Group Blog
 
All blogs
 

Chapter 10 ซากุระ

‘หน้าเขามันดูนิ่งรึยังนะ?’


นั่นคือความคิดของร่างบางเมื่อคิดขึ้นมาอย่างหวั่นใจหน้าห้องทำงานของตัวเอง


‘จะมีใครดูออกรึเปล่านะ?’


แล้วเจ้าตัวก็ทนไม่ไหวเมื่อต้องเรียกกระจกน้ำขึ้นมาดูเพราะยังยืนจ้องประตูตรงหน้าอย่างไม่กล้าจะเปิดมัน

ต้องทำหน้านิ่งๆ สิชินเร นิ่งๆ น่ะทำเป็นมั้ย!

หลังจากที่พยายามบอกและปรับสีหน้าของตัวเองให้ดูเป็นปกติที่สุดแล้วมือเรียวจึงเลื่อนบานประตูตรงหน้าออกพร้อมๆ กับพยายามทำหน้าขึงขังขณะเดินเข้าไปข้างในในขณะที่ใจก็เตรียมพร้อมอย่างตั้งรับเต็มที่!

ตึกตัก!

...

...

แต่แล้ว......โต๊ะทำงานที่ยังว่างเปล่าทั้งสองตัวก็ทำให้ชินเรถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนนี้มันคงเช้าเกินไปสินะเจ้าคนชอบแกล้งนั่นถึงยังไม่มาทำงาน ก็ดี....เพราะชินเรยังเตรียมคำตอบไม่ถูกเลย

ก็เมื่อคืนน่ะ ....เมื่อคืน...มัน...ต้องเพราะท่านยุอันทำอย่างนั้นบ่อยๆ แน่ๆ ทำให้เขาฝันอะไรแปลกๆ พวกนั้น ไม่ใช่ชินเรอยากจะฝันแบบนั้นซักหน่อยหรอกนะ...ไม่ใช่เลย...


“ยืนยิ้มอะไรคนเดียวน่ะชินเรจัง”

เสียงทุ้มๆ ที่ดังอยู่บนต้นคอก็เล่นเอาคนถูกถามสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวเลยทีเดียวเมื่อหันกลับไปเห็นร่างสูงที่ยืนซ้อนหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หน้าที่เก๊กจนนิ่งได้แล้วของเจ้าตัวสลายหายวับไปทันควันเพราะมันแดงจัดจนคนทักแปลกใจ

“ทำไมหน้าเจ้าแดงจังล่ะ เป็นไข้รึเปล่าชินเรจัง?”

ไม่ถามเปล่าเมื่อตัวคนถามแนบหน้าผากกว้างๆ ของตัวเองลงไปแตะหน้าผากเนียนตรงหน้าด้วยพร้อมๆ กับที่หน้าหวานๆ นั่นร้อนวูบขึ้นมาจนเจ้าตัวรู้สึกได้!

“อ้าว...ไม่แค่แดงแฮะ...ร้อนอีก ไปให้ฮิชิงิดูหน่อยดีมั้ย” คนถามก็ถามไปงั้นแหละเพราะเจ้าตัวไม่ได้รอคำตอบสักนิดเมื่อเอามือใหญ่ของตัวเองกุมข้อมือเล็กจะจับจูงไปด้วยกัน

“มะ...ไม่ขอรับ....ข้าน้อยไม่ได้เป็นอะไร...ท่านยุอันปล่อยเถอะขอรับ”

ชินเรที่เพิ่งตั้งสติได้และหาเสียงตัวเองเจอก็รีบดึงข้อมือออกมาจากร่างสูงทันที แต่นอกจากคนจับมันไว้จะไม่ปล่อยแล้วยังดึงร่างโปร่งตรงหน้าเข้าไปหาอีก มือใหญ่ๆ ยกขึ้นมาอังหน้าผากเนียนอีกครั้งพร้อมกับบ่นพึมพำเบาๆ

“ตัวเจ้าร้อนจริงๆ นะ เห็นมั้ย.....อย่าดื้อสิชินเร......ไปให้ฮิชิงิดูอาการนะ” และอีกครั้งเมื่อคนตัวโตตรงหน้าจะลากพาร่างบางเดินต่อ แต่มือเรียวอีกข้างก็รีบมาเกาะกุมมือใหญ่นั้นไว้ แรงดึงเบาๆ จากคนข้างหลังกลับทำให้สี่ผู้เฒ่ายุอันสะดุดอย่างไม่น่าเป็นไปได้

“ข้าน้อยไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ขอรับ...ก็แค่...เมื่อคืน.....///...ไม่มีอะไรขอรับ ไม่มีอะไรจริงๆ”

ได้โปรด...อย่าให้ท่านยุอันดูออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไร


หน้าที่ก้มงุดไม่กล้าสบตาหลังจากพูดจบทำให้ยุอันแปลกใจเล็กน้อย ตัวก็ร้อน หน้าก็แดงยังจะมาดื้อเถียงอีกว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่มือสั่นๆ ที่เป็นฝ่ายจับมือเขาก่อนเป็นครั้งแรกนอกจากจะทำให้ดีใจจนไม่อยากเดินต่อแล้ว สัมผัสนั้นกลับบอกอะไรบางอย่างด้วย


ก็จังหวะการเต้นของหัวใจที่เร็วมากจนเขารู้สึกได้ไงล่ะ!


แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลานั้นเมื่อท่านสี่ผู้เฒ่ายุอันแห่งตระกูลมิบุรับรู้อะไรบางอย่างและคิดอะไรบางอย่างที่มันไม่ดีออกมาอีกได้

เจ้าคงไม่รู้ตัวสินะชินเรว่าท่าทีตอนนี้ของเจ้ามันน่ารักมากขนาดไหน เฮ้อ...เจ้าผิดเองนะที่ไร้เดียงสามากไปน่ะ


“ถ้าเจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว งั้นก็ไปทำงานกันเถอะนะชินเร”

เสียงพูดที่เรียบนิ่งเป็นงานเป็นการเหลือเกินทำให้ชินเรที่กำลังทำหน้าไม่ถูกต้องเงยหน้ามองร่างสูงด้วยความแปลกใจ มือใหญ่ที่เกาะกุมเขาไว้ตอนแรกก็ปล่อยออกอย่างง่ายดายแตกต่างจากทุกคราว แถมการที่เดินผ่านเข้าไปไม่ ‘แกล้ง’ ก่อนทำงานเหมือนทุกวันก็ทำให้ร่างบางขมวดคิ้วขึ้นมานิดๆ เพราะไม่เข้าใจจริงๆ

ตกลงคนที่ป่วยเป็นใครกันแน่?



“ชินเรจัง ข้าฝากไปตรวจสอบตรงนี้ให้หน่อยสิ ..ตรงจุดนี้นะ สะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเขตเจ็ดและเขตศูนย์น่ะ มีคนร้องเรียนมาว่ามีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นบ่อยมาก ไปสืบความจริงมาให้ข้าที ทำได้ใช่ไหม?”

ตรงหน้าชินเรตอนนี้คือแผนที่ของตระกูลมิบุที่มีสัญลักษณ์แปลกตาเต็มไปหมด ผังเมืองที่แบ่งออกเป็นเขตต่างๆ มีรายชื่อผู้ดูแลในแต่ละพื้นที่กำกับอยู่ด้วย ตรงจุดที่ท่านยุอันชี้คือจุดๆ หนึ่งที่ค่อนข้างอยู่ลึกเข้ามาหน่อยเพราะมันใกล้กับตำหนักของท่านฮิชิงิและยังอยู่ติดกับพื้นที่หวงห้ามอย่างเขตศูนย์ด้วย

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ข้าใช้งานเจ้าหนักไปรึเปล่า?”

ไม่หนักเลย..เพราะนี่เป็นครั้งแรกต่างหากที่คนตรงหน้าคุยเรื่องงานกับเขาอย่างจริงจังซักที!

“เปล่าหรอกขอรับ...ก็แค่....ข้า.........ไม่เคย.....”

อย่าว่าแต่นอกตระกูลเลยแม้แต่ในตระกูลเองนับตั้งแต่เด็กจนโตร่างโปร่งรู้จักที่ไหนบ้างล่ะนอกจากคฤหาสถ์ตัวเอง ตำหนักสี่ผู้เฒ่าฟุบุกิ ตำหนักสี่ผู้เฒ่ายุอัน(ที่เคยไปเมื่อตอนเด็กมากๆ) ห้องโถงกลางที่ปราสาทชั้นนอกของท่านจักรพรรดิแดงเมื่อตอนไปรับตำแหน่งแล้วก็สวนฮารุเท่านั้น ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันแรกที่ชินเรได้เห็นตระกูลมิบุเป็นครั้งแรกแม้จะเป็นจากผังกระดาษก็เถอะ

แต่จะให้บอกคนตรงหน้าไปตรงๆ ...คนที่มั่นใจในตัวเองสูงอย่างชินเรก็ทำไม่ได้เช่นกัน!

“อา...นั่นสิ....ข้าลืมไป.......โคคิ....โคคิ! เข้ามานี่หน่อย”

ยังไม่ทันที่ใบไม่ร่วงจะแตะพื้น ร่างหนาๆ ขององครักษ์หน้าเหลี่ยมก็พาตัวเองปลิวมาคุกเข่าหน้าห้องได้ทันใจ!

ท่านไปซ่อนอยู่ตรงไหนก่อนหน้านี้กันนะ?

ชินเรคิดขึ้นมาอย่างแปลกใจปนหวั่นใจ เมื่อคิดอย่างกลัวๆ ไปว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านยุอัน ‘แกล้ง’ เขา ท่านโคคิจะได้เห็นได้ยินด้วยมั้ย?

“ขอรับท่านยุอัน”

“พาชินเรไปที่สืบเรื่องประหลาดที่สะพานแห่งความลับหน่อย ข้าต้องการข้อมูลจริงๆ นะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสยองขวัญที่เจ้าชอบแต่ง”

“ได้ขอรับ” ปากกว้างๆ นั่นยิ้มแย้มอย่างดีใจที่ตัวเองถูกใช้งานที่เป็นเรื่องเป็นราวบ้างแถมยังเป็นงานที่ได้ออกไปกับชินเรอีก เจ้าตัวเลยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ หากแต่พอนึกอะไรบางอย่างออก หน้านั้นจึงเปลี่ยนมาเป็นซีดลงเรื่อยๆ และเรื่อยๆ และแถมเจ้าตัวยังมองไปรอบๆ อย่างระแวงเมื่อพูดกับร่างสูงด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ

“แต่......ท่านยุอันขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าน้อยแต่งเรื่องนะขอรับ ก็ตรงนั้นน่ะมีแม่นางท่านหนึ่งกระโดดน้ำตายเพื่อประชดรักจริง ๆนะขอรับ ว่ากันว่าตอนกลางคืนยังได้ยินเสียงโกโตะแว่วลอยมาทั้งๆ ที่ไม่เห็นคนดีด แล้วเพื่อนข้ายังเคยบอกว่าวันหนึ่งที่เดินตรวจแถมนั้นยังเห็นผู้หญิงผมยาวยืนดีดโกโตะในคืนเดือนมืดด้วยนะขอรับ บรื๋อส์...โคคิกลัวจนไม่กล้าเดินผ่านเลยนะขอรับท่าน ข้าน้อยว่ามันไม่ใช่เรื่อง....”

“โคคิ!”

แล้วองครักษ์ผู้ไม่เคยจะสงบปากสงบคำได้เกินชั่วยามก็ต้องหยุดเล่าในบัดดลเมื่อผู้เป็นนายเรียกนามตัวเองด้วยเสียงเรียบหนัก ปากที่อ้าจะเอ่ยต่อในตอนแรกต้องรีบหุบลงทันใด ประสบการณ์การทำงานมาด้วยกันหลายปีบอกโคคิได้ดีถึงความน่ากลัวภายใต้น้ำเสียงนั้น

และหลังจากที่ยุอันทำให้องครักษ์เงียบไปได้ก็เบือนหน้ากลับมามองคนที่นั่งเงียบหน้าซีดอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเองอย่างเป็นห่วงนิดๆ

เจ้าโคคิพูดมากจนได้เรื่องทั้งปี!

แต่ถ้าคิดว่าท่าทีของร่างบางจะทำให้ร่างสูงเงียบเสียงไปนั้น...ไม่มีทางเป็นไปได้แน่! เมื่ออยู่ๆ น้ำเสียงกวนประสาทก็ทะลุขึ้นมากลางปล้องเฉยเลย

“ทำไมนิ่งเงียบไปซะล่ะชินเรจัง ...เอ๋....หรือว่า.....ฮะๆๆๆ คงไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวแล้วหรอกนะเด็กน้อย นี่อย่าบอกนะว่าเชื่อเรื่องโกหกเป็นตุเป็นตะของโคคิน่ะ ฮ่าๆๆๆๆ เจ้านี่มันเด็กจริงจริ๊ง....ใครบอกอะไรก็เชื่อน่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

“ท่านยุอัน!”

หน้าซีดๆ ที่กลับมามีสีสันอีกคราเมื่อเจ้าตัวเอาใบหน้าแดงจัดเงยขึ้นมองร่างสูงอย่างเคืองๆ ก็ทำให้ยุอันยิ้มกว้างอย่างพอใจ ให้โกรธอย่างนี้ก็ยังดีกว่าทำหน้าอย่างเมื่อครู่ล่ะ เจ้านี่มันยั่วง่ายเหลือเกินชินเร แต่ตรงจุดนี้ก็น่ารักดีจริงๆ ล่ะนะ

“น่าๆ ข้าล้อเล่นนิดเดียวเองนา... อย่าโกรธสิ..... ข้าเคยบอกแล้วไงตาเจ้าตอนโกรธน่ะ......มันสวย...สวยจนข้าอยากมองนานๆ ไม่อยากส่งเจ้าไปไหนห่างตัวเลยนะ....”บอกเบาๆ พร้อมๆ กับยกมือขึ้นมาลูบหัวร่างตรงหน้าอย่างเอ็นดู


“ข้าฝากความหวังไว้ที่เจ้านะ ตั้งใจทำงานล่ะ”


อีกครั้ง....กับการที่ร่างโปร่งไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า เมื่อรอยยิ้มอ่อนโยนแปลกๆ มันแปะอยู่บนใบหน้ากวนประสาทนั่น ดังนั้นชินเรจึงรีบลุกและค้อมกายลาร่างสูงทันทีเมื่อจะเดินออกไปสมทบกับท่านโคคิที่หน้าประตูห้อง

“ขอรับ ข้าจะนำความจริงมาให้ท่านให้จงได้ ข้าน้อยลาล่ะนะขอรับ”

“อื้ม....โคคิ!”

เสียงเรียกชื่อตัวเองทำให้คนถูกเรียกที่ก้มหน้าแดงเรื่อและกลั้นยิ้มเอาไว้ต้องรีบพาตัวเองกลับเข้ามาสู่สถานการณ์ปัจจุบันโดยเร็ว

ก็ท่านยุอันที่ทำน้ำเสียงหวานเจี๊ยบอย่างนี้น่ะมีบ่อยซักเท่าไหร่กันเชียว! ข้าฟังแล้วยังเขินแทนเลย...///....จั๊กจี้ด้วย

“ขอรับท่านยุอัน หรือท่านจะอยากฟังต่อเรื่องผี....”

แต่หน้าตาชื่นมื่นยิ้มแป้นขององครักษ์หน้าเหลี่ยมเพราะคิดอะไรแปลกๆ ในจินตนาการของตัวเองก็กลับสลายวับไปในพริบตามื่อคนเรียกพูดประโยคที่ทำให้ร่างหนาๆ นั่นเย็นวาบไปถึงสันหลัง!

“ถ้าเกิดเรื่องขึ้นกับ......แม้เพียงปลายเล็บล่ะก็......ถึงข้าไม่บอกเจ้าคงรู้ชะตากรรมตัวเองดีสินะ!”

แม้ตาของท่านจะถูกคาดไว้ด้วยผ้าคาดตาแต่ความน่ากลัวภายใต้ผ้านั่นเป็นของจริงแน่ๆ ข้าโคคิขอเอาหัวเป็นประกัน!


“ชินเร.....”

เสียงเรียกชื่อเบาๆ ที่ดังมาจากข้างในห้องทำให้ร่างโปร่งที่กำลังจะตามองครักษ์โคคิออกไปแล้วต้องหันหน้ากลับไปมองร่างสูงที่กอดอกนั่งหมิ่นๆ อยู่บนขอบโต๊ะอีกครั้ง

“ขอรับ...ท่านยุอันยังมีสิ่งใดที่จะสั่งเพิ่มอีกหรือขอรับ?”


“มีสิ...แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องสำคัญเลยล่ะ”


ชินเรคิดไปเองรึเปล่านะที่คิดว่ารอยยิ้มนั่นช่างดูอ่อนหวานเหลือเกินจนชินเรแทบไม่กล้าสบตาด้วย แล้วยิ่งสิ่งที่ท่านพูดออกมายิ่งทำให้หน้าชินเรมันค่อยๆ ร้อนขึ้นจนรู้สึกได้


“ดูแลตัวเองด้วย....ข้าเป็นห่วงเจ้ามากนะ”


“...............”


“นั่นล่ะที่ข้าจะสั่ง ไปได้แล้ว...ชินเร”


เพราะเผลอยืนค้างไปพักหนึ่งจนคนในห้องบอกให้ไปนั่นล่ะชินเรถึงได้รู้สึกตัว ร่างบางเลยรีบเอาหน้าแดงจัดนั่นค้อมกายลาอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาทันที

ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกแปลกๆ บ่อยนักนะ

ความคิดสับสนผุดขึ้นมาเรื่อยเมื่อพาขาเรียวก้าวยาวๆ ไปตามทางข้างหน้าเหมือนหนีอะไรซักอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกระทั่งตัวเองเท่าใดนัก

...

