้้ ๛IV-Believe In Yourself-IX๛

ฟ้าที่แตกต่าง

วันนี้เป็นอีกวันที่ผมออกไปวิ่งที่อ่างน้ำมอ. วันนี้ผมพาโนเกีย 6233 ติดตัวไปวิ่งด้วย หลังจากเมื่อวานต้องเสียดายกับภาพที่สวยงาม ที่จะเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆ เพียงไม่นาน และจางหายไป...

...ท้องฟ้าในยามเย็นของเมื่อวาน เป็นสีฟ้าอ่อนๆ และค่อยเปลี่ยนมาเป็นเหลืองอ่อนเพียงชั่วสั้นๆ และเป็นสีส้มเข้ม และเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนตัดกับวัตถุเบื้องหน้าที่มืดเป็นสีดำ เป็นรูปตึก และแนวของขอบอ่างเก็บน้ำทางทิศตะวันตก

ผมมองดูผ่านผืนน้ำ ที่สะท้อนแสงสีเหล่านั้น ออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ท่ามกลางกระแสน้ำที่ผันแปร เกิดเป็นภาพสะท้อนที่สวยงามกับวัตถุจริง

ผมวิ่งวนรอบแรก ภาพนี้ ยังคงเห็นอยู่ตามแนวของขอบสระด้านหมู่บ้านเก่า หลายจังหวะที่หันไปมอง ราวกับภาพที่เคยในโปสการ์ดต่าง ๆ หรือแบล็กกราวด์ที่สวยงามทางอินเตอร์เน็ต แต่ภาพในความจริงที่เราเห็น มันกลับสวยงามกว่าที่เคยได้รับรู้ใด ๆ

ผมวิ่งวนอีกสองรอบ ภาพความงามของมันยังคงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ...

แม้ว่าผมจะไม่ได้บันทึกภาพนี้ไว้ แต่มีคนอีกคน ที่ตั้งกล้องถ่ายภาพเหล่านี้ อย่างตั้งใจ ผมเห็นเค้าทุกรอบที่วิ่งผ่าน และหวังว่า ภาพที่เค้าได้บันทึกไว้ จะสวยงามเหมือนตาเห็น และเป็นความทรงจำที่อยู่ไปอีกนาน...

วันนี้ แม้ผมจะมีกล้อง แม้อากาศจะดีเหมือนวันก่อน แต่ภาพที่เห็นกลับไม่สวยงามเหมือนเมื่อวาน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ชั้นบรรยากาศ ก้อนเมฆ หรืออะไรก็แล้วแต่ คงจะยากที่ผมจะได้เห็นภาพที่สวยงามเหมือนเมื่อวานอีกครั้งนึง...

บล๊อกนี้ แม้ว่าจะไม่มีภาพที่สวยงามนั้น แต่จะเป็นความทรงจำว่าครั้งๆหนึ่ง เคยได้เห็นมุมๆนึง ของอ่างน้ำมอ. ที่งดงาม ในยามเย็น....

ปล. ไฮไลต์ ลิเวอร์พูล 4 - 1 ปอร์ทสมัธ 22/12/07
//www.super-goal.info/vdo_clip.php?catid=20&id=3969




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550    
Last Update : 23 ธันวาคม 2550 22:25:42 น.
Counter : 292 Pageviews.  

วันที่ฝนไม่เป็นใจ

เช้าวันนี้ผมรู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยเสียงเพลงยาพิษจากวงฮิตแห่งยุค บอดี้สแลม ด้วยจังหวะคึกคัก กระตุ้นจังหวะให้ชีวิต ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังที่เลือกมาเป็นเสียงนาฬิกาปลุกเลยซักครั้ง แค่อินโทรขึ้นมา สติสัมปชัญญะก็เริ่มกลับสู่สภาวะรู้ตัวอีกครั้ง วันนี้ ผมได้ยินเสียงสายฝนกระทบหลังคา ผมก็ยิ้มกับตัวเอง แล้วคิดว่า วันนี้ไม่ต้องรีบไปโรงเรียนแล้ว เพราะในวันที่ฝนตกจะไม่มีการเข้าแถวที่สนาม และไม่จับคนสาย

