ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากประเทศออสเตรเลียค่ะ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
15 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
วันวานไม่หวนกลับ 8

จากบ้านเกิดเมืองนอนมาแรก ๆ แต่ละคนก็คงมีอาการห่างบ้านต่าง ๆ กันไป ดิฉันไม่ได้รู้สึกคิดถึงบ้านมากเท่าไหร่ มีแต่จะตื่นเต้นไปกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ ๆ ทุกครั้งที่โทรกลับบ้านก็จะมีเรื่องตื่นเต้นผจญภัยให้ทางบ้านฟังซะมากกว่าที่จะร้องไห้คิดถึงบ้าน คงจะเป็นด้วยว่ายังไม่เคยเจออะไรหนัก ๆ นอกจากจะไม่คิดถึงบ้านแล้ว ก็พาลจะลืมแฟนทางเมืองไทยไปด้วย ก่อนขึ้นเครื่องร้องไห้กันแทบตาย มีพร่ำพรรณาว่าเค้าจะอยู่ยังไง ใครจะไปกินข้าวกับเค้า แล้วใครจะไปรับตอนเย็นหลังเลิกงาน สารพัดสารเพ มานั่งนึกตอนนี้ก็ขำ ๆ ว่าอะไรที่ยังไม่เห็น ไม่เกิดขึ้นเนี่ย สามารถทำให้คนเราคิดกังวลล่วงหน้าไปได้มากมายเหลือเกิน ที่รู้สึกลืม ๆ ไม่ใช่ว่าเจอคนใหม่หล่อกว่า รวยกว่า หรือว่ารังเกียจอะไรนะคะ เหมือนกับว่า ใช้ชีวิตเมืองนอกคนเดียว ลุยเดี่ยวเนี่ยมันต้องแกร่งขึ้นกว่าตอนอยู่กับพ่อแม่หลายเท่าตัว พอเริ่มใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้แล้ว ก็มานั่งนึก แล้วจะรีบมีแฟนไปทำไมกัน จะง้อผู้ชายไปทำไมกัน เหมือนกับรู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าจริง ๆ นั่งทานข้าวคนเดียว ชอปปิ้งคนเดียว ทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องไปพึ่งใคร

พอพัฒนาศิลปะการอยู่ได้ด้วยตนเองไปได้ระดับหนึ่ง มันก็เกิดความท้าทาย อยากที่ลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง พอคุยโทรศัพท์ทางไกลกับว่าที่อดีตหวานใจ ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า แล้วจะรีบแต่งไปทำไม จะยื้อกันไว้ทำไม จะต้องห่วงกันทำไม แถมยังมีความแตกต่างทางด้านการใช้ชีวิตที่มันเริ่มจะชัดขึ้น ว่าจริง ๆ เราต่างกันนะ เพียงแต่ตอนอยู่เมืองไทย ฉันดูไม่ค่อยออกว่ามันต่างกันอย่างไร ตอนนี้เริ่มชัดเจนขึ้นแล้วล่ะ เป็นเพื่อนกันดีกว่าไหม ความต่างที่ว่าก็คือ พอดิฉันเริ่มมาเรียนเมืองนอก เห็นช่องทางดีสำหรับแฟน เพราะเป็นคนเรียนเก่ง หัวดี ก็คาดหวังว่าน่าจะมาเรียนต่อโทด้วยกัน เพื่อที่ว่าเรียนจบไป จะได้ช่วยกันทำมาหากิน ความรู้ทัดเทียมกัน เราเห็นอะไรดี ๆ ก็อยากให้แฟนได้สิ่งนั้นตามไปด้วย ถ้าแปลอีกอย่างก็คือ ดิฉันเริ่มคาดหวังในตัวแฟนมากขึ้น และอยากจะเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เท่าเทียมกับที่ดิฉันเป็นอยู่ตอนนี้ ก็เลยกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าฉันเธอดีเกินไป แต่พอเราก้าวไปข้างหน้าหลาย ๆ ก้าว แล้วย้อนกลับไปดู ทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ มันเร็วไปที่จะแต่งกับคนนี้ และก็รู้สึกว่าจริง ๆ คนนี้ไม่น่าจะใช่สำหรับเรา ให้เวลาความรัก ให้เวลาและอิสระต่อคนรักสักระยะ เพื่อที่จะได้ค้นหาตัวเอง ก็ดีนะคะ ไม่เร่งรัดด้วย เหมือนกับว่า ทุกช่วงชีวิตที่ผ่านไป ประสบการณ์มันก็ทำให้เราเปลี่ยนไปด้วย ก็อาจจะเศร้า ๆ ช่วงแรก ๆ นะคะ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม พอมีการเปลี่ยนแปลง ก็ใช้เวลาปรับตัวระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็จะได้ประสบการณ์เป็นบทเรียนสำหรับอนาคตข้างหน้า

