ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากประเทศออสเตรเลียค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
วันวานไม่หวนกลับ 2

กลับมาแล้วค่ะ ดูหนังกับเพื่อนเสร็จแล้ว ตอนนี้แชร์บ้านอยู่กับเพื่อนต่างชาติห้าคน จะได้คุยกันก็ตอนทำอาหาร หรือไม่ก็ดูหนังหลังอาหารเย็น หลังจากนั้นต่างคนก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ บ้างก็ทำงานจนถึงเช้า บ้างก็นอน เอาล่ะค่ะ ต่อจากตอนที่แล้ว พอมาถึงเมืองเพิร์ธประเทศออสเตรเลีย ก็รู้สึกชอบทันทีที่ไปถึง อากาศหนาวมาก (ณ ตอนนั้น เพราะเพิ่งไปครั้งแรก) รถของมหาลัยมารับ และพาไปส่งที่พัก ซึ่งเลือกอยู่โฮมสเตย์ ตอนนั้นปี ค.ศ. 2003 เดือนกันยา อาหารรวมสามมื้อ บวกค่าที่พัก ตกอยู่ที่สองร้อยเจ็ดสิบเหรียญต่ออาทิตย์ พอไปถึงใหม่ ๆ ก็ไม่ได้รุ้สึกว่ามันแพงอะไร เนื่องจากบ้านอยู่ห่างจากทะเล เดินห้านาทีก็ถึงแล้วค่ะ หรือชะโงกหน้าออกไปหน้าบ้าน มองไปทางทิศตะวันตก ก็เห็นมหาสมุทรอินเดียแล้ว รู้สึกชอบมาก เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิง อายุตอนนี้ก็ 82 ปีแล้วค่ะ เป็นคนคล่องแคล่ว พูดจาเก่ง มารยาททางสังคม เช่นการออกไปงานเลี้ยง เต้นรำ หรือจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เนี้ยบมากค่ะ ไปถึงวันแรกก็ตีสามแล้ว คุณเจ้าของบ้านก็อุตส่าห์รอ เปิดฮีดเตอร์ให้ด้วยเพราะเค้ารู้ว่าเราจะต้องหนาวมาก ซึ่งก็จริงค่ะ ลมทะเลพัดกระทบหน้าต่างดังทั้งคืน นอนตัวขดจนปวดหลัง ก่อนนอนคุณเค้าก็มาทำความตกลงกับเราเรื่องการอยู่บ้านเค้า หนึ่งคือ อาบน้ำได้ห้านาที ซักผ้าอาทิตย์ละครั้ง ห้ามพาผู้ชายมานอนที่บ้าน ห้ามสูบบุหรี่ และเค้าจะทำอาหารให้เราเอง เค้าบอกว่าอาหารเอเชีย ผัดทอดเยอะ ครัวเค้าเปื้อน และเปลืองแก็สค่ะ ส่วนตัวเป็นคนง่าย ๆ ใครให้ทำอะไรก็ทำ ก็เลยหยวน ๆ พอตื่นเช้ามา เค้าก็ขับรถเต่าสีเหลืองคันเก่ง มีสติ๊กเกอร์ของประเทศสวีเดน ติดอยู่หลังรถ เราเห็นแล้วก็ทึ่ง อู้หู คุณยาย ก่อนสตาร์ทรถเค้าเข้าเกียร์ถอยหลังไว้ พอสตาร์ทเครื่องติด ก็ออกรถเลยค่ะ เปรี้ยวจริงๆ คุณยาย

