Group Blog
 
All blogs
 

Balloon








คุณเคยมีอะไรซักอย่างที่ทำยังไงก็อธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้บ้างไหม?


จุนซูมีแล้วล่ะฮะ สิ่งนั้นน่ะ มีสิ่งที่อธิบายให้ตายเจ้าบ้าฮยอกแจก็ไม่เคยจะเข้าใจซ้ากกะที


เจ้าบ้านั่นโง่ก็มีส่วนฮะ แต่ไม่ใช่แค่เจ้าบ้านั่นหรอกนะที่ไม่เข้าใจ เพื่อนๆ คนอื่นที่คณะก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


แม้แต่ตัวจุนซูเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันฮะว่าตัวเองเข้าใจได้ยังไง จุนซูอธิบายไม่ถูกแต่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันไม่เหมือนกับที่เคยรู้สึกกับใคร


และรู้ว่าสิ่งๆ นี้เค้าคนนั้นก็เข้าใจเหมือนกันกับที่จุนซูก็เข้าใจ


ทุกคนคิดว่ามันคืออะไรล่ะฮะ ^ ^

..

..


Balloon

..

..


“เร็วๆ สิเจ้าบ้าย้อกย้อก เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอกน่า”

“อย่าเร่งดิวะจุนซู นี่รีบอยู่รู้มั้ย!”

“รีบแล้วไมชักช้างี้อ่ะ เนี่ยเดี๋ยวที่นั่งเต็มทำไงล่ะ”

“วิชาน่าเบื่ออย่างนั้นไม่มีทางเต็มหรอกน่า จะว่าไปตอนนั้นฉันนึกยังไงนะถึงต้องยอมตามใจนายไปเรียนประวัติศาสตร์ดนตรีบ้าบออะไรนั่นด้วย น่าเบื่อชิบ! อนาคตฉันจะไปปรุงยานะไม่ได้จะไปนั่งท่องว่าบีโธเฟนเกิดปีอะไร!”

“เจ้าบ้าย้อกย้อกกกกกก....”

“ไมอีกล่ะ? จะบ่นอีกล่ะสิ ก็นายเป็นคนลากฉันไปลงวิชาน่าเบื่ออย่างนั้นเองนี่ ฉันก็ชวนแล้วว่าให้ลงลีลาศนายก็ไม่...”

“หุบปากซะ! แล้วก็เก็บเร็วๆ ! ไม่งั้นจะงอน!”

“ฮึ! เห็นว่าฉันต้องตามง้อนายใช่มั้ยถึงชอบขู่จะงอนนัก...คอยดูนะถ้านายงอนคราวหน้าฉันจะไม่สน.....เออน่า...แค่บ่นนิดเดียวน่า ไม่ทำจริงหรอก ตายิ่งไม่มียิ่งทำตางั้นอีกนะคิมจุนซูเอ๊ย!”

คนพูดก็บ่นไปงั้นจริงๆ แหละเมื่อร่างเล็กกอดอกและจ้องมาอย่างเอาจริงก็ทำให้เจ้าตัวต้องรีบเก็บของเร็วๆ กับการเตรียมพร้อมเต็มที่ที่จะต้องไปจองที่นั่งเรียนวิชาเลือกที่ชื่อประวัติศาสตร์ดนตรี

ทั้งๆ ที่ตรูเรียนเภสัชนี่นะ - -*

แต่ก็งั้นล่ะ จะหืออะไรขึ้นกับเพื่อนตัวเล็กที่คบกันมาตั้งแต่ประถมยันมหาวิทยาลัยคนนี้ เรียนก็เรียนโรงเรียนเดียวกัน ห้องเรียนก็ห้องเดียวกัน แถมเข้ามหาวิทยาลัยก็คณะเดียวกันอีก

ชาตินี้ตรูคงต้องเกาะอยู่กับเจ้าเด็กเอ๋อนี่ไม่พ้นแน่ๆ T_T

“กำลังนินทาในใจใช่มั้ย!”

เอ๋อแล้วยังดุอีก กับอีแค่จะไปเรียนวิชานี้ทำไมต้องรีบจองที่ด้วย แม้จะรู้อยู่หรอกว่าทำไมถึงรีบแต่ที่ก็มีเยอะแยะยังไงก็คงได้นั่งจ้องหน้าเจ้าหน้าบูดนั่นแน่

ใช่...สาเหตุที่ทำให้ต้องโดนเร่งอย่างนี้ก็มีแค่วิชานี้ทีได้เรียนกับคนที่เป็นสาเหตุให้ปีศาจน้อยมันรีบขนาดนี้นั่นล่ะทั้งๆ ที่ปกติแทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำ

เหตุผลก็เพราะมันคือวิชาเดียวที่ได้เรียนร่วมกับผู้ชายที่เจ้าเพื่อนตัวเล็กนี่มันแอบปลื้มนักแอบปลื้มหนานั่นเอง

และนี่คือสิ่งที่เขาไม่เข้าใจว่ามันไปปลื้มเจ้าคนหน้าบูดนั่นตรงไหน...ให้ตายก็ไม่เข้าใจจริงๆ

เพราะมันเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นแล้วที่เจ้าบ้าจุนซูเริ่มเป็นอย่างนี้

เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ไปเข้าเรียน!




โครม! โป๊ก!

‘โอ๊ย!’

‘............’

มันเริ่มตั้งแต่วันนั้นที่คิมจุนซูที่กำลังเดินคุยกับเพื่อนอย่างร่าเริงและกำลังจะเดินหาที่นั่งในห้องเลคเชอร์อยู่ดีๆ ก็สะดุดเข้ากับบันไดและถลาล้มพังพาบลงไปพร้อมๆ กับหนังสือในมือทันที!


‘..........’


ท่ามกลางสายตาของคนทุกคณะทั้งห้อง!


บรรยากาศเงียบกริบวังเวงเกิดก่อนก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างขบขันจากเพื่อนสนิทจะดังตามมา เพื่อนตัวผอมที่ยืนข้างๆ ไม่ได้สนใจจะช่วยร่างเล็กเลยเมื่อเอาแต่หัวเราะและกุมท้องขำอย่างหยุดไม่อยู่

‘กร๊ากกกกกกก นายสะดุดได้ไงอ่ะจุนซูไม่เห็นมีอะไรเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ โอ้ย ปวดท้องชะมัด ฮะๆๆๆๆ ท่านายตอนนี้ทุเรศมากๆ เลยเจ้าเตี้ยเอ๊ย..กร๊ากกกกกๆๆๆๆ’

ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่เพื่อนสนิทจะหัวเราะขำอย่างหนักก่อนจะช่วย แต่เพียงเพราะแค่สถานที่ที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่กันแค่สองคนน่ะสิที่มันไม่ใช่ปกติ!

เพราะนี่คือท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยที่เลือกเรียนวิชาเกรดง่ายนี้และอาจารย์เจ้าของวิชาก็กำลังกลั้นขำอยู่หน้าชั้น!!

‘ฮะๆๆๆๆๆ’

‘คิกๆๆๆๆ ดูสิเธอ เด็กคณะไหนอ่ะซุ่มซ่ามจัง’


อาย....


ตอนนี้คิมจุนซูผู้ร่าเริงอยู่เสมอกำลังอับอายจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไป หน้าน่ารักก้มงุดเมื่อทำอะไรไม่ถูกเพราะเสียงหัวเราะจากรอบข้างเริ่มดังกระหึ่มไปทั้งห้องเมื่อตอนนี้ทุกคนกำลังจ้องมาที่ร่างน้อยที่นอนพังพาบบนบันไดเป็นตาเดียว คนไหนไม่เห็นก็ถึงกับผุดลุกจากเก้าอี้เพียงเพื่อจะชะโงกมองหาและพอเห็นแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกับคนข้างๆ ซะอย่างนั้น

คิมจุนซูกำลังอับอายจนน้ำตาซึมแล้วตอนนี้!

แต่แล้วเหตุการณ์ที่นอกจากเจ้าตัวแล้วคนรอบข้างทั้งหมดกำลังหัวเราะขบขันก็ได้ใครบางคนที่เดินตามหลังมาตั้งแต่แรกช่วยกลับพลิกมันได้ทันใจนัก ขายาวๆ ที่ก้าวมานิ่งๆ เดินผ่านฮยอกแจที่กำลังกุมท้องหัวเราะและตรงไปที่ร่างที่ยังนอนคว่ำหน้าไม่กล้าเงยอยู่นั่น

พร้อมๆ กับที่เสียงหัวเราะเริ่มเลือนหายและสายตาแปลกใจ...มือใหญ่ก็จับหมับเข้าที่คอเสื้อของร่างเล็กและหิ้วปีกจนจุนซูลอยขึ้นมาจากพื้นทันที!


“เกะกะขวางทาง!”


คำๆ เดียวที่ทำให้ทั้งชั้นเงียบกริบและอ้าปากค้างไปตามๆ กัน!

แล้วเมื่อจับให้ร่างเล็กยืนได้ร่างสูงนั้นก็เดินผ่านไปอย่างไม่สนใจเพื่อจะหาที่นั่ง ทุกเส้นทางที่ขายาวๆ ก้าวไปก็จะทำให้แต่ละคนที่อยู่ใกล้ต่างรีบกระเถิบตัวหลบพร้อมใบหน้าหวาดกลัวทันที ถึงแม้ใบหน้านั้นจะไม่ได้น่ากลัวแต่ตาเรียวที่เรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ บนใบหน้าขาวจัดพร้อมๆ กับผมที่ยาวระต้นคอที่หยักศกนิดๆ ปกปิดหน้าตาและคำพูดกิริยาเมื่อกี้ก็ทำให้คนรอบข้างร่างนั้นผวาได้ล่ะ

หน้าตาโคตรจะเย็นชา!