นาฬิกา 7.30 น. กว่าผมจะจัดการกับตัวเองเรียบร้อย และลงมาหาอาหารเช้ากิน ผมเลือกที่จะต้มมาม่าร้อน ๆ กิน ในวันที่อากาศเย็น ๆ เช่นนี้ ผมใช้เวลากว่าห้านาทีในการหาหม้อใบเล็กที่สุด ซึ่งในที่สุด ผมก็ยอมแพ้ และใช้หม้อใบเล็กกว่า ซึ่งก็มีน้ำสูงมากก้นหม้อไม่กี่เซน เล่นเอาไข่ที่ใส่เพิ่มสารอาหารลงไปไหม้ติดหม้อไปนิดนึง

เมื่อถ้วยมาม่าว่างเปล่า ผมก็ลุกมาเปิดคอม แล้วเข้าไปเช็กข่าว และดู hi5 (ยังคึกอยุ่) ไปพลาง ๆ รอจังหวะฝนซา ที่ผมสังเกตว่ามันจะหนักมาเป็นช่วง ๆ ประมาณ 10 นาที และจะเบาจนหยุดไป

ประมาณแปดโมง ผมพามีโอออกจากบ้าน โดนไม่ได้เอาร่มไปด้วย ระหว่างทางที่ขับ ฝนก็ไม่ได้ตก ก่อนที่จะตกปรอยเมื่อใกล้ถึงที่จอดรถโรงเรียน ทันทีที่ผมกำลังจะเลี้ยวเข้าคอก (ที่จอดรถ) ฝนเวรกรรมก็ตกหนักไม่ลืมหูลืมตา กว่าผมจะหาที่กำบังได้ก็เล่นเอาเปียกเหมือนกัน แต่... ที่กำบัง มันไม่ใช่โรงเรียนสิครับ คอกรถจะอยู่ห่างจากทางเข้าโรงเรียนประมาณ เกือบๆกิโล (เวอร์ไปมั้ยหวา) ผมต้องรอให้ฝนซากว่าจะได้เข้าโรงเรียนไป

ช่วงเที่ยง หลังเลิกเรียนชีวะ ที่ดันมาปล่อยตามเวลาเอาวันนี้ ผมกับเพื่อนๆ ก็ออกไปเรียนนศท.กันที่ค่าย โดยกะว่าจะไปกินข้าวนอกโรงเรียน (อร่อยกว่า) กว่าจะไปถึงก็ประมาณ 12.10 น. และกว่าข้าวจานสุดท้ายจะมาที่โต๊ะก็ปาเข้าไป 12.30 น. แล้ว ซึ่งปกติ เวลานี้ เราควรจะยืนกันอยู่ที่ค่ายทหารแล้ว...

ทันทีที่ช้อนส้อมคู่สุดท้ายถูกรวบ เรารีบบึ่งรถกันมาอย่างเร็ว ฝ่าสายฝนที่ยังคงโปรยปราย โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างเมื่อตอนเดินแถวไปยังที่ฝึก ฝนไม่ได้ตกลงมาเลย

เมื่อเราไปถึงที่ฝึกก็โดนยึดพื้นกันไปคนละ 20 ข้อหามาสาย ^^" (โชคดีที่แค่นี้)

แล้วโรงเรียนเราก็ถูกจับแยกออกมาซ้อมเดินสวนสนาม ส่วนโรงเรียนอื่น ๆ เรียนในห้อง เฮ้อ อิจฉามันว่ะ

หลังจากพักประจำชั่วโมงมา เดินกันอีกครั้ง คราวนี้กับเป็นไปด้วยความครื้นเครงเมื่อพวกชุดจริง(ตัวสูง) กับชุดสำรอง(เตี้ยกว่า) ผลัดกันเดิน ในพวกที่ไม่ได้เดินอยู่ก็ปรบมือบ้าง โห่บ้าง เป็นที่หนุกหนาน แล้วเมื่อฝนลง ครูฝึกให้เข้าที่ร่ม แล้วไปพัก ...เฮ้อ แบบนี้ ยอมเดินเลย ^^

พอฝนหยุดก็เรียกมาอีกล่ะทีนี้ ในเราก็นึกกันว่าคงบายเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไอครูฝึกหน้าเวียดนามมาคุม -*- หมอบ!!! กลางสายฝน กะว่าชุดนี้ต้องใส่ทั้งสัปดาห์ งานนี้ไม่ซักไม่ได้แล้ว - - แล้วก็เดินอีกสองสามรอบ ก็ปล่อยกลับบ้านก่อน(ครึ่งชม.) O_o สุดยอด !!!

