Group Blog
 
All blogs
 

เจ้าชายกบ [3/3]END


แล้วหลังจากนั้นเจ้าชายก็กลับมา ‘ทำตัวดี’ อีกรอบเล่นเอาหลายคนต่างพนันกันว่าคราวนี้จะไปได้ซักกี่น้ำ เอ๊ย กี่เดือน แต่สำหรับตัวเจ้าชายเองท่านกลับแน่ใจในตัวเองมากกว่าครั้งไหนที่เคยเป็นมา

ไม่ใช่การพยายามทำตัวดีแต่เมื่อสิ่งที่เป็นอยู่นี้คือสิ่งที่ท่านอยากทำมากที่สุด

ทำในสิ่งที่อยากทำมันมีจุดสิ้นสุดมั้ย?

และคำตอบที่ท่านให้พระราชาก็เรียกความแปลกใจให้ปรากฎชัดบนหน้าคมได้ดีเมื่อลูกชายคนโตพูดไม่กี่ประโยคตอนถูกเรียกตัวให้ไปดูรูปดูตัวกองเท่าภูเขานั้น

“เรื่องงานข้าพอจะช่วยท่านได้แต่ถ้าท่านพูดกับข้าเรื่องนี้อีกข้าจะทำในสิ่งที่อยากทำตั้งแต่เด็ก....”

เพราะเจ้าล่ะมั้งซีอาข้าถึงรู้สึกว่าสามารถมองคนตรงหน้าได้สนิทใจกว่าเดิม

“...ข้าจะหนีออกจากบ้าน!”

ไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือควรจะหัวเราะดีเมื่อเห็นลูกชายที่ทั้งตัวสูงกว่าและเก่งกาจกว่าแล้วพูดในสิ่งที่ถ้ากลับไปเป็นเด็กได้เจ้าตัวคงเอาหน้าที่จ้องมาเงียบๆ ในตอนนั้นเอ่ยปากบอกคำนี้

ลูกเราอ่อนลงให้ข้าบ้างรึยังเรซ?



นั่นล่ะ...สรุปคือช่วงนี้เจ้าชายยุ่งขึ้นแต่ไม่ใช่ยุ่งอย่างเดิมเพราะท่านทำเริ่มทำตัวสมเป็นรัชทายาทให้บรรดาสนมน้อยสนมใหญ่หมั่นไส้ซักที แต่แรงสั่นสะเทือนทั้งปราสาทจนสะดุ้งตกใจกันเป็นแถบๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพราะการร่ายเวทย์จากเจ้าชายกลับทำให้พวกนางยังไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไรมากกว่านี้เพราะมันยิ่งย้ำเตือนได้ดีถึงอำนาจมากมายในตัวเจ้าชายองค์โต

เพราะแม้แต่นักฆ่าที่ถูกส่งไปคนแล้วคนเล่าที่ผ่านมายังหายสาปสูญไม่มีแม้แต่ข่าวสักคนน่ะสิ!

ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงสงบแค่ภายนอกแต่ภายในกลับร้อนรุ่มที่เห็นคนที่ไม่เคยสนใจยศถาบรรดาศักดิ์เลยกลับเริ่มเอาการเอางานขึ้น แต่จะให้จัดการตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีจอมเวทย์ที่ไหนที่สยบเจ้าชายได้น่ะสิ


อำนาจช่างทำให้ชิวิตคนเรายุ่งยากจังนะ


นั่นคือความคิดในใจเจ้าชายที่ก็พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอรู้ว่าหลายคนแค่ไหนที่กำลังร้อนรนเมื่อท่านกำลังยืนอยู่ในตำแหน่งนี้อย่างเต็มตัว แต่ในขณะที่ทั้งวังกำลังวุ่นวายกัน...คนข้างกายท่านก็กำลังวุ่นเหมือนกันแต่ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันลิบ

และเมื่อจ้องไปทางจุดที่คนนั้นกำลังอยู่ก็อดจะหัวเราะขำเบาๆ ไม่ได้

เจ้าเด็กทารกน้อยเอ๊ย

แล้วหลังจากบิดขี้เกียจกับงานกองโตที่เจ้าชายจมอยู่กับมันทั้งเช้ายันบ่ายเสร็จร่างสูงๆ ก็ผุดลุกเดินมาอีกฝั่งของห้อง เดินไปมือใหญ่ก็ปลดเอาผ้าคลุมไหล่ออกเพียงเพื่อจะไปห่มให้เทวดาน้อยที่เผลอหลับไปบนพื้นพรมข้างเตาผิง

เพราะนี่มันเวลานอนกลางวันของเด็กไงล่ะ

ห่มผ้าให้เสร็จเจ้าชายก็ปัดปอยผมเกะกะที่เจ้าตัวรำคาญจนต้องยกมือมาปัดออกอย่างขัดใจเป็นครั้งคราว(แต่ไม่ยอมตื่น)ออกให้ แต่เมื่อหลังจากที่แอบขโมยความหอมของแก้มใสเสร็จแล้วว่าจะกลับไปสะสางงานต่อเจ้าชายก็กลับสะดุดเข้ากับอุปกรณ์หลากชนิดที่กระจายรอบตัวร่างเล็กก่อน


‘ข้าจะเอาเมล็ดพันธ์ดอกไม้ที่ข้าปลูกได้ครั้งแรกไปอวดท่านพ่อ จะทำถุงใส่ด้วยตัวเองด้วย ^ ^ ‘


นั่นคือคำที่เทวดาน้อยให้มาหลังจากเจ้าชายบอกว่าวันนี้คงออกไปข้างนอกไม่ได้เพราะต้องจัดการงบประมาณของเมืองนึงให้เสร็จ แต่ผลกลับเป็นต่างจากที่คิดที่คิดว่าอีกคนจะงอนแต่กลับเข้าใจทุกอย่างดีเกินคาด

แต่จริงๆ ท่านก็แปลกใจตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะเมื่อบอกว่าหลังจากนี้จะทำอะไรบ้างแล้วตอนนั้นซีอาตอบกลับมาอย่างนี้


‘ก็ดีแล้วนี่ มิคช่วยท่านพ่ออ่ะดีแล้วจะได้เป็นเด็กดีไงล่ะ ^ ^ แล้วก็ดีด้วยที่มิคไม่ออกไปไหนเพราะจะได้อยู่กับข้าทั้งวันไง ^ ^ ’


ประโยคที่ทำให้ท่านยิ้มอ่อนใจก่อนจะขยี้หัวเล็กแล้วค่อยดึงร่างนั้นมากอดแน่นอย่างอิ่มใจที่สุด


ข้ารักเจ้าซีอา


ยิ้มพลางถอนหายใจเจ้าชายก็มองถุงผ้าใส่เมล็ดพันธุ์ในมือที่ดูเหมือนจะเสร็จแล้วอย่างหนักใจ แล้วเมื่อตัดสินใจได้มือใหญ่ก็แอบเอาถุงนั้นซุกเข้าไปไว้ในอกเสื้อ รวมกับของชิ้นอื่นๆ ที่แอบซ่อนไว้เช่นกัน


ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ซีอา...แต่ข้ายอมให้เจ้าไปไม่ได้ ถ้าสิ่งที่ลูซมาบอกเป็นความจริง..ลางสังหรณ์บอกว่าข้ายอมให้เจ้ากลับบ้านไม่ได้เพราะเจ้าจะไม่ได้กลับมาอีกแน่!



‘ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสุดรักสุดหวงของคนใหญ่คนโตหายไปน่ะสิ’

คำเอ่ยจากเพื่อนลูกครึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนพาหัวใจแกร่งกร้าวให้กระตุกก่อนเจ้าตัวขมวดคิ้วถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

‘ลูกใคร?’

‘หึ...ก็ไม่ใช่ว่าใหญ่แค่ไหนหรอกนะ ก็แค่ลูกของคนที่กุมบังเหียนสวรรค์เท่านั้นเอ๊ง!’

และยิ่งเสียงบอกประชดนั้นยิ่งทำให้มือแกร่งกำเข้าหากันแน่นขึ้น!

แล้วข้าจะเอาพลังอำนาจที่ไหนไปสู้กับพ่อเจ้าได้ล่ะซีอา!!

‘จริงๆ เรื่องนี้มันมาจากเจ้ากีซที่อยากขยายดินแดนตรงรอยต่อกับสวรรค์แล้วมันก็เลยคิดโง่ๆ ว่าถ้าจับเอาลูกเจ้านั่นมาเป็นตัวประกันก็จะสามารถมีอำนาจต่อรองได้ไงล่ะ ข่าวบอกว่ามันไล่ล่าเจ้าเด็กนั่นมาจนถึงโลกมนุษย์นะ แต่ข่าวก็บอกอีกว่าจับไม่ได้ และข่าวสุดท้ายก็คือเจ้านั่นที่มันหวงลูกคนนี้เข้าขั้นวิกฤติมันก็คงได้ข่าวเหมือนข้า....ดังนั้นเจ้ากีซมันก็เลยรับกรรมไปตามระเบียบเรียบร้อยแล้ว ป่านนี้คงกำลังอยู่ในคุกของทัลทาลอสให้เจ้าอสูรกายนั่นฉีกเนื้อเล่นอยู่มั้ง”

คำเอ่ยบอกยืดยาวจากญาติกึ่งเพื่อนแทรกเข้าไปในหูก็จริงแต่กลับไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจได้เลย ตรงอกเหมือนจะร้อนขึ้นเพราะความรับรู้ถึงขนปีกสีขาวที่ซุกอยู่ในนั้น

ข้าจะทำเช่นไรดีซีอา?

‘...แต่ก่อนข้าก็เคยบอกมันแล้วว่ามันน่ะโง่...แต่มันไม่ยอมฟังข้าเลย ทำอะไรไม่รอบคอบถึงมีจุดจบงี้ไงล่ะ เป็นข้านะคงไปหว่านสเน่ห์ใส่เจ้าหนูนั่นให้ลูกไปอ้อนพ่อดีกว่......’

‘ลูซ’

คำสั้นๆ ที่เรียกด้วยน้ำเส้ยงหนักๆ พาให้ใบหน้าที่ลอยบนบ่อน้ำศักสิทธิ์เผลอหยุดปากเล่าและเลยหันมาจ้องเจ้าชายอย่างแปลกใจ

“ข้าขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่”

และลูกครึ่งเทวดากับปีศาจคนนี้ยิ่งแปลกใจใหญ่ถึงสายตาจริงจังที่จ้องสบมา

จะบ่อยแค่ไหนกันล่ะที่เจ้าชายผู้สำราญอยู่เป็นนิจจะทำหน้าเช่นนี้

“ว่าไปสิ”

“กางเขตแดนคลุมรอบวังนี้ให้ข้าที ลำพังแค่เวทย์ข้าคงไม่มากพอที่จะกั้นได้ ข้าไม่ต้องการให้ใครก็ตามรู้ความเป็นไปในปราสาทหลังนี้.....ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้า!”

“..........”

ประโยคยืดยาวตามมาด้วยความเงียบของคู่สนทนาจนได้ยินเสียงสายลมที่พัดอื้ออึงรอบตัว

และถัดจากนั้นคือการที่ใบหน้าหล่อจัดทรงอำนาจนั้นจะกอดอกจ้องเจ้าชายด้วยความจริงจังที่ไม่ต่างกัน!

“ข้าต้องการเหตุผล”

“เจ้าเด็กนั่น...เจ้าเด็กที่โดนไล่ล่านั่นอยู่กับข้าลูซ! และข้าก็หลงรักเจ้าเด็กทารกนั่นไปเรียบร้อยแล้ว ข้าส่งกลับไม่ได้...ข้ายอมส่งซีอากลับสวรรค์ไม่ได้!!”



“............”



แล้วถัดจากนั้นคือความเงียบอันแสนอึดอัดที่แผ่กระจายจนถ้าใครเดินผ่านคงหนาวเยือกกับการคุมเชิงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ประกายตาเอาจริงในตาเรียวทำให้คนที่วัยวุฒิมากกว่าต้องถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะค่อยๆ แย้มยิ้มออกมา


ยิ้ม....พร้อมๆ กับที่สัมผัสได้ถึงอากาศรอบตัวที่เริ่มเกี่ยวสานกันด้วยเส้นสายที่มองไม่เห็นจนกลายเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ที่หุ้มปราสาทนี้เอาไว้ทั้งส่วนของอากาศและใต้ดิน!


พรึ่บ!


เส้นสายสีเทาที่ปรากฎให้เห็นชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไปพาความอุ่นใจมาให้ก่อนที่เจ้าชายจะสบตากับคนตรงหน้าที่ก็กำลังยิ้มมาให้เช่นกัน

“เฮ้อ.....ก็ใครใช้ให้ข้ามีหลานชายอยู่กับเค้าคนเดียวล่ะ แต่คราวนี้เจ้าเล่นของสูงไปหน่อยนะมิคกี้ แต่ก็ดี...ได้เห็นเจ้าทุรนทุรายเพราะความรักมันก็สะใจดีเหมือนกันล่ะวะ ฮ่าๆๆๆ” ในตอนนี้บรรยากาศตึงเครียดก็เริ่มคลายออกแล้วเหลือเพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือดบางเบาแต่กลับแน่นแฟ้นที่ห่อหุ้มแทน

“ขอบคุณ”

คำเอ่ยยิ้มๆ จากหลานชายที่เห็นตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกจนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงหล่อเหลาทำให้อดจะอ่อนใจตามไม่ได้

ข้าจะช่วยยื้อให้พวกเจ้าได้นานแค่ไหนนะ

“ดูท่าเจ้าหนูนั่นจะสมคำเล่าลือจริงซะด้วยสิ เค้าว่ากันว่าแม้แต่เซอร์บิรัสยังยอมกระดิกหางให้...นี่ถึงกับเล่นเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นผู้เป็นคนขึ้นผิดหูผิดตาเลย อืมๆๆ เป็นข้าข้าก็หวงวะ”

“แต่เจ้ากำลังเปรียบเทียบข้ากับเจ้าหมาสามหัวนั่นอยู่นะ!”

“กร๊ากกกก แต่สันดานเดิมไม่เปลี่ยนจริงด้วย งั้นข้าไปล่ะมิคกี้ จะไปสืบข่าวให้ ได้เรื่องยังไงข้าจะกลับมาบอกเจ้าอีกทีแล้วกัน ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”

บอกและสั่งเสร็จน้ำในบ่อก็กระเพื่อมก่อนจะเปลี่ยนจากสีดำสนิทเมื่อครู่กลับมาใสเหมือนเดิมพร้อมๆ กับที่หน้าที่ลอยอยู่บนบ่อจะจางหายไป

มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันลูซ


คิดในใจอย่างหนักหน่วงก่อนเจ้าชายจะดึงผ้าขึ้นมาปิดถึงคอร่างเล็กให้อีกครั้งแล้วจึงเดินกลับไปที่โต๊ะใหญ่ ซีอากำลังคิดที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านทำไมเจ้าชายจะไม่รู้ เพราะช่วงนี้คนรักตัวน้อยกำลังหาของสะสมไปเป็นของฝากให้ ‘ท่านพ่อ’ ของเจ้าตัวอยู่น่ะสิ และแม้เจ้าตัวจะหาของแปลกๆ ได้มากเพียงไหนแต่เจ้าชายก็จะเอามันไปแอบซ่อนได้ทุกชิ้นไป

ข้าขอโทษ...แต่ข้าไม่มั่นใจจริงๆ ว่าเจ้าไปแล้วจะได้กลับมา..และข้าก็ยังไม่มั่นใจว่าข้าจะมีพลังมากพอจะแย่งเจ้ากลับมาได้ด้วย

อยู่ที่นี่กับข้าเถอะนะเซียะ...อยู่ที่นี่กับข้าเถอะ


“....อือ....”


เสียงงัวเงียของร่างหน้าเตาผิงเรียกให้เจ้าชายตื่นขึ้นมาจากความคิดสับสน เด็กที่กำลังตื่นกลางวันกำลังเอากำปั้นเล็กๆ ขยี้ตาและไม่กี่นาทีถัดมาเจ้าชายเชื่อแน่ว่าเสียงเรียกชื่อตัวเองต้องหลุดมาแน่

“มิ๊คคคคคคคคคคคคคคคคคค TT^TT”

“หืม?”

“ถุงเมล็ดดอกไม้หายไปอ่ามิคกี้ ทำไงดีล่ะ โฮๆ หาไม่เจอแล้ว ข้าอุตส่าห์ทำเสร็จแล้วนะ T^T”

“มันปลิวไปที่อื่นมั้ย หาดีๆ สิ”

“ไม่ปลิวหรอก ก่อนนอนข้ากำไว้กับมือเลยนะ มันไปไหนแล้วอ่ะมิค”

จริงอยู่ว่าข้าขโมยมา แต่ข้าจำได้ชัดเลยว่าตอนหยิบข้าไม่ได้หยิบจากมือเจ้าแน่ เพราะมันกระเด็นห่างจากตัวเจ้าตั้งเยอะน่ะสิ - -*

“งั้นมันอาจจะโดนเจ้าปัดหัวปัดหางจนกระเด็นเข้าเตาผิงแล้วก็ได้นะ”

“แต่ข้านอนเรียบร้อยนะมิคกี้!”

จริงหรือ - -**

“เอาน่า...มานี่มา....”

คำอ่อนโยนเรียกร่างที่นั่งงอแงอยู่บนพื้นปาดน้ำตานิดก่อนจะเดินไปตามเสียงเรียก แล้วพอเดินมาถึงแขนแกร่งๆ ของเจ้าชายก็ตวัดตัวร่างเล็กให้ขึ้นมานั่งซุกหน้ากับอกบนตัก

“ข้ารอจนมันมีเมล็ดเลยนะถึงเก็บน่ะ ฮึกๆๆ ทำไงดีล่ะ”

“เจ้าก็ปลูกใหม่สิไม่เห็นเป็นไรเลย ปลูกเยอะๆ สวนข้าจะได้มีดอกไม้ให้พวกเราไปนั่งดูเยอะๆ ไง ดีออก...แต่คราวนี้ต้องปลูกจริงห้ามใช้วิธีขี้โกงนะ”

“ฮึก...งั้นมิคจะช่วย...ฮึกๆๆ...จะช่วยข้าปลูกใช่มั้ย?”

ตาใสแจ๋วที่ช้อนขึ้นมามองอย่างอ้อนๆ พารอยยิ้มกว้างๆ ปนเจ้าเล่ห์ให้กระจายเต็มหน้าก่อนที่เจ้าชายจะกอดกระชับคนตัวเล็กแน่นเข้าไปอีก

“ได้สิ...แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ”

“อะไรอ่า?”

“เจ้าก็แค่จุ๊บตรงเนี้ย...ตรงที่คนรักเค้าจุ๊บกัน...” ว่าพลางมีท่าประกอบเมื่อนิ้วชี้ๆ ที่ปากอิ่มของตนเองให้คนที่กำลังหน้าแดงดู “...แค่นั้นข้าก็จะช่วยเจ้าทั้งรดน้ำและพรวนดินเลย”

“...>///<...”

“ไม่รีบทำข้าเปลี่ยนใจน้า....หนึ่ง....สอง....สา....”


จุ๊บ


แล้วเสียงแผ่วที่ปากเล็กสัมผัสปากอิ่มก็ดังมาก่อนก่อนเจ้าชายจะยิ้มกว้างแล้วเปลี่ยนกลับจากจุ๊บเด็กน้อยกลายเป็นจูบแบบคนรักของจริงที่ทั้งหนักหน่วงและเนิ่นนาน...


ข้ารักเจ้าเหลือเกินซีอา


แต่ก็นั่นล่ะ..แผนแกล้งซ่อนของมันจะใช้ได้นานเท่าไหร่กันเชียวเมื่อสุดท้ายเทวดาน้อยก็จะกลับบ้านให้ได้ท่าเดียว เจ้าตัวเลยไปเก็บดอกไม้ในสวนมาทับไว้ในหนังสือแล้วก็หอบติดตัวไม่ยอมวาง

“เดี๋ยวท่านพ่อจะเหงา ข้ากลับไปหาท่านพ่อแป๊บเดียวก็จะกลับมานะมิคกี้”

“แต่ข้าก็เหงานะ เจ้าไม่กลัวคนรักเจ้าเหงาจนขาดใจตายบ้างเหรอซีอา?”

“ตะ...แต่...แต่มันนานแล้วอ่า...เดี๋ยวท่านพ่อเป็นห่วงนี่นา...”

“....จะทิ้งข้าไปให้ได้จริงๆ ใช่มั้ย?”

“ฮื้อ....ไม่ได้ทิ้งซักหน่อย ข้าแค่ไปให้ท่านพ่อเห็นหน้าแค่นั้นเองน้ามิคน้า...แป๊บบบบบเดียวจริงๆ”

ไม่ได้ๆ ถ้านานกว่านี้จะใจอ่อนแน่เพราะเจ้าชายก็รู้ตัวดีว่าแพ้ลูกอ้อนและน้ำตาอีกคนมากแค่ไหน ดังนั้นในขณะที่เทวดาน้อยเตรียมของฝาก...แผนสดๆ ร้อนๆ ไร้ซึ่งการวางแผนทั้งปวงก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“...อ่ะ....โอ๊ย!”

“อ้ะ! มิคเป็นไรไปน่ะ!!”

แต่เชื่อมั้ยว่ามันกลับได้ผล

เจ้าชายที่ทรุดฮวบลงกับพื้นทำท่ากุมหัวใจไปด้วยทำให้อีกคนหันมามองและอุทานอย่างตกใจ ก่อนเทวดาน้อยจะปราดเข้าไปช่วยพยุงเจ้าชายพาลงไปนอนบนเตียง

“มิคเป็นไร บอกข้าสิมิคกี้ ฮึกๆๆ เจ็บตรงไหนอ่า”

“ปวด...ซีอา...ข้าปวดไปทั้งตัวเลย...ไปตามหมอหลวงให้ทีนะ”

“อ่ะ...อื้อ...ได้สิ...ข้าไปแป๊บนะ มิคอย่าเพิ่งเป็นไรไปนะ”

ปาดน้ำตาเสร็จเจ้าตัวก็รีบวิ่งปึงๆ ออกไปนอกห้อง แต่จะไปตามหมอได้ที่ไหนเจ้าจะรู้มั้ยเทวดาน้อย - -*

“....คีเรนัส....”

ลับหลังร่างเล็กและสิ้นคำเอ่ยปีกสีดำสนิทเล็กๆ ก็สะบัดขึ้นก่อนเส้นสายสีดำจะรวมตัวกันเป็นกาตัวเท่ามือเกาะอยู่บนนิ้วแกร่ง

“ไปส่งข่าวท่านหมอหลวงที”

สารที่ร่ายลงไปบนตัวผู้ส่งสารจารึกเป็นอักษรเวทย์ก่อนปีกนั้นจะกางออกและบินถลาออกไปทางหน้าต่าง

ข้าขอโทษที่ต้องเล่นวิธีนี้ซีอา


แล้วหลังจากนั้นท่านหมอหลวงมาดัสที่โดนอาคันตุกะตัวน้อยของเจ้าชายมาเยือนถึงที่(หลังจากถามทางไปสิบกว่ารอบ)และต้องเก็บข้าวของเดินตามแรงดึงของคนตัวเล็กอย่างรวดเร็วก็มาปรากฎตัวที่ข้างเตียงเจ้าชายจนได้ ชายต่างวัยทั้งสองสบตากันชั่วครู่ก่อนท่านหมอจะทำแค่จับชีพจรแต่กลับสามารถร่ายยาวอาการแปลกประหลาดของเจ้าชายออกมาได้เป็นฉากๆ เป็นต้นว่า

“ด้วยว่าโรคประหลาดนี้ข้ามิเคยเจอ หัวใจเจ้าชายเต้นแรงมากและชีพจรก็เต้นไม่เป็นจังหวะจนจับอะไรไม่ได้ การระบุชนิดของโรคย่อมทำได้ยากตามมา ดังนั้นจังหวะนี้หากมีเรื่องอะไรที่ทำให้กระทบกระเทือนไปถึงหัวใจของเจ้าชาย เช่นเรื่องเครียดๆ ต้องคิดถึงใครมากๆ ทำนองนี้ก็อาจจะส่งผลแทรกซ้อนทำให้สิ้นลมได้ง่ายๆ ทั้งหมดก็เป็นด้วยประการฉะนี้ขอรับ”

นั่นมันเรียกการวินิจฉัยโรคหรือการทำนายดวงกันแน่ท่านหมอ - -*

แต่ก็นั่นล่ะ...กับคนอื่นอาจฉุกใจคิดแต่กับคนที่ยืนกำมือคนป่วยแน่นและรอฟังผลตรวจก็กลับหน้าซีดเอาๆ

จนสุดท้ายเทวดาน้อยก็ถึงกับกอดแขนคนป่วยพร้อมสะอื้นเบาๆ นั่นล่ะที่ท่านหมอถึงได้ลากลับก่อนจะฝากการรักษาไว้ว่า

“อย่าทำให้คนป่วยเครียดมากก็พอ”


ปัง!


ประตูห้องปิดไปแล้วเหลือเพียงคนสองคนอยู่ด้วยกันกับเตียงหลังใหญ่ในห้องนอนกว้างของเจ้าชาย คนหนึ่งกำลังกอดแขนแกร่งแน่นในขณะที่อีกคนก็กำลังยกมือไปซับน้ำตาออกจากตาใส

“ฮึกๆๆ ทำไงดีอ่ามิค มิคจาตายมั้ยอ่ะ”

“ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอกนะ ท่านหมอก็บอกแล้วถ้าสภาพจิตใจข้าดีก็จะไม่เป็นไรไง”

“งั้น...ฮึก...งั้นให้ข้าถ่ายไอชีวิตให้นะ นะๆ มิคจะได้หายเร็วๆ”

“ข้าไม่เอา!”

และเจ้าชายก็เริ่มรู้ตัวว่าท่านหลุดดุเสียงเข้มด้วยความเป็นห่วงออกมา แต่อีกคนคงไม่เข้าใจเพราะตัวแข็งชะงักไปเรียบร้อยแล้ว

“ข้าขอโทษ...ข้าไม่เป็นไรมากหรอก เจ้าควรจะเก็บแรงไว้เยอะๆ เพื่อดูแลตัวเอง เอ๊ย ดูแลข้าต่างหาก ขึ้นมาบนเตียงนะซีอา....มาทำให้ข้าอุ่นที”

“อื้อๆ ก็ได้....ขึ้นไปแล้วไงอ่า แป๊บนะมิคแป๊บ” พยักหน้าหงึกหงักเสร็จเจ้าตัวก็รีบหาทางปีนตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเตียงกว้างทันที ความคิดที่จะกลับบ้านคงหายไปจากหัวน่ารักนั้นบ้างแล้วเจ้าชายจึงยิ้มอย่างโล่งอกก่อนจะกอดคนดูแลมาเพียงเพื่อจะพลิกตัวคนๆ นั้นนอนลงกับเตียงและเจ้าชายก็พลิกตัวขึ้นทาบทับ(ท่านลืมตัวว่าตอนนี้ต้องแกล้งป่วยน่ะ)

“อ่ะ...มิคกี้...ไหงเป็นท่านี้ล่ะ ข้าต้องเป็นฝ่ายกอดเจ้านะ”

“ท่านี้ล่ะถูกแล้ว ข้าเป็นคนต้องการความอุ่นดังนั้นข้าต้องรู้ตัวดีสิ เจ้าบอกตอนแรกว่าจะถ่ายไอชีวิตให้ข้าใช่มั้ย งั้นถ่ายทางปากได้มั้ย?”

“หืม?ปากเหรอ...ก็ได้มั้งแต่ข้าไม่เคยอ่ะ ต้องทำไงบ้างอ่ะ”

“เจ้าก็แค่อ้าปากกว้างๆ ..อย่างนั้นล่ะ...แล้วก็แลบลิ้นออกมา...นั่น...อย่างนั้น....ค้างเอาไว้นะข้าจะเริ่มแล้ว....”


และหลังจากความเจ้าเล่ห์ของคนป่วยก็คือเสียงครางสลับกับเสียงประท้วงแผ่วเบาที่ลอดออกมาจากห้องนอนใหญ่......ดังเช่น

“มิค....เดี๋ยวข้าตายน้า”

“ไม่ตายหรอกน่า...ขยับตัวนิดนะซีอา....”

“มิคอ่า...อื้อ....อย่าแตะตรงนั้นสิ...อา....”

“...อย่าดิ้นสิ...อยู่นิ่งๆ นะ...”

“ไม่เอ๊า...มัน...อื้อ....มันไงไม่รู้อ่ะมิค...อ้ะ...”

“เจ้าเด็กน้อย! ใครใช้เจ้าบีบจมูกข้าฮึ...จะทำข้าตายก่อนเจ้ารึไง”

“ฮะๆๆๆ ก็มันจั๊กจี้นี่...ฮะๆๆ อย่าสิมิคอย่าจี้น้า...ฮะๆๆ......อ้ะ...อ้ะ...อือ.....อา....”


เสียงที่ว่าก็คือเสียงครางสลับกับเสียงหัวเราะที่ดังแผ่วๆ บอกว่าคู่รักกำลังหยอกล้อกันนี่แหละที่ดังจนคนนอกห้องคงจับไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องกันแน่ จะหวานหรือจะแกล้งกันก็จงเลือกเอาสักอย่างเถิด นางกำนัลที่คิดว่าจะเข้าไปดูแลเจ้าชายจึงได้แต่ยืนคิดและถืออ่างน้ำหน้าแดงอยู่ตรงนั้น




เปรี๊ยะ....



แต่ในขณะที่ความอ่อนหวานเดินไปได้ไม่นาน....ก่อนที่จะมีอะไรมากกว่านั้น...ความอึดอัดรอบตัวกลับเริ่มบีบเข้ามาบางเบาจากอากาศรอบด้านจนเจ้าชายที่แกล้งจี้เอวร่างเล็กเกือบเปลือยในอ้อมกอดพร้อมๆ กับซุกหน้าเข้าที่ซอกคอใสเพื่อขโมยความหอมและฝากรอยบางเบาก็กลับหยุดชะงักการกระทำขึ้นมาทันใด


ใคร!


พร้อมๆ กับที่เจ้าชายผละออกจากซีอาลางสังหรณ์บางอย่างก็แล่นวูบ ความเงียบอันแสนน่าอึดอัดตามมาก่อนก่อนที่จะเริ่มรู้สึกถึงประจุไฟฟ้ารอบตัว


เขตแดนของลูซกำลังจะถูกทำลาย!!



ตูมมมมมม!!!!!!!



และไม่นานเกินอึดใจที่ม่านเทาในความรู้สึกจะโดนเกี่ยวขาดและสะบัดผึงเป็นลูกโซ่ ความปริแตกของอากาศเจ้าชายก็เหมือนจะสัมผัสได้ดีพอๆ กับแรงสั่นสะเทือนที่เล่นเอากระจกรอบตัวลั่นเปรี๊ยะและแตกร้าว



เพล้งงงงงงง!!!!



เช่นเดียวกับที่กระจกแตกก็เหมือนจะรับรู้ได้เลยว่าเขตแดนหายไปแล้ว!!



“ท่านพ่อ”

เสียงเอ่ยเบาหวิวจากคนในอ้อมกอดก่อนที่คนนั้นจะสะบัดหน้าขึ้นหาที่มาของเวทย์มนต์ ปีกขาวกางออกเตรียมท่าจะกระพือแต่เจ้าชายที่รู้ทันก็รีบโอบคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนแน่น กระจกรอบตัวแตกไปหมดแล้วเหลือเพียงท้องฟ้าสุดลูกหูลูกตาจากผนังห้องเจ้าชาย

“มิคปล่อยสิ ท่านพ่อมา...ข้าจะไปหาท่านพ่อ”

“ข้าไม่ให้เจ้าไป!”

