มรกตนาคสวาท : แมวๆ พิคเจอร์

ขอได้รับความขอบคุณจากแมวๆ พิคเจอร์เช่นเคยค่ะ
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
5 กันยายน 2549
 
 
.."ด้วยเกล้า" หนังเก่าๆ ดีๆ ที่คนไทยปัจจุบันควรดูกับคติ "ความเจริญเดินตามรอยไถ" [spoil]..







วันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "ด้วยเกล้า" ที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา ที่ก่อตั้งโดยคุณจรัล มโนเพ็ชร นำมาจัดฉายหื้อคนเจียงใหม่ผ่อกัน เนื่องในโอกาสครบรอบวันเสียชีวิตของคุณจรัล มโนเพ็ชร์ ๓ กันยายน โดยมีคุณมานิต อัชวงศ์ เป็นหนึ่งในคณะผู้ดำเนินการในวันดังกล่าวค่ะ

(รายละเอียดและบรรยากาศ ติดตามชมได้ที่กระทู้นี้ของห้องเฉลิมไทยนะคะ
//www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4677798/A4677798.html )


ในบล็อกนี้จะพูดถึงเพียงคร่าวๆ ถึงสิ่งที่ได้จากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และความรู้สึกถึงคติที่ว่า "ความเจริญเดินตามรอยไถ" ที่แวบผ่านเข้ามาในความรู้สึกภายหลังชมภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้น



ในงานดังกล่าว หนูมอฯ กับน้องชายจากโต๊ะกล้องคนหนึ่ง มีโอกาสที่ได้ไปเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในรอบพิเศษรอบนี้กับเขาด้วยค่ะ

เป็นคนกลุ่มที่สองที่เดินเข้าไปในโรงหนังด้วยความรู้สึกไม่คาดไม่ฝัน เพราะตอนที่ไปถึงนั้น สอบถามแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า บัตรชมภาพยนตร์ได้รับการจองไว้หมดแล้ว ให้รอลุ้นผลตอนสี่โมงครึ่ง หากมีผู้ไม่เข้าชม ก็ค่อยมารับบัตรอีกที
อย่างไรก็ดี เมื่อถึงสี่โมงครึ่ง เราก็ได้รับบัตรกันมาคนละใบ






ภาพยนตร์เริ่มฉายราวๆ ห้าโมงครึ่ง เปิดตัวด้วยภาพท้องทุ่งในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่หมู่บ้านเชิงดอย ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตา คนบ้านนาอย่างหนูมอฯ เป็นอันมาก จากนั้นจึงค่อยๆ เล่าถึงเรื่องของคนชาวนา ซึ่งสู้อุตส่าห์มีโอกาสเข้ามาในกรุงเทพฯ ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวในพิธีได้เพียงไม่กี่เมล็ด กลับไปยังบ้านนา โดยได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ในนาข้าวนั้นจะปลูกแต่ข้าวของในหลวง เพื่อความเป็นสิริมงคล


แต่แล้วในวิถีชีวิตของ ชาวนา ย่อมไม่เป็นไปดังคาดหมาย เพราะหากจะสังเกตกันจริงๆ จนแม้ปัจจุบันคนชาวนา ซึ่งปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศ ก็ยังคงต้องประสบปัญหาต่างๆ มากมายเช่นเดิม ชาวนาอย่างครอบครัวของ "เสาคำ" กับลูก ๆ และ "บุญปั๋น" เพื่อนบ้าน ก็หลีกหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ความอัตคัดขาดแคลนแม้แต่น้ำที่จะดื่มจะกิน และยังรวมถึงความแล้งน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้หลายๆ ครั้งครอบครัวนี้แทบไม่มีแม้แผ่นดินจะอยู่อาศัยและข้าวสารที่จะกรอกหม้อข้าวในแต่ละวัน แถมพกด้วยบางคนก็ทนต่อความอดอยากแห้งแล้งไม่ไหว ต้องเลือกทางเดินชีวิตที่ผิดทางไปบ้างก็มี

แต่แล้วด้วยน้ำพระทัยและความห่วงใยจาก "พ่อฟ้าหลวง" ที่ทอดพระเนตรถึงความเดือดร้อนของประชาชนของพระองค์ กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโครงการหลวงต่างๆ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอุทิศกำลังเพื่อพัฒนาผืนดินแห่งนี้ให้ดีขึ้น ด้วยโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการแพทย์อาสา หรือโครงการฝนหลวงพระราชทาน ไปจนกระทั่งโครงการทุนเล่าเรียนหลวง และการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตำรวจตระเวณชายแดนทั้งหลาย ที่สุดแล้ว ก็ส่งผลให้ชาวนา - กระดูกสันหลังของชาติกลุ่มนี้พอจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง


แม้เนื้อหาของเรื่องฟังดูแล้วจะเรียบๆ เรื่อยๆ และเน้นให้เห็นถึงความทุกข์ทนของชาวนาที่เชิงดอย ที่บางครั้งเราแทบมองไม่เห็นถึงทางออกของชีวิตของพวกเขาดังกล่าว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สอดแทรกให้เห็นถึง "ความหวัง" ที่สวยงามที่พวกเขาเหล่านี้มี กับทั้งน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่แม้บางครั้งอาจมีจากบางคนน้อยไปนิด แต่หลายหนที่มีอยู่ท้นหลั่งจนท่วมใจ กับทั้ง "น้ำพระทัย" ของ "พ่อฟ้าหลวง" ที่ไม่มีแม้สักครั้งที่คนไทยจะไม่อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ รวมถึงภาพความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมของหนัง ไม่น่าเบื่อ และไม่เรียบเรื่อยเฉื่อยเกินไปจนไม่น่าดู และในบางช่วงบางตอนยังมีเรื่องราวให้คนดู "ลุ้น" และ "เอาใจช่วย" ตัวละครอย่างใจจดใจจ่ออีกด้วย

ในส่วนของบทภาพยนตร์ เรื่องนี้นับว่าดีเด่นมากๆ ในความคิดเห็นส่วนตัว หนูมอฯ คิดว่าการเขียนบทค่อนข้างต่อเนื่องแนบเนียน และแทบไม่มีจุดให้จับผิดได้สักเท่าไร ทั้งยังสร้างความน่าสนใจตรงที่ บทเน้นให้เห็นถึงความทุกข์ยากของตัวละครที่เป็นชาวนาอย่างแท้จริง บางช่วงบางตอน เรายังได้ลุ้นด้วยว่า แล้วพวกเขาเหล่านี้จะเอาข้าวที่ไหนมากินไปตลอดปี ในเมื่อต้องขายข้าวเหล่านั้นใช้หนี้ที่เกิดจากความแห้งแล้งที่ผ่านมาไปจนหมดจนสิ้น เพื่อรักษาแผ่นดินให้ยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม บทยังได้สร้างให้บรรยากาศไม่หดหู่จนเกินไป ด้วยการสอดแทรกบทสนทนาของตัวละครที่ซื่อๆ ออกจากหัวใจ และบางครั้งก็เสริมมุกตลกของตัวละครเอกเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยไม่โดดออกไปจากบทโดยรวม และไม่ขัดหูขัดตา







ในส่วนของตัวละครในเรื่อง อาจเพราะเรื่องนี้ได้นักแสดงคุณภาพอย่างคุณจรัล มโนเพ็ชรผู้ล่วงลับ มารับบท "เสาคำ" พ่อผู้เชื่อมั่นใน "ข้าวของพ่อฟ้าหลวง" และพ่อที่พยายามรักษาที่นาผืนที่อยู่มาตั้งแต่เกิดเอาไว้แม้จะต้องทุกข์ยากแสนสาหัส ทั้งยังมากด้วยน้ำใจที่มีต่อเพื่อนบ้าน การแสดงอย่างเข้าถึง และความสามารถในการถ่ายทอดบทด้วย "ภาษาถิ่นล้านนา" ทำให้คนดูเชื่อได้ว่า จรัล คือ เสาคำ ชาวนาผู้ทุกข์ทนพ่อของลูกสี่คนที่ต้องร่วมมือกันฝ่าฟันภัยแล้งจากทั้งธรรมชาติและทั้งจากใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองให้ได้

บุญปั๋น ซึ่งแสดงโดย คุณไกรลาส เกรียงไกร นับเป็นตัวละครเด่นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ภาพความทุกข์ยากของชาวนาในเรื่องนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งและสมบูรณ์ทีสุด อันที่จริงหากจะนับกันจริงๆ แล้ว การแสดงออกทางสีหน้าและแววตาของคุณไกรลาสทำให้รู้สึกว่าคุณไกรลาสเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ (คิดถึงคำว่า magic if สมัยที่เคยเรียนวิชาศิลปการละคอน กับอาจารย์สดใส ขึ้นมาทันที) และตัวละคร บุญปั๋น ตัวนี้ ก็ส่งให้เกิดความต่อเนื่อง และเหตุผลต่างๆ ในการดำเนินเรื่องและการตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

