Imagination is more important than knowledge
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
บนยอดฟูจิ

วันนั้นผมออกเดินทางปีนเขาไฟฟูจิ เป็นครั้งที่สองในชีวิต
ครั้งนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นทั้งหมดแปดคน เรานั่งรถไปลงตรงกึ่งกลางภูเขาฟูจิตรงที่ระดับความสูง
2000 กว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล

เราเริ่มออกเดินทางกัน ณ ตรงตำแหน่งที่เรียกว่า 5th stage หรือเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า โกะโกเมะ (โกะ แปลว่า ห้า)
ทุกคนร่าเริงเบิกบานกัน ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายกันนิดนึง และถ่ายรูปก่อนออกเดินทาง ส่วนผมซื้อไม้เท้าไว้ยันพื้น ระหว่างปีนเขาซึ่งขายในราคาพันเยน





(3)


พวกเราเดินกันเรื่อย ตั้งแต่เวลาประมาณบ่ายสาม และรู้สึกตื่นเต้นกับภาพบรรยากาศรอบๆที่เห็นพื้นผิวป่าสีเขียวข้างล่างไกลๆ ช่างดูน่าพิศวงอะไรเช่นนั้น

หลายคนในกลุ่มมีรอยยิ้มแจ่มใส เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่เดินด้วยกัน แต่ในถนนเส้นเดียวกัน เราพลันไปเห็นคนที่เดินสวนทางกัน สภาพของพวกเขาช่างหมกมอมไปด้วยฝุ่น เท้าที่ก้าวไปอย่างช้าๆ เมื่อพวกเราในทริปเห็นพวกเขาเหล่านั้น แม้จะสื่อได้ถึงเมสเสจว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่รู้ซึ้งถึงเมสเสจนั้นจริงๆ จนกว่าเราจะประสบกันสิ่งนั้นจริงๆ....



เราเดินกันไป ถ่ายรูปตามทางไปพลางๆ จนเวลาผ่านไปได้สามชั่วโมงจนถึงหกโมงเย็น เราได้เดินถึงที่พักของพวกเรา ณ บริเวณ 6th stage
หรือ โลคุโกเมะ

(8)


(9)


ที่พักโรงเตี๊ยมของเรา มีชื่อว่า โตโมเอะ พวกเราเอาข้าวของไปวางเก็บในที่พักซึ่งเป็น เซคชั่นเล็กๆของห้องใต้หลังคา เราเอาของไปวาง และ ลงไปนั่งรอกินอาหารก่อนนอนเอาแรงปีนต่อ ซึ่งอาหารเย็นของมื้อนั้นคือข้าวแกงคาเร่ ซึ่งมีข้าวเยอะมาก และแกงน้ำเยอะๆ และเศษวิญญานเนื้อ

(10)


(11)


เราเข้านอนกันตอนหกโมงครึ่ง และตั้งใจจะปลุกตื่นมาปีนต่อ ตอนสามทุ่ม(!) ขณะที่นอนไป ข้าพเจ้าก็ตื่นมาเป็นพักๆ ได้ยินเสียงฝนตกกระทบดังกับหลังคา! ในใจก็กลัวๆว่า จะทำให้การปีนเขายากลำบากยิ่งขึ้น

เราตื่นกันมาตอนสามทุ่มด้วยเสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือ เมื่อเริ่มเดินออกไปข้างนอก อากาศดี ฝนหยุดตกเรียบร้อยแล้ว เห็นดวงดาวกระพริบแสงอยู่ไกลๆหลายดวง เราตั้งใจจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขานั้น

เมื่อเดินสูงขึ้นมาได้ระดับนึง เราเริ่มรู้สึกได้ว่า ดวงดาวบนท้องฟ้า เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะเนื่องจากแสงจากดาวเหล่านั้นเดินทางมาถึงยังดวงตาของผมได้มากดวงขึ้น และนี้เป็นครั้งนึงที่ผมได้เห็น ทางช้างเผือกที่ชัดขนาดนี้....