“ไม่ได้นะ มิคปล่อยก่อนนะ ท่านพ่อคงโมโหที่ข้าออกมาเที่ยวเล่นนานไปหน่อย ถ้าท่านพ่อโกรธปราสาทอาจจะพังนะมิค”

“ข้าไม่ให้เจ้าไป!!”

“มิคกี้!” เสียงนั้นเริ่มจะติดฉุนขึ้นมาบ้างแล้วเพราะความห่วงหน้าพะวงหลัง แต่แล้วเสียงสุดท้ายที่ดังก็ช่วยเทวดาน้อยตัดสินใจได้ดี


โครมมม!!!!!


เสียงปราสาทปีกตะวันตกที่พังทลายทั้งแถบนั่นเอง!


“ท่านพ่อหยุดนะ!”


แล้วหลังเสียงใสที่ตะโกนก้องก็เรียกแรงกดที่ไม่สามารถระบุที่มาได้กำลังทำให้ร่างทั้งร่างหนักจนขยับไม่ได้ คนในอ้อมกอดคงไม่ทันสังเกตเพราะสะบัดตัวหนึ่งครั้งก็สามารถหลุดได้ง่ายกว่าเคย ปีกสีขาวสะบัดกางออกเต็มที่เมื่อเจ้าตัวใช้มันเพื่อพาตัวเองบินออกไปทางหน้าต่างและตรงดิ่งลงไปที่สวน

“ซีอา!”

แม้จะเจ็บร้าวไปทั้งกายแต่เจ้าชายก็ยังคงกัดฟันร่ายมนต์ออกมา สักพักร่างนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยน แขนแกร่งทั้งคู่เริ่มกลายเป็นปีกและเท้าก็เริ่มกลายเป็นหางจนในท้ายที่สุดเหยี่ยวตัวใหญ่ก็บินตามเทวดาน้อยออกไปติดๆ


และเจ้าตัวก็หมดแรงและกลายสภาพจนต้องขดตัวบนพื้นเอาที่สวนนั่นเอง!


“เอ๋? มิคกี้ตามมาทำไมน่ะ มิคป่วยอยู่นะ!”

ไม่ทันที่ร่างจะหายเจ็บจากการคืนร่างและจะทันได้จ้องชัดๆ ว่าคนรักกำลังยืนคุยกับใคร...ทั้งร่างก็เหมือนถูกแรงที่ไม่มีตัวตนแต่ซัดวูบเดียวเล่นเอาเจ้าชายปลิวไปชนกับขอบบ่อเต็มแรง!

“มิคกี้! ท่านพ่อหยุดนะ! มิคเค้าป่วยอยู่นะ!!”

และความรู้สึกที่ตามมาจากนั้นคือร่างเล็กที่บินถลามาทรุดตัวลงเคียงข้าง มือน้อยแตะๆ ไปทั้งตัวของเจ้าชายเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บ

ไม่เห็น...แม้จะเพ่งให้ตายเท่าไหร่ก็ไม่เห็นร่างเจ้าของแรงซัดนอกจากความสว่างที่แสบตาซะจนต้องเบือนหน้าหลบกลุ่มแสงตรงหน้า

แต่ ณ วินาทีนี้ต่อให้ต้องเกทับมากเท่าไหร่เจ้าชายก็จะทำและคิดว่าร่างตรงหน้าได้ยินแน่!

“พวกเราเป็นของกันและกันแล้ว...” เค้นเสียงพูดพลางเจ้าชายก็โอบแขนรอบร่างเล็กและดึงเข้ามากอดแน่นพลาง “...ข้าให้ท่านพาซีอากลับไม่ได้!”

และผลลัพธ์ที่ได้จากการพูดอย่างหยิ่งผยองนั้นคือแรงอัดที่พุ่งอย่างรวดเร็วสู่ท้องจนเลือดแทบกระอัก!

“มิค!!”

เสียงใสที่ตะโกนมาพร้อมกับปีกสีขาวที่กางออกกั้นเวทย์ของคนเป็นพ่อเพื่อคุ้มครองคนที่หน้าซีดจนแทบไม่มีสี ในขณะที่เสียงใสกระซิบเบาๆ กับคนรักตรงหน้า

“เป็นของกันและกันแปลว่าอะไรเหรอมิค?”

เจ้าชายอยากหัวเราะแม้ทั้งตัวจะเจ็บไปหมดนี่เสียจริง!

“ก็แปลว่าเป็นคนรักกันไงล่ะ พวกเราเป็นคนรักกันแล้วจำได้มั้ย?”

“อ๋อ...อื้อๆๆ...งั้นใช่มั้ย...” พยักหน้าหงึกหงักกับเจ้าชายเสร็จเทวดาน้อยก็เบือนไปจ้องกลุ่มแสงสว่างก่อนจะเอ่ยบอกเสียงใส “...พวกเราเป็นของกันและกันแล้วนะท่านพ่อ ดังนั้นห้ามท่านพ่อทำร้ายมิคกี้ด้วยไม่งั้นข้าจะงอนท่านพ่อนาน ๆ เลย!”

“ถ้าท่านพรากพวกเราออกจากกันลูกท่านเป็นม่ายแน่!”

“อื้อๆ ข้าจะเป็นม่ายแน่ๆ......ว่าแต่ม่ายแปลว่าอะไรเหรอมิค?” ท้ายประโยคเจ้าตัวเล็กหันมากระซิบป้องปากถามเล่นเอาอีกคนต้องเก๊กหน้าแทบตายตอนเอ่ยตอบเสียงเบา

“แปลว่าคนที่อยู่คนเดียวเพราะคนรักตายไงล่ะ”

“อ๋อ...อืมๆ....หา! ไม่นะ! ข้าไม่ยอมเป็นม่าย! ท่านพ่อไม่เอานะห้ามทำอะไรมิคกี้นะ! ข้าไม่อยากเป็นม่าย! ไม่อยากเป็นม่ายๆๆๆๆ”

เสียงใสที่ตะโกนก้องคงเล่นเอาอีกคนอ่อนอกอ่อนใจได้แน่...แต่ยังไม่ทันที่เจ้าชายจะยิ้มด้วยความเอ็นดูได้นานกว่านี้...ยังไม่ทันจะได้จ้องหน้าด้านข้างน่ารักนั้นได้นานกว่านี้....เวทย์ทรงพลังที่ร่ายมาอีกคราวกลับสามารถทำให้ร่างสูงสง่าบิดกายด้วยความปวดร้าวและทรุดฮวบลงกับพื้นได้ดี!

“มิคกี้!”

โลหิตสีเข้มไหลลงมาจากมุมปากแกร่งเมื่อเจ้าชายพยายามจะทรงตัวลุกขึ้น ทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยเขตแดนที่มองไม่เห็นและมีพลังมากพอที่เทวดาน้อยไม่สามารถแม้จะแตะตัวคนรักได้ น้ำตาสายเล็กกำลังไหลอาบแก้มเมื่อเห็นร่างเจ้าชายกำลังบิดตัวด้วยความทรมานราวจะขาดใจตายตรงหน้า

“โฮๆๆๆ มิคกี้...ท่านพ่อหยุดนะ...ข้าบอกให้หยุดไง!”

แม้พลังของซีอาจะมีมากเพียงไหนแต่เทียบไม่ได้เลยกับพลังของผู้ให้กำเนิด ดังนั้นร่างเล็กเลยทำได้แค่พยายามทำลายเขตแดนแข็งแกร่งและจ้องคนที่ทรมานจนกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ ด้วยความปวดร้าว

“...มิคอ่า...โฮๆๆๆๆ..อย่าเป็นไรนะ...โฮๆๆๆ ข้าเกลียดท่านพ่ออ่า..ข้าเกลียดท่านพ่อ...อื้อๆๆๆ”


เจ็บ...ทั้งร่างกำลังเจ็บราวกับทุกชิ้นส่วนกำลังจะหลุดออกจากกัน เสียงร้องไห้เล็กๆ ที่ดังลอดเข้ามาทำให้เจ้าชายพยายามจะหันไปมองและจะเอื้อมมือไปปลอบ แต่เวทย์ที่ถูกร่ายมาอีกระลอกกลับทำให้ต้องพยายามเค้นแรงและพลังทั้งหมดที่มีมาต้าน

และท่านก็สำนึกว่าความเป็นตัวเองช่างเล็กจ้อยมากเมื่อเทียบกับพลังที่ไม่มีจุดสิ้นสุดตรงหน้า!


“อึก!!”


เลือดอีกสายไหลลงมาเพราะอาการบาดเจ็บจากภายในที่มันรุนแรงจนเริ่มจะรับไม่ไหว ปากอิ่มเม้มแน่นเพื่อไม่ให้เสียงแห่งความเจ็บปวดมันเล็ดลอดออกไปทำให้อีกคนเป็นห่วงมากกว่านี้ ในจังหวะที่ความเจ็บปวดมันกำลังทำลายสติสัมปชัญญะก็เหมือนสียงๆ หนึ่งจะดังแทรกเข้ามาอย่างเย้ยหยัน

“อ่อนแอเช่นนี้แล้วเจ้าคิดจะเอาพลังที่ไหนมาดูแลลูกข้า....ฝันหวานเกินไปแล้ว!!!”

พร้อมๆ กับที่ตวาดก้อง....เสียงผ่าอากาศดังสนั่นหวั่นไหวก็พาสายฟ้าผ่าลงมายังร่างที่นอนคดคู้นั่นเต็มๆ



เปรี้ยง!!


เศษหญ้าที่กระจายปลิวว่อนพาน้ำตาเม็ดสวยให้ร่วงลงไหลอาบแก้มเนียน ร่างเล็กยังชะงักค้างพอๆ กับช่วงเวลาที่ร่างสูงของคนรักจะเริ่มปรากฎลางเลือนผ่านม่านควันพวกนั้น



“มิคกี้!!!!!!!!!”



เสียงใสที่หาเสียงตัวเองเจอแล้วตะโกนขึ้นมาอย่างเจ็บปวดก่อนจะถลาไปหาร่างที่เกรียมไปทั้งตัว แขนเล็กโอบกอดคนที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองมากเข้ามากอดแน่น เส้นสายชีวิตกำลังโยงจากคนตัวเล็กไปยังคนตัวใหญ่พร้อมๆ กับที่เจ้าตัวตวัดหน้าไปทางกลุ่มแสงนั้นอย่างแค้นเคือง

“ข้าเกลียดท่านพ่อแล้ว...โฮๆๆๆ....คอยดูนะข้าจะเกลียดท่านพ่อแล้ว!”

ตวาดปนน้ำตาเสร็จเจ้าตัวก็หันมาสนใจคนในอ้อมกอดต่อ ใบหน้าที่ซีดและมีเขม่าดำเปรอะทั้งหน้าพยายามยิ้มให้และยกมือขึ้นมาแตะน้ำตาสายเล็กออกอย่างแผ่วเบา

“อย่า...อึก...ร้องไห้....อึก...เดี๋ยวตาบวม...ไม่น่ารัก...”

“ฮือๆๆๆๆ ข้าไม่อยากน่ารักแล้วอ่า...โฮๆๆๆ มิคอย่าเป็นไรไปนะ...ข้าจะรีบรักษา...อย่าเป็นไรนะ...อื้อๆๆ อย่าทิ้งข้าไว้นะ...”



ภาพของลูกที่ทั้งรักทั้งหวงกำลังกอดร่างของชายอีกคนก็เหมือนจะพาเสี้ยนเล็กๆ ให้มันทิ่มแทงใจได้ดีนัก แต่ในตอนนี้กระแสเวทย์จากอีกโลกก็กำลังแผ่ออกมาจากบ่อน้ำและห่อหุ้มทั้งสองร่างเอาไว้ และเพราะสิ่งนี้นั่นล่ะที่ทำให้สายฟ้าเมื่อกี้เด็ดชีวิตเจ้าคนบังอาจไม่ได้ดั่งใจ


‘เจ้าคิดจะยุ่งเรื่องของข้า? คิดดีแล้วหรือ?’

‘ข้าย่อมไม่กล้าแตะเรื่องของท่านแน่ แต่นั่นคือหลานชายคนเดียวของข้า! เด็กมันรักกันใยต้องยื่นมือเข้าไปขวาง?’

เสียงเอ่ยตอบที่แทรกเข้ามาในจิตโดยตรงจากคนที่คงกำลังกางเขตแดนที่อีกมิติเพราะยังไม่สามารถเดินทางมาได้ทันใจเรียกรอยยิ้มหยันให้เหยียดยาวบนหน้าแกร่งเมื่อมองภาพที่เทวดาน้อยกำลังถ่ายไอชีวิตให้ร่างนั้นไปด้วย

‘อ่อนแอเช่นนั้นแล้วยังริบังอาจมารักซีอา หลานเจ้าประมาณตัวสูงเกินไปแล้ว!’

‘ความรักไม่ได้ตัดสินกันที่พลังท่านเองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้ดีกว่าใคร บัญญัตินิยามที่ท่านให้พวกมนุษย์ไว้เป็นแค่คำพูดสวยหรูแค่นั้นเองหรือ?’

คำเอ่ยกระทบพาหน้าคมให้สะอึกตามนิดก่อนจะพาร่างตัวเองไปหาเทวดาน้อยที่กำลังหน้าซีดตามคนป่วยแม้คนนั้นพยายามจะห้ามแล้วแต่ร่างเล็กก็ยังดึงดันที่จะรักษาคนรักให้ได้


“ซีอา.....”


คำเอ่ยเรียกคราวนี้กลับไม่ได้รับใบหน้ายิ้มยิงฟันกลับมาเหมือนทุกคราวเมื่อใบหน้าที่เปียกชื้นตวัดมามองอย่างตัดพ้อและเจ็บปวด น้ำตายังไหลเป็นสายเมื่อเจ้าตัวสะอื้นไปพลางพูดไปพลาง

“ฮึกๆ...อย่า...ฮึกๆๆ....อย่าเข้ามานะ....อื้อๆๆ...ข้าเกลียดท่านพ่อแล้ว!....คอยดูนะ..ฮือๆๆๆ...ถ้ามิคตาย..อื้อๆๆ...ข้าจะ...ซื้ดๆๆๆ....อื้อๆๆๆๆๆ......จะฆ่าตัวตายตาม!”


“ซีอา/เซียะ!!”


เสียงทุ้มอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กันเมื่อฟังใบหน้าน่ารักที่กำลังเชิดอย่างเด็ดเดี่ยวแต่ยังไม่ทันที่คนเป็นพ่อจะได้ทำอะไร...คนที่โมเมว่าเป็นลูกเขยกลับพยายามเบี่ยงตัวหนีจากอ้อมกอดเล็กนั้นและแม้อ้อมแขนเล็กๆ พยายามจะโอบเข้ามาดังเดิมมือใหญ่ก็กลับดันบ่าเล็กออกพร้อมๆ กับกระเถิบตัวหนี

“ข้าจะไม่ยอมรักษาถ้าเจ้าไม่สัญญาว่าจะไม่คิดอะไรอย่างเมื่อครู่อีก!”

“ฮึกๆ...ตะ...แต่ว่า...มิคอย่าหนีสิ...เดี๋ยวไม่หายนะ...”

“เฟเนรัสก็ยังอยู่ ปราสาทข้าก็ยังอยู่ สวนข้าก็ยังอยู่...และที่สำคัญ...” กระซิบพลางนิ้วแกร่งก็พยายามยกมาไล้น้ำตาทิ้งให้อย่างเบามืออีกครั้งพร้อมๆ กับที่ยิ้มสบตาคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม “..หัวใจข้าก็ยังอยู่ที่เจ้า....เจ้าต้องอยู่เพื่อคอยดูแลพวกมันสิ”

แต่ยิ่งเหมือนซับออกมากเท่าไหร่ก็กลับกลายเป็นเรียกหยดน้ำพวกนั้นให้มันไหลมาเพิ่มมากเท่านั้น

“ตะ...ฮึกๆๆ...แต่ว่า...”

“สัญญามาสิ!”

“...โฮๆๆๆ...แต่ว่า...ข้าไม่...อื้อๆๆๆ...”

“สัญญากับข้ามาเดี๋ยวนี้ซีอา!”

“โฮๆๆๆ มิคใจร้ายอีกคนแล้วอ่า...ฮือๆๆ...ใจร้าย....”


และในขณะที่ทั้งสองเหมือนจะโต้ตอบกันราวกับโลกนี้มีแค่สองคน...ผู้ใหญ่อีกสองคนกลับมองภาพนั้นด้วยหน้าที่ปั้นไม่ถูก


‘ข้าไม่ชินเอาซะเลยกับน้ำตาของซีอา’

‘ข้าก็ไม่ชินกับยิ้มแบบนั้นของหลานข้าเหมือนกันนั่นล่ะ ยิ้มดีๆ กับชาวบ้านเค้าเป็นด้วย’

‘เฮ้อ/เฮ้อ’



“เอาล่ะพวกเจ้า...เลิกเถียงกันซะที!”

เสียงเอ่ยอย่างอ่อนใจพาให้สองคนที่กำลังยื้อกันไปมาต้องหันมาอย่างสนใจก่อนที่เทวดาน้อยจะรีบกางปีกออกคุ้มครองและเอื้อมแขนเล็กไปคว้าร่างสูงมากอดอย่างคุ้มกันเต็มที่


ทำแบบนั้นพ่อก็หวงเจ้าเป็นเหมือนกันนะซีอา


“ถือซะว่าครั้งนี้ข้าเห็นแก่ลูกข้า...ข้าจะมีทางให้เจ้าเลือกสองทางเจ้าชายรัชทายาทแห่งวินเทร่า”


ความเงียบกริบเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองต่างจ้องมองมาอย่างแปลกใจ แต่เสียงที่ดังฟังชัดก็ค่อยๆ พาความแปลกใจที่มีมากขึ้นให้ก่อตัวขึ้นมา

“หนึ่ง....อีกร้อยปีนับจากนี้ข้าจะให้ชีวิตหนุ่มแก่เจ้า เจ้าจะเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าพ่อเจ้า...เป็นจักรพรรดิของโลกมนุษย์เล็กๆ ใบนี้ มีสนมเป็นสาวงามนับพัน และแน่นอนว่าข้ายังอนุญาติให้ซีอาอยู่กับเจ้าด้วย....”

รอยแย้มยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าน่ารักเมื่อเจ้าตัวหันไปสบตากับคนในอ้อมกอดอย่างดีใจแต่กับหน้าหล่อเหลากลับมีแววคลางแคลงใจราวกับรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติ และนั่นก็ทำให้คนพูดกระตุกยิ้มที่ไม่มีใครเห็นตอนเอ่ยต่อ

“แต่เจ้าจะเพียงแค่สัมผัสได้แต่ไม่มีวันได้มองเห็นหน้าซีอานับจนถึงวันสิ้นลมหายใจ!”


อึก!!


หนึ่งในหน้านั้นคือผิดหวังแต่อีกหนึ่งกลับเป็นประกายตาแข็งกร้าวที่พยายามจ้องตรงมา

อ่อนแอแล้วยังอวดเก่งอีกนะเจ้าว่าที่ลูกเขย!


“และสอง....”


แทบจะรับรู้ได้เลยว่าสองร่างกำลังกลั้นหายใจ มือแกร่งเอื้อมไปควานหามือเล็กพร้อมๆ กับสอดแทรกนิ้วประสานและเกาะกุมไว้แน่นราวกับกลัวอีกคนจะหายไปในพริบตา

“...หากเจ้าต้องการการรับรู้ทั้งสองทางในคราวเดียว เจ้าก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนให้ข้า....”

ทั้งๆ ที่สถานการณ์เป็นรองแต่มือใหญ่กลับยกมือเล็กขึ้นมาประทับจูบแผ่วเบาเพื่อเรียกกำลังใจ เห็นว่าข้าใจดีหน่อยก็จะเอาใหญ่เชียวนะ!

“นั่นก็คือเวลา 100 ปี ในการเป็นกบเฝ้าที่บ่อน้ำข้างๆ เจ้าแลกกับ 100 ปีต่อมาที่พวกเจ้าจะอยู่ด้วยกันได้วนเวียนอยู่เช่นนี้! ข้าไม่บังคับเจ้าแน่นอน....แต่เจ้าจะเลือกทางไหนล่ะเจ้าชาย?”

สมใจนิดๆ เช่นกันกับการได้เห็นหน้าหยิ่งทระนงนั้นจะมีแววไม่แน่ใจคลางแคลง แต่เจ้าตัวเล็กคนของตัวเองกลับกระตุกแขนใหญ่ๆ นั่นพลางเอ่ยเร่ง

“ข้อหนึ่งสิมิคข้อหนึ่ง เจ้าจะได้เป็นจักรพรรดิไง...ไม่แก่ด้วยนะแล้วเรายังได้อยู่ด้วยกันด้วยอ่ะ จับมือได้ด้วยอ่า มิคเลือกเร็วๆ สิ ข้อสองลำบากจะตายอย่าเลือกเลย....”

ข้าบอกแล้วไงว่าก็หวงเจ้าเป็นเหมือนกันนะซีอา ไปจับมือถือแขนผู้ชายแบบไม่ระวังตัวอย่างงั้นได้ไงฮึ นี่ถ้าเจ้ากลับบ้านครั้งต่อไปข้าสั่งสอนเจ้าหนักแน่!

ทว่าแม้อีกคนจะร้อนรนแค่ไหน...ร่างสูงนั้นกลับยังก้มหน้าเงียบ แต่แล้วในท้ายสุดก็เหมือนเจ้าตัวจะตัดสินใจได้ ตาคมเรียวเงยขึ้นมาด้วยประกายตาแน่วแน่ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงหนักแน่น



ข้าแพ้ผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ




“ซีอา...มาหาพ่อมา”

ถัดจากคำสาปที่ร่ายตามสิ่งที่เจ้าชายเลือก...เส้นแสงสีขาวนั้นก็ค่อยๆ รวมกันเป็นร่างของผู้ชายตัวสูงหน้าตาราวเทพบุตรคนหนึ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกับอดีตราชินีที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แขนแกร่งอ้าออกกว้างดังเช่นเคยที่เรียกลูกสุดที่รักคนนี้

“...ซีอา....มาหาพ่อสิ....”

รอยยิ้มกว้างนั้นทำให้เทวดาน้อยเริ่มลังเลใจว่าจะลุกจากขอบบ่อดีหรือนั่งเฉยๆ ต่อไปดี แต่ถึงงั้นเทวดาน้อยคงไม่รู้ตัวเลยล่ะมั้งว่าขาที่แกว่งไปมาเริ่มจะแตะลงพื้นแล้ว

“พ่อจะแค่กอดเจ้าให้หายคิดถึง มาหาพ่อนะ...”

“แต่...ฮึก...ข้างอนท่านพ่ออยู่นะ....ท่านพ่อใจร้ายอ่า...”

แม้จะพูดอย่างนั้นขาป้อมๆ ก็กลับก้าวออกเดินแล้วแม้เจ้าตัวจะก้มหน้างุดตลอดทางก็ตาม และจนสุดท้ายที่เดินอย่างงอนๆ ไปถึงก็ถูกอ้อมแขนของคนเป็นพ่อดึงเข้าไปกอดแน่น

“ทำหน้าอย่างนี้ไม่น่ารักเลยน้า...ยิ้มแบบเดิมให้พ่อดูหน่อยสิซีอา”

“ก็...ฮึก...ท่านพ่ออ่ะแหละ...ฮึกๆ...ท่านพ่ออ่า....” พูดปนสะอื้นไปเจ้าตัวก็เอาแขนป้อมๆ กอดคนตรงหน้าไปด้วยพลางซุกหน้าลงกับอกกว้างและสะอื้นเสียงแผ่ว “...ท่านพ่อใจร้ายอ่า..ฮึกๆๆ...ใจร้ายที่สุดเลย...”

“พ่อให้เจ้าได้เท่านี้...ต่อไปก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ ว่างๆ ก็มาหาพ่อบ้าง...ไม่มีเจ้าพ่อเหงา”

“ท่านพ่อให้ข้าตรงไหนกันเล่า...ท่านพ่ออ่ะทำร้ายมิคนะ...ฮือ...มิคใจดีกับข้าจะตายทำไมท่านพ่อต้องทำงี้ด้วย”

“พ่อทำทุกอย่างเพื่อเจ้าจริงๆ สัญญาว่าเจ้าจะกลับมาเยี่ยมพ่อทุกเดือนหน่อยสิ”

และแม้จะงอนมากแค่ไหน..แต่คำตอบที่ออกมาจากปากเล็กกลับเป็นคำตอบรับพร้อมการพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับอกอบอุ่นนั้นแน่น

“อื้อ”

“งั้นมาจุ๊บลาหน่อย”

และสิ่งที่ได้รับคราวนี้คือเทวดาน้อยเงยหน้ากลมๆ ให้คนเป็นพ่อจุ๊บแก้มใสตามสบายแต่มือเล็กกลับปิดปากแดงเอาไว้แล้วเจ้าตัวเลยเฉลยอาการข้องใจของบิดาว่าทำไมต้องปิดว่า

“ก็มิคบอกว่าตรงนี้อ่ะเก็บไว้ให้คนรัก ข้าก็กลัวท่านพ่อจาเผลอจุ๊บผิดอ่ะดิ ^ ^”

คำตอบเสียงใสที่เล่นเอาคนฟังถึงกับต้องตวัดหางตาไปมองอีกคนที่นั่งบนขอบบ่ออย่างเคืองๆ

กลับบ้านคราวหน้าพ่อต้องอบรมเจ้าซะใหม่แล้วล่ะซีอา!



และหลังจากนั้นก็คือร่างที่หลอมรวมเป็นกลุ่มแสงอีกครั้งก็เลือนหายไป ใบหน้าน่ารักแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมยิ้มกว้างและโบกมือลาด้วย แต่หากเมื่อเจ้าตัวละสายตาจากท้องฟ้าและหันกลับมาจ้องยังบ่อน้ำศักสิทธิ์...ภาพที่เห็นก็กลับค่อยๆ พารอยยิ้มแจ่มใสนั้นเลือนหายไป


ร่างเล็กจ้อยเท่ากำปั้นสีเขียวกำลังนั่งบนขอบบ่อน้ำและจ้องมองปราสาทที่ถูกฉาบด้วยแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ยามเย็นอย่างเงียบเหงา

ยิ่งตัวเล็กลงมากเท่าไรห่ปราสาทตรงหน้าก็กลับยิ่งสูงเสียดฟ้ามากยิ่งขึ้นเท่านั้น...และมันคงมากพอที่จะทำให้อีกคนรู้สึกตัวเองหดเล็กลงจนแทบไม่เหลือตัวตน

“มิค...”

บรรยากาศเหงาๆ รอบร่างนั้นพาเสียงเรียกให้อ่อนระโหยตามไปด้วย กระบอกตาหยีร้อนผ่าวจนเจ้าต้องต้องรีบยกกำปั้นมาปาดน้ำตาทิ้งเพราะกลัวอีกคนจะเสียใจ

“ทำไมถึงเลือกข้อสองล่ะ? ฮึกๆ....ทำไมต้องเลือกข้อที่มันลำบากอย่างนี้ด้วยล่ะ?”

ร่างนั้นสะอึกนิดก่อนที่เงารางๆ ของร่างเก่าจะผุดลอยอยู่เหนือร่างกบในขณะที่เจ้าตัวทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนตอนเอ่ยปากตอบ


“ฮะๆๆๆ ข้าเลือกทางที่ดีที่สุดต่างหากซีอา พ่อเจ้าช่างยื่นข้อเสนอที่ไม่ได้เรื่องเลย ข้าฉลาดกว่าไงเล่าที่เลือกทางนี้ ข้ากำลังจะได้ชีวิตอมตะนะ”


ชีวิตอมตะที่สถานะต่างจากเดิมราวฟ้ากับดินเช่นนี้แล้วมันจะคุ้มมั้ย?


แต่ถึงแม้ร่างนั้นจะพยายามหัวเราะเพียงใด..แผ่นหลังกว้างก็กลับดูหดลงเรื่อยๆ เมื่อเจ้าชายกำลังจ้องปราสาทด้วยความรู้สึกที่ไม่มีใครเข้าใจ

แต่เสียงสะอื้นเล็กๆ ข้างหลังเจ้าชายกลับเข้าใจและหันกลับมามองคนที่น้ำตาเริ่มไหลอีกครั้งแล้วด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“ทำไมต้องร้องไห้ด้วย ข้าไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนแล้ว เลิกร้องซะนะ”

พูดพลางมือใหญ่โปร่งใสก็ยกมาหมายจะเช็ดน้ำตาออกให้อย่างเคยด้วยความลืมตัว แต่แล้วมือตัวเองที่ทะลุใบหน้านั้นไปก็กลับพาแววตาเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาบนหน้าหล่อเหลาชั่ววูบก่อนเจ้าตัวจะรีบเบือนหลบไปทางอื่น

“..ข้าแค่อยากเห็นเจ้ายิ้ม...อยากเห็นเจ้าหัวเราะ...อยากเห็นเจ้าสบตากับข้า...คุยกับข้า...ข้าไม่ได้ต้องการเพียงสัมผัสทางร่างกายแต่ข้าอยากได้ทั้งหมด ข้าอยากรู้ว่าเจ้าทำสีหน้าเช่นไร อยากรู้ว่าเจ้ามีความสุขมั้ยเมื่ออยู่ข้างกายข้า...ข้าต้องการเพียงแค่นั้นเองซีอา”

แผ่นหลังกว้างที่ราวรำพึงกับตัวเองพาหยดน้ำให้ร่วงหล่นจากตาใสได้อีกคราว เทวดาน้อยสูดน้ำมูกไปพลางรีบเช็ดน้ำตาไปพลางเมื่อได้ฟังประโยคต่อไป

“ดังนั้นอย่าร้องไห้เลย...ข้าไม่มี....แม้แต่มือจะมาซับน้ำตาให้เจ้าได้....อย่าร้องไห้ให้ใจข้าต้องเจ็บเพราะน้ำตาเจ้าเลยซีอา”

คอเสื้อสีครีมถูกใช้มารีบปาดน้ำตาออกอย่างรวดเร็วก่อนที่แขนเล็กจะโอบร่างร่างโปร่งใสนั้นไว้หลวมๆ

ไม่มีแม้แต่แผ่นหลังให้คนรักเช็ดน้ำตา!

“ข้าไม่ต้องการอำนาจยิ่งใหญ่...และยิ่งไม่ต้องการแต่งงานทางการเมืองกับคนที่ข้าไม่ได้รักดังเช่นที่พ่อข้าต้องทำ...ที่ข้าต้องการเพียงมีเจ้าอยู่ข้างกายข้า...100 ปีมันไม่นานหรอก...มันคงไม่ลำบากนักหรอก....เจ้าจะรอข้าจนกว่าจะถึงตอนนั้นได้หรือไม่ซีอา?”