คุณเค้าพาไปดูซุปเปอร์มาร์เก็ต และถามเราว่าเราชอบอะไร อยากทานอะไร ดิฉันก็ยังงง ๆ ว่าอะไรมันคืออะไร เป็นภาษาอังกฤษลานตาไปหมด เค้าก็เลยเลือกให้ เค้าก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากนะคะ ให้พอทานไปเป็นมื้อ ๆ ตอนท้ายบอกด้วยว่า เงินที่เราหมดไปกับการกิน อาจจะพอซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวได้เลย เค้าทำอาหารปริมาณพออิ่ม ไม่มีต่อก๊อกสอง อาหารเช้า กลางวันมักจะเป็นขนมปัง ชีส และชา เย็น ๆ ก็เป็นสลัด หรือนาน ๆ จะทำอาหารจำพวกแป้ง อีกวันรุ่งขึ้น ก็พาดิฉันขึ้นรถไฟไปโรงเรียนภาษา ตอนที่นั่งไปครั้งแรก แทบจะไม่ได้ดูวิวข้างทางเลย นั่งจำชื่อสถานีตลอด จำด้วยว่าต้องลงด้านไหน แล้วเดินไปไหนซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะที่ทำได้แบบนั้น เพราะอีกวัน คุณเค้ามาเคาะประตู บอกว่าวันนี้ไปเองนะ เมื่อวานพาเธอไปดูแล้ว คิดว่าเธอน่าจะไปได้เอง ดิฉันแอบกรี๊ดในใจ จะไปได้ไหมนี่ ตอนอยุ่เมืองไทยขนาดรู้ทาง บางทีพ่อยังพาไปส่งเลย

ปรากฎว่าพอขึ้นรถไฟ ดิฉันไม่ยอมนั่งเลยค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีที่ว่างเหลือเยอะก็ตาม กระจกประตูเป็นฝ้าเพราะลมหายใจดิฉัน เนื่องจากเอาหน้าไปจ่อ เพื่อที่จะดูป้าย ประกอบกับความระแวงส่วนตัว ว่าประตูจะปิดก่อนที่เราจะได้ออกไป สรุปก็ยืนประมาณ หกสถานีค่ะ แล้วก็เดินไปโรงเรียนภาษา เจ้ากรรมฝนดันตกซะนี่ คว้าร่มออกมาจากกระเป๋า ยังไม่ทันจะได้อาศัยร่มกันฝน พอกางปุ๊บร่มเจ้ากรรมก็สะบัดขึ้นด้วยแรงลมไงคะ หน้าก็รับละอองฝนชุ่มฉ่ำ ก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ ดูคนอื่นเค้าใส่เสื้อกันฝน ไม่ก็ใช้ร่มคันใหญ่แบบทนทานต้านแรงลมได้ ส่วนตัวดิฉันก็กลายเป็นลูกหมาตกน้ำ เดินตากฝนไปเรียน วันแรกของการเรียนภาษา ก็เป็นไปด้วยความอับชื้นและอับอาย เนื่องจากรองเท้าและกางเกงมันไม่แห้งดี พอตกบ่ายก็เริ่มส่งกลิ่นตุ ๆ แบบผ้าไม่แห้งน่ะค่ะ สรุป วันแรกก็เลยเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ขาดความมั่นใจไปเลย

ถึงตอนนี้จะขอรวบยอด ประสบการณ์ที่โรงเรียนภาษานะคะ ว่าโดยรวมแล้วเป็นอย่างไร ผู้อ่านที่เคยมาเรียนที่ออสเตรเลีย คงจะมีประสบการณ์คล้ายๆ กับของดิฉัน ระหว่างเรียนก็จะมีกิจกรรมทัศนศึกษา พานักเรียนต่างชาติชมบ้านชมเมืองเค้า เช่นพิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ และที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ซึ่งน่าไปนะคะ เพราะหนึ่งได้เจอเพื่อนใหม่ๆ สองค่าตั๋วเข้าชมถูกกว่าราคาปกติ สามเราไม่ต้องเดินทางไปเอง มีรถบริการให้ตลอด สิ่งที่เราต้องเตรียมไปที่ขาดไม่ได้ ก็คงจะเป็นกล้องถ่ายรูป น้ำดื่ม และอาหารกลางวันค่ะ เตรียมไปเองก็จะทุ่นค่าใช้จ่าย แต่ถ้าไม่อยากหอบหิ้วอะไรไป ก็ซื้อแซนวิชตามร้านทั่วไป ตกประมาณ สี่ถึงห้าเหรียญขึ้นไป ส่วนน้ำดื่ม เราก็ใช้ขวดพลาสติก หรือกระติกน้ำ ใส่น้ำจากก๊อกแบบบ้านเราน่ะค่ะ ซึ่งน้ำเค้าก็สะอาดใช้ดื่ม ซักล้างได้ ก็ประหยัดไปได้เยอะ เพราะน้ำหนึ่งขวด ก็ตกประมาณสองถึงสามเหรียญแล้วค่ะ เก็บเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าตั๋วรถบัส รถไฟจะดีกว่า