น่าเสียดายที่กล้องของผม หรือกล้องของใครๆก็ไม่สามารถเก็บภาพความประทับใจไว้ได้ เพราะกล้องก็ยังสู้ดวงตาของเราไม่ได้ นี้คงเป็นของขวัญจากท้องฟ้าที่มอบให้กับผู้ที่เดินทางมาสัมผัส ณ ที่นี้ด้วยตัวเองก็เป็นได้

เราเริ่มเดินจ้ำกันเรื่อยๆ แต่ด้วยระยะทางที่ไกลและชัน อากาศที่น้อยลง และการพักผ่อนที่น้อยของเรา ทำให้หลายต่อหลายคนในกลุ่มเริ่มแสดงอาการเหนื่อยอ่อน ต้องมีการนั่งพักกันระหว่างทางเป็นระยะ

(12)


สุดท้ายเราอยู่รวมกันมาได้จนถึง ยอดชั้นที่แปด ตอนนั้นอากาศข้างนอกคงแค่ราวๆ สิบกว่าองศา แต่ที่โหดร้ายกว่านั้นคือ สายลมที่แรงพัดพาให้ตัวพวกเราสั่นสะท้านกันหลายคน ณ เวลานั้นเป็นกี่โมงนั้น ผมก็จำไม่ได้แน่นอนว่าเท่าไร แต่น่าจะราวๆเที่ยงคืน

เราเดินทางกันต่อ เดินกันไปผ่านไปห้านาที หรือสิบนาที แต่ระยะทางที่รวมกันจริงๆนั้น อาจจะไม่ถึงไหนเท่าไร ความมืดข้างนอก ต้องทำให้พวกเราต้องถือไฟส่อง และ ต้องใช้สายตามองหา ตำแหน่งของหินที่เสถียรและควรก้าวไปเหยียบ

ผมใช้ไม้เท้าที่ซื้อมา ช่วยยันพื้นเพิ่มจุดเสถียรให้ผม เพราะผมกลัวจะล้มแล้วโลกนี้จะสั่นสะเทือน

ความฟิตของพวกเราในกลุ่มต่างกัน เราเดินกันไปกันมา เริ่มมีทิ้งห่างกันบ้าง แต่ก็พยายามจับกันเป็นคู่ไว้อย่างน้อย บนยอดเริ่มมีผู้คนที่ปีนเขาคนอื่นไปออกันมากกเรื่อยๆ ผู้คนที่เพิ่มขึ้นเพราะมาจากทางปีนด้านอื่น แต่เมื่อใกล้จะถึงยอดนั้น ทางเริ่มมาบรรจบกัน จนทำให้การจราจรบนภูเขานั้นแน่นไปด้วยคน

ณ เวลานั้นผมกับรุ่นน้องอีกคนหลุดออกมาอยู่ข้างหน้ากันสองคน ผมตระหนัก ณ ตอนนั้น พวกเรานั้นไม่สามารถก้าวไปได้เร็วกว่านี้แล้ว เส้นทางที่แออัด ผมต้องรอให้คนข้างหน้าก้าวไปข้างหน้าก่อน ถึงจะก้าวตามไปได้ เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัด และการหาตำแหน่งที่เสถียรบนที่สูงๆนั้นยากขึ้น พวกเราจะต้องเดินทางในเส้นทางที่กำหนด ซึ่งจะถูกกั้นด้วยเส้นเชือกสองด้าน เพื่อไม่ให้เราไปเดินนนอกเส้นทางและเป็นเขี่ยหินให้ตกลงไปข้างล่าง

เนื่องจากเขาฟูจิเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ข้างบนแถวๆยอดเขานั้นก็มีแต่ กรวดหิน แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตในกลุ่มของพืชอยู่ข้างบนนั่นเลย และไฉนถึงมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์กำลังปีนขึ้นไปข้างบนนั้นอยู่?

