Welcome to my blog
5 วัน 4 คืน แพร่+น่าน ต้องมนตราดินแดนล้านนาตะวันออก (ตอนที่ 4: กระซิบรักที่เมืองน่าน)

 
สถานที่ท่องเที่ยว : วัดภูมินทร์, น่าน Thailand
พิกัด GPS : 18° 46' 30.84" N 100° 46' 18.19" E

วันที่สอง (ต่อ)

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากเที่ยวที่แพร่เสร็จ ผมก็นั่งรถจากบขส.แพร่ มาเที่ยวที่เมืองน่านต่อครับ

การเดินทางจากแพร่ไปน่าน

ที่ บขส.แพร่ มีรถไปยังหลายจังหวัดในภาคเหนือรวมทั้งน่าน อยู่ค่อนข้างเยอะ ทั้งรถตู้ และรถบัส ซึ่งออกค่อนข้างถี่ทุกๆชั่วโมง แต่รถที่ผมใช้บริการในวันนี้เป็นรถบัสของ Green bus ซึ่งราคาตั๋วอยู่ที่คนละ101 บาท (ไม่ต้องจองตั๋วล่วงหน้า มาซื้อในวันนั้นได้เลย)
 

เกี่ยวกับกรีนบัส สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่  https://www.greenbusthailand.com/website/

เช่นเดียวกับเมืองแพร่ที่นี่ในอดีตก็เป็นอีกหนึ่งนครรัฐ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ดังนั้น เพื่ออรรถรสในการท่องเที่ยว เรามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่นี่ซะหน่อยกันดีกว่าครับ

ประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน

ประวัติศาสตร์ของน่านเริ่มต้นขึ้นในปีพ..1825 ภายใต้การนำของ พญาภูคา ซึ่งเป็นชาวเมืองเงินยาง ได้ทำการอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเมืองมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองล่าง (ปัจจุบันคือ อำเภอปัว)

เมืองน่าน (ที่ตอนนั้นยังมีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอปัว) มีความใกล้ชิดกับอาณาจักรสุโขทัย โดยพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ มาประดิษฐานที่ พระธาตุแช่แห้ง อีกด้วย (คล้ายๆกับประวัติพระธาตุช่อแฮของเมืองแพร่)

ต่อมาพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ได้เข้ารุกรานและผนวกเอาเมืองน่าน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร น่านจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของล้านนานานเกือบ 100 ปี และต่อมาน่านก็ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ตองอูแห่งพม่าสลับกับเป็นส่วนหนึ่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยรัตนโกสินทร์ เจ้าอัตถวรปัญโญ แห่งเมืองน่านได้ลงมาเฝ้ารัชกาลที่ 1 หลังจากนั้นน่านจึงมีสถานะเป็นหัวเมืองประเทศราชของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ 

ต่อมาในปี พ..2446 รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าสถาปนาเจ้าผู้ครองนครน่านในสมัยนั้นคือ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช ให้ขึ้นเป็น พระเจ้าเมืองน่าน

จนกระทั่ง ในปีพ..2474 เจ้าผู้ครองนครน่านคนสุดท้ายคือ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ได้ถึงแก่พิราลัย ทำให้ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครน่านก็ถูกยุบนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

โรงแรมพูคาน่านฟ้า

โรงแรมที่ผมเลือกพักที่น่านก็คือ โรงแรมพูคาน่านฟ้า ซึ่งเป็นโรงแรมใจกลางเมืองน่านครับ

โรงแรมนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยคนจีนโพ้นทะเลไหหลำในลักษณะโรงแรมไม้ ภายใต้ชื่อ โรงแรมนั่ม เส่ง เฮ็ง และได้ผลัดเปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้ง จนเมื่อโรงแรมนี้ตกอยู่ในมือของ คุณเป็งหย่วน แซ่ห่าน ซึ่งมีธุรกิจค้าไม้อยู่ ท่านจึงตัดสินใจรื้อโรงแรมเดิมทิ้ง แล้วสร้างใหม่เป็นอาคารไม้สามชั้นในปี พ..2498 และได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น โรงแรมน่านฟ้า 

ต่อมาในปี พ..2552 ทายาทตระกูลแซ่ห่านได้ตัดสินใจขายโรงแรมน่านฟ้าให้กับ บริษัท เครือภูคา จำกัด ของ คุณบัณฑูร ล่ำซำ และได้มีการปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่ในปีถัดมา ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ในสไตล์ล้านนาบูติก แต่ยังพยายามคงโครงสร้างแบบเดิมไว้

โรงแรมนี้ถือว่าราคาไม่เบา คือตกอยู่ที่คืนละ 2,000 บาท (ราคาต่ำสุด) แต่ในแง่คุณภาพที่ได้รับกลับมา ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ

ถ้าใครสนใจที่พักนี้สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://pukhananfahotel.co.th/
 

