บทที่ 6 เพราะว่าฉันอยากรู้จักคุณ
บทที่ 6 เพราะว่าฉันอยากรู้จักคุณ

ฉันรีบตั้งตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งณสาให้ขึ้นรถรับจ้างที่มุ่งเข้าสู่ตัวอำเภอ คิดว่าอีกนานกว่าที่เราสองคนจะได้พบกันอีก เราโบกมือลากันอย่างยิ้มแย้มก่อนที่รถยนต์คันเก่าจะลับหายไปกับหนทางอันคดเคี้ยวเบื้องหน้า พอส่งณสาเสร็จแล้วจึงกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ... นั่นคือรักษาคน

ฉันไปตรวจคนไข้ที่ห้องผู้ป่วยใน และมาที่เตียงของศิลา อาการเขาดีขึ้นเรื่อยๆ นายนี่ยังคงยิ้มให้ฉันทันทีที่เราสบตากัน ฉันพยายามที่จะไม่คิดถึงคำพูดที่เขาพูดกับฉันเมื่อวาน เพราะมันจะพาลให้อารมณ์ฉันไม่ดีไปด้วย... ฉันไม่ใช่พวกที่รักใครง่ายๆ นักหรอก ถึงจะเป็นผู้ชายที่รูปหล่อหุ่นล่ำอย่างเขาก็เถอะ

“กระดูกคุณเชื่อมกันสนิทแล้วนะค่ะต่อไปก็ต้องทำกายภาพ” ชั้นว่าขณะดูพยาบาลแกะเฝือกที่ขาออกให้เค้า ท่าทางเค้าตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เห็นขาของตัวเองอีกครั้ง

“คุณอาจต้องพักรักษาตัวที่นี่ไปอีกระยะ” ฉันพูดอีกครั้งเมื่อเขาถอดเฝือกเสร็จ

“ครับ” เขาตอบแล้วยิ้มให้ ก่อนจะจ้องฉันอีกเหมือนครั้งก่อนๆ ที่เขาเคยทำ

“คุณหมอขอดูแผลที่ศีรษะของคุณหน่อยนะค่ะ” ฉันเอื้อมมือไปเปิดผ้าพันแผลของเขาออกเพื่อดูแผลที่เย็บไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มันคงแห้งและเนื้อก็ปิดเรียบร้อยแล้ว

“หมอจะตัดไหมให้คุณนะคะ” ฉันก้มหน้าลงมาพูดกับเขาเบาๆ ขณะที่สองมือกำลังง่วนถอดผ้าพันแผลออกให้เขา ก่อนที่ผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่งจะเลื่อนเตียงของเขาให้เข้ามาในห้องทำแผล ดวงตาสีน้ำตาลนั้นจับจ้องใบหน้าของฉันแน่นิ่งเหมือนเดิมขณะที่ฉันกำลังตั้งหน้าตั้งตาตัดไหมออกให้เขา ทั้งที่คราวแรกตอนที่พยาบาลเย็บแผลให้นายศิลา ฉันนึกว่าพวกเธอจะใช้ไหมละลายเสียอีก...

“คุณศิลาเป็นคนเชียงใหม่เหรอคะ?” ฉันถามเขาเมื่อจัดการตัดไหมเสร็จ ที่ถามเนี่ยไม่ใช่อะไรหรอกนะแค่อยากจะให้เขาดูสบายใจมากขึ้นเวลาอยู่กับฉัน แต่คิดว่าฉันคงจะเป็นฝ่ายไม่สบายใจเสียเองเวลาที่อยู่กับเขา

“ครับ...”

“แล้วคิดจะปักหลักอยู่ที่อังกฤษหรือที่ไทยหละคะ ?”

“ผมคิดว่า...จะอยู่ที่นี่ครับ” สายตาอันแน่วแน่ของเขามันทำให้ฉันใจสั่นพิกล แต่ก็รีบปั้นยิ้มเพื่อเก็บอาการ

“แต่บังเอิญจังเลยนะคะที่วันนั้นเราเจอกันถึงสามหน” ฉันเท้าความถึงเหตุการณ์วันนั้น นั่นทำให้ใบหน้าขาวอมชมพูของเขาต้องแดงระเรื่อ...

