All About Intouch's Family
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
18 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
*** ถึงวันต้องเป็นพ่อเลี้ยงตัวจริง ***




ช่วงเดือนแรกในการเลี้ยงน้องอินทัช ผมบอกตรงๆ เลยครับว่า เหนื่อยขาดใจ

ความจริงน้องอินทัช เป็นเด็กเลี้ยงง่ายมากๆๆๆๆ บางเวลาผมเรียกติดตลกว่า "อินทัชเป็นเด็กพิเศษ"

เพราะจริงๆ แล้ว อินทัช ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เพียงแต่ คุณพ่อกับคุณแม่ ดันเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่ไม่มีพี่เลี้ยงเสียด้วย


ที่บ้านผมเราอยู่กันแค่สองคน สามีภรรยา คุณแม่ของผม อยู่อีกบ้านหนึ่ง และมีภาระหน้าที่เลี้ยงเจ้าหลานวัยซนอีกคนหนึ่ง จึงไม่สามารถย้ายบ้านมาอยู่เพื่อช่วยเลี้ยงอินทัชได้ ส่วนคุณแม่ของภรรยา ก็อยู่ต่างจังหวัด

ที่บ้านเลยรบกวนพี่สาว ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมให้มาอยู่ที่บ้านช่วยกันอีกแรงในยามเย็นที่พี่สาวผมกลับจากทำงาน แต่ผมก็ไม่ได้ให้ช่วยในเรื่องเลี้ยงลูกมากนัก แค่ช่วยอยู่เป็นเพื่อน เป็นทีมสำรอง ยาม ผมป่วย ภรรยาป่วย อะไรทำนองนี้

ส่วนการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลนั้น ผมบอกเลยว่า ผมไม่จ้างเด็ดขาด ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะแนวคิดผม ตรงนี้อาจไม่เหมือนคนอื่นๆ นะครับ คือ ผมมองว่า ลูกคนเดียว พ่อกับแม่ มีตั้งสองคน สี่มือ สี่เท้า ต้องเลี้ยงดูได้

ความใส่ใจของพ่อแม่ อย่างไรก็มากกว่าพี่เลี้ยง
ความรักของพ่อแม่ ที่ลูกสัมผัสได้ อย่างไรก็มากกว่าพี่เลี้ยง
ความรักของญาติ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่างไรก็มากกว่าพี่เลี้ยง


พี่เลี้ยงดีๆ มีนะครับ แต่หายาก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะหลายคนมักคิดว่าเป็นหน้าที่ เป็นงานอย่างหนึ่ง และสำคัญคือ รู้ว่าตัวเองสำคัญ เพราะดูแลสิ่งสำคัญที่สุดอยู่ เลยมักค่อยข้างเอาแต่ใจ หลายๆ ครั้งที่ผมเห็นหลายครอบครัว ต้องตามใจพี่เลี้ยง ต้องเอาใจพี่เลี้ยงไว้ เพราะกลัวว่าเวลาลับสายตา พี่เลี้ยงจะทำมิดีมิร้าย


แล้วราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ นะครับ

ต่ำๆ ก็ 7-8000 พันบาท


ลองคำนวณดูว่าเงินเดือน รายได้แต่ละเดือนเหลือเกิน ตัวเลขนี้หรือไม่ ถ้าไม่ อย่าไปจ้างเลยครับ


ลองคิดถึงมูลค่าของความรักที่ลูกเราจะได้จากเรา หากเราเลี้ยงตัวตนเองซิครับ


ผมว่ามันมากกว่าเงินเดือนที่คุณไปทำงานให้คนอื่นอีก


ด้วยความคิดดังนี้ ผมและภรรยาในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงดูจึง ช่วยๆ กันไป ผมกะเช้า เย็นและดึก ส่วนภรรยากะเช้ามืด ค่ำและบ่าย เพื่อให้เราทั้งสองคนได้มีโอกาสพักผ่อนบ้าง

และนอกจากนี้ ด้วยความที่เราเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ได้และเป็นสิ่งมีค่ายิ่งต่อพื้นฐานการเติบโตของเขา ที่ไม่มีหรือได้น้อย หากใช้พี่เลี้ยงคือ


การเลี้ยงดูและเอาใจใส่ได้ตามนิสัยและลักษณะเด็ก

เพราะเด็กแต่ละคนมีลักษณะนิสัยไม่เหมือนกัน ตำราเป็นเพียงแค่แผนที่บอกทาง แต่การจะเดินไปตามเส้นทางนั้น จะวิ่งเร็ววิ่งช้า จะเลี้ยวซ้ายแวะพักที่ไหนก่อนนั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น

อย่างอินทัชเองก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผมเรียกว่า "ขออีกนิดนะ"








----------------------------------------
"ขออีกนิดนะ" ของอินทัชคือ อาการที่ผมเชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ คนต้องประสบอย่างแน่นอน

