที่เจอทั่วไปในสิงคโปร์ แต่ข้างในคือดีงาม..
เหมือนห้างตามต่างจังหวัดของไทย

ในห้างมีขายทุกอย่าง แบบที่ควรจะมี ของกิน ของใช้ เครื่องประดับ 
ส่วนใหญ่ในเนต คนเค้ามาซื้อน้ำหอมกัน แต่เรากลับได้สบู่กลับมา เหอออออ...


ตอนเจอนี้ อารมณ์ว่าดีใจดั่งได้ทอง เพราะถูกกว่าเมืองไทยมาก (เมืองไทยขายปกติก้อนละ 35 บาทที่นี่ไม่ถึง 20!!)
คือชอบใช้สบู่ซินทอลมาก ใช้มาตั้งแต่เด็ก ในไทยก็หาซื้อยากพอสมควร
ในกรุงเทพมีขายในโลตัสบางสาขาใหญ่ๆ จัสโก้บางสาขา ร้านขายยาบางร้าน แถมชอบขาดตลาด เวลาเจอทีต้องซื้อมาตุนเป็นสิบก้อน
ยิ่งตอนนี้เราย้ายมาอยู่ลำพูน ยังหาที่ซื้อไม่เจอเลยค่ะ ต้องขับรถเข้าเชียงใหม่ปู้น 

เลยได้สบู่ยาร์ดเล่ย์มาด้วย ในไทยก้อนละเกือบร้อย ที่นี่ก้อนละไม่ถึง 40
เผื่อผิวจะนุ่มเนียนขึ้นบ้าง ลองใช้แล้วหอมมาก ซื้อมา 2 กลิ่น ชอบลาเวนเดอร์มากกว่ามะลิค่ะ

ช้อปเสร็จก็กลับมาคลากคีย์ เดินไปจองร้านอาหารมื้อพิเศษส่งท้ายทริปสิงคโปร์
Jumbo Seafood 
ตอนแรกนึกว่าจะอดซะแล้ว เพราะเค้าไม่รับจองโต๊ะไพรเวทแล้ว ถ้าจะจองได้นั่งโต๊ะกลมรวมกับคนอื่น
หรือไม่ก็ให้ลองวอล์คอินเสี่ยงดวงมาตอนร้านเปิดรอบเย็นอีกครั้ง

เทพเจ้าแห่งการกินเข้าข้างเราอีกครั้ง เดินมาอีกครั้งหลังจากร้านเปิดรอบเย็นตอนหกโมง
ได้โต๊ะทันที แถมเป็นโต๊ะริม เห็นวิวทางเดินริมน้ำชัดเจน
แต่มีเวลาทานถึงหนึ่งทุ่ม เพราะมีคิวจองรอโต๊ะอยู่ (อะไรจะฮอตขนาดนั้น)


อาหารที่สั่งมา


ชิลี่แครบ.. ปูตัวโต ซอสสีส้มๆรสเหมือนซอสมะเขือเทศในปลากระป๋องแล้วใส่พริกเติมลงไป อร่อยดีค่ะ
หมั่นโถวทอด.. เอามาจิ้มกินกับน้ำซอส เข้ากันมาก
กุ้งทอดซีเรียล.. ตอนแรกทานรสออกหวานๆ ช่วงท้ายจะมีกลิ่นกุ้งเค็มๆมันๆปนเข้ามา ก็ถือว่าอร่อยนะ เป็นรสชาติที่ไม่เคยทานมาก่อน

ราคาแพงมากก ขนาดว่าเตรียมใจมาแล้วว่าปูร้านนี้ราคา 80-90 เหรียญ 
แต่วันที่เราไปปูตัวละ 101.4 เหรียญ (ยังไม่รวมภาษีและค่าบริการนะ) สรุปรวมทุกอย่างจ่ายไป 162.9 เหรียญค่ะ

ทานเสร็จ ก็เดินเล่นย่อยอาหารแถวนี้แหละ


ข้ามไปฝั่งคลากคีย์ แหล่งท่องเที่ยวกลางคืน บางร้านเปิดถึงเช้าก็มี


ไอติมตุรกี แพงมาก 5 เหรียญต่อโคน ไม่อร่อยด้วย แถมกว่าจะได้กินก็ นะ.. ไม่ยอมให้ซักที


มานั่งดูผู้คนริมน้ำก็สนุกดีนะคะ 
เห็นแสงจากโชว์  Wonder Full อยู่ไกลๆ


วันรุ่งขึ้นติดใจแทกซี่สิงคโปร์ นั่งกลับสนามบินซะเลย กะว่าไม่น่าเกิน 25 เหรียญ
คราวนี้ได้รถเก๋ง 4 ที่นั่ง ธรรมดาๆ 


ผิดคาด.. ปรากฎว่าเจอไป 29 เหรียญทีเดียวเชียว สงสัยเจอชาร์ตค่าทางด่วน กับเวลาเร่งด่วนด้วยมั้ง

ชอบอ่ะ ในสนามบินมีทุเรียนให้ถ่ายรูปคู่ด้วย


ไปเจอชาแบบนี้ขายในดิวตี้ฟรีที่สนามบิน 14 เหรียญ
ที่มุสตาฟาขายแค่ 6.9 เหรียญเอง ถ่ายมาแต่ไม่ได้ซื้อ เราว่าเอาไปเป็นของฝากได้อยู่นะ


มื้อเย็นหลังจากกลับมาถึงบ้าน


เซตหมูทอด น้ำพริกหนุ่ม ข้าวเหนียว เซตละ 2.5 เหรียญ (ุ60บาท)
แฟนเราสั่งมาทานคนเดียวเลย 2 เซตเลย หุหุ
ค่าครองชีพเริ่มใกล้สิงคโปร์ไปทุกทีๆ แต่รายได้นี่สิ..




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2558
1 comments
Last Update : 11 มิถุนายน 2558 22:07:57 น.
Counter : 2159 Pageviews.

 

ตรอกฮาจิยังไม่เคยไปเลยค่ะ สีสันสวยดี ไปคราวหน้าไม่พลาดค่า

 

โดย: บาบิบูเบะ...แปลงกายเป็นบูริน 15 มิถุนายน 2558 8:37:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.