เขากำลังอาย

“คุณตามฉันไปที่ห้างแล้วก็ที่ร้านนั่นทำไม...” ฉันถามเสียงเรียบ พราะว่าอยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะตอบว่ายังไง เขาอาจจะบอกว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญที่เราได้พบกันถึงสามหน รวมถึงครั้งนี้...

“คุณคงมีเรื่องอะไรอยากจะบอกหมอ...” ไม่รู้ว่าฉันถามแบบนั้นออกไปได้ยังไง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามเพราะสายตาที่น่าสงสัยของเขา ถ้าเขาจะบอกฉันว่าเขาแอบชอบฉันหรือว่าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจออะไรประมาณนั้น ฉันก็พอจะฟังได้นะ แต่นี่... เขากลับเงียบ และใช้สายตาสื่อสารแทนคำพูด...

“หมอต้องไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อแล้วนะคะ” ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะหันไปเรียกพี่ผู้ช่วยพยาบาลมาช่วยเข็นเตียงเขาออกไปจากห้องทำแผลและเข้าไปอยู่ในห้องผู้ป่วยพักฟื้นชายแทน


ฉันรู้ว่าเขามีบางอย่างจะบอกกับฉัน แต่เขาเองที่ไม่ยอมพูดมันออกมา แววตาของเขาที่มองมามันฟ้องว่าเขามีบางอย่างซ่อนอยู่... นายศิลามองฉันเหมือนกับว่าฉันเป็นของเขา เหมือนว่าเรารักกัน... บ้าที่สุด ฉันจะรักผู้ชายที่พึ่งเจอหน้ากันได้ยังไง สำหรับฉัน... การที่จะรักใครซักคนมันต้องใช้เวลานานทีเดียว...

หลังจากเลิกงานแล้วฉันก็ขอให้พี่ผู้ช่วยพยาบาลคนเดิมที่เคยพาไปที่ค่ายบนดอยพาฉันไปที่นั่นอีกครั้ง แต่ว่าคราวนี้ฉันไม่ได้ไปที่ค่ายหรอกนะ ฉันอยากจะไปดูหมู่บ้านชาวเขาและสถานีอนามัยบนนู้นต่างหากว่าเป็นยังไง... และที่สำคัญคิดว่าวิวที่นั่นคงสวยไม่เบา ฉันตั้งใจจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น แต่เสียดายที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปมาด้วย

พี่ผู้ช่วยพยาบาลจอดรถที่หมู่บ้านชาวเขาเผ่าลีซอ ลักษณะบ้านของพวกเขามักจะปลูกเป็นหมู่เป็นกลุ่มหลายๆ หลัง บ้านจะเป็นแบบติดดินทำจากไม้และมุงด้วยใบตองตึงเหมือนกับที่ฉันเคยเห็นในหมู่บ้านชาวเขาในครั้งก่อนตอนที่ฉันเดินทางมา

พื้นที่ที่รถจอดอยู่นั้นอยู่ในบริเวณไหล่เขาและชั้นก็ได้พบกับหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่แถบนี้ที่มีถึงสามเผ่าด้วยกันนั่นคือ ลีซอ อีก้อและมูเซอ ฉันถามว่าทำไมพวกเขาถึงตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กันนัก พี่ผู้ช่วยพยาบาลตอบฉันว่าพวกเขาใช้ภาษาเดียวกันสื่อสารทำให้เข้าใจกันได้...

พี่ผู้ช่วยพยาบาลพาฉันไปแนะนำตัวกับขั่วทูผะซึ่งเป็นผู้นำในการปกครองหมู่บ้าน อาจจะคล้ายๆ กับผู้ใหญ่บ้านอะไรประมาณนั้นน่ะ ชาวเขาหลายคนมองฉันแล้วก็ยิ้มเมื่อรู้ว่าฉันเป็นหมอ ดูๆ แล้วพวกเขาคงจะรักหมอที่อยู่ที่นี่มาก ฉันชักอยากจะมาอยู่ที่นี่เสียแล้วสิ หมู่บ้านและวิถีชีวิตของพวกเขาน่าสนใจ ฉันอยากมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้จัง...

