หญิงสาวในสายน้ำ
เสียงขลุ่ยของใครบางคนดังแว่วมาตามสายลมยามเย็นปลายเดือนเมษายน ภายหลังจากที่พายุฤดูร้อนพ้นผ่าน อากาศทั้งเมืองก็เย็นชื้นขึ้น ยามเย็นของวันนี้ ท้องฟ้าจึงไม่ได้ถูกทาบทอด้วยแสงสีเหลืองส้มแสบจ้าจากดวงอาทิตย์ หากแต่มีเมฆสีขาวขุ่นน้อยใหญ่เคลื่อนมาบดบัง อณูแห่งความสดชื่นยังคงแทรกซึมอยู่ในผืนดิน ต้นไม้ ดอกหญ้าและอากาศยามเย็น ณ ขณะนี้

พงอ้อริมน้ำโบกสะบัดพัดพลิ้ว ไล่ไปตามแนวขอบฝั่งหนองน้ำใหญ่มีดอกหญ้าสีขาวขึ้นประปราย ผมปรายตามองพวกมันพร้อมกับคลี่ยิ้มด้วยความรู้สึกอันปลอดโปร่งและสบายใจ ตาทั้งสองข้างกวาดมองไปยังผืนน้ำเย็นใสอันกว้างใหญ่ตรงหน้า สายลมอ่อนๆ ยังคงพัดเอาไอเย็นมาปะทะร่างกายไม่ขาดสาย

จู่ๆ ผมก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ลอยมากับสายลมด้วย กลิ่นของมันคล้ายดอกจำปีผสมกับดอกมะลิ กลิ่นนั้นฉุดให้ผมต้องดันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น

ผมหันซ้ายขวา กวาดสายตามองไปยังบริเวณริมฝั่งของหนองน้ำคล้ายกับว่ากำลังควานหาบางอย่าง เสียงขลุ่ยแว่วหวานนั้นเงียบหายไปแล้วหากแต่กลิ่นของดอกไม้หอมกลับแรงขึ้น สายตาของผมมาหยุดอยู่ที่ข้างพงอ้อทางซ้ายมือ ห่างออกไปราวสิบเมตร เห็นช่อดอกไม้สีขาววางอยู่บนพื้นและอีกหลายดอกที่กำลังลอยอยู่บนผิวน้ำ

“เธอกลับมาแล้ว...” จู่ๆ ผมก็พูดออกมาอย่างไม่รู้ตัว ตาทั้งสองข้างจ้องมองดอกไม้สีขาวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างไม่กระพริบตา ผมกำลังจะก้าวขาเดินตรงไปหาดอกไม้พวงนั้นที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นแต่ทว่าเสียงระฆังโบราณที่ดังแว่วกังวานมาจากวัดในหมู่บ้านก็ทำให้ผมชะงักงันเสียก่อน

ผมหันหลังกลับ ชะเง้อคอมองผ่านทิวไม้ไปยังหมู่บ้านก่อนหันกลับมามองดอกไม้สีขาวที่วางทิ้งอยู่บนพื้นอย่างเสียดาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้พบกับเธออีกครั้ง

ผมเดินกลับมาตามทางมุ่งสู่หมู่บ้าน ลมเริ่มพัดแรงขึ้น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆสีดำที่ตั้งเค้ามาทางทิศตะวันออก ดอกคูณสีเหลืองเข้มปลิดปลิวลอยละลิ่วลงจากต้น ใบอันใหญ่ยักษ์คล้ายนิ้วมือของทิวตาลหลายสิบต้นที่ปลูกอยู่ริมคันแทนาเสียดสีกันเสียงดัง ผมหยุดยืนอยู่บนคันแทนา แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีขาวขุ่นที่เริ่มมีเมฆดำเคลื่อนเข้าบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลาลับ กางแขนทั้งสองข้างขนานกับพื้นดิน ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลงอย่างช้าๆ และปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านร่าง ให้อณูความเย็นแผ่ซึมเข้าสู่ร่างกายอันเหนื่อยล้าจากการทำงานและเดินทางอันแสนยาวนาน และไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ผมปล่อยสมองให้ว่างเปล่า จนรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเป็นดังปุยนุ่นอันเบาหวิว กลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวที่ผมพบริมฝั่งหนองน้ำก็ฉุดให้ผมเบิกตาโพลง อีกทั้งความรู้สึกคล้ายมีบางอย่างโอบกอดจากด้านหลังก็ทำให้หัวใจของผมเต้นโครมคราม กลิ่นนั้นชัดเจนกว่าคราวแรก
หอมเหมือนดอกไม้ที่อยู่ใต้น้ำลึก น้ำที่ลึกมากๆ

