บทที่ 19 ดวงประทีปแห่งศรัทธา


ภายในดวงตากลมรีที่เบิกมองแม่น้ำโขงคู่นั้นว่างเปล่า...  

เป็นเวลากว่าสองเดือนที่หญิงสาวเอาแต่นั่งเหม่อมองทิวน้ำในตอนค่ำของทุกวัน คล้ายมาเฝ้ารอใครอีกคน คล้ายกำลังมานั่งรำลึกถึงใครอีกคนที่ลาจากไป...

“ฟ้า...นี่เธอยังไม่เลิกมานั่งคนเดียวแบบนี้อีกเหรอ?” ใบหม่อนว่าขึ้น ก่อนเดินเนิบนาบบนผืนทราบ ตรงมาหาร่างระหงที่ทรุดนั่งอยู่อย่างเงียบๆ คนเป็นเพื่อนแตะไหล่นั้นเบาๆ ทีนึง มองตามสายตาของอีกฝ่ายที่ทอดมองไปยังสายน้ำอันยาวไกล

“อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันมงคลของเธอกับคุณธันย์แล้วนะ เธอกำลังจะได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก... เธอควรจะมีความสุขนะปลายฟ้า...” ใบหม่อนปั้นยิ้มบางๆ ก่อนที่คนข้างกายจะถอนหายใจยาวจนได้ยินเสียง

“ไม่รู้ว่าทำไม ฉันถึงทำใจลืมเรื่องของพิมพ์วารีไม่ได้เสียทีนะหม่อน รู้สึกเหมือนว่าฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องตาย...”

“ฟ้า...ไม่เอานะ อย่าพูดอย่างนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรม ฉันว่าเราสองคนรีบกลับไปที่รีสอร์ทดีกว่า วันนี้เธอนัดคุยรายละเอียดเรื่องการจัดเลี้ยงตอนเย็นไม่ใช่เหรอ ป่านนี้คุณธันย์เขาคงนั่งรอแย่แล้ว”

ใบหม่อนคว้ามือปลายฟ้าจับไว้ ก่อนดึงให้อีกฝ่ายลุกตาม

ปลายฟ้าค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนตามเพื่อนรัก ถอนหายใจอีกครั้งก่อนเอี้ยวตัวเดินกลับสู่รีสอร์ทตามใบหม่อนไป หากแต่เมื่อออกเดินมาได้ไม่เท่าไหร่ หญิงสาวก็รู้สึกคล้ายกับว่ามีบางอย่างติดตามเธอมาด้วย ปลายฟ้าหยุดกึกลงกลางทาง ใบหม่อนหันมามองเธอด้วยความสงสัย ก่อนที่หญิงสาวจะหันหลังกลับไป ก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด

“เฮ้ย...นี่มันรอย...รอยงูเลื้อยนี่ !” ใบหม่อนแทบกรี๊ดลั่น ถอยกรูด้วยความกลัวสุดขีด หากแต่ปลายฟ้ากลับยืนเพ่งมองรอยนั้น รอยงูที่เลื้อยติดตามรอยเท้าของพวกเธอทั้งสองมา...

ปลายฟ้าขนลุกซู่ไปทั้งตัว มองตามรอยนั้นไปจนได้รู้ว่า งูตัวนี้เลื้อยขึ้นมาจากน้ำ ตรงจุดที่เธอนั่งทรุดนั่ง เมื่อหญิงสาวก้มตัวลงเอานิ้วไล้ไปบนรอยนั้น ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ลอยเข้ามาปะทะ กับความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เธอนึกไปถึงใครอีกคนที่เธอไม่มีวันลืม

“พิมพ์วารี...”

สามคำที่หลุดออกมาจากปาก คล้ายกระชากหัวใจของเธอให้ดิ่งลงสู่ห้วงบาดาลสุดลึก สู่ห้วงเวลาที่เธอดำผุดดำว่ายเคียงข้างไปกับพิมพ์วารีด้วยความสุข

“เป็นรอยพญานาคใช่มั้ยฟ้า...” ใบหม่อนร้องถามขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ดวงตาหวาดกลัวกวาดมองไปรอบกายด้วยความตกใจ “หรือว่าคุณพิมเธอจะกลับไปเกิดเป็นนาค แล้วตามขึ้นมาหา...”  อีกฝ่ายลากเสียงค้าง ก่อนที่ปลายฟ้าจะหันกลับมาประสานสายตาใบหม่อน

“หากว่าพิมพ์วารีกลับมาเพื่อจะเอาชีวิตฉัน... ฉันก็พร้อมที่จะให้เธอเอาชีวิตฉันไปได้ทุกเมื่อ”

คำนั้นที่ได้ยิน ยิ่งทำให้ใบหม่อนรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วสรรพางค์กาย สองตาของปลายฟ้า หมดสิ้นแล้วซึ่งกิเลศตัณหา ขอเพียงแค่ให้ได้ไถ่บาปที่เธอได้เคยกระทำ ต่อให้แลกด้วยชีวิต เธอก็ไม่รู้สึกเสียดาย...




Create Date : 23 กรกฎาคม 2555
Last Update : 25 มีนาคม 2560 23:26:41 น.
Counter : 1243 Pageviews.