“พี่จะพาน้องภักดิ์ไปที่โรงเรียน”

“โรงเรียน” ฉันทวนคำ... รีบเดินตามพี่ผู้ช่วยพยาบาลไปยังอีกทางของหมู่บ้าน อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแสดเปลวเมฆกระจายทั่วฟ้า และฉันก็มาถึงโรงเรียนที่ว่าในที่สุด

ดูจากสภาพภายนอกแล้วมันดูคล้ายๆ กับบ้านหลังย่อมๆ มากกว่า ตัวเรือนนั้นทำจากไม้และมุงด้วยหญ้าคาหรือไม่ก็ใบตองตึงเหมือนกับบ้านของชาวเขาทั่วไป แต่ทว่ามันกลับมีเพียงไม้บางๆ กั้นฉากเอาไว้เป็นผนังห้องเท่านั้น ทำให้สามารถมองทะลุเข้าไปยังบริเวณภายในได้ ข้างในนั้นมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งลดหลั่นกันอยู่หลายตัวพอควร ด้านผนังห้องมีกระดานดำติดอยู่... นี่คือโรงเรียน

ฉันเดินอ้อมมาดูอีกด้านจึงได้พบกับธงชาติโบกปลิวไสวอยู่ข้างบน มองแล้วก็อดที่จะยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้... อันที่จริงแล้วฉันอยากจะเจอครูที่สอนประจำอยู่ที่นี่ซักหน่อย อยากจะรู้ว่าเขาสอนเด็กๆ เป็นยังไง หรือมีปัญหาอะไรรึเปล่า เมื่อฉันมองไปยังสภาพโดยรอบ ก็คิดได้อย่างหนึ่งว่าคนเป็นครูที่นี่คงจะต้องใช้ความอดทนน่าดู... ไม่ใช่สิ มันต้องใช้ความอดทนอย่างมากเลยหละ

“ที่นี่ไม่มีครูเหรอคะ” อันที่จริงฉันควรจะถามพี่ผู้ช่วยพยาบาลนานแล้วหละ
“มีครับ” เขาตอบแล้วก็ยิ้มให้ฉัน

“กี่คนคะ?”

“สามคน” ทันทีที่พี่เขาพูดจบ ฉันก็ได้แต่อ้าปากค้าง

“สามคนแล้วจะพอกับเด็กๆ ที่นี่เหรอคะ” ฉันเริ่มเป็นห่วงวงการการศึกษาของไทยเสียแล้ว อย่างน้อยๆ พวกเขาก็อยู่ในผืนแผ่นดินไทย น่าจะได้รับการศึกษาจากครูที่มากกว่านี้สักหน่อย

“อันที่จริงมีแค่คนเดียว” เอาอีกแล้ว พี่ผู้ช่วยพยาบาลพูดให้ฉันต้องตกใจกว่าเก่าอีก

“แต่มีนักอนุรักษ์ป่าไม้คนหนึ่งและก็ทหารอีกหนึ่งคนมาช่วยครูสายใจสอน ก็เลยรวมเป็นสามคน” พี่เขาว่า

“คงจะไม่มีใครอยากมาที่นี่นะคะ” ฉันพูดแล้วก็ต้องถอนใจเสียเอง

“น้องภักดิ์อยากไปหาคุณครูที่นี่มั้ยครับ” ฉันฟังแล้วก็ต้องเลิกคิ้วสูง แต่พี่ผู้ช่วยพยาบาลก็เดินนำหน้าไปเสียก่อนฉันเลยจำเป็นต้องเดินตามเขาไปต้อยๆ
เราสองคนเดินมาได้ไกลพอสมควร... ก่อนที่ฉันจะหันหลังกลับไปเห็นปลายธงชาติของโรงเรียนปลิวอยู่ลิบลิ่ว พี่ผู้ช่วยพยาบาลหันมาที่ฉันแล้วยิ้มให้อีกครั้ง

“พี่จะไปทำธุระในหมู่บ้าน น้องภักดิ์มีอะไรก็ถามเขาได้นะครับ ไว้น้องภักดิ์อยากจะกลับเมื่อไหร่ก็ไปหาพี่ที่หมู่บ้านแล้วกัน” พี่เขาบอกก่อนจะเบือนหน้าไปทางผู้ชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แวดล้อมด้วยดอกบัวตองสีเหลือง

ใครกัน... ฉันไม่รู้จักเขา แล้วจะให้ฉันพูดกับเขายังไง แต่ว่าพอหันมาอีกทีพี่ผู้ช่วยพยาบาลกลับเดินหนีไปเสียแล้ว ฉันคงต้องเข้าไปแนะนำตัวเองกับผู้ชายคนนั้นด้วยตัวเองเสียแล้ว...

