Group Blog
 
 
เมษายน 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
10 เมษายน 2549
 
All Blogs
 
เตียวหยุน จูล่ง - สุภาพบุรุษนักรบ(1)

เตียวหยุน จูล่ง


เขียนถึงตัวละครตัวนี้เป็นคนแรก เพราะเป็นความชอบส่วนตัว ด้วยเหตุที่ว่านี่คือตัวละครจากร้อยกว่าตัวในเรื่องสามก๊กที่ผมชอบและนับถือมากที่สุด

สุภาพบุรุษจากเสียงสาน ผู้กล้ากลางสมร เสือร้ายแห่งเตียงปัน ยากไร้ แต่ใช่จะตื่นทอง ผู้ติดเดือยทอง
“ยาขอบ” นักเขียนในดวงใจคนหนึ่งของผม เป็นผู้ที่ได้ให้สมญานามแก่ผู้กล้าท่านนี้ไว้มากมายและยังมีอีกมากที่ผมจำได้ไม่หมด ซึ่งเน้นไปทางการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญไม่เป็นสองรองใครในฐานะยอดขุนศึก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนสมเป็นสุภาพบุรุษ

ว่ากันว่าสิ่งสำคัญหรือการวัดความสำเร็จสำหรับคนเรานั้นไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีอายุกี่ปี หรือว่าอยู่ได้นานแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนผู้นั้นได้กระทำหรือฝากชื่อเอาไว้ต่างหาก ซึ่งถ้าเช่นนั้น จูล่ง ก็ถือได้ว่าเป็นยอดบุรุษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในเรื่องสามก๊ก

จากนี้ขอบอกเล่าถึงประวัติของเขาอย่างคร่าวๆ โดยจะขอยึดจากนิยายสามก๊กฉบับของหลอก้วนจงและเหมาจงกังเป็นหลัก


ประวัติโดยย่อ

เตียวหยุน ชื่อรอง จูล่ง เกิดเมื่อปี ค.ศ. 157 แต่บางฉบับนั้นก็บอกว่าเกิดในปี 168 ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอันไหนจะถูกต้องกว่ากัน เพราะจูล่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องสามก๊กที่ไม่มีใครสามารถระบุอายุได้แน่ชัด

เขาเกิดที่อำเภอเจินติ้ง จังหวัดเสียงสาน เมื่อครั้งที่เขาเกิดขึ้นมานั้นมีเมฆขาวก้อนใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือนภาของดอยเสียงสาน บิดาจึงได้ตั้งชื่อว่า หยุน ซึ่งแปลว่าเมฆ

เกี่ยวกับชื่อนี้คนไทยกับคนจีนนั้นอ่านไม่เหมือนกัน ชื่อเตียวหยุนนั้น หากอ่านแบบจีนจะสามารถอ่านได้ว่า จ้าวหยุน จนเมื่อเติบใหญ่เขียนได้ จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า เตียวจูล่ง

อาจเพราะเกิดมาในวันที่มีเมฆขาวโดดเด่นและมีคำว่าเมฆอยู่ในชื่อ จึงทำให้ จูล่ง ชอบสีขาวเป็นพิเศษ โดยมักจะสวมเสื้อผ้าสีขาว แม้แต่ม้าที่ขี่ก็ยังชอบสีขาว ซึ่งในภายหลังนั้นยามที่อยู่ในสนามรบ หากมีนักรบที่สวมชุดขาวและมีขี่ม้าสีขาวอยู่หน้ากองทัพล่ะก็ เหล่าข้าศึกถึงกับพากันกลัวหัวหด เพราะเป็นที่รู้กันว่านั่นคือเอกลักษณ์ประจำตัวของแม่ทัพเตียวจูล่ง

ช่วงที่เขาเกิดมานั้นแผ่นดินเริ่มเกิดความวุ่นวายจากไฟสงครามภายในประเทศซึ่งเป็นผลมาจากความเหลวแหลกของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เหล่าเด็กหนุ่มลูกผู้ชายอย่างเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการที่จะใช้ชีวิตรอด ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มฝึกฝนการขี่ม้ายิงธนู การใช้อาวุธ ทั้งทวนและดาบจนเชี่ยวชาญ

เมื่อโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์ อายุประมาณ 24-25 ปี เขาได้กลายเป็นหัวหน้าของเหล่าคนหนุ่มในอำเภอ ซึ่งมีราวร้อยกว่าคน ในช่วงนั้นเองที่เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือทั่วประเทศขึ้น ราชสำนักไม่มีกำลังเพียงพอที่จะปราบปราม โดยเฉพาะตามหัวเมืองทั่วไป

เขาจึงได้ปรึกษาเหล่าพรรคพวกว่าสมควรที่จะรวมกลุ่มขึ้นมาแล้วไปสมัครเป็นทหารเข้าร่วมกับกองกำลังของขุนศึกคนใดคนหนึ่งเพื่อช่วยยุติความวุ่นวายนี้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วคนที่อยู่ในเมืองและอำเภอละแวกเดียวกับจูล่งนั้นมักจะไปเข้ากับกองกำลังของอ้วนเสี้ยวหรือไม่ก็ของกองซุนจ้าน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็เป็นขุนศึกใหญ่มีชื่อของยุคนั้น

จูล่งได้ไปเข้าสังกัดของอ้วนเสี้ยวแต่อยู่ได้ไม่นานก็ปลีกตัวออกมา แล้วไปเข้ากับกองซุนจ้านแทนเพราะเขาเห็นว่าเจ้านายอย่างอ้วนเสี้ยวไม่ได้มีใจคิดช่วยชาติอย่างแท้จริง

ในตอนที่จะมาอยู่กับกองซุนจ้านนั้นถือเป็นการเปิดตัวจูล่งเป็นครั้งแรกในหนังสือสามก๊ก ซึ่งถือเป็นวีรกรรมครั้งแรกของเขาด้วย กล่าวคือในการรบครั้งหนึ่งระหว่างกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายได้ปะทะกันที่สะพานศิลาแห่งหนึ่ง กองซุนจ้านเป็นฝ่ายพลาดพลั้งเสียทีถูกบุนทิว 1 ใน 2 ทหารเอกของอ้วนเสี้ยวไล่ต้อนจนตัวเองต้องขี่ม้ากระเจิงมาเพียงลำพัง และมุ่งที่จะข้ามสะพานหนีไปยังอีกฝั่ง

ตอนนั้นเองที่ได้มีนายทหารหนุ่มชุดขาวหน้าใส ขี่ม้าถือทวนเข้ามาขวางบุนทิวไว้ ในขณะนั้นตัวของบุนทิวได้ชื่อว่าเป็นจอมทวนแห่งยุค ก็คิดว่าจะสามารถเอาชนะนายทหารหนุ่มไร้ชื่อได้ง่ายๆ แต่หลังจากปะทะไปไม่กี่เพลงก็คาดผิด เพราะนอกจากนายทหารหนุ่มคนนั้นจะต้านทานตนเองไว้ได้แล้ว ยังเล่นงานเขาจนเกือบจะพ่ายแพ้ ร้อนจนงันเหลียงทหารเอกของอ้วนเสี้ยวอีกคนต้องขี่ม้าตามมามาช่วยเอาบุนทิวออกไป

