เล่าเรื่องเรียนพยาบาล เรื่องหางานเเอร์โฮสเตส



"เรียนให้สูงๆ โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" คำนี้เป็นจริงเสมอ เรามักจะได้ยินพ่อเเม่พูดบ่อยๆ จึงอยากบอกน้องๆที่เข้ามาอ่านไดอารี่ออนไลน์ของเราว่า จงหมั่นศึกษาหาความรู้ใว้เพื่อเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพต่อไปในอนาคต ชีวิตจะได้ไม่ลำบาก

เมื่อครั้งเราเรียนจบ ม.3 เราคลำทางไม่ถูกว่าอยากเรียนต่ออะไร สมัย 35ปีก่อนโน้นอย่าถามหาครูเเนะเเนว เพื่อนๆส่วนใหญ่เรียนต่อ ปวช. หรือ ปวท. เพื่อนบางคนก็ต่อสายสามัญ ใจเราอยากต่อสายอาชีพเช่นกัน เเต่เเม่อยากให้เป็นพยาบาล เราเลยเข้าเรียนต่อ ม. 4-6 โปรเเกรมวิทย์- คณิต จนจบ ม. 6 จึงสอบชิงทุนเป็นนักศึกษาพยาบาล ที่วิทยาลัยพยาบาลสระบุรีได้ในปี พศ. 2528

ตอนเป็นนักศึกษาพยาบาล ต้องเรียนเเละฝึกงานที่หอผู้ป่วยในเวลาเดียวกัน ตอนฝึกงานหอผู้ป่วย เราจะเเบ่งกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5คน มีครูพยาบาลพี่เลี้ยงคอยควบคุมดูเเล พวกเราต้องขึ้นไปฝึกงานทุกตึก เช่นตึกสูตินารีเวช ตึกเมด ตึกอายุรกรรม ห้องผ่าตัด ห้องคลอด เเละอื่นๆ

เราต้องเรียนฉีดยา ต้องจับคู่กับเพื่อนอีกคน พลัดกันฉีดยาจริงๆ ยาที่ฉีดคือวิตามินซี มีปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว หลักทฤษฎีต้องเป๊ะ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ก้นค่ะ เราฉีดให้เพื่อนก่อน เเล้วเพื่อนก็มาฉีดให้เรา โดยมีครูพี่เลี้ยงคอยควบคุม ยังจำได้อยู่! เพื่อนฉีดให้เราเจ็บมากก

ตอนเราไปฝึกงานในห้องคลอด วันเเรกที่เห็นคนท้องนอนรอคลอดที่เตียง ส่งเสียงร้องกันระงม บางคนก็โอดครวญว่า พลางก็บอกว่า เจ็บเเบบนี้ไม่เอาอีกเเล้ว! เเต่เราก็เห็นมาคลอดอีกในปีถัดไป

จุดหวาดเสียวขณะฝึกงานวันเเรกในห้องคลอดคือ ในขณะที่เเม่เบ่ง เมื่อเห็นหัวเด็กโพล่ออกมา หมอจะทำการตัดฝีเย็บ โหย! มันน่าหวาดเสียว มันเจ็บมากเเน่ๆ พลางคิดใว้ในใจว่าเราจะไม่มีลูก ขนาดนั้น! คนคลอดลูกนี่เจ็บปวดมากนะ

เเต่เมื่อต้องฝึกงานห้องคลอดบ่อยๆ กลายเป็นความคุ้นชิน ความหวาดเสียวสยอดสยองก็ลดปริมาณลง จนกลายเป็นไม่กลัวอีกต่อไปเเล้ว

ร่างกายมนุษย์ เป็นสิ่งมหัสจรรย์ที่สุดในโลก จงรักษาร่างกายของตัวคุณเอง เพื่อจะได้อยู่กับเราไปแบบเจ็บไข้ได้ป่วยให้น้อยที่สุดนะคะ



วันที่เราลาออกจากพยาบาล เเม่ร้องไห้ เเม่ห่วงว่าจะไปทำมาหากินอะไร เพราะงานในสมัยนั้นงานมันหาทำยากอยู่ 

เราสลดใจเหลือเกิน ที่เห็นเเม่น้ำตาไหล เราจึงตั้งสัตย์ปฎิญาณกับตัวเองว่า จะไม่ขอทำให้เเม่ร้องไห้อีกเป็นครั้งที่2 เราสามารถที่จะเป็นอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ เราจะทำให้เเม่เห็นให้จงได้