แต่เพราะบุคลิกและคำพูดนั้นกลับทำให้คนที่โดนพูดใส่ได้รับความเห็นใจแทน สายตาเกือบทั้งชั้นจ้องไปทางร่างเล็กที่เพิ่งเห็นชัดๆ ว่าหน้าตาน่ารักชนิดที่ผู้หญิงหลายคนยังอายกำลังจ้องนิ่งๆ ไปที่ร่างสูงที่กำลังนั่งอย่างไม่สนใจใครด้วยสายตาสงสารปนเอ็นดู ไม่มีเสียงหัวเราะขบขันแล้วแม้แต่ตอนที่จุนซูเลือกที่นั่งได้แล้วคนไม่รู้จักข้างๆ ยังหันมายิ้มให้และส่งผ้าเช็ดหน้าให้ด้วยซ้ำ

‘เช็ดหน้าสิ มันเปื้อนนิดๆ น่ะจ้ะ’

‘ขอบคุณฮะ ^ ^’

แล้วยิ่งรอยยิ้มตาหยีเห็นฟันแทบทุกซี่ยิ่งทำให้คนรอบตัวเอ็นดูและอดยิ้มตามไม่ได้สลับกับหันไปมองคนตัวสูงด้วยสายตาหมั่นไส้

‘อย่าคิดมากนะจ้ะเดี๋ยวทุกคนก็ลืมแล้ว ส่วนเจ้านั่นน่ะไม่มีใครลืมหรอก เด็กน่ารักล้มลงไปอย่างนี้ยังไปว่าได้อีกนะ! แล้วนี่ทั้งสองคนมาจากคณะไหนล่ะ?’

‘เภสัชฮะ ^ ^ ’

แล้วบทสนทนาแนะนำตัวก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หลายๆ คนรอบข้างทั้งหน้าและหลังก็เริ่มหันมามองร่างเล็กอย่างสนใจ ด้วยความที่เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีจัดทำให้น้องปีหนึ่งคิมจุนซูสนิทกับทุกคนอย่างรวดเร็วและกลายเป็นขวัญใจของคนรอบข้างได้อย่างไม่ยากนัก

ตรงข้ามกับคนที่นั่งเงียบไม่สนใจใครคนนั้นอย่างสิ้นเชิง!

แต่ใครจะรู้บ้างว่าวันนั้นในหัวใจดวงเล็กๆ ของคิมจุนซูกลับเต้นแปลกๆ ด้วยความอบอุ่น สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนรวมถึงเพื่อนสนิทที่กำลังนินทาจำเลยอยู่นั่นไม่รู้คือในหัวน่ารักๆ ของโจทย์ผู้รับเคราะห์กลับกำลังคิดตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคิดลิบลับ

ผู้ชายคนนั้นบีบไหล่ให้กำลังใจจุนซูเบาๆ ก่อนเดินจากไปไม่ผิดแน่!

ดังนั้นในขณะที่วงล้อมเล็กๆ รอบตัวจุนซูจะกำลังนินทาสลับกับมองคนเย็นชาคนนั้นอย่างไม่ชอบหน้า ดวงตาหยีๆ น่ารักก็ขยันมองไปทางนั้นเช่นกันแต่กลับมองด้วยสายตาค้นหามากกว่า

ถ้าไม่ได้คนๆ นั้นจุนซูอาจจะยังนอนที่พื้นไม่กล้าเงยหน้าแล้วก็ไม่น่าสงสารจนทุกคนเห็นใจอย่างนี้ก็ได้


นี่คือความไม่เข้าใจเรื่องแรกดังที่ได้กล่าวไปและก็เป็นสาเหตุของความไม่เข้าใจในเรื่องต่อๆ มาด้วย


..

..


‘คนใจดีเค้าช่วยจุนซูไงล่ะทำไมฮยอกแจไม่เข้าใจซักที’

‘ช่วยตรงไหน? ตวาดนายดังลั่นห้องนั่นน่ะนะช่วย? เย็นชาน่ะสิไม่ว่า! คิดว่าตัวเองหล่อตายล่ะโคตรขี้เก๊กเลยเถอะ! แล้วนายก็อย่าชมมันมากนักได้มั้ย ยิ่งคิดถึงตอนที่มันด่านายแล้วฉันก็ชักฉุน!”

เฮ้อ...

และก็นี่ล่ะที่ทำให้ร่างเล็กเริ่มอ่อนใจเมื่ออธิบายยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าคนข้างๆ จะเข้าใจซักนิด

‘ก็ตัวก็ลองสังเกตสิ ตั้งแต่วันนั้นมาเค้านั่งแถวหน้าสุดตลอดเลยนะ แล้วทำไมวันแรกเค้าถึงต้องนั่งแถวกลางๆ ด้วยล่ะ เค้าเดินขึ้นบันไดมาเพื่อจะช่วยจุนซูต่างหาก’

‘นั่นเพราะไม่มีใครคบไงล่ะมันถึงนั่งหน้า! เพราะว่าวันนั้นมันด่านายไงถึงทนสายตาคนอื่นไม่ได้เลยต้องไปนั่งแถวหน้าที่ไม่มีใครอย่างนั้นน่ะ! นายน่ะมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วรู้มั้ยจุนซู!’

เฮ้อ....

‘จุนซูไม่ได้มองโลกในแง่ดีหรอกนะย้อกย้อก....’

‘อย่ามาเถียงเลยน่านายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วฉันถึงต้องคอยดูแลนายไง’

‘จุนซูไม่ได้มองโลกในแง่ดีจริงๆ...’

‘ก็บอกแล้วไงว่า...’

‘จุนซูก็แค่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายแค่นั้นเอง!’

ถ้อยคำจริงจังและตาสีน้ำตาลใสแจ๋วที่มองสบตากลับหยุดคำบ่นทุกอย่างให้มันเลือนหายไปได้อย่างชะงัดนัก แล้วถัดจากนั้นดวงหน้าน่ารักนั้นก็ยิ้มตาหยีให้พร้อมๆ กับพูดในสิ่งที่ทำให้เถียงไม่ออกได้ทุกครั้งไป

‘ย้อกย้อกเคยเห็นจุนซูบอกว่าผิดหวังหรือเสียใจในตัวใครมั้ยล่ะ ^ ^’

นี่ล่ะความพิเศษของเพื่อนสมัยประถมคนนี้ แม้จะดูเอ๋อๆ ไม่ทันใครแต่กลับแปลกที่จุนซูพูดอะไรทีสิ่งนั้นกลับเป็นจริงได้อย่างที่ไม่น่าเชื่อ มุมมองในการมองคนของจุนซูมันดูแปลกๆ ก็จริงแต่ก็ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่จุนซูมองแล้วมันจะผิดไปจากนั้น

มันเหมือนจุนซูสามารถรับรู้ด้วยความรู้สึกว่าใครเป็นยังไงโดยที่ก็พูดออกมาไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แม้หลายคนนั้นจะทำในสิ่งที่น่าจะทำให้เจ็บปวดจุนซูก็กลับพูดเพียงว่า

‘เค้าก็ทำในสิ่งที่เป็นตัวเค้านี่ เพราะเค้าก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วทำไมต้องแปลกใจด้วยล่ะ?’

และครั้งนี้ประเด็นก็คือเจ้าคนเย็นชานั่น แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยผิดแต่เรื่องนี้ไม่อยากยอมรับจริงๆ ว่าร่างเล็กพูดถูก!

‘คนใจดีเค้าใจดีกับจุนซูจริงๆ นะย้อกย้อก เชื่อจุนซูเถอะ ^ ^’

ให้ตายก็ไม่เข้าใจจริงๆ เถอะว่าเจ้านั่นมันใจดีตรงไหน!

‘เค้าใจดีจริงๆ อย่างตอนนั้นเค้าก็ยังเหลือชีทไว้ให้จุนซูเลย’

มันคือวันหนึ่งที่จุนซูวิ่งกระหืดกระหอบมาเข้าเรียนวิชาเลือกเพราะฟิสิกส์เลิกเลทและกว่าอาจารย์จะปล่อยก็สายไปตั้งครึ่งชั่วโมงแถมกว่าจะปั่นจักรยานมาถึงคณะนี้ได้มันก็สายไปยี่สิบนาทีแล้ว รวมเวลาวิ่งเข้าห้องอีกทำให้จุนซูยืนหอบแฮ่กอยู่หน้าชั้นแล้วก็ต้องยิ้มแป้นขึ้นเมื่อแผ่นหลังกว้างๆ ตรงหน้าคือร่างสูงที่ก็สายเช่นกัน

‘จุนซูรอด้วยสิ’

เสียงฮยอกแจที่วิ่งตามหลังทำให้คนถูกเรียกรวมถึงคนข้างหน้าคนถูกเรียกหันมามองด้วย แต่ร่างเล็กก็ปล่อยให้เพื่อนวิ่งตามมาเองเมื่อกำลังเดินตามหลังร่างสูงเข้าไปในห้องด้วยใจที่มันกำลังเต้นตึกตักส่งเสียงดังในอก

ทำไมแค่อยู่ใกล้ๆ แล้วหน้าต้องร้อนด้วยนะ?