ด้วยความเป็นมือใหม่ และภรรยาเอง น้ำนมก็ยังไม่เยอะมาก ครั้งหนึ่งปั้มได้แค่ 1-2 ออนซ์เท่านั้น ทำให้เราตัดสินใจกันว่า ยังไม่ปั้มออกมาเก็บหรอก (แค่อินทัชทานยังไม่พอเลย) ก็เลยพยายามให้ทานจากเต้าเท่านั้น

ช่วงแรกๆ อินทัชก็ทานได้ดี ทานแล้วหลับ ตื่นมาทานใหม่แล้วก็หลับต่อทันทีทุกๆ สองชั่วโมง

โดยผมเลี้ยงโดยเดินสายกลางครับ


เวลาภรรยาหลับ ผมก็จะให้นมผงแทน ทำให้อินทัช ทานนมแม่สลับกับนมผงมาตั้งแต่เกิดเลย หลายคนว่าไม่ดี แต่ผมไม่รู้นะ ระยะยาวจนถึงบัดนี้ อินทัชยังไม่เคยมีอาการเลือกนมเลย

เปลี่ยนนมยี่ห้ออะไรก็กินยี่ห้อนั้น ไม่มีอาการไม่รับนม หรือแหวะนม ไม่ทานเลย

ส่วนจุกนม ผมเลือกใช้ จุกเสมือนของพีเจ้นท์


ไม่รู้ดีหรือไม่ แต่ถึงบัดนี้ อินทัชก็ยังไม่มีอาการเกลียดจุก หรือเลือกจุกเลยแม้แต่น้อย


บางคนอาจคิดว่า ก็ยังเด็กแค่ 3 เดือนกับ 1 สัปดาห์


แต่ผมจะบอกว่า อินทัช เป็นเด็กพิเศษครับ


เขาเป็นเด็กที่มีพัฒนาการเร็วมากๆๆ คุณหมอสุดา หมอเด็กประจำตัวอินทัช ยังเห็นแล้ว งง เพราะพัฒนาการเร็วกว่าเด็กทั่วๆ ไป 2 เท่า

อินทัช มองโมบายได้ ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ทั้งๆ ที่เด็กมาตรฐานตามตำราคือ 3 เดือน

อินทัช คอแข็ง ตั้งคอแบบในรูปประกอบนี้ได้ ตั้งแต่ 2 เดือน

ตอนนี้ 3 เดือนกับ 1 สัปดาห์ อินทัชก็พลิกตัวได้แล้ว

ส่วนสภาพร่างกาย ก็ปัจจุบัน ส่วนสูงและน้ำหนัก พอๆ กับเด็ก 8 เดือนครับ คือ หนักประมาณ 7 กิโล สูงประมาณ 60 กว่าๆ เซ็นติเมตร เทียบตารางแล้วเท่าๆ กับเด็ก 8-9 เดือน

ไปไหนใครๆ ก็คิดว่า หนูเป็นเด็กขวบ ไม่ใช่เด็ก 3 เดือน


ทั้งๆ ที่ตอนแรกเกิดเขาก็ มีขนาดพอๆ กับเด็กคนอื่นๆ คือ หนัก 3.180 กิโลกรัม สูง 50 ซม.
--------------------------------

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆ เลี้ยงลูกอย่างไร

แต่ด้วยความไม่รู้นี้ละ ผมก็เลยเลี้ยงตามข้างกระป๋อง เขาบอกว่าสัปดาห์แรกทาน 2 ออนซ์ ครบ 1 เดือนทาน 3-4 ออนซ์ ผมก็ให้ตามนั้นครับ แล้วอินทัชก็ทานหมดด้วยนะ

แต่ผมค่อยๆ เพิ่มปริมาณนมนะครับ จาก 1 เป็น 1.5 เป็น 2 เป็น 2.5 เพิ่มเรื่อยๆ ตามอาการ "ขออีกนิดนะ"


คือ อาการที่เด็กยังทานนมไม่อิ่มนั้นละครับ


เด็กบางคนทานอิ่มไม่อิ่มไม่รู้ แต่เหนื่อยในการดูด ก็หลับไป พ่อกับแม่ก็คิดว่า นมปริมาณนั้นเพียงพอ ก็ให้เท่านั้น พอนอนได้ชั่วโมงถึงสองชั่วโมงก็ตื่นมาทานอีก

แต่ความจริงแล้ว ปริมาณนมนั้นอาจไม่พอก็ได้


อันนี้ไม่มีตำราใดบอกนะครับ ผมใช้สัญชาตญาณในการเลี้ยง คิดขึ้นมาเอง แล้วทุกวันนี้อินทัชก็เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมากๆ

ใครจะลองเอาไปปรับดูก็ได้ครับ

คือ

ถ้าเป็นนมแม่ก็ให้จนหลับ ตื่นเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่ต้องปลุก (ยกเว้นช่วงเดือนแรก ที่ต้องปลุกทุกๆ 2-2.5 ชั่วโมง)

แต่ถ้าเป็นนมชง จะให้จนกว่าจะนอน (สำหรับอินทัช ใช้ได้ถึงแค่ 2 เดือน หลังจาก 2 เดือน พี่ท่านเปลี่ยนจากกินหลับ เป็น กินเล่นหลับ)

ดังนั้นปริมาณนมจะไม่เท่ากันในทุกครั้ง และเหลือให้เปลืองทุกครั้งเช่นกัน

ส่วนใหญ่อินทัชจะทานได้ 2 ออนซ์ แล้วก็ขออีกนิดคือ 1/4 ออนซ์หรือ 1/2 ออนซ์ แต่ด้วยความที่ไม่รู้ พึ่งเลี้ยงกันมาได้ไม่นาน

ผมก็จะชง 2 ออนซ์เสมอ ทำให้เป็นที่มาของคำว่า "ขออีกนิดนะ" คือ ต้องชงอีกนิดเดียว ทานแล้วก็หลับ


แล้วพอเราเห็นว่าน้องทาน 2 1/4 หรือ 2 1/2 ออนซ์ หลายมื้อติดๆ กันแล้ว เราก็ค่อยเปลี่ยนปริมาณนมให้เพิ่มขึ้นตาม


การเลี้ยงอย่างผมนี้ ผลที่ได้คือ อินทัชเป็นเด็กอารมณ์ดี เพราะตัดปัญหา หงุดหงิก เนื่องจากหิวไป

และแข็งแรง โตไว เนื่องจากนอนหลับเต็มที่ พัฒนาการจึงรวดเร็ว


แต่วิธีนี้ใช้ได้แค่ถึงประมาณ 3 เดือนนะครับ เพราะหลังจากนี้ควรควบคุมปริมาณนม

เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรก กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ยังทำงานไม่เต็มร้อย


โปรตีนจากนมส่วนเกิน จะถูกขับออกมา โดยไม่ย่อย

ดังนั้นการให้เยอะเกินไป ก็ไม่ได้ทำให้เด็กอ้วน เนื่องจาก เขาจะดึงสารอาหารตามที่ต้องการแล้วพอ ที่เหลือก็ปล่อยออกเลย


แต่หลัง 3 เดือน เขาจะดูดซับหมดทุกอย่างที่ทานเข้าไป ถ้ายังให้ตามนี้ผมว่ากลายเป็นเด็กอ้วนแน่ๆ

ทุกวันนี้อินทัชทานแค่ 4-5 ออนซ์ต่อมื้อ และทานเพียงวันละ 5 มื้อ

รวมๆ แล้วก็เป็นปริมาณตามที่ตำราแนะนำพอดี คือ สูงกว่า 600 มล. และต่ำกว่า 1000 มล.






--------------------------------
หลังจากที่เลี้ยงกันอยู่ 2 คน สามีภรรยา ได้ประมาณเดือนกว่าๆ

ก็เป็นช่วงเวลาที่ยังสบายๆ เวลาผมมีงานถ่ายภาพ ภรรยาก็จะเป็นผู้เลี้ยงดู

แต่ช่วงกลางเดือนกันยายน ทางบริษัทของภรรยา ก็แจ้งมาว่าขอให้รีบกลับเข้าทำงาน เนื่องจากงานเยอะมาก

ภรรยาก็เลย เริ่มต้นทำงานใหม่ ตอนต้นเดือนตุลาคม

ทำให้เดือนตุลาคม ผมจึงกลายเป็น "พ่อเลี้ยง" เต็มตัว


เวลาที่มีงานต้องไปถ่ายข้างนอก ก็จะ "พาไปหาอาม่า (คุณย่า)" ให้ช่วยเลี้ยง


แล้วเชื่อไหม ไม่ได้ว่าแม่ตัวเองนะครับ แต่ท่านไม่เชื่อที่ผมบอก ท่านบอก เลี้ยงเด็กมากี่คนกี่คน เดือนกว่านี้นี้มันทานกัน 2 ออนซ์ทั้งนั้น


"แกจะให้ลูกแก ท้องแตกตายหรือ ให้มัน 4 ออนซ์" แม่ผมว่าอย่างนั้น

ผมก็เลยบอกกลับไปว่า "ตามใจแม่ แค่บอกว่ามันทาน 4 ออนซ์แล้วจึงหลับ ถ้ามันไม่หลับมันก็ตื่นมากวนใจแม่ ก็แค่นั้นละ"

แล้วก็เป็นดังผมว่าครับ จากเดิมที่อินทัชอยู่กับผมจะนอนประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง พอไปอยู่กับอาม่าก็นอนแค่ 1.5-2 ชั่วโมงก็จะตื่น