หลังจากเล่นงานบุนทิวจนถอยกลับไปได้แล้วเขาก็พากองซุนจ้านหนีมาที่สะพานอีกฝั่งเพื่อมาสมทบกับกองทัพหนุนของกองซุนจ้าน

นักรบหนุ่มคำนับกองซุนจ้าน กองซุนจ้านพิเคราะห์ดูเขาก็รู้สึกพิศวงต่อใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวสะอาด ดูไม่มีลักษณะของคนที่อยู่ในสนามรบมาก่อน

นักรบหนุ่มประกาศชื่อตนเองว่า ชื่อ เตียวหยุน จูล่ง เป็นชาวเมืองเสียงสาน เดิมเคยสังกัดทัพอ้วนเสี้ยว แต่อ้วนเสี้ยวเป็นคนหยาบช้าจึงคิดผละจากมาและมารับขอรับใช้กองซุนจ้านแทน

หลังจากนั้นกองซุนจ้านให้จูล่งเป็นผู้ควบคุมและฝึกสอนกองทหารม้าในกองทัพของตน โดยในยุคนั้นกองทหารม้าของกองซุนจ้านได้ชื่อว่าเป็นกองทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุด โดยตัวกองซุนจ้านนั้นถึงกับได้ฉายาว่าเป็นอัศวินม้าขาว และการที่ได้จูล่งซึ่งเป็นยอดทหารม้าแห่งยุคไปอยู่ด้วย ก็ทำให้เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือเทียบเคียงกันกับอ้วนเสี้ยว

แต่เพราะความที่เขาไม่ได้ให้จูล่งได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ และตัวกองซุนจ้านเองนั้นความจริงก็ไม่ได้แตกต่างจากอ้วนเสี้ยวท่าใด จึงทำให้เขาไม่อาจยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้และมีจุดจบที่ไม่ดีนักซึ่งจะขอยกไว้กล่าวถึงทีหลัง

จากนั้นไม่นานจูล่งก็ได้พบกับผู้ที่จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในภายหลัง คนผู้นี้มีลักษณะเด่นทางกายอย่างหนึ่งนั้นคือมือยาวถึงเข่า หูยืดยาน ท่าทางนอบน้อมต่อผู้คน เขาก็คือเล่าปี่ ผู้ที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะของพระเจ้าอา

ตอนนั้นเล่าปี่เป็นขุนศึกผู้หนึ่งที่มุ่งหวังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เพียงแต่ยังไม่มีฐานกำลังเป็นของตัวเองจึงได้แต่ไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ซึ่งกองซุนจ้านก็เป็นคนหนึ่งที่เขามาขอพึ่งพิงด้วย

กองซุนจ้านนั้นเคยเป็นเพื่อนในสมัยเรียนของเล่าปี่ จึงรับเล่าปี่กับน้องร่วมสาบานอีกสองคนซึ่งเป็นยอดนักรบที่โด่งดังอย่างกวนอูและเตียวหุย โดยให้พวกเขาเป็นผู้ควบคุมทหารจำนวนหนึ่ง
และยกอำเภอผิงหยวนให้ดูแล และส่งจูล่งไปช่วยฝึกสอนทหารม้าให้ และตอนนี้เองที่เล่าปี่ได้พบและร่วมงานกับจูล่ง

เล่าปี่ประทับใจในความเก่งกาจและความสุภาพชนของจูล่ง จึงพยายามทาบทามจูล่งให้มาอยู่ด้วยกันกับตน ตัวจูล่งเองก็รู้สึกประทับใจอะไรบางอย่างในตัวเล่าปี่ แต่เขาก็ปฏิเสธไปเพราะเขาให้เหตุผลว่าตัวเขาได้พูดไปแล้วว่าจะรับใช้กองซุนจ้าน จึงไม่ควรกลับคำพูด ซึ่งทำให้เล่าปี่ประทับใจในคุณธรรมของเขามากขึ้นไปอีก

ภายหลังต้องลาจากเล่าปี่กลับไปช่วยงานกองซุนจ้านที่กำลังเตรียมรบกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งก่อนลานั้นเล่าปี่ถึงกับร้องไห้หนักที่ต้องจากจูล่ง ซึ่งจูล่งเองนั้นคงจะประทับใจมากจนพูดในทำนองที่ว่าหากกองซุนจ้านต้องมีอันเป็นไป เขาจะขอมาอยู่กับเล่าปี่แทน

จูล่งกลับมาอยู่กับกองซุนจ้านแต่ว่ากองซุนจ้านกลับไม่ได้ใช้ให้เขาเป็นแม่ทัพในการทำศึกใหญ่ๆ ซึ่งผลของมันนั้นหนักหนามากเมื่อกองซุนจ้านรบแพ้แก่อ้วนเสี้ยวจนต้องถอยหนีไปอยู่ที่เมืองอี้จิง

ช่วงนั้นจูล่งต้องกลับบ้านเกิดเพื่อไปไว้ทุกข์ให้พี่ชายที่ตายไปตามธรรมเนียมจีนโบราณ ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องไว้ทุกข์เป็นเวลากี่ปี แต่ในช่วงนี้เองที่จูล่งได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างน้อยๆก็ 3-4 ปี

ปี ค.ศ. 196 กองซุนจ้านได้สร้างกำแพงเมืองไว้หลายสิบชั้นเพื่อป้องกันกองทัพของอ้วนเสี้ยว แต่ก็ไม่อาจต้านทานการบุกของอ้วนเสี้ยวได้ สุดท้ายจึงต้องฆ่าตัวตายพร้อมกับลูกเมียอย่างน่าเศร้าเมื่ออ้วนเสี้ยวยกทัพใหญ่มาประชิดเมือง

จากนั้นปี ค.ศ. 200 จูล่งได้กลับเข้ามาในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งเมื่อเขาได้พบกับเล่าปี่ ที่หนีจากอ้วนเสี้ยวมา และได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังของเล่าปี่ซึ่งขณะนั้นมีสภาพเป็นขุนศึกพเนจร

นับจากนี้เป็นต้นไปจูล่งก็ได้อยู่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของเล่าปี่และครอบครัวตราบไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

การพบกันครั้งเริ่มจากเมื่อตอนที่ 3 พี่น้องร่วมสาบาน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ได้แยกกระจัดกระจายไปคนละทาง เล่าปี่ไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว กวนอูไปยู่กับโจโฉ ส่วนเตียวหุยไปยึดเอาเมืองเล็กเมืองหนึ่งชื่อเมืองเก๋าเซียมาได้ กวนอูนั้นเมื่อได้หนีจากโจโฉนั้นได้มาพบกับเตียวหุย และบอกเตียวหุยว่าตนจะไปตามหาเล่าปี่ให้พบ เมื่อได้พบเล่าปี่แล้วสมความตั้งใจแล้วก็มุ่งหน้าเพื่อกลับไปหาเตียวหุย

ระหว่างทางกวนอูได้พบกับจิวฉอง ซึ่งเป็นอดีตโจรผ้าเหลืองที่เลื่อมใสในตัวกวนอู จิวฉองนั้นมีเพื่อนอีกคนที่ชื่อหุยง่วนเสียน ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นหัวหน้ากลุ่มโจรที่มีกำลังอยู่ราว 600-700 คน ตัวจิวฉองนั้นบอกว่าตนจะนำพรรคพวกกว่า 30 คนไปตามตัวหุยง่วนเสียงเพื่อให้รวบรวมสมัครพรรคพวกมามอบให้กวนอู