ไม่นึกว่าจะเป็นเขา... มันช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้... ฉันบอกกับตัวเองก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเมื่อใบหน้าเคร่งขรึมของเขาหันมา เขาเองก็คงจะตกใจไม่น้อยที่เจอฉัน คงไม่คิดว่าฉันจะขึ้นมาถึงที่นี่

“พี่ภูกำลังทำอะไรคะ?” ฉันเอ่ยทักขึ้นก่อน เพราะคิดว่าเขาคงไม่ทักฉันก่อนแน่ ถึงแม้ใจเขาอยากจะทำก็ตามเถอะ ก็บุคลิกของเขาเป็นอย่างนั้น... ฉันเข้าใจ

“ผมกำลังอ่านหนังสือครับ” เขาว่า... ก่อนจะก้มหน้ากับตัวหนังสือต่อ ฉันจึงถือวิสาสะลงไปทรุดนั่งลงข้างๆ เขาเสียเลย

“เพิ่งรู้ว่าพี่ภูก็เป็นคุณครูด้วย” ฉันพูดแล้วก็อมยิ้ม... อยากเป็นครูแบบนี้บ้างจัง ได้สอนหนังสือเด็กๆ คงจะมีความสุขไม่เบา

“คุณภักดิ์รู้...” เขาทำตาโต ฉันไม่เคยเห็นท่าทีตอนเขาตกใจแบบนี้มาก่อน มันทำให้ฉันเกือบขำแน่ะ ฉันยิ้มให้เค้าแทนคำตอบ

“แล้วพี่ภูเอาเวลาที่ไหนมาสอนหนังสือล่ะคะ ในเมื่อพี่ภูก็มีหน้าที่การงานของพี่ภูเหมือนกัน” อดที่จะถามเขาไม่ได้ คิดว่าเขาคงต้องเป็นทหารที่เสียสละน่าดู เขาก้มหน้านิ่งไปพักนึง มองตัวหนังสือแล้วก็ยิ้มน้อยๆ

“ถ้าใจเราอยากจะทำอะไรจริงๆ ไม่ว่ามันจะยากง่ายแค่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปได้”

“พี่ภูพูดเหมือนนักปราชญ์จัง... อยู่ที่นี่คงจะมีความสุขน่าดูนะคะ” ฉันว่าแล้วก็ยิ้มอีกครั้ง เขาคงจะสงสัยอยู่หน่อยๆ ที่ทำไมฉันถึงยิ้มได้ตลอดเวลาแบบนี้นัก

“รู้แล้วหละว่าทำไมพี่ภูถึงอยากมาอยู่ที่นี่”

“ทำไมครับ” เขาหันหน้าคมๆ มาที่ฉัน เล่นเอาเกือบตั้งตัวไม่ทัน

“ที่นี่ไม่วุ่นวาย สงบ แล้วก็สบายใจดีค่ะ” ฉันพูดแล้วก็ยิ้มอีกครั้ง นั่นทำให้ฉันเห็นรอยยิ้มของเขาด้วย... รอยยิ้มของเขาดูมีเสน่ห์จริงๆ แต่เขาคงไม่รู้ตัว ไม่รู้สิ... ทำไมฉันถึงอยากรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นกว่านี้ อยากจะทำให้เขาหัวเราะ อยากจะทำให้เขายิ้มและเลิกทำหน้าเคร่งเครียดเหมือนกับที่เราเจอกันทุกครั้งเสียที ฉันรู้ว่าทหารนั้นมีเกียรติ์และวินัยในตัวเองมาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทรมานด้วยการที่เคร่งขรึมเพื่อที่จะทำให้ตัวเองดูน่าเกรงขามก็ได้นี่ ฉันว่าคนเราจะดูน่าเคารพมันไม่ได้อยู่ที่บุคลิกหรอก แต่มันอยู่ที่... ความคิดและการกระทำมากกว่า

เวลาผ่านไปนานทีเดียวที่ฉันนั่งอยู่ข้างๆ ผู้ชายคนนี้...