ตอนเย็นพาพี่บิ๊กไปส่งบ้าน ตอนแรกก็ตกปรอย ๆ ผมก็กะว่าส่งเสร็จก็กลับบ้าน พอไปถึงหมู่บ้านพี่บิ๊ก ไอฝนนี่ก็ตกหนักลงมาอีก เหมือนตอนเช้าเลย -*- เลยไปลี้ภัยในบ้านพี่บิ๊กก่อน วินนิ่งผ่านไปสามเกม ก็ถึงเวลาควรค่าแก่การกลับ ออกมาปั๊บ ฟ้ามืดมาเลย (กุจะกลับบ้านทันมั้ยว้า) มาถึงบ้านสองนาที ตกหนักมาเลยครับ - - เฮ้อ รอดหวุดหวิด - -

เหนื่อยใจกะฝนแบบนี้จริง ๆ เลย พรุ่งนี้มีเดินพาเหรด รณรงค์ให้ไปเลือกตั้งกัน...
วันพฤหัสมีแข่งบอล (อันนี้สำคัญมาก ๆ ห้ามตกนาเว้ย รอมาสองสัปดาห์แล้ว)
วันศุกร์ไปเดินสวนสนาม ไอที่ซ้อมๆวันนี้นี่แหละ (ตกมาให้เต็มที่เลย 555+)

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นนะครับ...

พึ่งทำสไลด์เพาเวอร์พอยต์เสดไปสองตัว - - ตีสองครึ่งพอดี จรลีไปดูลิเวอร์ละคับ ^^




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2550    
Last Update : 12 ธันวาคม 2550 2:30:28 น.
Counter : 281 Pageviews.  

Hi5 Fever

จากไดอารี่ออไนลน์สู่ Hi5

ช่วงนี้คงไม่แปลกเลย หากคุยเอมไป แล้วมีเพื่อนส่ง hi5 ของคุณ มาให้คุณช่วยลงความคิดเห็นหรือ เม้น ให้ ซึ่งผมเริ่มเห็นมากขึ้นตั้งแต่หลังปิดเทอมมา โดยช่วงก่อนนั้น จะเป็นสเปซของ msn ซึ่งก็แลกกันเม้นอยู่พักนึง ตอนนี้ก็ได้มี hi5 เข้ามาแทน ซึ่งหากลองมองย้อนไปอีก ก็จะเห็นว่าสองสามปีก่อนหน้านี้ กระแสไดอารี่ออนไลน์จะมาแรงมาก ๆ จนแทบทุกคนล้วนมีไดส่วนตัวกันทั้งนั้น ซึ่งเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนทางโลกออนไลน์...
ไดอารี่ออนไลน์เมื่อก่อนที่ฮิตมาก ๆ เพราะก่อนนี้ การแสดงความคิดเห็นจะมีเพียงทางเว็บบอร์ดหรือกระทู้ต่าง ๆ ซึ่งเราเพียงใส่เป็นข้อมูลชั่วคราวและก็หายไปกับกาลเวลา แต่ไดอารี่ออนไลน์ได้มาพลิกบทบาทใหม่ของการนำเสนอความคิด ประสบการณ์หรือเรื่องราวของตนเอง โดยจะมีพื้นที่ให้สำหรับสร้างหน้าเว็บและตกแต่งได้ตามความต้องการ ประมาณว่า เช่าคอนโด เข้าอยู่ได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากเหมือนกับสร้างเว็บเอง ซึ่งไดอารี่ที่บูมมากในตอนนั้นเห็นจะเป็นของ diaryhub ที่มีการใช้ที่ง่าย และเป็นสังคมที่ใหญ่ในตอนนั้น และมีพ๊อกเก็ตบุ๊กออกมา ซึ่งทำให้เกิดกระแสขึ้นมามากเลยทีเดียว หลังจากนั้น เว็บต่าง ๆ ก็ได้มีการให้บริการไดอารี่ออนไลน์ขึ้นมามากมาย เช่น เด็กดี เย็นตาโฟ สนุก เป็นต้น เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ที่ยังมีเพื่อนใช้กันอยู่ ก็เป็นของ storythai แต่ก็เริ่มเงียบหายไปแล้ว เพราะมีสิ่งใหม่เข้ามาแทน นั่นก็คือบล็อก
คำว่า บล๊อก ที่ผมเห็นครั้งแรกเลย ก็คือในเว็บนี้ bloggang นี่แหละ ตอนที่อยู่ม.2 หรือม.3 นี่แหละ ผมก็ศึกษาอยู่พักนึง มีรูปแบบคล้ายไดอารี่ แต่ไม่ลงวันที่ ดูมีอิสระ และเน้นรูปแบบเฉพาะตนได้มากกว่าไดอารี่ ที่เหมือนกับเล่าเรื่องที่เกิดกับเราอย่างเดียว แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้ฤกษ์ทำบล๊อก เพราะว่าอายุไม่ถึง 15 เลยไม่อยากไปใช้เลขประจำตัวประชาชนคนอื่น ผมเลยหันไปเล่นสเปซของ msn แทน ซึ่งในตอนนั้นยังเงียบเหงามาก มีทำกันไม่กี่คน ทำๆไปได้ไม่นาน ผมก็เลยขี้เกียจทำไป ซึ่งเพื่อนๆผมส่วนใหญ่ ทำไว้แค่ให้มี ไม่ได้อัพเดตอะไรมากมายนัก
พอผมมีบัตรประชาชน ผมก็สมัครสมาชิกพันทิป แล้วเข้ามาสร้างบล็อกนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ดองไว้พักนึง ก่อนจะมาเขียนต่อ เรียกได้ว่า เขียนเป็นช่วงๆตามอารมณ์ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเท่าไหร่ กำลังใจในการเขียนเลยลด ^^" เอาไปเล่นเกมแทนซะงั้น ช่วงก่อนที่ hi5 จะเข้ามาเหมือนในตอนนี้ ผมสังเกตเห็นว่าเพื่อนๆ ต่างก็อัพสเปซ และแลกกันเม้นกันอุตลุตเลย ผมจึงพักบล็อกที่นี่ไว้ แล้วไปปัดฝุ่นเจ้าสเปซเก่าที่เคยทิ้งร้างไว้ รอรับแขกกับเค้าบ้าง ซึ่งก็คึกคักกันช่วงนึง แต่คงเป็นเพราะรายละเอียดและลูกเล่นที่ค่อนข้างจะหนักเกินไป ทำให้ค่อนข้างช้า กระแสสเปซจึงค่อยๆ หายไป และผมก็มาเล่นเกมอีกครั้ง... และ Hi5 ก็เข้ามามีบทบาทแทน

