ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากประเทศออสเตรเลียค่ะ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
11 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
วันวานไม่หวนกลับ 7

จากประสบการณ์การทำงานหารายได้พิเศษระหว่างเรียน ดิฉันก็ได้ข้อคิด หลายแง่ ต่างมุมมอง แล้วแต่อารมณ์ลุ่มๆดอนๆ เป็นอะไรที่ส่วนตัวมาก ๆ อาจจะสุดโต่งไปบ้าง ก็ขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้นะคะ

1. ความพร้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าสถานะเป็นนักเรียน ดิฉันเลือกที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเรียนก่อน ก่อนที่จะไปหางานพิเศษ เพราะลงทุนเป็นหลักแสน - หลักล้าน เพื่อจุดประสงค์หลัก คือการเรียน ความรับผิดชอบอันดับหนึ่งก็คือ การเรียน งานพิเศษไม่ควรจะทำการเรียนเราเสีย เพราะถ้าเทียบรายได้จากงานพิเศษ (โดยเฉพาะงานร้านอาหาร) เป็นจำนวนน้อยมาก เพราะจ่ายเรตต่ำกว่าค่าแรงฝรั่ง

2. การทำงานไม่ว่าที่ไหน เพื่อนร่วมงานก็มีหลากหลาย มีความรับผิดชอบมากน้อย มีปัญหากันมากน้อย ที่ดิฉันเคยทำก็แบบว่าหวังดี ไปเป็นศิราณีแต่พอฟังปัญหาคนอื่นมาก ๆ พาลทำให้เราเครียดไม่อยากทำงานซะดื้อ ๆ ทางที่ดี เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ อย่าไปเป็นพรรคพวกใคร คิดซะว่า ถ้าเรารักนาย นายเราดี ทำงานให้คุ้มกับที่เค้าจ้างเรา ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน จะได้ไม่ต้องคิดมาก คิดเสมอว่าที่เราทำงาน ก็เพื่อพ่อแม่เรา จะได้ทุ่นค่าใช้จ่าย พ่อแม่ภูมิใจที่เราหาเลี้ยงตัวเองได้บ้าง เมื่อไหร่ที่เราเลือกข้าง ไม่นานนักคนที่เคยตีกัน เค้าก็จะจูบปากกัน จะด้วยสัจธรรมอะไรก็แล้วแต่ กับคนบางพวก ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร สามวันด่ากันครัวจะระเบิด ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงก็คุยกันคิกคัก ถ้าเลือกข้าง ฟังคนอื่นมาก หัวเราก็เน่าโดยปริยาย อยู่ตรงกลางดีที่สุดล่ะค่ะ อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ต้องใส่ใจ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกค่ะ มันเป็นชีวิตเรา ตราบใดที่นายไม่ไล่เราออก ใครมันก็ทำให้เราออกไม่ได้ นอกจากว่าเราจะเป็นคนเดินออกไปเอง

3. ถ้ามีงานอื่นที่ตรงกับสายที่เราเรียนมา อย่าลังเลนะคะ ก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ถึงแม้จะเป็นงาน Volunteer ก็ตาม เราจะได้ฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของฝรั่ง แล้วประสบการณ์ที่ได้มานั้น สามารถนำไปต่อยอด และไปประยุกต์ใช้กับการเรียน ผลประโยชน์ระยะยาวก็คือ เราสามารถนำประสบการณ์อันนี้ มาใส่ในเรซูเม่ และมีคนรับรอง (Referee) ให้เรา เมื่อเราไปสมัครงานที่อื่น บริษัทบางแห่ง แรก ๆ เค้ารับเราฝึกงาน หลังจากเราเรียนจบ เราก็มีโอกาสสูงที่จะได้งานจากบริษัทเค้า เพราะรู้จักกันดี และคุ้นเคยกันแล้ว เราเองก็ได้เรียนรู้งานของเค้าในระดับหนึ่ง มันเหมือนเป็นทางลัดที่จะได้งานดี รายได้มั่นคงถูกต้องตามกฎหมายน่ะค่ะ