ทำไมเวลาอยู่ใกล้เขามันถึงทำให้ฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกนะ เขายังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของเขาต่อไป เขาอาจจะอายก็ได้ที่นั่งข้างๆ ผู้หญิงสองต่อสองท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่สวยงามและโรแมนติกแบบนี้

ฉันเด็ดดอกหญ้าขึ้นมาเล่นดอกนึง มันเป็นสีขาวดูแปลกตา แต่มันก็สวยไปอีกแบบ ตอนนี้ฉันกำลังใช้ความคิดอยู่ว่าควรจะถามเขาหรือเปล่าว่าเคยมีแฟนรึยัง หรือฉันอาจจะไม่ควรถามดีนะ... เพราะว่าเราเพิ่งรู้จักกัน เขาอาจจะเข้าใจฉันผิดไปก็ได้ แล้วเขาล่ะ...? ตลอดเวลาที่เราคุยกันไม่เคยมีสักครั้งที่เขาอยากจะถามอะไรเกี่ยวกับฉันเลยหรือ ฉันไม่มีอะไรให้เขาสนใจเพียงพองั้นเหรอ... อาจจะใช่ แต่ว่าฉันก็อยากให้เขารู้เรื่องของฉันบ้าง

“รู้มั้ยคะว่าทำไมภักดิ์ถึงอยากเป็นหมอ” ฉันลากเสียงสูงเพื่อเรียกความสนใจจากเขา และก็ได้ผล เขาละสายตาจากตัวหนังสือแล้วหันมาที่ฉัน

“ตอนเด็กๆ ลูกหมาของภักดิ์ถูกรถชน อาการมันสาหัสมาก ภักดิ์ตกใจมากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง สงสารมันแทบแย่ที่เลือดมันไหลไม่ยอมหยุด ภักดิ์ไปหาผ้าพันแผลมาพันให้มัน แต่เลือดของมันก็ยังไหลเหมือนเดิม... ภักดิ์ร้องไห้ ได้แต่มองดูมันจากไปอย่างที่ตัวเองไม่อาจจะช่วยอะไรมันได้เลย ตั้งแต่ตอนนั้น... ภักดิ์อยากรู้ว่าภักดิ์จะช่วยมันได้ยังไงหากว่าสัตว์เลี้ยงที่ภักดิ์รักต้องบาดเจ็บอีก และภักดิ์ก็ได้รู้ว่าต้องควรทำยังไง ในตอนนั้นเองภักดิ์จึงบอกกับทุกคนและตั้งมั่นกับตัวเองว่า... ภักดิ์จะเป็นหมอให้ได้” ก่อนจะสิ้นคำพูดสุดท้ายฉันก็หันมามองเขา เลยได้เห็นสายตาเคร่งขรึมที่เอาแต่จ้องมองฉันนิ่ง เขาคงอยากรู้เรื่องของฉันบ้างแล้วหล่ะ

“แต่ภักดิ์เรียนอ่อนก็เลยต้องพยายามมากว่าคนอื่นๆ เค้า แต่ในที่สุดภักดิ์ก็เป็นหมอจนได้” พูดจบฉันก็ยิ้มให้กับตัวเองอีกครั้ง รู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่มีอยู่ในตัวเองมากๆ

“พี่ภูไม่อยากรู้เหรอคะว่าทำไมภักดิ์ถึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่”

“คนเราต่างก็มีเหตุผลของแต่ละคนครับ” เขาบอกจนทำให้ฉันต้องนิ่งคิด... บางทีเขาก็ไม่ควรรู้เรื่องราวของฉัน แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะหันไปคุยกับเขาต่อฝนเม็ดน้อยๆ ก็ตกใส่หน้าเราสองคน และมันก็เทกระหน่ำลงอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ให้เราตั้งตัว

เราสองคนวิ่งกันอุตลุต มือของฉันถูกเขาคว้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...
จนกระทั่งได้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ โรงเรียนเป็นที่หลบฝนในสภาพที่เปียกด้วยกันทั้งคู่ แต่ฉันเป็นห่วงหนังสือที่เขาถืออยู่ในมือมากกว่า

“ฝนคงตกหนักมาก...” เขาบอกอย่างนั้นในขณะที่ยังจับมือฉันไว้แน่นโดยที่ฉันก็ไม่ปริปากอะไรซักคำ นี่เขาจงใจหรือลืมที่จะปล่อยมือฉันออกกันแน่นะ...ภูศักดิ์