ตอนกลางคืน ช่วงเดือนที่ 1 ถึง 2 อินทัชจะนอนนานประมาณ 5 ชั่วโมง ไปอยู่กับอาม่า ก็จะนอนเหลือแค่ 3 ชั่วโมงก็ตื่น


และนี้เองที่เป็นขอสรุปให้ผมได้ว่า นมไม่พอ ทำให้เด็กนอนยาวไม่ได้


ซึ่ง เด็กวัยนี้ การนอนคือ สิ่งสำคัญที่สุด ช่วยให้เขาพัฒนาสมองได้ดีที่สุด


สำหรับผม การชงนมเกินเป็นสิ่งที่ดีกว่า การชงนมขาด แล้วให้เขาเหนื่อยแล้วนอนเอง







-----------------------------
หลังจากเลี้ยงเขาด้วยตนเอง เป็นพ่อเลี้ยงสักสัปดาห์ สิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจ ทั้งๆ ที่คนอย่างผมไม่น่าเกิดขึ้นได้

นั้นคือ ความรู้สึกซึมเศร้า


ไม่รู้ว่าความรู้สึกซึมเศร้านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร


แต่อาการของมันคือ จู่ๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามากๆ ทั้งๆ ที่กำลังทำหน้าที่ที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตก็ตาม

เป็นความรู้สึกที่ว่า ทำไมฉันต้องอยู่ตรงนี้ ทำไมฉันออกไปข้างนอกไปทำธุระที่ต้องการไม่ได้ จะไปเข้าเช็คเงินค่าถ่ายภาพก็ยังทำไม่ได้ จะกินก็กินไม่ได้ หิวก็ทานไม่ได้ ถ้าอินทัชยังไม่หลับ

จะพัก จะนอน ก็ทำไม่ได้ เพราะอินทัช ตื่นทุกๆ 3 ชั่วโมง

ซึมเศร้าขนาดที่ว่า ผมเอาเกม WII มาเล่น ก็ยังไม่สนุก

ซึมเศร้าจนกลายเป็นความเครียด แล้วกลายเป็นเครียดลงกระเพาะครับ


ท้องเสียอย่างไม่มีสาเหตุ กระเพาะไม่ทำงาน อาหารไม่ย่อย สรุปกลายเป็นผมนอนซมไป 3 วัน

โชคดีที่เป็นวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์

เลยได้ภรรยามาช่วยดูแลในวันเสาร์อาทิตย์แทน ส่วนวันจันทร์อาการก็ดีขึ้นมาก


แล้วเชื่อไหมว่า จู่ๆ ไอ้ความรู้สึกซึมเศร้านี้มันก็หายไปเอง


(มาภายหลังผมคิดว่า อาจจะเป็นเพราะมีงานเข้ามาติดๆ กันหลายวัน ต้องพาอินทัชไปฝากอาม่าบ่อยขึ้น เลยเหมือนได้ผ่อนคลายบ้าง)


และหลังจากเหตุการณ์นี้ ผมเลยไปขอยืม คาร์ ซีท ของหลาน ซึ่งไม่ค่อยชอบนั่งเท่าไร มาใช้ก่อน เผื่อว่าวันไหนต้องออกไปข้างนอก จะได้พาอินทัชออกไปพร้อมกันได้







Create Date : 18 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2551 15:48:39 น. 5 comments
Counter : 646 Pageviews.

 
เป็นคุณพ่อที่เก่งมั๊กๆเลยค่ะ ปรบมือๆๆๆ


โดย: ฟ้า (pimjan.h ) วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:02:58 น.  

 
ขอปรบมือให้กับคุณพ่อและคุณแม่บ้านนี้เลยค่ะ เลี้ยงลูกกันเองแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อ ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรได้ดีมาก ๆ


โดย: แม่น้องสองพี วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:36:16 น.  

 
ทึ่งในความสามารถของคุณพ่อจริงๆเลยค่ะ


โดย: pinkyrose วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:9:40:20 น.  

 
คุณพ่อ โคดละเอียด คุณแม่หายไปไหน คุณพ่อช่วยเข้ามาบรรยายให้อี๊ส้มของอินดี้อ่านอย่างละอียดหน่อยดิ ว่า Sheอ้วนไปถึงไหนแล้ว 5555


โดย: Zomjeeds IP: 124.122.152.111 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2551 เวลา:18:05:53 น.  

 
คุณเป็นพ่อที่วิเศษจริงๆ ขอยกนิ้วให้ค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2551 เวลา:18:34:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

avatayos
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ปัจจุบันทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง

สำหรับบล็อกนี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นบันทึกเรื่องราวชีวิตของน้องอินทัชไว้จดจำ และเป็นข้อมูลสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้ได้อ่านกันสนุกๆ ด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add avatayos's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.