ที่ๆ ขายาวๆ ตรงไปคือมุมโต๊ะตัวแรกที่วางชีทของวันนี้เอาไว้ให้หยิบ มือเรียวยาวขาวจัดกำลังจะหยิบแล้วแต่เหมือนเมื่อจ้องไปที่ชีทนั้นชัดๆ ก็ชะงักและเดินผ่านเลยไปเหมือนไม่สนใจทันที

‘ก็บอกว่าให้รอด้วยไงเล่า นายหยิบเผื่อฉันด้วยนะฉันจะไปจองที่นั่งให้’

‘อ่ะ...อื้อ...’

เสียงตอบตะกุกตะกักนิดหน่อยก่อนจุนซูจะก้มลงมองชีทอีกครั้งและมองไปที่คนคนนั้นที่นั่งลงและเตรียมพร้อมจะเรียนในที่ประจำเรียบร้อยแล้วด้วยสายตาแปลกใจ

ทำไม?

‘เฮ้อ เหนื่อยชะมัดเลย! นายเอาน้ำมั้ยฉันเตรียมมา...จุนซู....เฮ้...เจ้าบ้าจุนซูได้ยินมั้ย?’

‘อ่ะ....อ้ะ...ได้ยินสิเจ้าบ้าย้อกย้อก อย่าตะโกนจิ’

‘ก็นายเหม่อเองนี่ แล้วไหนชีทฉันล่ะ? ทำไมนายถึงหยิบมาแค่ชุดเดียวฮึก็บอกให้หยิบเผื่อแล้วไง’

‘มันเหลือแค่ชุดเดียวอ่ะย้อกย้อก’

ใช่แล้ว ชีทที่ว่ามันเหลือแค่ชุดเดียวแต่คนที่มาก่อนคนนั้นก็ไม่ได้หยิบ

เพื่อ?

แล้วรอยยิ้มสดใสก็ผุดบนปากแดงก่อนก่อนที่รอยแย้มยิ้มกว้างอย่างที่สุดจะตามมา เจ้าตัวเล็กมองไปตรงโต๊ะแถวแรกพลางยิ้มไปพลางเล่นเอาคนนั่งข้างถึงกับมองอย่างงงๆ เลยทีเดียว

‘งั้นฉันจดละกันนะ เลิกคาบแล้วจะซีรอกซ์ให้นายละกัน’

‘อื้อ ^ ^’

เสียงตอบรับมีมาก็จริงแต่ตาหยีๆ กลับกำลังจ้องคนหน้าบูดอย่างมีความสุขต่างหาก


ไม่เข้าใจเอาซะเลยจริงๆ !

...

..

“เจ้าบ้าย้อกย้อกเร็วสิ ถ้าสายจริงๆ จุนซูไม่รอนะ”

“เออน่าเสร็จแล้ว นายไปเอาจักรยานมาเตรียมรอได้เลยเดี๋ยวฉันไปปั่นเอง”

“ได้เลย! ^ ^”

แล้วจุนซูก็วิ่งอย่างร่าเริงจากไปเพื่อไปเอาจักรยานมาเตรียม จะดีใจทำไมขนาดนั้นฮยอกแจเองก็ยังไม่เข้าใจเพื่อนตัวเล็กนัก อย่างวันนั้นที่เจ้าตัวพร่ำนักพร่ำหนาว่าคนใจดีเหลือชีทไว้ให้จุนซูอย่างนู้นอย่างนี้ก็ยังไม่เข้าใจเพราะสัปดาห์ต่อมาที่จุนซูเอาชีทชุดนั้นไปซีรอกซ์สองชุดมันก็ทำให้แปลกใจตั้งแต่แรกเริ่มได้แล้ว


‘จุนซูจะเอาไปให้คนใจดีไงล่ะ ^ ^ เพราะคนใจดีก็ยังไม่ได้ไง’

คำเอ่ยบอกอย่างร่าเริงคลายปมคำถามไปได้ปมนึงแต่ปมคำถามต่อมามันกลับยังเหลืออยู่อย่างนั้นตอนที่จุนซูทำใจกล้าเอาชีทไปยื่นให้ด้วยใบหน้าแดงจัดกับเจ้าคนเย็นชานั่น

‘คะ...คือ....จุนซูซีมาเผื่ออ่ะฮะ ก็วันนั้น...>///<....วันนั้นที่เหลือเอาไว้ให้จุนซูอ่ะ...’

หน้าแดงๆ ของร่างเล็กที่แทบไม่กล้าสบตากลับแตกต่างกับอีกคนที่เมินมองไปทางไหนก็ไม่รู้นัก

แต่ทั้งๆ ที่จะแค่รับไปเฉยๆ...คำพูดครั้งที่สองที่ได้ยินกลับทำให้ความร้อนมันพุ่งจี๊ดไปทั้งร่างได้อีกครั้ง

‘ที่ไม่หยิบก็เพราะอย่างฉันไม่จำเป็นต้องใช้หรอก!’

น่าหมั่นไส้ชิบ!

อาการอวดเก่งนั่นทำให้ร่ำๆ อยากชกหน้าคนพูดที่ตอกกลับความใจดีของเพื่อนสนิทมาอย่างนั้น แต่มือเล็กๆ ก็แตะเอาไว้ก่อนแถมไม่มีร่องรอยเสียใจจากเจ้าตัวด้วยซ้ำเมื่อเทวดาน้อยของคณะยิ้มแป้นให้อย่างชื่นมื่น.,

‘รับไปเถอะฮะ ฮยอกเป็นคนจดดีจุนซูก็ได้ช่วยจดตอนท้ายนิดหน่อยเองรับรองว่าครบแน่นอน.....นะฮะ ^ ^’

แล้วพอให้เสร็จและบอกลาเสร็จสรรพมือเล็กก็ลากๆ ให้เดินออกมาด้วยกัน เขาที่ยังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ก็ยังไม่ยอมง่ายๆ เลยเอ่ยปากถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจ

‘ทำไมนายต้องยอมมันขนาดนั้นด้วยฮึ! ดูมันตอบนายซิ! ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่ะจุนซูว่านายปลื้มมันตรงไหน!!’

‘ฮยอกไม่เห็นเหรอ? ^ ^’

‘เห็นอะไร? ฉันไม่เคยเห็นอะไรดีจัดอย่างนายอยู่แล้วล่ะ!’

อาการประชดไม่ได้ทำให้เทวดาน้อยหงุดหงิดเช่นเคยเพราะยังยิ้มอย่างร่าเริงและเอ่ยอธิบายอย่างอารมณ์ดี

‘คนใจดีเค้ารับไปตั้งแต่แรกที่จุนซูยื่นให้แล้วจำได้มั้ย ^ ^ ถ้ามันไม่จำเป็นจริงอย่างที่คนใจดีว่าคนใจดีจะรับไปทำไมล่ะ? คนใจดีพูดเพื่อไม่ให้จุนซูต้องเกรงใจต่างหากล่ะย้อกย้อก ^ ^’

พูดเสร็จแล้วก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดีอีกครั้ง ถึงมันจะดูน่ารักน่ามองดีแต่บางอย่างที่มันคาใจก็ไม่เห็นจะคลี่คลายซักนิด

ไม่เข้าใจโว้ย!


...


...

“ย้อกย้อก รถได้แล้วนะไปกันเต๊อะ ^ ^”

“เออๆ ไปๆ แป๊บนะ.....นายจับให้ดีๆ ล่ะ”

“อื้อ ^ ^”

แต่ถึงเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรตอนนี้ทั้งสองคนก็กำลังเดินทางมาที่คณะดุริยางคศิลป์นี่อีกครั้งแล้ว ยังไม่ถึงเวลาเรียนดังนั้นห้องเรียนจึงยังบางตา นักศึกษาส่วนมากจะเลือกนั่งไกลๆ เพื่อที่จะได้หลับง่ายๆ

และส่วนน้อยที่นั่งใกล้ๆ ก็คือคิมจุนซูกับลีฮยอกแจที่เลือกตรงแถวสองนั่นเอง

เพราะหนึ่งในนั้นจะได้แอบมองอีกคนที่นั่งแถวหน้าโด่เด่อยู่คนเดียวได้ชัดเจนไงล่ะ!

“น้องจุนซูคณะเภสัชใช่มั้ยครับ?”

แต่วันนี้มันกลับไม่เหมือนเคยเมื่อผู้ชายแต่งตัวเรียบกริบตั้งแต่หัวจรดเท้ามากระแซะๆ นั่งข้างๆ แถมยังชวนคุยโน่นนี่ตั้งแต่ต้นคาบด้วย อย่าว่าแต่ฟังอาจารย์เลย..แม้แต่การจะเหลือบมองคนที่นั่งข้างๆ เหมือนเคยมันกลับทำไม่ได้ซักนิด

“น้องจุนซูว่าไงครับ พี่ว่านะอย่าง Sonata K310 ของโมสาร์ตน่ะฟังเฉยๆ จะตาย จริงๆ ไม่ยากอย่างที่ใครๆ ว่าเลยด้วยซ้ำ พี่ฟังครั้งแรกยังดีดได้เลย”

“อ่ะ...ฮะ...เหรอฮะ”

“...ตอนที่พี่เรียนไฮสคูลที่นั่นพี่ยังได้รับเลือกให้ไปขึ้นโชว์เพลงนี้ด้วยนะครับ ไม่เห็นจะยากตรงไหนแต่ทำไมคนดูถึงปรบมือให้พี่มากมายขนาดนั้นก็ไม่รู้....”