ก็เป็นโสดมาประมาณครึ่งปี สรวลเสรเฮฮากับเพื่อนที่โรงเรียนภาษา เพื่อนที่มหาลัย ก็เริ่มจะมีความรู้สึกเหงา ๆ น่ะค่ะ พออะไร อะไร มันลงตัวเกือบทุกอย่างแล้ว จากที่สนุกกับเพื่อนในกลุ่ม ก็อาจจะมีการคุยกับเพื่อนแบบส่วนตัวบ้าง พอคุยกันนาน ๆ เข้า จากอาทิตย์ละวันสองวัน คราวนี้ก็โทรคุยกันแทบทุกคืน การกระทำมันชัดเจนมากว่าต้องใช่แน่เลยคนนี้ จะไปเที่ยวทะเล ขึ้นเขา กินเหล้า มันก็มีความสุขไปเสียหมด พออะไรลงตัวก็วางแผนอนาคต เพราะคิดว่าเจอคนที่ใช่ คนที่ทัดเทียม คนที่สามารถเป็นผู้นำเราได้ มันมีการเปรียบเทียบน่ะค่ะ ว่าจากครั้งทีแล้ว เราขาดอะไรไป ตอนนี้รู้แล้วว่าเราต้องอะไร แต่สิ่งที่ไม่ลงตัวคงจะเป็นเรื่องเวลา คือ เวลากับระยะทาง ควรจะเป็นอะไรที่สมดุลกันมาก ๆ เพราะสองอย่างนี้ บางทีทำให้ความรักคลาดเคลื่อนไปได้เหมือนกัน เหมือนกับว่า ถ้าใช่แล้วควรจะคว้าเอาไว้ หรือควรที่จะมีโอกาสอยู่ด้วยกัน เรียนจบพร้อมกัน เพื่อที่ว่าจะได้อยู่ใกล้ ๆ กันไม่ว่อกแว่ก

ในกรณีดิฉัน เป็นคนลืมง่าย ในกรณีที่รักแล้ว ลงตัวแล้ว แต่ไม่มีการผูกมัด หรือไม่ได้อยู่ประเทศด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงสำหรับดิฉันมีค่อนข้างสูงค่ะ
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือ ดิฉันมาเจออีกคนที่นี่ แต่ไม่รู้พื้นฐาน การใช้ชีวิตครอบครัวของกันและกัน ทางเมืองไทย จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ เพราะถ้าเจอแฟนหรือเนื้อคู่อะไรก็แล้วแต่ ที่นี่คนไทยน้อย ความเหงาค่อนข้างมาก เมื่ออยู่กันแค่สองคน ก็ทำให้ความสัมพันธ์มันจะดูมากกว่าปกติกว่าตอนที่อยู่เมืองไทย อยุ่กันสองคน ไม่มีพ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน มันก็ทำให้รัก ผูกพัน กันมาก แต่จริง ๆ แล้ว มันเหมือนกับเป็นสิ่งลวงตาไปด้วย สิ่งที่จะช่วยเราให้พ้นความรู้สึกรักมาก ๆ ก็คงจะเป็นการให้เวลาและโอกาสแก่ตัวเราอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะได้ศึกษาอีกฝ่าย ให้แน่ชัด ว่าถ้าเรากลับไปใช้ชีวิตเมืองไทยแล้ว สิ่งที่เราตอนนี้ที่เมืองนอก มันเป็นวิถีชีวิตจริง ๆ ของเราหรือเปล่า

ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ ถ้าอยู่เมืองนอกแน่นอน มีเวลาให้แฟน 24 ชั่วโมง อยากทำอะไร อยากได้อะไร หาให้ได้ ทำให้ได้ แต่พอกลับเมืองไทย จากตัวตนหนึ่งตัวตน ก็จะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ให้เพื่อนสมัยมัธยม สมัยปอตรี ให้พ่อแม่ครอบครัว สิ่งที่ตามมาก็คือการปรับตัวของเราให้เข้ากับสังคมเค้าให้ได้ด้วย พอกลับไปเมืองไทย จากที่ไม่ค่อยเที่ยว ไม่ค่อยดื่ม ก็ต้องไป เพราะสังคมมีอิทธิพลค่อนข้างมาก ถ้าญาติชวนไปต่างจังหวัด ก็ต้องไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ดิฉันยังต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกมาก ๆ เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ครอบครัว แต่ส่วนมากแล้วจะไม่รอด เพราะดวงจะได้กลับมาเมืองนอกอีก ก็ต้องมีอันพลัดพรากจากกันอีกรอบ



Create Date : 15 ธันวาคม 2551
Last Update : 17 ธันวาคม 2551 17:35:55 น. 1 comments
Counter : 225 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ เข้ามา blog นี้ได้ไงไม่รู้ แต่เข้ามาแล้ว อ่านรวดเดียวจบเลย

รออ่านตอนที่ 9 นะค่ะ


โดย: LIN IP: 58.9.91.183 วันที่: 25 มกราคม 2552 เวลา:18:25:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Indian Butterfly
Location :
Melbourne Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน เคยติดตามอ่านบล็อกมาหลายสำนัก ก็เล็งเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ อ่านแล้วได้ความรู้สารพัดอย่าง เลยคิดว่าดิฉันควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ที่เคยคิดว่าจะเป็นครู พยาบาล นางสาวไทย ก็คิดนานซะจนอายุล่วงเลยมาจะสามสิบ จะไปสมัครงานที่ไหนใครก็คงไม่รับ นางงามไม่ต้องพูดถึง แต่มิสคานทองยังพอไหวนะคะ พออ่านมาก ๆเข้า ก็เกิดไอเดีย ว่าการเขียนก็เป็นการแบ่งปันเหมือนกัน วัตถุดิบก็มาจากประสบการณ์ ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขาย ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้เสียเวลา ใครอยากอ่านก็อ่าน อยากแสดงความคิดเห็นก็เชิญ รู้สึกว่าเป็นอิสระ และมีความเป็นส่วนตัวดี แถมอาจจะยังให้ประโยชน์ (อันน้อยนิด) ไม่มากก็น้อย

ดิฉันจะนำเสนอ เรื่องราว ประสบการณ์ที่คั่งค้างอยู่ในความทรงจำ ที่พูดไม่ออก บอกคนใกล้ชิดไม่ได้ แต่บอกผ่านตัวกลางแล้วสบายใจ แอบเข้าข้างตัวเองค่ะ ว่าเราคงมีพรสวรรค์ด้านการถ่ายทอดอยู่บ้างล่ะน่า น่าจะมีคนติดตามอ่าน หรือรู้สึกชอบเรื่องราวบางตอนบ้างก็ได้ ลองอ่านกันเลยดีกว่า รู้สึกไม่ดี ไม่ชอบอย่างไร คอมเม้นต์กันได้นะคะ ไม่โกรธไม่เคือง เปิดกว้างทางความคิดค่ะ

ผุ้อ่านท่านใดชอบอ่านบล็อกนี้ก็ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะ ส่วนท่านที่คิดว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีรับคำติชมเสมอ
Friends' blogs
[Add Indian Butterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.