“อยู่ที่นี่คงไม่ดีแน่เลยค่ะ” ฉันหันไปมองเขา แววตาตื่นๆ ของฉันคงจะทำให้เขากลั้นหัวเราะไว้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากเขาก็พาฉันวิ่งฝ่าสายฝนไปอีกทาง แต่แทนที่จะพาฉันไปที่หมู่บ้าน เขากลับพาฉันมาที่บ้านหลังเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน

ฉันมองบ้านหลังนั้นที่อยู่ตรงหน้าแล้วก็หันมามองเขา คิดว่าเขาคงจะรู้ว่าฉันต้องการคำอธิบายว่าที่นี่คือที่ไหน

“นี่คือบ้านพักของผมครับ เวลาผมขึ้นมาหมู่บ้านผมก็จะมาพักที่นี่” เขาบอกขณะเดินนำหน้าเข้าไปในบ้านหลังเล็ก ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่เขาจะเข้าไปติดเตาไฟที่อยู่อีกส่วนของบ้าน จากนั้นจึงถอดเสื้อตัวเองออกต่อหน้าฉัน ฉันเบี่ยงตัวหลบไปอีกด้านทันที แผงอกและหน้าท้องของเขา ผิวสีแทนและเรือนร่างอันกำยำล่ำสันนั้นทำให้ฉันต้องหน้าแดง... เขาเองก็คงจะรู้


ผมถอดเสื้อออกหลังจากที่พาเธอเข้ามาเธอในบ้านหลังเล็กของผม เราทั้งสองคนเปียกด้วยกันทั้งคู่ ไม่คิดว่านั่งคุยกันอยู่ดีๆ ฝนจะตกลงมาได้ เป็นสวรรค์ที่กลั่นแกล้ง หรือว่าเป็นพรหมลิขิตกันแน่

ผมคว้าผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาเช็ดหัวที่เปียก ก่อนจะไปคว้าอีกผืนมาส่งให้เธอซึ่งยืนอยู่ห่างจากผมพอควร เธอมองผมอย่างหน้าแดง... ลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ผมถอดเสื้ออยู่ ผมจึงรีบไปคว้าเสื้อยืดที่เก็บไว้ในตู้มาสวมใส่ทันที แต่ว่ากางเกงก็ยังเปียกอยู่ดีและที่สำคัญตัวเธอก็เปียกเหมือนกัน

“ผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า” ผมหันไปพูดกับเธอ แต่ว่าเธอกลับหันหลังให้ผม คิดว่าเราสองคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก... ใจ

“เอ่อ... แล้วจะเปลี่ยนยังไงล่ะคะในเมื่อบ้านมันโล่งออกอย่างนี้ ไม่มีห้องเลยซักห้อง” เธอว่าทั้งที่ไม่หันมา ท่าทีของเธอทำให้ผมต้องอมยิ้ม เธอคงไม่เคยอยู่กับผู้ชายสองต่อสองแบบนี้

“ผมจะเปลี่ยนกางเกง คุณภักดิ์อย่าหันมานะครับ” ผมพูดขึ้น รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า ยังอายกับคำพูดของตัวเองอยู่เลย ผมค่อยๆ คว้ากางเกงที่อยู่ในตู้ออกมาเปลี่ยนขณะที่สายตาก็จับจ้องไปที่แผ่นหลังของเธอ... หวังว่าเธอคงจะไม่หันมาตอนนี้ จนในที่สุดตัวผมก็แห้งไม่เปียกอีกต่อไป
จะเหลือก็แต่...

“เสร็จแล้วครับ” ผมร้องบอกเสียงดังอย่างฮึกเหิมเหมือนตอบรับกับผู้บังคับบัญชายังไงยังงั้น เธอหันมาผมสังเกตเห็นว่าหน้านวลขาวนั้นเป็นสีแดงระเรื่อ เธอคงจะอายผมเองก็เหมือนกันและผมก็คงปล่อยให้เธอตัวเปียกอย่างนี้ต่อไปไม่ได้

“คุณภักดิ์เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ”

“ชั้นไม่มีชุดนี่ค่ะ”

“ใส่เสื้อผ้าของผมไปก่อนก็ได้” ผมว่าจนเธอต้องก้มหน้าลงก่อนที่ผมจะเปิดตู้ไปคว้าเอาเสื้อกับกางเกงมาส่งให้กับเธอ

“แล้วจะเปลี่ยนยังไง” คุณหมอของผมชักจะหน้ามุ่ยเสียแล้ว เห็นสีหน้าเธอตอนนี้แล้วอดที่จะสงสารไม่ได้