และอีกบลาๆ มากมายที่ชเวซีวอนเจ้าชายของคณะเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาตีซี้ด้วยจะสะกิดเรียกให้หันไปฟังตลอด พอร่างเล็กตั้งท่าจะจดก็จะต้องโดนถามนั่นถามนี่จนไม่มีสมาธิเลย

นี่คือพึ่งคุยกันครั้งแรกนะ

ส่วนอีกคนที่นั่งข้างๆ ที่ได้แต่เดือดปุดๆ แทนเพื่อนแต่แม้จะเบรคแรงๆ หลายๆ ครั้งเจ้ารุ่นพี่ขี้โม้นี่ก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิดซ้ำยังยิ้มรับคำประชดอย่างหน้าชื่นตาบานอีกแน่ะ

มันน่าหมั่นไส้มั้ยล่ะ!

ในภาวะนี้คนตัวเล็กตรงกลางได้แต่หันซ้ายหันขวาจนมึนไปหมด อยากฟังอาจารย์ อยากแอบมองคนตรงหน้า อยากจดนั่นจดนี่แต่เพราะเสียงนกกระจอกที่เถียงกันสองตัวข้างๆ และเสียงรุ่นพี่ที่พึ่งรู้จักที่ก็ขยันชวนคุยนักและด้วยความเป็น Seniority ทำให้จุนซูก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงได้แต่ยิ้มรับแหยๆ ไปแม้อาจารย์จะเหลือบมามองเป็นเชิงเตือนหลายครั้งแล้วก็ตาม

แต่จะให้ดุพี่ไปตรงๆ ก็ไม่รู้จะทำไงน่ะสิ

“พี่ก็อาจจะหน้าตาดีบ้างนั่นพี่ยอมรับนะครับน้องจุนซู แต่ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดที่แมวมองเดินเข้ามาทาบทามขนาดนั้น วันนั้นพี่แต่งตัวธรรมดาจะตายไปครับ เสื้อนอกก็แค่ของอาร์มานี่แค่นั้น ไม่เห็นจะมีอะไรมากเลยยังมาขอให้พี่ไปเป็นนักร้องน่ะครับ แต่ที่บ้านคงไม่ยอมแน่พี่เลยปฏิเสธไป แต่ถึงขนาดนั้นแล้วยังตามตื้อพี่อีก เฮ้อ....นี่เมื่อวานยังโทรมาเลยนะครับจะทำไงดีเนี่ย น้องจุนซูช่วยพี่คิดหน่อยสิครับ”

“อ่ะ...ฮะ...อ๋อ...ช่วยคิดใช่มั้ยฮะ...คือ...ยังไงล่ะ...ย้อกย้อกว่าไงอ่ะ?”

เพราะฟังบ้างไม่ฟังบ้างจุนซูเลยจับอะไรไม่ได้ซักอย่างเลยไม่รู้จะตอบยังไง และเพื่อนสนิทที่หันไปหาก็ช่างไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะทำให้สถานการณ์มันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

“พี่ก็ร้องเพลงให้หมา...เอ๊ย แมวมองคนนั้นฟังสิครับ ผมว่าพี่ร้องยังไม่ถึงท่อนเค้าก็คงเลิกล้มความตั้งใจไม่โทรมาตื้ออีกแน่นอนชัวร์ป้าบ!”

หน้าหล่อๆ ของคนนั่งข้างตึงเครียดขึ้นมาเมื่อฟังและแปลจบทันที!

จุนซูอยากหายตัวไปจากตรงนี้แล้วอ้ะ T_T

แต่แล้วในท้ายสุดที่สถานการณ์การกระอักกระอ่วนมันเดินมาถึงขีดสุดและอาจารย์ที่เริ่มจะทนไม่ไหวเพราะมองมาบ่อยเหลือเกินจนจุนซูตัวลีบแล้วลีบอีก...ในขณะที่รุ่นพี่ข้างๆ ทำเป็นเมินไม่สนใจคำตอบจากฮยอกแจก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาอย่างไม่มีใครคาดคิด

“...เฮ้อ...พี่ชักอยากหล่อน้อยกว่านี้แล้วสิครับ สาวๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาตบตีแย่งชิงพี่อย่างนี้ ทำยังไงถึงจะลดความหล่อลงได้นะครับน้องจุน...”


“รำคาญ!!”


คำๆ เดียวที่หยุดสิ้นซึ่งสรรพเสียงทั้งปวงในห้อง!


คนพูดที่หันหลังกลับเอาสายตาเย็นเฉียบมาจ้องทำให้ปากหยักของชเวซีวอนอ้าปากค้างอย่างตะลึงก่อนที่เสียงซุบซิบนินทารอบตัวจะตามมา ตาเรียวนั้นเบนมามองจุนซูแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที

แม้จะทิ้งระเบิดไว้ตูมใหญ่ก็ตาม!

แต่ระเบิดลูกนั้นกลับได้ผลเกินคาดเพราะรุ่นพี่ที่อยู่ข้างๆ เริ่มเงียบกริบและะแอบกระซิบเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ชวนคุยหนักเหมือนเดิม

“คนอะไรไร้ซึ่งอารยธรรม อยู่ๆ ก็ตวาดออกมา นี่คนเดียวกับที่ตวาดน้องจุนซูตอนคาบแรกใช่มั้ยครับ? ทำไมชั้นเรียนศิวิไลซ์ต้องมีคนอย่างนี้มาเรียนด้วยนะ เพลงคลาสสิคพวกนี้เคยฟังบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้”

หากแต่คน ‘ไร้ซึ่งอารยธรรม’ ที่ถูกพูดถึงกลับทำให้หน้าน่ารักผุดยิ้มขึ้นมาจนทำให้คนข้างๆ แปลกใจ แต่ยังไม่ทันที่ซีวอนจะได้อ้าปากถามอะไร...ร่างผอมโย่งข้างๆ จุนซูก็อดทนไม่ได้ขึ้นมาก่อนเพราะอยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาเฉยเลย

“ฉันมองไม่เห็นว่ะจุนซู สลับที่กันหน่อยดิ”

มองไม่เห็นทั้งๆ ที่แถวข้างหน้ามีคนอยู่แค่คนเดียวแถมคนๆ นั้นก็นั่งเยื้องมาทางจุนซูนี่นะ - -*

แต่คำขอนี้กลับทำให้เพื่อนตัวเล็กรีบตอบรับทันทีแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย

“อ่ะ...อื้อ...ได้สิย้อกย้อก โทษนะฮะพี่ซีวอน”

แล้วสองคนก็สลับที่เรียบร้อยโดยการเอาเจ้าของฉายาไก่น้อยมานั่งเป็นไม้กันหมาตามระเบียบต่อหน้าต่อตาเจ้าชายของคณะเศรษฐศาสตร์ที่ยังอ้าปากค้างไม่หุบ

สรุปก็คือแห้วไปแล้วอีกรายนั่นเอง!

...


...


“คนใจดีใจดีจังเนอะย้อกย้อก ^ ^”

แล้วเรื่องวันนี้ก็ถูกเทวดาน้อยเอามานั่งปลื้มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกจนได้ ทั้งๆ เรียนจบเป็นชั่วโมงแล้วแต่จุนซูก็ยังเอาแต่เพ้อไม่หยุดถึงความใจดีของคนหน้าบูดนั่น

“ตวาดนายกลางห้องเรียนเนี่ยนะใจดี?”

“เค้าช่วยเพราะรู้ว่าจุนซูลำบากใจต่างหากล่ะ ^ ^”

“ช่วยหรือเพราะรำคาญกันแน่ฮึจุนซู”

“ย้อกย้อกก็น่าจะรู้นี่.....” เสียงอย่างนี้คำถามอย่างนี้มาทีไรเป็นสัญญาณของการเถียงไม่ออกทุกทีไป “...คนใจดีสมาธิสูงจะตาย จุนซูไม่เคยเห็นคนใจดีหลับเลยนะ และแม้เค้าจะไม่ค่อยพูด...แต่พออาจารย์ถามทีไรแล้วคนอื่นตอบไม่ได้จุนซูก็เห็นเค้าตอบให้อาจารย์มีกำลังใจทุกครั้งนี่นา....”

แววลางแพ้เริ่มเข้ามาใกล้แล้ว

“แล้วสำหรับคนพูดน้อยไม่ชอบสุงสิงกับใครอย่างเค้าน่ะ...”

มันใกล้เข้ามาแล้ว...

“..ลุกเดินไปนั่งที่อื่นเลยไม่ง่ายกว่าเหรอย้อกย้อก ^ ^ ”


แพ้ด้วยเหตุผลแบบจุนซูที่เถียงไม่ออกอีกแล้วจนได้!


แต่คราวนี้มันก็เถียงไม่ออกจริงๆ เพราะแม้ใจมันจะไม่ยอมรับเต็มร้อยว่าเจ้าบูดค้างปีนั่นมันใจดีเหมือนที่จุนซูว่าจริงแต่สิ่งที่เจ้านั่นได้ทำไปก็กลับทำให้อึ้งนิดๆ

เพราะมันคือสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะสามารถทำได้อย่างนั้นนั่นเอง!