แต่เมื่อจิวฉองกลับมาก็ปรากฏบาดแผลและเลือดอาบทั่วตัว เล่าปี่กับกวนอูถึงกับตกใจจึงสอบถาม จิวฉองจึงว่าตนนั้นได้ไปถึงเขาโงจิวสาน เพื่อจะชวนหุยง่วนเสียนแต่ว่าหุยง่วนเสียนนั้นได้โดนคนผู้หนึ่ง ไม่ทราบชื่อเสียงรูปร่างสูงใหญ่ สวมเกราะขาว ขี่ม้าขาว ถือทวนเป็นอาวุธแทงตาย และอีก 30 คนที่พาไปด้วยก็ถูกฆ่าทั้งหมด ดีที่ตนนั้นพอจะได้เรียนรู้ฝีมือจากกวนอูมาบ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่รอด

กวนอูถึงกับตกตะลึงในความเก่งกาจของคนผู้นี้ จึงตั้งใจจะไปขอดูหน้าและขอประลองดูสักตั้ง แต่เล่าปี่คิดว่าถ้ามีคนที่เก่งกาจขนาดนี้ก็น่าที่จะชวนให้มาอยู่ด้วย จึงไปด้วยกันกับกวนอู

เมื่อกวนอูไปถึงก็ป่าวประกาศเรียกตัวคนผู้นั้นออกมา ชายคนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา สวมเกราะขาว ขี่ม้าขาว มือถือทวนเป็นอาวุธ เล่าปี่เห็นก็จำได้ทันทีว่าคือจูล่ง

เมื่อได้คุยกันแล้วจึงได้ความว่าหลังจากกองซุนจ้านตายนั้น อ้วนเสี้ยวได้ส่งคนมาชวนให้จูล่งไปอยู่ด้วยหลายครั้ง แต่เขาไม่ต้องการ เมื่อได้ข่าวเล่าปี่อยู่ที่เมืองกิจิ๋ว จึงออกเดินทางมาเพื่อหวังจะพบ ระหว่างทางได้พบหุยง่วนเสียนกับพรรคพวกกลุ่มโจร เห็นม้าขาวของเขาสวยดีจึงคิดจะแย่งชิง เขาจึงจำเป็นต้องฆ่าเสีย พวกโจรเมื่อเห็นในฝีมือของเขาต่างพากันหวาดกลัวจึงยกให้เขาเป็นหัวหน้า และรอคอยที่จะได้พบกับเล่าปี่มาตลอดเพื่อจะได้ไปร่วมงานกัน

เล่าปี่จึงได้ตัวจูล่งมาอยู่ด้วย และยกให้เขาเป็นนายทหารองครักษ์ประจำตัวทำหน้าที่พิทักษ์ตัวเขารวมไปถึงครอบครัวทั้งหมด

จากนั้นไม่นานเล่าปี่คิดจะตีเมืองฮูโต๋ เมืองหลวงของโจโฉ โดยอาศัยในช่วงจังหวะที่โจโฉกำลังรบติดพันกับอ้วนเสี้ยว แต่โจโฉเองก็รู้ตัวจึงเตรียมตั้งรับไว้แล้ว

เล่าปี่แบ่งกำลังเป็น 3 กองเข้าตีทางตะวันออก ตก และตรงกลาง โดยตะวันออกให้กวนอู ตะวันตกให้เตียวหุย ส่วนตรงกลางนั้นมีเล่าปี่กับนายทหารคนใหม่อย่างจูล่ง ซึ่งจุดที่โจโฉป้องกันเองและเป็นจุดที่โจมตีหนักที่สุดคือตรงกลาง

โจโฉส่งเคาทูนายทหารเอกจอมพลังเข้าตีเล่าปี่ก่อน และได้ปะทะกับจูล่งซึ่งเป็นนายทหารหน้าใหม่สำหรับฝ่ายโจโฉ

เคาทูนั้นได้ชื่อว่าเป็นจอมพลังอันดับหนึ่งของโจโฉที่มีพละกำลังระดับเดียวกับเตียวหุยทีเดียว แต่เคาทูก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะจูล่งได้

สามพี่น้องร่วมสาบานต่างทึ่งในความเก่งของจูล่ง คราวนี้จึงเป็นฝ่ายเข้าตีทัพโจโฉบ้าง แต่ครั้งนี้เคาทูไม่ได้ออกมาสู้อีก และสุดท้ายทัพเล่าปี่ที่มีจำนวนน้อยกว่ามากนั้นก็ได้พ่ายแพ้ จนต้องหนีตายออกมา และระหว่างหนีนั้นก็ถูกเตียวคับ ทหารเอกคนสำคัญของโจโฉ ตามล่าแต่เล่าปี่ก็ได้จูล่งช่วยต้านไว้ จูล่งได้แสดงความสามารถฆ่าทหารองครักษ์ของเตียวคับจนตายหมด ด้านเตียวคับเองก็เกือบพ่ายแพ้จนต้องถอยหนีออกมา ทำให้เล่าปี่หนีรอดมาได้

หลังจากแตกพ่ายแล้วเล่าปี่ก็มาขอพึ่งเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติ เพราะแซ่เดียวกัน ช่วงที่อยู่เกงจิ๋วเป็นเวลากว่า 6-7 ปีนี้เอง เล่าปี่ได้พยายามเสาะหาผู้มีความสามารถและผู้มีปัญญาโดยเฉพาะนักปราชญ์เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุดก็ได้ตัวขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา

หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวมากมาย ซึ่งจะขอพูดแบบย่อที่สุด เพราะนี่คือประวัติของจูล่งหากตรงไหนที่ไม่เกี่ยวนักผมจะพยายามไม่เอ่ยถึง

ปี ค.ศ.208 เล่าเปียวผู้ครองเกงจิ๋วตาย เล่าจ๋องบุตรคนเล็กซึ่งมีชัวฮูหยินผู้เป็นแม่และชัวมอผู้เป็นอาหนุนหลังได้ขึ้นครองเมืองแทนที่จะเป็นเล่ากี๋ซึ่งเป็นบุตรคนโต ฝ่ายโจโฉซึ่งเสร็จจากการรวบรวมแผ่นดินทางภาคเหนือและภาคกลางนั้น ก็มุ่งเป้ามาที่เกงจิ๋วซึ่งเป็นด่านสำคัญสำหรับการยึครองทางภาคใต้และได้กรีฑาทัพนับแสนเพื่อยึดเกงจิ๋ว

เล่าจ๋องนั้นยอมสวามิภักดิ์และยกเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ ทำให้เล่าปี่นั้นจำต้องถอยร่นลงใต้ โดยระหว่าทางนั้นได้มีชาวบ้านนับหมื่นนับแสนคนขอติดตามไปด้วย การเดินทางโดยมีชาวบ้านไปด้วยนั้นทำให้กองทัพเดินทางได้ช้ามาก และเมื่อถึงเนินเตียงปันก็ถูกกองทัพของโจโฉไล่ทัน

ตรงนี้เองที่ได้เกิดเอาเหตุการณ์ที่ได้สร้างชื่อให้จูล่งกลายเป็นยอดขุนศึกที่มีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดิน

เล่าปี่นั้นได้ปรึกษากับขงเบ้งแล้วเห็นว่าคงจะไม่สามารถหนีการโจมตีของโจโฉได้พ้นแน่ ขงเบ้งจึงอาสาไปขอกำลังเสริมมาจากเล่ากี๋ซึ่งอยู่ที่เมืองแฮเค้ามาช่วยและแบ่งชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งให้กวนอูพาหนีไปทางเรือแล้วให้มาสมทบกันที่ภายหลัง ซึ่งเล่าปี่ก็เห็นด้วย

ภายในกองทัพจึงเหลือทหารเอกแค่ 2 คนเท่านั้นคือเตียวหุยกับจูล่ง โดยเตียวหุยมีหน้าที่เป็นองครักษ์ให้เล่าปี่ ส่วนจูล่งเป็นองครักษ์ให้กับลูกเมียของเล่าปี่

ในที่สุดทัพของโจโฉก็ตามมาทัน และตีทัพของเล่าปี่จนแตกกระจาย เล่าปี่นั้นได้เตียวหุยช่วยพาหนีไปจนข้ามสะพานเตียงปันได้ แต่ขบวนของครอบครัวเล่าปี่ที่จูล่งเป็นผูดูแลนั้นยังคงติดอยู่ภายในทัพของโจโฉ และฮูหยินทั้ง 2 คนรวมถึงลูกชายของเล่าปี่ที่ยังแบเบาะอยู่นาม อาเต๊า ก็หายสาบสูญไปด้วย

จูล่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองจึงได้ออกตามหา และได้พบกับกำฮูหยิน ภรรยาหลวงของเล่าปี่ แต่ยังไม่พบบิฮูหยิน ผู้เป็นภรรยารองและอาเต๊า

เนื่องจากสถานการณ์คับขัน จูล่งจึงตัดสินใจพาเอากำฮูหยินไปส่งให้กับเตียวหุยซึ่งรออยู่ที่หน้าสะพานเตียงปันก่อน จากนั้นจึงถือทวนประจำตัวและควบม้าขาวคู่ใจกลับเข้าไปในดงกองทัพนับแสนของโจโฉอีกครั้งเพื่อตามหาฮูหยินและอาเต๊า

ตอนที่จูล่งนำกำฮูหยินไปส่งให้เตียวหุยนั้น มีจุดน่าสนใจอยู่ นั่นคือก่อนที่จูล่งจะพบฮูหยินนั้น เขาได้พบกับบิฮองนายทหารของเล่าปี่คนหนึ่งซึ่งแตกทัพมา บิฮองนั้นแจ้งต่อจูล่งว่าฮูหยินทั้ง 2 และอาเต๊าได้พลัดหายไปในกองทัพโจโฉ จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงให้บิฮองล่วงหน้าไปหาเล่าปี่ ส่วนตนนั้นหันม้าควบกลับเข้าไปในกองทัพโจโฉ

บิฮองตกใจจึงตะโกนถามว่าทำไมจูล่งถึงต้องควบม้ากลับเข้าไปในทัพศัตรู จูล่งตะโกนกลับมาว่าจะไปหานายแล้วก็ควบม้าหายไป บิฮองเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าใจว่าจูล่งคิดจะไปสวามิภักดิ์กับโจโฉแทน และไปรายงานต่อเล่าปี่

แต่เล่าปี่นั้นบอกว่าจูล่งได้เข้ามาอยู่กับเราในยามยากและเชื่นตัวจูล่งว่าเป็นผู้มีความสัตย์และมีคุณธรรม ดังนั้นจึงเชื่อใจในตัวจูล่งว่าไม่ทรยศแน่

จูล่งตะลุยจนพบกับกองทหารของโจโฉกองหนึ่งซึ่งมีธงแพรผืนใหญ่อยู่เบื้องหน้าแสดงให้เห็นว่านานทหารที่นำทัพเป็นคนสำคัญ และก็สำคัญจริงๆเพราะเขาคือแฮหัวอิ๋น ญาติของโจโฉผู้ทำหน้าที่พิทักษ์อาวุธคู่กายของโจโฉ

โจโฉมีดาบคู่กายอยู่ 2 เล่ม นั่นคือ ดาบอิเทียน และดาบชิงกัง ดาบทั้ง 2 เล่มต่างเป็นดาบชั้นยอดโดยเฉพาะดาบชิงกังนั้นได้ชื่อว่าเป็นดาบที่ “ฟันเหล็กก็ดุจฟันหยวก” ขอเพียงดาบเดียวก็สามารถฟันศัตรูตรงหน้าให้สิ้นชื่อได้ ต่อให้เกราะเหล็กก็ตาม

ดาบอิเทียนนั้นเป็นดาบที่โจโฉจะถือติดกายไว้ ส่วนดาบชิงกังนั้นได้ให้แฮหัวอิ๋นทำหน้าที่คอยดูแลรักษา

แฮหัวอิ๋นเมื่อเห็นจูล่งแต่ผูเดียวควบม้าเข้าหากองทหารของตนจึงหมายจะเข้าปราบด้วยชิงกัง แต่ด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียวของจูล่ง ชื่อของแฮหัวอิ๋นก็หายไปจากหนังสือสามก๊กทันทีโดยที่ดาบชิงกังยังไม่ทันจะได้ชักออกจาฝักด้วยซ้ำ

กองทหารของแฮหัวอิ๋นต่างแตกฮือเมื่อนายทัพตาย ส่วนตัวจูล่งนั้นรู้สึกเอะใจกับดาบที่แฮหัวอิ๋นสะพายไว้ ประกอบกับดาบในมือเขาคงจะชำรุดเต็มทน จูล่งจึงได้หยิบเอาดาบชิงกังขึ้นมาและลองชักออกดู

ที่กลางดาบมีชื่อติดหราอยู่และดาบก็เป็นเหล็กเนื้อเขียวแวววับ เขาจึงแน่ใจว่าต้องเป็นดาบชั้นดีแน่ จึงได้ตัดสินใจเก็บเอาไว้เอง

ดาบชิงกังเมื่อเปลี่ยนมือมาอยู่กับจูล่ง ในภายหลังก็ได้โอกาสสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมา และกลายเป็นอาวุธประจำตัวของเขานับแต่นั้น

เหมือนใบไม้ร่วง ต่อจากแฮหัวอิ๋นแล้ว นายทหารของโจโฉแทบจะทุกระดับจนถึงนายพล ต่างก็ล้มตายกันระเนระนาดในทุกทีเมื่อมีอัศวินชุดขาว ขี่ม้าสีขาว ตะลุยผ่านไป จนในที่สุดเขาก็ได้มาถึงบ่อน้ำร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่นเองเขาได้พบกับบิฮูหยินที่กัลงกอดอาเต๊านั่งอยู่ข้างบ่อ

จูล่งดีใจมากรีบเชิญให้ฮูหยินขึ้นม้าเพื่อหนีไปด้วยกัน แต่นางปฏิเสธเพราะว่าถ้านางขึ้นม้าไปด้วย จะทำให้หนีไปได้ช้า จูล่งจึงว่าให้นางขึ้นม้าส่วนตัวเขาจะขอเดินเท้าพาหนีเอง