การเรียนการสอนที่โรงเรียนภาษา ค่อนข้างจะเข้มข้นนะคะ เนื่องจากดิฉันลงเรียน Direct Entry เป็นเวลาสี่เดือน ซึ่งพอเรียนจบแล้ว ต้องสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะเข้ามหาลัยได้เลย ไม่ต้องไปสอบ TOEFL หรือ IELTs อีก เรียนตั้งแต่แปดโมงครึ่ง เลิกสี่โมง เหมือนเรียนมัธยมบ้านเรา การบ้านก็เยอะ เนื่องจากมีการให้ฝึกเขียน และอ่าน เพื่อที่เราจะได้แสดงความคิดเห็นต่อบทความ หรือข้อเขียนในวันรุ่งขึ้น เพื่อนร่วมชั้นเรียนมี ชาวอินโดนีเซีย จีน ไทย บังคลาเทศ และญี่ปุ่น โต๊ะเรียนจัดเป็นครึ่งวงกลม และอาจารย์สอนอยู่หน้าชั้น มีการฝึกแสดงความคิดเห็นทุกวัน ซึ่งนักเรียนก็ต้องขยันทำการบ้านโดยการอ่านข้อความที่อาจารย์ให้มาในแต่ละวัน ถ้าไม่อ่าน วันรุ่งขึ้นก็จะไม่มีอะไรไปนำเสนอ ซึ่งเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่งนะคะ เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมแบ่งปันความคิดในเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งแรก ๆ ดิฉันเองก็เกือบจะเข้าข่ายนั้นเหมือนกัน เนื่องจากเป็นคนไม่กล้าแสดงออก มักจะเคยชินกับคำว่าถูกผิดเสมอ มัวแต่กังวลว่า ถ้าพูดไปแล้วมันผิด หรือความคิดเรามันใช้ไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว การที่เราแสดงความคิดเห็นนั้น ไม่มีใครมาตัดสินใจว่าถูกหรือผิดหรอกค่ะ ถ้าคุณมีหลักฐานมาสนับสนุนความคิดของคุณเพียงพอ ถ้าคุณบอกได้ว่าที่คุณคิดแบบนี้ เพราะอะไร พูดไปเถอะค่ะ ชนไปเลย ถึงจะพูดไม่ถูกไวยากรณ์ หรือคนฟังทำหน้างง ๆ ก็อย่าตื่นตระหนกตกใจ ก็แหม คุณพ่อคุณแม่ดิฉัน ก็คนไทย เมืองนอกก็ไม่ค่อยได้ไป จะให้ลูกพูดภาษาอังกฤษปร๋อแบบเจ้าของภาษา ก็คงจะเป็นอัจฉริยะแล้วล่ะค่ะ พักหลังมันมีความจำเป็นหลายอย่าง ที่ดิฉันต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะตอนหลงทาง ถามทาง ซื้อของ คุยกับเจ้าของบ้าน รับโทรศัพท์ ดิฉันก็เริ่มที่จะมีความกล้าขึ้นเรื่อย ๆ ในการสนทนา หรือแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน มีหลาย ๆ ครั้ง หรือทุกวันนี้ก็ยังพูดผิดอยุ่นะคะ แต่ตราบใดที่คนฟัง เข้าใจว่าเราต้องการสื่อสารอะไร ก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ ขอแค่ให้รู้ว่าวันนี้เราพลาดอะไรไป พรุ่งนี้ก็แก้ไขได้ค่ะ