ผมสะดุดกับความคิดของตัวเอง ผมรู้ได้อย่างไรว่ากลิ่นนี้เหมือนดอกไม้ที่อยู่ใต้น้ำ ผมเคยลงไปใต้น้ำลึกแล้วพบกับดอกไม้ที่มีกลิ่นแบบนี้งั้นหรือ ? ผมย่นคิ้วด้วยความสับสน มนุษย์เรามักตั้งคำถามให้กับตัวเองเสมอ บางครั้งเราก็ค้นพบคำตอบนั้น แต่ยังมีอีกคำตอบที่ผมยังเฝ้าตามหาอยู่

ผมเดินกลับมาจนถึงบ้านในเวลาหกโมงครึ่งพอดี ฟ้ามืดเกือบสนิทก่อนที่ฝนจะโปรยปรายลงมาเป็นสาย พร้อมกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ ได้ยินเสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังออกมาจากครัวพร้อมกับกลิ่นกระเพราหอมๆ เมื่อเดินขึ้นบันไดมาบนบ้านแล้วผมก็หย่อนตัวลงนั่งบนเสื่อนวมผืนเล็กที่ปูอยู่กลางบ้าน

“ให้ผมช่วยมั้ยครับยาย” ผมโก่งคอถามพร้อมกับรอยยิ้ม เสียงจากในห้องครัวเงียบลงก่อนที่หญิงวัยหกสิบปีจะถือจานกระเพราหอมๆ พร้อมกับแกงอ่อมออกมาจากห้องครัว

ยายวางจานกับข้าวลงตรงหน้าผมก่อนบอกให้ไปยกเอาหม้อข้าวและจานออกมาจากครัว ผมรีบทำตามอย่างไม่รอช้า เมื่อจัดสำรับเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจึงเริ่มกินอาหารเย็นกัน

“วันนี้ต้องรีบกินข้าว เดี๋ยวไฟดับก่อน...” ยายว่าขึ้นขณะหยิบเอาผักลวกไปจิ้มกับถ้วยแจ่วที่อยู่ทางซ้าย ผมหันไปมองหน้าบ้าน สายฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับคนเล่นสปอร์ตไลท์

“เดินทางเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าทางโคราชก็ฝนตกหนักไม่ใช่เหรอ?” ยายเอ่ยถามหลังจากเอื้อมไปหยิบเอาขันน้ำมาดื่มกลั้วอาหารลงคอ ก่อนหยิบเอาปลาซิวที่ทอดจนกรอบเข้าปาก

“ครับ ช่วงนี้พายุฤดูร้อนเข้า” ผมบอกก่อนตักกระเพราของยายเข้าปาก นึกถึงสายฝนที่ซัดสาดทุ่งนาสองข้างทางที่รถบัสแล่นผ่านอย่างบ้าคลั่ง แต่ยิ่งได้เห็นสายฝน พายุ ได้สัมผัสไอเย็น ผมกลับยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังอันทำให้ตัวเองสดชื่นและมีชีวิตชีวา ยิ่งได้อยู่ใกล้สายน้ำก็ยิ่งรู้สึกเป็นสุขเกินบรรยาย เป็นความสงบที่ผมเฝ้าถวิลหามาทั้งชีวิต


ผมกับยายกินข้าวกันจนอิ่ม เมื่อผมยกสำรับออกไปและยายก็ปัดกวาดเสื่อที่เราใช้เป็นที่กินข้าวเย็นกันเรียบร้อยไฟฟ้าจึงดับลงพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน

สองหูของผมได้ยินแต่เสียงเม็ดฝนสาดกระทบกับผืนดิน แผ่นสังกะสีจากบ้านเรือนข้างๆ เสียงต้นไม้ที่เสียดสีโอนเอนจากแรงลม เสียงฟ้าร้องที่คำรามก้อง ก่อนที่ยายจะจุดเทียนไขเดินตรงมาหาผมที่อยู่ในครัว เป็นบรรยากาศที่สงบเงียบและน่ากลัวในคราวเดียวกัน

แสงเทียนสีเหลืองนวลสาดกระทบกับใบหน้ากรำแดดอันเหี่ยวย่นของยาย ดวงตาสีเทาหม่นแสงคู่นั้นทอดมองผมอย่างเป็นห่วง ยายคงสังเกตได้ว่าผมเปลี่ยนไปนับแต่เกิดเรื่องในคราวนั้น ยายห่วงว่าผู้หญิงคนนั้นจะมาเอาชีวิตผม