เราเดินทางเข้ากรุงเทพ เช่นเดียวกับเด็กต่างจังหวัดทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานรับจ้างอยู่ 2ปี หลังจากนั้นจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยรามคำเเหง 

ที่มหาลัยรามคำเเหงนี้ นักเรียนต้องเรียนด้วยตัวเอง เป็นอะไรที่เราไม่ค่อยชอบ เราชอบที่ต้องไปเข้าห้องเรียนทุกวัน มีคุณครูยืนสอนอยู่หน้าชั้น เเละมีเพื่อนเรียนอยู่ด้วยกันจนจบ เราเลยหันไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตั้งใจเรียนจนกระทั่งจบหลักสูตรปริญญาตรี 4ปี

เราเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ส่งตัวเองเรียน ไม่เคยรบกวนเงินทองจากที่บ้านเลย เเถมยังส่งเงินจากการทำงานให้เเม่ใช้เกือบทุกเดือนอีกด้วย เห็นเเม่ยิ้มตอนรับเงินจากเรา รู้สึกดี เหมือนได้ไถ่บาปให้กับเเม่ค่ะ



เราเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมเมื่อปี 1991 สมัยนั้นนั้นฝ่ายทะเบียนยังใช้สมุดปกเเข็งสีน้ำเงินเล่มโตๆ ยังไม่มีการลงเบียนนักศึกษาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนในสมัยนี้ มือถือในสมัยนั้นยังไม่เกิดเลยค่ะ มีเเต่เครื่องโทรศัพท์บ้านเครื่องโตๆตั้งโต๊ะ หิ้วไปไหนด้วยก็ไม่ได้

รูปภาพสมัยวัยเด็ก วัยเรียน ตอนทำงาน เเละที่อยู่ของเพื่อนๆที่มหาลัย สูญหายไปในวันน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ ปัจจุบันเราไม่ได้ติดต่อเพื่อนที่จบมาด้วยกันเลย สมัยนั้นมีเเต่สมุดเเฟรนด์ชิพ การสื่อสารก็ต้องติดต่อกันด้วยจดหมาย หรือโทรเลขเท่านั้น คือมันโบราณมากเลยอ่ะค่ะ 



เมื่อเราเรียนปลายปี 4 ใกล้จะจบ พวกเราต้องออกฝึกงาน เเละเตรียมตัวออกหางาน สื่อการหางานตอนนั้นก็มีหนังสือพิมพ์อย่างเดียวเลย

งานในฝันของเราคืออยากทำงานในออฟฟิต ได้เเต่งหน้าสวยๆ นั่งทำงานในห้องเเอร์เย็นฉ่ำ เพราะฉะนั้นเวลาเราหางาน จึงมุ่งหางานสายนี้โดยเฉพาะ

ต่อมาเราได้เข้ามาฝึกงานกับบริษัทหนังสือพิมพ์เเห่งหนึ่ง เช่นเดียวกับเพื่อนต่างสถาบันอีก 3-4 คน ก็มาฝึกงานที่เดียวกัน พนักงานฝึกงานในเเผนกของเราเเบ่งกันเป็นก๊ก เป็นกลุ่ม กลุ่มใครกลุ่มมัน (เเต่เราไม่มีกลุ่มค่ะ อาจเป็นเพราะเราเป็นคนพูดน้อย เอาใจลูกพี่ไม่เก่ง เลยไม่มีใครรับเข้าเเก๊งค์) ทุกคนต่างก็มาฝึกงาน เเละต้องเตรียมตัวหางานในเวลาเดียวเช่นกัน

วันนึง เราเห็นเพื่อนกลุ่มที่ไม่ชอบเรา กำลังรวมตัวกันดูหนังสือพิมพ์ เพื่อหางานกันตามปกติเช่นทุกวัน เห็นซุปซิบพูดจาเบาๆกระซิบกระซาบ ด้วยความอยากรู้ เราก็เดินเข้าไปถามพวกเธอว่า หากเห็นงานอะไรบอกเราบ้าง จะได้ไปสมัครด้วยคน พวกเธอพากันเดินลุกหนี ไม่ตอบอะไรเราซักคำ พวกเธอทิ้งหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นวางใว้ที่โต๊ะ เราหยิบขึ้นมาเปิดดูที่หน้ารับสมัครงาน พบว่ามันถูกฉีกออกเป็นรูโหว่ๆ เเหว่งๆ ในใจก็คิดว่า มันต้องเป็นงานที่น่าสนใจเเน่ๆ เเต่ด้วยความที่อยากรู้ เราเลยไปซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันมาดู

เราพบว่าประกาศรับสมัครงานที่ถูกฉีกไป เป็นประกาศรับสมัครงานเเอร์โฮสเตสของสายการบินคูเวต

เเม่เจ้า! ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่า งานนี้เป็นงานประเภทไหน ซึ่งในประกาศ เขาไม่ได้ใช้คำว่า เเอร์โฮสเตส (Air hostess) เเต่เขาใช้คำว่า Flight attendant ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน 

ต่อมาเราเเอบรู้ว่า เพื่อนกลุ่มนี้ยกเซ็ท ต่างพากันส่งใบสมัคร เเต่งุบงิบซุบซิปไม่ให้บอกเพื่อนกลุ่มอื่นรู้เรื่อง เเต่เราก็เเอบรู้ เลยส่งใบสมัครไป เผื่อจะฟล๊คได้งาน เราก็ประกาศทั่วที่ทำงานเลย เพื่อนกลุ่มนี้ต่างส่งสายตามองบนให้เรา

จริงเเล้วเราไม่คิดว่าจะได้งานนี้ เพราะภาษาอังกฤษเราอ่อนมากๆ แต่ในที่สุด เราก็ได้งานนี้ ในขณะที่เพื่อนกลุ่มนั้น ตกสัมภาษณ์ตั้งเเรกรอบเเรก คราวนี้เราก็เป็นฝ่ายมองบนกลับบ้าง 55



ขอให้กำลังใจน้องๆจบใหม่ เเละกำลังมองหางานอยู่ หว่านใบสมัครไปหลายๆที่ อย่าท้อ อย่าเลือกงาน ตัวเราเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ อีกทั้งงานนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเลย เก่งยังไงก็สู้เฮงไม่ได้ บางทีโชคชะตาฟ้าเบื้องบนเขาอาจขีดเส้นชีวิตมาให้เราต้องเดินไปในลักษณะนี้เเล้วก็เป็นได้

เเม่เเละพี่สาวห้ามเราไม่ให้ไปทำงาน เนื่องจากเกรงจะถูกหลอกไปขาย อันนี้คือความคิดของคนที่บ้าน นี่ถ้าเราเชื่อพวกเขา ป่านนี้เราคงไม่ได้เป็นเเอร์เนอะ!? 

เราบินอยู่ซักระยะหนึ่ง มีโอกาศกลับมาพักร้อนที่เมืองไทย จึงเดินทางไปทำเรื่องขอรับปริญญาบัตรกับทางมหาวิทยาลัย และเเวะไปที่แผนกทะเบียน เพื่อต้องการข้อมูลของเพื่อนที่จบรุ่นเดียวกัน ช่างเป็นโชคร้ายเสียเหลือเกิน เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่สามารถหาข้อมูลมาให้ได้ เเละเนื่องจากสมุดทะเบียนถูกทำลายไปเเล้ว ปัจจุบันหันมาใช้คอมพิวเตอร์เเทน ชื่อของนักศึกษาสมัยรุ่นเก่าๆ จึงไม่มีในสารระบบ เศร้าเลย..





หลังจากที่ได้งานนี้เเล้ว เราต้องเดินทางไปอยู่ประจำที่คูเวต ออกเดินทางพร้อมเพื่อนคนไทยอีก 8คน เมื่อเดินทางมาถึงประเทศคูเวต ก็อยู่หอพักพนักงานที่บริษัทจัดเตรียมจัดหาใว้ให้ หลังจากนั้นเราต้องไปทำเอกสาร เเละต้องเทรนในการเตรียมตัวเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน การเทรนก็จะมี3 อย่างคือ เรียนการเสริฟอาหาร เรียนรู้เกี่ยวอาหารที่จะเสริฟ,เรียนเกี่ยวกับความปลอดภัย การรับมือในกรณีเกิดเหตุการณ์การฉุกเฉิน ต้องเรียนรู้เเละวิธีการใช้ ตรวจสอบอุปการณ์ฉุกเฉินที่มีอยู่บนเครื่องบิน เเละสุดท้าย เรียนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เมื่อเทรนจบเเล้วก็ขึ้นเครื่องบินได้ จะมีซุปเปอร์ไวเซ่อร์เป็นผู้ควบคุมดูเเล ฝึกประมาณ 2-3 เที่ยวบิน ก็ปล่อยเดี่ยวค่ะ