นอกจากการฝึกเขียนและอ่านแล้ว ก็ยังมีการฝึกให้ทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะฝึกให้เรามีความอดทน และให้โอกาสเพื่อนร่วมกลุ่มแล้ว ยังท้าทายความสามารถทางด้านการเป็นผู้นำได้ด้วยนะคะ กฎในการแบ่งกลุ่มนั้น อาจารย์จะพยายามแยกนักเรียนชาติเดียวกันให้อยู่คนละกลุ่ม เพื่อป้องกันการขยายอำนาจ และหลีกเลี่ยงการพูดภาษาอังกฤษ คุณผู้อ่านลองนึกเล่น ๆ นะคะ ถ้าเพื่อนคุณคุยภาษาจีนกันหมด แต่เราฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง เราจะรู้สึกเหมือนโดนกีดกัน และรู้สึกระแวงว่าเอ๊ะ นินทาเรารึเปล่า โดยส่วนตัวดิฉันคิดว่า ถ้าทำงานอะไรก็ตาม โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันเช่นการทำงานกลุ่ม เราควรจะเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มเท่า ๆ กันจริงไหมคะ การทำงานกลุ่ม แน่นอนค่ะจะใช้เวลามากกว่าการทำงานเดี่ยว ในระยะเริ่มต้น ต้องศึกษานิสัยใจคอแต่ละคน รวมทั้งรู้ทางหนีทีไล่ เนื่องจากบางคนขยันซึ่งก็ดีไป แต่บางคนอาจจะเกิดอาการต่อต้านโดยการที่ไม่ทำอะไรเลย หรือยึดถือความคิดตนเป็นใหญ่ ก็จะใช้เวลาในการต่อรองมากหน่อย ดังนั้น ทางที่ดี เมื่อมีงานกลุ่ม ควรจะเริ่มหาข้อมูลกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ปรึกษากันตั้งแต่เนิ่น ๆ ทางที่ดี แต่งตั้งผู้นำกลุ่มเพื่อที่จะได้ติดตามผลงานก็ดีนะคะ ทำงานกลุ่ม กลุ่มก็มาจากคนสองคนขึ้นไปค่ะ มีชีวิต จิตใจ อะไร ๆ ที่กระทบใจ ก็มีผลกับคนในกลุ่ม ประสบการณ์ชีวิตก็มีส่วนนะคะ อย่างกลุ่มดิฉัน มีคนจีน คนอินโด ซึ่งก็เก่งทั้งคู่ แต่ฟากคนจีนจะออกไปทางรั้น ๆ นิดหน่อย มีร้อยให้เต็มร้อย ไม่ค่อยจะเหลือที่ใครคนอื่น ส่วนคนอินโด จะรวดเร็ว รอบคอบ ส่วนดิฉัน ใครว่าไงก็ว่าตามกัน เป็นผู้ตามที่ดี ทำไงก็ได้ ให้มันเสร็จ ๆ ไป แต่จะหนักไปทางคนอินโดมากกว่า เพราะเค้าตั้งใจฟังความคิดเห็นเรามากกว่า ให้เกียรติเราโดยแบ่งงานให้เราทำ และพยายามแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับงานของเรา คือ ปล่อยให้เราทำด้วยตัวเองก่อน จากนั้นก็ติดตามผลน่ะค่ะ ส่วนเพื่อนคนจีน เค้าจะกำหนดให้เราเลย ว่าเธอทำแบบนี้นะ ตามความคิดของฉัน เพราะฉันคิดว่ามันควรจะเป็นไปในทิศทางนี้ ทำงานกลุ่มก็เหมือนทำงานในบริษัทล่ะค่ะ เราเองก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยความรู้อะไร พอจะมีประสบการณ์ชีวิตมาบ้างเหมือนกัน ทำไม ความคิดเห็นของดิฉันจะต้องถูกควบคุมด้วย ความคิดของดิฉัน ไม่เคยมีตำรา หรือทฤษฎีเล่มไหนมาบอก ว่ามันใช้ไม่ได้นอกจากคุณจะคิดเอาเองว่ามันใช้ไม่ได้จริงไหมคะ ความคิดคนเรามันแตกต่าง ซึ่งก็มีผลมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน การเลี้ยงดู การเรียนรู้ สภาวะสังคมเศรษฐกิจที่ต่างกัน ก็ทำให้เราคิดต่างกันได้ ทางที่เราควรจะน้อมรับความคิดเห็นนั้น แล้วศึกษาลงไปให้ลึก ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ความคิดเราต่าง รองเท้าคู่นี้ที่คุณว่าดี สำหรับดิฉันอาจจะไม่ดี เพราะดิฉันไม่มีเท้า จริงไหมคะ สรุป การทำงานกลุ่มก็เป็นไปด้วยความขรุขระเป็นระยะ ๆ แต่ก็จบไปด้วยดี เนื่องจากมีตัวกลางที่ดีซึ่งเป็นคนอินโด เพื่อนคนนี้มีภาวะความเป็นผู้นำสูง เป็นคนกลางที่ดิฉันและเพื่อนคนจีน รู้สึกไว้ใจ และสบายใจที่ได้คุยด้วย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็คงเรียกว่า Charismatic นั่นเอง เพิ่งจะรู้ทีหลังตอนเรียนจบคอร์สแล้ว ว่าเพื่อนอินโดเค้าทำงานมาหลายปีแล้วค่ะ เป็นเอเจนซี่บริษัทโฆษณา คล่องแคล่วปราดเปรียว โน้มน้าวเก่ง รับฟังปัญหาเก่ง นี่แหละค่ะ ที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ว่าประสบการณ์การทำงาน มีผลมาก เมื่อคุณกลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง



Create Date : 16 ตุลาคม 2551
Last Update : 31 มกราคม 2552 21:55:31 น. 0 comments
Counter : 186 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Indian Butterfly
Location :
Melbourne Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน เคยติดตามอ่านบล็อกมาหลายสำนัก ก็เล็งเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ อ่านแล้วได้ความรู้สารพัดอย่าง เลยคิดว่าดิฉันควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ที่เคยคิดว่าจะเป็นครู พยาบาล นางสาวไทย ก็คิดนานซะจนอายุล่วงเลยมาจะสามสิบ จะไปสมัครงานที่ไหนใครก็คงไม่รับ นางงามไม่ต้องพูดถึง แต่มิสคานทองยังพอไหวนะคะ พออ่านมาก ๆเข้า ก็เกิดไอเดีย ว่าการเขียนก็เป็นการแบ่งปันเหมือนกัน วัตถุดิบก็มาจากประสบการณ์ ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขาย ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้เสียเวลา ใครอยากอ่านก็อ่าน อยากแสดงความคิดเห็นก็เชิญ รู้สึกว่าเป็นอิสระ และมีความเป็นส่วนตัวดี แถมอาจจะยังให้ประโยชน์ (อันน้อยนิด) ไม่มากก็น้อย

ดิฉันจะนำเสนอ เรื่องราว ประสบการณ์ที่คั่งค้างอยู่ในความทรงจำ ที่พูดไม่ออก บอกคนใกล้ชิดไม่ได้ แต่บอกผ่านตัวกลางแล้วสบายใจ แอบเข้าข้างตัวเองค่ะ ว่าเราคงมีพรสวรรค์ด้านการถ่ายทอดอยู่บ้างล่ะน่า น่าจะมีคนติดตามอ่าน หรือรู้สึกชอบเรื่องราวบางตอนบ้างก็ได้ ลองอ่านกันเลยดีกว่า รู้สึกไม่ดี ไม่ชอบอย่างไร คอมเม้นต์กันได้นะคะ ไม่โกรธไม่เคือง เปิดกว้างทางความคิดค่ะ

ผุ้อ่านท่านใดชอบอ่านบล็อกนี้ก็ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะ ส่วนท่านที่คิดว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีรับคำติชมเสมอ
Friends' blogs
[Add Indian Butterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.