4. ทำงานพิเศษร้านอาหาร ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไรก็ตาม ก็มีผลดีมาก ๆ กับคนที่เรียน Hospitality เพราะเป็นประสบการณ์ตรงจากร้านอาหาร ตอนนี้ออสเตรเลียต้องการ Chef ถ้าสมัคร Permanent Resident (ขอเป็นพลเมือง) นักเรียนที่เรียนจบด้านนี้ ก็จะได้แต้มเพียงพอ และมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นพลเมืองของเค้า แต่ถ้าเรียนหมอ วิศวะ ครู บริหาร ไปหางานด้านอื่นดีกว่าค่ะ ถ้าคิดว่าจะทำงานที่ออสเตรเลีย ไม่ควรจะยึดติดกับงานร้านอาหาร ให้ผลักดันตัวเองไปสู่งานที่ตรงกับที่เราเรียนมาจะดีที่สุด อาจจะยากช่วงปรับตัวแรก ๆ นะคะ แต่อะไรที่ลำบาก ยาก ๆ ในตอนแรก มักจะหอมหวานตอนท้ายเสมอ

5. ความซื่อสัตย์ ขยัน และจริงใจ เปรียบเสมือนเกราะคุ้มครองให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายอย่างไร ใครจะเอาเปรียบเราขนาดไหน ก็อดทนไว้ค่ะ คนดี ทำอะไรก็ย่อมได้ดี อาจจะมีรำคาญบ้าง ประเภทชอบเลีย ชอบอู้ ชอบเมา ชอบเม้าท์ ชอบหยาบโลน หลอกใช้ ฟังดูเหมือนเลวร้ายนะคะ แต่สิ่งนี้ล่ะค่ะ ที่หล่อหล่อมให้เราแกร่งขึ้น รู้ทันคนมากขึ้น รู้ซึ้งถึงคำว่า "การเป็นคนดี" มากขึ้น ว่าจริง ๆ แล้ว การทำดีไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแต่ต้องอดทนเท่านั้นเอง อีกอย่าง บาปกรรมมีจริงค่ะ มีอะไรผ่านเข้ามา ก็คิดซะว่าวันนี้มันมาได้ เดี๋ยวมันก็ไปได้เหมือนกัน บาปไม่ตกกับตัวคนทำ ก็คงจะตกกับลูก หลาน ครอบครัวเค้าซักวัน เหมือนเก็บกดเลยนะคะ ถ้าเคยผ่านประสบการณ์ดุเดือดมาก่อน มันก็มีแวบหนึ่ง ที่อดจะเป็นนางมารไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ให้อภัย และขออย่าได้เจอะ ได้เจอ อีกเลยไม่ว่าชาตินี้ ชาติไหน

6. คิดเสมอว่าเราเลือกได้ เรามั่นใจในตัวเอง เมื่อลองไปแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว มันไปไม่ไหว ก็ให้ถอยออกมาดีกว่าค่ะ บางทีดิฉันเคยคิดนะคะ คำว่า "เกรงใจ" "บุญคุณ" "รักดี" คนใช้เยอะเหลือเกินที่เมืองนอก เอะอะ อะไรก็ "คนไทย" ส่วนตัวคิดว่า คำเหล่านี้ไม่ควรจะนำมาพูดพร่ำเพรื่อน่ะค่ะ ควรจะแสดงออกจากกริยา มารยาท และการกระทำมากกว่า ถ้าพูดบ่อย ๆ เข้า ฟังดูเหมือนเป็นคำขู่ หรือข้ออ้าง หรือใช้ในทางที่ผิดซะมากกว่า เช่นว่า ถ้าผู้ใหญ่ทำตัวไม่น่าเคารพ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปรักดี ชดใช้บุญคุณ หรือเกรงใจ ฟังดูแรงแบบว่าไม่เห็นหัวหงอก หัวดำ แต่ดิฉันระลึกอยู่เสมอว่า พ่อแม่ดิฉัน เลี้ยงดิฉันมาจนป่านนี้ ไม่เคยเลยที่ใช้ความเป็นพ่อแม่ มาเป็นข้อต่อรอง หรือเรียกร้อง เมื่อมีปัญหาอะไรหนัก ๆ ดิฉันก็คิดอย่างเดียวล่ะค่ะ ว่าพ่อแม่ไม่ใช่ พี่น้องไม่ใช่ ก็ช่างมัน ลองดูสิคะ ว่าวันหนึ่งถ้าเราไม่มีอะไรเหลือ คนที่จะรอเรา รักเราอย่างแท้จริง ไม่หวังสิ่งตอบแทน ก็คือพ่อแม่ของเรา และตัวเราเองเท่านั้นล่ะค่ะ สามสิ่งนี้ ควรจะให้การเคารพอย่างสุงสุด ถ้าเรารักษามาตรฐานของเราไว้ให้คงที่ ใครก็มาลดระดับเราไม่ได้ล่ะค่ะ จากนั้น คนก็จะเคารพเราเอง