ถึงแม้จะกลั้นไว้เท่าไหร่น้ำตาสายนั้นมันก็ร่วงหล่นอย่างเคย หยดน้ำพราวทะลุผ่านแผ่นหลังกว้างโปร่งใสลงสู่บ่อน้ำศักสิทธิ์เบื้องล่าง

แต่ประโยคที่เอ่ยออกมาจากเทวดาน้อยมันกลับเหมือนหยดน้ำเย็นๆ ที่ซึมลงบนหัวใจแกร่งกร้าวของเจ้าชายได้อย่างไม่น่าเชื่อ


“...ฮึก...ไม่เห็นต้องรอเลยมิค...ฮึกๆ...ตอนนี้...ฮึกๆๆ...มิคก็อยู่กับข้านี่นา...แค่นี้ข้าก็ดีใจแล้ว”


คำไม่กี่คำกลับสามารถเรียกรอยยิ้มอบอุ่นให้ปรากฎบนหน้าเจ้าชายได้ง่ายดายเช่นเคย


ท่านแม่...ตอนนี้ข้าคิดว่าข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านทำทั้งหมดแล้ว




END




 

Create Date : 26 มกราคม 2552    
Last Update : 26 มกราคม 2552 18:48:07 น.
Counter : 144 Pageviews.  

เจ้าชายกบ [2/3]

“เซียะ!”


ปัง!


“เซียะ!!”


โครม!!


“ออกมาหาข้านะซีอา ข้าไม่เล่นแล้วนะ!”


“ได้ยินมั้ยว่าข้าไม่เล่นแล้ว!! ถ้าเจ้าไม่ออกมาข้าจะโกรธเจ้านะ!”


“ได้โปรดซีอา....ออกมาเถิด....ได้โปรด”


เกือบแทบทุกห้องที่พอคิดได้ในปราสาทกลับไม่มีวี่แววของร่างเล็กเลย ไม่เว้นแม้แต่ห้องสมุด หอคอย ใต้เตียง หรือทุกที่ที่เคยไปด้วยกันก็ว่างเปล่าซะจนมันฉุดหัวใจของเจ้าชายให้หล่นวูบลงได้

ปีกของเทวดาน้อยใกล้จะหายสนิทแล้วเพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าตัวยังกระพืออวดๆ ให้ดูด้วย


ซีอา!


ความหวาดวิตกเริ่มแล่นขึ้นมาทั่วตัวเมื่อคิดว่าตอนนี้จะไม่มีเสียงใสๆ และร่างน้อยๆ เข้ามาคอยปลุกคอยถามไถ่เหมือนทุกครั้ง ความใกล้ชิดที่มีมากเกินไปมันเลยทำให้มองไม่เห็นถึงความในใจของตัวเอง


ข้ารักเจ้า...


ซีอา....ข้ารักเจ้า!


และเมื่อประตูห้องสุดท้ายถูกปิดลงด้วยความว่างเปล่าก็เหมือนข้างในใจของเจ้าชายมันจะกลวงตามไปด้วย ความสูญเสียมันตอกย้ำชัดเจนจนต้องล้วงเข้าไปในอกเพียงเพื่อจะหยิบของต่างหน้าที่เหลือเพียงชิ้นเดียวออกมาดู

ขนปีกขาวบริสุทธิ์ที่สว่างเรืองรองในมือ


ทำไมข้าถึงไม่เคยคิดได้ก่อนหน้านี้ว่าใยต้องเก็บไว้ติดตัวตลอดเวลาแม้แต่จะเป็นตอนที่ต้องออกไปข้างนอกก็ตามที


ทำไมข้าถึงไม่เคยสำนึกได้!


สายตาคมจ้องมองความบริสุทธิ์ที่แสบตานั้นซักพักแล้วในตอนท้ายความดำมืดก็ปรากฎวูบในแววตาคมเรียว สายลมสีดำสนิทค่อยๆ หมุนวนรอบร่างสูงในขณะที่มือใหญ่ปล่อยขนปีกให้ลอยขึ้นค้างตรงหน้าพร้อมๆ กับที่วงล้อมเวทย์เริ่มปรากฎเส้นสายขึ้นบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบใต้เท้าและตรึงขนนั้นให้ลอยตรงกลางวง!


นำทางข้าที!


แรงกดทับที่หนักหน่วงจากการสะท้อนกลับของเวทย์ที่ร่ายออกเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อพื้นหินรอบตัวแตกร้าวและทรุดยวบลงเอาดื้อๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ถ้าจะจะติดตามที่อยู่ของเทวดาสายเลือดบริสุทธิ์เช่นซีอา!

และก็เหมือนคนทำจะรู้ดีว่าการจะเปิดผ้าม่านดำมืดนั้นออกต้องแลกมาด้วยแรงอัดมหาศาลจนเรียกสายเลือดสีเข้มให้ไหลออกมาจากมุมปากได้มากเพียงใด!


“....ซาเมนด้า!!.........”


เสียงห้าวดังก้องสะท้อนจนสั่นสะเทือนไปทั้งปราสาท กระจกรอบตัวเริ่มแตกร้าวและบางอันก็ถึงแตกกระจายออกมาเป็นชิ้นเล็กชินน้อย น้ำหนักรุนแรงที่กดลงมาแทบจะทำให้เจ้าชายทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นที่พังทลายแต่เข่าแกร่งที่ยันไว้ข้างหนึ่งก็ยังสามารถช่วยรักษาการทรงตัวเอาไว้ได้


“.........นูมารีเอล........ซีอา!!!!”


และในท้ายที่สุดความพยายามก็สัมฤทธ์เมื่อผ้าม่านนั้นเปิดออกเห็นภาพเทวดาน้อยกำลังนั่งจุมปุ๊กในที่บางที่



พระเจ้า!



ถึงตอนนี้ทั้งแรงกดมหาศาลและสายลมรอบตัวก็เริ่มสงบลงและเลือนหายไปกับวงล้อมเวทมนต์แล้ว ร่างที่นั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นปาดเลือดออกก่อนจะหัวเราะเบาๆ ด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ


ข้าห่วงเจ้าจนลืมความรอบคอบที่มีทั้งหมดได้อย่างไร?


คิดพลางเสียงหัวเราะแผ่วก็ดังออกมาจากลำคอแกร่ง ขนปีกข้างนั้นถูกยัดเอาไว้ในอกดังเดิมก่อนเจ้าชายจะทรงตัวขึ้นมายืนอีกครั้งและออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ได้เห็นเมื่อครู่


สถานที่แห่งแรกที่ทั้งสองคนพบกันนั่นไง


สวนท้ายวังนั่นเอง!







“ข้าว่าแล้วว่าเจ้านั่นน่ะไม่ใช่คนดีหรอก ข้าว่าแล้วเห็นมั้ยยยยย”

“ใช่ๆๆๆๆ เบลลัสพูดถูก ใช่ๆๆๆๆๆ”

“นี่เห็นว่าเจ้าช่วยพวกข้าออกมาหรอกนะข้าถึงจะช่วยปรึกษาให้ หนีไปให้พ้นจากเจ้านั่นซะ! เพราะเจ้านั่นมันโคตรจะน่ากลัวเลยน่ะสิ!”

“อื้อๆๆๆๆ เบลลัสพูดถูกอีก พูดถูกๆๆๆๆๆ”

“มะ...ไม่จริงหรอก! เจ้าชายเป็นคนใจดีไม่เหมือนที่พวกเจ้า....ที่....ที่พวกเจ้าพูดแน่!”

“เฟเนรัส! พูดอย่างนี้อยากเจ็บตัวอีกรึไง!”

“อย่าเข้ามานะ! ถ้าเข้ามาข้าจะฟ้องเจ้าชาย!”

“หนอยยยยย เจ้ายังจะกล้าไปฟ้องมันรึไง! เจ้ายักษ์น้อยนี่ยังไม่กล้ากลับไปเลยไม่ใช่เรอะ! ถ้าให้เลือกเจ้าจะเลือกไปกับใครล่ะ!”

“ขะ....ข้าก็ต้องเลือกซีอาอยู่แล้ว....แต่เจ้าชายไม่ใช่คนอย่างนั้นจริงๆ นะซีอา...เวลาเจ้าชายมองเจ้าเจ้าชายทำหน้าใจดีมากเลยนะ....”

“.............”

“อย่าคิดมากเลยน่าเจ้ายักษ์น้อยเอ๊ย เจ้ากลับบ้านไปเถอะน่า เจ้านั่นมันนิสัยไม่ดีฟันไม่เลือก ถ้าเจ้ายังอยู่กับมันเจ้าจะเป็นอันตรายนะ”

“ใช่ๆๆๆๆ อันตรายๆๆๆๆ กลับบ้านๆๆๆๆๆ”



เสียงโต้เถียงกันไปมาที่คุ้นเคยพาให้ร่างสูงที่ได้ยินตอนแรกอดจะหัวเราะขำเบาๆ ไม่ได้ นี่ข้าอุตส่าห์ใจดีไว้ชีวิตพวกเจ้าแต่พวกเจ้ากลับตอบแทนข้าด้วยการยุแยงอยู่นี่รึไง

“ถ้าพวกเจ้ายังอยู่นานกว่านี้พวกเจ้านั่นล่ะที่จะได้รับอันตรายซะเองเจ้าภูตินิสัยเสีย!”

เสียงทุ้มที่ดัดให้มันเข้มพูดไม่ดังนักแต่มันกลับเรียกอาการสะดุ้งจากภูติทั้งฝูงแม้ยังไม่เห็นหน้าคนพูดก็ตาม!

เจ้าโคตรยักษ์!!

แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าเมื่อแหวกพุ่มดอลญ่าเจ้าเดิมออกก็คือฝูงภูติตัวน้อยๆ สิบกว่าตัวที่กำลังกระพือปีกสะท้อนแสงจันทร์เรืองรองและลอยอยู่บนร่างเล็กร่างหนึ่งที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น บนไหล่บางมีภูติตัวน้อยหนึ่งตัวกำลังยืนและเกาะปอยผมสีน้ำตาลนุ่มแน่น

และภูติน้อยตัวนั้นก็กำลังทำหน้าดีใจอย่างที่สุดเมื่อมองเห็นชัดๆ ว่าใครเป็นคนพูด

“เจ้าชาย!”

ปีกบางใสกางออกและเจ้าตัวก็บินถลามาเกาะที่ไหล่กว้างของเจ้าชายแทน เสียงรายงานใสๆ ช่างแตกต่างนักกับภูติตัวอื่นๆ ที่หน้าซีดแล้วซีดอีกนัก

“...ทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ล่ะ ข้าก็ห้ามซีอาแล้วนะว่าอย่าปล่อยๆ แต่ซีอาก็ไม่ฟังข้าบ้างเลย...”

ตอนแรกแม้แต่น้ำยังเรียกไม่ได้ แต่ตอนนี้เจ้าถึงกับคลายเวทย์ของข้าได้เลยหรือเทวดาน้อย?

นี่เจ้าคงใกล้จะหายดีแล้วสินะ

“เอาล่ะ...งั้นข้าให้เวลาพวกเจ้าสามวินาที ถ้าพวกเจ้าหนีทันครั้งนี้ข้าจะไม่เอาโทษและจะปล่อยเจ้าไปด้วย แต่หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำตัวแย่ๆ อีกล่ะก็.....ข้าจัดการอีกแน่! หนึ่ง....สอง....สา.....”

ไม่ต้องรอให้ถึงคำสุดท้ายหรอกเพราะภายในชั่วพริบตาภูติแต่ละตัวก็แตกฝูงบินฮือหนีไปคนละทิศละทางทันที!

ก้างขวางคอใกล้หมดแล้ว

“เฟน...ช่วยไปดูต้นทางให้ข้าหน่อยได้มั้ย ถ้าเจ้าพวกนั้นย้อนกลับมาก็รีบมาบอกข้านะ”

“ได้เล้ย! ข้าจะเฝ้าให้ดีที่สุดเลยเจ้าชาย!!”

และก็หมดลงจนได้


เสียงปีกเล็กที่แหวกอากาศนั้นห่างออกไปแล้วและเจ้าตัวคงเลือกพุ่มไม้ซักพุ่มในการสังเกตการณ์ แต่คนที่ยังไม่ได้เอ่ยปากอะไรซักทีกลับยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงซักนิด ใบหน้าน่ารักก้มลงจ้องต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่งบนพื้นเหมือนมันน่าสนใจเสียเต็มประดา ปลายนิ้วเล็กถูกชี้ลงไปบนต้นไม้นั้นและกำลังส่องแสงสว่างเรืองรองไม่แพ้แสงจันทร์

เจ้าจะไม่สนใจข้าจริงๆ น่ะหรือซีอา?


“ทำไมเจ้าถึงปล่อยพวกนั้นออกมาล่ะ?” เสียงเอ่ยถามแผ่วเบาเมื่อคนถามกำลังทรุดตัวลงไปนั่งข้างๆ และจ้องไปที่หน้าด้านข้างของคนข้างกาย “...พวกนั้นทำร้ายเจ้านะจำไม่ได้แล้วเหรอ?”

“เค้าน่าสงสาร....การถูกขังอยู่ในที่ใดที่หนึ่งแม้มันจะสวยงามเพียงใดมันน่าสงสาร”

“เจ้ากำลังหมายถึงบ้านข้าอยู่มั้ย?”

“.............”

“เจ้าไม่อยากอยู่กับข้าแล้วเหรอซีอา?”

คราวนี้กลับไม่มีเสียงตอบแม้หน้าเล็กๆ จะเริ่มหมองและยังไม่เงยจากต้นไม้ตรงหน้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนตอนนี้กำลังทอดยอดสูงขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีดอกตูมแล้ว

“แต่ข้าอยากอยู่กับเจ้านะ”

“ไม่จริงหรอก...มิคอ่ะอยากอยู่กับคนสวยๆ มากกว่าข้า...ฮึก...มิคไม่อยากอยู่กับข้าจริงหรอก...”

ใบสีเขียวกำลังผลิบานออกจากต้นและกลีบดอกตูมบางกลีบกำลังแย้มบานออกมาแล้ว

“จะไม่มีคนสวยๆ ที่ไหนอยู่กับข้าอีกแล้ว...เพราะข้างกายข้าจะมีแค่เจ้า...เช่นนี้แล้วเจ้ายังจะไปจากข้าอยู่มั้ย?”

คำพูดคราวนี้เรียกให้แสงสว่างนั้นเลือนหายไปเมื่อเจ้าของนิ้วเบนใบหน้าน่ารักที่น้ำตาเม็ดโตกำลังคลอในตาสีน้ำตาลใสแจ๋วมามองด้วยแววตาแปลกใจ

“...ฮึก....จริ....จริงเหรอ?”

“จริงสิ...” ตอบพลางเจ้าชายก็ยิ้มสบตาและยกมือใหญ่ไปปาดน้ำตาเม็ดหนึ่งที่มันกลิ้งลงมาตามแก้มใสออกให้อย่างเบามือ “...ข้าจะไม่ออกไปเที่ยวไหนอีกแล้ว จะอยู่เป็นเพื่อนเล่นเจ้าทุกวัน ถ้าจะออกไปนั่นคือออกไปด้วยกันดีมั้ย?”

“จริ...ฮึกๆๆ...จริงนะ...ซื้ดๆ...”


“ข้าสาบาน!”


เจ้าชายเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกคนจะแปลออกได้ลึกซึ้งเพียงไหน แต่อย่างน้อยที่สุดหน้ากลมป้อมก็เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาและในท้ายที่สุดมันก็คือรอยยิ้มยิงฟันตาหยีแบบที่เจ้าชายชอบมอง

เจ้าเป็นเด็กทารกที่น่ารักขึ้นทุกวันเลยเทวดาน้อย

“ดูสิมิคดูสิ....นี่คือต้นไม้ที่เฟนเอาเมล็ดพันธ์มาให้ไง ข้าดูแลจนมันโตแล้วนะ ^ ^”

พอเคลียร์เรื่องหนักใจจบปุ๊บเจ้าตัวก็กลับมาเป็นอย่างเดิมปั๊บเมื่อเอาเสียงใสๆ เอ่ยอวดอย่างภาคภูมิใจ ดอกไม้ตอนนี้ที่กำลังกลายเป็นดอกไม้สมชื่อเพราะพอได้ไอชีวิตที่เทวดาน้อยส่งให้อีกครั้งมันก็ค่อยๆ แย้มกลีบทุกกลีบออกและเบ่งบานล้อแสงจันทร์เต็มที่ในที่สุด

แต่นี่มันเรียกว่าการดูแลที่ไหนเล่า...เจ้ากำลังใช้ทางลัดอยู่มิรู้ตัวหรือไร

“สวยเนอะ^ ^”

แต่หน้าน่ารักที่ก้มลงยิ้มแป้นไปพลางจ้องดอกไม้ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกายกลับสวยซะจนเจ้าชายต้องพยักหน้ารับและเอ่ยตอบเบาๆ เมื่อจ้องร่างขาวสว่างที่เส้นสีเงินจากแสงจันทร์กำลังไล้ไปตามเส้นสายบนร่างกายอย่างนุ่มนวล

“อื้อ....สวย”

ปีกสีขาวบริสุทธิ์ที่คงใกล้หายดีแล้วก็ช่างสวยและเหมาะสมกับตัวเจ้าของเหลือเกิน

“ข้าจับปีกเจ้าได้มั้ยซีอา?”

แต่คำถามราวละเมอกลับพาให้หน้าที่กำลังยิ้มเหมือนสะดุ้งนิดๆ ก่อนจะค่อยๆ แผ่สีแดงจางๆ ไปทั่วหน้าและลำคอบาง

“ทะ...ทำไมล่ะ?”

“ก็ข้าอยากจับ...ถ้าจะสัมผัสได้คือเจ้าต้องเป็นคนอนุญาติใช่มั้ย?”

“อ่ะ....อื้อ...ตะ....แต่ทำไมต้องอยากจับด้วยล่ะ?

“ไม่ได้เหรอ?”


คำถามสวนกลับกลับทำให้เทวดาน้อยก้มหน้างุดพร้อมเงียบไปเลย


แล้วหลังจากนั้นไม่ถึงอึดใจปีกนั้นก็เริ่มแผ่สยายออกและกระพือบางเบา ก่อนปลายปีกบริสุทธิ์จะค่อยๆ วางลงในตำแหน่งตรงหน้าร่างสูงอย่างนุ่มนวล

“...อย่าเด็ดนะ”

ใครเค้าจะทำอย่างนั้นกับสิ่งสวยงามอย่างนี้ได้กันเล่าเทวดาน้อย

คิดพลางยิ้มพลางเจ้าชายก็ยกมือใหญ่ไปสัมผัสความนุ่มตรงหน้าอย่างเบามือ มือแกร่งไล้ไปตามแนวโค้งของโครงสร้างที่อ่อนช้อยนั้นอย่างพึงใจ

แต่สัมผัสแผ่วเบาที่ว่ากลับให้ใบหน้าน่ารักถึงกับก้มงุดและแดงจัดขึ้นมาได้ทันใจ!

“เจ้าเป็นอะไรไปน่ะซีอา?”

“กะ...ก็....ก็...มิคอย่าแตะอย่างนั้นสิ “

“ทำไมล่ะ? ข้าเองก็สงสัยมานานเหมือนกันว่าทำไมข้าหรือใครๆ ถึงสัมผัสมันไม่ได้อย่างนี้”

“ก็...ปีกน่ะ...ก็ปีกน่ะ...ต้องเป็นคนที่ชอบมากๆ ถึงแตะได้ไงล่ะ...มันก็เลย...ยังไงอ่ะ...นอกจากท่านพ่อแล้วข้าเลยไม่ชินที่มีใครจับน่ะ....มันเหมือน...คือมันเหมือนกะแตะตัวโป๊ๆ อ่ะจิ >///<”

“เห?...คนที่ชอบมากๆ เหรอ?”

“อื้อ...ท่านพ่อบอกมาอย่างนั้น...มิคอย่าจับแบบนั้นสิมันจักจี๊อ่า...ฮะๆๆๆ....ปล่อยเถอะน้า....”

รู้สึกเหมือนกันว่าตัวเองกับคนตรงหน้ากำลังเข้าใจกันคนละประเด็น ในขณะที่เจ้าตัวหวงเพราะกลัวเจ้าชายสัมผัสแปลกๆ ฝั่งตัวเจ้าชายเองก็กำลังแปลกใจในสิ่งที่ได้รับรู้เช่นกัน

นั่นคือคนที่มองเห็นได้สัมผัสได้ต้องได้รับการอนุญาติจากเจ้าของและต้องเป็นคนที่เจ้าของเปิดใจให้มากๆ อย่างนั้นใช่มั้ย?

เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองพูดอะไรออกมาเทวดาน้อย?

เจ้ารู้ตัวบ้างหรือไม่ว่าคำพูดเจ้ามันสามารถตีความได้อย่างไรบ้าง?

สรุปคือเจ้ายังไม่โตพอจะรับรู้ใช่มั้ยว่าเจ้ากำลังสารภาพรักข้าอยู่น่ะ!

ข้าจะทำเช่นไรกับเด็กทารกเยี่ยงเจ้าดีเนี่ย!!


แต่เจ้าชายท่านก็บ่นเบาๆ ในใจไปอย่างนั้นแหละเมื่อความเป็นจริงแล้วคือหน้าท่านกำลังบานและยิ้มกว้างอย่างที่สุดที่เคยมีมา เสียงหัวเราะด้วยความดีใจและพอใจดังแผ่วเบาและก้องกังวานท่ามกลางดอกไม้หลากสีในยามราตรี ณ สวนแห่งนี้


ความอิ่มเอมใจที่ได้รับนี้คือสิ่งที่ท่านก็เคยได้รับมาเช่นกันใช่หรือไม่ท่านแม่

ท่านจะรับรู้บ้างหรือไม่ว่าตอนนี้ลูกท่านโตพอที่จะเรียนรู้ ‘สิ่งนี้’ ด้วยความเต็มใจอย่างที่สุด

หากท่านยังอยู่ข้าคงพาเด็กน้อยตรงหน้าไปแนะนำกับท่านว่าข้าหาเจอแล้ว....ข้าหาเจอความรู้สึกส่วนหนึ่งที่มันขาดหายไปเจอแล้ว

ขอบคุณที่ทำให้ข้าเกิดมาเจอกับซีอา...ขอบคุณสำหรับความรักของท่าน...ขอบคุณ


“ซีอา...”

ชื่อตัวเองที่ถูกเอ่ยออกมาพาให้ใบหน้าเล็กที่ก้มงุดแหงนขึ้นไปตามเสียงเรียกอย่างแปลกใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้มองหน้าที่ยิ้มกว้างของคนเรียกชัดๆ และจะอ้าปากเอ่ยถามสิ่งใดออกไป...ใบหน้าคมคายนั้นก็ก้มต่ำลงมาและประทับความร้อนผ่าวบางเบาที่ริมฝีปากเล็กซะแล้ว

จุ๊บ


สีแดงเรื่อกระจายไปทั้งหน้าขาวใสแทบจะทันที!


“อ่ะ....อ่ะ....อ่ะ.....”

เจ้ายังคงไม่โตขึ้นจริงด้วยเด็กทารกน้อย

แต่เด็กทารกของเจ้าชายที่อ้าปากค้างนิดๆ ก็กลับรีบหุบปากลงทันควันก่อนจะก้มหน้าลงไปต่ำกว่าเดิม เสียงใสที่อุบๆ อิบๆ พูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเองกลับสามารถเรียกรอยยิ้มกว้างให้มันกระจายบนหน้าหล่อได้ดี

“เจ้าจุ๊บผิดที่นะมิคกี้ ถ้าไม่ใช่ที่หน้าผากก็ต้องที่แก้มไม่ก็ที่คางสิ ท่านพ่อสอนข้ามาอย่างนั้น”

ประโยคนี้เรียกเสียงหัวเราะน้อยๆ จากเจ้าชายได้จริงๆ นะ

“ได้สิ...งั้นข้าจะทำใหม่...เงยหน้ามาสิซีอา....”

ไม่รอให้คนตัวเล็กจะทันได้แปลได้ทำตามที่ขอมือใหญ่ก็จับเข้าที่ปลายคางมนและดันให้เงยมาสบตาชั่วครู่ก่อนหน้าคมจะค่อยๆ ก้มลงไปหาเพื่อประทับจูบนุ่มนวลที่หน้าผากเนียน


จุ๊บ


และระเรื่อยความอุ่นจัดนั้นลงไปยังแก้มใสทั้งสองข้าง


จุ๊บ


จุ๊บ


และต่ำลงมากว่านั้นก็คือปลายคางเล็กที่กำลังจับอยู่นี่


จุ๊บ


แต่ทว่ามันกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น


ลมหายใจอุ่นและริมฝีปากร้อนจัดผละออกมาจากคางเล็กเพียงนิด ก่อนจะเอียงหน้าและประทับลงไปใหม่ ณ ตำแหน่งที่อยู่สูงกว่าเดิมหน่อยเดียว


ปากเล็กที่เผยอค้างตรงหน้านั่นเอง!


“...อ่ะ....อื้อ....”


หากแต่คราวนี้มันกลับไม่ใช่สัมผัสบางเบาเหมือนตอนแรกเมื่อเจ้าชายบดเบียดและดูดกลืนกลีบปากอิ่มแดงด้วยความปรารถนาทั้งหมดที่มี มือใหญ่อีกข้างต้องเลื่อนไปประคองที่ท้ายทอยน่ารักเพื่อช่วยดันให้เงยหน้ามารองรับสัมผัสหนักหน่วงที่แนบลงไปให้ได้ คนถูกจูบยังตั้งตัวไม่ติดหรอกเพราะก็ยอมอ้าปากเล็กเปิดออกตามการเชื้อเชิญของปากอิ่ม


“...อา...มิค....อื้อ....”


แรงปรารถนาที่กวาดควานอย่างเร่าร้อนในโพรงปากตนทำให้เทวดาน้อยเริ่มมึนได้จริงๆ


“....หายใจทางจมูกสิ.......อ้าปากอีกครั้งนะซีอา....”


นั่นคือคำพูดที่กระซิบติดปากแดงที่เริ่มบวมเมื่อคนกระทำผละมานิดหนึ่งเพื่อให้คนตัวเล็กได้หายใจก่อนที่เจ้าชายจะเน้นย้ำจูบหนักหน่วงลงไปใหม่ตามความต้องการที่ไม่รู้จบ


ทว่าท้ายสุดมันก็กลับจบด้วยเสียงประท้วงเพราะถ้านานกว่านี้เทวดาน้อยก็จะพบจุดจบซะเองเพราะการหายใจไม่ออก


“....อือ....”


แล้วคราวนี้หน้าเล็กๆ นั้นก็แทบจะซุกเข้าไปในเข่าทั้งสองข้างของเจ้าตัวแล้ว!


“...กะ....ก็บอกว่ามันผิดที่ไงเล่า...ไมไม่ฟังกันบ้างเลยอ่ามิคกี้.....”


ใครจะรู้บ้างว่าเจ้าชายตอนนี้อยากจะหัวเราะเต็มเสียงเสียเหลือเกิน!


แต่เมื่อความอ่อนอกอ่อนใจเริ่มเลือนหายแลกมากับการที่รู้สึกปวดหน้าเพราะยิ้มมากเกินไป..แขนแกร่งก็ตวัดรอบร่างเล็กก่อนจะอุ้มเทวดาน้อยทั้งที่ยังนั่งอย่างนั้นเปลี่ยนมาเป็นนั่งพิงอกกว้างๆ ของเจ้าชายแทน แขนยาวโอบรอบและรัดคนในอ้อมกอดเข้ามาแนบชิดก่อนจะวางคางแกร่งของตนลงบนกลุ่มไหมสีน้ำตาลพร้อมๆ กับจ้องมองสวนดอกไม้ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงตรงหน้าด้วยกัน (ถ้าเทวดาน้อยจะยอมเงยหน้าออกมาจากเข่านะ)


“...ข้าจูบไม่ผิดที่หรอกซีอา...”

บอกพลางก็ก้มลงกดจมูกโด่งกับความหอมของผมนุ่มพร้อมๆ กับที่แตะหลังนิ้วบางเบาที่หน้าผากเนียน


“...ตรงนี้....ตรงนี้....และตรงนี้.....” นิ้วนั้นลากตั้งแต่หน้าผากผ่านแก้มใสลงไปจนถึงปลายคางพร้อมกับกระซิบบอกเสียงแผ่ว “......เอาไว้สำหรับ พ่อ พี่ชาย หรือเพื่อน....แต่หลังจากวันนี้ข้าไม่ให้เจ้าจูบแบบนี้กับเพื่อนที่ไหนอีกแล้วนะ.....ส่วนตรงนี้น่ะ.....”

แล้วนิ้วที่ว่าก็ลากลงมาหยุดที่ปากแดงที่บวมนิดๆ ในขณะที่คนพูดเอียงหน้าก้มมองคนในอ้อมกอดเล็กน้อยก่อนจะกดจมูกลงกับแก้มใสหนักๆ ด้วย


“......เค้าเอาไว้สำหรับ ‘คนรัก’ เท่านั้น ต้องให้ข้าสอนเจ้าใหม่มั้ย?”


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าร่างเล็กสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที!


“อ่ะ...อ่ะ...มะ...ไม่ต้องหรอกมิค ข้าไม่จุ๊บแล้ว...จะ...ถ้าจุ๊บ....จุ๊บอีกข้าอาจจะตายก็ได้นะ”


“ข้าไม่ทำให้เจ้าตายหรอกน่า ลองอีกครั้งนะ”


“มะ...ไม่เอา...วันอื่นค่อยทำ”


“ก็ถ้าข้าไม่สอนเจ้าก็ไม่รู้นี่นา ให้ข้าสอนใหม่นะ”


“ระ....รู้แล้วๆ...ไม่ต้องสอนอีกก็ได้”


“รู้แล้วแน่นะ”


“อื้อๆ รู้....”


“งั้นเราเป็นคนรักกันแล้วนะ”


“อื้อๆ เป็น.....อ่ะ....เอ๋....เอ๋....เอ๋?”


สุดท้ายข้าว่าข้าคงโรคจิตเองล่ะมั้งที่มาหลงรักเด็กทารกเช่นเจ้าได้


“หรือต้องให้ข้าสอนใหม่?”


“มะ...ไม่เอา....เป็นคนรักแล้ว เป็นๆ “


หน้าที่ก้มงุดและตาที่หลับปี๋ทำให้เจ้าชายต้องแอบขโมยความหอมของแก้มนุ่มตรงหน้าอย่างอดใจไม่อยู่อีกครั้งก่อนจะกอดคนตัวเล็กเข้ากับอกแน่นพลางยิ้มกว้างหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและมองกลีบดอกไม้ที่ลอยฟุ้งตามแรงลมต้องแสงจันทร์สีเงินอย่างสบายอารมณ์

สวนที่ข้าเคยเห็นมาจนชินยี่สิบกว่าปีสวยงามถึงเพียงนี้เลยหรือ?

หรือเพราะข้ากำลังมองสวนนี้ด้วยกันกับเจ้ามันเลยดูแปลกไป?

หรือเพราะความรู้สึกของข้าที่มันเปลี่ยนไปแล้วเพียงพอที่จะมองผ่านกรอบของตัวเองจนสามารถเห็นความสวยงามของสิ่งรอบตัวได้?

มันเป็นเพราะอย่างไหนกันนะซีอา



To be Con.




 

Create Date : 26 มกราคม 2552    
Last Update : 26 มกราคม 2552 18:47:26 น.
Counter : 99 Pageviews.  

เจ้าชายกบ [1/3]






ณ อดีตกาลอันไกลโพ้น

ในยุคที่เจ้าชาย เจ้าหญิง ปีศาจ เวทย์มนต์ยังคงมีอยู่

ในยุคที่ยังมีเงือกแสนสวยหลงไหลโลกใต้น้ำและภูติน้อยกระพือปีกอย่างหยิ่งผยองบนฟากฟ้า

แต่หากวันใดวันหนึ่งที่ปีกที่ว่าใช้การไม่ได้ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น?