การเข้ามาของ Hi5
สำหรับ hi5 นั้น ผมเคยเห็นมานานมากแล้ว ตั้งแต่สามสี่ปีก่อน เพราะมีเมล์ที่ถูกส่งมาเชิญชวนให้เข้า ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันนัก เพราะเน็ตช้ามากๆ ก็ปล่อยๆไป มาระยะหลัง ๆ ครึ่งปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมได้รับเมล์จาก hi5 ร่วมๆพันฉบับได้แล้ว ชื่อใน msn ก็มีการตั้งhi5ของแต่ละคน เพื่อให้มีคนกดเข้าไปเยี่ยมชม ผมก็เคยสมัคร hi5 ไว้นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับมัน ก็ลองไปรื้อออกมาจากกรุ แล้วลองเอามาทำดูบ้าง (เมื่อคืนเนี่ย) ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไร แทบทุกคนที่ออนเอม ถึงมีมัน

Hi5 คืออะไร

ผมนั่งเขียนมาพักนึง ก็พึ่งนึกได้ เผื่อว่าจะมีคนงง ว่าไอ hi5 นี่มันคืออะไรกันแน่ Hi5 เป็นเว็บที่ให้บริการพื้นที่ในการลงรูปภาพของตน ซึ่งจุดเด่นจะอยู่ที่การเชื่อมโยงของเพื่อนใน hi5 มากกว่า การสร้างอัลบั้มรูปธรรมดา เพราะเพียงแค่เราเข้าไปใน hi5 ของเพื่อน ก็จะมีลิ้งก็ไปยังเพื่อนของเพื่อน และเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอย่างมากมาย เรียกได้ว่า จะหาสาวๆน่ารักๆ หรือหนุ่มหล่อซักคน ง่ายยิ่งกว่าเดินในสยามเสียอีก โดยเฉพาะในช่วงฟีเวอร์อย่างตอนนี้ แทบทุกคนต่างมี hi5 และเชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวาง เพราะแต่ละคนย่อมมีเพื่อนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ซึ่งทำให้รู้จักกันได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นจุดเด่นที่ทำให้ hi5 ได้รับความนิยมอย่างมาก การทำ hi5 ของตนให้ดูน่าสนใจขึ้น การอ่าน แลกเปลี่ยนคอมเม้นกัน ทำให้ hi5 เป็นเหมือนการติดต่อสื่อสารทางหนึ่งเลยทีเดียว