แน่นอนว่านางไม่ยอม ในที่สุดเมื่อทหารศัตรูเข้ามาใกล้ นางจึงฝากฝังอาเต๊าให้จูล่งแล้วอาศัยตอนที่จูล่งเผลอกระโดดลงบ่อน้ำฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เขา

จูล่งเสียใจมากแต่ก็รีบรวมสตินำหินมาทับบ่อน้ำไว้เพื่อไม่ให้ทหารโจโฉได้ศพนางไป ส่วนตัวเขาได้เอาทารกอาเต๊าใส่ไว้ในเสื้อเกราะแล้วพันกับผ้าติดไว้แนบอก แล้วจากนั้นจูล่งก็สวมวิญญาณเพขฌฆาต ชนิดที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน ใช้ทวนคู่ใจควบม้าบุกตะลุยและสังหารทุกๆคนที่มาขวางหน้า

จุดหมายของเขาคือต้องไปให้ถึงสะพานเตียงปันที่เตียวหุยเฝ้าอยู่โดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของอาเต๊า ดังนั้นเมื่อพบข้าศึกมาขวาง เขาจะเน้นลงมือที่ตัวหัวหน้าก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อทำให้พวกทหารที่เหลือเสียขวัญและไม่กลัวไปเอง ซึ่งหลังจากฆ่าศัตรูไปมากแล้วเขาก็ได้พบกับ เตียวคับ ยอดขุนศึกที่เคยประมือกันมาก่อนอีกครั้ง

เตียวคับนั้นเมื่อสมัยที่อยู่กับอ้วนเสี้ยวเคยประมือกับเขามาแล้ว ตอนนี้พอมาอยู่กับโจโฉก็ได้กลายเป็นขุนศึกคนสำคัญที่เก่งกาจยิ่งกว่าเมื่อก่อน

แต่จูล่งก็ไม่หวั่นเข้าปะทะกับเตียวคับนับสามสิบเพลง แล้วก็จูล่งที่เสียเปรียบในเรื่องความสดและต้องคอยพะวงกับอาเต๊าก็อาศัยจังหวะที่ตนเองได้เปรียบควบม้าผละออกไป ซึ่งเตียวคับเองก็ไม่อาจจะตามไปได้ทัน

ในที่สุดหลังจาก 2 วันที่ไม่ได้กิน ไม่ได้นอน ในการวนเวียนอยู่ในดงข้าศึกนับแสนๆ จนในที่สุดก็สามารถหนีออกมาจนถึงเทือกเขาเตียงกุนสัน เนินเตงยาง

บนที่ราบสูงนั้นเองโจโฉได้เฝ้าสังเกตการณ์ดูการรบอยู่จากเบื้องบน สิ่งที่เขาเห็นและทำให้เขาถึงกับตกตะลึงนั้นก็คือ ภาพของอัศวินคนหนึ่งที่สวมชุดขาวและขี่ม้าขาวโดดเด่นเป็นสง่ากำลังบุกฝ่าตะลุยกองทหารนับแสนของเขา ไม่ว่าทหารคนนี้จะตะลุยเข้าไปในทางใด ซ้าย หรือ ขวาทหารของโจโฉก็จะพากันล้มตายและแตกฮือกระเจิดกระเจิงเมื่อนั้น

โจโฉอดแปลกใจไม่ได้ที่ในโลกนี้ยังมีคนที่เก่งและกล้าบ้าบิ่นแบบนี้อยู่ด้วย และรู้สึกว่าการต่อสู้ที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้านี้มันช่างเป็นภาพแห่งสมรภูมิที่สวยงามอะไรเช่นนี้ ภาพของม้าขาวที่ตะลุยไปทางไหน ทหารทางนั้นก็แตกฮือเมื่อนั้น คงจะเป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกแล้วไม่ว่าจะในสนามรบไหน จนถึงกับหลุดปากออกมาว่า “ไอ้นี่มันช่างเป็นยอดเสือจริงๆ”

แล้วจึงถามแฮหัวตุ้นแม่ทัพคนสนิทว่าไอ้เสือที่ว่านี่ชื่ออะไร ซึ่งแฮหัวตุ้นเองก็ไม่รู้จึงได้ควบม้าลงไปตะโกนถามจูล่งเอง

จูล่งตะโกนกลับว่า “เราคือ เตียวจูล่ง หยุน ชาวเสียงสาน”

แฮหัวตุ้นกลับไปรายงานให้โจโฉทราบ โจโฉเมื่อได้ยินก็รู้สึกชอบใจในความเก่งกล้าของจูล่ง จึงได้มีคำสั่งห้ามให้ทหารใช้ธนูและให้จับเป็นจูล่ง

ต้องยอมรับว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จูล่งรอดชีวิตมาได้ เพราะโจโฉเห็นว่านักรบที่แท้จริงอย่างจูล่งนั้นไม่สมควรที่จะมาตายด้วยลูกธนู

เมื่อไร้อุปสรรคอย่างลูกธนูเช่นนี้ สิ่งที่จูล่งต้องคอยระวังก็มีแค่นายทหารที่จะเข้ามาปะทะด้วยฝีมือเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้เกินความสามารถของเขาเลย

ศัตรูชุดสุดท้ายที่มาขวางหน้าเขาเป็นนายทหารคนสนิทของแฮหัวตุ้นชื่อว่าจงจิ๋นและจงสินสองพี่น้องซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องเพลงขวานและเพลงทวนซึ่งแฮหัวตุ้นยอมรับในฝีมือ

แต่ด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียวของจูล่งที่ยามนี้ได้กลายเป็นมือทวนอันดับหนึ่งของยุคไปแล้ว จงจิ๋นก็ถูกแทงตกม้าตาย

จงสินคิดจะแก้แค้นให้พี่ชายจึ้งควบม้าตามหลังจูล่งอย่างกระชั้นชิด และเมื่อควบตามถึงจังหวะที่จงสินคิดว่าตัวเองได้เปรียบและพร้อมจะจู่โจม จูล่งซึ่งไม่ได้มองเหลียวหลังเลยแต่อาศัยการมองเงาของจงสินเพื่อดูตำแหน่งนั้นก็ใช้มือเปลี่ยนทวนที่อยู่ในมือขวาไปด้านซ้าย แล้วใช้มือขวาที่ว่างอยู่ชักกระบี่ชิงกังออกมาจากจากฝัก

ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวจงสินก็สิ้นชื่อ และทำให้จูล่งได้รู้ถึงอานุภาพของกระบี่ชิงกังเป็นครั้งแรก

กระบี่ชิงกังเมื่อครั้งอยู่ในมือแฮหัวอิ๋นแล้วเป็นได้แค่ของประดับที่อยู่ในฝัก แต่เมื่อมาอยู่ในมือของจูล่งมันได้กลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจของเขาไป

หลังจากจัดการสองพี่น้องจงแล้ว บุนเพ่งนายทหารของอ้วนเสี้ยวที่มาสวามิภักดิ์กับโจโฉก็รีบไล่ตามมา จูล่งเห็นว่าปลอดภัยของอาเต๊าต้องมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะหนีจากบุนเพ่งแล้วในที่สุดก็สามารถพาอาเต๊ามาถึงสะพานเตียงปันสำเร็จ และฝากให้เตียวหุยช่วยจัดการกับศัตรูที่ตามมา ส่วนตัวเขาก็รีบพาอาเต๊าไปหาเล่าปี่ทันที