..

..

...


..

“นี่แน่ะๆ เจ้าขี้แยๆ เจ็บซะเถอะ เจ็บซะๆๆๆๆ”

“ฮะๆๆๆๆ คิกๆๆๆๆ สมน้ำหน้าๆๆๆๆ นี่แน่ะๆๆๆ ”

เสียงใสๆ แต่กังวานก้องที่ดังในเขตพระราชฐานของวังทำให้ร่างสูงในชุดสูงศักดิ์ที่กำลังเดินตัดสวนตรงไปหาชู้รักซักคนต้องหยุดชะงักเงี่ยหูฟังอย่างแปลกใจ เท่าที่จับได้คือเสียงของกลุ่มอะไรซักกลุ่มที่จะว่าเด็กก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง

เสียงภูติ?

“ถือว่าตัวใหญ่กว่าแล้วจะมาสั่งสอนพวกเราได้รึไง นี่แน่ะๆๆๆ ฮะๆๆ สมน้ำหน้าเจ้ายักษ์ นี่ๆๆๆ”

เสียงนั้นหากจะบอกว่าเบาก็เบา แต่หากจะบอกว่าดังก็คือดัง เพราะระดับเสียงที่จะสามารถรับรู้ได้มันขึ้นอยู่กับพลังเวทย์ของผู้ใช้ และสำหรับผู้ชายตัวสูงคนนี้ที่ควบตำแหน่งจอมเวทย์ของวังควบคู่กับตำแหน่งเจ้าชายรัชทายาทแล้วล่ะก็…

แม้แต่เสียงสะอื้นบางเบาของใครบางคนในนั้นเจ้าชายก็ยังได้ยินเลย!

“ทำอะไรกันน่ะ!”

เสียงทุ้มที่ปกติออกนุ่มแต่คราวนี้กลับห้าวดุเอ่ยขึ้นเมื่อเจ้าชายแหวกกิ่งของพุ่มดอลญ่าสีชมพูหวานออกและเห็นภาพตรงหน้าชัดถนัดตา

ภูติตัวเล็กเท่ากำปั้นสิบกว่าตัวกำลังรุมขว้างลูกวอลนัทใส่ร่างที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้ายักษ์’ ที่ก็กำลังกอดอะไรซักอย่างเอาไว้ในอกบางและก้มหน้าขดตัวอยู่กับโคนต้นไม้ใหญ่

ปีกสีขาวสะอาดที่ปกติคงงามจับตาตอนนี้กลับหักและเอียงกะเท่เร่ไปหนึ่งข้าง!


นางฟ้า?


“เจ้านั่นล่ะเป็นใคร! บังอาจมากนะที่มาขัดขวางเวลาแห่งความสุขของพวกเรา!”

“ใช่ๆๆๆ บังอาจๆๆๆ ต้องสั่งสอนๆๆๆๆ”

ภูติตัวที่ทำท่าว่าจะเป็นหัวหน้าตีปีกมาบินถลาอยู่เบื้องหน้าเจ้าชายแถมยังชี้หน้าด่าไปด้วยเรียกเสียงสนับสนุนจากพรรคพวกได้เป็นอย่างดี แต่ตัวที่เล็กกะจิ๊ดริดไม่ได้ทำให้เจ้าชายสนใจเท่าร่างเล็กในเสื้อสีครีมบางเบาที่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาซักทีนั่นแน่นอน

อยากรู้เหมือนกันว่านอกจากเจ้าเพื่อนลูกครึ่งปีศาจกับเทวดาแล้ว...นางฟ้าตัวจริงจะหน้าตาเป็นเช่นไร?

เพราะเท่าที่ดูผิวขาวใสนั้นก็ทั้งบางทั้งใสจนแทบมองเห็นเส้นเลือด ผมสีน้ำตาลพริ้วฟูยาวระต้นคอก็ดูน่าจับต้อง แถมยังปากสีแดงจัดที่เจ้าตัวกำลังเม้มแน่นเพื่อสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บอีก

หึ....มีอะไรน่าสนใจยิ่งกว่าเซเรล่าผู้หยิ่งผยองคนนั้นแล้วสิ

“เอ๊ะ! เจ้าโคตรยักษ์นี่! ถามก็ไม่ยอมตอบ อย่ามาทำเป็นเมินข้านะ!”

“ใช่ๆๆๆ อย่าเมินนะๆๆๆ ต้องลงโทษๆๆๆๆ”

คงเพราะอาการของคนที่โผล่เข้ามาแทรกเวลาแห่งความสุขที่ไม่สนใจตัวเองเลยเพราะตาเรียวเอาแต่จับจ้องคนที่พวกตนกำลังสั่งสอนไม่วางตาล่ะมั้งเจ้าภูติตัวน้อยขี้โมโหนี่ถึงเริ่มฉุนขึ้นมาบ้างแล้ว ฟันซี่เล็กๆ เข่นเขี้ยวอย่างเคืองๆ ก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์เพื่อจัดการคนตรงหน้า

“หนอยยยย บังอาจไม่สนข้าเหรอ....ตายซะเถอะเจ้าโง่.......ฟิลซิโอ....ซีคา...โอ้ย!”

และยังไม่ทันที่มนต์จะถูกร่ายจบบท ตัวคนร่ายก็โดนนิ้วเรียวยาวดีดทีเดียวแต่ปลิวไปติดแนบกับต้นไม้แล้ว!

“อ้ะ! เบลลัสโดนทำร้ายๆๆๆๆ ต้องแก้แค้นๆๆๆๆ”

ทันใดนั้นเสียงกระหึ่มจากฝูงภูติก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งสวนทันที ใบไม้เล็กๆ รอบตัวเริ่มกระจายและปลิวว่อนอย่างแรงเมื่อมนต์ถูกร่ายพร้อมกันจากภูติทั้งฝูง สายลมแรงตีวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และจุดศูนย์กลางแห่งการโจมตีก็มีเพียงแค่จุดเดียว


เปรี้ยง!!!!


แต่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าภาพหลังจากฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งอยู่รอบร่างศัตรูเริ่มเลือนหายก็เหลือเพียงผู้ชายตัวสูงหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งยืนนิ่งๆ แบบไม่สะทกสะท้านอันใดเลย!

และไม่แค่ยืนเฉยแล้วเมื่อมุมปากอิ่มกระตุกขึ้นมาอย่างเหี้ยมเกรียมเพียงชั่วครู่ก่อนปากนั้นจะพึมพำบางอย่างออกมาบางเบา... แต่ทุกความบางเบานั้นก็เหมือนจะเรียกเศษหญ้าที่มาจากแรงมนต์เมื่อครู่ให้สานใยเข้าหากัน แรงอัดจากอากาศรอบตัวบีบให้ภูติกลุ่มนี้เริ่มรวมกลุ่มกันไม่เว้นแม้แต่เจ้าตัวหัวหน้าที่เริ่มทำหน้าหวาดผวาขึ้นมาบ้างแล้ว

และไม่เกินชั่วอึดใจ ตาข่ายเวทย์ก็หลอมรวมกับเศษหญ้าที่ถักทอกลายเป็นร่างแหที่ห่อหุ้มกลุ่มภูติพวกนี้ไว้ได้ในชั่วพริบตา!

“ปล่อยพวกข้าออกไปนะๆๆๆๆ ปล่อยๆๆๆๆ ปล่อยสิๆๆๆๆ”

ถุงตาข่ายที่ขังเจ้าของปีกเล็กๆ ลอยมาอยู่เบื้องหน้าเจ้าชายและภูติที่ถูกขังก็เริ่มส่งเสียงประท้วงเซ็งแซ่ ปากอิ่มยังยกยิ้มอย่างนึกสนุกก่อนจะหิ้วถุงนั้นเดินไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ที่นางฟ้าน้อยนั่งพิงอยู่ เศษหญ้าที่ถูกผูกไว้ด้วยกันด้วยเงื่อนที่มองไม่เห็นเริ่มคลายตัวออกเพียงเพื่อจะไล้เลื้อยไปตามกิ่งไม้ใหญ่เหนือหัวและรวมตัวกันด้วยเงื่อนที่หาจุดจบไม่เจออีกครั้ง

ถุงตาข่ายเล็กๆ ที่มีภูติตัวจิ๋วดิ้นกระแด่วๆ อยู่ภายในก็แปรสภาพกลายเป็นกรงขังที่แน่นหนาได้ในตอนนี้ล่ะ!

“พวกเจ้าคงได้ออกไปแน่ถ้ามีจอมเวทย์ซักคนใจดีผ่านมาน่ะนะ...” เสียงเอ่ยอย่างกวนๆ พูดพลางนิ้วยาวก็จิ้มๆ เจ้าตัวเล็กในกรงไปพลาง “...และจอมเวทย์นั้นก็ต้องมีพลังมากกว่าข้าด้วยถึงจะคลายเวทย์ข้าได้...”

ใบหน้าดีใจที่กำลังระบายขึ้นตามหน้าเล็กๆ เริ่มเลือนหายไปเมื่อเจ้าชายพูดต่อเรื่อยๆ และแล้วใบหน้าเหล่านั้นก็กลายเป็นหวั่นวิตกทันทีที่เจ้าชายพูดจบ

“แต่จะหาคนเก่งกว่าข้าได้พวกเจ้าคงต้องรออยู่ในนี้ไปซักร้อยปีล่ะนะเจ้าพวกโง่! ฮ่าๆๆๆๆๆ”


“โฮๆๆๆๆ แงๆๆๆๆ เจ้าคนใจร้ายๆๆๆๆ ปล่อยพวกข้าออกไปนะ....ปล่อยไปนะๆๆๆ”


เสียงตัดพ้อที่ดังกระหึ่มเริ่มเลือนหายเมื่อเจ้าชายร่ายเวทย์ที่กักเก็บเสียงพวกนั้นเอาไว้ในถุงตาข่ายขึ้นมาเสริม จัดการกับภูตินิสัยเสียได้หน้าคมก็ละมามองร่างเล็กแทบเท้าที่ยังก้มหน้างุด สิ่งที่เจ้าตัวปกป้องเริ่มหาทางมุดออกมาได้แล้วและกำลังโผล่หน้าเล็กๆ ออกมาจากมือบาง

“ขอบพระคุณขอรับ”

รอยยิ้มแจ่มใสพาให้เจ้าชายยิ้มตอบนิดๆ แต่สิ่งที่สนใจมากกว่าก็เรียกเข่าแกร่งให้ทรุดลงไปและวางมือใหญ่ลงบนผมสีน้ำตาลที่นึกอยากจับเล่นตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว แต่เจ้าของก็ดูท่าจะรู้ตัวเมื่อคลายอุ้งมือปล่อยภูติน้อยให้บินออกไปและเงยใบหน้าขาวซีดขึ้นมาสบตา

แต่......พระเจ้า!

เทวดานี่!

“อะ....อึก...ขะ...ขอบคุณท่านมาก...” เสียงใสกังวานพยายามเค้นออกมาเอ่ยตอบแม้หน้าน่ารักนั้นจะทั้งขาวทั้งซีดและมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาประปรายบ้างแล้ว “...ถะ...ถ้าท่านจะกรุณา...ชะ...ช่วยส่งข่าวข้า...ส่ง...อึก....สิ่งนี้....ให้กับ...อึก....จอมเวทย์ซี.....ซี.....”

ซีอะไรล่ะ?

ที่ต้องถามอย่างนี้เพราะร่างตรงหน้าที่เค้นคำได้ไม่กี่ประโยคก็เล่นสลบล้มลงมาในอ้อมกอดเจ้าชายต่อหน้าต่อตาน่ะสิ!

“เฮ้ย! เจ้า!”

ไม่มีเสียงหรืออาการใดตอบรับเมื่อร่างนั้นแน่นิ่งไปแล้ว ตัวที่เย็นจัดของร่างในอ้อมแขนพาคิ้วเรียวให้ขมวดมุ่นอย่างหวั่นวิตก

เหงื่อและอุณหภูมิร่างกายที่ลดต่ำไม่ว่ากับเทวดาหรือปีศาจไม่ใช่เรื่องดีแน่!

ขนปีกสีขาวบางเบาจากปีกเกือบหักแต่เปล่งประกายราวกับทอแสงได้ที่เจ้าของยื่นส่งให้ตอนนี้อยู่ในอุ้งมือใหญ่เมื่อเจ้าชายยกมันขึ้นมาจ้องอย่างพิจารณา

เห็นแค่ขนเดียวถึงกับจะระบุได้ว่าเป็นใครเลยหรือ?

แต่กระนั้นมันก็คงไม่มีผลอะไรเพราะชื่อที่ได้ยินไม่ครบก็คงไม่สามารถระบุเป้าหมายได้ (เจ้าชายให้ข้ออ้างกับตัวเองอย่างนั้น) มือใหญ่จึงจับขนปีกสว่างเรืองรองนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะช้อนแขนใต้ร่างเล็กและตวัดร่างน้อยปีกหักขึ้นอุ้มทันที

ปลายทางไม่แน่ชัดข้าก็คงไม่สามารถส่งข่าวให้ได้หรอกนะเทวดาน้อย ดังนั้นคงต้องรอให้เจ้าฟื้นขึ้นมาตอบเองกระมังและข้าเองก็ได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจสุดๆ แล้วด้วย เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นชายแต่ข้าจะยอมรักษาให้ก็ได้นะ

(เจ้าชายที่ไม่รู้ตัวว่าหน้าตัวเองผุดรอยยิ้มขึ้นมาบางเบาเมื่อก้มมองหน้าน่ารักในอ้อมกอดท่านให้ข้ออ้างกับตัวเองว่าอย่างนั้นจริงๆ นะ)


...


..


สามวันแล้ว

ร่างที่เจ้าชายเรียกทั้งจอมเวทย์คนอื่นและหมอหลวงในวังมาช่วยกันระดมมือรักษาสลบมาสามวันแล้ว ปีกที่หักยังไม่หายดีแต่อย่างน้อยหน้าที่เจ้าชายมานั่งจ้องได้ทั้งวันทั้งคืนไม่มีเบื่อก็เริ่มจะมีสีสันพอให้อุ่นใจได้บ้าง


...น่ารัก...


เพราะเจ้าชายท่านเองก็เสียพลังพอควรในการถ่ายไอชีวิตให้กับร่างบนเตียง ท่านเลยคิดว่านอนเฉยๆ จ้องเทวดาในห้องตัวเองน่าจะปลอดภัยกว่าการออกไปหาสาวๆ นอกวังตามนัดเพราะหากเป็นอะไรขึ้นมาจะยุ่ง(ข้ออ้างอีกข้อที่ท่านอ้างกับตัวท่าน) แต่พอนอนไปนอนมาและจ้องร่างนั้นไปท่านก็กลับยิ้มเองคนเดียวไป หลายครั้งหลายคราที่แอบแกล้งเอาดอกไม้ขนปุยมาเขี่ยๆ จมูกรั้นๆ ดูอีกคนจามเล่นบ้างล่ะ การแอบจี้เอวทั้งๆ ที่ร่างนั้นยังหลับบ้างล่ะ หรือแม้กระทั่งการแอบบีบจมูกดูสีหน้าคนหลับยุกยิกขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจไปมาบ้างล่ะ

น่าแปลกที่สิ่งเหล่านี้กลับเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าชายที่สวมหน้ากากเสเพลไว้แน่นให้กลับหลุดออกมาเต็มเสียงได้!

และอีกฝั่งของร่างบนเตียงคือภูติตัวจิ๋วนามเฟนารัสที่นอนแหมะอยู่บนหมอนเดียวกันกับร่างเล็ก จากคำให้การเจ้าตัวบอกว่าโดนภูตินิสัยเสียกลุ่มนั้นไล่แกล้งแต่เทวดาน้อยที่ตกมาจากฟ้าท่าไหนไม่รู้ก็เข้ามาช่วยทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บ ตอนแรกกลุ่มภูติก็กลัวอยู่หรอกเพราะระดับชั้นแตกต่างกันมากระหว่างเทวดาและภูติ แต่คนมาช่วยที่ดันทรุดฮวบและไอชีวิตเริ่มหดหายพาให้พวกนั้นเปลี่ยนจากความกลัวมาเป็นการเอาคืน เจ้าตัวเลยโดนเทวดาน้อยกอดเอาไว้แน่นและโดนรุมจนเจ้าชายมาเจอนั่นล่ะ

เฟนารัสหรือชื่อที่เจ้าตัวบอกให้เรียกสั้นๆ ว่าเฟนก็ได้เล่ามายืดยาวอย่างนั้นก่อนจะหยุดเพื่อหายใจหายคอและเลยเอานิ้วเล็กๆ กุมปอยผมสีน้ำตาลนุ่มก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยกัน คำบอกเล่าจากภูติตัวเล็กบอกอะไรน้ำๆ เยอะก็จริงแต่แก่นแท้ที่เจ้าชายอยากรู้กลับไม่ได้รับคำตอบสักนิด

โดนใครไล่ล่าถึงตกลงมาพร้อมปีกที่หักอย่างน่ากลัว?

เทวดาหน้าตาอย่างนี้มีศัตรูกับคนอื่นเค้าด้วยเหรอ?

พร้อมๆ กับที่คิดอย่างนั้นเจ้าชายก็ควักเอาขนปีกในอกขึ้นมาดู ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปีกสีขาวสะอาดที่เห็นบนที่นอนก็ทำได้แค่เห็นเพราะจะแค่จับต้องยังไม่ได้ หลายครั้งหลายคราที่เจ้าชายเผลอยื่นมือหมายจะลูบเล่นก็กลับทะลุปีกนั้นไปซะอย่างนั้น ดังนั้นความนุ่มของขนปีกที่ว่าจึงมาจากการสัมผัสได้จากขนเดียวที่เทวดาน้อยยื่นให้นั่นเอง


นี่มันครบสามวันแล้วเมื่อไหร่เจ้าจะฟื้นล่ะ?


อย่าลืมสิว่าเจ้าต้องตื่นขึ้นมาให้ข้าดูเล่นเป็นของตอบแทนนะ!


พร้อมๆ กับที่คิดอย่างนั้นศอกแกร่งก็ถูกท้าวลงบนที่นอนและร่างสูงก็ชะโงกตัวเหนือร่างเล็กจ้องหน้านั้นในระยะประชิด นิ้วแกร่งถูกยกมาเกลี่ยเส้นผมอ่อนนุ่มสีน้ำตาลออกให้จากแก้มใสพลางคิดไปถึงตอนที่คุยกับเพื่อนลูกครึ่งหน้าบ่อน้ำศักศิทธิ์



‘เกิดอะไรขึ้นเจ้าถึงกับเรียกข้ามาพบน่ะฮึมิคกี้...ไปหลงรักสาวคนไหนและเธอไม่ยินยอมแล้วจะให้ข้าช่วยรึไง?’

‘หึ...มีหญิงใดในโลกที่ไม่สมยอมต่อข้าอีกหรือ? ดูถูกกันเกินไปแล้ว!’

‘ฮ่าๆๆๆ ข้าลืมไปๆ ข้ากำลังคุยกับเจ้าชายเจ้าสำราญแห่งยุคอยู่นี่นะ พี่ข้าก็ออกจะเรียบร้อยรักเดียวใจเดียวแล้วเจ้าไปได้นิสัยอย่างนี้มาจากไหนกันล่ะเนี่ย...เฮ้ออออ…’


‘จากพ่อข้าไงล่ะ!’


กระแสเสียงเย็นเยียบและแววตาที่หลุดจากหน้ากากที่เก๊กไว้กลับไปเป็นสายตาเมินเฉยเหยียดหยันสิ่งรอบตัวเช่นเดิมทำให้เสียงหัวเราะจากหน้าที่ลอยบนบ่อเผลอชะงักไปเมื่อคิดว่าตัวเองได้ไปกระทบจุดซักอย่างที่ไม่ควรแตะเข้าให้แล้ว ดังนั้นน้ำเสียงกวนๆ จึงขาดหายไปเมื่อเอ่ยกับร่างตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘หลาน’ แผ่วเบา

‘พี่ข้านางสงบสุขแล้วแม้จะเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตนาง เจ้าคือสิ่งที่นางคิดว่าคุ้มที่สุดที่ได้เกิดมาใช้ชีวิตและมีความรักกับมนุษย์ แล้วใยถึงไม่รักตัวเจ้าซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พี่ข้าหวงแหนล่ะ?’

‘......’

‘เฮ้อ....เอาล่ะ อย่างน้อยเจ้าก็เหมือนท่านพี่ตรงทิฐิสูงนี่ล่ะนะ แล้วคราวนี้มีอะไรจะให้ข้าช่วยล่ะเจ้าหลานรัก’

‘........’

‘ถ้าเจ้าไม่พูดข้าก็จะกลับไปทำงานล่ะนะ’

‘ข้าก็แค่....อืม....คือ...ยังไงล่ะ...คือ....แค่อยากรู้ว่าตอนนี้ที่สวรรค์หรือโลกของเจ้ามีเรื่องยุ่งๆ บ้างหรือไม่น่ะ?’

‘เรื่องยุ่งๆ ? เท่าที่ข้ารู้ไม่มีนะ...แล้วเจ้าจะอยากรู้ไปทำไม?’

‘อืม...ก็...ไม่มีอะไรหรอก...ก็แค่อยากรู้นิดหน่อย อยากรู้ธรรมดาๆ อยากรู้แบบไม่ได้พิเศษอะไร’

แต่ไอ้การอยากรู้สามแบบนี่แถวบ้านข้ามันเรียกว่าโคตรพิเศษแล้วนะมิคกี้เอ๊ย! - -*

แต่ก็งั้นแหละ กับเจ้าหลานที่กลายเป็นเพื่อนกันแล้วคนนี้ไปซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากไม่ได้ เดี๋ยวถ้ามันยัวะขึ้นมาข้าก็ข้าเถอะอาจจะเอาไม่อยู่ก็เป็นได้!

จอมปีศาจได้แต่คิดอย่างอ่อนใจเมื่อมองหน้าอีกคนที่หันหนีไปทางอื่นและยกมือลูบหัวแก้เก้ออย่างไม่อยากตอบด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

ถ้าท่านได้มีโอกาสอยู่ดูท่านคงตบหัวหล่อๆ ก่อนจะหัวเราะขำลูกชายสุดเก๊กของท่านซะล่ะมั้งพี่ข้า

‘เอาเป็นว่าข้าจะลองสืบดูให้อีกทีก็แล้วกัน เจ้าเรียกข้ามาด้วยเรื่องนี้ใช่มั้ย?’

‘อืม ขอบใจมากนะลูซ แล้ววันหลังข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็แล้วกันนะ อยู่แต่โลกปีศาจคงเหงาล่ะสิถึงได้หน้าตาห่อเหี่ยวนัก ข้าเข้าใจๆ’

ถ้าตบไหล่ข้าป้าบๆ ได้เจ้าหลานรักมันคงทำไปแล้วล่ะมั้ง!

‘เอาตัวเจ้าเองให้รอดก่อนเถอะ! แต่....เอ....เท่าที่ข้าพอจะทำนายได้ชีวิตเจ้าต่อจากนี้ต้องยุ่งเหยิงและยุ่งยากด้วยความรักเป็นแน่...ฮะๆๆ...ข้าอยากเห็นชะมัด.....’ คำทำนายที่หลุดออกมาให้หน้าคมต้องขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจก็เพราะน้าหรือเพื่อนลูกครึ่งคนนี้เคยทำนายผิดที่ไหนล่ะ! ‘...แต่....นี่มันอะไรกัน?’

และก็แปลกที่อยู่ดีๆ หน้านั้นก็เปลี่ยนจากกวนๆ กลายมาเป็นขมวดคิ้วตามคนถูกทำนายเมื่อเจ้าตัวใช้จิตเพ่งอะไรบางอย่างที่มันกลับสามารถพาเหงื่อเม็ดเล็กๆ ให้ผุดขึ้นมาบนหน้าหล่อจัดนั้นได้!

‘นี่มัน.....มิคกี้....เจ้าอาจต้องพัวพันกับสิ่งที่น่าจะอันตรายที่สุดก็ได้นะระวังตัวด้วย ข้าสังหรณ์ใจแปลกๆ ขอข้าไปสืบเรื่องที่เจ้าถามก่อนเพราะบางสิ่งกระซิบบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ข้าไปล่ะ!’

และบทจะไปก็กลับไปง่ายๆ ซะงั้น!

‘อ้าว! เฮ้ย! ลูซ! ลูซ! เจ้าน้าบ้า อย่ามาทิ้งค้างไว้แล้วจากไปอย่างนี้สิ ลูซ! ลูซ! ลูซ! ’




และหลังจากนั้นร้องเรียกให้ตายก็ไม่มีเสียงตอบกลับ เจ้าชายเลยได้แต่แบกความกังวลและสังหรณ์แปลกๆ ที่มันค้างๆ คาๆ จากคำทำนายของอีกคนกลับมาที่วังเพื่อมานอนจ้องหน้าตัวการที่ทำให้ต้องแบกหน้าไปถามนี่ล่ะ

ความรักหรือ?

เสียงในใจถามขึ้นก่อนมุมปากอิ่มจะกระตุกอย่างเหยียดหยันเมื่อจ้องใบหน้าที่นอนแน่นิ่งหลับสนิทตรงหน้าเหมือนดั่งเป็นตัวแทนคำทำนายที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดนั้น

เจ้าจะเป็นกามเทพให้ข้าได้พบรักหรือไรเทวดาน้อย?

แต่ความรักที่มีแต่น้ำตาแห่งความเจ็บปวดและยังพรากชีวิตแม่ข้า ข้าไม่เคยต้องการ!

และไม่เคยจะต้องการตลอดชีวิตนี้ด้วย!!



“...อือ....”


หืม?


“...อืม.....”


เสียงงัวเงียในลำคอที่ดังขึ้นมาบางเบาช่วยดึงเจ้าชายจากภวังค์แห่งความคิดอันมืดมิดให้กลับมาสู่โลกเดิมได้ เจ้าของเสียงกำลังเอาคิ้วบางๆ ขมวดมุ่นก่อนจะยกกำปั้นเล็กๆ ขึ้นมาขยี้ตาหยีๆ

ท่าไม่ต่างจากเด็กตอนตื่นนอนเล้ย นี่เจ้าเป็นเทวดาจริงหรือเนี่ย?

หากแต่คำแรกที่เทวดาน้อยเอ่ยออกมาตอนเปิดดวงตากลมแป๋วสีน้ำตาลใสมาสบกับตาเรียวของใครอีกคนและการที่แขนเล็กกำลังจะเอื้อมไปโอบคอใครอีกคนนั้นเข้ามาจุ๊บคางแกร่งคืออะไรรู้มั้ย?


“...อืม.......ท่านพ่อ ^ ^”


ใครพ่อเจ้า!

ข้าไม่ได้หน้าแก่ขนาดนั้นนะ ถึงหลายคนจะทักว่าหน้าผากข้ามันเหมือนจะล้านนิดๆ แต่ข้าไม่แก่ขนาดนั้นแน่!

ชะรอยเจ้าของรอยยิ้มสว่างไสวนั่นจะรู้ตัวแล้วว่าทำให้คนที่เจ้าตัวยิ้มให้กำลังขุ่นมัว ไม่ใช่สิ รู้ตัวแล้วว่าคนตรงหน้าหาใช่บิดาไม่ต่างหากร่างเล็กถึงเบิกตาโตขึ้นมาเท่าตัว(เท่าที่จะโตได้) ก่อนจะอ้าปากค้างและปล่อยมือออกพร้อมขยับหนีอย่างตกใจ!

“อ่ะ....เอ๊ะ...เอ๊ะ....”

ออกเสียงได้เท่ากับเด็กทารกจะออกได้จริงด้วย - -*

“ข้าคือคนที่ช่วยเจ้าในสวนไงล่ะ เลิกทำหน้าตกใจซักที นอกจากสายตาชื่นชมแล้วข้าไม่ชินกับคนที่จ้องข้าเหมือนเห็นสิ่งแปลกประหลาดหรอกนะ!”

“อ่ะ...เอ๋......อ๋อออออออ...^ ^…”

เริ่มเปลี่ยนจากเด็กทารกเป็นเด็กน้อยแล้ว - -**

แต่เด็กน้อยที่ว่ากลับทำให้หัวใจแกร่งกร้าวของคนมองแทบกระตุกได้เมื่อปากแดงเล็กแย้มยิ้มกว้างจนตายิบหยีเปิดเผยฟันแทบทุกซี่ก่อนเสียงใสที่กังวานเพาะกว่าเสียงใครที่เคยได้ยินจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา


“ผู้มีพระคุณ ^ ^”


เสียงเทวดามีอานุภาพบีบหัวใจคนได้จริงเหรอ?

เพราะทำไมตอนนี้ข้าถึงรู้สึกแปล๊บๆ ในอกตลอดเวลาเลยล่ะ?


“มะ...ไม่ต้องเรียกงั้นก็ได้ ข้าชื่อมิคกี้เป็นเจ้าชายของเมืองนี้แล้วเจ้าล่ะ?”

ควบคุมเสียงไม่ให้สั่นได้เสร็จก็ต้องพยายามจ้องหน้าคู่สนทนาเพื่อไม่ให้เสียมารยาทให้ได้แม้หน้านั้นจะสว่างซะจนเจ้าชายเผลอคิดไปว่าแสบตา

“ซีอา....ข้าชื่อซีอา...^ ^ ...ข้ากะว่าจะไปเยี่ยมเยียนท่านปู่ซีเซลบนภูเขาแต่กลางทางโดนแกล้งก่อนเลยตกลงมา แล้วก็เลยได้ผู้มีพระคุณมาช่วยไงล่ะ”

แกล้งบ้านเจ้านี่ถึงขั้นปีกหักเลยเรอะเทวดาน้อย!

แต่ถึงคิดเช่นนั้นเจ้าชายก็กลับไม่คิดจะซักไซ้ไล่เรียงอะไรมากกว่านี้ เรื่องส่วนตัวคนอื่นสมควรเคารพพอๆ กับที่คนอื่นต้องเคารพเรื่องส่วนตัวของท่านเช่นกัน(เคารพของท่านคือแอบไปถามเพื่อนลูกครึ่งมาก่อนนะ)

“เจ้ารู้จักจอมเวทย์ในตำนานซีเซลด้วยรึ? จอมเวทย์คนนั้นมีตัวตนอยู่จริงเหรอเนี่ย....”

“อื้อ มีสิ ^ ^ ท่านปู่ซีเซลอ่ะใจดีจะตาย ตอนเด็กๆ ช่วยสอนนั่นสอนนี่ข้าตั้งเยอะแน่ะ แต่ว่า.....” แล้วใบหน้าสดชื่นเริ่มเปลี่ยนเป็นหม่นหมองลงเมื่อเจ้าตัวเหลือบไปเห็นปีกที่มันเอียงหักมิหักแหล่ด้วยสายตาเศร้าๆ “...ข้าบินไม่ได้แล้วอ่ะ กว่าจะเดินไปถึงคงนานแน่เลย”

อะไรไม่รู้แต่เจ้าชายกลับไม่อยากเห็นคนตรงหน้าทำหน้าเศร้าเลยสักนิด

“ข้าพยายามจะรักษาปีกให้เจ้าแล้ว แต่ทั้งวังไม่มีใครสามารถแตะต้องมันได้เลย เลยได้แต่รักษาอาการภายนอกแทน”

“จริงๆ ไม่เป็นไรหรอกเพราะเดี๋ยวมันก็หายเอง แต่...ถ้าโดนมากขนาดนี้คงนานหน่อยอ่า...”