แต่หากพอหลังจากนั้นมาที่แม้เพื่อนตัวดีจะนั่งนับวันรอเรียนวิชาเลือกก็กลับมีสิ่งที่ทำให้จุนซูไปเรียนสายบ่อยๆ หรืออดไปเรียนจนได้เข้ามา

การไปส่งลูกโป่งตามคำขอไงล่ะ!

เพราะนี่คือธรรมเนียมของคณะเภสัชศาสตร์ที่ทำหน้าที่รับส่งความรู้สึกของคนทั้งมหาลัย ใครอยากฝากข้อความถึงใคร คนไหน ยังไง ก็แค่เข้ามาแจ้งความต้องการแล้วหลังจากนั้นบรรดาคิวปิดน้อยก็จะทำหน้าที่ไปส่งมอบความรู้สึกของคุณให้

แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการร้องเพลงก่อนให้น่ะสิ!

ในห้องเลคเชอร์

ในโรงอาหาร

ในโถงกลางของตึก

ใต้ตึก

หน้าห้องน้ำ

ลานกว้างด้านหน้า

และอีกสารพัดที่ที่จะตามหาเป้าหมายเจอและร้องเพลงให้เป้าหมายฟังหรือทำอะไรฮาๆ ตามแต่จะถูกขอและมอบลูกโป่งให้มันก็คงดูน่ารักโรแมนติกดีอยู่หรอกในสายตาคนอื่น

แต่กับคนที่อยู่ดีๆ มาแหกปากร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นนี่สิที่ทำยังไงมันก็อายอยู่ดีล่ะ!

แต่ธรรมเนียมก็คือธรรมเนียม รุ่นพี่ๆ ยังทำได้แล้วจะให้มาจบที่รุ่นตัวเองก็กระไรอยู่ แล้วยิ่งฉายาเทวดาน้อยประจำคณะและเสียงร้องเพลงที่เพราะจนใครที่ได้ฟังก็ยังหลงทำให้ปีศาจน้อยของฮยอกแจต้องถูกเรียกตัวไปเป็นคิวปิดบ่อยๆ น่ะสิ

แถมนี่ช่วงสอบก็ใกล้เข้ามาแล้วด้วย!


“จุนซูไม่อยากร้องแล้วอ่ะย้อกย้อก จุนซูอยากเรียนหนังสืออ้า โฮๆๆๆ T^T จุนซูยิ่งหัวช้ากว่าเพื่อนๆ แล้วจะให้ทำไงอ่ะย้อกย้อก...ฮือๆๆๆๆ”

และนี่คือเสียงโอดครวญของเทวดาน้อยของทุกคนที่พอกลับจากส่งลูกโป่งแล้วและอยู่กับเพื่อนตามลำพังสองคนปุ๊บเจ้าตัวก็ลงไปนั่งกอดเข่าร้องไห้มันตรงนั้นทันที!

“จุนซูเกลียดลูกโป่งอ้า โฮๆๆๆ จุนซูไม่อยากไปส่งแล้วอ้ะ จุนซูอยากเรียนหนังสืออ่ะย้อกย้อก ฮือๆๆๆ จุนซูอยากไปเรียนประวัติศาสตร์ดนตรี ฮึกๆๆๆ อยากไปเจอคนใจดี...ฮือๆๆๆ อยากแอบมองคนใจดีอ่ะ...โฮๆๆๆๆ จุนซูเกลียดลูกโป่ง...ฮือๆๆๆ ...เกลียดลูกโป่ง....ฮึกๆๆๆ..เกลียดคณะ...ฮือๆๆๆ...”

ปล่อยโฮเสร็จก็กลับไปนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นกระซิกๆ กับตัวเองต่อเล่นเอาอีกคนก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันได้แต่ทรุดตัวลงไปนั่งเป็นเพื่อนอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

“ฮึกๆๆ...ไมพี่ๆ เค้าต้องให้พวกเราทำงี้ด้วยล่ะ...ฮึกๆๆ จุนซูยิ่งหัวช้าอ่ะ...แล้วถ้าจุนซูติดเอฟขึ้นมาหลายๆ ตัวแล้วหม่ามี๊จะเสียใจมั้ยอ่ะย้อกย้อก...ฮึกๆๆๆ...ปะป๊าจะผิดหวังในตัวจุนซูมั้ย...ฮือๆๆๆ”

“ไม่มีใครเค้าผิดหวังในตัวนายหรอก ทุกคนเค้ารักนายทั้งนั้นล่ะ แล้วเสร็จงานนี้ฮยอกแจจะช่วยติวให้เองนะ พี่ๆ เค้าก็สัญญาว่าจะติวให้จุนซูเป็นพิเศษเลยด้วยไง”

“ฮึกๆๆ....จุนซูไม่เชื่อหรอก...ฮึกๆๆ...พอสอบพี่เค้าก็ต้องไปอ่านหนังสือของตัวเองสิ...ฮือๆๆ....ไม่มาติวให้จุนซูหรอก...”

“งั้นถ้าพี่เค้าไม่ติวจริงฮยอกแจจะติวให้เองน่า ไม่เชื่อมือเพื่อนจุนซูรึไง เดี๋ยวคืนนี้ฮยอกแจจะรีบกลับไปเตรียมทำสรุปให้จุนซูเลยนะ จะทำทุกวิชาแล้วจัดตารางติวเตรียมให้เลยดีมั้ย?”

“ฮึก...ซื้ดดด.....จริงนะ...”

“แล้วจุนซูก็ลองคิดถึงหน้าของคนที่รับลูกโป่งสิ พอจุนซูร้องจบเค้าก็ทำหน้าดีใจเลยไม่ใช่เหรอ บางคนถึงกับร้องไห้เลยก็มีนี่ ลูกโป่งของจุนซูมอบความสุขให้เค้านะ”

“ซื้ดด ....ฮึกๆๆ...อื้อ....”

“วันนั้นฮยอกแจเจอเด็กบัญชีที่มาสั่งลูกโป่งคนนึงเค้ายังบอกเลยว่า ‘ฝากขอบคุณเทวดาน้อยที่เสียงเพราะๆ คนนั้นด้วยนะคะ ถึงไม่สมหวังแต่เค้าก็รับรู้ความรู้สึกของฉันแล้ว ตอนนี้ฉันโล่งอกมากเลยค่ะ ’ แล้วพอเธอพูดจบเธอก็ยิ้มเยอะๆ เลยนะจุนซู ทุกคนชอบลูกโป่งของจุนซูนะ”

“...ฮึก....จริง...ซื้ดดด...จริงเหรอ...”

“จริงสิ...คนที่สวยๆ ที่ผมยาวๆ แล้วใส่แว่นไงจำได้มั้ย”

“ฮึก...อื้อ...จำได้...ตอนนั้น..ฮึก...เธอทำหน้าเศร้ามากเลย..ฮึกก..จุนซูเลยสงสาร...เธอยิ้มแล้วนะฮยอกแจ...”

“อื้อ...ยิ้มแล้ว....จุนซูก็ยิ้มได้แล้ว...ตายิ่งไม่มียิ่งร้องไห้จนตาบวมอีกแน่ะ...เฮ้อ...ขี้เหร่จนดูไม่ได้เลยน้าเพื่อนตรู....”

ผลัวะ!

“ฮึก....ห้ามว่า!”

พออารมณ์ดีขึ้นมาได้ก็อาการมือไปก่อนปากก็กลับมาอีกครั้ง แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้ร่างผอมๆ จะบ่นเมื่อฉุดมือเพื่อนลุกขึ้นเพื่อเดินกลับคณะ

“กลับกันเถอะ นายวิ่งออกมาอย่างนั้นทุกคนเค้าเป็นห่วงนะ”

“อื้อ...ตาเค้าหายบวมยังอ่ะย้อกย้อก”

“ใกล้แล้วล่ะ แต่แก้มนายยังบานอยู่เลยอ่ะ ทำยังไงถึงจะลดลงวะจุนซู?”

ผลัวะ!

“ห้ามว่าไง!”

“ไม่ได้ว่าซะหน่อยมันเรื่องจริงนี่...เดินเร็วๆ สิต้วมเตี้ยมอย่างนั้นชาตินี้จะถึงมั้ย?”

“งั้นมาวิ่งแข่งกันมั้ยล่ะ?”

“ได้เลย หนึ่ง สอง อ้าวเฮ้ย ยังนับไม่จบเลยนะจุนซู”

“อิยะฮะฮะ แต่ของจุนซูนับจบแล้วนี่ ^ ^ ตัวนับช้าก็เรื่องของตัวจิ ใครแพ้เลี้ยงข้าวนะเจ้าบ้าย้อกย้อก”

“ขี้โกงได้ทั้งปีเลยเจ้าปีศาจน้อย!”


และนั่นก็คือเหตุการณ์ไม่กี่นาทีก่อนหน้าก่อนที่ทั้งสองคนจะวิ่งมาจนถึงคณะ ห้องกิจกรรมมีคนอยู่ไม่กี่คนและหนึ่งในไม่กี่คนนั้นก็มีผู้หญิงเรียบร้อยหน้าหวานแปลกหน้าคนนึงนั่งอยู่ด้วย

“ใครเหรอซองมิน?”