เหมารถสองแถวเที่ยวรอบเมืองน่าน

ผมมาถึงที่น่านตอนบ่ายสามโมงเย็น เมื่อเช็คอินเข้าที่พักเสร็จ ก็ได้เหมารถสองแถว (ซึ่งได้ดีลไว้ก่อนมา) ในราคา 500 บาท (หาร 2 คน ตกคนละ 250 บาท) ให้ไปเที่ยวในที่เที่ยวนอกเมืองน่านสองที่คือ วัดพระธาตุแช่แห้ง และ วัดพระธาตุเขาน้อย ครับ

ที่เที่ยวรอบๆ ตัวเมืองน่าน

1. วัดพระธาตุแช่แห้ง

ตั้งอยู่ที่อ.ภูเพียง แต่ห่างจากใจกลางเมืองน่านแค่ 3 กิโลเมตร

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่พระธาตุนี้ ที่นี่จึงถือเป็น อนุสรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านกับกรุงสุโขทัย

พระธาตุช่อแฮเป็น พระธาตุประจำปีเถาะ (กระต่าย) ดังนั้น ใครเกิดปีนี้แนะนำให้มาไหว้จะเป็นสิริมงคลต่อชีวิต

2. วัดพระธาตุเขาน้อย

อยู่บนยอดดอยเขาน้อยสร้างในสมัยเจ้าปู่แข็งในปี พ..2030 เพื่อใช้บรรจุพระเกศาธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จากตรงนี้ เราสามารถเห็นวิวทิวทัศน์รอบๆเมืองน่าน คล้ายๆกับพระธาตุดอยเล็งที่เมืองแพร่ (เสียดายช่วงที่ไป เมฆมาแบบครึ้มมาก เลยถ่ายเมืองได้ไม่สวยเท่าไหร่)



จากตรงนี้สามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงพระธาตุแช่แห้งเลยครับ

อาหารการกิน

1. เฮือนฮอม

หลังจากเที่ยววัดพระธาตุเขาน้อยเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็น ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ชื่อว่า เฮือนฮอม ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์น่านแท้ๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดภูมินทร์ครับ

อาหารที่แนะนำที่นี่ก็ ได้แก่ อาหารเหนือทั้งหลายทั้งข้าวซอย แคบหมู และน้ำพริกหนุ่ม ใน สไตล์ขันโตก แต่ที่ห้ามพลาดเลยคือ ไก่ทอดมะแขว่น ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเมืองน่าน (ข้อเสียของร้านนี้คือ รอนาน อันนี้ต้องทำใจไว้ล่วงหน้า)

2. ขนมหวานป้านิ่ม

เมื่อทานอาหารเย็นก็มาปิดท้ายกับที่ขนมหวาน ที่ร้าน ป้านิ่ม โดย Signature ของร้านนี้ก็คือ บัวลอยไอศกรีมกระทิ ในราคา 55 บาท (ปัจจุบันร้านป้านิ่มแกย้ายไปที่ใหม่แล้วนะครับ อยู่ทางไปสนามบิน เข้าซอยไปค่อนข้างลึก ถ้าไม่มีรถ แนะนำให้ขึ้น Taxi ไปจะดีกว่าครับ)

เมื่ออิ่มแล้วก็ได้เวลากลับที่พักเพื่อพักผ่อน การเดินทางในวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ

วันที่สาม

เช้าวันนี้ตื่นมาพร้อมกับอากาศแจ่มใส โดยแผนเที่ยวในวันนี้ ช่วงเช้าเราจะยังเดินเที่ยวอยู่ในเมืองน่าน จนถึงตอน 10 โมง หลังจากนั้น ผมจะเหมารถสองแถวไปเที่ยวที่เมืองปัวต่อไป

ที่เที่ยวใจกลางเมืองน่าน

บริเวณใจกลางเมืองน่านเราสามารถเดินเที่ยวหรือปั่นจักรยานได้อย่างสบายๆ 
 

ที่เที่ยวเด่นๆของที่นี่ ได้แก่

1. วัดภูมินทร์

ถ้ามาน่านแต่ไม่ได้มาวัดภูมินทร์ ก็เหมือนมาไม่ถึงน่านครับ วัดนี้มีความสำคัญยังไงมาดูกันเลย

วัดนี้เดิมชื่อ วัดพรหมมินทร์ สร้างในปีพ..2139 โดย เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านในสมัยนั้น

ความพิเศษของวัดนี้คือ ที่นี่เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มี พระอุโบสถทรงจัตุรมุข คือมีพระประธานจตุรพักตร์ 4 หน้า หันออกจากประตูทั้งที่ทิศ

ไฮไลท์อีกอย่างของวัดนี้คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นภาพชายหญิงไทลื้อกับชายชาวพม่ายุคโบราณสนทนากัน แต่บ้างก็ว่า ท่านทั้งสองกำลังกระซิบบอกรักกัน จนภาพนี้กลายเป็นภาพที่โด่งดังที่สุดของเมืองน่าน 