“งั้นข้าจะช่วยส่งข่าวไปให้พ่อเจ้าดีมั้ย?” ความคิดที่จะ ‘ดูเล่น’ ของเจ้าชายมันหายไปไหนท่านก็คงไม่รู้ตัวเช่นกันเพราะใบหน้าหมองๆ ของอีกคนบนเตียงตอนเจ้าตัวหันไปจ้องปีกกลับทำให้ท่านแทบร้าวในอกไปด้วย “หรือจะไปบอกท่านปู่ซีเซลของเจ้าให้ก็ได้นะ”

“ไม่เอา! เดี๋ยวถ้าท่านพ่อรู้ต้องห้ามข้าออกมาเที่ยวอีกแน่ ไม่ได้ๆ ส่วนถ้าท่านปู่รู้ก็ต้องเอาไปบอกท่านพ่อน่ะสิ ไม่ดีๆ”

ท่าทางกัดนิ้วไปคิดไปอย่างวุ่นวายใจของใบหน้าน่ารักที่ดูท่าจะติดอยู่แค่เรื่องเที่ยวเรื่องเดียวที่เป็นปัญหาพาให้รอยยิ้มเอ็นดูมันผุดขึ้นมาบนหน้าอีกคนอย่างไม่รู้ตัว และน้ำเสียงอ่อนโยนที่เจ้าชายเอ่ยออกมาดูท่าท่านก็คงจะไม่รู้ตัวอีกแน่


“งั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่จนกว่าจะหายสิ แล้วค่อยไปเยี่ยมพ่อเจ้าอย่างที่เจ้าอยากจะทำตั้งแต่แรกดีมั้ย?”


คำตอบหลังจากนั้นคงไม่ต้องบอกเพราะพอคนตัวเล็กแปลเสร็จก็อวดฟันทุกซี่ให้เจ้าชายได้เห็นด้วยรอยยิ้มยิบหยีอีกครั้ง คำขอบคุณจึงมาพร้อมกับแก้มอิ่มของเจ้าชายจะถูกลวนลามด้วยปากเล็กแดงของแขก


“ขอบคุณท่านมากผู้มีพระคุณ ^ ^”


คราวนี้หัวใจที่มันกระตุกจนเจ็บเจ้าชายคงน่าจะรู้ตัวแล้วล่ะมั้ง!






‘เปลี่ยนไป’


หลายๆ คนทักเจ้าชายเช่นนั้นจนเจ้าตัวเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ก็เพียงแค่เริ่มอยู่ติดวังบ่อยขึ้น(ในตอนกลางคืน) และมีรอยยิ้มแปลกๆ ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาก็ทำให้นางกำนัลต่างจับกลุ่มซุบซิบกันถึงความเปลี่ยนแปลงของรัชทายาท

ถ้าถามว่าเจ้าชายที่มีรอยยิ้มเจ้าชู้นิดๆ ประดับหน้าทุกคราวที่เจอน่ะดูดีมั้ย? ร้อยทั้งร้อยก็จะบอกว่ายิ่งกว่าดูดี! แต่ถ้าถามว่าเจ้าชายที่ยิ้มกว้างและหัวเราะเสียงดังกับ ‘เพื่อน’ คนใหม่และมีรอยยิ้มที่บรรยายไม่ถูกว่าเป็นเช่นไรไม่รู้ รู้แต่มันแปลกตาเหลือเกินตอนเจ้าชายก้มลงไปยิ้มให้อาคันตุกะตัวเล็กก็กลับทำให้คนตอบแทบไม่มีเสียงตอบออกมาเลย

เพราะต่างก็เผลอจ้องจนลืมทุกสิ่งรอบตัวน่ะสิ!

ตอนแรกเจ้าชายก็นึกกลัวอยู่เช่นกันว่าการที่มีเทวดาตัวเป็นๆ มาเดินเคียงข้างจะทำให้ทุกคนแตกตื่น แต่เสียงใสๆ จากคนข้างกายที่เอ่ยบอกก็คลายความกังวลนี้ลงไปได้ง่ายๆ

‘เค้ามองไม่เห็นปีกหรอกมิคกี้ ^ ^’

งั้นที่ข้ายังมองเห็นปีกเจ้าอยู่ทนโท่นี่คืออะไรล่ะ?





หากแต่ความเปลี่ยนไปนี้มันกลับเลยไปถึงหูของคนที่เจ้าชายไม่อยากคุยด้วยมากที่สุด หลังจากที่พาเทวดาน้อยไปเดินเที่ยวพาชมท้ายวังที่บ่อยครั้งเจ้าชายชอบไปหมกตัวอยู่เงียบๆ และพาซีอาไปนอนกลางวันแล้วอยู่ๆ คำสั่งเรียกตัวกระทันหันก็พาคิ้วได้รูปให้ขมวดมุ่นก่อนร่างสูงจะห่มผ้าให้คนป่วยและเดินจากมาแผ่วเบา



“ท่านมีธุระอันใดกับข้า?”

“พ่อจะคุยกับลูกจำเป็นต้องมีธุระด้วยหรือ?”

ร่างที่นั่งสะสางงานบนโต๊ะตัวใหญ่เอ่ยตอบมาเช่นนั้นก่อนจะวางปากกาขนนกในมือลง ใบหน้าที่ไม่ถึงชั่วยามยังยิ้มแย้มหัวเราะตอนซีอาวิ่งเอาเมล็ดพันธ์ดอกไม้ที่เฟนเก็บมาให้มาอวดด้วยดวงตาสดใสบัดนี้กลับกลายเป็นราบเรียบยิ่งกว่าทะเลที่ปราศจากคลื่นลม ไหล่กว้างตั้งตรงเมื่อยืนเอามือทั้งคู่ไพล่หลังนิ่งๆ ในขณะที่ตาเรียวมองทอดออกไปยังหน้าต่างด้านข้าง

ใยอากาศภายนอกกลับอบอุ่นยิ่งกว่าความเย็นเยียบในนี้

“นานๆ จะเจอกันเจ้าไม่อยากมองหน้าพ่อเจ้าบ้างเลยหรือเจ้าชาย?”

“คาดว่าถ้าไม่มีธุระ พ่อข้าเองก็ไม่ได้พิศวาสอยากเจอหน้าข้าเช่นกันขอรับองค์กษัตริย์”

เมล็ดต้นอะไรไม่รู้ตอนนี้มันกำลังนอนนิ่งในกระถางที่ซีอาใช้ให้รัชทายาทของวังไปหามาให้ แต่ตอนนี้ถ้ามันบ่นได้คงจะบ่นแล้วล่ะว่าอย่ารักมันมากเกินไปนักเลย ไม่งั้นมันคงได้ตายเพราะได้รับน้ำมากเกินไปเป็นแน่!

“ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาเพื่อฟังคำยอกย้อนหรอกนะ!”


‘เค้าไม่ตายหรอกน่า ไม่มีใครได้รับความรักเยอะๆ แล้วจะตายหรอกมิคกี้’

เสียงแหบๆ ของคนที่กอดกระถางไว้แน่นเอาหน้างอนๆ บอกอย่างนั้นหลังจากโดนเจ้าชายหัวเราะใหญ่โตที่เห็นเทวดาน้อยพยายามร่ายมนต์เรียกน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่บ่นพึมพำจนถึงแหกปากตะโกนก็แล้วน้ำก็ไม่มีมาเลยซักหยด(คาดว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวน่าจะทำให้ใช้เวทย์ยังไม่ถนัด) ดังนั้นตาสีน้ำตาลจึงทั้งดีใจปนหงุดหงิดจากการเสียหน้าที่เจ้าชายยื่นเหยือกน้ำล้นปริ่มส่งให้


“เอาล่ะ ถ้าเจ้าเบื่อที่อยากคุยกับข้านักข้าก็จะเข้าเรื่องซักที เท่าที่ได้ยินมาหลายคนชมว่าพักนี้เจ้าทำตัวดีขึ้น ไม่เสเพลไปเรื่อยเหมือนแต่ก่อน”


‘เห็นมั้ย คุณต้นไม้อ่ะชอบน้ำจะตาย...เค้าดูออกหรอก มิคหยิบกิ่งไม้ตรงนั้นให้หน่อยสิข้าจะเอามาพรวนดิน’

คราวนี้เสียงใสๆ ของแขกทั้งเรียกชื่อเจ้าชายตามใจชอบแถมยังสั่งเอาดื้อๆ ซะงั้นทว่าก็กลับได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ถ้าถามเจ้าชายท่านก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กันแน่

‘โตเร็วๆ น้า...โตเร๊วววเรวววว มีดอกให้พวกเราดูเร็วๆ ล่ะคุณต้นไม้ ^ ^’


“ข้าก็เลยคิดได้ว่าปล่อยให้เจ้าทำตัวไร้สาระมานานแล้ว ไหนๆ เจ้าก็โตแล้วน่าจะเริ่มทำอะไรให้มันเป็นชิ้นเป็นอันซักทีหรือไม่ก็ควรมีคู่ครองเป็นงานเป็นการดีกว่าเถลไถลไปเรื่อย....”

แต่ตอนนี้เสียงร้องเพลงอบอุ่นจากซีอากลับไม่สามารถดึงเจ้าชายให้หลุดออกไปจากบรรยากาศเย็นจัดนี้ได้เมื่อประโยคเมื่อครู่เรียกสายตาที่ทำท่าเหม่อมองไปข้างนอกให้หันกลับมามองคนที่ลุกจากเก้าอี้เพื่อก้าวมายืนสบตาตรงหน้าตรงๆ

ตาเรียวเริ่มหรี่ลงเพราะพอจะคาดเดาถึง ‘ธุระ’ ที่ถูกเรียกมาวันนี้ได้แล้ว!

“...เจ้าหญิงบีนีสแห่งเซเรสได้ชื่อว่ามีความงามที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร และนางยังเป็นธิดาคนเดียวของอาณาจักรที่มีอิทธิพลในแถบเหนือด้วย...หากเจ้าเปลี่ยนแปลงตัวเองจนชื่อเสียงดีพอแล้วข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถของเจ้าที่ไม่ด้อยกว่าใครอื่นก็น่าจะชนะใจกษัตริย์โฮรัสได้...”


“...ด้วยจุดประสงค์เดียวกับที่ท่านกวาดเอาเจ้าหญิงแต่ละเมืองมายัดไว้ในวังนี้น่ะหรือ!”


เสียงขัดอย่างรู้ทันที่ดังขึ้นมากะทันหันก่อนคนพูดจะทันหว่านล้อมจบก็พาความตึงเครียดอันหนักหน่วงให้ครอบคลุมลงมาอีกครั้งได้ดี!


ขอโทษนะซีอาที่เสียงเพลงของเจ้ากลับช่วยอะไรข้าตอนนี้ไม่ได้


“บรรดาลูกท่านที่เกิดแก่เจ้าหญิงพวกนั้นก็มีเกลื่อนวัง อย่าต้องถึงกับลดตัวมายัดเยียดความโชคดีนี้ให้ข้าเลย...ข้าไม่มีวาสนาเพียงนั้นหรอก!”


“แต่เจ้าคือรัชทายาท!”


“ถ้านั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเป็นข้ออ้างก็จงริบตำแหน่งนี้คืนไปซะเพราะข้าไม่เคยคิดอยากจะได้!! เอามันไปให้ลูกท่านกับสนมคนโปรดซักคนเถอะ!!!”


ข้าขอโทษจริงๆ ซีอา


“เจ้าก็รู้ดี.....ว่าไม่ควรจะขัดใจข้า!”


“หึ....เพราะไม่งั้นก็จะมีจุดจบเหมือนแม่ข้าใช่มั้ย?”


บรรยากาศไม่เพียงเงียบกริบเมื่อร่างที่สูงพอกันกำลังจ้องหน้าคุมเชิงกันนิ่งๆ ...แต่ในความนิ่งนั้นกลับถูกห่อหุ้มด้วยความอึดอัดที่ทำให้แทบหายใจไม่ออกต่างหาก เหตุการณ์ในอดีตมากมายไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำไม่หยุดหย่อน รอยยิ้มของแม่ที่ค่อยๆ เลือนหายเมื่อเห็นสนมคนแล้วคนเล่าที่ก้าวเข้ามาในวัง จนสุดท้ายมันคือหยาดน้ำตานับหยดไม่ถ้วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวน ‘ชายา’ ของคนเป็นพ่อที่ดูเหมือนไม่มีคำว่าสิ้นสุด

ท่านยังจะยอมรับว่า ‘สิ่งนี้’ มันมีค่าที่สุดในชีวิตดังที่น้องท่านบอกจริงหรือท่านแม่?


ความเงียบก็คงจะดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างนี้เพราะไม่มีทีท่าว่าใครจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน จนในท้ายที่สุดคนเป็นลูกก็กระตุกยิ้มกดลึกให้ใบหน้าแกร่งกร้าวที่บัดนี้กลับดูเคร่งเครียดเหมือนแบกภาระทั้งปวงไว้บนไหล่กว้างทั้งสองข้างที่เจ้าชายเองก็ไม่เคยมีความคิดจะช่วยแบ่งเบา

เพราะทั้งหมดนั่นท่านทำตัวท่านเอง

“ตำแหน่งจักรพรรดิที่ผู้คนทั่วหล้าเอ่ยปากเรียกขานยังไม่ทำให้ท่านพอใจอีกหรือองค์กษัตริย์? ระวังไว้เถอะว่าหากท่านต้องการมากกว่านี้จะไม่ใช่แม่ข้าเพียงคนเดียวที่ท่านสูญเสีย....” รอยยิ้มกดลึกยิ่งกดลงไปอีกจนดูเหมือนเย้ยหยันสิ่งทั้งปวง และใบหน้านั้นก็มีเค้าแห่งความพอใจผุดขึ้นมาด้วยที่เห็นหน้าที่เคยแกร่งทรนงไม่ฟังใครกลับมีแววเศร้าปรากฎวูบในดวงตาคมกริบ


“เพราะแม้แต่ข้าเองก็ไม่ประสงค์จะยืนเคียงข้างท่านเหมือนท่านแม่เช่นกัน!”


ประโยคหนักแน่นที่เอ่ยบอกลาทิ้งท้ายก่อนเจ้าชายจะหมุนตัวกลับและก้าวออกจากห้องนั้นด้วยฝีเท้าที่มั่นคงเหลือเกินก็เหมือนจะพาอากาศทั้งมวลให้ตามออกมาด้วย


ข้าคงอาศัยความอบอุ่นจากเจ้าได้ไม่นานเท่าที่ต้องการแล้วล่ะซีอา!






หลายคืนผ่านมาแล้ว

ช่วงนี้เพื่อนใหม่ต่างส่วนสูงแปลกไปจนเทวดาน้อยชักสงสัย เจ้าชายมิคกี้ทำตัวยุ่งทั้งวันแต่สิ่งที่ยุ่งนั้นกลับไม่เกี่ยวกับเรื่องงานแม้เพียงนิดหากแต่เป็นการออกไปเถลไถลนอกวังและเข้าร่วมงานเลี้ยงไม่เว้นแต่ละคืนต่างหาก และหลังเสร็จจากงานเลี้ยงที่เจ้าชายสำราญกับสาวๆ ในงานไปทั่วก็จะหายไปกับม่ายสาวคนดังอย่างท่านหญิงเซเรล่าทั้งคืนอีก

หลายคนเลยได้แต่อ่อนอกอ่อนใจว่าเจ้าชายทำตัวดีได้ไม่เกินเดือนเอาซะเลยจริงๆ


‘มิคจะไปไหนอีกอ่ะ? ให้ข้าไปด้วยได้มั้ย?’

เสียงใสปนแหบเคยอ้อนอย่างนั้นเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ในวังบ่อยเข้าจนเจ้าตัวเริ่มเหงา แม้เจ้าชายจะสั่งนางกำนัลทั้งวังเอาไว้ว่าให้ดูแลอาคันตุกะตัวเล็กคนนี้ให้ดีแค่ไหนแต่มันก็เทียบไม่ได้กับเพื่อนที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องอย่างเจ้าชาย

และคราวนี้หน้าเล็กๆ ที่เงยขึ้นมามองก็กลับสามารถเรียกรอยยิ้มที่หลายคนคิดว่ามันหายไปแล้วให้กลับคืนมาได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง

‘เจ้าไม่เหมาะกับที่อย่างนั้นหรอก อยู่ที่นี่แหละดีแล้ว...วันนี้ข้าฝากรีสให้พาเจ้าไปเที่ยวที่เธวารัลล่า เป็นเด็กดีอย่าให้รีสปวดหัวมากนักนะ...เจ้านั่นปวดหัวกับข้ามามากพอแล้ว’

‘งั้น...งั้น...มิคจะกลับมาตอนไหนอ่ะ ข้าจะได้รีบกลับมาให้ทันก่อนมิคออกไปอีก’

และไม่เพียงแค่รอยยิ้มอ่อนโยน เสียงกังวานใสนั้นยังสามารถเรียกมือใหญ่ให้ยกไปลูบผมสีน้ำตาลของเจ้าตัวได้ด้วย

‘อย่ารอเลย คืนนี้ข้าอาจจะไม่กลับก็ได้’

หน้าน่ารักที่เมื่อครู่ยังเบิกบานกลับหงอยลงทันตาทันที!

ความรู้สึกจุกๆ ในอกที่เจ้าชายเห็นหน้าแบบนี้ท่านก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่มันเจ็บปวดทุกครั้งที่ออกไปแล้วจะมีภาพของเพื่อนคนใหม่ผุดเข้ามารบกวนตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงก็ตาม รอยยิ้มฉาบฉวยที่แปะอยู่บนหน้ายามทักทายผู้คนเจ้าชายก็รู้ดีว่ามันหลอกลวงแค่ไหนเมื่อสิ่งเดียวที่ในใจคำนึงถึงกลับเป็นบ้านที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความคิดแม้แต่อยากจะกลับ

คำเรียกขานเปลี่ยนจาก ‘วัง’ กลายมาเป็น ‘บ้าน’ ได้ตอนไหนก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เจ้าชายตอบตัวเองไม่ได้เช่นกัน


‘ยังไงวันนี้ข้าก็จะรอน้า....ข้ามีอะไรอยากให้เจ้าดูมากๆ เลย รีบๆ กลับมานะมิคกี้...’


เสียงใสนั้นตะโกนส่งท้ายฝุ่นจากอาชาคู่ใจที่ควบจากมา ความอึดอัดมันกำลังบีบรัดหัวใจข้างในอกจนเจ็บปวดไปหมด สิ่งที่อยากทำที่สุดตอนนี้คือวกม้ากลับไปและคว้าร่างน้อยนั่นเข้ามากอดแนบอกให้สมกับคำว่าคิดถึงตลอดหลายวันผ่านมาที่เจ้าชายพยายามกลับไปใส่หน้ากากใบเดิม


เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าอะไรกันนะท่านแม่?






แกร็กกกกกกกกก

แอ๊ดดดดดด


เสียงประตูห้องของอาคันตุกะเจ้าชายรัทยาทที่ดังขึ้นในยามวิกาลอาจทำให้หลายคนแปลกใจเล็กน้อย สิ่งที่แปลกใจไม่ใช่ใบหน้าของคนเปิดเข้าไปแต่หากเป็นทำไมคนนั้นถึงมาเปิดในเวลานี้ต่างหาก

เพราะเวลาปกติคือตอนเช้าของวันใหม่แทนที่จะเป็นเที่ยงคืนอย่างนี้น่ะสิ


“ซีอา....”


ไม่มีเสียงตอบจากเจ้าของห้องแม้ว่าคนเรียกที่วุ่นวายใจจนทนอยู่งานเลี้ยงไม่ได้จำต้องรีบกลับมาโดยให้ข้ออ้างกับตัวเองว่าที่ผ่านมาก็ทำได้ดีพอแล้ว คืนพรุ่งนี้ค่อยทำใหม่ แต่เตียงนอนที่ว่างเปล่าก็ชักทำให้ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นความกังวลแทนได้


“ซีอา.....”


เจ้าหายไปไหนนะ?


“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง?”

ไม่เกินอึดใจเลยที่เสียงถามจะเอ่ยออกไปและคนตอบจะรีบปรากฎตัวตรงหน้าประตูทันใจนัก

“เจ้าค่ะเจ้าชาย”

“ซีอาล่ะ?”

“ท่านชายน้อยน่าจะยังอยู่ที่ห้องเจ้าชายเจ้าค่ะ เมื่อตอนหัวค่ำท่านชายน้อยถามถึงท่านทุกชั่วยามเลยแล้วก็เหมือนจะบ่นๆ ว่าจะไปรอท่านที่นั่นเจ้าค่.....”

คำเอ่ยบอกยังไม่จบด้วยซ้ำเมื่อคนฟังก้าวยาวๆ จากไป แล้วประตูบานถัดมาที่เจ้าชายเปิดก็คือห้องตัวเองนั่นเอง


“ซี......”


แต่แล้วเสียงเรียกก็ขาดหายตรงนั้นเมื่อตาเรียวเห็นภาพในห้องนั้นชัดถนัดตา!


หลังจากใบหน้าแปลกใจหายไปก็กลับกลายเป็นรอยยิ้มกว้างหวานๆ ที่น้อยคนนักจะได้รับจากเจ้าชายที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลาแทน ร่างเล็กเจ้าของปีกสีขาวบริสุทธิ์ที่ราวกับเปล่งประกายได้ใต้แสงจันทร์สีขาวนวลกำลังนั่งกอดอะไรซักอย่างบนพื้นและสัปโหงกพิงกับเสาเตียงคอหักคอพับแถมบนหัวก็มีภูตน้อยเฟเนรัสที่กำลังหลับสบายบนกลุ่มไหมสีน้ำตาลด้วย

ควรจะหัวเราะหรือทำหน้าดุดีนะตอนนี้?

แต่ความรู้สึกอุ่นวาบที่มันแผ่ซ่านไปทั่วตัวนี่คืออะไรกัน?


“ซีอา....ซีอา....เซียะ....ตื่นเร็ว...กลับไปนอนที่ห้องดีๆ สิ อย่ามานอนตรงนี้เดี๋ยวเป็นหวัด”

“อืม...”

“เจ้าขี้เซาตื่นเร็วสิ...ถ้าเจ้าไม่ตื่นข้าจะอุ้มนะ....”

“อื้อ......” ท่าที่กำปั้นเล็กกำลังขยี้ตาหยีนี่ไม่ต่างจากตอนเจอกันแรกๆ เลย แล้วคำถัดมาเจ้ายังจะเรียกข้าว่าพ่ออีกมั้ยนะ


“....อือ...........มิ๊คคคคค ^ ^”


นี่มันเลวร้ายยิ่งกว่าคำว่าท่านพ่ออีกนะ! เรียกอย่างนี้ทำข้าเจ็บหัวใจแค่ไหนรู้มั้ยเทวดาน้อย!


“....กลับมาแล้วเหรอ ^ ^ อ้ะ....อย่าเพิ่งนอนนะ ข้ามีของมาอวดเจ้าด้วย!”


หายงัวเงียเสร็จเจ้าตัวก็หันรีหันขวางหาของจ้าละหวั่น แต่ทำไปทำมามันก็คือกระถางที่แขนเล็กกอดเอาไว้กับตัวตลอดเวลานั่นแหละ

เจ้าโตขึ้นจริงรึเปล่าเนี่ยเทวดาน้อยจอมซื่อบื้อ - -*

“นี่ไงล่า เมล็ดดอกไม้ที่เฟนเอามาให้ไงล่ะ ^ ^ ดูสิมิคดูสิ มันแตกใบอ่อนแล้วน้า เฟนบอกว่าอีกไม่นานมันก็จะบานแล้วอ่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าปลูกดอกไม้ได้เนี่ย อิยะฮะฮะ ^ ^ ”

นี่คือสิ่งที่เจ้ามานั่งขดเมื่อยเกือบครึ่งคืนเพื่อจะบอกข้าหรือ?

“ข้าบอกแล้วไงคนได้รับความรักเยอะๆ อ่าไม่ตายหรอก เจ้าต้องเปลี่ยนความคิดได้แล้วนะ”


เฮ้อ....ข้าแพ้แล้วใช่มั้ยเนี่ย?


“ขอรับๆ ข้าเปลี่ยนก็ได้ขอรับท่านเทวดา ไหนดูซิ...เจ้าดูแลเองจริงๆ เหรอไม่ใช่เฟนดูคนเดียวแล้วเจ้าเหมาตู่ตัวเองเข้าไปด้วยนะ?”

“ข้าบอกว่าข้าก็ต้องข้าสิ! ไม่เชื่อกันรึไงเล่า....”

“ฮ่าๆๆๆๆ ถามแค่นี้ต้องขึ้นเสียงด้วย....ข้าเชื่อแล้วซีอา...ข้าเชื่อ...ไม่งอนนะ...”


และนี่คือบทสนทนาที่ลอดออกมาได้ยินแผ่วๆ ในห้องนั้นทั้งคืน เสียงหัวเราะเต็มเสียงของเจ้าชายรัชทายาทเป็นสิ่งที่แปลกก็จริงแต่กลับปกติที่สุดเมื่อคู่สนทนาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นอาคันตุกะตัวเล็กจากต่างแดนคนนี้นั่นเอง

แล้วอย่างนี้เจ้าชายจะจัดการความไม่ปกติของตัวเองยังไงล่ะ?


นับวันท่านก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นทุกวันว่าท่านเปลี่ยนไป สิ่งที่เคยตั้งใจเอาไว้และทำมาได้ตลอดนับยี่สิบกว่าปีเจ้าชายก็ไม่อยากให้มันพังทลายลงวันนี้หรอกนะ ใครบางคนที่เริ่มมีบทบาทต่อตัวเองมากขึ้นทุกวันมันทั้งมอบความสุขและความหนักใจมาให้ในเวลาเดียวกัน

ข้าควรจะทำเช่นไรดี?

ทุกครั้งที่ออกไปนอกบ้านก็ต้องมานั่งคิดถึงคนในบ้าน แต่พออยู่ในบ้านก็ต้องหนักใจจากการจับตามองของคนที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน

งั้นก็ทำมันซะทั้งๆ ที่อยู่ในบ้านเลยเป็นไงจะได้ไม่ต้องมานั่งห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป!


..

..


“ช่วงนี้ท่านดูเหม่อๆ นะ?”

เสียงหวานเย้ายวนเอ่ยถามขึ้นเมื่อคนถามกำลังนั่งลงบนตักเจ้าชายและพิงอกกว้างนั่นทั้งตัว ผมสีทองยาวสยายไปกับแขนแกร่งและทิ้งตัวลงเบื้องหลังบดบังเอวคอดและรูปร่างยวนตาไว้รางๆ

“อยู่กับข้าแล้วยังคิดถึงคนอื่นอีกหรือ?”

นิ้วเรียวขาวถูกยกมาลูบไล้คางแกร่งและเรื่อยไปถึงปากอิ่มอย่างกระตุ้น เก้าอี้พนักสูงข้างหน้าต่างก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเมื่อสามารถรองรับร่างสองร่างได้โดยไม่มีอาการกระตุกแม้แต่น้อย

“แต่ท่านที่ดูไร้หัวใจอย่างนี้ก็มีสเน่ห์ไปอีกแบบนะเจ้าชาย”

ไร้หัวใจหรือ?

ข้าจะไร้หัวใจได้อย่างไรกันเซเรล่าเมื่อตอนนี้เจ้าสิ่งที่เรียกว่า ‘หัวใจ’ มันกำลังบีบตัวจนเจ็บปวด สาเหตุมันไม่ได้มาจากการที่พาหญิงงามเข้ามาคลุกคลีในวังสร้างข่าวฉาวให้คนนินทาเล่นและให้คนที่ไร้หัวใจจริงๆ คนนั้นวุ่นวายใจซะบ้างแต่มันกลับเป็นการไพล่ไปคิดถึงอีกคนหนึ่งที่อยู่ห้องไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ต่างหาก

แม้จะให้นางกำนัลพยายามดึงใครคนนั้นไม่ให้เข้ามายุ่งไว้แล้วแต่มันกลับเผลอคิดว่าถ้าเจ้าตัวมาเห็นภาพนี้จะรู้สึกยังไง

ข้าอยากไร้หัวใจจริงๆ ซะเหลือเกินที่กลับคิดไปว่าถ้าเห็นใบหน้าน่ารักนั้นทำหน้าเจ็บปวดข้าเองก็คงเจ็บปวดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน!

“ใจร้ายจังน้า...พาข้ามาแล้วยังนั่งนิ่งอย่างนี้ได้ ข้าอุตส่าห์ยอมทิ้งชื่อเสียงเพื่อท่านแล้วท่านจะแค่นั่งดูข้าเฉยๆ หรือไรเจ้าชาย?”

หากเป็นแต่ก่อนคงไม่ต้องรอให้ฝ่ายหญิงเอ่ยปากเช่นนี้เพราะร่างสูงคงจัดการให้นางเงียบเสียงไปนานแล้ว แต่วันนี้ทุกๆ สัมผัสจากความนุ่มของอิสตรีที่ทาบทับลงมากลับเหมือนเสี้ยนเล็กๆ ที่ทิ่มแทงให้ใจมันเจ็บจนสะดุ้ง

ซีอา...

ใยข้าต้องคิดถึงเจ้าด้วย?

“เจ้าชาย.....”

นิ้วนั้นถูกผละออกมายึดหน้าคมไว้เมื่อใบหน้าหวานซึ้งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แทนที่ ความอุ่นนุ่มที่บดเบียดเข้ามากับอกกว้างกลับไม่ดูน่าพิสมัยอย่างทุกคราวเพราะเจ้าชายกลับต้องสั่งให้ตัวเองนั่งนิ่งๆ ไม่ลุกหนี


ซีอา.....


“มิ๊คคคคคคคคคคคคคค”


นี่ข้าคิดถึงเจ้าจนหูฝาดไปหรือไร?


“พวกพี่สาวบอกว่าวันนี้เจ้าไม่ออกไปไหนช่ายม้ายยยยยยย ^ ^ ออกไปเล่นที่สวนกันเต๊อะ....”


ตัวจริง!


ร่างเจ้าชายที่สะดุ้งสุดตัวคงไม่แตกต่างจากคนที่อยู่ดีๆ ก็เปิดประตูเข้ามานักเมื่อร่างน้อยนั้นก็ชะงักพอกัน ทั้งสามคนในห้องใหญ่ต่างมองหน้ากันไปมา ใบหน้าแปลกใจของสาวงาม ใบหน้าตกใจของเจ้าชาย

และใบหน้าที่เปลี่ยนจากยิ้มกว้างอย่างที่สุดมาเป็นเรียบเฉยก่อนจะหมองลงเรื่อยๆ ของเทวดาน้อย


“แขกของเจ้าชายหรือ? หน้าตาน่ารักจังนะ”


เสียงหวานของร่างที่แนบชิดบนตักเจ้าชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แต่คนถูกเอ็นดูกลับเงียบสนิทเมื่อเอาตาเหงาๆ นั้นจ้องร่างสูงแทบไม่กระพริบ


ทำไมหัวใจข้ามันถึงเจ็บปวดเหมือนถูกกรีดมากถึงเพียงนี้ล่ะ?


ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดมิใช่หรือไร


“ซีอาออกไปก่อนนะ ข้าจัดการธุระเสร็จจะตามออกไป”


ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างน้อยหน้าประตูหากแต่สิ่งที่เห็นก็เป็นเพียงใบหน้าอ้างว้างที่เด่นชัดบนหน้าขาวสว่างนั้น...