“เค้ามาจากคณะมนุษย์อ่ะ จะขอให้ไปส่งลูกโป่ง...คือ....ไม่เป็นไรนะถ้าจุนซูไม่อยากไปเดี๋ยวพวกเราไปกันเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกจุนซูอยากไป ^ ^ .....สวัสดีฮะ จุนซูชื่อคิมจุนซู จะให้พวกเราไปส่งลูกโป่งให้ใครเหรอฮะ?”

“อ่ะ..ค่ะ...สวัสดีค่ะ...ฉันชื่อลีมินนา...ฉันอยากให้ไปส่งลูกโป่งให้คนๆ นึงที่คณะดุริยางน่ะค่ะ”

คณะดุริยาง!

งั้นก็มีสิทธิจะได้เจอคนใจดีน่ะสิเพราะคนใจดีอาจจะเรียนคณะนี้ก็ได้!

“งั้นจะให้ไปวันไหน ร้องเพลงอะไรล่ะฮะ ^ ^”

“ไปวันนี้เลยได้มั้ยคะ เพราะถ้าช้ากว่านี้ฉันไม่อยากให้เค้าคิดว่าไปกวนในช่วงสอบ”

“โธ่...ใครๆ ได้รับลูกโป่งจากคนน่ารักอย่างมินนาจุนซูว่าไม่มีใครว่ากวนหรอก ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”

คำถามนี้ทำให้เธอยิ้มนิดๆ แต่มันก็ปนเศร้าหน่อยๆ ด้วยก่อนจะเอ่ยตอบอย่างเจียมตัว

“คุณไปเห็นแล้วก็จะรู้เองแหละ เค้าเป็นคนดูแล้วค่อนข้างเก็บตัว ฉันไม่ได้คาดหวังด้วยซ้ำว่าพวกคุณจะหาเค้าเจอ ดังนั้นยิ่งเรื่องที่เค้าจะรับลูกโป่งมั้ยฉันก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ แล้วถ้าเค้าไม่รับจริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะคะ แค่เค้ารับรู้ว่าฉันมอบความรู้สึกให้เค้าก็พอแล้ว”

พูดไปเธอก็หน้าแดงไปและยิ้มเศร้าๆ ไปคงเพราะไม่เคยพูดเรื่องอย่างนี้ให้ผู้ชายที่ไหนฟัง แต่หน้าตาหม่นหมองของเธอทำให้จุนซูฮึดสู้เมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องทำให้เธอสมหวังให้ได้

เพราะฮยอกแจก็บอกแล้วไงว่าลูกโป่งของจุนซูมอบความสุขให้ทุกคน

อย่างของคนๆ นี้จุนซูก็น่าจะทำได้สิ!

“แล้วคนนั้นชื่ออะไรล่ะฮะ?” ถามพร้อมๆ กับเตรียมกระดาษและปากกามาจดรายละเอียดในใบสั่งลูกโป่ง

ไปส่งที่คณะดุริยางคศิลป์

วันนี้ เวลา บ่ายสามโมง

ชื่อคนสั่งคือลีมินนาคณะมนุษยศาสตร์

และก็ชื่อคนรับคือ..


“ยูชอนค่ะ...ปาร์คยูชอนคณะดุริยางคศิลป์....เอกดนตรีสากลปี 1 ค่ะ...”


นายปาร์คยูชอนงั้นสินะ! จุนซูจะทำให้เค้ารับความรู้สึกของคนน่ารักอย่างมินนาให้ได้เลยคอยดู!


....


...


ก๊อกๆๆๆ

“ขอจุนซูเข้าไปนะฮะ ^ ^”

เสียงเคาะประตูที่เปิดไว้พอเป็นพิธีและใบหน้าน่ารักที่โผล่ออกมายิ้มแป้นให้เรียกให้นักศึกษาในห้องหันไปมองอย่างสนใจก่อนที่จะอดยิ้มตามไม่ได้เมื่อเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าประตูชัดๆ

“จุนซูกับเพื่อนๆ มาส่งลูกโป่งของคณะเภสัชอ่ะฮะ ให้พวกเราเข้าไปได้มั้ย ^ ^”

หลายคนในนั้นพยักหน้ารับอย่างไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จุนซูน้อยเลยได้โอกาสเดินเข้าไปอย่างถือวิสาสะเต็มที่ในห้องภาคเล็กๆ ของคณะดุริยางคศิลป์

ยังกะอีกโลกหนึ่งกับกลิ่นยาและโหลดองในห้องภาคของจุนซูเลย

และเมื่อเข้ามาได้แล้วเจ้าตัวก็เหลียวมองไปรอบตัวอย่างสนใจทันที

คนใจดีเรียนคณะนี้มั้ยนะ?

นี่ล่ะคือเหตุผลที่ทำให้คิมจุนซูร่าเริงหนักหนาเมื่อพูดกับเพื่อนสนิทเมื่อไม่กี่นาทีก่อนว่า


‘อาจจะได้เจอคนใจดีก็ได้นะย้อกย้อก ^ ^ จุนซูไม่ได้ไปเรียนตั้งหลายอาทิตย์แล้วอ่ะ พระเจ้าอาจจะใจดีให้จุนซูได้เจอคนใจดีก็ได้ ^ ^ ’

ยิ้มไปพลางเจ้าตัวเล็กก็ทำหน้าฝันหวานไปพลาง แต่อารมณ์เพื่อนขณะนี้ทำให้ฮยอกแจยังไม่อยากขัดเมื่อก็รับๆ ไปให้อีกคนสบายใจ

‘เออๆ อาจจะเป็นงั้นก็ได้ แต่หุบยิ้มก็ดีนะหน้านายบานยิ่งกว่าดอกทานตะวันแล้ว’

ผลัวะ!

‘ไม่ได้บานซักหน่อยอ่า จุนซูไปแต่งผมในห้องน้ำก่อนดีกว่าจะได้น่ารักๆ เดี๋ยวจุนซูมานะย้อกย้อก ^ ^ ’

พูดจบแล้วเจ้าตัวก็วิ่งร่าเริงไปแต่งน่ารักในห้องน้ำทันทีปล่อยให้เพื่อนที่ยืนรอได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ

แม้แต่ชื่อยังไม่รู้จักแล้วนายจะเจอเจ้าบูดนั่นมั้ยจุนซูเอ๊ย!

..

..

และก็ไม่เจอจริงๆ น่ะแหละ!

คนในห้องที่จุนซูดูหมดแล้วก็ไม่เห็นจะมีคนใจดีปนอยู่เลย แต่เพราะหน้าที่ต้องมาก่อนคิวปิดน้อยจึงต้องรีบทำงานให้เสร็จแล้วค่อยถามทีหลังก็ยังไม่สาย

“จุนซูมาส่งลูกโป่งให้คุณปาร์คยูชอนอ่ะฮะ ^ ^ คุณปาร์คยูชอนอยู่มั้ยฮะ”


กึก!!


ถัดจากคำถามนั้นในห้องภาคเล็กๆ แห่งนี้ก็เงียบกริบทันที!


แล้วเหตุการณ์ต่อมาคือแต่ละคนหันไปสบตากันอย่างลำบากใจพร้อมๆ กับกระอักกระอ่วนแปลกๆ เรียกความแปลกใจให้บรรดาคิวปิดต้องมองหน้ากันอย่างงงๆ

“คือ...เค้าก็แจ้งชื่อมาว่าชื่อนี้นะครับ ไม่มีคนชื่อนี้เหรอครับ?”

มันเงียบอึดอัดจนคยูฮยอนที่ยืนอยู่ข้างๆ ร่างเล็กต้องเอ่ยปากถามก่อนตามมาด้วยคนใส่ที่คาดผมเป็นหูกระต่ายสีชมพูอย่างซองมินจะโพล่งถามออกมาบ้าง

“หรือเค้าซิ่วไปแล้วครับ?”


กึก!!


คำถามนี้ยิ่งสะดุดกันและเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิงเพราะแต่ละคนยิ้มแหยๆ เหมือนกลัวอะไรซักอย่างอย่างนั้นล่ะ แล้วในท้ายที่สุดก็มีคนกล้าเอ่ยออกมาด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“คะ...คือ...เอ่อ...คุณชาย...เอ่อ...คุณยูชอน...คือ...ยังอยู่น่ะค่ะ...อยู่ที่นี่ตอนนี้ด้วย....ตะ...แต่...ก็เข้าใจนะว่าทำไมถึงมีคนอยากให้ลูกโป่งน่ะ...แต่....คือ....”

พูดยังไม่ทันจบเธอก็เหลียวไปมองข้างหลังอย่างระแวงและก็ค้างเอาไว้อย่างนั้น แถมเพื่อนข้างเธอที่สะกิดเบาๆ ยิ่งทำให้บรรดาคิวปิดต่างงงแสนงง

“จะดีเหรอเซร่า ก็...คุณชายน่ะ...ปกติก็น่ากลัวอยู่แล้วแถมช่วงนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ดี ขนาดดาวคณะอย่างแทจองเข้าไปสารภาพรักยังโดนตะเพิดออกมาเลยนะ..แล้ว...ถ้าคนต่างคณะ...” ตาเธอเหลือบมามองยังกลุ่มคณะลูกโป่งที่ยืนทำตาปริบๆ อย่างกลัวแทน “...จะไม่โดนหนักเลยเหรอ?”