9 comments
  
พงศกรต้องนิ่วหน้าอย่างไม่สู้จะพอใจนัก เมื่อได้ยินข่าวลือที่ว่าดังแว่วมาเข้าหู เพราะพิศลย์ต้องเทียวไปหาธันย์ที่รีสอร์ทปลายฟ้าบ่อยๆ จึงได้ยินใบหม่อนและใครต่อใครเอ่ยถึงเรื่องราวของผู้เป็นเพื่อนที่ล่วงลับไปแล้วในทางที่เสื่อมเสีย

“พวกเขาบอกว่ายัยพิมกลับมาเกิดเป็นนาคงั้นเหรอ? คิดได้ยังไง คนตายไปแล้วก็ยังตามราวีกันไม่เลิกอีกเหรอ? พวกเขายังอยู่ที่รีสอร์ทนั่นใช่มั้ย ผมจะไปต่อว่าเดี๋ยวนี้แหละ”

พงศกรกระฟัดกระเฟียดตรงไปยังประตูห้อง หากแต่พิศลย์ก็คว้าแขนเขาไว้ได้ทัน ชายหนุ่มเจ้าของบ้านรีบปราดเข้าไปขวางพงศกรไว้ ก่อนอธิบายให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ

“คุณฟ้าเธอพบรอยงูเลื้อยตามเธอกลับมาที่รีสอร์ท คุณใบหม่อนเธอตกใจก็เลยคิดไปต่างๆ นานา เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะครับ ไหนๆ คุณพิมเธอก็เสียไปแล้ว และผมก็เชื่อว่าเธอคงไม่อยากให้คุณไปมีเรื่องกับคุณปลายฟ้าแน่...”

“ยัยพิมยอม... ยอมแพ้พวกเขา จนไม่คิดถึงตัวเองและคนอยู่ข้างหลัง แต่ผมไม่ยอมหรอกนะ”

พงศกรสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ดวงตาเดือดดาลเบิกมองไปยังหน้าต่างบานกว้างที่เปิดรับลม

“ถ้ายัยพิมกลับมาเกิดเป็นนาคอีกก็ดีน่ะสิ ผมจะได้บอกให้ยัยพิมกลับมาทำร้ายคนพวกนั้นที่ทำให้เธอต้องตาย ไปกัด ไปพ่นพิษใส่พวกมันให้ตายกันให้หมด” สองมือของชายหนุ่มนั้นกำแน่น หากแต่ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความขึ้งโกรธกลับคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอาวรณ์ที่ยังไม่มีวันเสื่อมคลายลง

พิศลย์ถอนหายใจเบาๆ เดินเนิบนาบมาหาพงศกร ทอดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยน

“บางที... คุณพิมเธออาจไม่ได้มาร้ายก็ได้นะครับ เธออาจมาหาคุณปลายฟ้าเพื่อจะปกป้องก็ได้...”

คำพูดของพิศลย์ทำให้พงศกรต้องรีบสะบัดตัวกลับ ก่อนจ้องมองเขาด้วยความสับสน

“ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ คุณพิมได้ทำในสิ่งที่อยากทำและตั้งใจว่าจะทำ นั่นคือการขออโหสิกรรมจากคุณปลายฟ้า นับแต่นั้น จิตของทั้งสองก็ไร้ซึ่งความอาฆาตพยาบาทต่อกัน จะมีก็แค่ความห่วงใยและหวังดีเพียงเท่านั้น...”

“แล้วถ้ายัยพิมมา จะมาปกป้องปลายฟ้าจากใครล่ะ ในเมื่อตอนนี้ปลายฟ้าก็ได้อยู่กับคุณธันย์แล้ว และก็กำลังจะแต่งงานกันอีกไม่นานนี้”

พิศลย์ก้มหน้าน้อยๆ พร้อมกับถอนหายใจอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่สู้สบายใจนัก ยิ่งเขาก้มหน้าด้วยความเครียดขรึมก็ยิ่งเพิ่มความอยากรู้ให้แก่พงศกรมากขึ้นเป็นทวีคูณ

“กรรมของทั้งคู่ยังไม่หมดหรอกครับ ไอ้ธันย์อาจจะต้องเสียใจอีกครั้ง พวกเราก็ทำได้เพียงแค่...ช่วยเขาอยู่ห่างๆ เพียงเท่านั้น จะเข้าไปขัดขวางก็ไม่ได้...”

สิ้นเสียงพิศลย์ สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา หมู่เมฆสีดำครึ้มน่ากลัวตั้งเค้ามาแต่ไกล พร้อมกับลมแรงที่พัดกรู คืนนี้พงศกรคงต้องอยู่ค้างกับเขาอีกคืนเป็นแน่ นับแต่เสร็จสิ้นจากงานศพพิมพ์วารี พงศกรก็เทียวมาเยี่ยมเยียนคุณยายพันวลีและอุสาตลอดมา เหมือนกับครั้งนี้ที่มาแวะทักทายพิศลย์ยังบ้านพักเขาก่อน...
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:52:43 น.
  