ด้วยความหนาวเย็นยะเยือกจะลมที่พัด การที่ต้องยืนนิ่งๆรอจังหวะของผู้คนที่กำลังปีนขึ้น เวลาที่กระชั้นชิดตามเข้ามาเรื่อยๆจนถึงตีสาม ตีสามครึ่ง ผมเริ่มเห็นแสงสีทองสว่างมากขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผมเริ่มใจหาย ว่าทำไมต้องอยู่ตรงนี้ด้วย? ศีรษะผมเริ่มเวียนหัว เกิดอาการไม่ค่อยสบาย ผมเห็นแสงไฟที่จุดบนยอดเขาลิบๆ แต่มันช่างดูห่างไกลเหลือเกิน กับการที่ผมต้องยืนรออยู่ตรงนี้ ผมจะขึ้นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่เนื่องจากผมเดินไม่ไหว แต่เส้นทางข้างหน้าโดนปิดกั้น แต่นี่ก็เป็นอุปสรรคทาธรรมชาติ เพราะมนุษย์ก็เป็นส่วนนึงของธรรมชาติเหมือนกัน?

ผมมองไปตามเส้นทางที่ปีน ผมเห็นบางช่วงนั้นไม่มีคนไปออกันเท่าไร เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ชัน ต้องมีการใช้มือเกาะหินปีนบ้างก็มี แต่ผมตัดสินใจแล้ว ว่าจะไม่ยืนรอหนาวตรงนี้แล้ว

ผมก้าวขาฉับ ใช้มือเกาะและปีนขึ้นตามทางที่ดูยากลำบากนั้น แต่ผมรู้ตัวว่าผมไหว ผมไปได้ ผมปีนได้สูงขึ้น สูงขึ้น เร็วขึ้นกว่าคนรอบข้าง คนหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดแบบผมยังไหว ผมโกหกตัวเอง และปีนต่อ

ผมกับน้องที่ตามมา ขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ผมตะโกนเรียกหาชื่อน้องเป็นระยะ เพื่อความแน่ใจว่ามันไม่ได้ตกเขาไปไหนแล้ว เดินคนเดียวมันใจหายนะเฟ้ย

ผมเริ่มเห็นยอดเขาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อาการเวียนหัวนั้นเริ่มหายไปไหนแล้วไม่รู้ ผมรู้สึกสบายดีอย่างประหลาด นี่อาจเป็นการฉีดกระตุ้นของสารอะดรีนะลีนในร่างกายผมก็ได้ ผมก้าวฉับๆ ผมบอกกับตัวเองว่า ทันแน่ ทันแน่ๆ

ในที่สุด

(13)


ผมถึงยอดแล้ว มันเหมือนกับฝันไป ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลายสายตาผมทอดยาวไปไกลข้างหน้า ผมมองดูผู้คนข้างล่าง ผมอยู่ข้างบน ผมมองดูขอบฟ้าสีทองข้างหน้า ผมอยู่เหนือเมฆ ผมไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว...

(14)


(15)


(16)


ผมมองดูแผ่นเมฆข้างหน้า มันดูเหมือนกับท้องทะเลสีขาวที่แสนสงบ ผมเห็นยอดเขาข้างที่โผล่ทะลุเหนือเมฆ ช่างเหมือนกับ หมู่เกาะกลางทะเลแปซิฟิก

และแล้ว ณ เวลาประมาณ ตีสี่ห้าสิบนาที พระอาทิตย์ก็เริ่มโผล่พ้นจากขอบฟ้าในที่สุด

(17)


(18)


(18-2)


ผู้คนหลายคนหยุดยืนนิ่งจ้องมองดูพระอาทิตย์สีแดงนั้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

ผมมองดูน้องที่ปีนตามกันมากับผม เห็นเขาหยิบขาตั้งกล้องและเซตตำแหน่งกล้องไปยังขอบฟ้าข้างหน้า สมาธิของเขาเพิ่มขึ้น สายตาเขาแน่วแน่ขึ้น เหมือนเหยี่ยวที่จ้องมองหาเหยื่อข้างหน้า

(19)


(20)


(21)


(22)


ผมยืนนิ่งสงบมองไปข้างล่าง ปลดปล่อยความเหนื่อยทั้งหลายไปลงบนสองฝ่าเท้า หายใจลึกๆมองไปรอบๆ

(23)


พวกคนอื่นในกลุ่มของเราที่พลัดหลงกันกลางทางก็เดินตามกันมาเรื่อยๆ หลายคนเหนื่อยอ่อนแต่ดีใจที่ทุกคนฝ่าฟันขึ้นมาถึงข้างบนกันได้

(24)


