space
space
space
 
สิงหาคม 2561
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
27 สิงหาคม 2561
space
space
space

บทเรียนชีวิต 5 เรื่อง


Five important lessons

บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด
ระหว่างเดือนที่สองของฉันหลังเข้าเรียนที่วิทยาลัย อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามเหล่านั้นได้ไม่ยากนัก จนมาถึงคำถามข้อสุดท้าย "สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร" ฉันคิดว่าต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเห็นหล่อนหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุประมาณ 50 กว่าๆ แต่ฉันจะไปรู้ชื่อเธอได้อย่างไร ก่อนหมดคาบเรียน ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย เพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งได้ถามอาจารย์ว่า คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมเป็นคะแนนของผลการทดสอบด้วยหรือไม่ "แน่นอน" อาจารย์ตอบพร้อมกับให้บทเรียนกับพวกเราว่า " ในการประกอบวิชาชีพของพวกคุณ คุณจะต้องพบกับผู้คนมากมาย ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่จะได้รับความสนใจและสมควรเอาใจใส่ แม้ว่าพวกคุณจะทำได้แค่กล่าวคำทักทายหรือเพียงแต่ส่งยิ้มให้ก็ตาม" ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี

First Important Lesson - Cleaning Lady
During my second month of college, our professor gave us a pop quiz. I was a conscientious student and had breezed through the questions, until I read the last one: "What is the first name of the woman who cleans the school?" Surely this was some kind of joke. I had seen the cleaning woman several times. She was tall, dark-haired and in her 50s, but how would I know her name? I handed in my paper, leaving the last question blank. Just before class ended, one student asked if the last question would count toward our quiz grade. "Absolutely," said the professor. "In your careers, you will meet many people. All are significant. They deserve your attention and care, even if all you do is smile and say hello." I've never forgotten that lesson. I also learned her name was Dorothy.

บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน
คืนหนึ่ง เวลาประมาณ 23:30 น. หญิงชราชาวอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สาย อลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชกไปทั้งตัว เธอก็ตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มอเมริกันผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ 60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็กล่าวขอบคุณเขา และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้ โดยมีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขาเพื่อนำโทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งมาส่งที่บ้านของเขา พร้อมกับมีกระดาษเขียนข้อความแนบมาด้วยว่า: "ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น มันได้ชะล้างเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันได้ดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ก่อนเวลาที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ"
ด้วยความจริงใจ
นาง แนท คิง โคล

Second Important Lesson - Pickup in the Rain
One night, at 11.30 p.m., an older African American woman was standing on the side of an Alabama highway trying to endure a lashing rainstorm. Her car had broken down and she desperately needed a ride. Soaking wet, she decided to flag down the next car. A young white man stopped to help her, generally unheard of in those conflict-filled 1960s. The man took her to safety, helped her get assistance and put her into a taxicab. She seemed to be in a big hurry, but wrote down his address and thanked him. Seven days went by and a knock came on the man's door. To his surprise, a giant console color TV was delivered to his home. A special note was attached. It read:
Thank you so much for assisting me on the highway the other night. The rain drenched not only my clothes, but also my spirits. Then you came along. Because of you, I was able to make it to my dying husband's bedside just before he passed away. God blesses you for helping me and unselfishly serving others.
Sincerely,
Mrs. Nat King Cole

บทเรียนสำคัญที่สาม - ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ
ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า "ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ""ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเหรียญในมือ "งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่" เด็กชายถามอีก ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าที่หนึ่งครับ" เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอาไอศครีมมาให้ พร้อมกับวางใบเสร็จแล้วก็เดินหนีไป เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้วก็จ่ายเงินจากนั้นก็ลุกเดินจากไป เมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา น้ำตาของเธอก็เริ่มเอ่อล้นออกมา เมื่อเธอลงมือทำความสะอาดโต๊ะ บนโต๊ะนั้น มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น เธอได้รับบทเรียนว่า เด็กชายคนนั้นยอมที่จะไม่ทานไอศครีมซันเดทั้งที่มีเงินพอ แต่เค้าเลือกทานไอศครีมราคาถูกกว่า เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ให้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

Third Important Lesson - Always Remember Those Who Serve
In the days when an ice cream sundae cost much less, a 10-year-old boy entered a hotel coffee shop and sat at a table. A waitress put a glass of water in front of him. "How much is an ice cream sundae?" he asked. "Fifty cents," replied the waitress. The little boy pulled his hand out of his pocket and studied the coins in it. "Well how much is a plain dish of ice cream?" he inquired. By now more people were waiting for a table and the waitress was growing impatient. "Thirty-five cents," she brusquely replied. The little boy again counted his coins. "I'll have the plain ice cream," he said. The waitress brought the ice cream, put the bill on the table and walked away.
The boy finished the ice cream, paid the cashier and left. When the waitress came back, she began to cry as she wiped down the table. There, placed neatly beside the empty dish, were two nickels and five pennies. You see, he couldn't have the sundae because he had to have enough left to leave her a tip.