รายละเอียดเรื่องงานพิธีในวันวิวาห์นั้น ปลายฟ้ายกให้ใบหม่อนผู้เป็นเพื่อนและธาราน้องสาวของเจ้าบ่าวเป็นผู้จัดการทั้งหมด โดยเธอขอยุ่งเพียงเรื่องเดียว... นั่นคือชุดแต่งงานที่จะใส่ในงานพิธีตอนเช้า

“ผ้าไหมที่คุณฟ้าให้ตัดเป็นชุดแต่งงานเสร็จแล้วนะคะ ถ้าคุณฟ้าสะดวกเชิญลองที่ห้องได้เลยค่ะ ผ้าเนื้อดีมาก สีก็สวยด้วย ขออนุญาตนะคะ ไม่ทราบว่าไปได้มาจากที่ไหนเหรอ เผื่อว่าทางร้านจะได้ติดต่อขอซื้อมาตัดเป็นชุดบ้าง”

เจ้าของสตูดิโอรับจัดงานแต่งงานเอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้ ขณะที่ว่าที่เจ้าสาวได้แต่ก้มหน้าน้อยๆ พร้อมกับจุดยิ้มบางๆ


“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเจ้าของเขาไม่อยู่แล้ว นี่เป็นผ้าผืนเดียวที่ฉันรักสุดชีวิต คนทอเขาตั้งใจจะมอบมันให้กับฉัน และอยากให้ฉันใส่มันในงานแต่งงาน...”

“อย่างนั้นเหรอคะ...น่าเสียดายจังเลยนะคะ” อีกฝ่ายยิ้มเจื่อนๆ ส่งให้ ก่อนที่ปลายฟ้าจะลุกขึ้น และขอลองชุดเจ้าสาวที่ตัดเสร็จแล้วขณะที่ธันย์กำลังลองสวมชุดเจ้าบ่าวอยู่อีกห้องภายในร้าน

หญิงสาวจ้องมองตัวเองอยู่หน้ากระจก ถึงแม้ดวงหน้าจะปราศจากเครื่องสำอางมาแต่งแต้ม เรือนผมจะปล่อยสยายลงด้านหลัง หากแต่ชุดที่สวมใส่กลับทำให้เธอดูสวยสง่าและงดงามราวกับเจ้าหญิง ผ้าไหมลายกนกสีเขียวคราม ทำเป็นสไบผืนยาว เอวคอดนั้นรัดด้วยเข็มขัดทอง ผ้าซิ่นเป็นผ้าไหมลายกนกผืนเดียวกัน หากแต่ปักดิ้นทองเสริมเข้ามาให้โดดเด่น เส้นไหมยามต้องแสงไฟดูเลื่อมระยับงดงามยิ่งนัก ปลายฟ้ารู้สึกอิ่มเอมใจสุดจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

ธันย์เข้ามาโอบร่างหญิงสาวจากด้านหลัง ก่อนแนบหน้าลงซบกับบ่าเล็กนั้นด้วยหัวใจที่เป็นสุข ปลายฟ้ายกมือขึ้นมา จับมือเขาไว้เบาๆ

“เจ้าสาวของพี่สวยที่สุด... พี่รักฟ้าที่สุดเลยนะ...”

เสียงกระซิบที่ได้ยินข้างหูอดทำให้เรือนหน้าสวยหวานคลายยิ้มออกมาไม่ได้

“ถ้าหากว่าพิมพ์วารียังอยู่...และได้มีโอกาส...” ไม่ทันพูดจบ ธันย์ก็ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากบางของหญิงสาวไว้ ก่อนยึดไหล่ทั้งสองข้าง กุมร่างบางให้หันกลับมาประจันหน้า

“ตอนนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นน้อง พิมพ์วารีเธอไปดีแล้ว ฟ้าต้องห้ามโทษตัวเองอีกเป็นอันขาด พี่เชื่อว่าเธอคงกำลังดูพวกเราอยู่ และก็คงร่วมยินดีกับเราทั้งสองด้วย”

คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวน้ำตาคลอ แม้หัวใจจะยังตั้งรับไม่ได้กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น หากแต่ตอนนี้ยังมีธันย์คอยอยู่เคียงข้าง เธอก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว...
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:53:23 น.
  
พงศกรนั่งคิดอยู่นานโข ก่อนจะตัดสินใจไปร่วมงานแต่งงานของธันย์และปลายฟ้า ในฐานะตัวแทนของพิมพ์วารีผู้ล่วงลับไป ระหว่างที่นั่งเลือกชุดที่จะสวมใส่ไปงานแต่งงานวันพรุ่งนี้ ชายหนุ่มก็โพล่งปากเอ่ยถามพิศลย์ขึ้นมาว่า

“คุณเคยเล่าว่าทั้งสามมีกรรมต่อกัน กรรมที่พิมพ์วารีและปลายฟ้าติดหนี้ธันย์อยู่ ตอนนี้ยัยพิมตายไปแล้ว เท่ากับได้ชดใช้หนี้กรรมเหล่านั้นแล้ว แล้วปลายฟ้าล่ะ...”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง ดวงตาเบิกกว้างรอฟังคำตอบจากพิศลย์ที่ได้แต่นิ่งเงียบอ้าปากค้าง

“ไหนว่าจะไม่รื้อฟื้นเรื่องนี้แล้วไงครับ... พรุ่งนี้เป็นงานมงคลของพวกเขาทั้งสองนะ” อีกฝ่ายเสทำเป็นตัดพ้อเพราะไม่อยากเอ่ยในสิ่งที่สังหรณ์ใจ แต่พงศกรก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“พิมพ์วารีและปลายฟ้าเคยเกิดเป็นนาค ทั้งสองเป็นคู่รักของกนกนาคราช ซึ่งต่อมาถูกครุฑตนหนึ่งฆ่าตาย นั่นเพราะเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องชายาทั้งสอง”

“คุณ... คุณไปรู้มาจากไหนพงศกร”

“ตอบผมมาก่อนว่านี่คือเรื่องจริง มันคือเรื่องที่เคยเกิดขึ้น เป็นเรื่องภพชาติที่แล้วของพิมพ์วารี ปลายฟ้า และคุณธันย์ !”