...

..

“เร......ชินเร......ชินเร?”

เสียงเรียกชื่อที่ดังข้างๆ ปลุกร่างโปร่งออกจากภวังค์เมื่อกระพริบตาปริบๆ แล้วเห็นคนที่เดินข้างๆ มองมาอย่างไม่เข้าใจ

“เจ้าดูแปลกๆ ไปนะวันนี้ ไม่สบายตรงไหนเหมือนท่านยุอันว่าจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย?”

“ปละ...เปล่า....ขอรับ...ข้าน้อยไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าท่านยุอันคิดว่าข้าน้อยไม่สบาย?”

“อ้าว...ก็ตอนเช้าที่........อ่ะ....เอ่อ...นะ...ข้าก็...อยู่แถวๆ นั้นพอดีน่ะ....ไม่มีอะไรหรอกนะชินเร...ตกลงวันนี้เราจะไปสะพานแห่งความลับใช่มั้ยข้ารู้จักดีเลยล่ะ ตอนกลางวันก็สวยนะแต่ตอนกลางคืนนี่น่ากลัวสุดๆ จนข้าไม่กล้าเดินผ่านเลย แล้วเจ้าเคยไปมารึยังน่ะชินเร?”

ท้ายประโยคยาวๆ ที่เหมือนพูดกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างทำให้ร่างโปร่งขมวดคิ้วมองคนที่พูดโดยที่ไม่ยอมสบตาคู่สนทนาสักนิดนั่นอย่างเอาจริง

ไม่ใช่ว่าท่านโคคิรู้และเห็นไปหมดทุกอย่างหรอกนะ!

แต่การจะถามแล้วได้คำตอบที่อาจจะทำให้ตัวเองได้อายเล่นก็ทำให้ชินเรไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกไปหรอกนอกจากตอบคำถามเบี่ยงประเด็นของคนข้างๆ ไปเบาๆ

“ยังขอรับ ข้าน้อยไม่เคยที่นั่นมาก่อนเลย”

“อ้าว จริงเหรอ? งั้นก็ไม่ใช่แค่ข้าที่กลัวคนเดียวสินะ ฮ่าๆๆๆ ดีใจจังที่มีคนกลัวเป็นเพื่อนแล้ว บางทีท่านยุอันอาจจะกลัวก็ได้นาเลยแกล้งทำเป็นพูดอย่างนั้นน่ะ เลยไม่กล้ามาสืบเองล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆ คราวหน้าข้าคงต้องเอาเรื่องนี้ไปล้อซะหน่อยแล้ว”

ในขณะที่คนพูดจินตนาการแปลกๆ ไปคนเดียวอีกแล้ว คนที่เดินตามหลังองครักษ์ที่หัวเราะร่วนอยู่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างที่คนข้างหน้าพูดหรอก

ผู้ชายที่แผ่จิตสังหารได้น่ากลัวขนาดนั้นตอนจับดาบจะมีสิ่งที่กลัวกับชาวบ้านเค้าด้วยหรือ?

น่ากลัวคราวหน้าที่เจอกันท่านโคคิคงโดนท่านยุอันเล่นงานซะกระมังถ้าเอาเรื่องนี้ไปล้อตรงๆ แต่ให้ท่านโคคิเข้าใจไปอย่างนั้นดีกว่าท่านรู้ว่าความจริงว่าที่ชินเรยังไม่เคยไปที่สะพานนั่นเพราะชินเรไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต่างหากทั้งๆ ที่ก็โตขนาดนี้แล้ว ถ้าท่านรู้ก็อาจจะอคติกับชินเรก็ได้ว่าเป็นคุณชายที่ไม่เคยไปไหนมาไหนเองเช่นเดียวกับแขกของท่านพ่อที่เคยแม้กระทั่งประชดประชันเสียดสีเรื่องนี้ขึ้นมาต่อหน้าตรงๆ

หากแต่พอเดินไปได้ซักพัก เรื่องบางอย่างที่เพิ่งคิดได้ทำให้ร่างบางเผลอชะงักเท้าไปโดยไม่รู้ตัว

ทำไม.....คนสั่งงานกลับไม่ล้อเรื่องนี้ต่อหน้าเขา?

มันดูผิดวิสัยของคนชอบกวนประสาทนั่น ถ้าจะบอกว่าไม่รู้ก็ไม่น่าใช่เพราะเป็นท่านยุอันเองที่สั่งให้ท่านโคคินำทาง

หรือว่า....

ไม่หรอก...สี่ผู้เฒ่านิสัยเสียอย่างนั้นคงไม่ใจดีขนาดนั้นหรอก ทั้งหมดต้องเป็นเพราะชินเรเผลอคิดไปเองแน่ๆ

เขาต้องเผลอคิดไปเองแน่ๆ!

แล้วร่างโปร่งก็ได้แต่พยายามปัดความคิดแปลกๆ นั้นออกไปจากหัวแล้วก็รีบเดินตามคนข้างหน้าโดยที่พยายามไม่คิดอะไรต่ออีก

ต้องไม่คิดอะไรต่ออีก!


สะพานข้ามคลองที่อยู่ตรงหน้าชินเรในตอนนี้ก็ช่างสมกับเป็นสะพานข้ามเขตจริงๆ เมื่อทางฝั่งซ้ายคือเขตเจ็ดที่งดงามด้วยต้นซากุระที่ปลูกเป็นแนวยาวและคฤหาสถ์สวยงามของตะกูลสูงหลายๆ ตระกูลแต่ในขณะที่ฝั่งขวาคือเขตศูนย์ที่มืดครึ้มไปด้วยกำแพงสูงจนมองไม่เห็นอีกฝั่งและยังต้นไม้ที่ถูกคลุมด้วยไม้เลื้อยอย่างต้นฟูจิพันพัวจนดูรกครึ้มและน่ากลัว!

แล้วสะพานที่แทบไม่เคยมีใครใช้นี่สร้างมาทำไม?

นั่นคือคำถามที่ชินเรก็ไม่รู้จะถามใคร

จากการสอบถามผู้คนที่อาศัยในละแวกใกล้เคียงก็ได้คำตอบที่ไม่ได้จะแตกต่างจากที่องครักษ์โคคิเล่านักเมื่อหลายๆ คนได้ยินเสียงโกโตะดังตอนกลางคืนจริงๆ และแถมยังมีคนเคยเห็นผู้หญิงผมยาวที่ยืนอยู่กลางสะพานในตอนคืนเดือนมืดด้วย มีบางคนที่จะเข้าไปดูให้แน่ชัดแต่พอเข้าไปใกล้นางได้ไม่ถึงสามก้าว ร่างบอบบางนั้นก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาทันทีทิ้งไว้แต่กลีบซากุระที่ปลิวว่อนไปทั่วทั้งบริเวณ!

ดังนั้น หากคืนไหนไร้ซึ่งแสงจันทร์ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเหยียบย่างเข้ามาใกล้บริเวณนี้นัก.... ดังเช่นคืนนี้เป็นต้น!

ในคืนที่มีเพียงแสงดาวส่องให้แสงสว่างนั้นเพียงมีร่างๆ หนึ่งที่แอบออกมาคนเดียวกำลังยืนพิงใต้ต้นซากุระที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง ดวงตาดำขลับของร่างนั้นจับจ้องอยู่ที่สะพานไม้เล็กๆ ไม่คลาดคลา ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านก็พาปอยผมสีเงินให้ระไปตามใบหน้าสวยพอๆ กับที่ทำให้ต้นหลิวที่ปลูกไว้ต้นสะพานปลิวไหวพาเงาดำมืดทาบทับลงบนแผ่นไม้เช่นเดียวกัน

แสงสว่างจากดวงดาวที่ถึงแม้ริบหรี่แต่ก็พอจะทำให้เห็นตัวสะพานได้อย่างชัดเจน ไอหมอกหรือน้ำค้างที่พรมลงบนตัวไม่ได้ทำให้ร่างนั้นละสายตาแม้เพียงนิดเมื่อมันคืองานแรกที่เจ้าตัวได้รับผิดชอบ!



ติ๊ง..................

เสียงแผ่วเบาทว่าหวานลึกนำมาก่อน ก่อนที่พายุดอกซากุระเล็กๆ จะหมุนวนกินบริเวณแคบๆ และแล้วเพียงแค่กระพริบตา.....สะพานที่ว่างเปล่ากลับก่อเกิดร่างๆ หนึ่งขึ้นมาทันที!

ในตอนนี้ชินเรไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือหายใจ ความกลัวที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าไม่มี หากแต่สิ่งที่มีมากกว่าความกลัวคือความอยากรู้…

เพราะจากการตรวจสอบตลอดวันที่ผ่านมา ถึงแม้ผลที่ได้จะไม่ค่อยดีนักแต่มันกลับสะกิดใจร่างบางอย่างรุนแรง!

ซากุระ....นางเกี่ยวข้องอันใดกับท่านแม่?

ผมยาวสีดำขลับ ผิวที่ขาวเหมือนจะส่องสว่างได้ และแม้กระทั่งเสียงโกโตะที่แว่วหวานแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้ารุนแรงของร่างบนสะพานทำให้อดีตอันยาวนานค่อยๆ ย้อนเข้ามาในความทรงจำ

เพลงที่ท่านแม่ชอบเล่น!

หากท่านอาจารย์ฟุบุกิทราบถึงจิตใจเขาตอนนี้คงไม่วายโดนดุแน่ เมื่อเขาไม่สามารถควบคุมให้มันสงบเยือกเย็นได้เพียงเพราะแค่ ‘ความเหมือน’ หลายๆ อย่างระหว่างคนที่กำลังดีดโกโตะกับบุคคลที่สูญสิ้นตัวตนไปแล้ว

ท่านฟุบุกิจะตำหนิเขาแค่ไหนนะ ถ้าท่านทราบว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ตอนนี้กำลังผิดกฎตระกูลขั้นรุนแรง


เมื่อเขากำลังคิดที่จะฟื้นคืนชีพมารดาของตัวเอง!!


ติ๊ง..................

เสียงโกโตะที่ดังท่ามกลางบรรยากาศเงียบวังเวงขาดหายไปทั้งๆ ที่ยังไม่จบเพลงเนื่องจากคนที่บรรเลงเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตนไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว เพราะชินเรที่เลิกซ่อนตัวแล้วกำลังเดินนิ่งๆ มาที่ร่างนั้นอย่างคาดหวัง

ขอแค่เพียงนางหันหน้ามา...แค่เพียงเห็นหน้า....ถึงแม้จะผ่านมานานแสนนานเพียงไหนแต่ใบหน้าท่านแม่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจชินเร!

ขอเพียงแค่เห็น......


“เจ้าเป็นใคร?”

แต่เพียงแค่เสียงหวานๆ ที่เอื้อนเอ่ยกับร่างโปร่งกลับทำให้ร่างนั้นสะดุดนิดหนึ่งอย่างคิดไม่ถึง แล้วไม่นาน......ความสิ้นหวังก็ค่อยๆ แผ่ไปทั่วร่างเมื่อชินเรเห็นใบหน้านั้นชัดๆ

นางเป็นหญิงงาม...ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร.... แต่......นางไม่ใช่..........ไม่ใช่ท่านแม่....

ไม่ใช่ท่านแม่ของชินเร!


เพราะใบหน้าและอารมณ์ที่เหมือนจะแผ่ออกมาจากบุรุษรูปงามราวอิสตรีตรงหน้าทำให้เจ้าของเสียงโกโตะที่เสียดแทงไม่ได้หายตัวหรือแกล้งเล่นดังเช่นทุกคราว กลีบซากุระรอบตัวกระซิบบอกนางว่าจิตใจของคนที่แอบดูเต็มไปด้วยความคาดหวังและสับสน....และสุดท้าย....ความเศร้าที่แฝงลึกพอๆ กับที่นางมี!

“ข้า....ขอโทษ...ข้าไม่ได้คิดที่จะมาแอบดูท่าน...ขอแม่นางโปรดอภัยด้วย”

“ดึกดื่นป่านนี้ท่านยังไม่นอนอีกรึคนแปลกหน้า ท่านไม่กลัวข่าวลือของที่นี่บ้างเลยรึไง?”

บุคลิกที่ดูนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดของสตรีตรงหน้าทำให้ชินเรมองนางอย่างพิจารณา นางไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...แต่จะเป็นใครนั้นเขาก็ไม่ทราบเช่นกัน

“ข้าว่าคนที่คิดอย่างนั้นน่าจะเป็นท่านมากกว่านะ อย่างน้อยสตรีเช่นท่านก็ไม่ควรจะออกมาเดินตอนดึกอย่างนี้ เว้นแต่ว่า......ท่านจะเป็นผู้สร้างข่าวลือนั่นซะเอง!”

...

...

ความเงียบที่บังเกิดทำให้ทั้งสองร่างมองหน้ากันอย่างพิจารณา สิ่งที่ได้ยินตอนนี้ก็มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวรอบตัวเมื่อต่างก็จ้องหน้ากันอย่างคุมเชิง แล้วซักพัก...คนที่กล่าวขึ้นมาก่อนก็เป็นของฝ่ายหญิงเองเมื่อนางถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วลึกก่อนจะเอ่ยกับร่างตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ท่านมาสืบเรื่องนี้เหรอ?”

คำถามที่ออกมาตรงๆ ทำให้ชินเรมองนางด้วยความแปลกใจบ้าง สิ่งหนึ่งที่นางมีนอกจากลักษณะของผู้นำแล้วคือความซื่อตรง ในเมื่อนางเปิดเผยขนาดนี้แล้วเขาจะปิดบังไปทำไมกัน

“ถูกแล้ว....แล้วท่านจะอธิบายข้าได้หรือไม่ว่าทำไมต้องทำให้คนอื่นกลัว เพราะการหายตัวเมื่อครู่ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมวลสารก็ได้แล้ว... ไม่จำเป็นต้องเป็นวิญญาณก็ทำได้”

“ฮะๆๆๆ รู้สึกคราวนี้ข้าจะเจอคนที่พูดด้วยแล้วรู้เรื่องซะแล้วสิ แต่ท่านอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดมากนักเลย บางทีข้าอาจจะเป็นวิญญาณที่ไร้ซึ่งตัวตนไปนานแล้วจริงๆ ก็เป็นได้”

น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเหงาเต็มเปี่ยมทำให้ชินเรต้องมองนางอย่างไม่เข้าใจอีกครั้ง และคนข้างตัวก็คงรู้ว่าถูกมองเมื่อนางหันกลับมาจ้องหน้าชินเรบ้าง

“ท่านไม่กลัวข้าเหรอ?”

“หืม? ท่านมีอะไรที่น่ากลัว? หากอย่างท่านน่ากลัวล่ะก็เจ้านายข้าคงเปรียบได้กับปีศาจร้ายเลยล่ะ!”

“ฮะๆๆๆ ดูท่าท่านคงถูกเจ้านายคนนั้นบังคับให้มาทำงานนี้สินะ”

น่าแปลก...เสียงหัวเราะของนางกลับทำให้บรรยากาศรอบข้างดูผ่อนคลายลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศที่ดูเป็นกันเองจึงทำให้ริมฝีปากแดงเผลอแย้มเยือนเมื่อยามเอ่ยตอบหญิงงามตรงหน้าตรงๆ

“ไม่หรอก... เพราะความจริง วันๆ ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว การได้พบท่านเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยข้าก็ได้ค้นพบหลุมดำมืดในใจตัวเอง หากท่านใช่คนที่ข้าคิดว่าตายไปแล้ว.....บางที....ข้าอาจจะทำอะไรที่มันร้ายแรงลงไปแล้วก็เป็นได้!”

กลีบซากุระบอกมาไม่ผิดเลย ชายตรงหน้ามีบางสิ่งที่ ‘คล้าย’ กันจริงๆ

“อย่าห่วงเลยคนแปลกหน้า... เรื่องของท่านไม่แปลกหรอกเพราะคนทั่วไปก็เป็นอย่างนั้น หากแต่สำหรับข้า...ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่กลับต้องทำ! การมี ‘ชีวิต’ นี่ลำบากจังนะ”

อาจจะเพราะอารมณ์บางอย่างที่สื่อถึงกันได้ทำให้สองร่างต่างนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ความเงียบที่ก่อเกิดไม่ใช่ปริศนาแต่กลับกลายเป็นความเข้าใจที่ลอยอยู่ในบรรยากาศต่างหาก แล้วไม่นานนัก เสียงหวานก็เปล่งขึ้นมาเบาๆ เหมือนบ่นพึมพำกับตัวเอง

“นานแล้วนะที่ข้าไม่ได้คุยอะไรทำนองนี้กับใคร ข้าร้างราจากคำว่า ‘เพื่อน’ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?”

นั่นสิ...ตั้งแต่เกิดมานับจนบัดนี้ ชินเรเคยมีเพื่อนเหมือนคนอื่นบ้างมั้ยนะ?

“เฮ้อ....ข้าเองก็ไม่ได้ต่างจากท่านนักหรอก สำหรับข้า....ไม่ใช่ ‘ ร้างลา’ แต่ ‘ไม่เคยมี’ ต่างหาก ท่านสบายใจเถอะเพราะอย่างน้อยข้าว่าข้าอาภัพกว่าท่านเยอะ”

“ฮะๆๆๆ นั่นสิ โลกนี้ยังมีคนที่น่าสงสารกว่าเราจริงๆ ”

อีกครั้ง...กับที่เสียงหัวเราะที่มาจากใจที่แท้จริงของนางทำให้บรรยากาศรอบตัวสดชื่นขึ้นมาได้อย่างประหลาด นานเท่าไหร่แล้วนะที่ชินเรไม่ได้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายเหมือนตอนนี้

“เช่นนั้น.....ในเมื่อพวกเราต่างก็ไม่มีใคร...ท่านจะรังเกียจหรือไม่ถ้าข้า.....ชินเร.....อยากจะขอเป็นเพื่อนกับท่าน”

พอเสียงนุ่มๆ ที่เปล่งออกมาจากปากชินเรขาดหายไปก็เหมือนจะพาความเงียบเข้ามาครอบคลุมทันที!