บทเรียนสำคัญที่สี่ - สิ่งที่กีดขวางทางของเรา
ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป พวกเขาได้กล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานาว่าพระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า "ทองในถุงนี้ เป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน" ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ว่า "ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่ราจะดีขึ้นให้กับเรา"

Fourth Important Lesson - The Obstacle in Our Path
In ancient times, a King had a boulder placed on a roadway. Then he hid himself and watched to see if anyone would remove the huge rock. Some of the king's wealthiest merchants and courtiers came by and simply walked around it. Many loudly blamed the King for not keeping the roads clear, but none did anything about getting the stone out of the way.
Then a peasant came along carrying a load of vegetables. Upon approaching the boulder, the peasant laid down his burden and tried to move the stone to the side of the road. After much pushing and straining, he finally succeeded. After the peasant picked up his load of vegetables, he noticed a purse lying in the road where the boulder had been. The purse contained many gold coins and a note from the King indicating that the gold was for the person who removed the boulder from the roadway. The peasant learned what many of us never understand. Every obstacle presents an opportunity to improve our condition.

บทเรียนสำคัญที่ห้า - ให้เมื่อมีค่า
หลายปีมาแล้ว เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็น โอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหารย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายถึงสถานการณ์นี้ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า "เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่" ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า "ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่บนเตียงเคียงข้างกับเตียงของพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ "ผมกำลังจะตายใช่ไหม" ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ

Fifth Important Lesson - Giving when it counts
Many years ago, when I worked as a volunteer at a hospital, I got to know a little girl named Liz who was suffering from a rare and serious disease. Her only chance of recovery appeared to be a blood transfusion from her 5-year old brother, who had miraculously survived the same disease and had developed the antibodies, needed to combat the illness. The doctor explained the situation to her little brother and asked the little boy if he would be willing to give his blood to his sister. I saw him hesitate for only a moment before taking a deep breath and saying, "Yes, I'll do it if it will save her." As the transfusion progressed, he lay in bed next to his sister and smiled, as we all did, seeing the color returning to her cheek. Then his face grew pale and his smile faded. He looked up at the doctor and asked with a trembling voice, "Will I Start to die right away?" Being young, the little boy had misunderstood the doctor; he thought he was going to have to give his sister all of his blood in order to save her. Yet he was willing.

จดจำไว้ว่า " ทำงานให้เหมือนกับคุณไม่ต้องการเงิน รักให้เหมือนกับคุณไม่มีวันจะเจ็บปวดกับมัน และเต้นรำให้เหมือนกับไม่มีใครมองคุณอยู่"

Remember, "Work like you don't need the money, love like you've never been hurt, and dance like you do when nobody's watching."

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศใดๆในการช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจจะไม่มีใครรู้ ใครเห็นด้วยซ้ำ แต่ความสุขจากการให้ นั้นคือรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว ดีกว่าถ้วยรางวัลเกียรติยศเสียอีก เพราะมันจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป... และความสุขไม่สามารถแตกสลายได้เหมือนถ้วยรางวัลใดๆ

We may not be presented any honour reward to help others, or there is nobody even knows about it. But the happiness you have from giving to others is the best reward. It is Better then any honour trophy. Because it will be in your memories forever ... and happiness can not be disintegrate like honour trophy


Create Date : 27 สิงหาคม 2561
Last Update : 27 สิงหาคม 2561 14:00:28 น. 0 comments
Counter : 246 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

สมาชิกหมายเลข 4749426
Location :
Toronto Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"Byrd" Weerapol Sukcharoen
Scarborough Ontario Canada

"รักการอ่านหนังสือและชอบเขียนหนังสือมาตลอดชีวิต เขียนหนังสือไทยเพราะคิดถึงเมืองไทยอยากใช้ภาษาไทย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแคนาดามา 30 ปี ได้พบเรื่องราวหลากหลายรสชาติกับชีวิตในต่างแดน เรียนจบ Graphic Design แต่ทำงานเป็น Chef de Cuisine แอบผลิตงานเขียน บทกวีและแปลเอาไว้อ่านเองหลายชิ้น ตั้งความหวังว่าน่าจะมีคนชอบอ่านเรื่องจากประสบการณ์จริงหล่านี้บ้าง รวมทั้งเก็บบทความดีๆ มีสาระเอามานำเสนอไว้ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์มาเป็นตัวหนังสือสำหรับคนรักการอ่านเหมือนๆ กัน "


space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 4749426's blog to your web]
space
space
space
space
space