เมื่อพบเล่าปี่แล้ว สิ่งแรกที่เขาพูดนั้นกลับเป็นการขอให้เล่าปี่ลงโทษที่ตัวเขาไม่อาจช่วยบิฮูหยินไว้ได้ ทั้งที่ผลงานของเขาที่ได้ช่วยเหลืออาเต๊าออกมาจากข้าศึกนับแสนนั้นมันเป็นผลงานระดับสุดยอดที่คงจะไม่มีใครทำได้อีกแล้วแต่เขาก็ไม่ได้พูดถึงมันเลย

เล่าปี่รับอาเต๊าคืนจากจูล่ง ซึ่งเด็กน้อยอาเต๊านั้นหลับสนิทโดยไม่รู้เรื่องราวขณะที่อยู่ในอ้อมอกจูล่ง

เล่าปี่เมื่อรับอาเต๊ามาแล้วก็ปล่อยอาเต๊าตกลงพื้น จูล่งตกใจรีบเข้าไปรับอาเต๊าไว้ ฝ่ายเล่าปี่ก็ถึงกับตะโกนลั่นว่าเพราะเด็กคนนี้แท้ๆ จูล่งทหารเอกเราจึงเกือบจะต้องตายไป แล้วก็ร้องไห้

ตรงจุดนี้เองที่นักวิจารณ์ นักประวัติศาสตร์และอีกหลายๆคนต่างตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำอันเสแสร้งของเล่าปี่เพื่อเป็นการซื้อใจจูล่ง

จริงไม่จริง ไม่มีใครรู้ แต่หากจริงล่ะก็ถือว่าเล่าปี่ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะนับแต่นั้นจูล่งก็กลายเป็นทหารเอกที่จงรักภักดีต่อเล่าปี่และครอบครัวของเล่าปี่อย่างแท้จริง จนถึงขั้นที่มีผู้กล่าวว่า 3 พี่น้องร่วมสาบานนับแต่นี้ต้องเพิ่มจูล่งเข้าไปอีกหนึ่ง ซึ่งแม้เขาจะไม่ได้ร่วมสาบานด้วยแต่สำหรับเล่าปี่แล้ว จูล่งเปรียบเหมือนเป็นพี่น้องร่วมสาบานอีกคนหนึ่ง

หลังเสร็จศึกที่เนินเตียงปันแล้ว ฝ่ายเล่าปี่ก็ถอยร่นมาอยู่ที่เมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ และด้วยคำแนะนำของขงเบ้ง เล่าปี่จึงตัดสินใจผูกพันธมิตรกับซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งทางตอนใต้ ร่วมกันต่อต้านโจโฉ

ขอกล่าวถึงผลการรบเล็กน้อย โดยผลการรบที่เตียงปันนั้นฝ่ายเล่าปี่พ่ายแพ้อย่างยับเยินก็จริง แต่โจโฉไม่ได้ดีใจมากนักเพราะตัวเขาก็สูญเสียไม่น้อย เพราะเมื่อตรวจสอบความเสียหายนั้น ฝ่ายโจโฉสูญเสียนายกองใหญ่ 12 นาย ทหารเอกถึง 50 คน และยังมีทหารทั่วไปอีกมากมายนับไม่ถ้วน

โดยทั้งหมดนั้นมาจากฝีมือของนักรบคนเดียวที่มีเพียงทวนและกระบี่ 1 เล่ม กับม้าอีก 1 ตัว นั่นคือ เตียวจูล่ง!!

ปี ค.ศ.208 ปีเดียวกันนั้นเอง พันธมิตรร่วมระหว่างเล่าปี่ซุนกวน ได้ปะทะกับกองทัพเกือบ 1 ล้านของโจโฉที่ผาแดง หรือที่รู้จักกันในนาม “สงครามเซ็กเพ็ก” ถึงแม้ฝ่ายเล่าปี่ซุนกวนจะมีกำลังน้อยกว่ามาก แต่ทางซุนกวนนั้นมีจิวยี่แม่ทัพเรือยอดอัจฉริยะแห่งยุคเป็นแม่ทัพใหญ่ และทางชาวกังตั๋งนั้นก็มีความสามัคคีที่จะสู้ศึกสูงมาก

นอกจากนี้ยังมีขงเบ้งกับบังทองซึ่งเป็น 2 ที่ปรึกษาแห่งยุคร่วมกันวางแผนช่วยเหลืออยู่ลับหลัง ประกอบกับเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นในกองทัพโจโฉทำให้สุดท้ายแล้วฝ่ายโจโฉต้องแตกพ่ายแพ้อย่างย่อยยับกลับไป

เมื่อโจโฉถอยกลับไปแล้วหัวเมืองตามมณฑลเกงจิ๋วที่ไม่มีทัพของโจโฉเฝ้าอยู่ก็กลายเป็นเป้าหมายของฝ่ายเล่าปี่และซุนกวน โดยเล่าปี่นั้นอาศัยจังหวะที่จิวยี่รบกับโจโฉดอดเข้าไปเอาหัวเมืองเหล่านั้นมาได้ 3 หัวเมือง

จากนั้นเล่าปี่ได้ให้จูล่งยกทัพไปตีเมืองกุ้ยหยางซึ่งปรากฏว่าจูล่งสามารถยึดเอาเมืองได้โดยไม่ต้องรบเพราะเจ้าเมืองคือเตียวหอมนั้นหวาดเกรงในฝีมือของจูล่ง เมื่อยึดได้แล้วเตียวหอมก็รับรองจูล่งอย่างดีและหาทางเอาใจจูล่งอย่างเต็มที่

จูล่งนั้นรู้สึกถูกชะตากับเตียวหอมก็เพราะพวกเขาต่างแซ่เตียวเหมือนกัน จึงได้สาบานเป็นพี่น้องกัน โดนเตียวหอมยกจูล่งเป็นพี่ และหลังจากดื่มกินกันพอประมาณแล้ว เตียวหอมก็เรียกให้พี่สะใภ้ที่ชื่อนางฮวนซีของตนออกมาช่วยเก็บจานชามให้ จูล่งจึงว่าเตียวหอมไม่น่าให้พี่สะใภ้ทำแบบนี้

แต่ที่เตียวหอมทำนั้นเพราะมีจุดประสงค์นั่นคือเขาต้องการให้จูล่งได้เห็นหน้านางฮวนซี ซึ่งถือเป็นหญิงงามคนหนึ่ง

หลักจากนางออกไปแล้ว เตียวหอมก็ว่า พี่สะใภ้ของตนนั้นอาภัพเพราะเสียสามีไป ตัวนางเองก็ไม่ยอมแต่งงานใหม่ โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะยอมแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อ ชายคนนั้นมีแซ่เดียวกับตนและเป็นวีรบุรุษผู้กล้าแห่งยุค ซึ่งจูล่งนั้นก็มีคุณสมบัติครบถ้วน และจูล่งเองก็ยังไม่มีภรรยา ดังนั้นเขาจึงคิดจะยกพี่สะใภ้ของตนให้กับจูล่ง

จูล่งได้ฟังก็โกรธแล้วว่า เราท่านต่างเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน พี่สะใภ้ของท่านย่อมเป็นเหมือนพี่ของข้าด้วย ท่านทำเช่นนี้เท่ากับผิดธรรมเนียม แล้วก็ลุกจากไป