และท้ายสุดก็คือน้ำตาสายเล็กที่ไหลรินลงมาเงียบๆ แวบหนึ่งก่อนประตูจะถูกปิดแผ่วเบา


ท่านแม่...ความเจ็บปวดที่ท่านเผชิญมันเจ็บยิ่งกว่าข้ามั้ย?


“อ้าว...ออกไปซะแล้ว....แต่มาต่อกันนะคะเจ้าชาย”


หัวใจที่ด้านชาเหมือนถูกสาปก็พาให้ตัวแข็งตามไปด้วย ริมฝีปากอิ่มแดงเย้ายวนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากร่างสูงได้มากไปกว่าภาพของเพื่อนตัวเล็กที่ยังติดตาเมื่อครู่


เจ็บ...


มันเจ็บจนหายใจไม่ออก!



“เจ้าชาย...”



พอกันที!!


พร้อมๆ กับที่หัวใจมันสั่งบางสิ่งบางอย่างมือแกร่งก็ถูกยกมากั้นปากตัวเองและคนข้างหน้าทันทีก่อนมือนั้นจะจับเอวเล็กยกร่างบางออกจากตักพร้อมๆ ผุดลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


ใยข้าต้องสนใจคนที่ไม่เคยใส่ใจข้ากับแม่มากกว่าคนที่ข้าคิดถึงทุกชั่วยามด้วย!


คนอื่นจะคิดเช่นไรข้าไม่สนใจแล้วขอเพียงแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าใจข้า!!


“ข้าขอโทษจริงๆ แต่ข้ามีธุระรีบด่วนที่ต้องทำ ข้าจะบอกรีสให้ไปส่งเจ้าที่บ้านและจะส่งจดหมายขอโทษไปวันหลังแต่วันนี้ข้าต้องขอตัว”


พูดพลางเจ้าตัวก็รีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเอ่ยบอกคนที่ยังยืนงงๆ ตรงหน้า


“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาเซเรล่า เจ้านับเป็นเพื่อนหญิงที่จริงใจที่สุดที่ข้าเคยมีมา ลาก่อน!”


และเจ้าชายก็ยิ่งทำให้อีกคนยืนนิ่งอึ้งด้วยความสงสัยหนักขึ้นเมื่อนานๆ จะเห็นเจ้าชายรีบร้อนจากไปและเปิดประตูเสียงดังอย่างไร้มารยาทเช่นนี้


ไม่เคยมีใครเห็นผู้ชายสำอางค์คนนี้หลุดขนาดนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่วันที่ราชีนีเรซิเฟอร์สิ้นลมหายใจ


ปังงง!!!!


แถมท้ายด้วยเสียงตะโกนก้องวังที่เอ่ยคำเพียงคำเดียวต่อไปนี้อีกก็คงยิ่งเป็นสาเหตุของความไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิมแน่


“เซียะ!!!”


แต่คาดว่าสำหรับเจ้าชายเองแล้ว ท่านคงเข้าใจตัวเองและหาคำตอบของคำถามทั้งมวลเจอแล้วกระมัง!






To be Con




 

Create Date : 14 มกราคม 2552    
Last Update : 26 มกราคม 2552 18:49:28 น.
Counter : 121 Pageviews.  

เจ้าหญิงนิทรา [3/3]








เอาล่ะ...และแล้วเจ้าหญิงนิทราของเราตอนนี้ก็ได้ฟื้นขึ้นมาอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวเมืองที่มารอก็คาดหวังและเตรียมใจเผื่อเหมือนทุกครั้งก็เริ่มแปลกใจเมื่อเห็นม้าสองตัววิ่ง เหยาะๆ เคียงข้างกันด้วยการใช้เวลาไปกลับที่รวดเร็วจนเกินไป ทุกคนเกือบผิดหวังกันแล้วว่าคราวนี้ก็คงไม่ได้ผลแน่ๆ แต่ก่อนที่จะหันหลังกลับ...ผมสีดำยาวสนิทที่ปลิวไสวไปตามแรงลมบนหลังอาชาสีขาวภายในอ้อมกอดของเจ้าของม้าทำให้ต้องขยี้ตามองด้วยความแปลกใจ แล้วรอยยิ้มน้อยๆก็มาก่อนก่อนที่รอยยิ้มกว้างอย่างดีใจที่สุดจะตามมา


เจ้าหญิงฮีโรร่าฟื้นแล้ว!



ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!


ทั้งเมืองจุดพลุฉลองเป็นการใหญ่เพื่อต้อนรับการกลับมาของเจ้าหญิงขวัญใจ คนที่ดีใจที่สุดคงไม่พ้นพระราชาคัลเซลที่ตกตะลึงเมื่อเห็นรอยยิ้มสว่างไสวคุ้นเคยจากร่างในอ้อมแขนเจ้าชายยูโนว์ เพื่อยืนยันภาพที่เห็นตรงหน้าพระราชาก็รับร่างลูกสาวจากอ้อมกอดของว่าที่บุตรเขยบนหลังม้าอย่างปลาบปลื้ม แรงกอดที่แนบแน่นและคำว่าคิดถึงซ้ำๆ ที่ออกมาจากปากบิดาคงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ถือว่าดีสำหรับการฟื้นขึ้นมาครั้งนี้


“พ่อคิดถึงเจ้า...พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกินฮีโรร่า...เจ้าฟื้นแล้ว...ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว...ขอบคุณสวรรค์...ขอบคุณพระเจ้า....ในที่สุดท่านก็ส่งเจ้ามาหาพ่อแล้ว...พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน....”

น้ำตาเม็ดสวยซึมนิดๆ ก่อนจะค่อยไหลลงมาตามดวงตาดำขลับเมื่อกอดตอบบิดาเช่นกัน

แค่สามปีทำให้ท่านดูแก่ลงถึงเพียงนี้เลยหรือ?

“....ข้าก็คิดถึงท่านพ่อ....”

แอบกระซิบเบาๆ กับไหล่ที่ดูเหมือนจะคุ้มลงไปนิดเพราะความห่วงใยตัวเองจากคนตรงหน้า

สิ่งที่ดีที่สุด จากการฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็คือเรื่องนี้นี่เอง


..


..


แต่สิ่งที่ไม่ดีอย่างที่สุดคือการต้องมายืนนิ่งๆ ลองชุดแต่งงานที่จะถูกจัดขึ้นในเร็ววันนี่น่ะสิ องครักษ์ที่ถูกส่งมาพิทักษ์ด้วยความหวังดีจากคนเป็นพ่อเพราะกลัวแม่มดจะย้อนกลับมาเล่นงานทำให้กระดิกตัวได้ลำบากเหลือเกิน วันๆ ถ้าไม่ต้องลองชุดแต่งงานหลายสิบชุดที่แก้แล้วแก้อีกเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ก็ต้องไปนั่งกินข้าวกับคู่หมั้นที่ก็ได้แต่จ้องเอาๆ

จ้องอย่างกับจะกินเข้าไปได้อย่างนั้นแหละ!

ถ้าไม่กินข้าว...ว่าที่พ่อตากับลูกเขยก็จะนั่งคุยเรื่องงานเรื่องแผ่นดินแลกเปลี่ยนกันไม่ก็นั่งเล่นหมากรุกกัน การที่ไม่ได้เห็นลูกสาวคนโตเป็นนานทำให้ราชาคัลเซลคิดถึงจนสั่งให้เจ้าหญิงต้องนั่งร่วมวงด้วยเกือบทุกครั้ง ต้องมานั่งมองนั่งฟังเรื่องน่าเบื่อแถมพอเผลอหันไปทีไรก็จะสบกับดวงตาคมที่มองมาตลอดทำให้ฮีโรร่าชักจะทำหน้าไม่ถูก


จะมองให้ได้อะไรนักหนาวะ!


คิดอย่างหงุดหงิดแต่พักหลังๆ มานี่หน้าที่เบือนหนีทันควันก็กลับรู้สึกเหมือนกันว่ามันร้อนขึ้น ถึงอย่างนั้นจากหางตาก็รู้ว่าไอ้เจ้าชายมันยังจ้องไม่วางตาจนหน้ามันไม่หายร้อนซักที นี่ล่ะถึงบอกว่าน่าเบื่อไง!


หงุดหงิดเฟ้ย!!


“ฮีโรร่าพายูโนว์ไปชมลานน้ำพุกลางเมืองของเราหน่อยสิ”

แถมนี่ก็เป็นอีกสาเหตุของการหงุดหงิดเมื่อพระราชาคิดว่าอย่างน้อยที่สุดให้ทั้งสองคุ้นเคยกันไว้ก่อนแต่งงานก็น่าจะดี ดังนั้นจึงชอบยัดเยียดให้เจ้าหญิงพาเจ้าชายไปดูนั่นดูนี่เป็นประจำ

สำหรับพระราชา...ผู้ชายด้วยกันดูกันออก...ดูจากสายตาที่ขยันมองไปที่หน้าบูดๆ ของฮีโรร่าและยังแอบยิ้มเอ็นดูนิดๆ แล้วคิดว่าเจ้าชายต่างเมืองคนนี้คงตกหลุมรักลูกสาวสุดที่รักแล้วล่ะ

ก็ลูกเราน่ารักนี่เนอะ...ไม่รักสิแปลก

คิดอย่างเข้าข้างและแอบภูมิใจนิดๆ แม้จะสะดุดหน่อยๆ จากคำพูดของเจ้าหญิงก็ตาม

“หา! ทำไมข้าต้องพาไปด้วยล่ะ! ก็ไหนแต่ก่อนท่านพ่อชอบบ่นว่าข้าตะลอนๆ ไปนั่นไปนี่ไม่สมเป็นเจ้าหญิงแล้วทำไมวันนี้ถึงสั่งให้ข้าพาไปล่ะ คนออกจะเต็มวังท่านพ่อก็เลือกซักคนสิ”

ท่านยังคงยิ้มแม้เหงื่อจะแอบตกและในใจจะแอบบ่นลูกสาวที่พูดอะไรไม่รักษาภาพเอาซะเลย

“เพราะนี่เป็นแขกและเป็นเจ้าชาย คนพาไปก็ควรจะสมศักดิ์ศรีหน่อย เจ้าไปน่ะดีแล้ว พาแมกซ์ไปด้วยก็ได้ถ้าเจ้ากลัว”

“กลัวอะไร! ข้าไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้วข้าพาไปเองก็ได้...” รับคำอย่างเสียไม่ได้และยิ่งหงุดหงิดหนักเมื่อหันไปสบตากลมเรียวที่เหมือนจะยิ้มได้ของคนที่ต้องพาไปนั่นไปนี่เหมือนเด็กๆ ของร่างสูง “...เจ้าก็ไปเตรียมตัวสิ ข้าไม่รอคนช้าหรอกนะ”

“รับทราบครับท่านหญิง”

ค้อมกายอย่างล้อเลียนก่อนจะลาพระราชาแล้วจึงเดินตามร่างที่ก้าวล่วงหน้าไปก่อนอย่างหงุดหงิด และอารมณ์ของเจ้าหญิงก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางดีแม้จะมาถึงลานน้ำพุใหญ่กลางเมืองที่เป็นที่โปรดแล้วก็ตาม


“นี่ล่ะลานน้ำพุ เจ้าก็เดินดูๆ ไปนะข้าจะไปเดินเล่นแป๊บเดี๋ยวมารับกลับ”

พูดยังกับพาเด็กมาปล่อยงั้นล่ะ - -*

และเร็วกว่าความคิดเมื่อไม่รอให้ร่างนั้นก้าวเกินสองก้าวหรอกมือใหญ่ก็ตวัดจับข้อมือเล็กก่อนจะดึงให้ลงมานั่งข้างๆ กันที่ขอบบ่ออย่างรวดเร็ว

“เอ๊ะ! เจ้านี่!” ตาดำขลับฉุนจัดหันมามองอย่างเคืองๆ แต่เจ้าชายยูโนว์ก็ไม่อนาทนร้อนใจซักนิดเมื่อยังแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีตอนชี้ชวนให้มองขึ้นไปยังนกตัวเล็กที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวบนกิ่งไม้ข้างๆ มือใหญ่ข้างหนึ่งโอบเอวเล็กให้แนบเข้ามาหาอย่างแนบเนียนพลางเอ่ยเบนความสนใจดวงหน้าหวาน

“ถ้าข้าทำให้เจ้านกตัวนั้นลงมาร้องเพลงให้เจ้าฟังได้เจ้าจะให้อะไรข้า”

ตาดำขลับมองมาอย่างไม่เชื่อแต่ก็หวาดระแวงนิดๆ

“แล้วเจ้าอยากได้อะไรล่ะ?”

“ก็แค่เจ้าพูดดีๆ กับข้าซักวัน คิดซะว่าเหมือนมาเดินเล่นกับเพื่อนสนิท...”รอยยิ้มที่มองสบตาตรงๆ ทำเอาเจ้าหญิงของพวกเราทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน “...แค่นั้นจะได้ไหม?”

คิดๆ ดูแล้วก็ไม่เสียหายตรงไหนแถมดีไม่ดีอาจจะได้เห็นคนตรงหน้าเสียหน้าสักครั้งด้วย ฮีโรร่าจึงพยักรับพร้อมรอยยิ้มอย่างชั่วร้ายที่แอบคาดหวังนิดๆ

“แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้วันนี้ทั้งวันข้าจะไม่พูดกับเจ้านะ!”

และก็ช่างต่างจากรอยยิ้มกว้างที่ถูกส่งมาให้เหลือเกินเมื่อเจ้าชายค้อมรับอย่างล้อเลียนอีกครั้ง แล้วในที่สุดไม่นานเกินรอ เสียงประหลาดที่ออกมาจากปากบางหยักและนกตัวนั้นที่ชะงักและเอียงคอมองนิดๆ ก่อนจะบินลงมาเกาะบนนิ้วเจ้าชายและเริ่มส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวก็ทำให้หน้าที่แปลกใจของฮีโรร่าค่อยๆ ยิ้มอย่างสนุกปนตื่นเต้น

“เจ้าทำได้จริงๆ ด้วย! เจ้าพูดภาษานกได้!”

รอยยิ้มเอ็นดูผุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อก้มลงมองหน้าหวานที่กำลังสนใจนกตัวน้อยที่เกาะนิ้วและส่งเสียงน่ารักๆ ด้วยดวงตาพราวระยับ

เวลาไม่ดื้อแล้วว่าง่ายๆ นี่ก็ช่างน่ารักเกินจะห้ามใจจริงๆ

“ท่านตาสอนข้าตั้งแต่เด็กๆ แล้วตอนข้าเข้าไปหาท่านที่ป่าต้องสาป”

คนอื่นฟังคงสะดุ้งแต่กับคนตรงหน้า...หน้าที่ตื่นเต้นจนปิดไม่มิดก็ไม่ต่างจากที่เจ้าชายคิดนักหรอก

“จริงเหรอ! มันต้องเป็นป่าที่มหัศจรรย์มากแน่ๆ แล้วเมื่อกี้เจ้าบอกมันว่าไงน่ะ?”

“ข้าก็แค่บอกมันว่าแลกกับการที่มันร้องเพลงเพราะๆ และทำตัวน่ารักให้เจ้าดู ข้าก็จะซื้อขนมปังตรงนั้นให้มันเป็นการแลกเปลี่ยน...ไหนๆ มันก็ทำได้แล้วก็เดินไปซื้อด้วยกันเถอะนะ”

เอ่ยพลางก็ฉุดแขนขาวนวลนั้นขึ้นอย่างแนบเนียน คนที่ยังตื่นเต้นและสนใจนกบนนิ้วเจ้าชายไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังถูกอีกคน ‘จูงมือ’ เดินเล่นด้วยกันเพราะเสียงหวานๆ ยังเอ่ยอย่างตื่นเต้นไม่หยุด

“ว่างๆ เจ้าสอนข้าบ้างได้มั้ย? ข้าอยากไปเห็นป่าต้องสาปนั้นบ้างจัง”

“ได้สิ...แล้วข้าจะสอนให้ ส่วนเรื่องป่านั่นซักวันข้าจะพาเจ้าไปแนะนำกับท่านตาแน่นอน ที่นั่นมีคนแคระและก็ภูตตัวเล็กๆ บินไปบินมาด้วยนะ”

“จริงเหรอ! ข้าอยากไปเร็วๆ อ่ะ ข้าต้องรีบไปขอท่านพ่อออกไปแล้ว เจ้าอย่าลืมต้องนำทางให้ข้าด้วยนะ เดี๋ยวข้าจะชวนแมกซ์ มิคกี้ แล้วก็ซีอาให้ไปด้วยกัน ...ต้องสนุกแน่ๆ เล้ย...”


นี่ล่ะบทสนทนาที่ดังแผ่วตามร่างสองร่างที่เดินเคียงข้างกัน ยามพูดเรื่องที่ถูกใจเจ้าหญิงก็จะผ่อนคลายจนลืมตั้งด่านใดๆ ทั้งสิ้นแล้วเมื่อเดินไปคุยไปซักถามอีกคนไปอย่างร่าเริง อีกคนที่เดินเคียงข้างและฉวยโอกาสโอบเอวเล็กเพื่อหลบหลีกผู้คนก็วางมือค้างไว้อย่างนั้น ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปตอบและยิ้มให้เป็นระยะแถมยังชักชวนเจ้าหญิงเข้าไปแวะดูนั่นดูนี่ตามร้านค้าข้างทางอย่างแนบเนียนด้วย


“เจ้าเห็นเหมือนที่ข้าเห็นมั้ยแมกซ์”

เสียงเอ่ยแผ่วเบาจากกบที่เกาะบนไหล่ทำให้เจ้าชายต้องพยักหน้าตอบรับเมื่อมองร่างสองร่างที่เดินเคียงคู่กันไปด้วย

“ข้าว่า...ข้าก็เหมือนๆ จะเห็นอะไรซักอย่างนะ”

ไม่คิดเหมือนกันว่าการแอบออกมาดูแลจะได้เห็นภาพอย่างนี้...ภาพที่เจ้าหญิงฮีโรร่ากลายเป็นลูกแมวแสนเชื่องในอ้อมแขนใครซักคน มันแปลกตาปนปลาบปลื้มแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

ท่านพี่ตอนเอาแต่ยิ้มและหัวเราะ ไม่พูดคำหยาบๆ และทำท่าห้าวๆ ก็ช่างดูสมเป็นเจ้าหญิงที่งดงามเหลือเกิน ข้าช่างตื้นตันจนอยากร้องไห้นัก T_T

“ข้าว่า...ถ้าหากเจ้าอยากได้ใครซักคนที่ทั้งปราบและดูแลปกป้องพี่สาวเจ้าได้....” พูดไปพลางก็มองร่างสูงที่เดินเคียงข้างเจ้าหญิงและก้มหน้าลงไปยิ้มอย่างอ่อนโยนกับคนที่ชี้ชวนให้ดูเครื่องปั้นดินเผาแปลกตาแล้วก็อดจะนึกถึงความน่ากลัวของคนๆ เดียวกันนี้เมื่อไม่กี่วันในหอคอยขึ้นมาไม่ได้ “...เจ้าชายองค์นี้ก็ไม่เลวนักหรอก”

แถมท้ายด้วยการจับเจ้าหญิงได้ถูกจุดเหลือเกินเมื่อฮีโรร่าเลิกตั้งป้อมแล้วดูได้จากบทสนทนาที่ได้ยินสิ


“มียักษ์ด้วย! แล้วเจ้าจัดการกับมันยังไงน่ะ เจ้าไม่กลัวเหรอ?”

“ถ้ามีสติมันก็ไม่น่ากลัวหรอก ข้าก็เริ่มร่ายเวทย์จัดการกับตามันก่อน พอมันมองไม่เห็นและอาละวาดจนหมดแรงข้าก็ค่อยล้มมันอย่างง่ายๆ แล้วก็แย่งลูกยูนิคอร์นออกมาจากถ้ำไงล่ะ ถ้าเจ้าอยากเรียนเวทย์พวกนี้บ้างไว้ใช้ป้องกันตัวข้าจะสอนให้ก็ได้”

“จริงนะ! วันนี้เจ้ารับปากจะสอนข้าสิบเรื่องแล้วนะ กลับถึงวังแล้วเจ้าต้องเริ่มสอนด้วย”

“ข้ามิบังอาจหลอกลวงเจ้าหญิงแน่นอน งั้นพอกลับไปและอาบน้ำกินข้าวเสร็จเจ้าก็ออกมาหาข้าสิ ข้าจะไปรอที่สวนข้างๆ ห้องเจ้า เริ่มเรียนจากเวทย์เรียกลมก่อนก็ได้”

“ถ้าข้าไปแล้วไม่เจอเจ้าล่ะก็น่าดูแน่!”

“ฮะๆๆๆ ขอรับท่านหญิง ถ้าข้าไปสายล่ะก็เชิญท่านลงโทษได้ตามใจเลย”

“ทำท่าหัวเราะดีนัก เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่าบทลงโทษของข้าทำให้คนต้องโอดครวญขอชีวิตมานักต่อนักแล้วนะ”

“ฮ่าๆๆๆ ข้าเชื่อ...ข้าเองก็คงต้องขอชีวิตจากเจ้าด้วยคนแล้วล่ะ เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น...หัวใจข้าก็ถูกเจ้าแย่งชิงไปอย่างง่ายดายแล้ว”

“.........../////.........”

“...อ้าว จะรีบไปไหนล่ะรอข้าด้วยสิ ข้าว่าเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นมันเหมือนลูกปลาวาฬที่ข้าเคยเห็นตอนออกทะเลเลย เจ้าว่ามันเหมือนปลาวาฬมั้ย?”

“เจ้าเคยออกทะเลด้วยเหรอ!”

“เคยสิ ก็ประเทศข้าข้างหลังคือภูเขาข้างหน้าคือทะเลนี่นา ข้าต้องตามท่านพ่อออกไปเกาะเล็กเกาะน้อยที่รายล้อมรอบๆ ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”

“แล้วเจ้าเจออะไรบ้างอ่ะ เจอโจรสลัด เจอสมบัติ เจอวังน้ำวนบ้างมั้ย? เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ”

“เจอแน่นอน แม้แต่เผ่าเงือกข้าก็เคยเห็นมาแล้ว งั้นคืนนี้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังที่สวนดีมั้ย...”


นี่ล่ะ บทสนทนาที่คนอื่นฟังแล้วโล่งอกหากแต่ตัวฮีโรร่าเองแล้วกลับเริ่มหนักใจมากขึ้นทุกวันๆ ทุกครั้งที่เจอหน้าก็ว่าจะไม่คุยด้วยจะวางท่าแล้ว แต่พอได้คุยกันทีไรกลับหลุดยาวทุกครั้งไป ก็ยอมรับล่ะว่าอยู่กับเจ้าชายนั่นแล้วมันสนุกเพราะได้ยินเรื่องผจญภัยไม่เว้นแต่ละวัน แต่พอสุดท้ายกลับต้องมานั่งด่าตัวเอง

นั่นมันคือคนที่เจ้าต้องแต่งงานด้วยในอีกไม่กี่วันนะฮีโรร่า!

ถ้าไม่ติดเรื่องนี้...แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นคงเป็นเพื่อนกันได้อย่างสนิทใจ ทุกวันที่ใกล้ชิดมันก็เหมือนจะมีบางอย่างที่มันน่ากลัวแปลกๆ เกิดขึ้นในใจทุกครั้ง

เจ้าสิ่งนั้นมันคอยสะกิดใจว่าความรู้สึกนี้มันอันตรายต่อปณิธานอันแรงกล้าของตัวเองอย่างที่สุด!


เมื่อเหลืออีกสามวันก็จะถึงวันแต่งงานผนวกกับการรำคาญตัวเองทำให้เจ้าหญิงต้องเรียกประชุมพลที่ห้องเพราะเพราะถ้าไม่ต้องออกไปพาเจ้าชายเที่ยวแล้วพระราชาก็สั่งให้องครักษ์คอยดูแลเจ้าหญิงตลอดเวลา ดังนั้นเลยต้องเปลี่ยนสถานที่เพื่อไม่ให้ใครรู้เรื่องด้วย

และสุดท้ายในท้ายสุด ที่ประชุมก็ได้ข้อตกลง(ที่เจ้าหญิงคิดเองเออเอง)คือยังไงวันนี้ก็ต้องหนีไปก่อนให้ได้ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง กองทัพทั้งสามที่ขัดไม่ได้จึงต้องยอมตามใจเธอ ซีอาที่ปลอมเป็นฮีโรร่าก็ขึ้นไปนอนที่เตียงแทนส่วนแมกซ์ก็ถูกสั่งให้ไปเฝ้าดูเส้นทางและช่วยโกหกว่าเจ้าหญิงหลับ และมิคกี้ก็ช่วยออกไปดูต้นทางข้างนอกวังให้

ด้วยความแก่นแก้วปีนนั่นปีนนี่เก่งเป็นทุนเดิม เชือกยาวๆ ที่เจ้าชายแมกซ์ไปแอบขโมยมาให้ก็ถูกปล่อยลงจากหน้าต่างห้องเจ้าหญิง ในแสงจันทร์สีขาวนวลยามวิกาลที่มีเสียงกบร้องดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าปลอดคนแล้วก็ปรากฎร่างเจ้าหญิงที่ค่อยๆ ไต่เชือกปีนลงไปอย่างชำนาญ

ไอ้การไต่เชือกจากที่สูงๆ นี่มันไม่ยากเกินความสามารถของฮีโรร่าหรอกถ้าจะไม่ได้ยินเสียงทุ้มๆ ตอนใกล้จะถึงพื้นแล้วเชือกยาวไม่พอนี่สิ

แมกซ์นะแมกซ์ นี่คิดจะให้พี่สาวเจ้ากระโดดลงไปจริงๆ เรอะ! ถึงมันไม่สูงแต่ถ้าแข้งขาข้าหักขึ้นมาจะทำไง!

“ให้ข้าช่วยรับลงมามั้ย?”

“ก็ดีนะมิ.......เอ๊ะ!” ชั่วแวบแรกแอบคิดจริงๆ ว่าเป็นเจ้ากบกวนประสาทมาช่วยแต่แวบต่อมาคือกบตัวเท่ากำปั้นจะรับน้ำหนักตัวเองไหวได้ไง และพอแวบที่สามก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้วเมื่อเอวเล็กๆ ของตัวเองโดนคนถามตวัดขึ้นมาอุ้มพาดบ่าเลย!

“เจ้า!”

ประกายตาฉุนจัดก้มลงไปมองคนที่ถือวิสาสะอุ้มตัวเองอย่างโกรธเคืองแต่หากพอสบกับดวงตากลมเรียวที่จ้องขึ้นมาแล้วก็สะอึกจนพูดอะไรไม่ออก

เคยเห็นแต่ดวงตานั้นยิ้มให้...พอต้องจ้องกับประกายคมกร้าวที่มองมาอย่างโกรธจัดกลับน่ากลัวจนต้องหลบตา!

“ไม่คิดเลยว่าเจ้าหญิงคู่หมั้นจะรู้ใจข้าและคิดถึงข้าเช่นกัน...”น้ำเสียงล้อเลียนในยามนี้ก็สนิทกันจนพอมองออกว่าคนตรงหน้ากำลังโกรธจริง “หากเซซิลไม่มาบอกข้าคงไม่รู้ว่าท่านเปลี่ยนที่นัดอย่างกะทันหันเยี่ยงนี้”

เหยี่ยวที่บินวนไปมาเหนือหัวก่อนจะเกาะลงบนรูปปั้นเทวดาและจ้องตรงมาไม่ไกลนักก็บอกได้ดีว่าการเคลื่อนไหวทุกอย่างอยู่ภายใต้การรับรู้ของคนตรงหน้าทั้งหมด!

“ท่านน่าจะให้รางวัลที่ข้ามาหาท่านถูกที่ถูกเวลาหน่อยนะเจ้าหญิง!”

เสียงเอ่ยอย่างเย็นเยียบไม่น่ากลัวเท่ากับการที่แผ่นหลังโดนผลักให้แนบชิดกับผนังอิฐเย็นเฉียบและการที่ปากหยักแนบลงมาอย่างไม่ให้ตั้งตัว!

“อื้อ!”

จูบที่บดคลึงอย่างเอาแต่ใจก็จงใจเน้นย้ำกับกลีบปากแดงอย่างรุนแรงเหมือนจะลงโทษในตอนแรก แต่พอการต่อต้านเริ่มผ่อนลงเพราะคนถูกจูบกำลังหมดแรงและหมดลมหายใจ จูบนั้นก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นแผ่วเบาเว้าหวานซะจนตัวสั่น ฝ่ามืออุ่นลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังก่อนจะเลื่อนหนักๆ ลงไปที่สะโพก กดลง....เพื่อดันให้เข้ามาแนบชิดจนรับรู้ถึงความร้อนรุ่มก็ทำเอาฮีโรร่าทั้งหวาดกลัวและแทบสำลักกับสัมผัสและจูบที่ทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้!

จนสุดท้ายเมื่อปากหยักนั้นผละขึ้นมาหลังจากขโมยความหอมหวานจนพอใจและกระซิบติดกับปากแดงจัดบวมเป่งทันตานั่นล่ะ

“ถ้าวันต่อมาเจ้าหญิงยังทำตัวน่ารักแบบนี้ล่ะก็...” จากที่สั่นเพราะสัมผัสตอนนี้กลับกลายเป็นสั่นเพราะความกลัวอะไรซักอย่างจากคำพูดและแววตาจากคนตรงหน้า

“ข้าคงอดทนถึงคืนแต่งงานของเราไม่ไหวแน่!”


นั่นล่ะประโยคที่ทำให้แผนการที่คิดจะหนีชั่วคราวต้องถูกพับเก็บไป!


...


..


“ข้าควรจะทำยังไงดีเนี่ย...เฮ้อ....”

แล้ววันนี้เจ้าหญิงก็ต้องมานั่งทำท่าเซ็งๆ อย่างเคย ถึงแม้คืนนั้นจะกลัวและคิดว่าเจ้าชายบ้านั่นจะโกรธแต่วันต่อมาที่เจอหน้าก็ยังทำหน้าปกติยังพูดคุยและทำให้คุยด้วยได้อย่างเกินปกติด้วยซ้ำ

แต่นั่นมันกลับยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่น่ะสิ!

“...ข้าควรจะทำยังไงดีซีอา?”

คนถูกถามก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เมื่อมองไปอีกสองคนก็ไม่มีทีท่าจะช่วยตอบเทวดาน้อยเลยได้แต่ถามกลับอย่างกลัวๆ

“แล้วฮีโรร่าไม่อยากแต่งกะเจ้าชายยูโนว์เหรอ? ฮีโรร่าไม่ชอบเจ้าชายเหรอก็เห็นคุยกันดีนี่นา”

แต่ประโยคถามกลับนี้กลับยิ่งทำให้เจ้าหญิงคิดหนัก!

เพราะไม่ได้เกลียดน่ะสิเลยไม่รู้จะลงมือแรงๆ ยังไง แถมการที่เจ้าชายนั่นเก่งรอบด้านก็น่าคบเป็นเพื่อนมากกว่าจะทำเป็นไม่รู้จัก จะได้ให้ช่วยพาเที่ยว แต่ถ้าถามว่าอยากแต่งงานมั้ย?

ไม่อยาก!

“เฮ้อ...ทำไมมันปวดหัวงี้น้า...ถ้าไม่ต้องเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ก็น่าจะดีแท้ๆ”

คิดไปพลางก็แทบจะเกาหัวแบบไม่รักษาภาพพจน์ไปพลาง แต่บางอย่างที่พูดเองทำให้คิดอะไรออก

ถ้าไม่ต้องเจอกันในรูปแบบนี้?