การสร้างตัวตนบนโลกเสมือน

ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก เขียนได เล่น Hi5 หรือการมีเว็บบอร์ดที่เข้าบ่อยๆซักอัน ก็เหมือนกับเป็นการสร้างตัวตน ในสังคมของโลกออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะทำให้เสียเวลาในชีวิตจริงไปหรือไม่นั้น ก็คงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลไป ในโลกแห่งความจริงนั้น การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ค่อนข้างเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการโต้เถียงได้ไม่ยากเลย และหลายๆครั้ง ก็ไม่สามารถที่จะแสดงตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่ การมายืนอยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้เราเปิดความคิดของได้อย่างเต็มที่... สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย สร้างความสับสน และลัเลให้กับผมค่อนข้างมากเลยทีเดียว กว่าผมจะทำบล็อกหรือได หรือสเปซขึ้นมาซักอัน ผมอยากจะให้มันมีความต่อเนื่องมากกว่า ซึ่งผมก็คงจะเลือกที่เขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงในบล็อกนี้ต่อไป และ hi5 คงจะเป็นอัลบั้มออนไลน์ที่ดีของผมได้ สำหรับสเปซก็คงเอาเรื่องราวดีๆ ที่เขียนในบล็อกนี้ไปแปะเป็นครั้งคราวเหมือนกัน (สรุปว่าเอาหมด 555+)

แวะเข้าไปหน่อยก็ดีนะ ^^ inae90.hi5.com




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2550    
Last Update : 10 ธันวาคม 2550 16:52:55 น.
Counter : 242 Pageviews.  

คุณรู้สึกยังไงเมื่อโดดเรียน?

มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ที่เราได้หนีจากสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย สุดๆ มาเพื่อทำอะไรที่ชอบ...

วันนั้นจริงๆตอนแรกก็ไม่คิดจะโดดเรียนหรอก แต่หลังกินข้าวเสด เรากะเพื่อนๆ ก็เดินไปตามจิตใต้สำนึก เดินไปคุยไป มารู้ตัวอีกที ก็อยู่ที่สนามบอลซะแล้ว ^^

พวกเราก็เลยนั่งดูเค้าเล่นบอลกัน แล้วก็บอกต่อทีมไปเล่นๆ ด้วยความหวังน้อยๆว่าจะได้มีโอกาสซักนิดที่จะสัมผัสลูกกลม ๆ กลางแดดจ้า...



สังเวียนฟาดแข้ง...

สิบนาทีสุดท้ายก่อน เข้าคาบ ทีมที่ต่อก่อนทีมเรา ลงสนาม... ความหวังของพวกเรา เพิ่มมากขึ้น...

จนกระทั่งเมื่อออดดังขึ้น สกอร์ในสนามเป็น 1-1 อีกเพียงลูกเดียว... พวกเราไม่กระตือรือร้นต่ิอออดที่ดังขึ้น... รอคอยแต่เพียงให้ลูกบอลซุกก้นตาข่ายซักฝ่ายเท่านั้น...



รูปฮาๆ ^^ ญาติกันทางทันตะ 555+


ไม่นานเกินรอ ในที่สุด ความหวังก็เป็นจริง เมื่อพวกเราได้วิ่งลงสู่สนามทันที ที่บอลเข้าประตูไป ^^

ในใจของแต่ละคนตอนนี้... ซักนัดหน่า อุตส่าห์รอ เดี๋ยวค่อยขึ้น...

สิบนาทีผ่านไป ทีมเรายิงลูกที่สองเข้าไป...

" เฮ้ย! จะขึ้นเรียนมั้ย" เพื่อนผมถามขึ้นมา
"ไม่ต้องขึ้นแล้ว โดดเลยหวา ขึ้นไปก็โดนด่า"
" งั้นเล่นต่อ..."
555+

หนึ่งคาบผ่านพ้นไป... พวกเราเดินออกจากสนามด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว จากเปลวแดดอันร้อนแรง มุ่งตรงดิ่งไปยังโรงอาหารเพื่อนั่งพักกัน...