พิศลย์หน้าถอดสีลงทันที แต่ก็รีบโต้กลับอีกฝ่าย “ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วยังไง มันก็แค่อดีตที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น”

“หากคุณว่าเวรกรรมมันจะดำเนินไปตามวงล้อของมัน แล้วกรรมที่นางชายาทั้งสองที่ทำให้กนกนาคราชต้องตายล่ะ พวกเธอก็ต้องชดใช้ถูกรึเปล่า?”

พงศกรจ้องตาพิศลย์ ในดวงตาของชายหนุ่มผู้มีสัมผัสพิเศษเยียบเย็นว่างเปล่า เป็นความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความกลัว กลัวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับผู้เป็นเพื่อนรัก จะทำให้ธันย์ต้องเจ็บปวดใจจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป...

“คุณเป็นคนบอกผมเองนะว่ากรรมของทั้งคู่ยังไม่สิ้นสุด...และพวกเราทำได้เพียงแค่ยืนดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น” จบประโยคนั้น พงศกรก็หันหลังขวับและเดินเข้าห้องไป ทิ้งให้อีกฝ่ายต้องทรุดนั่งลงบนโซฟาด้วยความอึดอัดใจอย่างถึงที่สุด
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:54:06 น.
  
งานมงคลอันแสนยินดีมาถึงในที่สุด พิธีรดน้ำสังข์จัดขึ้นที่รีสอร์ทของปลายฟ้า เช้าของวันนี้ฟ้าเปิดไร้เมฆมาบดบัง เป็นวันมงคลที่ฟ้าฝนเป็นใจ ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้เงาเมฆให้เป็นกังวล ฝ่ายพิศลย์นั้นสวมบทเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ส่วนใบหม่อนก็ได้รับหน้าที่ให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว หากแต่พงศกรก็กลับมาหลบนั่งอยู่มุมห้อง

แม้เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและสีหน้าแห่งความยินดีของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ตลอดจนแขกในงาน จะพอทำให้เขาดูครึกครื้นยินดีตามไปด้วยไม่ได้ หากแต่ก้นบึ้งของหัวใจก็ยังเคืองแค้นปลายฟ้าไม่ได้อยู่ดี คนที่ควรจะนั่งอยู่เคียงข้างธันย์ รับน้ำสังข์และคำอวยพร ควรจะเป็นพิมพ์วารีมากกกว่า...

แต่อย่างไรเสีย... ชุดเจ้าสาวที่ปลายฟ้าสวมใส่ ก็เป็นผ้าที่พิมพ์วารีตั้งใจทอให้เธอกับมือ และวันนี้ สิ่งที่เพื่อนรักอยากจะเห็นก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว พงศกรอดน้ำตาซึมไม่ได้ เมื่อนึกไปถึงวาระสุดท้ายก่อนที่พิมพ์วารีจะสิ้นใจตายไปต่อหน้า

“เขาทั้งสองได้แต่งงานกันแล้วนะเพื่อน เขาใส่ผ้าไหมที่เธอทอให้เขา เห็นรึเปล่าพิมพ์วารี...”

พงศกรพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล หากแต่มันก็กลับหยุดไม่อยู่ ชายหนุ่มจึงหยัดกายลุกขึ้นและเดินออกจากห้องโถงใหญ่นั้นไปทั้งน้ำตา...

ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ออกมาสูดอากาศภายนอก แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามสาย ทอดสายตามองดูแม่น้ำโขง ใจมันก็เลยเย็นลงและพอหายเศร้าไปได้บ้าง ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ที่ยืนจิบเครื่องดื่มอยู่หน้าซุ้ม ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหน้าของรีสอร์ทที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงในตอนเย็น

“วิศรุต...!” พงศกรอุทานด้วยความตกใจ พยายามหรี่ตาเพ่งมองเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะรู้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้เคยคิดร้ายต่อปลายฟ้าไม่ผิดแน่

“มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ยคุณกร ผมตามหาซะทั่วเลย”

เสียงแหบห้าวของพิศลย์ดังขึ้น วันนี้ชายหนุ่มดูหล่อเหลาแปลกตาด้วยเสื้อพระราชทานที่ทอจากไหมเนื้อดีสีทอง พงศกรรีบหันขวับมาหาเขาทันที

“วิศรุต เมื่อกี้ผมเห็นวิศรุตยืนอยู่ข้างล่าง...”