ในหนังสือสามก๊กได้พูดถึงคำปฏิเสธของจูล่งว่า “แผ่นดินมีหญิงงามมากมายทำไมต้องเอาแม่ม่ายด้วย”

เป็นที่น่าสนใจว่าในตอนนี้จูล่งนั้นยังไม่มีภรรยาและในบันทึกทั้งก่อนหน้านี้และหลังจากนี้ก็ไม่ได้บันทึกเรื่องเมียของจูล่งไว้เลย ก็ไม่แน่ใจว่าจูล่งจะมีเมียหรือไม่ ในเมื่อจูล่งไม่มีเมียแต่ภายหลังกลับมีบทบาทของลูกจูล่งถึง 2 คนที่ชื่อว่าเตียวกอง เตียวหอง จึงอาจเป็นได้ว่า 2 คนนี้อาจเป็นลูกบุญธรรม

จากนั้นจูล่งก็ได้มีบทบาทอีกครั้งเมื่อทางฝ่ายกังตั๋งได้ยกนางซุนหยินน้องสาวซุนกวนให้เป็นเจ้าสาวของเล่าปี่เพื่อเป็นการเชื่อมไมตรี และเชิญเล่าปี่ให้ไปร่วมการแต่งานในเมืองกังตั๋ง

เล่าปี่คาดว่าจะเป็นอุบายของจิวยี่จึงปรึกษากับขงเบ้ง ขงเบ้งจึงส่งจูล่งให้ไปทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้เล่าปี่ระหว่างที่อยู่กังตั๋ง ซึ่งช่วงที่อยู่กังตั๋งนี่เอง จูล่งได้แสดงความสุขุมรอบคอบและสติปัญญานอกเหนือไปจากความกล้าบ้าบิ่นยามอยู่ในสนามรบ

โดยหากยึดตามสามก๊กฉบับนิยายเป็นหลักนั้น ได้บอกว่าการที่เล่าปี่ต้องไปแต่งงานนั้น อันที่จริงเป็นแผนการที่จิวยี่วางขึ้นเพื่อจะลวงให้เล่าปี่ไปฆ่า แต่ขงเบ้งรู้ทันจึงได้สั่งจูล่งไว้ว่าเมื่อไปถึงกังตั๋งแล้วให้ไปผูกมิตรกับพ่อเฒ่าเกียวก๊กโล ผู้อาวุโสชื่อดังของกังตั๋งซึ่งเป็นพ่อของนางสองเกี้ยว ฝาแฝดสาวผู้เป็นนางงามแห่งยุค ซึ่งเป็นภรรยาของซุนเซ็กพี่ชายซุนกวนและจิวยี่ และยังมีเป็นมีความสนิทชิดเชื้ออยู่กับนางง่อก๊กไท้ มารดาของซุนกวนเป็นพิเศษ ซึ่งผลจากการเข้าทางเกียวก๊กโลนี่เองที่ทำให้เล่าปี่ได้โอกาสเข้าพบนางง่ออก๊กไท้ และได้ทำให้นางประทับใจจนสามารถเอาชีวิตรอดมาได้

ในงานเลี้ยงรับรองที่นางง่อก๊กไท้จัดขึ้นเพื่อดูตัวของเล่าปี่นั้น จูล่งในฐานะองครักษ์ได้ยืนพิทักษ์อยู่ข้างกายเล่าปี่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมแตะสุราเลย ซึ่งเมื่อนางสังเกตเห็นจึงได้ถามเล่าปี่ว่านั่นใช่ยอดขุนพลที่สร้างชื่อเมื่อครั้งเนินเตียงปันใช่รึไม่

เล่าปี่ตอบรับ จากนั้นนางก็ได้พระราชทานเหล้าให้จูล่งเป็นการคารวะและนับถือในความกล้าหาญ

เมื่อเล่าปี่ได้แต่งงานและลุ่มหลงในความงามของนางซุนหยิน และเพลิดเพลินอยู่กับความสำราญที่ทางซุนกวนปรนเปรอให้ ซึ่งเล่าปี่นั้นไม่เคยได้รับมาก่อนก็ทำให้เล่าปี่ไม่ได้สนใจกิจการสงครามอีก จนเวลาผ่านไปถึงครึ่งปี ร้อนจนจูล่งต้องกล่าวเตือนสติ ซึ่งเมื่อเล่าปี่คิดได้จึงได้ตัดสินใจกลับมาเกงจิ๋ว

ในตอนที่เล่าปี่จะหนีจากมานั้นได้ถูกทหารของซุนกวนสกัดไว้ แต่นางซุนหยินซึ่งได้เข้าข้างสามีมากกว่าพี่ชายนั้น ได้ด่าว่าจนทหารเหล่านั้นต้องยอมกลับไป และขงเบ้งก็ได้ส่งเรือเล็กมารอรับเล่าปี่ตามที่นัดแนะกับจูล่งไว้ล่วงหน้า

หลังจากนั้นเล่าปี่ก็สามารถยึดเมืองกังเหลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของมณฑลเกงจิ๋วได้แล้ว ก็พุ่งเป้าไปที่การเข้ายึดครองเมืองเสฉวนทางด้านตะวันตก โดยในการบุกเสฉวนนั้นเล่าปี่ได้อาศัยบังทองและหวดเจ้งเป็นที่ปรึกษาหลัก และมีแม่ทัพสำคัญคือ ฮองตง และอุยเอี๋ยนที่มาสวามิภักดิ์ในภายหลัง ช่วงนี้จูล่งจึงไม่มีบทบาทอะไรมากเพราะต้องอยู่เฝ้าเมืองเกงจิ๋วกับกวนอู เตียวหุย และขงเบ้ง

ในช่วงนี้มีวีรกรรมอย่างหนึ่งของจูล่งเดขึ้นอีกนั่นคือ เมื่อเล่าปี่ได้เดินทางไปเสฉวนนั้นได้ทำการฝากให้จูล่งช่วยดูแลซุนหยินและอาเต๊า

ทางฝ่ายซุนกวนนั้นยังคงมีความเจ็บแค้นเล่าปี่อยู่จึงออกอุบายเรียกตัวซุนหยินกลับโดยส่งจดหมายอ้างว่าง่อก๊กไท้เกิดป่วย ให้กลับทันที เมื่อซุนหยินทราบข่าวจึงตัดสินใจเดินทางกลับโดยได้แอบติดต่อกับทางง่อก๊กไว้ให้ส่งเรือเล็กมาคอยรับ

แต่ซุนหยินไม่กลับเปล่าๆนางพาอาเต๊าไปด้วย และเมื่อจูล่งทราบว่านางซุนหยินพาอาเต๊าไป เขาก็ออกตามหาจนพบในขณะที่นางกำลังจะขึ้นเรือ จูล่งจึงกระโดดตามไปด้วย เพื่อจะชิงตัวอาเต๊าคืน แต่นางซุนหยินไม่ยอมโดยอ้างว่าอาเต๊าเปรียบเหมือนเป็นลูกของนาง นางสาควรต้องพาไปให้เคารพง่อก๊กไท้สักครั้ง และนี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของล่าปี่ จูล่งซึ่เป็นเพียงข้ารับใช้ไม่สมควรจะยุ่ง