7. ในกรณีที่วีซ่านักเรียนมีอายุเกินหนึ่งปี น่าจะลองสมัครงานตามซุปเปอร์มาร์เก็ตนะคะ รายได้ดี ขอคืนภาษีได้ด้วย ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลัก ๆ ก็มี Coles, Safeway (หรือบางรัฐใช้ชื่อ Woolworths), Aldi, Supa Valu หรือเป็นแคชเชียร์ตามปั๊มน้ำมันก็ได้นะคะ รายได้ดีพอ ๆ กัน จะดีขึ้นไปอีก เมื่อขอภาษีคืนได้ 2,000 - 3,600 เหรียญ ยิ้มแก้มแทบปริเลยนะคะ จู่ ๆ ก็มีเงินพิเศษ นอกเหนือจากค่าแรง มันทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะค่ะ เค้าจะมี training ให้ประมาณสามเดือน จ่ายเงินด้วยนะคะระหว่างฝึกงาน เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่น่าเรียนรู้ค่ะ เพราะเค้าทำอะไรตามกฎหมาย และพยายามรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้ นอกจากเงินเดือนที่ได้ ก็ได้เพื่อนร่วมงาน เรียนรู้ระบบงาน คุยกับลูกค้าออสซี่ รู้ซึ้งถึงหัวอกเด็กปั๊มเมืองไทย คือเราไม่ต้องวิ่งไปเติมน้ำมันให้ลุกค้านะคะ เค้าจะเติมเอง แต่เราจะเข้าใจหัวอกแรงงานน่ะค่ะ บางทีเจอลูกค้าดีก็ดีไป ลูกค้าที่แย่ ๆ ก็เยอะ ส่วนงานแรงงานอย่างอื่นที่นักเรียนสามารถทำได้ และรายได้ดี ก็คงจะเป็นการไป สมัครตามบริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency) เช่น Man Power, Career People, Choice One, IPA หรือถ้าจะลองหาใน Google ก็ลองพิมพ์ Recruitment Agency in Australia ก็จะเป็นลิสท์ขึ้นมา แต่ละเอเจ้นท์ ก็จะเน้นงานต่างสาขากันไป อย่างเช่น บางเอเจ้นท์เน้นเฉพาะงาน กฎหมาย ไอที นักบัญชี หรือ บางเอเจ้นท์จะหนักไปทางงานโรงงาน (Industrial Area) ตอนไปสมัครเค้าก็ให้เรากรอกประวัติส่วนตัว วีซ่า มีให้กากบาทในช่อง ว่าเรามีใบอนุญาตอะไรบ้างเช่นว่า ใบอนุญาตเสิร์ฟของมึนเมา ใบอนุญาตขับรถบรรทุกของ หรือ Folklift License จะเป็นรถยกของในโรงงานน่ะค่ะ แล้วก็มีอีกร้อยแปด จะมีใบอนุญาตนี้ได้ก็ต่อเมื่อ เราไปเรียนคอร์สระยะสั้นและสอบให้ผ่านนะคะ ถึงจะได้มา ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็มีงานอย่างอื่นให้ทำเช่นว่า ถ้ายกของได้ 25 กิโล หรือมากกว่านั้น เราก็ใส่ข้อมูลนี่ไปด้วย เพราะจะมีบางงานที่ต้องการคนงานขนย้ายสินค้า จากรถเข้าโกดัง ก็ตกที่ 25 เหรียญต่อชั่วโมง ถ้างานเบา ๆ สำหรับผู้หญิงเช่นว่า แพคของ หรืองานโรงพิมพ์ ค่าแรงก็เริ่มที่ 18เหรียญค่ะ