จบคำ พิศลย์ก็ตรงไปทีริมระเบียงทันที รีบชะโงกหน้ามองลงไปยังซุ้มด้านล่างอาคาร แต่ก็กลับไร้วี่แววของชายหนุ่มคนที่พงศกรว่า

“ตาฝาดรึเปล่า... ไอ้ธันย์มันจ้างการ์ดในงานมาเป็นสิบ วิศรุตน่ะถูกหมายหัวเอาไว้อันดับหนึ่ง เขาไม่มีทางที่จะเล็ดลอดเขามาในงานนี้ได้หรอก ถ้าจะมานะ มีทางเดียวคือว่ายน้ำข้ามจากฝั่งลาวมาน่ะแหละ เออ...งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะ ข้างในกำลังยุ่งเลย” พูดจบเขาก็เอี้ยวตัวหนีไปเสียดื้อๆ

“เดี๋ยวก่อนพิศลย์...”

พงศกรร้องเรียกแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ชายหนุ่มได้แต่ยืนครุ่นคิดด้วยความกังวล คล้ายกับว่าสัมผัสลางร้ายบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น จากจิตใจที่ไม่ยินดีกับงานมงคลนี้ก็กลับภาวนาขอให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะเขาเข้าใจดีว่าถ้าหากพิมพ์วารียังอยู่ ก็คงไม่อยากให้งานนี้พังเพราะความอาฆาตแค้นของวิศรุตแน่
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:54:30 น.
  
งานเลี้ยงในตอนค่ำเริ่มขึ้นในเวลาย่างห้าโมงเย็น ปลายฟ้าและธันย์เชิญเฉพาะแขกที่สำคัญมาเท่านั้น ฉะนั้นจำนวนโต๊ะจึงมีเพียงห้าสิบกว่าที่เท่านั้น ด้านหน้าเป็นเวทีเล็กๆ ด้านซ้ายคือรีสอร์ทของเจ้าสาว ส่วนด้านขวาคือแม่น้ำโขงที่ทอดตัวยาว แสงแดดยามเย็นทอแสงสาดกระทบประกายน้ำระยิบระยับงดงามตา ชวนให้แขกที่มาร่วมงานดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสุดแสนโรแมนติกไม่ได้

ปลายฟ้าอยู่ในชุดราตรีเกราะอกสีขาวกรุยกราย ที่ชายกระโปรงปักลวดลายผีเสื้อและลายดอกไม้ ตรงเอวไล่ขึ้นมาจนถึงรอบอก เป็นลายกนกที่ปักอย่างประณีตบรรจง เส้นผมยาวสลวยนั้นเกล้าเป็นมวยไว้ด้านหลังก่อนปักด้วยปิ่นเงินและดอกกุหลาบขาวสามดอก ควงแขนเจ้าบ่าวที่อยู่ในชุดเชิ้ตขาวผ้าฝ้ายตัวบางกับกางเกงขายาวสีขาว

ทั้งคู่เดินทักทายแขกเหรื่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บนท้องฟ้าสีส้มอมชมพูยามเย็น ปรากฏเห็นดวงจันทร์ในคืนขึ้นสิบสี่ค่ำกำลังลอยขึ้นมาให้แสงสว่าง ที่โต๊ะใกล้เวทีก็ได้ยินเสียงคุยเจื้อยแจ้วของใบหม่อนที่ทรุดนั่งอยู่ข้างกายพิศลย์ ทุกคนในงานต่างล้วนแต่มีความสุขด้วยกันทั้งสิ้น เว้นเพียงแต่พงศกรคนเดียวเท่านั้น...

“จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นใช่มั้ยพิม... บอกฉันหน่อยว่าฉันควรทำยังไง...”

พงศกรบ่นพึมพำด้วยอาการอยู่ไม่เป็นสุข หลังถอยกรูมายืนอยู่หลังงาน คอยแต่กวาดสายตามองหาร่างของชายอันตรายคนนั้น

พลันนั้นเอง...ก็คล้ายมีอะไรมาดลใจ ให้พงศกรหันไปมองทางด้านข้างของเวที ชายชุดดำค่อยๆ ก้าวขาออกมาจากพุ่มไม้ สายตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างของธันย์ ขณะที่มือขวาถืออาวุธปืนและกำลังจะยกมันขึ้นยิงใส่เป้าหมายตรงหน้า

“ระวัง !!!”

พงศกรตะโกนออกไปสุดเสียง ก่อนที่วิศรุตจะลั่นไกออกไป ธันย์คว้าเอาร่างปลายฟ้าไว้ก่อนล้มฮวบลงไปกองกับพื้นทรายด้วยกันทั้งคู่ เสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้แขกที่มากรีดร้องแตกตื่น วิ่งหนีกันอย่างอุตลุตวุ่นวาย พิศลย์รีบหันมองซ้ายขวา หมายจะปราดเข้าไปขวางแต่ใบหม่อนก็กอดรัดเขาไว้เป็นหลักยึดเพราะความกลัว

วิศรุตสืบเท้าเร็วขึ้น เดินตรงปรี่ไปหาธันย์ด้วยความขุ่นแค้นสุดขีด หากเขาไม่ได้ครอบครองหญิงคนนี้ ก็อย่าหวังเลยว่าใครจะได้เป็นเจ้าของเธอ

ธันย์จ้องมองไปยังปากกระบอกปืน ก่อนประสานสายตากับชายที่ยืนประจันหน้าอยู่ ภาพแห่งความอาฆาตพยาบาทตั้งแต่อดีตชาติฉายวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง วิศรุตสอดนิ้วชี้เตรียมเหนี่ยวไก ก่อนที่ร่างแบบบางที่ธันย์ขวางไว้จะลุกพรวดขึ้นมา เมื่อกระสุนแห่งความอาฆาตแค้นพุ่งทะยานออกไป ร่างระหงก็เคลื่อนมาบดบังชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอันตราย กระสุนทะลุเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาว และฝังแน่นอยู่ในนั้น...