เราก็บินอยู่ชั้นประหยัด 5ปี จึงได้รับการโปรโมทให้ไปเสริฟผู้โดยสารชั้นธุรกิจ เเละชั้น1 เฟีร์สคลาสตามลำดับ รวมทั้งยังต้องขายสินค้าดิวตี้ฟรีบนเครื่องอีกด้วย

สายการบินคูเวต มีเที่ยวบินมาเมืองไทยด้วย มีลูกเรือเป็นคนไทย คอยให้ความสะดวกเเละบริการผู้โดยสารคนไทย สายการบินนี้ไม่เสริฟเครื่องดื่มที่มีเเอลกอฮอล์ค่ะ

เราทำงานอยู่ 11ปี จึงลาออก ปัจจุบันเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเป็นเเอร์โฮสเตสที่มาด้วยกัน 8คน ต่างลาออก เเยกย้ายไปมีครอบครัว มีชีวิตของตนเองกันไปหมดเเล้ว เหลือใว้เเต่เพียงความหลัง...

ช่วงที่เป็นลูกเรือ เที่ยวบินที่ได้บินบ่อยคือ อินเดีย,บาร์หเรน, ซาอุดิอารเบีย, อียิปต์, เลบานอน, โอมาน, ซีเรีย, ตุรกี, บังคลาเทศ, ศรีลังกา ประเทศเเถบยุโรปก็ไปอังกฤษ, ฝั่งเศส, อิตาลี  ส่วนเมืองไทยก็จะบินมาเดือนละ1ครั้ง เเละพักประมาณ3-4วัน 

เรามีโอกาศเดินทางท่องเที่ยวท็อปเทนที่สุดในโลกมาเเล้ว เเต่เราไม่ค่อยมีโอกาศกลับเมืองไทย ถ้าถามว่าเราอยากไปเที่ยวที่ไหนมากที่สุด  คำตอบคืออยากมาเที่ยวเมืองไทยคะ



ชีวิตต้องหักมุมอีกช่วง เมื่อเราอพยบเดินทางไปอยู่อเมริกาเเบบถาวร เเละได้เข้าเรียนต่อทางด้านสายเฮลเเคร์ ซึ่งขณะนั้นเราหย่ากับอดีตสามีชาวอเมริกัน เเละมองว่า งานสายเฮลเเคร์นี้ เมื่อเรียนจบออกมาเเล้ว จะหางานทำได้ง่ายที่สุด ต่อมาจึงได้ประกอบอาชีพนี้เมื่อย้ายบ้านจากรัฐจอร์เจียไปอยู่ชิคาโกค่ะ











ขอบคุณทุกท่านที่เเวะเข้ามาค่ะ


Create Date : 26 กรกฎาคม 2563
Last Update : 28 ธันวาคม 2563 4:23:23 น. 1 comments
Counter : 428 Pageviews.

 
สวัสดีคะ...

เป็นพยาบาลนะดีแล้ว..ถ้าเกษียณแล้วยิ่งดีใหญ่..อิอิ..

เป็นกำลังใจให้นะคะ..มีหลากหลายประสบการณ์ดี



โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 28 ธันวาคม 2563 เวลา:10:57:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 3661152
Location :
ชิคาโก United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เรื่องราวของซิงเกิ้ลมัมลูก2 อพยบไปอยู่สหรัฐอเมริกา
ปี 2003 อยู่เมือง Rex รัฐจอร์เจีย
ปี 2010 ย้ายไปอยู่เมือง Elon รัฐนอร์ทแคโรไลนา
ปี 2012 ได้ย้ายไปอยู่ Chicago รัฐอิลินอยส์ จนถึงปัจจุบัน




เจ้าของบล็อกเริ่มเขียนไดอารี่ออนไลน์ครั้งเเรก เมื่อปี 2020 เขียนตามประสพการณ์ชีวิตที่พบเจอ ทั้งเรื่องงาน,การเลี้ยงลูก, การเข้าครัวทำอาหาร,งานฝีมือ เเละเรื่องเที่ยว ขอให้ทุกทานมีความสุขจากการติดตามอ่านนะคะ
^^
^^
^^
^^
ู^^^



Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3661152's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.