หลังจากนั้นเค้าก็ให้เราทำข้อทดสอบไอคิว และคณิตแบบง่ายๆน่ะค่ะ เช่นว่า มีกล่องรหัสนี้เท่าไหร่ ถ้าเอากล่องรหัสนี้ออก จะเหลือกล่องเท่าไหร่ จะกรอกข้อมูลอะไรต้องอ่านที่หัวกระดาษให้ดี ว่าเค้าต้องการให้เราใช้ปากกาสีอะไรเขียนคำตอบ อย่างสุดท้ายก็คงเป็นชื่อบริษัทและชื่อคน เป็นร้อยๆ ให้เราเปรียบเทียบดูว่า มันเหมือนกัน หรือมันต่างกัน เช่นว่า KFC ..... KFCs
Smith .... Smiths Keagan Pty. .... Keagan Ptyd. นอกจากจะเร็วแล้วยังต้องเป็นคนช่างสังเกตด้วยนะคะ เพราะงานโรงงานที่ผลิตสินค้า จะพลาดไม่ได้เลย ถ้าพลาดไปหนึ่ง ออเดอร์ที่เหลือก็ต้องเรียกคืนหมดเลย ฟังแล้วดูน่ากลัวแต่ไม่น่ากลัวค่ะ แรก ๆ ถ้าเค้าเรียกไปทำงาน ก็จะได้ทำงานง่าย ๆ เรียนรู้ระบบในโรงงานไปทีละน้อย จากนั้น ก็จะมีวีดีโอเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยในโรงงาน เช่นว่า ถ้ายกของหนัก ควรจะยกท่าไหน ถ้ามีปัญหาอะไรควรจะรีบแจ้งให้หัวหน้างานทราบ ควรสวมเสื้อสะท้อนแสงในเวลางาน สวมรองเท้าบู๊ธหัวเหล็ก ดูวีดีโอเสร็จแล้วก็ตอบคำถามสั้น ๆ เป็นอันเสร็จพิธี อาจจะมีสัมภาษณ์อีกเล็กน้อย

พอพูดถึงงานโรงงาน บางคนฟังแล้วแสลงใจ แต่งานอะไรก็ตามที่ใช้แรงงาน ที่นี่เค้าค่อนข้างให้เกียรติ และมียุติธรรมน่ะค่ะ ฝรั่งทำก็เยอะและเค้าก็มีความสุขกับงานที่ทำ เพราะเค้าถือว่าคุณเลี้ยงตัวเองได้ และทุกอาชีพมีความสำคัญเท่ากัน ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักเรียนไทย ที่หางานยังไม่ได้ ลองมองงานทางด้านนี้เป็นอีกทางเลือกที่ดีนะคะ จริง ๆ งานทุกอย่างดีหมดล่ะค่ะ ถ้าเป็นงานสุจริต ก็เหลือแค่ว่าเราเลือกงานที่เข้ากับเราได้ เราไม่อึดอัดที่จะทำ มีความสุขเมื่อถึงเวลาไปทำงาน แค่นี้ก็พอละคะ ค่าจ้างก็ควรจะ สิบเหรียญขึ้นไป นี่เอาแบบอย่างต่ำแล้วนะคะ จริง ๆ เชียร์ให้ได้สิบสองเหรียญ ที่ราคาเริ่มต้นดีกว่าค่ะ ยุติธรรมดี