สิ้นเสียงปืนนัดที่สอง ชายฉกรรจ์ในงานหลายสิบคนก็ตรงปรี่เข้ามากุมตัววิศรุตไว้ ขณะที่ปลายฟ้าล้มครืนลงทับร่างของธันย์ รัตนเวคินทร์ ด้วยความเจ็บปวดและอ่อนแรง

“ฟ้า... ฟ้าอย่าเป็นอะไรนะ อยู่กับพี่นะฟ้า...”

ธันย์จับมือเธอไว้แน่น ประคองร่างแน่งน้อยไว้ทั้งน้ำตา

“พี่ธันย์ไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ...วิศรุตเขาจะไม่มาทำร้ายพี่ธันย์อีกแล้วใช่มั้ย”

ดวงหน้าเนียนสวยซีดเผือดเพราะเสียเลือด ดวงตากลมรีคู่นั้นเบิกมองโครงหน้าอันงดงามของชายหนุ่มที่บัดนี้บิดเบี้ยวไม่เป็นรูป ก่อนจะยกมือเย็นเฉียบขึ้นไปเช็ดน้ำตาของเขาออกเบาๆ

“ใช่จ้ะ จะไม่มีใครมาทำอะไรเราอีกแล้วนะ ฟ้าแข็งใจนะครับ พี่จะพาฟ้าไปโรงพยาบาลนะ”

ธันย์ช้อนร่างปลายฟ้าขึ้นอุ้มไว้ หยาดหยดโลหิตสีแดงฉาน ไหลอาบเปื้อนชุดเจ้าสาวสีขาวจนแดงฉาน ก่อนรินรดผืนทรายสีเหลืองนวล... เมื่อเขาจะก้าวขาออกเดิน ปลายฟ้าก็รั้งเขาไว้ให้เขาหยุดด้วยที่รู้ตัวดีว่าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน...

นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตเธอแล้ว...

สองร่างที่สบสายตากัน เจ็บปวดร้าวรานจนเกินจะบรรยาย

แม้แต่คนที่ยืนมองดูทั้งคู่ก็ยังน้ำตาริน ปลายฟ้าละสายตาจากชายหนุ่ม ทอดสายตามองไปยังแม่น้ำโขงยามเย็นที่ทาบทอด้วยแสงแดดสีเหลืองอ่อนงดงาม ลมเย็นๆ ลอยพัดมาปะทะสองร่าง ขณะที่ธันย์ค่อยๆ ย่อตัวลงต่ำ ก่อนทรุดนั่งลงกับพื้นทราย สองแขนโอบร่างปลายฟ้าไว้แน่นทั้งน้ำตา...

ชายหนุ่มแนบใบหน้าลงกับศีรษะมนของหญิงสาว มืออีกข้างก็ยังกุมมือเธอไว้ ขณะที่เสียงหายใจของหญิงสาวดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เรี่ยวแรงและชีพจรก็เต้นอ่อนแรงลงทุกขณะ

“ฟ้ารักพี่ธันย์เสมอ ฟ้าจะรอพี่ธันย์นะคะ... รอวันที่เราได้กลับมาครองคู่กันอีก ชาติที่แล้วฟ้าทำให้พี่ต้องตาย มาถึงชาตินี้ฟ้าก็ต้องชดใช้... ฟ้าต้องไปแล้ว... พิมพ์วารีเขากำลังรอฟ้าอยู่...”

หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนกระชับมือหนาไว้สุดแรง เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดสิ้นลง มือน้อยก็พลันหลุดลงมาวางไว้แนบกาย ศีรษะเอนพับลงไปซบกับต้นแขนของชายหนุ่ม

“ฟ้า... ฟ้าอย่าเป็นอะไรไปนะฟ้า”

ธันย์พลิกร่างระหงให้หันกลับมา ก่อนตบแก้มหญิงสาวเบาๆ สามสี่ครั้ง น้ำตารินไหลพร่างพรูลงมาเป็นสาย มือหนาเขย่าร่างนั้นราวกับคนเสียสติ จนสุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องดึงร่างอันไร้วิญญาณของเธอเข้ามาสวมกอดไว้สุดแรง

เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักหมดลมหายใจไปแล้ว ใบหม่อนก็ถลาร่างเข้ามาหาทั้งน้ำตา บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเสียงร่ำไห้ พิศลย์ได้แต่ยืนถอนหายใจ มองเพื่อนหนุ่มที่ยังคงนั่งกอดคนรักด้วยความอาวรณ์อย่างน้ำตาซึม บ่วงกรรมทั้งหมดเดินมาถึงจุดจบแล้ว เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงเช่นนี้...