ผมเดินตัดหน้ายายตรงไปยังกลางบ้าน ค่อยๆ ทรุดนั่งลงช้าๆ ก่อนที่มือซ้ายจะวางไปถูกอะไรบางอย่างเข้า ผมรีบหยิบมันมาดู แสงเทียนที่ตั้งอยู่รอบๆ กายพอจะทำให้รู้ได้ว่ามันคือดอกไม้ ดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้จากใต้น้ำลึก ผมยื่นมันเข้ามาใกล้จมูกและสูดเอากลิ่นนั้นเข้าไปจนสุดก่อนที่ยายจะมาคว้าเอามันไปจากมือผม

“ยายไม่ให้เธอเอาหลานไปเด็ดขาด ยังไงยายก็ไม่ยอม” น้ำเสียงยายคล้ายคนกำลังโกรธจัด มือหยาบหนานั้นโยนดอกไม้สีขาวทิ้งไปหลังเรือน และยืนขวางผมไว้ไม่ให้กลับไปหยิบเอามันมาไว้อีก ผมจ้องมองดอกไม้สีขาวช่อนั้นด้วยความอาวรณ์ ราวกับว่ามันเป็นของล้ำค่าที่ผมเฝ้าตามหา เราสองคนนั่งจ้องหน้ากันอย่างไม่มีฝ่ายไหนยอมแพ้ง่ายๆ
จนสุดท้าย ดอกไม้สีขาวช่อนั้นก็ถูกลมแรงพัดจนตกเรือนไป และหายไปกับลมพายุในคืนนั้น...


ผมตื่นขึ้นในเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้า พอเดินมาที่หน้าเรือนก็เห็นยายกำลังนั่งพนมมือรับพรจากพระสงฆ์หลังจากใส่บาตรตอนเช้า เมื่อเดินกลับขึ้นมายายก็จูงแขนผมมานั่งที่กลางเรือนก่อนจะเอาฝ้ายสีขาวผูกข้อมือซ้ายผมไว้พร้อมกับเอ่ยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุญคุณพ่อแม่ วิญญาณปู่ยาตายายให้คุ้มครองรักษาก่อนจะกำชับผมว่าห้ามแกะมันออกโดยเด็ดขาด

ผมไม่รับปากยาย อาจจะเพราะผมยังเคืองเรื่องดอกไม้เมื่อคืนนั่นอยู่ พอยายหายเข้าไปในครัวผมจึงรีบกระโจนลงจากบ้านทันที สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำถนนที่กลายเป็นโคลนสู่หนองน้ำใหญ่แห่งนั้น

เธอคงอยากมาหาผม คงอยากพบผม ผมเองก็อยากพบเธออีกครั้ง หากว่าคราวนั้นผมว่ายน้ำตามเธอไปอีกสักนิด เราสองคนคงได้อยู่ด้วยกันแล้ว...

ผมมาหยุดยืนอยู่ริมฝั่ง ท้องฟ้าเบื้องบนยังหนาแน่นด้วยเมฆสีเทาเข้ม ปอยฝนยังคงรินลงมาจากท้องฟ้า ผืนน้ำกลายเป็นสีเทาขุ่น พงอ้อสั่นไหวด้วยสายลมที่พัดแรงขึ้นทุกที ขณะทอดสายตามองท้องน้ำเบื้องหน้าผมก็คิดถึงชั่วนาทีที่ตัวเองลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึกอย่างงัวเงีย

แสงเทียนเล่มเล็กของยายทำให้เห็นภาพตรงหน้าเลือนราง ยายนั่งอยู่บนเรือนตรงทางขึ้นพอดีและมีหญิงสาวผมยาวสลวยนั่งอยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย เธอก้มหน้า ผมสีดำขลับนั้นยาวเลยบ่า ที่หูซ้ายทัดดอกไม้สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล ไหล่ทั้งสองข้างของเธอสั่นระริก เธอกำลังร้องไห้...

เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ดวงหน้าหวานเนียนนั้นก็เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมใสที่สะท้อนแสงเทียนเป็นสีเขียวมรกตหันมามองผม ก่อนที่เธอน้ำตาจะรื้นไหลลงมาเป็นสาย ยายเอามือทุบกระดานเรือนด้วยความโมโหพร้อมตะคอกใส่เธอ

“กลับไปซะ แล้วอย่ามาหาหลานฉันอีก เธอเป็นเดรัจฉานไม่ใช่มนุษย์ ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้”

“ฉันแค่อยากมาเห็นหน้าเขาเท่านั้น ขอแค่ให้ได้เห็นเขา ได้อยู่ใกล้เขาก็พอ”

“เธอจะทำให้เขาอยากจะไปอยู่กับเธอน่ะสิ จะทำให้เขาไม่อาจหลุดพ้นจากอดีต แล้วจะมาเหนี่ยวรั้งกันไปเพื่ออะไร ในเมื่อก็พลัดพรากตายจากกันมาแล้ว เธอควรจะอยู่ส่วนของเธอ เขาก็อยู่ส่วนของเขา”

“หากว่าเยื่อใยและความรักมันตัดกันง่ายฉันก็คงไม่เฝ้ารอเขาอย่างนี้หรอก” เธอก้มหน้าร้องไห้อีกครั้ง มือซ้ายหยิบเอาผ้าคลุมไหล่สีเขียวเข้มขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาตัวเองออกเบาๆ ภาพที่ได้เห็นทำให้ผมอยากจะโผเข้าไปสวมกอดเธอเพื่อปลอบโยน น้ำตาของเธอเหมือนดังมีดแหลมคมที่ทิ่มแทงร่างกายของผม ใบหน้าเนียนขาวที่ผมเคยได้สัมผัส ริมฝีปากอวบอิ่มที่ผมเคยได้จูบ เรือนร่างอรชรที่ผมเคยครอบครอง เธออยู่ตรงหน้านี้แล้ว แต่ผมกลับไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นไปหาโอบกอด ลุกไปปกป้องเธอ...

ผมระบายลมหายใจออกเบาๆ ตาทั้งสองข้างรื้นด้วยม่านน้ำใสๆ ผมกวาดสายตามองไปทั่วโค้งน้ำ หวังว่าจะได้พบกับเธออีกสักครั้ง หากว่าเธอไม่ยอมมาหาผม ผมก็จะไปหาเธอเอง...

“อย่านะหลาน...” เสียงยายร้องห้ามมาแต่ไกล ผมหันหลังขวับไปมอง ยายกำลังวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาอย่างหน้าเสีย ไม่มีเวลาแล้ว... ผมจะไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว เมื่อถอดรองเท้าได้ก็หันกลับมายังหนองน้ำใหญ่เบื้องหน้า ดึงฝ้ายขาวจากข้อมือซ้ายออก ก่อนจะกระโจนลงไปสุดแรง...

สายน้ำช่างเย็นเยียบเสียเหลือเกิน แสงสว่างจากผิวน้ำส่องให้เห็นผืนดินและพืชน้ำอย่างเลือนราง สองขาของผมตีน้ำสองมือก็ว่ายไปเรื่อยๆ ว่ายลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ สองตาเฝ้าแต่ควานหาร่างของเธอ อยากบอกให้เธอได้รู้ว่าผมมาแล้ว มาหาเธอแล้ว...

หญิงแก่วัยหกสิบทรุดลงนั่งยังริมฝั่งหนองน้ำใหญ่อย่างหมดแรง แม้จะร้องไห้ปานจะขาดใจแต่ก็ไร้วี่แววของหลานชายที่กระโจนลงน้ำไปเมื่อครู่ ชาวบ้านหลายสิบคนวิ่งกรูกันมาดูและช่วยกันว่ายน้ำลงไปหาร่างนั้น

มีคนหนึ่งเล่าว่า หลานชายแกไม่ได้จมน้ำหากแต่กำลังว่ายน้ำลงไปยังก้นบึง โดยมีหญิงสาวผมยาวสลวยใส่ผ้าซิ่นสีเขียวและกระโจมอกสีเดียวกันว่ายอยู่เคียงข้าง แต่ยิ่งว่ายไกลออกไปเท่าไหร่สตรีที่ว่ายอยู่เคียงข้างชายหนุ่มกลับเคลื่อนกายว่ายน้ำฉวัดเฉวียนคล้ายงูมากขึ้นเท่านั้น จนเมื่อทั้งคู่เคลื่อนไปไกลจนสุดตาจนกลุ่มชาวบ้านที่ว่ายตามไปหมดแรงตาม เงาที่ว่ายหนีไปนั้นก็กลายเป็นเงาคล้ายงูสองตัว ที่กำลังดำดิ่งลงสู่ก้นของบาดาล เคียงข้างกันไป...



Create Date : 03 พฤษภาคม 2555
Last Update : 3 พฤษภาคม 2555 16:51:05 น.
Counter : 1244 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผีเสื้อสีดำ
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



จงทำในสิ่งที่คุณคิดว่า...

ทำไม่ได้
พฤษภาคม 2555

 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
3 พฤษภาคม 2555
MY VIP Friend