ลมที่พัดผ่านเบาๆ ผ่านร่างไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนจะเอ่ยอะไรเมื่อยังยืนจ้องหน้ากันด้วยความเข้าใจ ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะค่อยๆ ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อเอ่ยกับร่างโปร่งด้วยเสียงที่เบาแต่เหมือนดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

“ข้ายินดี...ท่านชินเร....ยินดีเป็นเพื่อนกับท่านและเพื่อตอบแทนสำหรับน้ำใจนั้น ข้าจะไม่มาที่นี่อีกแล้วเพราะท่านจะได้ไม่ต้องลำบากใจ”

“ข้าไม่ได้จะเป็นเพื่อนกับท่านเพื่อจุดประสงค์นั้น!”

“ฮะๆ อย่าคิดมากสิ ข้าเข้าใจ...เพราะคิดว่าพวกเราเหมือนกันหลายอย่าง แต่ข้าก็คิดว่าควรจะเลิกออกมาได้แล้วล่ะเพราะอีกไม่นานก็ต้องเริ่มงานจริงๆ ซักทีแล้ว....และเจ้านายข้า....คงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักถ้าข้าออกมาตามอำเภอใจบ่อยๆ ”

“เจ้านายท่าน? แต่.....แล้วข้าจะเจอท่านอีกได้อย่างไรล่ะ....ไม่สิ....ข้ายังไม่รู้จักนามท่านเลย จะกรุณาบอกชื่อท่านได้......”

ยังไม่ทันที่ชินเรจะถามจบพายุซากุระก็เริ่มก่อขึ้นตรงหน้าอีกแล้ว แขนเรียวจึงถูกยกขึ้นมาบังหน้าจากกลีบที่หมุนวนของดอกซากุระ แล้วพริบตาเช่นเคย...ร่างนั้นก็หายไปจากบริเวณนั้นทันที! เสียงแผ่วเบาที่แว่วตามหลังกลีบซากุระที่หมุนคว้างกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชินเรต้องตัวแข็งอีกครั้ง

“เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนท่านชินเร....หนึ่งในสิบผู้คุมกฎผู้โด่งดัง....แล้วก็.....โทโมเอะ....นามของข้าคือโทโมเอะแห่งตระกูลซากุระ...ไม่นานเราคงได้พบกัน”

แล้วคนพูดก็จากไปทิ้งไว้เพียงกลีบซากุระที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนตัวชินเร


...

..

..

เป็นอีกวันที่เจ้าของผมสีเงินยาวยืนจ้องประตูหน้าห้องทำงานของตัวเองอย่างตัดสินใจไม่ถูก ถึงแม้งานจะเสร็จเรียบร้อยแต่เจ้าตัวกลับไม่อยากบอกเรื่องที่ได้รับรู้นั้นกับใคร

ในเมื่อนางไม่อยากให้ใครรู้ตั้งแต่แรก แล้วจะให้ร่างบางกลับกลายเป็นคนเอ่ยปากบอกคนอื่น.....สำหรับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เพื่อน’ คนแรกในชีวิต ชินเรไม่อยากรายงานเรื่องนี้เลยจริงๆ


“ทำไมไม่เข้าไปล่ะชินเร?”

และก็อีกครั้งกับการสะดุ้งนิดๆ เพราะคนถามที่ยืนซ้อนหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็ถามชินเรเบาๆ พร้อมๆ เอื้อมมือมาเลื่อนบานประตูข้างหน้าชินเรออกซะเอง

“อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังกลัวห้องทำงานน่ะ...” น้ำเสียงล้อๆ ส่งมาก่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะทำเป็นคิดขึ้นได้ด้วยคำพูดที่แทงใจดำจนคนฟังแทบสะดุ้ง “เอ....หรือว่ากลัวข้ากันนะ?”

“เปล่าซะหน่อยขอรับ ข้าน้อยแค่คิดบางอย่างอยู่เท่านั้นเอง!”

“.....เรียว”

“ขอรับ?”

“ข้าขอซื้อได้มั้ย 1 เรียวกับความคิดในหัวเจ้า เรื่องอะไรที่ทำให้ชินเรผู้เอาจริงเอาจังของข้าเผลอเหม่อได้ขนาดนี้กันนะ?”

คำถามนั้นจบไปแล้วแต่จนแล้วจนรอดคนถูกถามก็ยังไม่กล้ามองหน้าคนถามอยู่ดีนั่นเอง

หน้าที่เอาแต่ก้มไม่ยอมเงยแต่กลับแดงจัดมาจนถึงใบหูเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอจากร่างสูงได้ดี แต่ยุอันก็ยังเป็นยุอันที่ถึงแม้พยายามจะสงบปากสงบคำเพื่อเล่น ‘เกม’ บางอย่างแล้วแต่ประโยคทิ้งท้ายเมื่อเดินหลบร่างบางเข้าไปในห้องก็ยังกวนประสาทชาวบ้านได้ไม่สร่างซาเลยจริงๆ

“โทษที...ข้าลืมไป....สำหรับคุณชายเช่นเจ้าแค่หนึ่งเรียวคงไม่มีค่าเลยสินะ เฮ้อ...ทำไงดีล่ะชินเรจังข้ายิ่งจนๆ อยู่ด้วย ชาตินี้คงไม่มีทางรู้หรอกเพราะไม่มีเงินมาจ่ายให้เจ้าน่ะ.....เงินเดือนสี่ผู้เฒ่าทำไมมันน้อยจังเลยนะ...แค่จะใช้ให้ชนเดือนยังยากแล้วจะเอาเงินเก็บที่ไหนไปขอ ‘ลูกชาย’ ของท่านเศรษฐีแถวๆ นี้กันน้า...”

“ท่านยุอัน!”

“อ้าว....ไหงอยู่ๆ ขึ้นเสียงล่ะ...ข้าก็แค่บ่นตามประสาคนแก่น่า...ไม่ต้องใส่ใจคนจนๆ แถวนี้หรอกนะชินเรจัง”

จนที่ไหนกัน! ท่านแม่เป็นอดีตสี่ผู้เฒ่า ท่านพ่อเป็นช่างตีดาบอันดับหนึ่งของตระกูล ตอนเป็นเด็กชินเรก็แค่คิดอะไรตามประสาเด็กเลยไม่ทันไตร่ตรองให้ดี แต่พอฟังอดีตของคนตรงหน้าที่ท่านโคคิฟุ้งให้ฟังชินเรก็เพิ่งรู้อะไรๆ กระช่างชัดเมื่อไม่กี่วันนี่เอง

และที่สำคัญ...ไม่มีใครในมิบุที่จน!

“โอ๋ๆ ...โกรธซะแล้วเหรอชินเรจัง ไม่เอาๆ ไม่โกรธน่า ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยๆ ตามประสาข้า... อย่าห่วงเลยนะต่อให้ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำแค่ไหนข้าก็จะพยายามหาสินสอดไปขอเจ้าจากพ่อเจ้าให้ได้...”

“ท่านหญิงท่านนึงขอรับ”

ประโยคที่โพล่งขึ้นมาเรียกสติที่เตลิดไปไหนก็ไม่รู้กลับมาสู่คนตรงหน้าได้ดี คำพูดที่ขาดหายไปเพราะเพียงแค่ไม่กี่คำจากปากชินเรกลับทำให้ยุอันหยุดชะงักได้ทันใจก่อนจะหันกลับมามองร่างบางอย่างพิจารณา ผ้าสีสดที่คาดตาทำให้ไม่รู้ว่าร่างสูงมีอารมณ์ไหนแต่คิ้วที่ขมวดนิดๆ กลับทำให้ร่างบางชักกลัวหน่อยๆ ตอนรายงานต่อ

“นางเป็นต้นตอของข่าวลือที่สะพานแห่งความลับที่ท่านให้ข้าไปสืบ เสียงโกโตะที่เกิดขึ้นเพราะฝีมือนางที่มาเล่นระบายความเหงาเองขอรับไม่มีอะไรมาก เพราะสาเหตุบางอย่างข้าน้อยจึงไม่ขอเอ่ยชื่อแม่นางท่านนี้แต่นางรับปากแน่นอนแล้วขอรับว่าจะไม่ออกมาทำให้ใครกลัวอีก ดังนั้นเรื่องนี้ก็น่าจะยุติได้แล้วขอรับ”

เหมือนจะเข้าใจท่านโคคินิดหน่อยแล้วที่ทำไมในบางครั้งท่านถึงรายงานรวดเดียวไม่มีหยุดพักหายใจ ก็อะไรบางอย่างที่แผ่ออกมาจากคนตรงหน้าทำให้ชินเรไม่ค่อยอยากจะอยู่ในห้องนี้ต่อเลย มันมีอะไรน่ากลัวที่บอกไม่ถูกจริงๆ

“คุยกันขนาดไหนถึงพูดแทนกันได้ขนาดนั้นน่ะชินเร!”

แม้แต่เสียงพูดยังเรียบนิ่งแต่ต่ำลึกแบบที่ไม่ค่อยได้ยินเลย ร่างโปร่งชักเริ่มกลัวแล้วจริงๆ นะ

“ทำไมไม่ตอบล่ะ? แล้วแค่ชื่อ...แม้แต่ข้าเจ้าก็บอกไม่ได้รึไง!”

เป็นอะไรไปนะเมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่นา รู้สึกเหมือนตัวเองตามอารมณ์คนตรงหน้าไม่ทันเอาซะเลย

“ไม่ใช่บอกไม่ได้ขอรับ แต่แม่นางท่านนั้นก็มีเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากบอกใคร ข้าน้อยไม่อยากไปก้าวก่ายและยิ่งไม่อยากเอาเรื่องของเพื่อนมาเปิดเผยโดยไร้มารยาท”

“เพื่อน! เจอกันแค่วันเดียวก็เป็นเพื่อนกันแล้วเหรอชินเร! หึ...ความสัมพันธ์ช่างก้าวหน้าไวดีจังนะ”

ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าการให้ชินเรไปทำงานแล้วกลับมาทำหน้าผิดปกติอย่างนี้ร่างสูงไม่มีทางให้ออกไปแน่! นี่แค่เจอกันแค่คืนเดียวยังออกรับแทนกันขนาดนี้...ถ้าปล่อยให้ชินเรคบหากับหญิงสาวคนนั้นอีกต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น!

หากแต่แทนที่ร่างตรงหน้าจะตอบข้อข้องใจให้หายสงสัย กิริยาเย็นเยียบที่ชินเรนำมาใช้เอ่ยตอบกลับทำให้สี่ผู้เฒ่าอารมณ์พุ่งสูงซะจนเริ่มคุมไม่อยู่!


“เรื่องที่ข้าน้อยจะรายงานมีเท่านี้ขอรับ ถ้าท่านจะพูดเรื่องไร้สาระมากกว่านี้ข้าน้อยก็ขอตัว!”

คนที่ชักฉุนหน่อยๆ จากคำพูดประชดประชันก็รีบกล่าวลาพร้อมกับจะหันหลังกลับอย่างเร็ว แต่ก็ไม่ไวไปกว่ามือใหญ่เมื่อขาเรียวก้าวยังไม่ถึงก้าวก็โดนกระชากกลับให้หันมาเผชิญหน้า มือแกร่งทั้งคู่ที่บีบต้นแขนเล็กแน่นซะจนสะบัดยังไงก็ไม่หลุดเลยทำให้หน้าหวานที่นิ่วนิดๆ เพราะความเจ็บตวัดขึ้นมองคนเกาะกุมอย่างเคืองจัดทันที!!

“ปล่อยขอรับ!”

“ไร้สาระงั้นเหรอ? สำหรับเจ้าความรู้สึกของข้าคงเป็นเรื่องไร้สาระสินะ!”

“ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านพูดเรื่องอะไรขอรับ ปล่อย!!”

“เลิกทำเป็นไม่รู้เรื่องซักที! ข้าคิดยังไงกับเจ้าเจ้ารู้บ้างมั้ยชินเร! เคยใส่ใจจะรู้บ้างมั้ย!”

พอได้แล้วกับการแกล้งทำเป็นไม่สนใจ! ถ้าต้องทำเฉยๆ แล้วปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสแย่งไปล่ะก็...ทำให้เป็นของตัวเองซะก็จบเรื่อง!!

“ไม่รู้ขอรับ! ข้าน้อยไม่รู้อะไรทั้งนั้น! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!”

“ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้งั้นเหรอ........ดีชินเรจัง.....ดี........งั้นถ้าข้าทำแบบนี้ล่ะเจ้าจะรู้รึยัง!”

ขาดคำ! มือใหญ่ทั้งสองก็เปลี่ยนมาเป็นประคองศีรษะเล็กพร้อมๆ กับดึงเข้าหาตัวเพื่อประทับริมฝีปากลงไปเต็มแรง!!

แต่ถ้าคิดว่าร่างเล็กจะยอมยืนนิ่งๆ ให้ร่างสูงจูบเหมือนคราวที่แล้วล่ะก็...คิดผิดซะแล้ว! เมื่อชินเรกำลังดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจะให้ตัวเองหลุดพ้นจากการเกาะกุมให้ได้ หากแต่ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่ น้ำหนักที่กดลงมาบนริมฝีปากเล็กกลับยิ่งหนักหน่วงมากเท่านั้น!!

“ปละ...อื้อ!”

ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจากร่างสูงเมื่อจูบนั้นกลับยิ่งบดเบียดและเรียกร้องมากขึ้น...มากขึ้น... ใจดวงเล็กที่มันเต้นแรงก็ยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะเบาลงเช่นเมื่อมันกลับกระตุกทุกครั้งเพราะแรงกระตุ้นจากคนตรงหน้า แล้วยิ่งเมื่อปลายลิ้นร้อนพยายามจะแทรกเข้ามาในปากเล็กให้ได้...

สติชินเรแทบหลุดลอยตรงนั้นเองเมื่อลิ้นนั่นมันไล้เลียริมฝีปากที่เริ่มชาของเจ้าตัว!

“อ้าปาก....ชินเร”

ไม่!

“อย่าดื้อสิ...ไม่งั้นคราวนี้ข้าจะไม่หยุดแค่จูบนะ!”

ไม่!

“ดี....แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ!”

คนตรงหน้าจะทำอะไรต่อไม่รู้รู้แต่ตอนนี้ชินเรกำลังกลัวจับใจ เพิ่งรู้ว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหนก็วันนี้ล่ะเมื่อทั้งดึงทั้งทึ้งยังไงอ้อมแขนที่รัดแน่นจนก็ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนซักนิด

“อ้ะ”

แล้วเสียงใสๆ ก็ต้องเผลอหลุดร้องออกมาเมื่อมือใหญ่นั้นคลายการเกาะกุมเอวเล็กออกหากแต่กลับเลื่อนฝ่ามือใหญ่ทั้งสองไปที่สะโพกเล็กทั้งสองข้างแทน!!

“อื้อ...ไม่!!...อื้ม!”

แรงบีบคลึงที่หนักหน่วงจากมือแกร่งกับทั้งการรุกรานจากลิ้นที่เชี่ยวชาญทำให้สติของร่างโปร่งแทบเตลิด ท่อนขาใหญ่ที่แทรกเข้ามาขยับเสียดสีหนักๆ ทำให้ชินเรสะดุ้งแล้วสะดุ้งเล่า อารมณ์บางอย่างที่ไม่คุ้นเคยตีตื้นขึ้นมาเป็นริ้วๆ และชินเรแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีเหลือเกินเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ในลำคอจากคนตรงหน้า

“หึ..หึ...ปากบอกว่าไม่...แต่ร่างกายเจ้า...”

คำพูดเว้นช่วงไว้แค่นั้นให้เข้าใจเอาเองแต่ก็ทำให้หน้าคนฟังร้อนเพราะความอับอาย!

ถึงปากจะอยากต่อต้านแต่ริมฝีปากแกร่งที่ปิดกั้นรวมทั้งลิ้นร้อนที่ตวัดรัดลิ้นเรียวจนแทบหายใจไม่ออกทำให้ร่างบางทำอะไรแทบไม่ได้ อกกว้างๆ ที่ผลักทั้งทุบยังไงก็ไม่มีทีท่าจะจะสะดุ้งสะเทือนทำให้กำลังใจจากใจที่มันแกว่งๆ เริ่มหายไป แล้วยิ่ง..

“อยะ...อื้ม...ท่านจะทำอะ...อื้อ!”

เสียงร้องด้วยความตกใจถูกปิดกั้นไปแล้ว สัมผัส....ที่ถึงแม้จะผ่านเนื้อผ้าแต่กลับชัดเจนเหลือเกินในใจร่างบาง โดยเฉพาะความร้อนผ่าวจากฝ่ามือใหญ่และปลายนิ้วที่พยายามจะแทรกดันเนื้อผ้าเข้ามาทำให้ร่างที่เริ่มสั่นไม่หยุดของชินเรสะดุ้งสุดตัว!!

นี่มันอะไรกัน! ท่านยุอันกำลังจะทำอะไร!!

คำถามที่ไม่มีแม้แต่สิทธิจะถามเพราะริมฝีปากเล็กยังถูกรุกรานไม่หยุด สะโพกเล็กพยายามบิดหนีสุดตัวหากแต่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้เมื่อยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ก็เหมือนไปกระตุ้นร่างสูงจากการสัมผัสเสียดสีที่มากเท่านั้นเมื่อด้านหน้ากลับยิ่งแนบชิดกันมากกว่าเดิม!!