แต่จูล่งนั้นเป็นผู้ที่เคยช่วยชีวิตอาเต๊าเอาไว้เมื่อครั้งแบเบาะ อาเต๊าจึงเปรียบเหมือแก้วตาของจูล่งเช่นกัน เขาจึงไม่ยอมยกให้และยื้อเอาอาเต๊ามาได้ และพอดีกับที่เตียวหุยนั่งเรือเล็กตามมาด้วยจูล่งจึงอาศัยจังหวะนั้นกระโดดขึ้นเรือเล็กของเตียวหุยกลับมาโดยไม่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่กังตั๋ง

จะเห็นได้ว่าจูล่งเปรียบเหมือนดาวพิทักษ์ของอาเต๊าจริงๆ

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อเข้ายึดเสฉวนได้มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าเป็นเรื่องจริงรึไม่นั่นคือ ก่อนที่จะได้เสฉวนนั้น เล่าปี่ได้ม้าเฉียวซึ่งเป็นยอดขุนศึกหนุ่มรุ่นใหม่มาเข้าเป็นพวก

ม้าเฉียวเป็นทายาทของม้าเท้ง ผู้นำแห่งเสเหลียงซึ่งเป็นดินแดนแถบตะวันตกตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้ถูกโจโฉฆ่าตาย ตัวเขาจึงนำกองทัพบุกเมืองเตียงฮันของโจโฉเพื่อแก้แค้นให้บิดา แต่พ่ายแพ้จึงหนีเข้าเขตแดนเสฉวน และด้วยแผนการของขงเบ้งก็ทำให้เขายอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่

ม้าเฉียวนั้นเป็นยอดขุนพลหนุ่มที่มีความเก่งกล้ามาก สามารถรบเสมอกับเคาทูทหารเอกของโจโฉ จนโจโฉถึงกับออกปากชมว่าม้าเฉียวนั้นห้าวหาญดุจลิโป้ในวัยหนุ่ม

ลิโป้นั้นคือยอดขุนพลที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในยุคนั้น จนบางคนถึงกับยกให้เป็นเทพแห่งสงคราม

เมื่อเล่าปี่ได้ม้าเฉียวนั้นก็เกิดความยินดีถึงกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับทั้งที่ตอนนั้นกำลังรบติดพันอยู่กับฝ่ายเล่าเจี้ยง เจ้าเมืองเสฉวน

ระหว่างงานเลี้ยงนั้นเล่าปี่หงุดหงิดเล็กน้อยเพราะอาหารยังไม่ถูกส่งเข้ามาซะที แล้วก็มีคนเข้ามารายงานเล่าปี่ว่าทัพของเล่าเจี้ยงได้เข้ามาประชิดแล้ว แต่เล่าปี่ทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจนักและบ่นว่าเมื่อไหร่อาหารจะมาสักที

ทันใดนั้นจูล่งที่นั่งอยู่ในงานเลี้ยงก็ลุกขึ้นแล้วบอกว่าตนจะไปนำมาให้โปรดรอสักครู่ แล้วเดินจากไปพร้อมกับถือเอาทวนประจำตัวไปด้วย

จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 นาที จูล่งก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับหิ้วศรีษะเข้ามาหัวหนึ่งแล้วมอบให้เล่าปี่ ซึ่งศรีษะนั้นเป็นของแม่ทัพฝ่ายเล่าเจี้ยงที่ยกเข้ามาประชิด แล้วพูดกับเล่าปี่ว่าตนนำอาหารมาให้แล้ว

ม้าเฉียวซึ่งอยู่ในงานเลี้ยงด้วยถึงกับตะลึง ว่าในโลกจะมีคนที่ทำสงครามแบบนี้ได้ด้วยหรือ เพราะสภาพของจูล่งที่เดินกลับเข้ามานั้นยังคงเหมือนเมื่อตอนที่เดินออกไปทุกประการ ไม่มีบาดแผลหรือเหลื่อแม้สักหยด หน้าตายังคงสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดูไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งจะไปออกรบมาสักนิด

เมื่อยึดเสฉวนได้สำเร็จเป้าหมายต่อไปของเล่าปี่ก็คือการเข้ายึดเมื่อฮันต๋งซึ่งจะกลายเป็นปราการหน้าด่านสำคัญสำหรับอาณาจักรของเล่าปี่ในอนาคต



Create Date : 10 เมษายน 2549
Last Update : 10 เมษายน 2549 16:05:58 น. 8 comments
Counter : 3339 Pageviews.

 
ยินดีด้วยกับ blog ใหม่ น่าจะสร้าง blog ซักอันไว้พูดคุยกันนะครับ


โดย: kazama วันที่: 10 เมษายน 2549 เวลา:20:03:30 น.  

 


โดย: 7430 IP: 61.90.159.71 วันที่: 25 มีนาคม 2551 เวลา:14:01:33 น.  

 
ชอบจูล่งครับ
เขาเก่งท่สุด


โดย: ท๊อป IP: 203.113.17.172 วันที่: 17 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:04:21 น.  

 
สัญญาณคู่แท้
1. เวลานึกถึงเค้า เค้าจะโทรมาพอดี หรือไม่ก้อโผล่มา
2. เวลามองหน้ากันใจจะเหมือนโดนอารายบางอย่างสะกดจิต
3.เวลาเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นเพื่อนเค้าก้อจะโผล่มาพอดี
4.ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกว่าเคยเจอกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าใคร
5.เวลาอยู่กับเค้าเราจะไม่รู้สึกเกร็งแต่จะรู้สึกดีที่สุด
คนที่อ่านกระทู้นี้ต้องเอาไปโพสไม่งั้นเธอจะต้องมนตราน่ากลัวมาก
แต่ต้องโพสแค่5 อันแล้วคุณจะพบกับสิ่งอัศจรรย์บางอย่าง
นี่เรื่องจริงนะ


โดย: ม่ายบอก IP: 125.24.153.80 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:30:39 น.  

 
จูล่ง นักรบผู้ซื่อสัตย์
''อันตัวข้านี้ถึงตายก็จะเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฎ
จะขอสนองคุณท่าน"


โดย: โอตากุ IP: 114.128.134.31 วันที่: 10 สิงหาคม 2553 เวลา:21:45:29 น.  

 
จูล่ง นักรบผู้ซื่อสัตย์
"เมื่อต้องรบ ไม่มีคำว่าสยบ"


โดย: โอตากุ IP: 114.128.134.31 วันที่: 10 สิงหาคม 2553 เวลา:21:47:49 น.  

 
ลิโป้เก่งสุด


โดย: ลิโป้ IP: 183.89.113.147 วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:4:46:43 น.  

 
สัญญาณคู่แท้
1. เวลานึกถึงเค้า เค้าจะโทรมาพอดี หรือไม่ก้อโผล่มา
2. เวลามองหน้ากันใจจะเหมือนโดนอารายบางอย่างสะกดจิต
3.เวลาเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นเพื่อนเค้าก้อจะโผล่มาพอดี
4.ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกว่าเคยเจอกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าใคร
5.เวลาอยู่กับเค้าเราจะไม่รู้สึกเกร็งแต่จะรู้สึกดีที่สุด


โดย: ปปปป IP: 202.28.179.5 วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:10:33:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อินทรีสามก๊ก
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




นักท่องกาลเวลา....
Friends' blogs
[Add อินทรีสามก๊ก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.