แม่เลี้ยง (จำชื่อนักแสดงไม่ได้จริงๆ ค่ะ แม้จะรู้สึกว่าคุ้นๆ หน้าเธอมากๆ และไม่แน่ใจว่าใช่คุณ นฤมล นิลวรรณ หรือไม่) เป็นตัวแสดงเด่นมากอีกหนึ่งตัวละคร ด้วยฝีมือในการแสดงบวกกับความสามารถในการถ่ายทอดภาษาถิ่นได้อย่างไม่ขัดหู ทำให้ตัวละครตัวนี้ได้รับการถ่ายทอดออกมาได้อย่างเด่นชัด และส่งให้เห็นถึงความทุกข์ยากของตัวละครในเรื่องตัวอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง ถ้าคุณเข้าไปดูบางทีคุณอาจจะรู้สึกเกลียดขี้หน้าของเธอในบทดังกล่าวจริงๆ ก็ได้ เพราะเธอแสดงได้ดีจริงๆ และเต็มที่กับบทนี้จริงๆ

สันติสุข พรหมสิริ กฤษณ์ ศุกระมงคล จินตะหรา สุขพัฒน์ และโรม อิศรา เป็นตัวละครที่แสดงได้เข้าถึงบท และงานนี้ต้องยกให้ความทะเล้น และการแสดงออกทางสีหน้าของสันติสุข พรหมสิริ ที่ขโมยซีนและกระชากอารมณ์คนดูได้ในหลายๆ ตอน ทำให้เรื่องไม่หดหู่ หรือเศร้าหมองจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ตัวละคร "เสาแก้ว" ที่จินตะหราเล่น น่าจะยังมีข้อบกพร่องในเรื่องของการใช้ภาษาถิ่น ซึ่งถ้าหูคนเมืองแต๊ๆ มานั่งฟัง อาจจะขัดหูขัดใจอยู่สักหน้อยยยยย แต่ก็พอฟังไปได้เรื่อยๆ เพราะฝีมือการแสดงของเธอ ทำให้เรามองเห็นภาพของสาวน้อยผู้ทุกข์ทนได้จริงๆ จังๆ

ตัวละครอีกสองสามตัว ที่ไม่ทราบชื่อผู้แสดงจริงๆ แต่อยากกล่าวถึง ก็คือ ตัวละครที่แสดงเป็น เมียของบุญปั๋น ผู้หญิงคนนี้แทบไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่ทุกครั้งที่กล้องโคลสไปที่หน้าของเธอ เราจะเห็นอารมณ์ทุกๆ อย่างที่เธอแสดงออกได้อย่างชัดเจนจริงๆ และประโยคที่ว่า "แม่เลี้ยงใจร้าย" เพียงประโยคเดียว ก็กระชากใจคนดูได้ทั้งโรงจริงๆ

เช่นเดียวกับตัวละคร "สะอาด" พี่ชายของ "เสาแก้ว" (จินตะหรา) ลูกชายของ "เสาคำ" (จรัล) เป็นอีกตัวหนึ่ง ที่มีบทบาทไม่มาก แต่ทุกครั้งที่กล้องจับไปที่หน้าและคำพูดในบทของตัวละครตัวนี้ ทำให้เรามองเห็นความเป็นนักแสดงที่แท้จริงของเขาอย่างเด่นชัด และเขายังเป็นตัวเด่นที่ส่งบทให้คนอื่นๆ ส่งต่ออารมณ์กันได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

"ประสิทธิ์" ลูกชายแม่เลี้ยง เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ที่เชื่อมต่ออารมณ์และความรู้สึกระหว่างคนแล้งน้ำใจกับคนทุกข์ยากได้ดีมาก นักแสดงท่านนี้ แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดคับข้องใจที่พูดไม่ได้ บอกไม่ถูกและไม่สามารถตัดสินใจอะไรที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้จริงๆ น่าเสียดายที่บท "ประสิทธิ์" นี้ ค่อนข้างน้อย และแทบไม่เห็นการตัดสินใจของเขาเลย ว่าเหตุใดภายหลังจึงห่างออกมาจาก "เสาแก้ว" หากมีการเชื่อมเหตุการณ์การตัดสินใจของตัวละครตัวนี้อีกสักนิด น่าจะยิ่งสมบูรณ์จริงๆ





ฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เน้นบรรยากาศตามความเป็นจริง และภาพถ่ายที่ soft กับมุมกว้างๆ ของท้องทุ่งเชิงดอย รวมถึงบนภูสูงในเรื่อง ดึงดูดความสนใจของผู้ชมที่สนใจเรื่องการถ่ายภาพอย่างหนูมอฯ ได้เป็นอย่างดี และมากกว่านั้น ยังช่วยเน้นให้ Theme เรื่องชัดเจนมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ส่งให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ และนำเสนอ "สาร" ได้อย่างชัดเจน

ดนตรีประกอบในเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่ได้รับการอัญเชิญเข้ามาสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร และนำมาเพื่อดำเนินเรื่อง รวมถึงเชื่อมต่อฉากต่างๆ ผู้ชมจะได้รับฟังบทเพลงอันไพเราะและมีความหมาย ซึ่งนำเข้ามาใส่ในเรื่องโดยที่ไม่ขัด และไม่ทำให้รู้สึกว่า ยัดเยียดอารมณ์แต่อย่างใด ซึ่งน่าชมทีมงานในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ในสมัยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย หนูมอฯ อาจจะยังเด็กมาก จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ จึงไม่ทราบว่า ในโรงภาพยนตร์ขณะนั้นเป็นอย่างไร แต่บรรยากาศในโรงภาพยนตร์ ๖ เมเจอร์ที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ตวันเสาร์ ค่อนข้างอบอุ่น แม้คนจะไม่เต็มโรง แต่ภายหลังภาพยนตร์จบ ก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง และมีผู้ยืนรอให้รายชื่อทีมงานต่างๆ ขึ้นมาจนครบอยู่มากมายด้วยกัน (นับเป็นเรื่องที่สอง ต่อจาก โหมโรง ที่หนูมอฯ เคยไปดูกับเพื่อนๆ ในห้องเฉลิมไทย คราวก่อนโน้นที่ได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้)





ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ กลับมาใคร่ครวญถึงคติที่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ ได้เคยกล่าวไว้เมื่อแรกตั้งโรงเรียนประถมกสิกรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่กล่าวว่า "ความเจริญเดินตามรอยไถ" แล้ว ทำให้คิดขึ้นมาว่า ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน คนไทยทุกคนลืม "รอยไถ" ที่อยู่นำหน้าปากท้อง ความอิ่มหนำสำราญ และความสุขของคนไทยทั้งปวงไปแล้วหรือไม่ หรือเราคิดใหม่ว่า "ความเจริญ" ของเมืองไทยนั้น เป็นคนละส่วนกับ "รอยไถ" ของชาวนากระดูกสันหลังของชาติไปแล้วกระมัง

ก็ยังหวังว่าคนไทยส่วนมากจะได้ไปซึมซับกับบรรยากาศดีๆ ความหวังที่งดงามของชาวนาไทย ในภาพยนตร์เรื่อง "ด้วยเกล้า" กันจริงๆ จังๆ อย่างน้อยเราก็จะไม่ลืมว่า "รากเหง้า" ของสังคมที่แท้จริง ยังคงอยู่ในส่วนใดของแผ่นดินไทยบ้าง และพวกเขาเหล่านั้นได้รับการเหลียวแลมากน้อยเพียงใดจากคนไทยส่วนใหญ่


สุดท้าย แอบผิดหวังจริงๆ จังๆ ที่ทราบว่า เรื่อง "ด้วยเกล้า" นี้ จะมีฉายเฉพาะใน กทม. และคนในเชียงใหม่ ที่พลาดชมเมื่อวันที่ ๒ กันยายนที่ผ่านมา จะไม่มีโอกาสได้ชมอีก นอกจากจะเดินทางไปชมที่กรุงเทพฯ นั่นแล


หากข้อความในบล็อกนี้ สื่อความเข้าใจที่ผิดพลาด หรือทำให้เกิดความเสียหายประการใดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ หนูมอฯ ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า และเนื่องจากกระทู้นี้ตั้งขึ้นโดยไม่ได้มีการร่างเนื้อหาไว้ก่อน จึงอาจตกๆ หล่นๆ ในส่วนของเนื้อหาที่จะสื่อ กับอาจมีข้อความบางข้อความที่วกวน ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




ภาพประกอบในบล็อกนี้ ถ่ายที่ทุ่งนาแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดตาก ค่ะ









ขอได้รับความขอบคุณจากแมวๆ พิคเจอร์เช่นเคยค่ะ















Create Date : 05 กันยายน 2549
Last Update : 5 กันยายน 2549 11:48:43 น. 9 comments
Counter : 1766 Pageviews.