ผมเอาไม้เท้าที่ใช้ปีนเขาไปประทับตรา "พิชิตยอด" ณ ที่ความสูง 3776 เมตรจากน้ำทะเล เป็นตราประทับเล็กๆอีกครั้งนึกในชีวิตผม





เราเดินไปมองที่ปล่องภูเขาไฟฟูจิเป็นหลุมใหญ่ๆ หลุมนึง จะมีวันไหนไหมที่ จะมีลาวาประทุออกมาจากหลุมนี้



พวกเรานอนพักกันสองสามชั่วโมง แล้วเริ่มเดินลงกัน ทางเดินลงแม้จะไม่มียอดเขา หรือ พระอาทิตย์ขึ้นให้เป็นเป้าหมายแล้ว แต่คราวนี้เรามี
"บ้าน"ของเราเป็นจุดสุดท้ายของเรา









(All picture are credited to Mr. Meen and Minolta camera)


Create Date : 25 สิงหาคม 2550
Last Update : 25 สิงหาคม 2550 14:57:22 น. 8 comments
Counter : 888 Pageviews.

 
เชอะ หมั่นไส้ได้เห็นอะไรแบบนี้ แต่ยกโทษให้ เพราะเอาภาพสวยๆ มาฝาก

ปล. ชอบจัง "ผมกลัวจะล้มแล้วโลกนี้จะสั่นสะเทือน" 555555


โดย: หนูนิด IP: 58.9.148.50 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:15:32:07 น.  

 
เหอๆ...ที่แท้ก็หาเรื่องลดความอ้วนนี่เองงง





โดย: จับผิดๆ IP: 210.213.19.70 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:16:22:22 น.  

 
guide book ฝรั่งบอกว่า (ประมาณว่า)

...นับได้ว่าเราเป็น "คนโชคดี" มากๆ ที่ได้ปีนไปถึงยอดภูเขาไฟฟูจิสักครั้งในชีวิต แต่ถ้าได้ไปครั้งถือสองถือว่าเป็น "คน......"


รู้ป่าว ครั้งแรกที่เธอไปน่ะ เราก้อไปวันเดียวกันเลยนะ (แต่คนละกรุ๊ปน่ะ) fate มะ


โดย: เปลี่ยนชื่อไปเรื่อย IP: 203.153.172.244 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:21:35:29 น.  

 
ชอบมากได้เห็นดวงอาทิตย์บนยอดเขาฟูจิ เสมือนได้ไปเอง อาริกาโต้ะ..


โดย: otosan IP: 203.149.16.33 วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:10:03:10 น.  

 
แวะมาทักทายคะ
วิวสวยจังเลยคะ
อยากไปเที่ยวบ้างจัง
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ฝันดีคะ


โดย: weraj วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:21:52:50 น.  

 
ปีหน้าจะพาคุณย่าไปดูดอกsakura บานใกล้เขาฟูจิเหมือน

ที่เคยไปครั้งที่แล้ว คิดว่ามันสวยมากที่สุดในญี่ปุ่น

มองจากรูปตรงยอดเขาฟูจิไม่ค่อยสวยยกเว้นการไปดู

พระอาทิยต์ขึ้น ซึ่งเหมือนตอนขึ้นภูกระดึงเมื่อสมัยเด็ก


โดย: sakura IP: 58.9.163.143 วันที่: 2 กันยายน 2550 เวลา:15:32:04 น.  

 
อยากไปปีนสักครั้ง

เธอพาฉันกับพ่อไปปีนหน่อยจิ
เธอไปเป็นครั้งที่สาม
แต่พวกเราจะไปเป็นครั้งแรก ทำได้เปล่า ไอ้น้องชาย


โดย: cottonbook วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:11:48:44 น.  

 
สวยมาก ๆ เหมือนไปเองเลย
อิจฉาจัง T_T
คุ้มค่าสำหรับการมาเยือน
ขอบคุณมาก ๆ ที่นำเสนอ
:)


โดย: blackmary IP: 203.118.100.98 วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:21:12:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นายสารพัด
Location :
Nagoya Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




โอ้ว จ๊อด มันยอดมาก
Friends' blogs
[Add นายสารพัด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.