“ข้าต้องการเจ้าจะบ้าอยู่แล้ว....ให้ข้าเถอะนะชินเร!”

อารมณ์อยากแกล้งเปลี่ยนไปเมื่อการใกล้ชิดร่างในอ้อมแขนกลับทำให้ตบะของร่างสูงแทบแตก เนื้อตัวที่สั่นจนแทบจะไร้แรงต่อต้านของชินเรจุดเพลิงปรารถนาของสี่ผู้เฒ่าให้ลุกขึ้นมาจนแทบจะระงับไม่ได้!

ข้าหยุดไม่ได้แล้วชินเร!

ยิ่งกลิ่นกายหอมหวนเมื่อยามแนบริมฝีปากลงไปประทับที่ซอกคอหอมๆ ของร่างตรงหน้าทำให้สติแทบขาดผึงตรงนั้นเองเมื่อเสียงครางแผ่วๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอบางใสนั่น!!

“อ้ะ”

พร้อมๆ กับที่คนครางรีบเอามือมาปิดปากตัวเองไว้อย่างตกใจ มือใหญ่กลับละจากสะโพกเล็กเพียงเพื่อเปลี่ยนมาเป็นแทรกฝ่ามือเข้าไปในกางเกงผ้าเนื้อนุ่มเพื่อสัมผัสกับผิวเนียนมือของจริง!

“อ้ะ!! ท่านยุอัน...ได้โปรด...ไม่!”

ปากแดงรีบละล่ำละลักอ้อนวอนเมื่อฝ่ามือร้อนนั่นเริ่มจะสัมผัสเขาอย่างหนักหน่วงอีกครา! โดยเฉพาะเมื่อนิ้วเรียวยาวพยายามจะแทรกเพื่อเปิดทางให้ตัวเอง...


“ฮึก.... ไม่!!!”


ร่างในอ้อมแขนที่สั่นจนระงับไม่อยู่แล้วยังน้ำตาหยดหนึ่งที่หยดลงบนแก้มของใบหน้าแกร่งที่กำลังไล้เลียลำคอบางอย่างหลงไหลทำให้ยุอันชะงักได้ทันใจ ใบหน้าสวยที่ถึงก้มงุดแต่กลับซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ไม่มิดเรียกความสงสารให้มาหยุดนิ้วที่กำลัง ‘รุก’ เข้าไปในตัวร่างเล็กได้ชะงัดนัก

“ได้โปรดขอรับ...ฮึก....อย่าแกล้งข้าน้อยอย่างนี้เลยขอรับ...ได้โปรด....”

พอมือใหญ่เผลอคลายออกด้วยความไม่แน่ใจเลยทำให้ชินเรถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้นเพราะหมดแรงแต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองใครอยู่ดี น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจที่ไหลออกมาทำให้ใจอีกดวงแกว่งตามจนต้องคุกเข่าข้างหนึ่งลงนั่งข้างๆ เพื่อดึงคนที่กำลังตัวสั่นไม่หยุดเข้ามากอดปลอบ

ตั้งแต่แกล้งมาไม่เคยเลยสักครั้งที่คนตรงหน้าจะร้องไห้ นี่เขาทำให้ชินเรเก็บกดขนาดไหนกันนะ?

แล้วคนตัวโตก็ต้องถอนหายใจยาวอย่างหนักหน่วงเพื่อสะกัดกั้นอารมณ์บางอย่างให้มันดับลงไป คนในอ้อมแขนไม่ได้ต่อต้านสิ่งใดแม้เมื่อยามหน้าแกร่งก้มลงไปกระซิบปลอบโยนแผ่วเบา ข้างใบหูเล็ก

“ข้าขอโทษ....อย่าร้องเลยนะ....โอ๋ๆๆๆ เงียบซะนะข้าไม่ทำอะไรแล้ว......เงียบซะ...อ้าว.......นี่ข้ากำลังปลอบอยู่นะไหงร้องหนักขึ้นล่ะ.....เฮ้อ.........เงียบเร็วชินเรจัง......เงียบเร็ว.....ไม่งั้นข้าจะร้องตามแล้วนะ”

“.........”

“ไม่ขำเหรอ? เจ้านี่ต่อมจี้อยู่ลึกแน่เลยปกติคนอื่นเค้าต้องขำแล้วนา....ข้าก็ขอโทษแล้วไงเล่าเลิกแกล้งโกรธได้แล้วนะชินเรข้าใจไม่ดีเลยรู้มั้ย”

“ไม่ขอรับ!”

“อะไรนะ?”

“ข้าน้อยจะไม่เลิกโกรธถ้าท่านยังไม่เลิกแกล้งข้าน้อยแบบนี้!”

“หา!”

“ถ้าท่านสัญญาว่าจะไม่แกล้งข้าน้อยแบบนี้อีกข้าน้อยก็จะยกโทษให้”

เก่ง......เดี๋ยวนี้ชักต่อรองเก่งขึ้นมากทีเดียว คนที่เชิดหน้าขึ้นมามองอย่างเป็นต่อทำให้ร่างสูงนึกสนุกเมื่อยิ้มแย้มอย่างกวนประสาทให้ร่างตรงหน้าในขณะที่ปากได้รูปก็พูดประโยคที่ทำให้หน้าสวยนั่นตึงได้ทันใจ!

“ไม่สัญญา!”

“ท่านยุอัน!”

“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ยังไงข้าก็ไม่สัญญา...ให้ตายข้าก็ไม่สัญญาจำไว้ชินเรจัง!”

“ท่านยุอัน!!”

“และก็อีกอย่างข้าก็ไม่ได้แกล้งเจ้าด้วย ทุกสิ่งที่ข้าทำ...ข้าจริงจัง!”

“ไม่จริงขอรับ! เรื่องอย่างนี้...///...มัน...มันไม่ปกติ! ที่ท่านทำทั้งหมดเพราะอยากแกล้งข้า! เหยียดหยามข้า! ทำไมถึงต้องเจาะจงแค่ข้าด้วยขอรับ ข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าไปทำอะไรให้ท่านโกรธ”

เฮ้อ...เจ้าไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลยรึไงน้าเด็กน้อย...อะไรทำให้เจ้าคิดไปไกลถึงขนาดนั้นนะ?

ใบหน้าหวานที่มองตรงมาอย่างต้องการคำตอบทำให้ร่างสูงต้องถอนหายใจอย่างหนักหน่วงอีกคราเมื่อเอ่ยตอบคนตรงหน้าอย่างตัดสินใจเด็ดขาด...ถ้าข้าไม่พูดเจ้าก็คงจะไม่รู้ตัวเลยสินะ?

“ข้าไม่เคยโกรธเจ้าชินเร”

“ข้าน้อยไม่เชื่อขอรับ! ก็ที่ท่านทำทั้ง....”

“ตรงกันข้าม......ข้ารักเจ้า!”

น้ำเสียงเน้นหนักที่เปล่งออกมาแค่ประโยคเดียวกลับทำให้คำตัดพ้อมากมายที่กำลังจะออกมาจากปากแดงต้องค้างคาแค่นั้นเมื่อเจ้าของคำพูดทำให้แค่อ้าปากค้างจ้องคนตรงหน้าอย่างตกตะลึง!!

แม้กระทั่งตอนที่มือใหญ่ดึงใบหน้าเจ้าตัวไปเพื่อก้มลงมองใกล้ๆ ....ชินเรก็ยังไม่หายจากอาการถูกสาปเมื่อร่างบางแทบไม่ได้ต่อต้านอะไรเลยได้แต่แหงนหน้ามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อทั้งสายตาและหูของตัวเอง

“ที่ข้าทำลงไปทั้งหมดก็เพราะรักเจ้า....ดังนั้นข้าให้สัญญากับเจ้าไม่ได้หรอกนะชินเรเพราะความรักของข้าไม่ใช่แค่มองเฉยๆ รักของข้าคืออยากเป็นเจ้าของ.....อยากจูบ...อยากกอด...อยากทำอะไรหลายอย่างเยอะแยะไปหมด...” เสียงกระซิบช่างอ่อนหวานเหลือเกินยิ่งเมื่อมือใหญ่กระชับหัวสวยให้หน้าหวานแนบเข้ามาชิดยิ่งขึ้นจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนที่รินรดใบหน้า

“.....อย่างนี้......”

แล้วคนพูดก็ทำอย่างที่ว่าจริงๆ เมื่อเอียงหน้านิดๆ เพื่อแนบทั้งปากทั้งจมูกลงไปบนแก้มหอมๆ ของชินเรหนักๆ เสียงห้าวที่กระซิบเบาๆ เมื่อเลื่อนจมูกไปทั่วแก้มเนียนเหมือนจะเรียกความรู้สึกทั้งหมดของร่างบางมาไว้ตรงนั้นเมื่อเจ้าตัวรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนจนแทบระเบิด!

“อภัยให้ข้าด้วยเถอะนะชินเร......อภัย....ที่รักเจ้าจนควบคุมตัวเองไม่ได้”

แล้วเมื่อริมฝีปากร้อนนั่นเคลื่อนมาจนจะเจอกับริมฝีปากเล็กและทำท่าจะบดลงไปหนักๆ อีกครั้งชินเรก็ได้สติเอาตอนนั้นเอง มือเรียวที่แข็งค้างไปเป็นครู่จึงถูกยกมาเพื่อผลักอกกว้างที่ไม่ทันได้ตั้งตัวออกเต็มแรง!

“ชินเร.....”

แต่ใบหน้าที่มีแววประหวั่นจนปิดไม่มิดและร่างที่ผงะถอยไปข้างหลังอย่างตกใจทำให้มือใหญ่ที่ยกไปหมายจะดึงร่างบางเข้ามาใกล้อีกครั้งต้องชะงักอยู่กลางอากาศ ปากแดงอ้าสั่นๆ เหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงไหวเมื่อหันหน้าหนีไปดื้อๆ และวิ่งออกจากห้องไปเลย!

“ชินเร....”

ปัง!!!

เสียงอ่อนระโหยที่ดังตามหลังมาทำให้ร่างบางทำหน้าทำใจแทบไม่ถูก ชินเรตอนนี้จึงมึนตื้อจนจับต้นชนปลายไม่ได้

ผู้ชายคนนั้นรักเขา! คนชอบแกล้ง ชอบกวนประสาทคนนั้นรักเขา!!

ในหัวร่างบางที่กำลังเดินแกมวิ่งขณะนี้จึงมีแต่คำบอกรักจากร่างสูงวนซ้ำไปมาเต็มไปหมด เจ้าตัวคงไม่รู้กระมังว่าตอนนี้หน้าหวานๆ นั่นแดงจัดไปหมดจนถึงใบหูเรียกให้คนที่เดินผ่านมองตามอย่างแปลกใจได้ดี และเจ้าตัวก็คงไม่รู้อีกเช่นกันว่าคนตัวโตที่ถูกทิ้งไว้ในห้องทำงานก็กำมือตัวเองแน่นอย่างหมายมั่นมากเพียงใด!




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 19:20:58 น.
Counter : 102 Pageviews.  

Chapter 9 งาน

“ชินเรจัง....หยิบพู่กันมาให้ข้าที....”


“ชินเรจังจังขอน้ำชาหน่อย”


“ชินเรจัง...ข้าหิวแล้วน้า....จะกินข้าวๆๆๆๆๆ”


“เงียบๆ ทีขอรับ! ข้าก็บอกนางกำนัลไปแล้วนี่ ท่านยังไม่ได้อีกเหรอขอรับ!” ตวาดอย่างนึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้วกับความเอาแต่ใจไม่มีที่สิ้นสุดนั่น

ทำไมคนๆ นี้ถึงได้ทำตัวเด็กเช่นนี้นะ ในขณะที่เขาซึ่งเป็นคนระเบียบจัด คนที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ริมหน้าต่างข้างหลังเขากลับเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ง่ายเกินเพราะไม่พิถีพิถันกับมารยาทหรืออะไรเลยน่ะสิ!

ได้โปรดเถิดขอรับพระจักรพรรดิแดง....ขออย่าให้เคโคคุติดนิสัยกวนประสาทมาจากผู้ชายคนนี้เลย

“อ๋อ...ข้าวน่ะได้แล้วล่ะ....แต่มันไม่มีมือเลยน่ะ....ชินเรจังมาป้อนให้ทีสิ”

ฮึ่ม!! ทำไมนะ! ทำไมเจ้านายเขาถึงได้กวนโมโหเขาได้ทั้งวันเลย ทำไมคนที่สั่งงานเขาอย่างนี้ถึงไม่ใช่ท่านฟุบุกินะ ทำไมต้องเป็นเจ้าหมีบ้านี่ด้วย ทำไม!

หากรู้ว่าการได้เป็นผู้คุมกฎแล้วต้องมาคอยเป็นเบ๊ให้สี่ผู้เฒ่าคนนี้เรียกใช้ล่ะก็....ชินเรก็ไม่ได้อยากเป็นนักหรอกนะ ถ้าไม่ติดว่ามันแลกกับอิสระที่จะได้ไปไหนมาไหนและการได้เจอกับเคโคคุ...แต่...เคจังก็ยังไม่กลับมาเลย...เฮ้อ...ตอนนี้ชินเรชักอยากจะยกตำแหน่งนี้คืนซักเดือนจริงๆนะ แล้วตอนเคจังกลับมาค่อยกลับมารับตำแหน่งใหม่จะได้เจอเคโคคุเลย แต่.....มันก็ได้แค่คิดล่ะนะ เพราะเขาจะทำอะไรได้

ใช่สิ! แค่ผู้คุมกฎอย่างเขาจะทำอะไรได้!

มันเริ่มทำอะไรไม่ได้อย่างนี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว...ตั้งแต่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ตอนที่เข้ารับตำแหน่งและประชุมสรุปงานโดยมีท่านฟุบุกิเป็นประธาน

ในที่ประชุมก็มีการตกลงกันว่าจะให้ใครไปช่วยงานท่านไหนเป็นพิเศษ พูดง่ายๆ ก็คืออยู่ในสังกัดใครนั่นล่ะ

เท่าที่ชินเรพอจะกำหนดได้ ท่านฟุบุกิก็เปรียบเสมือนเสนาบดีฝ่ายในที่คอยปกครองดูแลเรื่องทุกอย่างในตระกูล ท่านฮิชิงิก็เป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย เป็นฝ่ายที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาและการศึกษาจะออกแนวบุ๋นหน่อยๆ

ส่วนท่านยุอันซึ่งเป็นเหมือนเสนาบดีฝ่ายขวาเป็นคนที่คอยจัดการดูแลความสงบเรียบร้อยในตระกูลและคอยปราบปรามเวลามีการโต้เถียงหรือคอยสอบสวนตรวจสอบเมื่อมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น ก็คือออกแนวบู๊นั่นเอง ซึ่งคงจะเข้ากับนิสัยของเจ้าตัวที่ชอบหาเรื่องชาวบ้านพอดี

และท่านสุดท้ายคือท่านโทคิโตะ....จนถึงตอนนี้ชินเรก็ไม่รู้จริงๆ ว่านอกจากรูปลักษณ์ที่น่ารักและคำทำนายที่แม่นยำแล้ว เจ้าตัวมีหน้าที่อะไรอื่นอีก?

และท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในที่ประชุมอันศักดิ์สิทธิ อยู่ๆ ท่านยุอันก็พูดโพล่งขึ้นมาดื้อๆ ว่า

“ทุกคนไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ ผู้คุมกฎมี 10 คน ห้าดาราตอนนี้มี 3 คน และสี่ผู้เฒ่าก็มี 4 คน มันจะหารลงตัวได้ไง?”

“มันก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว” มีเพียงท่านฟุบุกิเท่านั้นที่ส่งเสียงกล่าวตอบในขณะที่ทุกคนแทบจะพยักหน้าตาม

“และก็ใช่ว่าจะเป็นการแบ่งตายตัวเสียเมื่อไร แค่เป็นการกำหนดอย่างคร่าวๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร”

“แต่ข้าว่ามันสำคัญอยู่นา....การเลือกคนให้เหมาะกับงานและการทำงานนั้นจนเชี่ยวชาญ ย่อมจะทำให้เกิดประโยน์สูงสุดได้...จริงมั้ย?”

“อืมๆ” เสียงตอบรับในลำคอดังขึ้นจากหลายๆ คนที่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับท่านทั้งสอง

“แล้วเจ้ามีความคิดอะไรแผลงๆ อีกล่ะ”

และก็คงมีเพียงท่านฟุบุกิเท่านั้นที่กล้าซักถามในขณะที่คนอื่นๆ มองหน้าสี่ผู้เฒ่าสองคนสลับกันไปมา ส่วนสี่ผู้เฒ่าที่เหลือสองคนน่ะรึ? อีกคนก็เอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างดูใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีอย่างเงียบๆ ตามเคย ส่วนอีกคนก็หยิบดอกไม้ที่ปักอยู่ในแจกันข้างหน้าตนขึ้นมาพลิกดูอย่างไม่สนใจการประชุมเอาซะเลย

“เปล๊า...ก็แค่คิดว่าจะลองเสนอหนทางง่ายๆ ให้ทุกคนลองฟังดู” ทั้งห้องในตอนนี้ยกเว้นท่านฮิชิงิกับท่านโทคิโตะต่างหันไปจ้องท่านยุอันเป็นตาเดียว

“ก็ลองคิดดูสิ! หากผู้คุมกฎเหลือ 9 คน และสี่ผู้เฒ่าเหลือ 3 คน มันก็จะหารลงตัวพอดีจริงมั้ย?”