“นั่นสิ...ทำไงดีล่ะ...ฉันก็ไม่กล้าพาไปด้วยสิ”

แล้วทั้งภาคก็เริ่มกระซิบปรึกษาหารือรวมกลุ่มกันตรงนั้นเล่นเอาอีกคณะต้องมองอย่างไม่เข้าใจ แต่ในท้ายสุดก็เหมือนที่ประชุมย่อยจะได้ข้อสรุปเมื่อผู้หญิงคนแรกที่ชื่อเซร่าเอ่ยตอบอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

“...คือ...ถ้าอยากเอาลูกโป่งไปให้คุณชายเราจะพาไปแต่เปิดประตูเองนะคะพวกเราไม่กล้า...แล้ว..ก็เตรียมๆ ใจกันด้วยนะคะ คือคุณชาย เอ๊ย...คุณยูชอนตอนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดีมากๆ ไม่มีใครเข้าหน้าติดเลยสักคน...ถ้าจะแค่ได้เจอหน้าแล้วโดนไล่ออกมาก็อย่า...คือ...ก็อย่าแปลกใจเลยนะคะ...”

“อ่ะ...ฮะ....”

รับคำกันอย่างงงๆ เสร็จก็เดินตามเธอที่เดินพาเข้าไปในทางเดินเล็กๆ ตรงกลาง สองปีกแยกออกซ้ายขวาและมีหมายเลขห้องติดเอาไว้หน้าประตู บางห้องที่เปิดค้างห็จะเห็นมีเครื่องดนตรีวางอยู่ชิ้นนึงในห้องเล็กๆ และก็มีคนกำลังใช้ดังนั้นตลอดทางก็จะมีเสียงเพลงเล็ดรอดแว่วออกมาพอให้ได้ยินบ้าง

จนถึงห้องท้ายสุด

“ห้องนี้ล่ะค่ะ...คือ...ถ้าได้ยินหรือได้เจออะไรก็อย่าแปลกใจนะคะเพราะนี่มันเรื่องปกติของที่นี่...แล้วก็...อย่าบอกว่าฉันพามานะคะ”

พามาถึงตรงหน้าห้องและแนะนำให้ใจสั่นปิดท้ายเธอก็ขอตัวเดินออกไปเลย

ทิ้งให้คนต่างคณะทั้งห้าคนได้แต่สบตากันอย่างงงงวย

//www.imeem.com/egakunchan/music/92lDVPGS/nodame_orchestra_chopin_etude_op104_in_a_flat_major/

แล้วยิ่งเสียงเปียโนรัวเร็วเน้นหนักจนขนลุกและสัมผัสได้ถึงประตูที่สั่นเบาๆ ตามเสียงดนตรีก็ช่างบ่งบอกอารมณ์คนดีดเหลือเกิน...เพลงยากมหาโหดที่เจ้าชายแห่งคณะเศรษฐศาสตร์เคยคุยโวไว้นั่นเอง

จะรอดกลับคณะกันมั้ยเนี่ย T_T

แต่วะ...ไหนๆ ก็มาถึงแล้วนี่!

แล้วสายตาทั้งสี่คู่ก็จ้องมาที่เทวดาน้อยเป็นตาเดียวและพร้อมใจกันตบบ่าเล็กดังป้าบเพราะที่ผ่านมาคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเอาไปรับหน้าก่อนก็ไม่พ้นจุนซูหรอก

“ไมต้องมองด้วยเล่า T^T จุนซูก็กลัวเหมือนทุกคนนะ”

“นายเปิดน่ะแหละดีแล้ว ถ้าขนาดนายยังตวาดก็ไม่มีใครหน้าไหนในพวกเราจะเข้าหน้าได้แล้วล่ะ เปิดเลยจุนซู เพลงพุงซอนนะ ถ้าหมอนี่มันอาละวาดพวกเราก็จะเตรียมที่ทางเผ่นไงล่ะ”

“ตะ....แต่....”

“สึ่คนเอกฉันทน์ คิมจุนซูเป็นทัพหน้าใช่มั้ยพวก!”

“อื้อ!”

TT^TT

“อือ...เปิดก็ได้ มันมือชกกันนี่นา”

และแล้วมือเล็กๆ ก็ยื่นไปที่ประตูอย่างสั่นๆ ถ้าเค้าตวาดไล่จริงๆ จะทำไงอ่า

ก๊อกๆๆๆ

จุนซูยิ่งขาสั้นอยู่ด้วยจะวิ่งทันมั้ยอ้ะ T^T

กริ๊กกก

จุนซูจาโดนฆ่าหมกห้องมั้ยอ้า TT^TT

แอ๊ดดดดดด

แล้วถึงเจ้าตัวจะกลัวนั่นกลัวนี่ประตูห้องก็ถูกเปิดออกจนได้ในท้ายที่สุด!


“............”


และมันก็พาความเงียบปกคลุมกันด้วยเมื่อคนในห้องกับคนเปิดประตูจ้องกันอย่างตะลึง


คนใจดีกำลังนั่งอยู่หน้าเปียโนหลังเล็ก!


ร่างสูงที่ชะงักค้างเพราะเสียงประตูและกำลังตวัดตาคมกริบเงยขึ้นมามองอย่างตำหนิก็กลับทำหน้าตกใจได้ไม่ต่างกันเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดๆ ปากอิ่มของคนปากหนักกำลังอ้าปากเหมือนจะเอ่ยอะไรพร้อมประกายตาที่มีแววดีใจอยู่ในนั้น


แต่...


“ ชี นา กา บอ ริน “


คือแต่เสียงผองเพื่อนทั้งสี่ที่เห็นแววว่าไม่มีเสียงตวาดดังออกมาก็ฉวยโอกาสดันๆ ตัวจุนซูเข้าไปในห้องพร้อมๆ กับประสานเสียงกันร้องเพลงทันที


“ออ ริน ชี จอ เรน ”


ใบหน้าที่เหมือนจะมีรอยยิ้มผุดขึ้นมานั่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยและบึ้งตึงขึ้นเมื่อเห็นทั้งกลุ่มและเห็นลูกโป่งสีแดงในมือจุนซู ดวงตาเรียวจ้องมายังคนกลางกลุ่มที่ยังยืนนิ่งเพราะคิดไม่ถึงตรงๆ ไม่มองคนอื่นเลย


“ พุง ซอ นึล ทา โก นา รา กา นึน เย ปึน กุม โด กุ ออซ จี “


เสียงประสานเสียงสี่เสียงก้องกังวานด้วยจังหวะที่รีบนิดๆ เหมือนเร่งให้จบ แล้วเมื่อจุนซูยังยืนตัวแข็งนานไปหน่อยซองมินน้อยเลยเอาศอกสะกิดเบาๆ ให้เพื่อนช่วยร้อง


“โน รัน ...ฮึก....พุง ซอ ...นี”


ทุกคนชอบลูกโป่งของจุนซู


“ฮา นือ รึล ..อื้อๆ....นัล มยอน...ฮึก... “


ลูกโป่งของจุนซูจะนำความสุขไปให้ทุกคน


“อึก....เน มา อือ....อื้อ....ดะ โด “


แล้วทำไมตอนนี้จุนซูถึงไม่มีความสุขล่ะ?


“อา รึม ดา...ฮึกๆ..... อุน คี ออก ทึอ รี.....อื้อๆๆๆ....กัก นา ...ฮือๆๆ...“


เพลงยังถูกร้องไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายเสียงแต่ละเสียงเริ่มขาดหายไปเมื่อรับรู้ได้ว่าเสียงคนตรงกลางกำลังสั่นเครือมากเพียงไร


“เน...ฮึกๆๆ... ออ ริล ชอก กุ ...อื้อ ...มึนนนน...... “


ทั้งสี่คนต่างเงียบและหันมาจ้องมองเทวดาน้อยที่กำลังยืนร้องไห้ด้วยน้ำตาที่มันไหลอาบแก้มอย่างแปลกใจ จุนซูที่ร้องไห้ไปและยกมือป้ายน้ำตาป้อยๆ ไปก็พยายามจะเปล่งเสียงออกมาให้ได้แม้บางคำมันจะขาดหายไปกับเสียงสะอื้นก็ตาม


“ฮือๆๆ....โน รัน พุง ....ฮือ.....ซอ นึล ....โฮๆๆ... โก “


ไม่อยากร้อง


“...อื้อๆๆๆ...ฮา นึล โน ...ฮือๆ.....พี นา ...ฮึกๆๆ....รือ..... ฮึกๆๆๆ.... ซา รัม “


ไม่อยากร้อง


“ซื้ดดดด.....คือ โช กือ...ฮึกๆๆ.... มัน กุ มึล.....ซื้ดๆๆ..


ไม่อยากร้อง


“...อี จอ ...โฮๆๆ.....บอ รี โก ซัน....ฮึกๆ..... กอน“


ไม่อยากร้อง!


“ฮึกกก....เน....ฮื้อๆๆๆ.... กา ....อื้อๆๆ.....นอ....ฮึกๆๆ..... มู คอ ...ฮึก...บอ รยอซ...ฮึกๆๆ....ซื้ดๆๆ ซึล เต ฮึกๆๆๆๆ......“


ไม่อยากร้องแล้ว!!


แล้วเจ้าตัวก็ร้องไม่ไหวเอาจริงๆ เมื่อปาดน้ำตารอบสุดท้ายทิ้งก็ก้มงุดพร้อมๆ กับยื่นลูกโป่งสีแดงไปยังเบื้องหน้าทันที

จุนซูขอโทษนะมินนา


“...........”