นั่งคุยกันว่า... จะเอาไงต่อดีล่ะ?

จะขึ้นอีกมั้ย -- เอ๋ ผู้มีหิริโอตัปปะสูงสุดเสนอขึ้น
ขึ้นไปตอนนี้ก็มีแต่จะโดนด่า โดดแล้วก็โดดไปเลย ไม่ต้องคิดมาก -- ผมบอก
เอ๋! อย่าเครียด โดดแล้วต้องทำใจให้สบาย -- อาหมัดว่าบ้าง
ค่อยขึ้นไปห้านาทีสุดท้ายหวา -- ซุปเสนอเล่น ๆ
บ้านป้าแล! -- หลายเสียงดังขึ้น
งั้นไปนั่งตากแอร์ที่ห้องหมุดแล้วกัน... เมื่อได้ข้อสรุป เท้าก้อได้ทำงานต่อ...

อีกหนึ่งคาบผ่านไปอย่างสบายๆ พวกเราเดินไปขึ้นเรียนชีวะอีกคาบและคณิตอีกสองคาบด้วยสมองที่ปลอดโปร่งพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อย่างเต็มที่

ผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัดของระบบการศึกษาไทย ผมต้องตื่นแต่หกโมงครึ่ง เืพื่อมาโรงเรียนให้ทันตอนเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อมาเข้าแถวและนั่งตากแดดร้อนระอุ เพื่อฟังประกาศ ทำพิธีต่าง ๆ และเคารพธงชาติ ถึงแปดครึ่ง

ในจุดนี้ จากประสบการณ์การเข้าแถวของผมเป็นเวลา 4 ปี ผมพบว่าไม่ได้อะไรเลย นอกจากนั่ง นับถอยหลัง ยิ่งวันไหนแดดร้อนบรรลัย ซึ่งก็เกือบๆจะทุกวันอ่ะนะ ไม่มีอะไรติดหูมาเลย เป็นอะไรที่เสียเวลาโ้ดยสิ้นเชิง แต่ก็มีบางครั้งบางคราวที่ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่เวที เื่มื่อคนที่ขึ้นไป ไม่ใช่อาจารย์!

ช่วงที่มีการหาเสียงของกลุ่มนักเรียนที่ลงสมัครเป็นคณะกรรมการนักเรียน(กนร.) กลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถที่จะทำงานต่างๆ ของโรงเรียนให้ลุล่วงไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งค่อนข้างจะเป็นงานที่หนักมาก แต่นักเรียนกลุ่มนั้น ก็จะได้ประสบการณ์มากมายจากการทำงาน ช่วงนั้นเวทีจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษเลยทีเดียว และกิจกรรมอื่นๆที่กนรได้จัดขึ้นก็พอที่จะทำให้เวทีหน้าเสาธงมีเสน่ห์ขึ้นมาบ้าง...

และจากหนึ่งเทอมที่ผมต้องมาคุมแถวเด็กม.4 เนื่องจากเป็นโครงการของคณะกรรมการกองพันนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียน ก็พบว่า ไม่มีใครที่จะใส่ใจฟังหน้าเสาธงอย่างแท้จริง แต่มันก็น่าแปลกที่เมื่อผมได้มีโอกาสไปยืนบนเวทีในเวลา กลับรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะรู้ว่า หลายๆคนก็เคยขึ้นมา ขณะที่คนด้านล่างก็ไม่ได้สนใจอะไร...

นี่เป็นอะไรที่ต่างจากเมืองนอกที่นักเรียนมาแปดโมง แล้วก็เข้าห้องเรียนเลย มีข่าวสารอะไรก็ตามบอร์ด ซึ่งก็เหมือนโรงเรียนผมที่ก็มีบอร์ดมากมายกระจายไปทั่วโรงเรียน แล้วใครจะหาอ่านหมดละครับ

ทำไมกันนะ ทำไมพวกผู้ใหญ่เค้าขึ้นไม่ยกเลิกกิจกรรมหน้าเสาธงไปเสียที?

แล้วการเีรียนห้าสิบนาทีต่อคาบ แล้วก็สิบคาบต่อวัน โรงเรียนของผม เดินเรียน!