“อืมๆ” เสียงตอบรับที่เห็นด้วยดังขึ้นมาจากผู้เข้าร่วมประชุม แต่...แล้วมันจะทำอย่างไรล่ะ?

“สี่ผู้เฒ่าหนึ่งคนก็เลือกห้าดาราที่มี 3 คนได้หนึ่งคน แล้วก็เลือกสิบผู้คุมฎที่มี 9 คนได้สามคน ลงตัวดีใช่มั้ยล่ะ”

“แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง...ในการที่จะทำให้สีผู้เฒ่าเหลือแค่ 3 คน.....หรือว่า...ท่านจะยอมลาออกไปเองรึไงกัน ยุอัน?”

เสียงโพล่งถามกวนๆ ดังมาจากท่านโทคิโตะที่ดูเหมือนจะเริ่มสนใจการประชุมขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เพราะคำพูดของท่านจึงทำให้บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบขึ้นมาทันที!

“โถๆๆๆ เจ้านี่มันเด็กทั้งรูปร่างและความคิดเลยนะโทคิโตะ ทั้งๆ ที่ ‘พ่อ’ เจ้าออกจะเก่งเป็นถึง ‘หัวหน้าสี่ผู้เฒ่า’ แท้ๆ เจ้ากลับคิดได้แค่นี้รึไง...”

“อย่าพูดถึงคนทรยศนั่นนะ!!”

แต่ก่อนที่ร่างเล็กจะเปิดสงครามกับร่างสูง ฟุบุกิที่นั่งคั่นกลางทั้งสองอยู่ก็รีบตรึงบาเรียขึ้นมากั้นพลังจู่โจมของโทคิโตะทันทีท่ามกลางสายตาหวั่นใจของคนที่เข้าร่วมประชุม

“หยุดนะ! ทั้งสองคน เรากำลังอยู่ในที่ประชุมนะ!!”

“ขอรับท่านฟุบุกิ” ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ถึงแม้ในใจจะเดือดปุดๆ เมื่อเห็นคู่กรณียังแอบเลิกคิ้วและแลบลิ้นมาให้อย่างล้อๆ แต่เพราะเกรงใจท่านฟุบุกิจึงสลายพลังและนั่งลงเหมือนเดิม ที่ทำได้ก็แค่เพียงส่งสายตาอาฆาตออกไปแทน

“เจ้าจะพูดอะไรก็เข้าเรื่องซักทียุอัน อย่าอ้อมค้อมนักเลย” ท่านฟุบุกิที่คงจะเริ่มปวดหัวกับการประชุมครั้งนี้ขึ้นมาบ้างแล้วจึงได้รีบกล่าวตัดบทร่างสูงให้พูดให้จบเรื่องโดยเร็ว

“ท่าน ‘หัวหน้าสี่ผู้เฒ่า’ เองก็ใจร้อนอยากรู้เหมือนกันเรอะ สมกับเป็นสาย...”

“ยุอัน!!”

“ขอรับๆ ข้ากลัวแล้ว ถ้าท่านอยากรู้มากขนาดนั้นล่ะก็ ข้าจะบอกให้ก็ได้นะ ไม่ต้องเร่งข้ามากขนาดนั้นหรอกน่า...”

ขณะที่คนอื่นที่มีตำแหน่งด้อยกว่ากำลังรอลุ้นว่าการประชุมคราวนี้จะเป็นไปในทิศทางไหนเพราะไม่มีคราใดที่การประชุมที่มีสี่ผู้เฒ่ามาเข้าร่วมครบองก์ประชุมอย่างพร้อมเพรียงแล้วจะเป็นไปได้ด้วยดีนั้น...แทบจะไม่มีเลย ท่านยุอันจึงได้พูดเฉลยถึง ‘วิธีการ’ ของท่านขึ้นมา

“ก็ง่ายๆ..... แค่สี่ผู้เฒ่าคนหนึ่งเลือกเพียงแค่สิบผู้คุมกฎมาคนหนึ่ง มันก็ลงตัวแล้วเห็นมั้ย ไง.....เข้าใจรึยังโทคิโตะ... หรือจะเอาแบบช้าๆ และละเอียดกว่าเมื่อกี้ก็ได้นะ ข้าเข้าใจ....ว่าเจ้ายังเด็กเลยตามไม่ทัน” ไม่วายหันไปหาเรื่องร่างเล็กที่นั่งทำหน้าบึ้งอยู่และเริ่มจะปล่อยจิตสังหารออกมาอีกแล้ว...

“ยุอัน!” และเสียงสำทับหนักๆ ก็ยังดังมาจากปากท่านฟุบุกิเช่นเคย

“ขอรับๆ ท่านหัวหน้าสี่ผู้เฒ่า ข้าน้อยแค่จะบอกว่า ข้าจะยอมเป็นผู้เสียสละคนนั้นเอง โดยข้าจะเลือกแค่สิบผู้คุมกฎชินเรแค่คนเดียวเท่านั้น ดีมั้ยล่ะ ทีนี้ทุกคนก็จะแบ่งงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ง่ายดีใช่มั้ย? ก็ข้ามันฉลาดนี่นา...ฮะๆๆๆ”

ประโยคยาวๆ จากเจ้าตัวกลับมีแก่นแท้อยู่แค่ประโยคเดียว

‘อะไรนะ!’

ในตอนนี้ชินเรจึงได้เงยหน้าขึ้นจ้องร่างสูงอย่างตกใจ ในขณะที่คนอื่นกลับหันมาจ้องมองร่างบางเป็นตาเดียวแทน

“ก็อย่างที่บอกล่ะนะทุกๆ คน ข้ามันใจดีอยู่แล้ว ทุกคนว่าความคิดที่ข้าเสนอดีมั้ยล่ะ?”

“ขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากผู้ที่เข้าร่วมประชุม

ก็ใครล่ะ...จะกล้าบอกว่าความคิดของสี่ผู้เฒ่าไม่ดี!

“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ”

“เดี๋ยว!”

ชินเรที่ตอนนี้เพิ่งจะหาเสียงตัวเองเจอต้องรีบร้องบอกขึ้นมาอย่างร้อนรนทันที ก็คนที่เขาอยากช่วยงานคือท่านฟุบุกิต่างหาก และถ้าไม่ใช่ท่านฟุบุกิก็ขอเป็นท่านฮิชิงิ หรือไม่ก็ท่านโทคิโตะก็ยังดี ไม่ใช่ร่างสูงที่เพิ่งสรุปรวบรัดคนเดียวเมื่อกี้แน่ๆ เมื่อวานเพิ่งแกล้งเขาที่สวนฮารุไปหยกๆ หากไปทำงานด้วยกันจะโดนแกล้งอะไรอีกบ้างก็ไม่รู้...

“มีปัญหาอะไรขัดข้องรึไง...ท่านสิบผู้คุมกฎชินเร”

น้ำเสียงที่เพิ่งกล่าวอย่างเรียบนิ่งเป็นงานเป็นการครั้งแรกดังขึ้นมาถามเขา ในขณะที่คนอื่นๆ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะตอบไปว่าอย่างไร

“คือ...”

สายตาหลายสิบคู่ที่จ้องตรงมาก็ทำเอาชินเรประหม่าได้เหมือนกัน นี่มันในที่ประชุมและผู้ชายคนนั้นก็เป็นถึงสี่ผู้เฒ่า และจะให้เล่าเรื่องที่ ‘ขัดข้อง’ เมื่อวานขึ้นมาได้อย่างไร แล้วตอนนี้เขาจะทำอะไรได้เล่านอกจาก...

“ไม่มีขอรับ”

ชินเรจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับตำแหน่งผู้ช่วยของท่านยุอันไปพร้อมๆ กับสบสายตาเห็นใจที่ส่งมาให้จากท่านฟุบุกิ แต่หัวหน้าสี่ผู้เฒ่าก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันเนื่องจาก ‘ความลับ’ ที่ยุอันกุมเอาไว้และทำท่าจะเผยกลางที่ประชุมเมื่อครู่

ทั้งๆ ที่ในใจคิดว่าจะพยายามไม่เจอหน้าผู้ชายคนนี้เป็นอันขาดแล้วนะ การถูก ‘แกล้ง’ ที่สวนฮารุเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรๆ เลย จะถามใครก็ไม่ได้แม้แต่ริริ เพราะไม่รู้จะเล่ายังไง จะบอกว่าเป็นเรื่องของคนอื่น...การโกหกก็เป็นสิ่งไม่ดีอีก ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้อะไรบ้างเลยหรอกแต่ที่เขาพอรู้มาบ้างมันเป็นผู้ชายกับผู้หญิงไม่ใช่เหรอ...เหมือนที่ท่านพ่อรักท่านแม่ แล้ว...ชายกับชายนี่มันคืออะไร...มันเรียกว่าอะไรกัน...แล้วยัง...


“มัวเหม่ออะไรอยู่...หืม” เสียงทุ้มที่กล่าวกระซิบอยู่ริมหูทำให้ชินเรต้องรีบเรียกสติกลับมา ในขณะที่คนพูดท้าวแขนทั้งสองข้างกับขอบโต๊ะกันเขาไว้ในอ้อมแขนตัวเองกลายๆ พวงผมสีเงินยาวที่ถูกมัดไว้ด้วยผ้าสีฟ้าถูกจับลูบเล่นแล้วก็จับยกไปไว้ทางด้านหน้าไหล่ซ้ายของเจ้าตัว

“ข้าเรียกเจ้าหลายครั้งแล้วนะ...” เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้งพร้อมๆ รู้สึกได้ถึงปลายลิ้นอุ่นชื้นของคนข้างหลังกำลังไล้เลียติ่งหูข้างขวาของตนอยู่

“อ้ะ! ปละ...ปล่อยขอรับ! นี่มัน...ที่นี่มัน...อ้ะ!”

เสียงหวานเผลอครางออกมาอีกครั้งเมื่อคนข้างหลังปล่อยมือจากขอบโต๊ะก็จริงแต่กลับมากดบ่าเขาที่กำลังจะลุกทั้งสองข้างไว้แทน แล้วแถมริมฝีปากร้อนนั่นยังเลื่อนมานาบบนต้นคอเขาอีก

“อ้ะ! อื้อ”

ทำไม! อารมณ์แบบนี้มันอะไรกัน แค่โดนสัมผัสแบบนี้นิดหน่อยทำไมตัวเขามันถึงได้ร้อนขึ้นมาอย่างนี้

ลมหายใจอุ่นร้อนผ่าวรินรดอยู่บนต้นคอเขาในขณะที่ริมฝีปากร้อนทั้งดูดเม้มและไล้เลียจนชินเรสะดุ้งแล้วสะดุ้งเล่า มือเรียวถูกยกขึ้นแกะทั้งมือใหญ่และดันใบหน้าคมๆ นั้นออกห่าง แต่เช่นเคย...คนข้างหลังก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแต่อย่างใด ซ้ำมันกลับเป็นการเร่งให้ริมฝีปากร้อนนั่นมันเลื่อนลงไปประทับที่ซอกคอเขาแทน ในขณะที่มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนออกจากบ่าของชินเร ไม่ใช่เพราะมือชินเรแกะมันออกได้หรอกนะ หากแต่เจ้าของมือยกมันออกเพื่อจะเลื่อนเข้าไปใต้ชายเสื้อสีฟ้าของเขาเพื่อที่จะลูบแผ่นอกเนียนนุ่มมือนั้นเล่นต่างหาก

“อื้อ! ไม่นะ อ้ะ!”

ชินเรถึงไม่อยากใช้ปากห้ามไง เพราะมันเผลอส่งเสียงแปลกๆ แบบนี้ออกมาอีกแล้ว และถึงห้ามไปก็ไร้ประโยชน์เพราะใบหน้าคมก็ยังซุกอยู่ที่ซอกคอเขาไม่หยุดแถมมือข้างนั้นมันยังเลื่อนเข้าไปใกล้ยอดอกเล็กของเขาเร็วขึ้นด้วย

ตอนนี้ในใจชินเรจึงทั้งสับสนวุ่นวายและหัวสมองมันเบลอๆ ไปหมดจนไม่รู้จะตั้งสมาธิเรียกพลังออกมาได้ยังไง และถึงทำได้จริง มังกรวารีของเขาก็ทำอะไรสี่ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แถมตัวเขากลับยิ่งโดนแกล้งหนักขึ้นกว่าเดิมดูอย่างเมื่อ 3 วันก่อนเป็นตัวอย่างสิ

สิ่งที่ร่างบางทำได้ตอนนี้จึงเป็นการกัดริมฝีปากแน่นและใช้เพียงแค่กำลังกายในกายดิ้นรนบิดหนีการรุกรานทั้งปากและมือของคนที่ยืนซ้อนหลังตนอยู่ และในขณะที่มือใหญ่ข้างหนึ่งที่เลื่อนไปแตะยอกอกเล็กนั่นกำลังจะบีบมันเล่นและมืออีกข้างที่บิดปลายคางเรียวให้หันมาเพื่อจะเอียงหน้าประทับริมฝีปากของตนลงไป...

“ท่านยุอันขอรับ”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นหลังบานประตูหน้าก็ทำให้ทั้งสองร่างในห้องชะงักขึ้นมาทันที ขณะที่อีกคนลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก อีกคนก็ขมวดคิ้วอย่างเคืองๆ และจ้องไปที่ประตูแทน

“มีอะไร โคคิ!”

คนข้างหลังบานประตูที่กำลังนั่งคุกเข่ารายงานคงพอจับน้ำเสียงหงุดหงิดนั้นได้จึงรีบรายงานต่อเร็วปรื๋อ

“มีสัตว์ประหลาดอาละวาดอยู่แถวๆ เขต 4 ขอรับ จากการตรวจสอบข้าน้อยคิดว่าน่าจะหลงมาจากเขาวงกตใต้ดินเพราะที่นั่นมันอยู่แถวๆ ทางลงใต้ดินที่สั้นที่สุดขอรับ ข้าน้อยได้สั่งให้ทหารของเราเดินทางไปก่อนแล้ว แต่นอกจากเจ้าสัตว์ประหลาดตัวมันจะใหญ่มากแล้วตัวมันยังแข็งมากจนอาวุธของเราทำอะไรไม่ได้เลยขอรับ ตอนนี้ทหารของพวกเราจึงทำได้แค่ต้านมันเอาไว้เท่านั้น ท่านยุอันได้โปรดสั่งการด้วยขอรับ”

พอรายงานเสร็จองครักษ์คนสนิทก็เงียบไปเลย คงจะรีบหายใจนั่นเอง เพราะเมื่อกี้รายงานซะเร็ว ไม่สะดุดซักคำ บางที....เวลาโกรธผู้ชายคนนี้อาจจะน่ากลัวนิดหน่อยล่ะมั้ง ไม่งั้นท่านโคคิคงไม่กลัวขนาดนั้น แต่หน้าที่ยิ้มๆ ตลอดเวลานี่เขาก็เดาตอนที่เจ้าของหน้าทำหน้าบึ้งไม่ออกเลย....

“ฮึ่ม! ทำไมต้องมาอาละวาดตอนนี้ด้วยนะ!”

ตอนนี้ชินเรรู้สึกได้ว่าฝ่ามือใหญ่ละจากการสัมผัสตัวเองแล้ว แต่ก่อนที่ร่างบางจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง ข้อมือเรียวข้างหนึ่งก็ถูกจับพร้อมกับฉุดร่างโปร่งลุกขึ้นเดินตามตัวเองออกไปทันที

“ไปด้วยกัน!”

“ไม่ขอรับ! ปล่อย!” มืออีกข้างพยายามดันฝ่ามือใหญ่ที่เกาะกุมมือตนออกก่อนจะรีบหาเหตุผลในการปฏิเสธมาให้

“ข้ายังมีงานต้องทำอีกเยอะ” ก็เพราะใครล่ะที่เอาแต่กวนเขาไม่หยุด งอแงไม่ต่างจากเด็กๆ งานมันถึงแทบไม่กระเตื้องเลย จะเอานู่นเอานี่อยู่ตลอดเวลา

ตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาที่ตัวเขาถูกผูกติดกับร่างสูงตลอด จนทุกคนมองเขาด้วยสายตาสงสัยกันทั้งนั้น โดยเฉาะอย่างยิ่งพวกนางกำนัล ไม่แค่สงสัยแต่เหมือนสายตาพวกนางเหมือนจะอิจฉาหน่อยๆ ด้วย ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ชายนะ ถ้าเป็นผู้หญิงจะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ แต่ทีกับท่านโคคิไม่เห็นพวกนางจะมองอย่างนั้นเลย

“และสัตว์ประหลาดแค่นั้น...แค่ท่านคนเดียวก็คงเพียงพอแล้วกระมัง” ตอนนี้เขาขอเวลาอยู่คนเดียวสักพักเถิด ขอหลบสายตาแปลกๆ ที่หลายๆ คนชอบมองหน่อย

“กลัวรึไงชินเรจัง?”

เสียงห้าวพูดอย่างล้อๆ ขึ้นมาโดยไม่สนว่าคนที่ตัวเองยึดข้อมือเอาไว้จะหยุดดิ้นและหน้าตึงๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

“เอาล่ะๆ ข้าเข้าใจแล้ว....พวกสัตว์ประหลาดมันคงน่ากลัวสำหรับเจ้ามากสินะ มันคงไม่ใจดีเหมือนพวกกรรมการคุมสอบผู้คุมกฎหรอกใช่มั้ย งั้นก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าเจ้า ‘กลัวมาก’ งั้นก็หลบอยู่ที่ห้องนี้คนเดียวก็ได้ เดี๋ยวข้าจะไปจัดการมันให้เองนะ” และร่างสูงก็ยังพูดต่อไปอีกแม้จะพอรับรู้ว่าคนตรงหน้าตัวเองเริ่มตัวสั่นขึ้นมาด้วยความโกรธพร้อมกับจ้องหน้าตัวเองด้วยสายตาพิฆาตก็ตาม

“อ้อ! ที่นี่มีผ้าห่มด้วยนะ อยู่ในตู้ใบนั้นแน่ะ ข้าเก็บไว้ใช้ตอนแอบอู้นอนน่ะ เจ้าจะเอามาห่มก็ได้นะ ‘ถ้าเจ้ามองไม่เห็นพวกมัน พวกมันเองก็คงมองไม่เห็นเจ้าหรอก’ จริงมั้ย...ชินเรจัง?”