“ผมจะหันหลังแล้วคุณภักดิ์ก็เปลี่ยนเสื้อผ้านะครับ” ผมบอกไปตามตรง หวังว่าเธอคงไว้ใจในความซื่อสัตย์ของผมบ้างถึงแม้เราจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก็เถอะ

ผมหันหลังกลับให้เพื่อที่จะให้เธอได้เปลี่ยนเสื้อผ้า รู้สึกว่าหัวใจผมเต้นแรงขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ มาก มันเต้นแรงราวกับว่าจะหลุดออกมาจากอกเสียให้ได้... เธอเปลี่ยนเสร็จรึยังและผมควรจะหันกลับไปตอนนี้ดีรึเปล่า

“เสร็จแล้วค่ะ” เสียงใสๆ ของเธอบอกผม ผมรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว หน้าเธอแดงขึ้นมากและคิดว่าหน้าของผมก็คงจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เราสองคนเก้ๆ กังๆ อยู่นานพอสมควรจนผมต้องพูดขึ้น ไม่อย่างนั้นเราสองคนก็คงจะต้องยืนอยู่อย่างนี้ต่อไป

“สงสัยฝนคงจะตกหนักเอาการ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย” ผมออกไปชะโงกหน้าที่หน้าประตูเพื่อดูหยาดฝนข้างนอกก่อนที่เธอจะทำท่ามาดูตามผมบ้าง ผมรู้สึกว่าตอนนี้มีมือน้อยๆ เกาะอยู่ที่แผ่นหลังผมพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ อยู่ไม่ไกลจากผมนัก...

“แล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะคะ” สีหน้าเธอดูกังวลมาก อาจจะเป็นเพราะเธอห่วงคนที่มากับเธอ ว่ากลัวเธออาจจะไปติดฝนอยู่ที่ไหนซักแห่ง ซึ่งความจริงผู้ช่วยพยาบาลคนนั้นไม่จำเป็นต้องห่วงเธอเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเธอกำลังอยู่กับผม

ผมกลับมานั่งที่เตียงนอนซึ่งมีอยู่เพียงเตียงเดียวในบ้าน เธอยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู เหม่อมองสายฝนที่ซัดสาดต่อไป ก่อนที่เธอจะเดินมานั่งทรุดลงปลายเตียงด้วยสีหน้าเหนื่อยๆ แต่เธอกลับหันมายิ้มให้ผมเหมือนที่เธอเคยทำ นั่นยิ่งทำให้ใจของผมเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้ามันยังคงตกอยู่อย่างนี้มีหวังเราสองคนคงได้นอนกันที่นี่แหละค่ะ” เธอพูดพร้อมกับถอนหายใจยาว ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่ผมคิดไว้เหมือนกัน เราสองคนคงต้องนอนค้างคืนที่นี่... ยิ่งคิดหัวใจผมก็ยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งได้เห็นใบหน้าหวานๆ ของเธอด้วยแล้วผมก็ต้องรีบตั้งสติให้ดีเพื่อที่จะไม่ให้คิดในเรื่องที่ไม่สมควรคิด

แสงอาทิตย์ข้างนอกลาลับไปนานแล้ว แต่สายฝนที่ซัดกระหน่ำอยู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลยแม้แต่น้อย ผมเร่งไฟในเตาให้แรงขึ้นพร้อมกับนำข้าวโพดแห้งที่แขวนไว้มาต้มในน้ำเดือด เราสองคนจึงได้จัดการกับข้าวโพดต้มแทนอาหารเย็น ผมไม่รู้ว่ารสชาติมันจะเป็นอย่างไง แต่คุณหมอของผมก็ไม่บ่นเลยซักคำ เธอกินมันอย่างเอร็ดอร่อย นั่นทำให้ผมมองเธอไม่หยุด... มองเธอทีไรใจผมก็สั่นทุกที

“น้ำครับ” ผมตักน้ำใส่แก้วส่งให้เธอ เธอยิ้มให้ผมแทนคำขอบคุณก่อนจะคว้ามันไปดื่มนิ้วมือของเราสัมผัสกันนิดนึงตอนที่ผมส่งแก้วให้... แต่ถึงจะแค่นั้นผมก็ใจเต้นขึ้นมาหลายเท่าแล้วหละ

ไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาเท่าไหร่แล้ว เราสองคนยังคงนั่งอยู่บนเตียงเหมือนเดิม และยังไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นเลย ยังคงได้ยินแต่เสียงลมหายใจของกันและกัน ผมส่งหมอนอีกใบไปให้เธอ เผื่อว่าเธออาจจะอยากล้มตัวลงนอนบ้าง และก็คงไม่มีทางเลือก เราทั้งสองจึงจำเป็นต้องนอนเตียงเดียวกัน...