ออดดัง ลุกออกจากห้องหมดทุกคน อย่างเร็ว ก็สามนาที เดินไปถึงอีกห้อง อย่างเร็วสุด ก็สามนาที กว่าจะพร้อมเรียนอีก ร่วมๆแล้วก็สิบนาที กับเวลาเรียนต่อคาบที่ต้องสูญเสียไป...

ยิ่งถ้านักเรียนเดินโอ้เอ้ แวะนู้นแวะนี่ ก็เข้าสายสิบห้านาที ไ้ด้เรียนจริงๆ อย่างเต็มที่เลยนะ ผมว่าครึ่งช่วโมงต่อคาบได้มั้ง

แล้วตารางเรียนของผม ห้าวัน มีช่องว่างแค่สามคาบ บวกกับพักอีกวันละคาบ มีว่างแค่แปดคาบ บางวันเรียนตั้งแต่คาบแรกยันคาบสิบ เจียนตาย แล้วต่อด้วยเรียนพิเศษตอนเย็นอีก...

เห็นตารางเรียนม.ปลาย แล้วนึกถึงม.ต้นเหลือเกิน ที่ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรเลย แต่พี่ที่ไป AFS แล้วกลับมาอยู่ห้องผม เค้าบอกว่า ที่นู้นเรียนกันถึงบ่ายสาม ซึ่งเวลาว่างที่เหลือ ก็ให้เด็กไปทำกิจกรรมกันเอง ซ้อมกีฬา เขาชุมนุม เรียนพิเศษ ทำงานพิเศษ ก็แล้วแต่คนไป... ทำไมประเทศเราถึงไม่เป็นแบบนั้นบ้าง

เรามาเรียนทั้งวันตั้งแต่แปดโมงเช้า ยันห้าโมงเย็น + เรียนพิเศษ แล้วกลับบ้าน ใครจะไปอ่านหนังสือลงอีก งานก้อทำๆส่งๆไป เท่าที่ทำได้ ไม่ไหวก็รอลอกเพื่อน หรือทำจนดึกดื่น มาตอนเช้าก็หมดแรงตามระเบียบ จนเรียนวันต่อมาไม่รู้เรื่อง มันก็เป็นอย่งนี้อยู่เรื่อยๆ

ทั้งที่ใช้เวลาเีรียนมากกว่ามากมาย แต่ทำไม เด็กชาติพัฒนา เค้ายังเก่งกว่าเรา เด็กเราไม่ขยันหรือ ก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ

ผมว่าเพราะการเรียนที่อัดแน่นเกินไป ทำไมเด็กไม่มีโอกาสที่พักผ่อน ส่งผลให้การเีรียนรู้ต่อไป ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจิตใจเด็ก ไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่อาจารย์จะใส่เข้ามา

ก้อเหมือนช่วงที่ผมเรียนอุ๊ตอนปิดเทอม แรกๆหรอ สบายคับ เข้าใจ รู้เรื่อง ทำแบบฝึกหัดหมด มากลางๆ เิริ่มไม่ค่อยจะืำทำแล้ว เริ่มง่วง จนไม่ค่อยจะไหว จากที่ดูนาฬิกาแล้วเหลือหนึ่งชม. กลายเป็นดูเวลาแล้ว เหลืออีกตั้งชั่วโมงครึ่ง แต่ยังดีที่หลัง ๆ เริ่มจะกลับมาฟิตได้อีกครั้งเมื่อใกล้จะจบ

มันเหมือนกับล้า ที่เราทำอะไรยัดแน่นกันมากเกินไป ดังเวลาเรียนที่ผมได้เล่าไป เรามีเวลาเรียนสิบคาบ แต่สิ่งที่เรารับได้ กลับไม่คุ้มค่าต่อเวลาที่สูญเสียไป...

เด็กให้ความสำคัญต่อการเรียนในห้องน้อยไปใช่มั้ย?

มันก็ใช่ส่วนนึง แต่ถามว่า ถ้าการเรียนในห้องเรียนมันน่าสนใจ จะมีหรือ ที่เด็กเรียนๆ จะไม่สนใจ

อย่างวิชาที่ผมโดดนี่ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากมาย อ.สอนอังกฤษฟังพูด แต่สำเนียงไม่ผ่าน หลัยไม่ได้ คุยก็ไม่ได้ แถมไม่ได้สอนอะไรมาก แล้วผมจะขึ้นไปเพื่อ?

สู้สละเวลาเอามาพักผ่อนไม่ดีกว่าหรอ

แล้วผมพบว่าผมเรียนชีวะและเลขในอีกสามคาบที่เหลือ โดยเข้าใจและอะไรที่เหมือนคอยมาบีบในหัวไว้ ก็หายไป...