“พอได้แล้วขอรับ! เลิกพูดจาเหยียดหยามข้าซักที! ข้าจะไปกับท่านก็ได้!”

“ไม่กลัวแน่เหรอ....” น้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่

“ท่านสี่ผู้เฒ่ายุอัน!” เสียงใสตวาดอย่างชักโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว

“ตกลงๆ ไม่ต้องเรียกข้าซะเต็มยศอย่างนั้นหรอกนะ ในเมื่อเจ้าอยากไปนัก ข้าจะพาเจ้าติดไปด้วยก็ได้ เฮ้อ! ดูแลเด็กนี่มันเหนื่อยซะจริ๊ง...เดี๋ยวเอาอย่างงู้น เดี๋ยวเอาอย่างงี้...ผู้ใหญ่อย่างข้าตามไม่ทันเอาซะเล้ย...เฮ้อ...เหนื่อยๆๆๆ”

“ท่านยุอัน!!” คราวนี้หน้าแดงจัดนั่นโกรธจริงๆ

“อ้าวๆ อย่าเพิ่งโกรธสิ ข้าเคยบอกแล้วไงว่าตาเจ้าตอนโกรธมันสวย เดี๋ยวข้าก็อดใจไม่ไหวกันพอดี คราวนี้สัตว์ประหลาดที่ไหนจะอาละวาดข้าก็อาจจะไม่สนใจมันเท่ากับที่สนใจเจ้าก็ได้นะ!”

ฮึ่ม!! แล้วชินเรจะทำอะไรได้นอกจากต้องก้มหน้างุดซ่อนหน้าซ่อนตาตัวเองจากสายตาของร่างสูงที่ลากเขาเดินออกจากห้องผ่านท่านโคคิที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินตามพวกเขามา

“ปล่อยขอรับ! ข้าเดินคนเดียวได้” สะบัดอย่างพยายามไม่ให้มันเป็นที่สะดุดตาหลายๆ คนที่กำลังจ้องมองมาที่พวกเขาสามคนอย่างสนใจ เขาที่เป็นแค่ผู้ช่วยควรจะลงไปเดินข้างๆ ท่านโคคิ ไม่ใช่เดินไปโดยมีสี่ผู้เฒ่าจูงมืออยู่เช่นนี้

“ไม่เอา...ฟุบุกิบอกว่าเจ้าไม่ค่อยออกไปไหนไม่ใช่เหรอ...เดี๋ยวก็หลงทางหรอก ขนาดน้องเจ้าที่เดินตามหลังข้ามาติดๆ พอหันไปอีกทีก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้....เจ้าที่เป็นสายเลือดเดียวกันก็คงไม่ต่างกันนักหรอกมั้ง”

“เคโคคุ! เคโคคุหรือขอรับ!น้องของข้าชอบหลงทางหรือขอรับ!”


นั่นไง...เอาอีกแล้ว พูดถึงเจ้านั่นเป็นไม่ได้..


ร่างสูงคิดขึ้นมาในใจอย่างเคืองๆ เพราะตลอดเวลา 2 อาทิตย์นี้ที่เขาพยายามยึดร่างบางไว้กับตัวเอง หากพอเผลอพูดถึงเจ้าเด็กเอ๋อนั่นขึ้นมาหน่อยเดียว ชินเรจะถามไม่หยุดเลยว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง หน้าตาเป็นไง ยังกินข้าวอยู่ดีหรือเปล่า มีนิสัยยังไง ชอบอะไรมากที่สุด และอีกสารพัดคำถามที่ร่างโปร่งถามเขา โดยตัวเขาซึ่งหงุดหงิดเพราะอาการหึงเล็กๆ ก็เลยจัดการตัดความรำคาญนั้นด้วยการปิดปากสวยๆ นั่นซะ หรือไม่ก็ทำอะไรที่มันมากกว่านั้นจนชินเรจะลืมๆ ไปแล้วนั่นล่ะว่าจะถามอะไรเขาถึงได้ปล่อย

และตอนนี้ถ้าไม่รีบตัดบท คำถามพวกนั้นก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว!

“ข้าจะปล่อยมือเจ้าก็ได้ถ้าเจ้าเดินจะตามมาเงียบๆ ไม่ถามอะไรจุกจิก และหากเจ้าทำตัวน่ารำคาญนัก นอกจากข้าจะไม่ปล่อยแล้ว ข้าจะทำอย่างที่ ‘เคยๆ ทำ’ ในห้อง ตอนนี้และที่นี่ด้วย! จะเอายังไง...ชินเรจัง?”

“ข้าจะไปเดินกับท่านโคคิขอรับ” เสียงตอบรับอย่างหงอยๆ มาจากเจ้าของใบหน้าที่เปลี่ยนจากยิ้มกว้างมาเป็นเซื่องซึมพร้อมกับที่เจ้าตัวถอยลงไปเดินคู่กับองครักษ์ของเขาที่เดินตามมาอย่างเงียบๆ

เห็นหน้านั่นมันก็อยากจะปลอบหรอกนะ แต่ขออย่างเดียวอย่าเป็นเรื่องของเจ้าหนูนั่นก็พอ เขาทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะเห็นหน้าสวยๆ นั่นยิ้มกว้างด้วยเรื่องของชายอื่น



‘ฮึ! ทำไมขี้งกนักก็ไม่รู้ เล่าหน่อยก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ’


เสียงบ่นในใจเป็นของชินเรที่ตอนนี้ลงมาเดินคู่กับองครักษ์โคคิ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปยิ้มให้กับร่างหนาข้างๆ ตามมารยาทอันดี แต่ยิ้มที่มาจากหน้าสวยๆ นั่นแทนที่จะสร้างมิตรภาพกลับทำให้ใบหน้าห้าเหลี่ยมขององครักษ์คนสนิทแดงเรื่อขึ้นมาพร้อมกับที่เจ้าตัวหันหน้าหนีไปทางอื่นทันที

‘ขออย่าให้ท่านยุอันหันมาเห็นตอนนี้เล้ย ท่านยิ่งตาดีๆ อยู่ด้วย ถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้ว่าเวลาที่ท่านน่ากลัวเป็นอย่างไร แต่ข้านี่แหละที่รู้ดีที่สุดเพราะอยู่กับท่านมานาน นานจนไม่อยากจะเห็นตอนนั้น และยิ่งไม่อยากเป็นสาเหตุของความโกรธนั้นด้วย’

“ท่านโคคิ...”

“ขอรับ” เสียงตอบออกมาจากหน้าที่ยังหันหนีไปอีกทาง

“อย่าพูดสุภาพกับชินเรเช่นนั้นเลยขอรับ แม้จะดูที่วัยวุฒิท่านก็คงถือได้ว่าเป็นพี่ชินเร และหากนับกันตามตำแหน่งท่านก็ยังตำแหน่งสูงกว่าซะอีก ชินเรควรเป็นฝ่ายแสดงความนอบน้อมต่อท่านมากกว่า ให้ชินเรเรียกท่านว่าท่านพี่เถอะนะขอรับ”


‘ฮึ! ทีกับเขาล่ะพูดเสียงแข็ง แต่กับเจ้าโคคิล่ะก็พูดเสียงอ่อนเสียงหวานเชียว อย่านะโคคิ เจ้าคงรู้จักความน่ากลัวของข้าดี ข้ายังไม่ได้ถูกเรียกแบบนั้นเลย ถ้าเจ้าเผลอตอบรับล่ะก็...ข้าเล่นงานเจ้าแน่!’


“ได้สิ! มีเด็กน่ารักอย่างเจ้าเป็นน้อง...ข้าก็...”

และคงเพราะการที่เขาหยุดเดินกึก! คงทำให้เจ้าคนบ้ายอนั่นรู้สึกตัวขึ้นบ้างแล้ว เพราะเสียงที่กล่าวประโยคต่อไปเป็นเสียงปฏิเสธสั่นๆ ไม่ใช่น้ำเสียงเขินจัดเช่นเมื่อครู่

“มะ...ไม่ดีกว่านะ ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ดูโลกไปนานๆ เรียกแค่ชื่อข้าเฉยๆ ก็พอนะชินเร...ถ้าเจ้าจะกรุณา...” แล้วก็รีบหาเรื่องพูดต่อทันทีเพื่อไม่ให้ร่างบางต้องซักต่อ

“เออ!จริงสิ! คอเจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมีรอยแดงๆ ข้าพกยาไว้ติดตัวนะถ้าเจ้าจะ....”

และเจ้าองครักษ์ปากไวของเขาคงจะพอรู้แล้วว่าสาเหตุของรอยน่าจะมาจากอะไรเพราะน้ำเสียงกระตือรือร้นนำเสนอยาวิเศษของตัวเองที่มักยัดเยียดให้เขาใช้ประจำนั่นมันเงียบหายไปซะเฉยๆ

“จริง ๆหรือขอรับ โดนอะไรกัดนะข้าไม่เห็นรู้ตัวเลย กระจกวารี...” เสียงแกร็กที่ดังขึ้นเบาๆ คงเป็นกระจกน้ำที่เจ้าของเรียกมาใช้

“จริงด้วยสิ...มีรอยจริงๆ ด้วย ทำไมนะ? ตอนเช้ายังไม่เห็นมีเลย หรือเพิ่งถูกกัดตอน....” และเจ้าตัวก็คงพอรู้ตัวแล้วเช่นกันว่ารอยมันมาจากไหน เพราะเสียงใสนั่นก็เงียบตามโคคิไปอีกคน….

ดี! เงียบๆ กันได้ซักที! เข้าหน้ากันไม่ติดเลยยิ่งดี! พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องสนิทกันให้ข้าหึงเล่น!


หากแต่....ความเงียบไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมขององครักษ์หน้าเหลี่ยมโคคิ....เขาน่าจะรู้ดี เพราะหลังจากนั้นไม่นานเจ้านั่นมันก็หาเรื่องมาคุยกับชินเรของเขาจนได้ แถมคนของเขาเองยังคุยกับเจ้าโคคิซะดิบดี อย่างเคารพนบนนอบแบบเต็มใจด้วย ไม่ใช่จำใจเหมือนตอนที่คุยกับเขา ในใจมันก็อยากจะดึงร่างบางขึ้นมาเดินเคียงคู่หรอกนะ แต่เพราะสัญญาที่ให้ไว้ตอนแรกมันทำให้ต้องฝืนทนไปคนเดียวเงียบๆ ในขณะที่ข้างหลังเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน รู้งี้น่าจะให้คำสัญญาที่มันคลุมเครือไว้ซะก็ดีจะได้ผิดสัญญาง่ายๆ หน่อย แต่...ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเสร็จงานวันนี้ล่ะก็....

เจ้าตายแน่ โคคิ!!

..................................................................

..............................

.....


โครม!! กรี๊ด!!

เมื่อเดินมาได้ซักพักก็ถึงเขต 4 ที่กำลังมีสัตว์ประหลาดอาละวาดอยู่ประมาณสิบกว่าตัว สัตว์ประหลาดตัวที่ว่าสูงราวๆ 6 เมตร รอบตัวเป็นเกล็ดหุ้มตลอดและคงแข็งมากเพราะเขาเห็นดาบของนักรบหลายคนที่หักไปเรียบร้อยแล้ว เฮ้อ! ท่าจะต้องยุ่งอีกแล้วสิ!

“ยัยแก่ชิโฮโดทำงานประสาอะไรเนี่ยถึงได้ปล่อยเจ้าพวกนี้ออกมาเพ่นพ่านได้เยอะขนาดนี้ นี่คงแอบอู้หนีงานไปเล่นอีกแล้วล่ะสิ! ไม่ไหวๆ ” พูดอะไรที่ตัวเองเข้าใจอยู่คนเดียวเสร็จเจ้าตัวก็หันมาสั่งคนข้างหลังต่อ

“เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ! อย่าเดินเที่ยวเล่นซุกซนล่ะ....เดี๋ยวหลง! ส่วนโคคิ.....ไปกับข้า”

พูดเสร็จร่างสูงก็เดินจากไปเลยอย่างไม่รอรับฟังความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับท่านโคคิที่รีบตามเข้าไปถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากไปนักก็ตาม

ถ้าอุตส่าห์ลากเขามาถึงนี่แล้วมาให้แค่ยืนดูเฉยๆ อย่างนี้ จะพามาทำไมกัน? และอีกอย่างเขาเป็นถึงผู้คุมกฎนะ...หากไม่ทำอะไรเลย...คนอื่นเขาจะมองยังไง

คิดได้ดังนั้นชินเรก็รีบวิ่งตามร่างสูงที่กำลังก้าวเข้าไปในลานที่กำลังวุ่นวายนั้น


“อ๊ากส์ๆๆๆ”

สิ้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่โดนไฟลุกท่วมร่างจนไหม้เกรียมในพริบตาที่ร่างสูงเดินผ่าน ความเงียบก็บังเกิดขึ้นหลังจากนั้นทันที! และยิ่งเมื่อสี่ผู้เฒ่ากระโดดเตะทีเดียว เกราะแข็งที่หุ้มร่างเจ้าตัวสัตว์ประหลาดอีกตัวหนึ่งก็ร่วงกราวลงมา ลูกเตะที่สอง...ตัวโตเทอะทะของมันก็เอนๆ ไปข้างหลัง และลูกเตะที่สาม...เจ้านั่นก็คอบิดสลบเหมือดไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย! ยิ่งทำให้ทั้งคนและไม่ใช่คนหันมามองร่างสูงเป็นตาเดียว

เพราะในเวลาประมาณสองชั่วยามที่ทหารเป็นร้อยเล่นชักเย่อกับสัตว์ประหลาดอยู่ แต่สี่ผู้เฒ่ายุอันกลับจัดการไปได้สองตัวในเวลาไม่ถึงสิบวินาที!

ผู้ชายคนนี้เก่งจนน่ากลัว!

และตอนนี้เจ้าตัวประหลาดที่เหลืออยู่เกินสิบก็หันมารุมล้อมร่างสูงแทนเพราะอย่างน้อยพวกมันก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า หากไม่รุม...ก็ไม่มีทางชนะแน่!

แต่กระนั้นชินเรก็ไม่เห็นท่านหยิบดาบขึ้นมาซักทีเอาแต่ใช้เฉพาะกำลังกายในการต่อสู้เท่านั้นแต่ท่านยุอันก็ยังสามารถล้มเจ้ายักษ์พวกนั้นไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่อนาทรร้อนใจเลย

และคนที่ใช้ดาบคงมีแต่ท่านโคคิที่กำลังต่อสู้อย่างทุลักทุเล ไม่ใช่เพราะท่านไม่มีฝีมือหรอกนะ เพราะเท่าที่ชินเรเห็น...ท่านองครักษ์คนนี้ก็นับว่าเป็นยอดฝีมืออยู่คนหนึ่งนั่นเอง แต่เพราะดาบของสัตว์ประหลาดที่ใหญ่พอๆ กับตัวท่านต่างหากที่เป็นปัญหา เพราะพอรับดาบยักษ์นั่นทีตัวท่านก็แทบทรุดเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นท่านโคคิก็สามารถจัดการมันไปได้ตัวหนึ่งล่ะ

ถึงตอนนี้ชินเรจะอยู่เฉยคงไม่ได้แล้ว!

“เข้ามาทำไม!” แม้จะอยู่กลางวงล้อมร่างสูงก็ไม่วายรู้ว่าเขาเดินเข้ามาแล้วแถมยังดุด้วยเสียงหนักๆ ด้วย

“ก็ท่านพาข้ามาทำไมล่ะขอรับ?” ตอบพลางยกดาบวารีในมือตนขึ้นรับดาบใหญ่จากคู่ต่อสู้

“ออกไป!!” ตวาดก่อนที่จะเป็นฝ่ายจัดการเจ้ายักษ์ที่โจมตีเขาด้วยลูกถีบติดๆ กันกี่ทีก็ไม่รู้ ดูไม่ทันจนเจ้ายักษ์นั่นเป็นฝ่ายล้มลงไปนอนตาเหลือกอยู่กับพื้น

“ไม่ขอรับ!” เสียงใสเถียงกลับในขณะที่ใช้พลังเรียกสายน้ำมาใช้เพราะดาบวารีในมือคงใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้เมื่อเกราะเจ้ายักษ์มันแข็งขนาดนี้

“ทำไมเจ้ามันดื้ออย่างนี้น้า...เหมือนน้องเจ้าไม่มีผิด!” ร่างสูงก็ทำอะไรเขาในตอนนี้ไม่ได้เช่นกัน พราะเจ้ายักษ์มันก็ดาหน้าเข้ามาหาที่ตายไม่ได้หยุดทำให้ต้องหันไปจัดการกับพวกมันก่อน

หากเป็นตอนปกติชินเรคงถามออกไปแล้วว่า ‘เคโคคุดื้อหรือขอรับ?’ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ที่เขาต้องรวบรวมจิตอย่างสูงเพื่อจัดการเจ้ายักษ์ตรงหน้าตัวเองก่อน

“สายโซ่วารี!”