“มิคกี้”

เสียงเรียกที่คนเรียกหันไปมองอย่างจริงจังทำให้คนถูกเรียกที่นั่งหมิ่นๆ กับขอบหน้าต่างเหลียวหันมามองอย่างสนใจ แต่แล้วคำถามที่ออกมาจากปากเจ้าหญิงกลับทำให้สองคนในที่นี้ชะงักกึก!

“ทำไมเจ้าถึงกลายเป็นกบล่ะ?”


บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสนิททันที!


แล้วท่ามกลางความฉงนของสองพี่น้อง...ใบหน้าหล่อเหลาของคนถูกถามก็ค่อยๆ ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มที่ทั้งเศร้าและอ่อนโยน

“ข้าก็แค่....อาจเอื้อมไปหน่อย...” ตอบก็จริงแต่ตอนตอบกลับเบนรอยยิ้มอ่อนหวานนั้นไปมองหน้าเทวดาน้อยที่ลอยอยู่ข้างกาย ใบหน้าน่ารักแดงจัดที่ก้มงุดแทบจะไม่เงยขึ้นไปสบตาด้วยด้วยซ้ำ “...เลยถูกพระเจ้าทำโทษน่ะ”

มีบางสิ่งที่พวกเราไม่รู้จริงๆ ด้วย!


แต่บรรยากาศแปลกๆ ที่ห่อหุ้มสองคนนั้นเอาไว้ทำให้เจ้าหญิงผู้ใจร้อนกลับไม่กล้าถาม ดวงตาดำขลับจ้องคนทั้งคู่นิ่งๆ ซักพักก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

“ซีอา.....จำพรที่ข้าสามารถขอจากเจ้าพรนึงได้มั้ย?”

“อ่ะ....อืม...จำได้สิ” รีบปั้นหน้าให้ปกติตอนเงยขึ้นไปตอบแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าคนข้างๆ กำลังจ้องตัวเองด้วยสีหน้าเช่นไร “ทำไมเหรอฮีโรร่า?”

“ถ้าข้าจะขอมันตอนนี้ เจ้าให้ข้าได้มั้ย?”

“ตอนนี้เลยเหรอ! แต่...มันจะดีเหรอฮีโรร่า”

“ไม่มีตอนไหนเหมาะสมเท่าตอนนี้หรอกซีอา แล้วหลังจากนี้พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องมาลำบากกับเรื่องของข้าอีกต่อไปไง น่าจะเป็นทางออกที่ลงตัวสำหรับทุกคนแล้ว”

ใบหน้าน่ารักนั้นยังมีแววลำบากใจ แต่เมื่อเห็นประกายตาเด็ดเดี่ยวเอาจริงแล้วเทวดาน้อยก็ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา ไม้กายสิทธิ์ปรากฎกายขึ้นในมือเล็กก่อนเจ้าตัวจะโบกสะบัดเหนือร่างสวยๆ ตรงหน้า แสงสว่างที่พร่างพรายลงบนร่างบางก็สว่างวูบจนแสบตาก่อนที่มันจะค่อยๆ พร่าเลือนไปเมื่อพรหนึ่งประการนั้นสัมฤทธิ์ผล


บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว!


...

...

...

ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!

และแล้ววันแต่งงานของเจ้าชายยูโนว์และเจ้าหญิงฮีโรร่าก็มาถึง ทั้งเมืองหยุดงานทุกสิ่งอย่างเพื่อเฉลิมฉลองให้กับพิธีอันทรงเกียรตินี้ เสียงหัวเราะและเสียงอวยพรดังก้องไปทั่วท้องถนนที่รถม้าบ่าวสาวขับผ่านเพื่อทักทายชาวเมือง งานรื่นเริงดำเนินไปสามวันสามคืนและต่างก็มีทูติจากต่างแดนนำของมาอวยพรไม่หยุดหย่อน ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์และราชินีแห่งไบเซนทาวน์ที่มาร่วมงานแต่งของลูกชายคนโตอย่างเบิกบานด้วย เจ้าหญิงเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าการแค่อยู่เฉยๆ และต้องเปลี่ยนชุดวันละกี่รอบจำไม่ได้เพื่อรับแขกและเข้าพิธีนู่นนี่จะเหนื่อยแทบตายขนาดนี้

ได้พักจริงๆ ก็คืนที่สามที่พิธีทุกอย่างเหลือแค่สิ่งเดียวนั่นล่ะ

คืนส่งตัวนั่นเอง


“แมร่งงงง...เหนื่อยเป็นบ้า คอยดูนะทั้งชีวิตข้าจะไม่แต่งงานอีกแล้วคอยดู!”

เสียงเอ่ยจากคนที่ทรุดตัวลงไปนั่งแหมะกับชุดเก้าอี้พาให้อีกคนในห้องต้องหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู แต่เสียงทุ้มจริงจังที่เอ่ยตอบกลับมาทำเอาคนที่หมอบหน้าซบพนักเก้าอี้ต้องหน้าร้อนวูบ

“ข้าก็คงไม่ยอมให้เจ้าแต่งเป็นครั้งที่สองแน่!”

คำพูดนั้นทำให้เพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องตามลำพังกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามี !

ไม่เอาน่า ไม่ต้องกลัวสิ ถ้าบอกเจ้านี่ ‘เรื่องนั้น’ ก็ไม่เห็นมีสิ่งที่จะน่ากลัวซักนิด

ไม่น่ากลัวหรอกน่าฮีโรร่า


“คือ....คือ....ยูโนว์....คือ....ข้าน่ะ....คือ.....”

“หืม?”

ยังเรียบเรียงไม่ทันจะได้จบประโยคดีเสียงเอ่ยใกล้ๆ กลับทำเอาเจ้าหญิงแทบสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นไปมองคนที่เท้าแขนลงมาคร่อมพนักเก้าอี้ก็พาหัวใจให้มันกระตุกจนจะเจ็บแล้ว แต่คนตรงหน้าที่ดึงผ้าผูกคอทิ้งก็ถอดเสื้อนอกสองสามตัวของตัวเองพาดไว้บนเก้าอี้ข้างๆ แถมสายร้อยที่รัดตรงหน้าอกก็ถูกดึงหลุดออกไปเกือบครึ่งเผยแผ่นอกกว้างต่อหน้าต่อตาอย่างไม่สะทกสะท้านเลย

ไมมันถอดได้เร็วอย่างนี้วะแมร่ง!

“เจ้าคงเหนื่อย....” พูดด้วยดวงตาคมกริบที่จ้องมาอย่างสะกดนิ่งๆ พร้อมๆ กับยื่นนิ้วยาวเรียวมาเกี่ยวโบว์ที่ผูกที่คอออกให้ “...ให้ข้าช่วยอาบน้ำให้มั้ย?”

หน้ามันร้อนจัดจนต้องลุกขยับถอยหนีทันที!

“คือ...ยูโนว์คือ....ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้าก่อน...”

พูดไปก็แทบจะถอยหลังไปเพราะร่างสูงๆ ยังก้าวตามมานิ่งๆ แบบไม่รีบ แต่ทำไมไม่รู้มันกลับเหมือนท่าที่สิงโตจ้องจะตะครุบเหยื่อยังไงยังงั้นเลย!

“..อาบไปคุยไปก็ได้นี่...นางกำนัลคงเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้เราแล้ว...ให้ข้าถอดเสื้อให้นะ”

แมร่งงงง ไมมันต้องรุกขนาดนี้ด้วยวะ!

“คือ...เดี๋ยวสิ...อย่าเพิ่งเข้าม๊า ข้าไม่อาบน้ำตอนนี้ ให้ข้าพูดก่อน...”

“...จะทำก่อนอาบน้ำเหรอ? เอางั้นก็ได้ข้าไม่ถืออยู่แล้ว”

คำพูดสองแง่สามง่ามนั่นเล่นเอาตาสวยๆ เขียวปั๊ด แต่เพราะการที่อายจนฉุนนิดๆ นั่นแหละฮีโรร่าเลยมีแรงจะพูดเรื่องที่อยากพูดซักที

“ข้าบอกให้หยุดตรงนั้นไงเล่าเจ้าหูหนวกรึไง! ข้ามีเรื่องจะพูดด้วยก็ให้ข้าพูดก่อนสิ!”

เพราะแกล้งไล่ต้อนลูกแมวน้อยจนเหลืออดและขู่ฟ่อกลับมาได้ทำให้เจ้าชายหัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ แต่ร่างสูงก็ยอมหยุดจริงก่อนจะกอดอกจ้องคนตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี

คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะ?

“ว่าไปสิ”

“คือว่า....ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า....” ทำไมพอถูกจ้องอย่างเอาจริงเอาจังขนาดนี้ถึงประหม่าได้นะ “คือว่า...ข้าน่ะ....จริงๆ แล้วข้าน่ะ....”

พูดไปคนพูดก็แทบจะขยุ้มชายเสื้อตัวเองไป พอถูกมองเอาๆ อย่างนี้มันทำอะไรไม่ถูกเลย แล้วไอ้ที่จะทำมันจะทำได้มั้ยฮีโรร่า!

“...คือจริงๆ แล้วข้าไม่ได้ชื่อฮีโรร่าหรอก...จริงๆ ตอนเกิดน่ะข้าชื่อฮีโร่”

นอกจากคนพูดแล้วคงเป็นกองทัพอีกสามคนที่เกาะประตูแอบฟังนั่นล่ะถึงรู้ว่าโกหกทั้งเพ!

“....แต่เพราะ...ท่านพ่อเคยทำสัญญากับปีศาจ...ว่าถ้าลูกคนแรกเป็นผู้ชายจะต้องยกให้ปีศาจเพื่อตอบแทนที่ช่วยชีวิต” ต้องขอบคุณนิทานผจญภัยที่เจ้าหญิงชอบอ่านนักถึงได้เรื่องนี้มา “ท่านก็เลยต้องทำการปกปิดเพศลูกคนแรกน่ะเพื่อไม่ให้ปีศาจมาเอาไป”

มือเรียวยังกำชายเสื้อแน่นเมื่อหลบตาคนตรงหน้าที่ยังจ้องมาอย่างเอาจริงในขณะที่แกล้งทำท่ารันทดได้สมบทบาทนัก

“แล้วพอลูกคนแรกนั้นโตขึ้นก็มีเจ้าชายเมืองอื่นมาขอแต่งงาน ท่านพ่อก็กลุ้มหนักเพราะกลัวว่าสุดท้ายความจริงอาจเปิดเผย”

หากร้องไห้ได้ตอนนี้ฮีโรร่าก็คงร้องเพื่อประกอบการแสดงไปแล้ว

“ท่านก็เลย...ก็เลย...ให้ลูกชายแกล้งหลับเพื่อปฏิเสธคำขอแต่งงานไงล่ะ แล้วลูกชายคนแรกที่ว่านั่น....” สูดลมหายใจลึกอย่างให้กำลังใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย มือเรียวที่กำชายเสื้อแน่นก็ดึงมันขึ้นออกจากตัวทันที


“...ก็คือข้าเอง!”


แผ่นอกขาวเนียนที่แบนราบตรงหน้าทำเอาคนมองแทบตะลึง!


“จริงๆ ท่านพ่อก็ไม่ได้ดีใจที่เจ้าผ่านองครักษ์ที่ท่านให้มาเฝ้าข้าขึ้นไป...เอ่อ...ทำให้ข้าฟื้นได้หรอก...” หน้าหวานที่หลบตาอยู่นั้นแดงนิดเมื่อนึกถึงตอนที่ถูกทำให้จำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผิวแดงเริ่มจากหน้าก่อนจะลามเลียไปทั่วลำคอจนถึงอกเนียนจางๆ

“แต่เพราะท่านไม่รู้จะแก้ยังไงเลยต้องเลยตามเลย และท่านคิดว่าเจ้าคงเป็นคนดีพอที่จะไม่เอาเรื่องข้าไปประจาน...” เสื้อในมือถูกยกมาทำท่าซับน้ำตาอย่างระทม “..ท่านก็เลยเสี่ยงให้ข้าแต่งงานกับเจ้าเพื่อกันคนสงสัยเพื่อตัวข้า อา...ท่านพ่อช่างน่าสงสารเหลือเกิน ฮือๆ”

เพราะไม่กล้ามองเลยไม่รู้ว่าอีกคนทำหน้ายังไงเมื่อฮีโรร่าแกล้งยกผ้ามาซับน้ำตาอย่างเสแสร้ง แต่อาการนิ่งเงียบที่น่าจะมาจากความอึ้งกลับทำให้ร่างเล็กพอใจพอๆ กับความรู้สึกผิดหวังบางอย่างที่ค่อยๆ แทรกขึ้นมา

ถ้าเจ้าชายนี่เชื่อก็ดีแล้วสิ ทำไมข้าต้องรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ อย่างนี้ด้วยนะ!

ข้าไม่ได้ตัดสินใจอะไรผิดสักหน่อย!

“ถ้างั้นคนที่เฝ้าด่านพวกนั้นก็คือคนของพ่อเจ้าอย่างนั้นใช่มั้ย?”

คำเอ่ยถามที่ทำลายความเงียบเรียกการพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา

เชื่อก็ดีแล้ว ทุกอย่างมันย้อนกลับไม่ได้แล้ว ถ้าอยู่ในเพศนี้ก็จะได้เป็นแค่เพื่อนกันไงล่ะ

แค่เพื่อน?

“และที่เจ้าจะหนีก็เพราะกลัวว่าข้าจะรู้เรื่องและเอาไปบอกทุกคนทำให้ปีศาจมาจับตัวเจ้าไปใช่มั้ย?”

ต้องไม่รู้สึกอย่างนี้สิ ทำไมข้าต้องคิดว่าไม่น่าจะทำอย่างนี้ด้วยนะ!

เป้าหมายเจ้าคือกัปตันซินแบดนะฮีโรร่า เป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว!

“งั้นก็แปลว่าเจ้าหนีเพราะกลัวปีศาจไม่ได้หนีเพราะเกลียดข้าอย่างนั้นใช่มั้ย?”

ถามแปลกๆ แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ และทำเป็นเอ่ยอย่างมีน้ำใจ

“อ่ะ...อื้อ แต่เจ้าไม่ต้องกลัวหรอกนะ พอเรื่องซาข้าก็จะแกล้งทำเป็นตายหรืออะไรก็ได้เปิดทางให้เจ้าแต่งงานใหม่ได้แน่ หรือเจ้าจะไปมีใครระหว่างที่เรายังอยู่ด้วยกันก็ได้ เพื่อตอบแทนน้ำใจเจ้าข้าจะทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่ถือ”

ไม่ถือจริงเหรอ?

ทำไมพอคิดว่าตัวเองต้องดูเจ้าชายบ้านี่ไปยิ้มอย่างที่เคยยิ้มให้กับผู้หญิงอื่นแล้วมันต้องรู้สึกหงุดหงิดด้วยนะ คงแค่หวงเพื่อนล่ะน่า แค่หวง....

“เจ้าไม่คิดอะไรจริงๆ น่ะเหรอ!”

กำลังจิตตกกับอะไรซักอย่างได้ที่ก็ต้องตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมามองเห็นอีกคนก้าวมาจนจะชิดแล้ว อารามตกใจทำให้ขาเรียวเผลอก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวและก็ชนเข้ากับปลายเตียงก่อนจะเสียหลักทรุดลงไปนั่งแหมะเปิดโอกาสให้อีกคนจับไหล่บางกดลงกับที่นอนอย่างฉวยโอกาสเต็มที่!

“แม้ข้าจะมีคนอื่นเจ้าก็จะไม่รู้สึกอะไรจริงๆ น่ะเหรอฮีโรร่า!”

ไม่เข้าใจเลยว่าคนตรงหน้าโกรธเรื่องอะไร เสียงใสเลยตอบกลับไปพร้อมกับแววตาฉงน

“ก็...เจ้าน่าจะต้องการอย่างนั้นนี่นา ข้าจะช่วยไกล่เกลี่ยให้ก็ได้ว่าข้าเป็นแค่เพื่อนไม่ใช่...”

“เจ้าไม่ใช่เพื่อนข้า!”

เสียงทุ้มตวาดพร้อมกับแววตาน่ากลัวเหมือนคืนที่คิดหนีไม่ผิดเพี้ยน อะไรซักอย่างทำให้ร่างเล็กเริ่มดิ้นรนจะหนีอีกครั้งแต่ถอยไปชนหัวเตียงก็แล้วก็ถูกมือใหญ่ยึดตัวเอาไว้ได้อยู่ดี ทั้งๆ ที่ตอนอาบน้ำก็มีคนช่วยอาบตั้งแต่เด็กและการที่อยู่ในร่างนี้น่าจะทำให้เลิกอายแต่ทำไมสายตาคมกริบที่เลื่อนไปทั่วหน้าก่อนจะเลื่อนลงมาตามลำคอและแผ่นอกเนียนมันกลับทำให้หน้าร้อนเป็นริ้วๆ ได้

หน้ายังกับตอนที่จ้องเอาๆ เหมือนตอนกินข้าวนั่นไม่เปลี่ยนเลย!

“ข้าไม่ยอมให้เจ้าแต่งงานเป็นครั้งที่สองและข้าเองก็จะทำเหมือนกัน....” ผ้าที่เหลือเกะกะพอปิดตัวถูกดึงออกและขว้างอย่างส่งๆ ทิ้งไป ความกลัวบางอย่างที่แทรกขึ้นมาทำเอามือเล็กพยายามจะคว้าผ้าห่มมาปิดแต่ข้อมือทั้งคู่ก็ถูกจับและกดลงกับที่นอนอีกครั้งพร้อมๆ กับร่างกายสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาก็สกัดกั้นการดิ้นรนทุกทาง

“...ตั้งแต่เจอเจ้าข้าก็ไม่เคยคิดจะแต่งกับใครอื่นอีกแล้วฮีโรร่า!”

“เอ๋...ทำไม...เอ๊ะ...เจ้าจะทำอะไรน่ะ ข้าเป็นชายนะ เจ้าบ้า นี่เจ้าลืมตาดูชัดๆ สิ!”

“ข้าก็จะบอกให้เจ้ารู้ไงว่าแค่เพื่อนกันน่ะเค้าไม่ทำอย่างนี้หรอก และข้าก็ไม่รู้สึกกับเจ้าแค่นั้นด้วย...จะชายหรือหญิงยังไงเราก็แต่งงานกันแล้วและเจ้าก็เป็นชายาข้าแล้ว ข้าเป็นของเจ้าพอๆ กับที่เจ้าต้องเป็นของข้า!”

สิ้นคำเอ่ย เสียงห้ามก็กลืนหายไปในลำคอขาวใสเพราะถูกจูบอย่างหนักหน่วงทันที!


แล้วเสียงจากนั้นคือเสียงประท้วงสลับกับเสียงครางแปลกๆ ที่ดังลอดออกมาก็ทำให้กองทัพทั้งสามที่อยู่นอกประตูต้องหน้าแดงไปตามๆ กัน แม้จะเริ่มต้นด้วยความตกใจปนตั้งตัวไม่ติดแต่ในที่สุดเสียงบทสนทนาที่คุ้นเคยก็ยังดังมาให้ได้ยินอยู่ดี

“อึก...อื้อ...ยะ...ใครใช้เจ้าทำอย่างนั้...อื้อ! อา...ปล่อย...”

“เจ้าเป็นชายประสาอะไรถึงไม่รู้ว่านี่มันเรื่องปกติ อย่าเกร็งนะ ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย”

“มะ...ข้าไม่....อึก!”

“เจ้าต้องทำตัวให้สมชายสิ เอามือออกนะฮีโรร่า”

“...อ้ะ...ข้าต้องทำอย่างนั้นด้วยเหรอ...อา...”

“ถูกแล้ว....เจ้าต้องยกสะโพกด้วย...ว่าง่ายๆ แล้วข้าพาเจ้าไปเยี่ยมท่านตาข้านะ...”

“...อื้อ...มัน....เจ้าต้องรักษาสัญญานะ... ตรงนั้น....”

“...แน่นอน...ทนนิดนะฮีโรร่า...เจ้าช่างงามเหลือเกิน”

“หล่อ!”

“ขอรับท่านชาย...หล่อก็ได้...ไม่เกร็งนะ...”

“ยะ...อ้ะ....”

และไม่ต้องรอให้เสียงท้วงนั้นหายไปเมื่อฝ่ามือใหญ่ตวัดทีเดียวประตูหนาหนักนั้นก็ปิดสนิทแถมล็อคตัวเองอัตโนมัติด้วย ทิ้งให้สามคนที่ตามมาจะดูแลต้องมองหน้ากันก่อนจะหลบไปคนละทางสองทาง

ดูท่าเจ้าหญิงฮีโรร่าคงหนีไม่พ้นอีกแล้ว และดูๆ ไปเจ้าชายนี่ก็ไม่เลวนักหรอก ทั้งขู่ทั้งปลอบหลอกล่อเจ้าหญิงแสนดื้อจนต้องยอมอ่อนตามได้แบบนี้

และที่สำคัญที่สุด...เพศที่เปลี่ยนแปลงแต่ความตั้งใจกลับยังมั่นคงมันก็ยืนยันบางอย่างได้ดี


ข้าคงไม่ต้องห่วงท่านแล้วมั้งท่านพี่




The End



..



..


..



“...ข้าจะออกทะเลนะ...อ้ะ....ห้ามเจ้ามาห้ามข้าด้วย...อื้อ....มันเจ็บ...”

“ได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าในทะเลเอง....ยกสะโพกอีกนิดนะฮีโรร่าจะได้ไม่เจ็บนะ...”

“..อ๊า!....ยะ...ช้า....ข้าจะ...อ้ะ....ข้าจะเป็นกัปตันเรือ!....อึก....อื้อ..ยะ...มันเร็ว....”

“ข้าให้เจ้าเป็นกัปตันเรือแน่นอนถ้าเจ้าจะยอมว่าง่ายๆ กับข้าแค่คนเดียว หมดเวลาคุยแล้วเด็กดี....พร้อมนะ....”

“...ฮึก...ข้าจะไปหาสมบัติ...อ้ะ...สู้กับปีศาจ...”

“ข้าจะพาไปเอง ไม่คุยแล้วนะ...อย่าเกร็งสิ...”

“...ข้าจะเป็นซินแบด...อา...ออกทะเล....อื้อ...อีก....”

“...อย่างนั้น...เราจะไปด้วยกันนะชายาข้า...ดีแล้ว...อย่างนั้นแหละ...”

“....อา....”



ดูท่าเจ้าชายอดีตเจ้าหญิงองค์นี้คงถูกปราบจนไม่น่าห่วงแล้วเหมือนกับที่เจ้าชายแมกซ์คิดจริงๆ ซะกระมัง



Real End




 

Create Date : 14 มกราคม 2552    
Last Update : 14 มกราคม 2552 22:57:00 น.
Counter : 85 Pageviews.  

เจ้าหญิงนิทรา [2/3]








‘ขอบคุณท่านมากเจ้าชายแมกซ์’





ปัง!!!!





กึก!





ไม่ถึงอึดใจด้วยซ้ำที่ก้าวเข้าไปในหอคอยประตูบานที่พึ่งเปิดก็ปิดตามหลังทันที!



พร้อมๆ กับบรรยากาศรอบข้างที่นิ่งสนิทและดำมืดยิ่งกว่าราตรีกาลด้วย!!



แทบไม่มีเสียงใดซักเสียงผ่านโสตประสาท ไม่มีแม้แต่เสียงจากที่ๆ เพิ่งก้าวผ่านมาเลยสักนิด ทุกอย่างเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเมื่อเจ้าชายมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเองด้วยซ้ำ


แค่ชั้นแรกก็เล่นอย่างนี้เลยรึ สมกับที่เล่าลือกันมาจริงๆ


แต่นั่นมันใช้ไม่ได้ผลกับข้า!



ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเมื่อดาบยาวใหญ่ถูกดึงออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว ผสานกับการตัดสินใจเด็ดขาดเป็นทุน ดาบเล่มนั้นก็ถูกเจ้าของมันตวัดฉับทีเดียว


เจ้าชายยูโนว์ตวัดมันผ่าแหวกอากาศทีเดียวจริงๆ!!



ตู้มมม!!!!!



ม่านมายาสีดำมืดเบื้องหน้าถูกแบ่งออกเป็นสองซีกทันที ราวกับการเปิดผ้าม่านเมื่อภาพตรงหน้าเริ่มปรากฎแก่สายตา สิ่งที่เห็นจึงมีเพียงแค่ห้องโถงใหญ่ๆ ของชั้นล่างสุดของหอคอยเท่านั้น แรงปะทะจากอาคมที่ใส่ลงไปในดาบส่งผลให้ผนังอิฐบางส่วนแตกร้าวกระจุยกระจายเป็นผุยผง!


คิดจะเล่นสงครามทางจิตกับข้าตั้งแต่แรกเริ่มก็ต้องได้ผลอย่างนี้ล่ะ!


ดาบเล่มนั้นถูกสอดเข้าฝักเมื่อร่างสูงก้าวด้วยก้าวย่างที่มั่นคงตรงไปยังบันไดเวียนขึ้นชั้นสอง ร่างสูงโปร่งใสอีกร่างต้องรีบถอยกลับขึ้นไปอีกชั้นเพราะตาข่ายเวทย์ที่ถูกกางด้วยมนต์ดำถูกทำลายลงไปอย่างง่ายดาย ดวงตาสองคู่จึงเผลอหันมาสบกันอย่างไม่ตั้งใจ


เจ้าชายองค์นี้เป็นใคร?


หากแต่แทบจะไม่มีเวลาให้แปลกใจด้วยซ้ำเมื่อเจ้าชายยูโนว์ไม่ได้ทำแค่ก้าวขึ้นบันไดนิ่งๆ แต่เวทย์จู่โจมที่ร่ายมาเรื่อยๆ ตลอดทางกลับค่อยๆ แสดงผลเพราะกระไอของความมืดไม่เพียงถูกทำลายแต่ก็เหมือนเวทย์นั้นจะทำหน้าที่สร้างเขตแดนไปพร้อมๆ กันด้วย


ไม่ต้องรอให้ถึงชั้นสองด้วยซ้ำก็เหมือนคนที่ก้าวขึ้นบันไดจะจับสัมผัสได้ว่าด่านต่อไปที่ต้องเจอคืออะไร ดาบคู่ใจไม่ถูกชักออกมาเมื่อเจ้าชายทำเพียงแค่ยื่นมือใหญ่กางออกเบื้องหน้า


แค่ร่ายมนต์เบาๆ กับทะเลไฟเบื้องหน้า.....



‘....มิว......’


แค่น้ำเสียงทุ้มที่พูดลากยาวเบาๆ แค่นั้นเอง......


‘.....มีลาเซน่า.......’



วิ้งงงงงง...............



บรรยากาศรอบตัวแค่เหมือนกับถูกสูบออกไปจากบริเวณนั้นแค่นั้นเอง.....



‘....วินเนเมียน!!.......’



ตู้มมมมม!!!!!!!!!



เขตแดนที่ครอบคลุมลงมาบนทะเลเพลิงไม่ต่างกับหลุมดำใหญ่ๆ ที่ทำลายมวลอากาศที่มีทั้งหมดเมื่อไม่มีอากาศเปลวไฟที่ถูกสร้างจึงดับหายไปจากบริเวณนั้นในพริบตา!!


ถึงตอนนี้ทั้งสองร่างเริ่มหวั่นวิตกและถอยอย่างไม่แน่ใจแล้วเมื่อต้องรีบเตรียมด่านที่สามตั้งรับ แรงประทะจากอาคมพาให้ควันบางเบาจากการไหม้เมื่อครู่ลอยปลิวไปในอากาศส่งให้ร่างที่เดินแหวกม่านสีขาวนิ่งๆ ตรงไปยังชั้นต่อไปอย่างเรียบเรื่อยกลับดูน่ากลัวจนคิ้วเข้มของร่างโปร่งใสต้องขมวด


คนตรงหน้าเก่งจนเกินไป!


เจ้านี่มันถนัดเวทย์สายไหนกันแน่!


ไม่ต่างกับที่กบมิคกี้คิดเพราะไม่เพียงใช้เวทย์ขาวได้เจ้าชายยูโนว์กลับใช้เวทย์สายดำได้อีกด้วย เวทย์สีขาวบริสุทธิ์ของซีอาที่ปรากฎภาพออกมาเป็นทุ่งดอกไม้สุดลูกหูลูกตาและกลิ่นหอมอ่อนๆ กลับถูกคู่ต่อสู้จับได้ในเวลาไม่ถึงอึดใจด้วยซ้ำ

ไม่แม้แต่จะเผลอไผลกับภาพสวยงามตรงหน้า เพราะนอกจากจะกลั้นหายใจหยุดกลิ่นที่ถ้าสูดเข้าไปเพียงนิดก็จะเข้าสู่นิทราแล้ว...สายลมสีดำสนิทกลับค่อยๆ หมุนวนรอบร่างนั้นและเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงปะทะทำลายทุ่งดอกไม้แสนสวยของเทวดาน้อยให้เลือนหายไปอย่างง่ายดายและไม่เพียงแค่มันจะก่อตัวหมุนคว้างรอบร่างสูงครอบคลุมทั้งชั้น เส้นสายสีดำพวกนั้นกลับหลอมรวมกันเป็นหนึ่งและพุ่งอย่างรวดเร็วไปหาแหล่งที่มาของเขตแดนอย่างไม่ให้ตั้งตัว!


เจ้าชายควบคุมลมได้!


‘อึก!’



ร่างน้อยที่ทรุดฮวบลงไปตรงหน้าเพราะเวทมนต์ที่สะท้อนกลับพาหัวใจแกร่งกร้าวให้กระตุกวูบตามไปด้วย!



‘เซียะ!!’



ไม่มีอะไรจะเจ็บปวดยิ่งกว่าการจะรั้งร่างที่ร่วงจากอากาศลงสู่พื้นจะได้ผลออกมาเป็นร่างน้อยนั้นทะลุผ่านอ้อมแขนที่โปร่งใสของตนตกลงไปต่อหน้าต่อตา!

ไม่มีแม้แต่อ้อมแขนที่เอาไว้โอบกอดคนรัก!!


‘ไม่เป็นไรหรอกมิค... ^ ^ ไม่เป็นไร’


เพราะยังตั้งตัวได้ปีกสีขาวบริสุทธิ์เลยทำหน้าที่ของมันเมื่อปีกนั้นกระพือก่อนที่ร่างน้อยจะแตะพื้นในชั่วเสี้ยววินาที แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าน่ารักกลับยกยิ้มอย่างแจ่มใสมาให้ทั้งๆ ที่เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าขาวสว่าง

‘แค่ตกใจน่ะ ไม่คิดว่าเค้าจะทำลายได้เร็วขนาดนี้ ไม่เป็นไรนะ ^ ^’

รู้...รู้ดีว่าคนที่จิตใจบริสุทธิ์คนนี้กำลังพูดเพื่อไม่อยากให้โทษตัวเอง แต่เสี้ยนลึกๆ ที่มันคอยทิ่มแทงใจก็ส่งให้มือแกร่งที่จะฉุดคนตรงหน้าให้ลุกขึ้นมายืนกลับหยุดชะงักค้างกลางอากาศอีกครั้ง


ผลที่ได้จะเป็นเช่นไรคนอ่อนแอเช่นเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ!