และ ณ ตอนนี้ความเงียบก็ปกคลุมทั่วห้องอีกครั้ง!


“คือ....คือ....” กระต่ายน้อยซองมินที่เห็นเพื่อนทำแค่ยื่นลูกโป่งไปไม่พูดไม่จาก็รีบอธิบายตะกุกตะกักกลบเกลื่อนพร้อมๆ กับเหลือบมองคนที่นั่งหน้าเปียโนไปพลางสลับกับมองหน้าเพื่อนที่น้ำตาไหลอาบแก้มจนหยดแปะๆ ลงไปกระทบพื้นห้องไปพลาง

“พวกเรามาจากคณะเภสัชศาสตร์ครับ มาส่งลูกโป่งให้คุณปาร์คยูชอนตามคำขอของคุณลีมินนาคณะมนุษยศาสตร์ ความสุขของลูกค้าคือความสุขของเรา พีวายโปรเซอร์วิส ขอบคุณครับ”

พูดอย่างรัวเร็วเป็นทางการให้มันจบๆ เสร็จทั้งห้องก็เงียบกริบอีกครั้งทันที!

ณ ตอนนี้ที่แต่ละคนได้ยินคือเสียงหัวใจตัวเองที่มันกำลังเต้นแรงเพราะกำลังกลั้นหายใจรอฟังคำตอบจากคนที่หน้าโคตรจะเย็นชาและเคร่งขรึมตรงหน้า

แม้กระทั่งเสียงปิดฝาครอบก็ยังพาใจให้มันสะดุ้งตาม


แกร็ก!


ร่างนั้นยืดตัวเต็มความสูง 180 เซ็นติเมตรเดินตรงนิ่งมายังประตูห้อง ทงเฮที่อยู่ตรงขอบประตูรีบขยับเปิดทางล่วงหน้าอัตโนมัติจนเพื่อนต้องส่งสายตามาให้เพราะเป้าหมายยังไม่รับลูกโป่งเลยด้วยซ้ำ

“............”

คิวปิดน้อยต่างยืนตัวเกร็งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเพราะความน่ากลัวที่ได้ยินมันก็น่ากลัวสมดังที่คิดไม่ผิดเพี้ยนเลย

“...........”

แต่แล้วดูท่าทงเฮอาจจะทำถูกเพราะคนตัวสูงเดินผ่านลูกโป่งอย่างไม่สนใจตามคาดจริง!

แต่ไม่แค่นั้นเมื่อแทนที่จะเดินผ่านออกจากห้องไปเลย...ร่างสูงกลับย่อตัวลงและแขนเรียวก็ตวัดเอาคนถือลูกโป่งขึ้นอุ้มพาดบ่าต่อหน้าต่อตาทุกคนซะอย่างนั้น!


“อ้ะ!”


“ไปหาที่คุยกัน!”


นั่นคือคำสุดท้ายที่ได้ยินเมื่อหนึ่งคนอุ้มหนึ่งคนเดินผ่านสายตาคนต่างคณะทั้งสี่และคนในคณะเดียวกันอีกสิบตรงไปยังประตูทางออกห้องภาคแบบที่ไม่สนใจสายตาใครเลยทั้งสิ้น!

เทวดาคิวปิดน้อยโดนคุณชายหน้าบูดขโมยตัวไปแล้ว!


..

..

กึก กึก กึก

ถึงตอนนี้จุนซูก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ส่งสายตามองเพื่อนที่มองมาอย่างตกใจอย่างไม่รู้จะทำยังไง จังหวะการเดินที่ไม่ราบเรียบเพราะเดินลงบันไดทำให้ร่างเล็กตัวเกร็งแน่นเพราะกลัวจะตก

แม้แต่ตอนนี้อะไรเป็นอะไรจุนซูก็ยังเรียบเรียงไม่ได้เลย!

“ประเด็นเรื่องเจ้าลูกโป่งนั่นหลังจากนี้ฉันจะไปขอโทษผู้หญิงคนนั้นที่รับไว้ไม่ได้และจะขอบคุณสำหรับความรู้สึกและขอบคุณที่ส่งนายมาหาฉันด้วย ดังนั้นตัดทิ้งไปได้เลย”

ประโยคที่ห้าที่ได้ยินกลับยาวซะจนจุนซูอยากมองหน้าคนพูดว่าใช่คนเดียวกับคนใจดีที่คิดถึงอยู่ทุกวันมั้ย

“ดังนั้นฉันมีสองทางให้นายเลือกและไม่ว่านายจะเลือกทางไหนฉันก็จะไปขอโทษผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี”

ตอนนี้คนใจดีพาจุนซูเดินออกมานอกอาคารแล้วและพอมองกลับเข้าไปก็เห็นทั้งเพื่อนของตัวเองและเพื่อนคนอุ้มกำลังทำหน้าสลอนจ้องผ่านกระจกห้องโถงมาอย่างอยากรู้อยากเห็น

“หนึ่งคือถ้านายอยากให้ฉันรับลูกโป่งไว้จริงๆ ก็บอกมา ฉันก็จะปล่อยนายลงตรงนี้ และก็จะไม่ยุ่งอะไรกับนายอีกแล้ว....จะไม่ทำให้นายกลัวอีกแล้ว”

คนรอบข้างตามทางที่เดินผ่านได้แต่หันมามองอย่างสนใจ แต่สิ่งที่รับรู้ตอนนี้คือน้ำเสียงนุ่มหูที่กำลังจะเอ่ยประโยคต่อไป

“และสอง....”

หัวใจข้างในมันเต้นดังตึกตักซะจนกลัวจะระเบิด พอๆ กับที่ทั้งความอยากรู้และไม่อยากรู้มันพุ่งขึ้นมาด้วยสัดส่วนที่พอๆ กัน


“ฉันแอบรักคนส่งลูกโป่งไม่ใช่เจ้าของลูกโป่ง ถ้านายตอบรับความรู้สึกฉันก็ปล่อยลูกโป่งในมือนายทิ้งไปซะแล้วก็กอดคอฉันแน่นๆ ก็พอ”


“............”


...ทุกคนรักลูกโป่งของจุนซู....


....ลูกโป่งของจุนซูนำความสุขมาให้ทุกคน......



แล้วภาพที่ทุกคนที่เกาะอยู่กับผนังกระจกใสในห้องภาคดนตรีสากลชั้นสองมองเห็นก็คือภาพของคนตัวสูงที่อุ้มคนตัวเล็กเดินไปตามถนนหน้าตึกอย่างไม่อายใคร

ลูกโป่งสีแดงเบาหวิวหลุดออกจากมือเล็กลอยคว้างไปตามกระแสลมก่อนจะค่อยๆ หล่นลงไปวางแปะนิ่งๆ บนพื้นและลอยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสายลมพัดวนพาทั้งลูกโป่งและใบไม้แห้งให้ลอยลิ่วปลิวตามหลังฝีเท้ามั่นคงนั่น

และในท้ายที่สุดคือน้ำตาหยดเล็กหยดสุดท้ายที่หล่นแปะลงบนพื้นถนนก่อนเจ้าของหยดน้ำตาจะเอาแขนเล็กของตัวเองกอดคอแกร่งนั้นแน่นพลางซบหน้าลงกับไหล่กว้างที่จะกลายเป็นที่ซับน้ำตาที่ใหม่แทนมือบาง


และแม้จะเห็นชัดๆ อย่างนั้นทุกคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละว่าภาพที่เห็นมันสื่อถึงอะไร และมันกำลังเกิดอะไรขึ้นเมื่อได้แต่มองสบตากันอย่างงงๆ


ลูกโป่งของจุนซูนำความสุขมาให้ทุกคน

และความสุขนั้นมันก็กำลังจะย้อนคืนกลับมาตอบแทนคนส่งลูกโป่ง



ทุกคนเข้าใจพวกเราสองคนบ้างมั้ยฮะ? ^ ^



The End



ก่อนจะทอร์คก็ขอให้เครดิตกับอธรรมเนียมการส่งลูกโป่งที่น้องมาเล่าให้ฟังก่อนนะคับทุกท่าน เรื่องการส่งลูกโป่งนี่คือเรื่องจริงของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
และสองคือข้าพเจ้ามิใช่เจ้าถิ่น ดังนั้นหลายอย่างที่ไม่ตรงและปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างจากของจริงบ้างก็ขออภัยมา ณ นี้ด้วยที่เอามาอ้างอิง

เรื่องนี้น้องที่เรียนคณะนี้มาเล่าถึงความยากลำบากในการส่งลูกโป่งให้ฟัง ข้าพเจ้าเลยเกิดอารมณ์อยากแต่งจนแซงหน้าเรื่องอื่นเพราะน่าจะฮาเฮและง่ายกว่าเรื่องอื่นที่เครียดกว่า
เพิ่งเคยแต่งเรื่องที่น้องแอบรักปาร์คก่อนเป็นเรื่องแรก แต่งไปยังรู้สึกแปลกๆ เอง
มันดูแปลกๆ มั้ย?

ปล. ตอนทวนเจอคำว่า ‘คนไม่ดี’ หลุดมาหลายครั้งเลย มีใครอ่านเจอมั้ยเนี่ย ^ ^




 

Create Date : 14 มกราคม 2552    
Last Update : 14 มกราคม 2552 22:59:57 น.
Counter : 107 Pageviews.  


ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.