พงศกรได้แต่ทอดมองผู้คนมากมาย ยืนร้องไห้ด้วยความอาลัยแก่ปลายฟ้า ทอดมองใบหม่อนและธันย์ ตลอดจนพิศลย์ที่โศกเศร้าเสียใจ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เขา คุณยายพันวลีและอุสา สูญเสียพิมพ์วารีไป แต่ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกทุกข์ใจปานใด... ก็คงมิอาจเทียบได้กับความรันทดและเศร้าใจที่ธันย์ได้รับ มันคงบีบคั้นหัวใจของเขาจนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ที่ต้องมาสูญเสียหญิงสาวผู้เป็นที่รักไปทั้งสองคน...

พงศกรได้แต่เดินออกไปจากงานนั้นอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ไปกล่าวลาธันย์และพิศลย์ ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ และภาวนาขอให้ดวงวิญญาณของปลายฟ้าไปสู่สุคติ สู่ภพภูมิที่ดีกว่านี้... และหวังว่าธันย์คงจะทำใจได้ คนที่ตายแล้วมิอาจฟื้นคืนได้ ส่วนคนที่อยู่ข้างหลังก็ต้องมีชีวิตต่อไป...อย่างเข้มแข็ง
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:55:02 น.
  
ปลายเดือนตุลาคม...

เทศกาลออกพรรษา โพนพิสัย หนองคาย...


ธันย์กระชับเสื้อหนาวให้เข้าที่ภายหลังออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว สองข้างทางของถนนเล็กๆ สายนี้แออัดไปด้วยผู้คนที่แห่แหนกันมารอดูบั้งไฟพญานาค เวลาย่างเข้าหกโมงครึ่งแล้ว ทั่วบริเวณเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ห่างออกไปไม่ไกลนักมีเสียงเครื่องดนตรีให้ความบันเทิง ใกล้กันก็มีร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายกันเป็นแถว แต่แม้จะมีผู้คนมากมายและบรรยายดูครึกครื้นตื่นตาเพียงใด หากแต่หัวใจของเขาก็ยังคงอ้างว้างเดียวดายเช่นเคย...

“ไปจับจองที่นั่งกันก่อนมั้ย หรือว่าจะไปเดินกันต่อ...” พิศลย์ตบไหล่ของเพื่อนรักด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อีกฝ่ายส่ายหน้าสองสามครั้ง ก่อนเดินนำตรงไปยังริมแม่น้ำใหญ่ที่มีผู้คนมากมายเริ่มทยอยลงไปนั่ง

“ฉันลืมบอกแกไปว่าฉันโทร.นัดคุณใบหม่อนกับคุณกรด้วย อีกสักหน่อยก็คงมา ถ้าหากันเจอนะ” พิศลย์ยิ้มแหยก่อนที่ธันย์จะหันขวับมามองด้วยความตกใจ

“วันนี้เป็นวันสำคัญนะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านาคาต่างก็จุดบั้งไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อีกเดี๋ยวนายก็จะได้เห็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง...”

พิศลย์ว่าด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสศรัทธา ก่อนที่ธันย์จะหันหน้าไปทอดมองสายน้ำตรงหน้า พลันนั้น... ภาพอันแสนหวานชื่นระหว่างเขา พิมพ์วารี และปลายฟ้า ก็ฉายวาบขึ้นมาในมโนจิต ก่อนจะมีสายลมเย็นๆ พัดมาปะทะร่างกาย

“ลองสัมผัสดูดีๆ สิ... พวกเธออยู่ตรงหน้านายนี่แหละ...”

พิศลย์เอ่ยเสียงกระซิบ นั่นทำให้ธันย์รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ชายหนุ่มเดินเนิบนาบตรงไปยังริมฝั่ง ก่อนทรุดนั่งลงบนพื้นดิน ห่างจากริมแม่น้ำใหญ่ไม่ถึงห้าเมตร

แสงจันทร์คืนวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด สาดแสงส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ดวงจันทร์ดวงใหญ่ทอแสงสีเหลืองนวลอร่ามตา วงล้อมด้วยรัศมีสีส้มอมชมพูงดงามตาจนเกินจะบรรยาย

“ฉันจะบวชพิศลย์... ฉันอยากจะบวชให้กับพิมพ์วารีและปลายฟ้า...”

ชายหนุ่มลั่นวาจาออกไปด้วยความมุ่งมั่น คนที่อยู่เคียงข้างได้ยินดังนั้นก็พลอยคลี่ยิ้มออกมาด้วยความยินดีไม่ได้

“ฉันขออนุโมนทนาบุญด้วยนะ วันนี้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์หากนายตั้งใจและมีศรัทธาอันแรงกล้าเชื่อว่าจะต้องสำเร็จสมดังหมาย และเชื่อแน่ว่าดวงจิตของพวกเธอทั้งสองจะต้องรับรู้และยินดีกับเจตนาของนายในครั้งนี้เช่นกัน...”