 
อ่านแล้วซาบซึ้ง


โดย: แมวโคร่ง IP: 125.24.238.194 วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:12:00:37 น.  

 
ดูสบายตาดีจังครับ ชอบๆ


โดย: Noumy วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:12:34:47 น.  

 
ขอบคุณมากเลยครับสำหรับบทความดีๆ แล้วก็ภาพสวยๆ จากท้องนา


โดย: canx วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:20:31:49 น.  

 
อ้าว....คนหัวหินก็คงอดดูสิครับ

ป.ล. ทุ่งนาที่ตากบรรยากาศไม่แตกต่างกับทุ่งนาแถวหัวหินเลย


โดย: เต้าหู้หิมะ วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:21:03:05 น.  

 
สีเขียวของต้นข้าว มองทีไรก็สดชื่นทุกครั้ง รูปที่ 2 สวยทั้งท้องฟ้า ผืนนา และใบตาลที่ลู่ไปตามลมเลยนะครับ

เมื่อไรผมจะถ่ายได้สวยๆ ซักครึ่งนึงของแอนมั่งนะครับ



โดย: witxp (witxp ) วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:0:18:30 น.  

 
แถวนั้นเค้าปักดำกันเหรอป้า

แถวบ้านเราใช้หว่านเอาอ่ะ


โดย: นซล IP: 202.44.32.11 วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:14:41:30 น.  

 
สีสวยมากเลยครับ


โดย: \\ton\\ วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:19:12:54 น.  

 
แวะมาเยี่ยมค่ะ.
.
..
ขอ add blog ด้วยเลยนะคะ


โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 8 กันยายน 2549 เวลา:0:34:44 น.  

 
อาจารย์สบายดีไหมครับ สวัสดีปีใหม่นะครับ


โดย: นิลไกรสรสราญ IP: 125.26.201.145 วันที่: 2 มกราคม 2551 เวลา:12:14:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 

มรกตนาคสวาท
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




มายาแห่งมาหยา

ยินดีต้อนรับ...

สู่

บล็อกคนชอบถ่ายรูปฝีมือธรรมดาๆ
หน้าตาไม่ดี นิสัยไม่ดี
งานเยอะ ไม่มีเวลาพูดเล่นกับใคร
ไม่ประสงค์จะสนิทสนมกับคนแปลกหน้า




ผีเสื้อ
ชรัส เฟื่องอารมณ์



.....ผีเสื้อตัวน้อยน้อย
บินล่องลอยกลางพนาไพร
โผผินร่อนบินระเริงใจ
คลุกเคล้าดอกไม้ใจชื่นบาน



แสงแดดยามสายสาย
งามพร่างพรายต้องสายธาร
ฉาบทองเมื่อมองแสนตระการ
ผีเสื้อสุขสราญนะเจ้าเอย



***...ท้องฟ้าสีอำพัน
ผีเสื้อสุขสันต์มากเหลือ
เจ้าไม่คิดไม่ต้องหวัง
ดอกไม้ยังกูลเกื้อ
แสงแดดจุนเจือชีวี...



...อยากจะเป็นผีเสื้อตัวน้อย
บินล่องลอยเสรี
สีสันดุจอัญมณี
สุขใดหรือจะมีเช่นผีเสื้อ



***...ท้องฟ้าสีอำพัน
ผีเสื้อสุขสันต์มากเหลือ
เจ้าไม่คิดไม่ต้องหวัง
ดอกไม้ยังกูลเกื้อ
แสงแดดจุนเจือชีวี...



...อยากจะเป็นผีเสื้อตัวน้อย
บินล่องลอยเสรี
สีสันดุจอัญมณี
สุขใดหรือจะมีเช่นผีเสื้อ

... สุขใดหรือจะมีเช่นผีเสื้อ...




เพลงผีเสื้อ




งานที่มีการเขียนลงบน WEB SITE แล้วส่งผ่านอินเตอร์เนตนั้นถือว่าเป็น สิ่งเขียนซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของงานวรรณกรรม ดังนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15) หากผู้ใดต้องการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (มาตรา 27) การดัดแปลงงานจากอินเตอร์เนตเป็นภาษาไทย จึงต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการคุ้มครองอัตโนมัติ เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ที่มาของข้อความ:เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา







New Comments
[Add มรกตนาคสวาท's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com