สายน้ำที่ร้อยกันเหมือนโซ่ถูกซอกซอนเข้าไปใต้เกราะของลำคอใหญ่ ไม่มีอะไรที่น้ำที่ไร้รูปร่างจะไม่สามารถแทรกเข้าไปได้แม้มันจะแคบมากก็ตาม และที่สำคัญ...ทั่วร่างกายที่ถูกหุ้มด้วยเกราะ...จุดอ่อนที่สุดก็น่าจะเป็นคอ เพราะคงไม่มีใครหุ้มคอตัวเองจนแข็งขยับไม่ได้เป็นแน่!

โครม!!!

หากแต่การจะจัดการทำให้สัตว์ประหลาดตัวใหญ่โตนั่นมันขาดอากาศหายใจได้ ก็ใช้พลังและเวลาไปมากโขเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นชินเรก็จัดการไปได้อย่างน้อยหนึ่งตัวล่ะ

“เก่งเหมือนกันนี่” เสียงชมมาจากร่างสูงที่จัดการไปได้เป็นสิบแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่เจ้าตัวที่น่าจะเป็นหัวหน้าอยู่ตัวหนึ่งที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ

“แน่นอนขอรับ เพราะข้าน้อยไม่ได้ใช้ใบหน้าแลกกับตำแหน่ง!” ยืดอกนิดๆ อย่างภูมิใจที่สามารถโต้กลับได้บ้าง

“หึ หึ ที่แท้ก็งอนข้าเรื่องนี้นี่เอง ฮะๆๆ เจ้านี่มันเด็กจริงๆ ชินเรที่เอาเรื่องอย่างนี้มาเป็นอารมณ์! และอีกอย่างข้าว่า....บางที....เจ้ายักษ์นั่นมันอาจจะยอมแพ้เองก็ได้นะ...การได้ตายด้วยน้ำมือของคนสวยๆ นี่มันก็เป็นความฝันของผู้ชายหลายคนเลย อย่างข้าเป็นต้น...ไม่เป็นไรนะ...อย่างน้อยข้าก็เข้าใจเจ้านะ...เจ้ายักษ์ที่น่าสงสาร”

กวนประสาทได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ แต่ก่อนที่ชินเรจะโต้กลับไปเพราะความโมโห เสียงๆ หนึ่งที่ดังขึ้นก็ดึงความสนใจจากร่างบางได้มากกว่า

“แงๆๆๆๆๆๆๆ โฮๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

เสียงเด็กร้องไห้ที่นั่งแหมะอยู่ในวงล้อมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นเอง และเสียงนั่นคงทำให้เจ้าตัวหัวหน้ารำคาญพอควรเพราะดาบใหญ่ถูกยกฟาดลงไปบนตัวเด็กทันที!

‘ไม่ทันแน่!’

ชินเรคิดอย่างหวั่นใจก่อนจะรีบพุ่งตัวเข้าเข้าไปกันร่างเด็กไว้พร้อมเรียกพลังที่พอจะใช้ได้ตอนนี้ขึ้นมาก่อน

“กำแพงวารี!”

คงเจ็บไม่มากหรอกเพราะบาเรียคงช่วยกันได้บ้าง ตัวเขาแข็งแรงอยู่แล้วเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ถ้าเจ้าเด็กนี่โดนตรงๆ คงไม่รอดแน่!

หากแต่.....รอเท่าไหร่ดาบมันก็ไม่ฟันลงมาซักทีจนชินเรที่เอาตัวกันเจ้าเด็กน้อยไว้เริ่มจะเงยหน้าขึ้นมามองดูเหตุการณ์อย่างสงสัยและรู้สึกได้ว่ามีหยดน้ำหล่นแปะลงบนแก้ม

แล้วร่างบางก็รับรู้ว่าสิ่งที่หยดลงบนแก้มตัวเอง.....สิ่งที่ลอดบาเรียเข้ามากลับไม่ใช่ดาบ....

แต่เป็นเลือด!!

เลือดที่ว่ามันคือเลือดของสี่ผู้เฒ่ายุอันที่ไหลย้อยลงมาจากท่อนแขนแข็งแกร่งที่รับดาบใหญ่แทนเขา ก่อนที่ร่างสูงจะก้มลงเก็บดาบของเหล่าทหารที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาและตวัดฟันทีเดียว ทีเดียวจริงๆ แถมเจ้ายักษ์นั่นก็อยู่ไกลมากด้วยมันไม่น่าจะโดนด้วยซ้ำ แต่ในพริบตาร่างหนาเป็นเมตรแถมหุ้มด้วยเกราะของมันก็ขาดสะพายแล่งแยกออกเป็นสองซีกทันที!!

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ซากที่ล้มลงจมกองเลือดจนทุกคนตะลึงของเจ้ายักษ์นั่นหรอกนะ แต่มันคือจิตสังหารที่ปล่อยออกมาจากร่างสูงต่างหาก จิตสังหารที่แผ่ออกมารอบทิศจนทุกคนเริ่มตัวสั่นไม่เว้นแม้แต่ชินเรที่มองร่างสูงอย่างหวาดกลัว ขนาดเจ้าเด็กในอ้อมแขนยังนิ่งเงียบเพราะความกลัวไปพักหนึ่งเลย


“แงๆๆๆๆๆ”


เสียงร้องของเด็กที่เริ่มเปลี่ยนจากเงียบเนื่องจากกลัวมาเป็นร้องไห้เพราะกลัวแทนทำให้ชินเรหายตะลึงพร้อมละสายตาจากร่างสูงลงมามองเด็กกึ่งคนกึ่งสัตว์ประหลาดที่ร้องไห้ไม่หยุดนั่นแทนอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี

“ข้าถึงไม่อยากจับดาบไง” สี่ผู้เฒ่าบ่นพึมพำคนเดียวพร้อมกับโยนดาบในมือตนทิ้ง หลังจากที่มองโคคิกำลังคุมพวกทหารเก็บกวาดซากเจ้ายักษ์แล้ว ร่างสูงก็หันมาทางร่างโปร่งที่เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะทำยังไงกับเด็กที่กำลังร้องไห้งอแงข้างหน้าตน

“ส่งเจ้าหนูนั่นมาให้ข้าเถอะ”

ยุอันไม่รอให้ตอบหรอกหากแต่ยื่นมือใหญ่มาอุ้มเจ้าตัวเล็กที่นั่งร้องไห้อยู่กับพื้นขึ้นไปทันที มือแกร่งทุ้งคู่อุ้มเจ้าเด็กที่กำลังปล่อยโฮลั่นนั่นชูสูงขึ้นและยกลงจนบางครั้งแทบจะโยนขึ้นไป น่ากลัวเด็กจะหัวใจวายตาย แต่เจ้าหนูนั่นนอกจากจะเงียบแล้วในตอนนี้จึงเริ่มหัวเราะส่งสียงเอิ้กอ้ากหยอกล้อกับคนที่อุ้มตนอยู่

“สงสัยคงหลงมาจากจวนของเทโฮคุล่ะมั้ง เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ ไปส่งเจ้าหนูนี่กันเถอะชินเร”

“เดี๋ยวขอรับ....แผลท่าน...”

“ไม่เป็นไรมากหรอกน่า จิ๊บๆ”

และเพราะการยกร่างป้อมๆ ขึ้นลงทำให้เลือดไหลออกมาจากแผลของเจ้าตัวอาบท่อนแขนแกร่งเต็มไปหมด หากแต่ดูเหมือนเจ้าของแผลจะไม่สนใจเลยเพราะยังเล่นกับเจ้าตัวเล็กที่เริ่มพูดจ้อๆ บ้างแล้วไม่หยุด

“ท่านยุงๆๆ”ร่างน้อยที่ตอนนี้เหมือนจะลอยอยู่บนฟ้าเพราะแรงยกของคนที่โตกว่าก้มหน้าลงมายิ้มแป้นให้คนที่ยกตัวเองอย่างร่าเริง

“อย่าเรียกอย่างนั้นสิ ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้นซักหน่อย และข้าเก็บคำนี้ไว้ให้คนแค่คนเดียวเท่านั้นเรียกนะ เรียกพี่ชายสิ”

“พี่จายๆๆ”

“อย่างนั้นแหละ ฮะๆ เจ้านี่มันก็ฉลาดใช้ได้เลยนะ”

คนที่กำลังหยอกล้อกับเด็กอยู่นั่นดูจะไม่สนใจแผลตัวเองเอาซะเลย จนชินเรเห็นแล้วทนไม่ไหวต้องเดินเข้าไปดึงท่อนแขนนั้นมาดูแผลซะเองแล้วก็ต้องหน้าเสียเพราะแผลที่เขาคิดว่าคงจะไม่มากเพราะเจ้าตัวไม่ได้แสดงอาการใดออกมาเลย หากแต่พอมองดูใกล้ๆ อย่างนี้กลับเห็นรอยแผลที่ลึกราวๆ 2 เซ็นติเมตรพาดยาวไปตามท่อนแขนใหญ่ มิน่าเลือดถึงไหลไม่หยุด แผลใหญ่ที่เกิดจากการปกป้องเขานั่นเอง!

“ข้าก็บอกแล้วไงว่ามันไม่เป็นอะไร...เดี๋ยวให้ฮิชิงิช่วยเป่าเพี้ยงเดียวก็หายแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวปลอบใจคนที่กำลังหน้าซีดเพราะเห็นแผลของตน ในตอนนี้ร่างสูงจึงเลิกเล่นกับเด็กแล้วแต่อุ้มร่างเล็กไว้ด้วยแขนขวาข้างเดียวเพราะแขนซ้ายมันถูกจับด้วยมือสั่นๆ เพราะความตกใจที่เห็นแผลของเขาและทั้งผู้ใหญ่และเด็กก็หันมามองร่างโปร่งแทน

“มันจะไม่เป็นอะไรได้ยังไงขอรับ! แผลลึกขนาดนี้!ทำไมท่านถึงไม่ใส่ใจตัวเอง...ไม่ใส่ใจกับอะไรๆ เอาซะบ้างเลย!” ประโยคหลังเริ่มออกนอกเรื่องแล้วเพราะคนพูดเริ่มตื้อๆ น้ำตาเริ่มซึมแต่จะซึมเพราะอะไรเจ้าตัวก็ไม่รู้ล่ะ

“ห่วงข้าเหรอ...ชินเร”

เสียงถามนุ่มมาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนจนชินเรที่สะดุดใจในน้ำเสียงเงยหน้าขึ้นไปเจอรอยยิ้มนั่นแล้วก็ต้องรีบก้มหน้าลงมาทันทีด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงเรื่อขึ้น ผู้ชายคนนี้ยิ้มอย่างนี้เป็นด้วยเหรอทุกทีเห็นแต่ยิ้มอย่างกวนประสาทชาวบ้าน

“เปล่าหรอกขอรับ ที่ข้ากังวลเพราะข้าเป็นสาเหตุต่างหาก ข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ท่านสี่ผู้เฒ่ายุอันเหลือแขนข้างเดียวหรอกนะขอรับ” ถึงแม้จะก้มหน้าก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่ามุมปากนั่นยังยกยิ้มไม่หยุด คงจะพอรู้กระมังว่าเสียงที่สั่นๆ ของเขาที่กล่าวคำปฏิเสธออกไปเมื่อครู่นั่นมันโกหกเพราะเสียงหัวเราะทุ้มๆ ในลำคอก็ดังเบาๆ มาให้ได้ยิน

แล้วชินเรก็ต้องหาอะไรทำแก้เก้อเพื่อคลายบรรยากาศแปลกๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่ด้วยการดึงผ้าเช็ดหน้าตนออกมาจากอกเสื้อเพื่อพันแผลที่เลือดยังไหลไม่หยุดนั่น

“รีบห้ามเลือดก่อนเถอะขอรับ ถึงท่านจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่กว่าจะถึงมือท่านฮิชิงิ...ท่านอาจจะเสียเลือดตายก็ได้”

ร่างข้างหน้าชินเรก็ยังไม่พูดอะไรนอกจากยังยิ้มอยู่เหมือนเดิมมองคนที่กำลังทำแผลให้ตัวเองด้วยความสุขใจ ก่อนจะหันไปพยักเพยิดกับร่างป้อมๆ ในอ้อมแขนตนด้วยคำพูดที่เปิดปากออกมาทีไรก็ทำให้ร่างบางโมโหได้ร่ำไป

“คนรักพี่ชายใจดีใช่มั้ยล่ะ?”

อะไรคนรักๆนะ! แต่ไม่ได้...เถียงไปตอนนี้ก็เข้าตัวเปล่าๆ

“อือๆ พี่ฉาวใจดี ใจดีๆๆ”

พี่สาว!

หน้าที่ตวัดขึ้นมาจ้องเด็กด้วยสายตาพิฆาต ทำให้เด็กน้อยที่ยิ้มกว้างเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นร้องไห้โฮลั่นกอดคอร่างสูงแน่นก่อนจะหันหน้าหนีไปทันที

“แงๆๆๆ พี่ฉาวไม่ใจดีแล้วง่ะ...พี่ฉาวน่ากัว น่ากัวๆๆ”

ฮึ่ม!! เจ้าเด็กบ้า! นิสัยเหมือนคนอุ้มไม่มีผิด!

“โตแล้วนะ...อย่าหาเรื่องกับเด็กสิชินเร! เจ้าหนูนี่กลัวเจ้าใหญ่แล้ว...ก็เจ้าอยากหน้าสวยเองนี่...เด็กมันไม่ผิดหรอก!”

แล้วเขาผิดที่เกิดมาหน้าตาอย่างนี้งั้นเรอะ!

ชะรอยร่างสูงก็คงพอรู้ว่าร่างบางเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างแล้วจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเรียกองครักษ์เข้ามาสั่งงานทันที

“โคคิ! เจ้าอยู่เก็บกวาดทางนี้นะ ข้าจะพาเจ้าเด็กนี่ไปส่งที่บ้านก่อน”

“ขอรับท่านยุอัน”

“งั้นก็ไปส่งเด็กกันเถอะชินเร” บอก..... ก่อนจะเอามือข้างที่แขนเจ็บมาคว้าร่างบางเดินไปด้วยกันเพราะอีกข้างยังอุ้มเด็กน้อยที่ดูเหมือนจะร้องไห้จนเหนื่อยเพราะเริ่มจะผล็อยหลับไปแล้ว

“ข้าน้อยจะอยู่ช่วยท่านโคคิ!” เสียงใสตวาดอย่างยังนึกโมโหกรุ่นๆ ขณะที่พยายามดึงข้อมือของตัวเองไม่ให้เดินตามคนข้างหน้า

“โคคิมีคนช่วยเยอะแล้ว...อย่าดื้อนักเลยนะชินเรจัง...”และเมื่อเห็นหน้าสวยนั่นยังตึงๆ อยู่ประโยคต่อไปจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงง้องอนอย่างที่เจ้าตัวไม่ค่อยจะใช้มันบ่อยนัก “อย่าโกรธไปเลยน่า ข้าอาจจะล้อเจ้าเล่นแรงไปหน่อย...ข้าขอโทษก็ได้นะเอ้า...”

ประโยคสุดท้ายนั่นทำให้ร่างบางเงยหน้ามองอย่างแปลกใจเพราะไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะพูดคำนี้เป็น

“แล้วก็...อย่าสะบัดนักเลยนะ ...เพราะแผลมันยังเจ็บๆ อยู่เลย...” คำอุทรณ์เสียงอ่อนทำให้ ชินเรก้มมองดูแผลที่เริ่มมีเลือดซึมออกมาอีกแล้วอย่างตกใจและหยุดสะบัดข้อมือตัวเองออกจากการเกาะกุมโดยปริยาย

“แค่เดินไปส่งเจ้าเด็กนี่เป็นเพื่อนข้าเองนะ...นะชินเรจัง...ไปด้วยกันนะ...”

ร่างบางที่นิ่งเงียบไม่ปริปากต่อต้านแถมยังยอมให้เขาจับข้อมือเล็กโดยไม่บิดออกบอกคำตอบได้เป็นอย่างดี


‘วิธีนี้ใช้ได้ผลแฮะ ต่อไปคงต้องใช้บ่อยๆ ซะแล้ว!’


แล้วร่างสูงก็เดินจูงมือร่างบางไปด้วยและอุ้มเจ้าตัวเล็กที่หลับซบไหล่ตัวเองไปด้วยอย่างสุขใจ ทั้งสองเดินลัดไปตามสวนด้านหลังเพื่อตรงไปยังจวนของหัวหน้าห้าดารา...เทโฮคุ

“จริงสิ! เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะ ว่าตอนเที่ยงเจ้าเหม่อถึงอะไร?”

ร่างบางเงยหน้าขึ้นมามองร่างสูงที่ถามเขาอย่างพยายามชวนคุยท่ามกลางทางเดินที่ตรงไปยังจวนของห้าดารา แดดอ่อนๆ ของแสงอาทิตย์ยามเย็นระไปตามใบหน้ากร้าวคมทำให้เกิดเงาสะท้อนที่มองมุมหนึ่งก็ดูคมเข้มแต่อีกมุมกลับดูอ่อนโยน สายลมอ่อนๆ พัดเส้นผมสีเงินที่เริ่มยาวขึ้นมาบ้างแล้วปลิวสะบัดไปมา และบนไหล่ข้างขวาของเจ้าตัวยังมีหน้าของเจ้าตัวเล็กซุกซบอยู่

“ดูท่านเคยชินกับการอุ้มเด็กจังนะขอรับ” ร่างบางไม่ตอบแต่กลับถามขึ้นมาดื้อๆ แทน

“แน่นอนสิ...ก็ข้ามีน้องหลายคนนี่นา แถมข้าเป็นพี่คนโตก็ต้องช่วยท่านแม่ดูแลน้องๆ เรื่องดูแลเด็กนี่ข้าทำมาตั้งแต่จำความได้แล้วล่ะมั้ง...เลยเคยชินน่ะ แล้วไม่ใช่แค่น้องตัวเองหรอกนะ แม้แต่เด็กคนอื่นเช่น....”