คงจะมีงานอื่น ๆ อีกเยอะนะคะ เช่นว่าแท็กซี่ ทำขนมร้านเบเกอรี่ บ้านพักคนชรา ที่รับเลี้ยงเด็ก พนักงานตามห้างร้าน งานฟาร์มผลไม้ ฟาร์มไข่ไก่ คนตรวจตั๋วบนรถไฟ หรือถ้าเคยทำงานบัญชีมาก็มีงานทางด้าน admin เยอะค่ะ รายได้ดีด้วย หางานง่ายด้วย

เอาไว้ว่าง ๆ จะรวบรวมหาลิงก์เกี่ยวกับบริษัทจัดหางาน ข้อมูลทาง Immigration ว่าตอนนี้ประเทศเค้าต้องการอาชีพอะไร แต่ตอนนี้เศรษฐกิจที่นี่ก็แย่ไม่ต่างกับบ้านเรา ก็คงต้องทำใจล่ะค่ะ

ไว้ตอนหน้า เปลี่ยนจากอะไรที่หนัก ๆ แกร่ง ๆ มาเป็น อะไรที่โรแมนติก หอมหวาน คลายเหงากันนะคะ เจอกันตอนหน้า ตอนทีว่า เหตุเกิดจากความเหงา มันทำให้หัวใจเราซาบซ่านได้เหมือนกัน





Create Date : 11 ธันวาคม 2551
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 10:06:16 น. 1 comments
Counter : 152 Pageviews.

 
ขอบคุณประสบการณ์ดีๆ ได้อะไรเยอะเลยครับ


โดย: aobab1984 วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:14:42:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Indian Butterfly
Location :
Melbourne Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน เคยติดตามอ่านบล็อกมาหลายสำนัก ก็เล็งเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ อ่านแล้วได้ความรู้สารพัดอย่าง เลยคิดว่าดิฉันควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ที่เคยคิดว่าจะเป็นครู พยาบาล นางสาวไทย ก็คิดนานซะจนอายุล่วงเลยมาจะสามสิบ จะไปสมัครงานที่ไหนใครก็คงไม่รับ นางงามไม่ต้องพูดถึง แต่มิสคานทองยังพอไหวนะคะ พออ่านมาก ๆเข้า ก็เกิดไอเดีย ว่าการเขียนก็เป็นการแบ่งปันเหมือนกัน วัตถุดิบก็มาจากประสบการณ์ ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขาย ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้เสียเวลา ใครอยากอ่านก็อ่าน อยากแสดงความคิดเห็นก็เชิญ รู้สึกว่าเป็นอิสระ และมีความเป็นส่วนตัวดี แถมอาจจะยังให้ประโยชน์ (อันน้อยนิด) ไม่มากก็น้อย

ดิฉันจะนำเสนอ เรื่องราว ประสบการณ์ที่คั่งค้างอยู่ในความทรงจำ ที่พูดไม่ออก บอกคนใกล้ชิดไม่ได้ แต่บอกผ่านตัวกลางแล้วสบายใจ แอบเข้าข้างตัวเองค่ะ ว่าเราคงมีพรสวรรค์ด้านการถ่ายทอดอยู่บ้างล่ะน่า น่าจะมีคนติดตามอ่าน หรือรู้สึกชอบเรื่องราวบางตอนบ้างก็ได้ ลองอ่านกันเลยดีกว่า รู้สึกไม่ดี ไม่ชอบอย่างไร คอมเม้นต์กันได้นะคะ ไม่โกรธไม่เคือง เปิดกว้างทางความคิดค่ะ

ผุ้อ่านท่านใดชอบอ่านบล็อกนี้ก็ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะ ส่วนท่านที่คิดว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีรับคำติชมเสมอ
Friends' blogs
[Add Indian Butterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.