ทำไมแค่โดดเรียนนิดเดียว ถึงกลายเป็นเรื่องมากมายขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็แค่...คิด แล้วก็นั่งพิมพ์ไปเรื่อยๆ นี่ถ้าตอนนี้เวลาที่มุมจอผม ไม่เป็น 22.57 แล้วล่ะก็ บล็อกวันนี้ คงจะยาวกว่านี้อีกนะ...

ถ้ามีผู้ใหญ่เข้ามาอ่าน ผมคิดว่า ก็คงไม่มีใครเห็นด้วยหรอก ที่จะให้เอาการเข้าแถวออก เพราะมันเป็น วัฒนธรรม ไปซะแล้วละมั้ง...



พื้นเขียวๆแดงๆนั่นแหละ ที่เด็กนั่งเข้าแถวตอนเช้า แดดจากซ้ายไปขวา ส่องตรงจากศูนย์กลางแห่งระบบสุริยะมายังพื้นด้วยความเร็วแสง พร้อมความร้อนเกินทน..

เฮ้อ ทนเอาละกัน อีกสามเทอมสุดท้ายละนะ...




 

Create Date : 11 กันยายน 2550    
Last Update : 12 กันยายน 2550 23:08:49 น.
Counter : 590 Pageviews.  

นักธุรกิจกับชาวประมง

เมื่อกี้แวบไปเจอในพันทิป เลยแวะเอามาแปะไว้กันบล๊อกว่าง ^^

เรื่องมีอยู่ว่า...


มีนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จคนหนึ่งเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองชายทะเลครั้งแรกในรอบสิบปี หลังจากที่ได้ตรากตรำงานหนักมาตลอด


นักธุรกิจคนนี้เดินทอดอารมณ์ตามแนวชายหาดยาวเรื่อยมาจนมาถึงหมูบ้านชาวประมง เขาพลันมาพบกับชาวประมงนายหนึ่งที่กำลังนอนเล่นผิวปากอย่างสบายใจอยู่ที่ใต้ต้นไม้ริมหาด


ชายนักธุรกิจเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปถามชายชาวประมงว่า

"นี่นาย ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ "

"นอนพักผ่อน" ชาวประมงตอบอย่างไม่สนใจ

"แล้วไม่ไปทำงานหรือไง" นักธุรกิจซัก

ชาวประมงเลิกคิ้วขึ้นมองนักธุรกิจแล้วก็ตอบเอื่อยๆ อย่างไม่ยี่หระว่า "ไม่หรอก เมื่อเช้าเข้าฝั่งมา มีปลาพอกินแล้ว"

"แต่ถ้านายขยันขึ้น นายก็จะมีเงินมากขึ้นอีกนะ" นักธุรกิจว่า

ชาวประมงยังคงทอดสายตามองเหม่อออกไปยังปลายสุดเส้นขอบฟ้าอย่างไม่ใยดี

"เสร็จแล้วนาย ก็จะได้เอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจไง" นักธุรกิจพูดต่อ

...

"แล้วพอธุรกิจนายมีกำไร เติบโตขึ้นนายก็จะได้ขยายกิจการออกไป แล้วจ้างคนเก่งๆมาช่วยบริหารงาน"

นักธุรกิจยังคงไม่ละความพยายาม

"เสร็จแล้วนายก็จะมีเงินเยอะๆ"

...

...

"แล้วนายจะได้เอาเงินมาเที่ยวพักผ่อนแบบฉันไง"

...
...
...

ชาวประมงเลิกคิ้วขึ้นมองนักธุรกิจอีกครั้งแล้วก็นอนผิวปากต่อไป...

ถ้าคุณเป็นชาวประมง คุณคิดอะไรอยู่?? ^^




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2550 23:07:01 น.
Counter : 398 Pageviews.  

1  2  3  4  

winos
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บล็อกนี้ ก็ไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก หลักๆก็อยากจะหาเรื่องมาลง หรือมาเขียนไว้ให้ทุกคนได้อ่านกัน เหมือนกับพ๊อกเก็ตบุ๊กเล่มนึง นึกเรื่องไรได้ก็เขียนไปเรื่อยๆ

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมในบล๊อกนี้ครับ


สถิติเว็บไซต์

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add winos's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.