ธันย์ระบายลมหายใจออกจนสุด คล้ายได้ขับไล่ความทุกข์โศกเศร้าหมองออกจากร่างกายจนหมดสิ้น ดวงตาสองข้างจ้องมองผืนน้ำอย่างเต็มตา ใบหน้าอิ่มเอิบขึ้นด้วยศรัทธาอันแรงกล้า

ไม่นานนักใบหม่อนก็เดินดุ่มๆ ตรงมาหา ก่อนทรุดนั่งลงข้างกายพิศลย์ ตามมาด้วยพงศกรที่พาคุณยายพันวลีและอุสามารอดูบั้งไฟพญานาคในครั้งนี้ด้วย

ทุกร่าง ณ ที่นี้ ต่างทอดสายตามายังแม่น้ำโขงเป็นตาเดียว ไม่ใช่เฉพาะแค่ธันย์และคนรู้จัก แต่ยังรวมถึงประชาชนมากมายที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้ ที่ต่างก็รอชื่นชมและอนุโมทนากับดวงไฟแห่งศรัทธาของพญานาคผู้รักษาลุ่มน้ำโขงในครั้งนี้...

ธันย์สูดอากาศเข้าปอดจนสุด ก่อนพริ้มตาหลับและตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้บุญกุศลที่เขาเคยสั่งสมมาทุกภพชาติ หล่อหลอมรวมกันเป็นเนื้อนาบุญ เกื้อกูลส่งเสริมให้พิมพ์วารีและปลายฟ้าจงพบแต่ความสุข อย่าได้มีภัยร้ายมาเบียดเบียน ไม่ว่าเธอทั้งสองจะอยู่ในภพภูมิใดก็ขอให้ได้รับบุญกุศลของเขาทั้งหมดทั้งมวลนี้...

“บั้งไฟ... บั้งไฟขึ้นแล้ว!”

เสียงของพิศลย์ร้องขึ้นทำเอาธันย์ต้องสะดุ้งโหยงและรีบลืมตาขึ้น ก่อนที่สองหูจะได้ยินแต่เสียงเฮลั่นของผู้คนที่ออกันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง และเหมือนว่าหัวใจของเขาจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ ห่างออกไปกลางแม่น้ำ ดวงไฟสีเหลืองนวลกำลังลอยพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ ก่อนมลายหายไปกับอณูอากาศอันเบาหวิว ดวงประทีปนั้นยังคงลอยผุดขึ้นไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงเฮที่ดังลั่นไม่ยอมหยุด คุณยายพันวลีพนมมือก้มลงกราบแทบพื้นธรณี ไม่ต่างอะไรกับพงศกรและอุสา ตลอดจนใบหม่อนกับพิศลย์ ที่ต่างก็พนมมือไหว้ด้วยความศรัทธาเช่นเดียวกัน

ธันย์เองก็ยกมือไหว้ด้วยความเลื่อมใส หัวใจเบิกบานและอิ่มเอมอย่างที่ไม่เคยเป็น และเมื่อเขาคลี่ยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่เป็นสุข... ก็มีดวงไฟสองดวงลอยขึ้นมาจากผิวน้ำตรงหน้า...

ดวงหนึ่งนั้นส่องแสงสีขาวสว่างตาหากแต่มีรัศมีสีเขียวอ่อนๆ ล้อมรอบ อีกดวงเป็นสีชมพูอ่อนสุกใส มีประกายสีรุ้งงดงามส่องระยับเป็นวง

ธันย์ได้แต่นิ่งค้าง จดจ้องมองดวงไฟสองดวงตาไม่กระพริบ ดวงประทีปแห่งศรัทธา ลอยเคียงคู่กันขึ้นไปสู่ฟากฟ้า ก่อนหายลับไปกับตา... คล้ายกับชีวิตคน ที่ต่างก็ต้องมีวันพลัดพราก และตายจากกันไป ไม่ต่างกับดวงไฟตรงหน้า... ธันย์ซาบซึ้งและเข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติข้อนี้ในที่สุด ซึ่งมันจะทำให้เขาหลุดพ้นจากคำว่า “ทุกข์”



..................แด่ทุกหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาแห่งรัก...............
..........................................จบ.............................................



ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกนกนาคราชจนจบครับ


โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:55:49 น.
  
เรื่องนี้เศร้าบอกไม่ถูกจริงๆค่ะ อ่านแล้วใจหาย อาจเพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่ยึดติดอยู่ก็เป็นได้

คุณมิ้นท์แต่งเก่งมากค่ะ แพร์ตามอ่านวันเดียวรวดจบเลย
โดย: pearzilla IP: 97.87.4.236 วันที่: 11 กันยายน 2555 เวลา:6:51:13 น.
  
ครับ...เรื่องนี้ยังไม่ได้ส่ง สนพ. เลย กะว่าจะรีไรท์ก่อนอ่าครับ


ขอบคุณคุณแพร์นะครับที่ยังตามอ่าน ^^
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:12:54:51 น.
  
เศร้ามากค่ะแต่ไม่ชอบพระเอกเลยหลายใจและอ่อนแอเกินไปคนที่น่าสงสารและพ้นทุกข์ที่สุดคือผู้ชนะอย่างพิมวารีเหรอคะ พระเอกใจโลเล เจอแบบนี้คงรักไม่ลง
ถ้าต้องเสียเพื่อนเพียงเพราะผู้ชายใจโลเล. เราเข้าข้างผู้หญิงไปหรือเปล่านะแต่ชอบมากนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
โดย: กะทิค่ะ IP: 115.67.7.65 วันที่: 21 กันยายน 2556 เวลา:20:52:06 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผีเสื้อสีดำ
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



จงทำในสิ่งที่คุณคิดว่า...

ทำไม่ได้
กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
13
15
17
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
MY VIP Friend