เหมือนดั่งเสียงๆ หนึ่งจะดังก้องขึ้นมา อดีตเจ้าชายผู้งามสง่าไม่เป็นรองใครแห่งวินเทร่าจึงได้แต่สะบัดหน้าหนีซ่อนประกายตาที่รวดร้าวเอาไว้ให้พ้นจากตาสีน้ำตาลใสแจ๋วก่อนขายาวจะก้าวมายืนเบื้องหน้าเทวดาน้อยพร้อมๆ กับกางเขตแดนออกป้องกันร่างที่อยู่เบื้องหลังไว้


‘....เด...คาเมมี....’


เสียงก้าวนิ่งๆ แต่หนักแน่นและมั่นคงที่สะท้อนกับผนังบันไดเวียนบ่งบอกว่าศัตรูได้เข้ามาใกล้แล้ว


หากไม่เอาจริงคงไม่พ้นต้องแพ้อย่างราบคาบแน่!


‘....ไซปรัส!!.....’


สิ้นเสียงทุ้มที่ร่ายมนต์ก็พลันมีกิ่งไม้หนามพุ่งเข้าจู่โจมร่างนั้นจากรอบด้านทันที!


ฉับ!


ดาบยาวคู่ใจถูกตวัดออกมาอย่างรวดเร็วและฟันลงไปบนเนื้อไม้ที่หนาเป็นเมตรขาดได้ในพริบตาไม่ยากเย็นก็จริง หากแต่การที่มันงอกออกมาจากยอดได้ใหม่อีกครั้งและสามารถแปรสภาพได้ไม่แตกต่างจากปลายยอดของเถาวัลย์หนามตอนหลบหลีกแถมยังเปลี่ยนความอ่อนพลิ้วเป็นแข็งกร้าวตอนจู่โจมก็ทำเอาเจ้าชายยูโนว์เริ่มจะเหงื่อตกขึ้นมาได้


เอาจริงแล้วสินะ!


คิดในใจอย่างสนุกเมื่อตีลังกาหลบการจู่โจมยอดไม้หนามพวกนั้น สายลมที่บังคับได้ทำให้ร่างสูงสามารถใช้มันมาช่วยประคองตัวในอากาศได้นานเพียงพอที่จะหลบและเล่นงานกลับคืน หากแต่การที่ฟันเท่าไหร่ก็ไม่จบไม่สิ้นและการที่มันดาหน้าเข้ามาจนพื้นที่รอบข้างเริ่มอัดแน่นด้วยหนามสีเขียวยากจะหาทางออกก็ทำให้เจ้าชายเริ่มจะเอาจริงขึ้นมาเช่นกัน


‘.....เมนารัส.....’

พร้อมๆ กับที่ร่ายเวทย์ เจ้าชายก็พุ่งดาบลงไปปักยังจุดที่น่าจะเป็นแกนกลางทันที ชั่วจังหวะที่ปล่อยอาวุธออกจากกายจึงจำเป็นต้องหลบหลีกและรวบรวมสมาธิในการร่ายเวทย์ชั้นสูงไปในขณะเดียวกัน

และเมื่อดาบเล่มนั้นถูกปักนิ่ง...ประโยคสุดท้ายที่เรียกไฟออกมาก็ส่งให้ดาบเปล่งแสงวาบก่อนจะเป็นต้นกำเนิดให้เปลวเพลิงลุกท่วมอย่างรวดเร็ว


‘.....ราเมส!!!.......’


ร่างที่หมุนตัวลอยกลางอากาศใช้จังหวะนั้นโหมกระพือเปลวเพลิงให้ลุกท่วมกิ่งไม้พวกนั้นในพริบตา ปลายเท้าที่ค่อยๆ แตะพื้นนิ่งๆ พาร่างสูงยืนอย่างมั่นคงในขณะที่ฝ่ามือใหญ่ทั้งคู่กางออกเบื้องหน้าเพื่อตรึงเปลวเพลิงเอาไว้ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาบนหน้าคมเพราะจำเป็นต้องใช้สมาธิอีกส่วนกางเขตแดนกั้นการจู่โจมในขณะที่ร่ายเวทย์เผากิ่งไม้หนามพวกนั้นไปพร้อมๆ กัน


นอกจากจะใช้ไฟได้แล้ว....ผู้ชายคนนี้สามารถใช้ได้ทั้งสองเวทย์ในคราเดียว!



ตู้มมมมมมมมม!!!!!!!!!!!



ไม่แตกต่างจากที่คาดเมื่อเวทย์ชั้นสูงอีกบทก็ส่งแรงระเบิดทำลายกิ่งไม้หนามให้เป็นฝุ่นลอยคว้างในพริบตา!



หลังจากนั้นการตั้งรับก็เริ่มรวนจนเสียกระบวนแล้วเมื่อม่านน้ำแข็งอันแหลมคมในชั้นต่อมาถูกทำลายได้ง่ายดายไม่เว้นแม้แต่มังกรน้ำแข็งอันน่าเกรงขามด้วย ไม่ใช่การใช้เปลวเพลิงเหมือนด่านที่แล้วที่ทำลายน้ำแข็งให้ละลายกลายเป็นน้ำได้ แต่หากเป็นการที่มันยอมสลายตัวเองต่อหน้าเจ้าชายยูโนว์อย่างสวามิภักดิ์ต่างหาก


แม้แต่น้ำก็ยังไม่ละเว้นจากการถูกควบคุม!


ความสามารถที่รอบด้านขนาดนี้คงไม่ต้องบอกกระมังว่าเจ้าชายจัดการ ‘เงา’ ของตัวเองในชั้นที่หกได้อย่างไร การจำลองร่างของคู่ต่อสู้ให้สู้กันเองเป็นเวทย์ที่ซีอาไม่อยากใช้มากที่สุด แต่มันกลับได้ผลกับคู่ต่อสู้มากที่สุดเมื่อไม่มีอะไรยากไปกว่าการเอาชนะตัวเอง


ถ้านั่นมันใช้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ที่มีความเร็วไม่มีขีดจำกัดอย่างเจ้าชายยูโนว์!



ของปลอมก็คือของปลอม....สิ่งที่ถูกจำลองแค่พละกำลังกับความสามารถภายนอกย่อมไม่สามารถจำลองความเฉลียวฉลาดภายในออกมาด้วยได้ สู้กับตัวเองด้วยเวทย์และท่าเดียวกันเหมือนกระจกที่กลับด้านได้พักหนึ่งเจ้าชายก็จับทางได้เมื่อกลับหันคมดาบเข้ามาหาตัวเอง

และชั่วพริบตาที่ดาบนั้นแทงทะลุอกเจ้าชายก็แปรสภาพดาบโลหะพิเศษกลายเป็นเพียงกระไอบางเบาของสายหมอกสีขาวเท่านั้น!




เปรี๊ยะ!!!!!!!!!!!!!



แต่กับร่างตรงหน้าที่แปรเปลี่ยนไม่ทันมันก็ไม่ต่างกับอาวุธคมที่แทงทะลุร่างที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน หากจะมีสิ่งที่ต่างก็คือจังหวะที่ดาบของตัวเองได้แทงทะลุตัวก็แปรเปลี่ยนร่างนั้นให้กลายเป็นกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นได้ทันที!


‘อึ่ก!!’


แรงปะทะจากการสะท้อนกลับของเวทย์มนต์ส่งให้เทวดาน้อยทรุดฮวบลงอีกครา ไม่มีการรีรอเพราะคนที่เพิ่งจัดการกับเงาของตัวเองเสร็จก็ก้าวขึ้นบันไดมายังชั้นบนสุดเรื่อยๆ น้ำเสียงที่ดังก้องกับผนังทางเดินก็ถูกเอ่ยอย่างส่งๆ แต่ซีอาและมิคกี้ก็สำนึกแล้วว่าศัตรูรับรู้ถึงตัวตนของพวกตนแล้ว


‘แม่ข้าคือเจ้าหญิงแห่งภูติ.....’


ร่างน้อยข้างๆ ยังส่ายหน้าและยิ้มอย่างไม่เป็นไรมาให้แม้หน้าจะซีดจนเจ้าชายต้องมองด้วยความสงสาร น้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ยังเรียบนิ่งก็จริงแต่ก้าวย่างที่หนักแน่นและออร่าบางอย่างที่แผ่ออกมานำหน้ากลับน่าสะพรึงกลัวจนคนฟังขนลุก


‘และพ่อข้าก็เป็นกษัตริย์เชื้อสายเทพ!’


ความเงียบที่ลอยบางเบากลับสื่อถึงความน่ากลัวหนาหนักที่เหมือนจะทาบทับลงมาให้กระดิกไม่ได้


‘เวททย์มนต์ของ ‘พวกเจ้า’ ใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก’


จากการจู่โจมที่ผ่านมาบอกได้ดีว่าคนที่ตั้งด่านนั้นมีมากกว่าหนึ่งและใช้มนต์คนละสาย แต่จุดอ่อนคงเป็นหนึ่งเวทย์ที่ไม่สมบูรณ์และหนึ่งเวทย์ที่ถึงแม้จะมีอานุภาพมากแต่กลับสื่อได้ถึงความใจอ่อนของเจ้าของ

เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีด่านไหนที่เล็งจุดตายเลยน่ะสิ!


‘หากฉลาดพอก็จงถอยไปซะ!!’


ประกาศกร้าวพร้อมๆ กับชักดาบออกมาตั้งท่ายังบานประตูหนาหนักตรงหน้า!


ไม่ต้องเปิดก็รู้ว่าประตูของชั้นบนสุดนี่เปิดไม่ออกด้วยแรงธรรมดาแน่ๆ ตาข่ายสีดำรางๆ ที่เห็นก็คงต้องลงแรงอีกแล้วสินะ


ฉึก!


ดาบในมือถูกพุ่งไปปักตรงพื้นเบื้องหน้าในแนวเดียวกับรอยแยกของประตูพอดิบพอดี ทั้งสองร่างตอนนี้ต่างกำลังตั้งจิตกันอย่างที่สุดเพื่อตั้งรับการจู่โจมจากเจ้าชาย ตาข่ายที่สานใยป้องกันเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเสียงเอ่ยพึมพำเริ่มก็ออกมาจากปากบางหยักบ้าง

ต่อสู้ด้วยแรงอย่างเดียวไม่ได้ผลแน่!


คิดในใจพร้อมๆ กับเพ่งมองเกราะเบื้องหน้าด้วยจิต หากมองไม่ละเอียดคงทำลายเกราะสีดำที่เหมือนล่อลวงตรงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว แต่จากประสบการณ์จากชั้นที่แล้วบอกว่ามันง่ายเกินไป

เพราะคนทำต้องการให้ใช้เวทย์ประทะเพื่อจะใช้มนต์ขาวที่ซ่อนเบื้องหลังสะท้อนเวทย์ของตัวเองกลับมาไม่แตกต่างจากกระจกเงาในชั้นที่แล้วน่ะสิ

แต่จะทำยังไงที่จะทำลายเวทย์ทั้งสองได้พร้อมๆ กัน?

คนอื่นคงคิดนานแต่ไม่ใช่เจ้าชายยูโนว์ที่เริ่มร่ายเวทย์ทำลายเกราะดำหรอก เส้นสายที่ดำสนิทกว่าค่อยๆ ไล้เลื้อยเกาะเกี่ยวรัดเกราะเบื้องหน้าด้วยความนุ่มนวลแต่คืบคลานอย่างน่ากลัว ดึงรั้งให้หลอมรวมเข้าหากันเพื่อเปิดทางตรงกลางออกให้ได้ คิ้วเรียวกำลังขมวดบนใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าชายมิคกี้เมื่อจำเป็นต้องต้านแรงจากคู่ต่อสู้พร้อมๆ กับเหลือบไปมองคนข้างๆ ที่เริ่มแย่แล้วอย่างเป็นห่วง

การร่ายเวทย์ด้วยร่างที่ไม่สมบูรณ์ก็ทำให้ใช้มนต์ได้ไม่เต็มที่เอาซะเลย!

คิดในใจอย่างหงุดหงิดแต่ก็ยังคงเบาใจอย่างเมื่อสายเวทย์ของตัวเองและคนข้างๆ ผสานกันได้อย่างลงตัวเพราะผลัดกันรุกและรับกับเวทย์ของอีกฝ่าย แต่แล้วความแปลกใจก็นำมาก่อนก่อนที่ความหวั่นวิตกจะเริ่มตามมาเมื่อเกราะดำของตัวเองถูกทำลายพร้อมๆ กับที่แสงจากดาบจะพุ่งไปตามพื้นค่อยๆ ไล้เรื่อยไปตามรอยแยกของประตูแทรกผ่านมนต์บังหน้าไปทำลายเกราะสีขาวของเทวดาน้อยด้านในด้วย


ผู้ชายคนนี้ร่ายเวทย์สองชั้น!


ไม่ใช่แยกร่ายบทเมื่อเวทย์ทั้งสองถูกร่ายออกมาพร้อมๆ กันด้วยปากบางหยัก เกราะที่โดนทำลายทำให้เหงื่อเริ่มตกกันทั้งสองคน การถูกจู่โจมทางจิตหนักหน่วงกว่าถูกแรงปะทะกลับเมื่อกี้มากนักเมื่อมันทำลายทุกอย่างจากภายใน ร่างน้อยข้างๆ ยังพยายามจะป้องกันสุดชีวิตแต่แสงสีขาวที่มันค่อยๆ แทรกซึมและกลืนเข้าไปในเกราะสีขาวก็ทำให้ขาเล็กๆ อ่อนลงจนมือน้อยต้องเกาะผนังเอาไว้กันการทรุดลงไปกองกับพื้น ศึกหนักที่เจอเช่นกันร่างสูงข้างๆ เลยผละไปช่วยไม่ได้เพราะหากละสติแม้เพียงนิดก็ต้องล้มไม่เป็นท่าทั้งสองคนแน่


แต่ถึงกระนั้นแล้ว....ในท้ายที่สุดที่ปากบางหยักเอ่ยร่ายมนต์ชั้นที่สามขึ้นมาก็เรียกสายฟ้าให้ผ่าลงมายังดาบที่ปักอยู่บนพื้นดังสนั่นหวั่นไหวจบสิ้นซึ่งการป้องกันทั้งมวล!


เปรี้ยงงงงงง!!!



ตู้มมมมมมมม!!!!!!!


เสียงกระแทกจากเวทย์มนต์ดังกึกก้องก่อนประตูบานนั้นจะเปิดออกไม่ต่างจากที่คาด!


ปังงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!


พอๆ กับที่ร่างน้อยทรุดฮวบลงไปนั่งแหมะกับพื้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหญิงฮีโรร่าเกร็งตัวแน่นเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดนั่นทันที


‘เซียะ!’ มือใหญ่ถูกยกไปหมายจะลูบหน้าแม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันจะทะลุใบหน้าน่ารักนั้นไปอย่างเคย แต่ดวงตาหยีก็ยังไม่ลืมขึ้นเมื่อปากน่ารักยังเอ่ยมนต์พึมพำอย่างตั้งใจ

มนต์บังตาที่แปลงโฉมสาวงามเช่นฮีโรร่าให้กลายเป็นซากร่างที่เหี่ยวแห้งนั่นเอง




ฟิ้วววววววววว.........


สายลมจากแรงระเบิดพัดผ่านตัวไปพร้อมๆ กับพัดผ้าม่านสีขาวเก่าคร่ำคร่ารุ่งริ่งที่อยู่รอบเตียงให้ลอยคว้างไปด้วย สภาพเก่าๆ ของห้องทำให้เจ้าชายยูโนว์เผลอขมวดคิ้วขึ้นมา


ภาพมายา?


แต่... ทำไมไม่มีกระไอของเวทมนต์?



คำตอบก็คือเพราะนี่คือด่านชั้นสุดท้ายที่ต้องอาศัยเวทย์บริสุทธิ์มากน่ะสิ เวทย์ที่ไม่ใช่ทั้งสีดำหรือสีขาว แต่มันคือเวทย์บริสุทธิ์ที่เปรียบได้กับน้ำที่ไม่มีสี

ไม่กี่คนหรอกที่จะทำอย่างนี้ได้...ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่เทวดาน้อยที่มีสายเลือดบริสุทธิ์และสูงส่งอย่างซีอา


แม้จะลองร่ายมนต์ก็แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็ไม่หายไป ห้องที่มืดมนและมัวหมองไม่ต่างจากห้องของแม่มดและโครงกระดูกที่นอนบนเตียงก็คงทำให้คนอื่นตกใจและหมดหวังไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้เห็นเมื่อวานก็สั่งให้ร่างสูงร่ายมนต์ทุกชนิดเพื่อคลายภาพตรงหน้าออก


แต่จนแล้วจนรอดสิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างจากเดิม


เท้ายาวๆ ก้าวตรงไปหาเตียงใหญ่เบื้องหน้า โครงกระดูกสภาพน่าเกลียดที่เหมือนจะมีตะขาบและงูเลื้อยไปทั่วร่างกายบ่งบอกรางๆ ว่านี่น่าจะเป็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉมฮีโรร่าเจ้าของผมสีดำยาวสนิทดั่งรัตติกาลที่คนอื่นร่ำลือกัน

แต่สาวงามภายใต้แสงจันทร์ที่เห็นเมื่อคืนล่ะ?

เมื่อจิตใจยังยึดมั่นกับภาพที่เคยได้เห็น ดวงตากลมเรียวจึงปิดลงอีกครั้งและปากบางหยักเริ่มขยับพูดไม่ต่างกับเสียงพึมพำ ไม่ใช่ร่ายเวทย์หรือเอ่ยมนต์บทไหนทั้งนั้น...


‘....ท่านแม่....’


แค่คำเพียงคำเดียวเท่านั้น


ชั่วอึดใจที่ภาวะนิ่งสงบอย่างที่สุดในใจดำเนินขึ้นและจบลง ดวงตานั้นก็ค่อยๆ เปิดขึ้นมาอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ถ้าฮีโรร่าลืมตาขึ้นมาล่ะก็คงจะเห็นสีเขียวเรืองรองที่สว่างเจิดจ้าในดวงตาคู่นั้นแน่!


เจ้าชายยูโนว์เปิดตาแห่งความจริงแล้ว!!


คราวนี้ภาพตรงหน้าที่เห็นเริ่มเปลี่ยนไป สภาพห้องที่ทรุดโทรมไม่ได้หายไปไหนแต่มันกำลังซ้อนทับดั่งอยู่คนละมิติกับห้องอีกห้องที่ถูกจัดอย่างสวยงามสมกับเป็นห้องส่วนตัวของเจ้าหญิงที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของราชาคัลเซลต่างหาก

รอยยิ้มสมใจจากปากบางหยักผุดขึ้นบนหน้าหล่อเหลาเมื่อทรุดตัวลงนั่งข้างร่างที่นอนอยู่บนเตียง คราวนี้ถึงไม่ต้องใช้มนต์บทไหนก็รู้ได้เลยว่าเจ้าหญิงตรงหน้ากำลังเกร็งจัดขนาดไหน ดูง่ายๆ ก็เหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาบนหน้าเนียนและร่างที่เหมือนจะสะดุ้งนิดๆ ตอนเจ้าชายนั่งลงข้างๆ น่ะสิ

ใบหน้าเดียวกัน....กับหน้าของสาวงามแสนซนบนต้นไม้ที่เห็นจากกระจกตาของเหยี่ยวคู่ใจเมื่อวานและใบหน้าต้องแสงจันทร์ที่เห็นไกลๆ เมื่อคืนที่แอบมาดูลาดเลาก่อน...

ลมหายใจแทบสะดุดและร่างกายก็หยุดชะงักค้างเมื่อเผลอแหงนมองสาวงามที่หน้าต่างหอคอยดั่งต้องมนต์สะกดนานแค่ไหนก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน


และคนๆ นั้นบัดนี้ก็อยู่เบื้องหน้าแล้ว...


คิดพลางยิ้มพลางเมื่อท้าวแขนลงไปคร่อมร่างนั้นเพื่อจ้องในระยะประชิด นิ้วเรียวถูกยกมาไล้แก้มเนียนนุ่มอย่างพอใจ คนตัวบางที่สะดุ้งนิดๆ เกือบจะทำให้เจ้าชายหัวเราะอย่างเอ็นดูแล้วแต่ริมฝีปากอิ่มแดงที่นิ้วไล้มาถึงก็ดึงดูดความสนใจได้มากกว่า

ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะทำอย่างนี้...ไม่คิดเหมือนกันว่าแค่จะมาทดสอบความสามารถที่เพื่อนสนิทที่เคยเจอด่านพวกนี้มาเล่าให้ฟังแล้วจะอยากมาลองดูสักครั้งและคิดจะกลับไปโดยไม่ต้องจุมพิตให้เจ้าหญิงตื่น แต่ตอนนี้ทั้งจิตใจและร่างกายมันกลับทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่ได้เห็นเจ้าหญิงเซี้ยวๆ องค์นี้แล้ว

วินาทีนี้เจ้าชายยูโนว์สาบานกับตัวเองเลยว่าไม่ว่าวิธีไหนก็ต้องทำให้คนตรงหน้าลืมตาขึ้นมาให้ได้!


...


อื้อ!


..


แรงสัมผัสที่กดลงมาแผ่วเบากลับทำให้ฮีโรร่าแทบสะดุ้ง จิตใจมันเต้นรัวด้วยความกลัวแต่สิ่งที่ช่วยฉุดรั้งไว้คือการที่ต้องบอกตัวเองให้นอนนิ่งๆ


ไม่เคยคิดเลยว่าจะถึงคราวที่ตัวเองต้องต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองอย่างนี้!


แถมไอ้เจ้าชายบ้านี่มันก็จูบเอาๆ ไม่ยอมถอยเลย จากที่แตะแผ่วๆ ในตอนแรกก็ค่อยๆ เน้นย้ำลงมามากขึ้นและมากขึ้น ริมฝีปากที่โดนสัมผัสอย่างหนักหน่วงทำให้ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ถึงจะบอกตัวเองให้อยู่นิ่งๆ มากแค่ไหนแต่หัวใจมันกลับไม่ฟังเมื่อมันเต้นแรงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง!

ใจเย็นสิวะฮีโรร่า ทนอีกนิดเดี๋ยวมันก็คงเลิกจูบแล้ว ขอแค่เราไม่ตื่นมันก็ทำอะไรเราไม่ได้!


ใจเย็นสิโว้...


อื้อ!!


สั่งตัวเองได้ไม่ทันไร...แก้มเนียนที่ถูกบีบนิดๆ ให้เปิดออกเพื่อที่ลิ้นอุ่นๆ ของใครซักคนจะล่วงล้ำเข้ามาอย่างฉวยโอกาสทำให้เจ้าหญิงแทบจะสะดุ้งสุดตัว!


ไอ้บ้านี่มันจูบดีพคิสกับคนหลับ!!


ถึงตอนนี้นอกจากจะบังคับหัวใจให้เต้นแรงแล้วยังต้องบังคับไม่ให้ตัวสั่นจากการโดนช่วงชิงลมหายใจอย่างหนักหน่วงด้วย การแกล้งหลับเป็นทั้งผลดีและผลเสียเมื่อผลดีคือจะยังไงก็ยังถือว่าไม่ฟื้นขึ้นมา ถึงมันจะเก่งแค่ไหนแต่จูบแล้วก็ยังไม่ฟื้นดังนั้นถือว่าภารกิจไม่สำเร็จ แต่ผลเสียคือมันต่อต้านไม่ได้อย่างนี้น่ะสิ!


โว้ยยยย!!!



ทั้งหงุดหงิดหมดแรงแถมเกือบจะหมดลมหายใจแล้วเมื่อปากบางหยักไม่มีการพักให้หายใจหายคอ ริมฝีปากที่ดูดคลึงสลับกับกดย้ำและปลายลิ้นเชี่ยวชาญที่ตวัดหาความหวานในปากแค่นั้นก็โจมตีสติทั้งมวลของคนบนเตียงได้แล้ว หากแต่การที่ร่างกายถูกฝ่ามืออุ่นจัดลูบไล้ไปทั่วร่างอย่างถือสิทธิ์นี่สิที่ทำให้เจ้าหญิงสะดุ้งขึ้นมาจริงๆ !

ต้นขาเนียนใต้ผ้าห่มและชายกระโปรงกำลังโดนลูบไล้อย่างลวนลาม และไม่เพียงแค่ลูบ...เมื่อทุกๆ ครั้งที่เจ้าชายกดจูบลงไปอย่างไม่มีเบื่อบนริมฝีปากที่เริ่มบวมเป่ง...ผิวเนื้อบริเวณนั้นที่ถูกเคล้นคลึงอย่างหลงไหลตามแรงอารมณ์ก็เหมือนจะถูกฝ่ามือใหญ่ค่อยๆ ลากดึงรั้งผ้าห่มและกระโปรงให้ร่นสูงขึ้นไปตามแรงดึงด้วย


อึก!


ปลายเท้าเย็นวาบเมื่อผ้าสองชิ้นที่ถูกดึงขึ้นมาก็พาความเย็นให้ลามไล้เลียบนผิวขึ้นไปตามชายผ้าเรื่อยๆ จวบจนเมื่อผ้าทั้งสองขึ้นมากองอยู่บนต้นขาและคราวนี้ที่ผิวเนียนของจริงถูกมืออุ่นจัดบีบเคล้นอย่างหนักหน่วงจนร้อนวูบไปทั้งตัวก่อนจะช้อนเข้าข้างใต้เพื่อจับขาเรียวปลือยเปล่ายกขึ้นและกดสะโพกตัวเองพร้อมๆ กับแทรกต้นขาแกร่งลงมาทาบทับหนักๆ อย่างกระตุ้นนั่นล่ะ


“ไม่!!”


พอๆ กับที่เสียงตวาดอย่างเหลืออดดังขึ้น...กำปั้นเล็กๆ ก็ถูกส่งออกไปหมายจะชกใบหน้าที่คลุกเคล้าแนบชิดอยู่บนหน้าตัวเองอย่างไม่ต้องคิดทันที!


หมับ!!


และก็เป็นไปตามที่หลายๆ คนคงคาดเมื่อฝ่ามือเดียวของเจ้าชายจับมือเล็กนั้นไว้ได้อย่างรู้ทันก่อนมันจะโดนใบหน้าหล่อเหลา มือใหญ่แทรกเข้าไปในฝ่ามือนั้นอย่างบังคับก่อนจะละริมฝีปากตัวเองจากปากแดงจัดเพื่อมาจูบหลังมือเจ้าหญิงอย่างอ่อนโยน


“เจ้าหญิงของข้าฟื้นแล้ว....”


ความอ่อนโยนที่แทรกประกายแห่งความพอใจที่ปิดไม่มิดจากตากลมเรียวพราวระยับที่จ้องตรงมาทำให้ฮีโรร่าแทบจะสะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิด


แพ้มันจนได้!


“ข้าฟื้นแล้วเจ้าก็ถอยไปสิ...อ้ะ...เจ้าทำอะไรน่ะ!”


กำลังผลักอกกว้างๆ ตรงหน้าออกพลางดึงชายกระโปรงลงปิดถึงข้อเท้าและขยับตัวหนีอย่างอึดอัดดีๆ ก็เหมือนร่างสูงจะไม่ยอมอย่างนั้นเมื่อเข่าแกร่งข้างหนึ่งถูกวางลงที่นอนและแขนยาวก็ช้อนเข้าใต้ร่างบางอย่างถือวิสาสะ


“เจ้าหญิงที่ไม่ได้เดินตั้งสามปี....”


คิดไปเองมั้ยว่ารอยยกยิ้มจากปากหยักนั่นมันเหมือนจะยิ้มอย่างรู้ทัน


“ก็น่าจะ ‘ทำเหมือน’ เดินไม่ค่อยได้สิ”


พูดจบก็ตวัดคนตรงหน้าขึ้นอุ้มอย่างไม่รอฟังคำคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น ขายาวๆ ก้าวนิ่งๆ ออกจากห้องตรงไปยังบันไดเวียนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเลย สภาพนอกห้องที่พังไม่มีชิ้นดีทำให้ฮีโรร่าต้องมองหากองทัพน้อยๆ อย่างเป็นห่วง


พวกเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง!


ชะรอยทั้งสองคงรู้เมื่อในขณะที่เจ้าชายพาร่างในอ้อมแขนเดินลงบันไดไปสู่เบื้องล่าง ร่างสองร่างรางๆ ที่ปรากฎกายเบื้องหลังก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างให้ฮีโรร่าที่มองกลับหลังเห็นเพียงแค่คนเดียว


‘ขอโทษนะ’


นัยย์ตาทั้งสองคู่สื่อออกมาเช่นนั้น รอยยิ้มบางเบาบนปากอิ่มจึงยิ้มให้อย่างโล่งอกและไม่เป็นไร และก็ต้องยิ้มอย่างนี้ให้กับน้องชายเพียงคนเดียวที่ทำหน้าตกใจเมื่อเห็นร่างของพี่สาวอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าชายต่างแดนด้วย

“พี่น้องที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาสามปีแล้วจะไม่ดีใจที่ได้พบกันหน่อยหรือ?”

เสียงทุ้มทักเบาๆ เมื่อสองพี่น้องได้แต่สบตากันอย่างไม่เข้าใจและคิดหนัก แต่ประโยคที่แฝงด้วยน้ำเสียงกระเซ้าก็ทำให้เจ้าหญิงฉุนนิดๆ เมื่อพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดออกไปให้ได้

“เพราะข้ารู้สึกเหมือนแค่หลับไปแล้วก็ตื่นขึ้นมาเจอหน้าน้องน่ะสิ และแมกซ์เองก็คงไปหาข้าทุกวันอยู่แล้วดังนั้นคงไม่แปลกใจที่เจอหน้าข้าหรอก แต่หากเป็นอย่างท่านว่าจริงๆ ก็ปล่อยข้าลงสิ แมกซ์คงคิดถึงที่ไม่ได้คุยกับข้ามาสามปีและน้องคงอุ้มข้าเดินได้หรอกน่า ปล่อย!”

“ไม่!”

คำเอ่ยปฏิเสธทันควันทำให้ตาดำขลับตวัดขึ้นมองอย่างเคืองจัดทันใด!

“เพราะข้าเป็นคนที่จุมพิตให้ท่านฟื้นดังนั้นเราต้องออกไปพบชาวเมืองด้วยสภาพอย่างนี้ ...เฮอร์เมส....” เอ่ยเรียกเบาๆ พร้อมตวัดมือทีเดียวสายบังเหียนก็คลายปมและหลุดจากต้นไม้เอง อาชาสีขาวสง่าวิ่งเหยาะๆ มายืนเบื้องหน้าเจ้านายอย่างสงบเสงี่ยม “....ถึงตอนนั้นข้าถึงจะปล่อยมือจากท่าน...”

พูดจบก็กระชับอ้อมแขนก่อนจะตวัดตัวพาทั้งตัวเองและอีกคนขึ้นไปบนหลังม้าทันที !

“...แค่ชั่วคราวก่อนจะถึงวันแต่งงานของเรา!”

เสียงกระซิบนั้นยิ่งทำให้ฮีโรร่าเดือดปุดๆ จนปกติคงระเบิดไปแล้ว แต่ประกายตาจากคนตรงหน้าและแรงกระชับจากอ้อมแขนแกร่งทำให้เจ้าหญิงต้องสงบปากสงบคำเอาไว้ชั่วคราว

มันต้องมีวิธีเลี่ยงสิ!




To be Con




 

Create Date : 14 มกราคม 2552    
Last Update : 14 มกราคม 2552 22:56:22 น.
Counter : 109 Pageviews.  

1  2  

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.