เรื่องราวในภาพนี้ได้ถูกแต่งคำบรรยายเป็นภาษาเหนือ โดย .สมเจต วิมลเกษม ไว้ดังนี้

คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว

จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาวก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม

จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้มก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป

ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้

ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา

แปล

ความรักของน้องนั้นพี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว

จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาวก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย

หากเอาไว้ในวังในคุ้มเจ้าเมืองมาเจอก็จะแย่งความรักของพี่ไป

เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง

ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น

เรื่องราวของปู่ม่านย่าม่านได้ถูกนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเป็นเพลง แลรักนิรันดร์กาล ของปู่จ๋าน ลองไมค์ด้วยครับ ใครไปเที่ยวที่นี่ ลองเปิดเพลงนี้ฟังไปด้วย คงได้บรรยากาศดีครับ
 

นอกจากนี้ วัดนี้ยังมีสถูปเจดีย์พระมาลัยโปรดโลกเอาไว้เตือนใจคนที่ทำบาปว่า จะพบเจอกับชะตากรรมเช่นไร

2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน (คุ้มเจ้าหลวงน่าน)

ในอดีตที่นี่คือ คุ้มของเจ้าผู้ครองนครน่าน สร้างในปี พ..2446 โดย พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช จนเมื่อเจ้านครน่านองค์สุดท้ายคือ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัย ทายาทจึงได้มอบอาคารหลังนี้ให้รัฐบาลไทยเพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่าน

ต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทยได้สร้างอาคารศาลากลางแห่งใหม่ คุ้มนี้จึงได้โอนย้ายไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากรและได้มีการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในนี้คือ งาช้างดำ ซึงได้รับมาจากเมืองเชียงตุง และกลายมาเป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่าน จะสังเกตว่า งาช้างดำจะวางอยูบนครุฑ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีีต่อพระเจ้ากรุงสยามครับ

ด้านหน้ายังมี ซุ้มต้นลีลาวดี ที่หลายๆคนชอบมาถ่ายรูปกันจนเป็น Signature ที่สำคัญของที่นี่

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ วัดน้อย ซึ่งเป็นวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย

ตามคำบอกเล่ากล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนจังหวัดน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชได้เคยกราบบังคมทูลถึงจำนวนวัดในจังหวัดน่าน ปรากฏว่านับผิด คือเกินมา 1 วัด จึงจำเป็นต้องหาทางสร้างวัดน้อยนี้ขึ้นมาเพื่อให้ครบตามจำนวนที่กราบบังคมทูล

3. วัดพระธาตุช้างค้ำราชวรมหาวิหาร

วัดนี้อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน

ในอดีตที่นี่เป็นวัดหลวงชื่อว่า วัดหลวงกลางเวียง สร้างในสมัย เจ้าพญาภูเข่ง ในปี พ.ศ.1949 

ด้านในมี เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย และเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ (สังเกตรูปปูนปั้นช้างที่ฐานเจดีย์นะครับ)

นอกจากนี้ ที่นี่เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธนันทบุรี ศรีศากยมุนี พระคู่บ้านคู่เมืองน่าน ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัยเช่นกันครับ

สำหรับที่เที่ยวในเมืองน่าน ก็มีประมาณนี้ครับ ที่เที่ยวทั้งหมดที่อยู่ใจกลางเมืองสามารถเดินชมได้ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน ที่น่านก็มีรถรางชมเมือง โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่อย่างจุใจในราคาเพียง 30 บาท ออกวันละ 2-4 รอบจากบริเวณหน้าสำนักงานการท่องเที่ยวน่านใกล้กับวัดภูมินทร์

สำหรับภาพรวมของเมืองน่าน โดยส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจที่นี่ จนมาเดินเล่นที่นี่เป็นครั้งที่สามในชีวิตแล้ว ก็หวังว่าผู้อ่านจะชอบและเป็นประโยชน์นะครับ ^^

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแพร่-น่าน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=31-10-2018&group=21&gblog=1

ตอนที่ 2: เรื่องเล่าจากคุ้มเมืองแพร่

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-11-2018&group=21&gblog=2

ตอนที่ 3: ตำนานแพะเมืองผี

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=04-11-2018&group=21&gblog=3

ตอนที่ 4: กระซิบรักที่เมืองน่าน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=05-11-2018&group=21&gblog=4

ตอนที่ 5: อลังการทุ่งนาที่เมืองปัว

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=10-11-2018&group=21&gblog=5

ตอนที่ 6: เที่ยวส่งท้ายที่บ่อเกลือ


https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=11-11-2018&group=21&gblog=6




Create Date : 05 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 21 มีนาคม 2564 22:25:04 น. 1 comments
Counter : 696 Pageviews.

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2561 เวลา:4:30:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.