ผมค่อยๆ หลับตาลง...

แต่ผมยังไม่หลับจริงๆ หรอก ใจผมยังเต้นเพราะผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างๆ เธอทำให้ผมอยู่ไม่เป็นสุขเอาเสียเลย และผมก็คิดว่าเธอก็คงยังไม่หลับเหมือนกัน แต่เราทั้งสองคนจำเป็นที่จะต้องหลับตาลง... เพื่อที่จะให้เวลามันผ่านไป ผมตั้งใจฟังเสียงลมหายใจเข้าออกของเธอ

ประสบการณ์การเป็นทหารทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้เธอหลับแล้ว... ผมค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นเพราะกลัวว่าคนที่นอนข้างๆ ผมจะรู้สึกตัว ไม่นึกว่าวันนี้เราจะได้เจอกัน เธอขึ้นมาที่นี่อีกแล้ว เธอคงมาดูวิถีชีวิตชาวเขา... ดูจากแววตาของเธอ คงจะชอบที่นี่มากทีเดียว และผมก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น และถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เธอย้ายขึ้นมาอยู่ที่สถานีอนามัยของที่นี่จะดีมากเราจะได้เจอกันบ่อยๆ... ไม่รู้สิ ตั้งแต่ผมพบกับเธอและได้เริ่มรู้จักกับเธอ ผมก็อยากเจอหน้าเธอทุกวัน การที่ได้อยู่ใกล้ๆ เธอมันทำให้ความรู้สึกว้าเหว่ของผมหายไป...

สายตาของผมจับจ้องไปที่ใบหน้าเนียนสวยที่ซบอยู่กับหมอนใบเล็กๆ เวลาเธอนอนแบบนี้ก็ดูน่ารักไปอีกแบบเป็นแบบที่น่าทนุถนอม... มันทำให้ทหารอย่างผมอยากที่จะปกป้องเธอ... ไปตลอดกาล



Create Date : 09 ธันวาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2554 13:21:24 น.
Counter : 915 Pageviews.

6 comments
  
เรื่องนี้ จะมีเซอร์ไพรส์ออกมากลางๆเรื่องรึเปล่าคะ แบบพระเอกดีเกิ๊นน
โดย: มิน IP: 101.109.105.57 วันที่: 9 ธันวาคม 2554 เวลา:21:29:17 น.
  
แฮ่ๆๆ ^^ ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ก็ดูกันต่อไป...
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 10 ธันวาคม 2554 เวลา:7:58:21 น.
  
รอตอนตอไปค่ะ เล่าเรื่องแบบในมุมมองของตัวหลักแต่ละตัวสินะค่ะ.....แปลกตา แต่ก็สนุกดีค่ะ รอตอนต่อไปนะค่ะ
โดย: ณิญา IP: 58.9.237.78 วันที่: 10 ธันวาคม 2554 เวลา:22:25:51 น.
  
ครับ...
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 11 ธันวาคม 2554 เวลา:13:33:33 น.
  
สวัสดีค่ะ เเวะมาทักทาย เรื่องนี้ก็สนุกค่ะ เเต่ยังไม่เห็นมีตอนต่อไปเลยค่ะ
โดย: หลิน IP: 125.25.165.175 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2555 เวลา:22:48:53 น.
  
ขอโทษทีนะครับ คือช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลย สัญญาว่าปีหน้าจะพยายามอัพลงให้หมดครับ เพราะกำลังรีไรท์เรื่องนี้อยู่ีครับ

ขอบคุณที่มาอ่านนะครับ
โดย: ผีเสื้อสีดำ วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:12:50:52 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผีเสื้อสีดำ
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



จงทำในสิ่งที่คุณคิดว่า...

ทำไม่ได้
ธันวาคม 2554

 
 
 
 
1
2
3
4
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
MY VIP Friend