คำว่า ‘เจ้า’ ถูกกลืนลงไปในลำคอเมื่อเผลอนึกมาได้ว่ากำลังจะหลุดพูดอะไรออกมา ก่อนที่จะเลี่ยงๆ ตอบอย่างอื่นออกไปแทน

“ลูกของคนในตระกูลคนอื่นๆ น่ะ ข้าก็ยังได้อุ้มเลย เพราะพ่อแม่เด็กนำเด็กมาให้ข้าอุ้มบอกว่าเพื่อเป็นสิริมงคลอะไรประมาณนี้ล่ะ”

คนตรงหน้าได้แต่พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ แต่เจ้าจะรู้บ้างหรือเปล่าชินเรว่าสถานที่ที่เจ้าเกิดน่ะไม่ใช่คฤหาสถ์หลังโตของพ่อเจ้าหรอก หากแต่เป็นบ้านโทรมๆ ของข้าต่างหาก และผู้ชายคนแรกที่ได้อุ้มเจ้าก็ไม่ใช่พ่อเจ้าเช่นกันแต่เป็นข้ายุอันคนนี้!


‘ดูสิซากุระ! ลูกเจ้ายิ้มให้ข้าล่ะ เจ้าหนูนี่ช่างหน้าเหมือนเจ้าจริงๆ’

ร่างบอบบางที่เพิ่งฟื้นตัวจากการคลอดเด็กยิ้มน้อยๆ อย่างเอ็นดู เมื่อเห็นร่างสูงเห่อเด็กน้อยเอาซะเหลือเกิน

‘โธ่ท่าน...เด็กเพิ่งเกิดที่ไหนจะยิ้มได้กันเจ้าคะ แล้วหน้ามู่ทู่ยังงั้นท่านดูออกได้ยังไงว่าเหมือนข้า’

‘เหมือนจริงๆ นะ นี่เจ้าว่าข้าโกหกรึไง ข้าน่ะตาดีเจ้าก็รู้ เจ้าหนูนี่โตขึ้นมาต้องสวยเหมือนเจ้าแน่ๆ เนอะเจ้าหนูเนอะ นั่นไงๆ เจ้าหนูยิ้มให้ข้าอีกแล้ว รักข้าแล้วล่ะสิ’

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากร่างบางที่เห็นร่างสูงตู่เข้าข้างตัวเองซะใหญ่โต

‘ ท่านก็.... เรียกเจ้าหนูๆ อยู่ได้ ลูกข้ามีชื่อให้เรียกนะ’

‘โทษทีๆ ข้าลืมไปเลย งั้นเรียกใหม่....”แล้วเจ้าตัวก็หันไปยิ้มพยักเพยิดให้ร่างที่อุ้มอยู่อีกครั้ง

‘...ชินเรจัง...ชินเรจังรักท่านลุงคนนี้แล้วใช่มั้ยล่ะ รักแล้วใช่มั้ย...งั้นเจ้ากับแม่ก็อยู่กับท่านลุงตลอดไปก็แล้วกันนะ...อยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน...’



“.......ท่านยุอัน...ท่านยุอันขอรับ”

เสียงเรียกของคนที่อยู่ข้างๆ ที่เรียกเขาดังขึ้นมาอย่างแปลกใจเพราะเขาหยุดเดินไปดื้อๆ ทำให้ยุอันต้องรีบเรียกสติจากอดีตหันกลับมามองร่างตรงหน้าตนทันที

ใบหน้าหวานที่แหงนเงยมองเขาอย่างสงสัยว่าเขาเป็นอะไรไปถึงหยุดเดินซะเฉยๆ นั้นช่างเหมือนกับมารดาของเจ้าตัวที่จากไปจนแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกัน

‘ลูกเจ้าโตแล้วนะซากุระ หากเจ้าได้เห็นคงชื่นชมเช่นเดียวกันกับข้า เพราะชินเรเติบโตขึ้นมาอย่างสง่างามสมกับที่เป็นลูกเจ้าซะจริง เสียก็แต่ดื้อไปหน่อยแค่นั้นเอง...แต่ไม่เป็นไร...นิสัยนี้ข้าปราบได้ เพราะข้าชินกับเด็กๆ แล้วไง ฮะๆๆ’

“ไม่มีอะไรหรอกชินเรจัง ข้าก็เผลอคิดไปเรื่อยเปื่อยคนเดียวตามเคยแหละ จริงสิ เจ้ายังไม่ได้บอกเลยนะว่าเมื่อตอนกลางวันเจ้าเหม่อถึงอะไร”

หน้าที่ยิ้มมาให้อย่างมีความสุขจัดนั่นเจ้าตัวคงลืมไปแล้วสินะว่าตอนกลางวัน ‘ถาม’ เขายังไงบ้าง เห็นหน้ายิ้มๆ นั่นแล้วมันก็อยากแกล้งให้หน้านั่นเสียไปบ้างเหมือนกัน

“เคโคคุขอรับ” ไม่ได้โกหกนะคิดถึงจริงๆ ถึงจะแค่แวบหนึ่งก็เถอะ

แล้วเจ้าตัวก็พูดไปเรื่อยๆ ต่อโดยไม่ได้สนใจเลยว่าคู่สนทนาจะชะงักตัวแข็ง คิ้วเข้มขมวดในขณะที่มือใหญ่กำข้อมือเล็กแน่น

“คิดว่าเคโคคุจะเป็นอย่างไรบ้าง จะได้กินข้าวรึเปล่า มีคนเข้ามารังแกบ้างมั้ย จะหลงทางมั้ย จะ....” อันนี้พึ่งคิดตอนนี้เอง

“พอเถอะ!”

เสียงตวาดเรียบๆ ดังมาจากริมฝีปากบางหยักนั่น

เขาตาฝาดไปรึเปล่าที่เห็นท่านสี่ผู้เฒ่ายุอันทำสีหน้าเจ็บปวดแทนที่จะเป็นใบหน้าที่หงุดหงิดเช่นเคยเวลาที่เขาพูดถึงเคจังขึ้นมา

“นั่นสิ! ข้าไม่น่าถาม...ในใจเจ้า....ก็คงมีเพียงแค่เคโคคุ ไม่เหลือที่ว่างให้ใครอื่นอีก!”

แล้วเจ้าตัวก็ปล่อยมือเขาหันหลังเดินจ้ำอ้าวจากไปด้วยขายาวๆ นั่นไม่รอใคร จนชินเรต้องวิ่งตามถึงจะทัน ไม่ใช่อยากไปด้วยหรอกนะ แต่ตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่าที่นี่ที่ไหน เพราะท่านพ่อแทบไม่เคยให้ออกไปไหนมาไหนเลย จะไปแต่ละทีก็มีแต่พ่อบ้านพาไป หากไม่มีร่างสูง...เขาจะคลำทางกลับบ้านยังไงก็ไม่รู้ ตระกูลมิบุก็ใช่จะมีพื้นที่น้อยเสียเมื่อไหร่กัน

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็พาเด็กน้อยมาส่งให้ถึงบ้านท่านเทโฮคุจนได้ เจ้าของบ้านที่ใจดีขอบคุณพวกเขาพร้อมกับเชื้อเชิญให้เข้าในบ้านที่มีเด็กน้อยส่งเสียงเรียก ‘ท่านยุงๆ มาเล่นกันๆๆ’ เต็มไปหมด แต่ท่านยุอันปฏิเสธไปว่ามันเริ่มมืดแล้วเดี๋ยวเขากลับบ้านดึกท่านเทโฮคุถึงได้ปล่อยให้พวกเขากลับโดยบอกเขาว่าวันหลังจะมาพักผ่อนเล่นกับเด็กที่นี่บ้างก็ได้ แต่ไม่เอาล่ะ นอกจากเคจังแล้วเขาก็ไม่เคยนึกพิศวาสเด็กคนไหน แถมถ้ากวนโมโหเหมือนเจ้าหนูเมื่อกลางวันล่ะก็...ไม่เผลอซัดไปก็ดีเท่าไหร่แล้ว

แล้วพอร่ำลาท่านเทโฮคุเสร็จขายาวๆ นั่นก็เดินเอาๆ เหมือนกลัวว่าเขาจะตามทันอีก จะเดินไปไหนเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ตัวเองต้องวิ่งตามให้ทันเท่านั้น แล้วบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มคุ้นๆ ตาเมื่อร่างสูงพาเขามาหยุดหน้าบ้านหลังใหญ่ของชินเรเอง

“ขอบพระคุณขอรับ”

ชินเรก้มหัวให้นิดหนึ่งให้กับคนที่อุตส่าห์เดินมาส่งถึงแม้จะไม่พูดไม่จาอะไรเลยก็เถอะ แต่ก่อนที่จะเปิดประตูรั้วเข้าบ้านไป ข้อมือเรียวก็ถูกดึงแล้วตัวเขาก็ถูกผลักไปพิงกับรั้วไม้ และก่อนที่ชินเรจะเตรียมปล่อยพลังเข้าต่อต้านเช่นเคย ท่านยุอันกลับเพียงแค่เกาะกุมเขาไว้นิ่งๆ ไม่ทำอะไรนอกจากจ้องหน้าชินเร หลังจากนั้นเสียงกระซิบอย่างเจ็บปวดก็ดังมาจากร่างตรงหน้า

“ข้ารู้....ว่าเจ้ามีเคโคคุอยู่เต็มหัวใจ แต่ข้าขอแค่คืนนี้...”พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างที่เลื่อนมาจับใบหน้าของชินเรดันขึ้นตามมาด้วยเสียงเว้าวอนที่อ่อนหวานเหลือเกิน “...แค่คืนนี้...ฝันถึงข้าบ้างจะได้ไหม...ชินเร”

แล้วริมฝีปากนั่นก็ประทับลงมาในขณะที่เขากำลังยังยืนงงๆ อยู่ ริมฝีปากร้อนบดลงมาแผ่วเบาอ่อนหวาน ไม่รุกรานจาบจ้วงเหมือนทุกคราว เหมือนจะบอกความรู้สึกทั้งหมดผ่านริมฝีปากตนเอง ความอ่อนโยนละมุนละม่อมนั่นทำให้ชินเรปฏิเสธไม่ลงได้แต่ยืนนิ่งให้อีกฝ่ายละเลียดริมฝีปากเขาเล่นจนพอใจแล้วนั่นล่ะใบหน้าคมถึงได้เงยขึ้นกระซิบเสียงแหบพร่าติดริมฝีปากเขา

“ได้ไหม...ชินเร...แค่คืนนี้.......ฝันถึงข้า”

ในหัวตอนนี้มันเบลอๆ ไปหมดแล้ว แต่หากไม่รีบห้ามตอนนี้อาจจะเลยเถิดไปมากกว่านี้แน่ คิดได้ดังนั้นชินเรก็รีบผลักอกหนานั้นออกก่อนจะรีบละล่ำละลักตอบ

“ข้า...ข้าไม่...ไม่ทราบหรอกขอรับ...ใครจะกำหนดความฝันของตัวเองได้กัน...”

แล้วก็รีบผลุนผลันเปิดประตูรั้วหนีเข้าบ้านตัวเองไปทันที ทิ้งให้ร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านมองร่างบางวิ่งเข้าบ้านไปจนลับตา และก็ยังยืนค้างอยู่อย่างนั้นจนเห็นแสงไฟในบ้านทุกแสงมืดลงไป เจ้าตัวจึงได้หันหลังเดินกลับไปยังบ้านของตัวเองด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 19:19:55 น.
Counter : 97 Pageviews.  

Chapter 8 เขตแดน

…..10 ปี ผ่านไป.....


“ยินดีด้วยนะชินเร”

เสียงกล่าวแสดงความยินดีดังมาจากท่านฟุบุกิ เมื่อชินเรรายงานท่านว่าสามารถสอบเป็นหนึ่งในสิบผู้คุมกฎได้แล้ว

“ขอบพระคุณขอรับ”

ชินเรในตอนนี้ที่เติบโตกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ตัวสูงโปร่ง บาง และผมสีเงินยาวสลวยที่เจ้าตัวมัดรวมกันไว้หลังเปิดดวงหน้าขาวกระจ่างราวกับรูปสลักของเทพเจ้า ดวงตากลมโตดำขลับมีวี่แววแห่งความยินดีแฝงอยู่เต็มเปี่ยม แน่นอน! ที่ดีใจมิใช่เพียงแค่สอบเป็นผู้คุมกฎได้แค่นั้นหรอกนะ แต่อิสระที่ตามมาต่างหากเป็นสิ่งที่ร่างโปร่งต้องการมากที่สุด อิสระที่จะไปไหนมาไหนได้ตามใจ...จะเจอใครที่ไหนก็ได้ตามใจ...

“ต่อไปก็เป็นห้าดาราและสี่ผู้เฒ่าสินะ...”

“ชินเรไม่บังอาจถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ ได้แค่นี้...ได้รับใช้ตระกูล ชินเรก็พอใจแล้วขอรับ”

“เอาเถอะ...การได้คนที่ภักดีเช่นเจ้าได้ตำแหน่งสูงๆ ก็เป็นผลดีต่อตระกูลเช่นกัน ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำทุกอย่างเพื่อตระกูลมิบุใช่มั้ย...ชินเร”

“ขอรับ”

“ดี! งั้นเพื่อเป็นรางวัลให้เจ้า ต่อไปข้าจะสอนวิธีร่ายรำบนเวทีวารีให้ละกันนะ...”

“จริงๆ หรือขอรับ!”

ชินเรในตอนนี้ชอบการฝึกวิชามากกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะยิ่งพอฝึกมากๆ ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น เมื่อเข้มแข็งมากขึ้น...นอกจากจะดูแลตระกูลได้ดีแล้วยังสามารถได้ของที่อยากได้มาไว้ในกำมือด้วย

และใบหน้าที่ยิ้มแย้มของท่านฟุบุกิยืนก็ยันคำตอบได้เป็นอย่างดี

“ขอบพระคุณมากขอรับ”

ชินเรที่อยู่ในท่านั่งคุกเข่าข้างหนึ่งรีบก้มหน้าแสดงความขอบคุณท่านอาจารย์ ท่านฟุบุกิตอนที่ร่ายรำบนเวทีวารีช่างสวยงามเหลือเกิน หนึ่งในความฝันในวัยเด็กของชินเรก็คือการได้ร่ายรำบนเวทีวารีนี่แหละ

แกร็ก!

ในขณะที่ศิษย์กับอาจารย์กำลังคุยกันด้วยความเพลิดเพลิน อยู่ๆ ประตูข้างหลังร่างโปร่งก็ถูกเลื่อนเปิดออกทันทีโดยไม่มีการเคาะก่อนล่วงหน้า

“อ้าว! โทษที...ข้าไม่รู้ว่าท่านมีแขก”

“ไม่เป็นไร...ข้าชินแล้วล่ะ เข้ามาก่อนสิ”

ร่างหนึ่งกำลังเดินผ่านชินเรไปยังท่านฟุบุกิก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ท่านอาจารย์ ที่ชินเรเห็นก็มีแค่ท่อนขาแกร่งที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นแค่เข่าออกมาเท่านั้นล่ะ เพราะคนคนนี้ตัวสูง สูงมากๆ จนชินเรไม่กล้าจะเงยหน้ามองเพราะกลัวจะเสียมารยาทต่อแขกของท่านฟุบุกิ

“ทำงานได้เร็วดีนี่ กวาดล้างได้เยอะพอดู ต่อไปก็ลองจุดนี้แล้วกันนะ”

ขณะที่ท่านฟุบุกิกำลังปรึกษางานกับคนตรงหน้าที่คงมีตำแหน่งสูงพอใช้ ถึงสามารถเข้ามาคุยกับท่านฟุบุกิได้เช่นนี้ อยู่ๆ ท่านฟุบุกิก็หันมามอง เหมือนเพิ่งจะจำได้ว่าชินเรยังนั่งอยู่ตรงนี้เหมือนกัน

“จริงสิ! ข้าลืมไปเลย เจ้ายังไม่ได้ทักทายแขกของข้าเลยนะชินเร”

นั่นแหละ ชินเรถึงได้มีโอกาสเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า มองผ่านกางเกงขาสั้นแค่เข่าเลยขึ้นไปบนเสื้อคอปาดแขนสั้นและใบหน้ากร้าวคม แต่แปลก...ทำไมแขกของท่านฟุบุกิคนนี้ถึงต้องเอาผ้าผูกตาไว้ด้วยก็ไม่รู้ ตาบอดล่ะมั้ง...แต่ที่แน่ๆ เขาไม่เห็นจำได้เลยว่าเคยรู้จักคนที่ผูกตาด้วยผ้าสีแดงสดแบบนี้ แล้วทำไมท่านฟุบุกิถึงพูดเหมือนชินเรจะรู้จักด้วยนะ?

“อภัยให้กับความอ่อนด้อยประสบการณ์ของชินเรด้วยขอรับ ไม่ทราบว่าแขกของท่านฟุบุกิคือ...”

และก็แปลกอีกเช่นเคยที่ทั้งสองคนมองมาที่เขาอย่างแปลกใจ ท่านฟุบุกิที่รู้ก็เพราะท่านแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน ส่วนอีกคนหนึ่ง...รู้ได้จากคิ้วที่กำลังขมวดนิดๆ ของเจ้าตัว

“นั่นสินะ...ข้าก็ลืมไปว่าเจ้าแทบไม่เคยออกไปไหน” เสียงพูดคลายบรรยากาศแปลกๆ ตอนนี้เป็นของท่านฟุบุกิ “นี่คือหนึ่งในสี่ผู้เฒ่ายุอันนะชินเร เจ้าคงจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างกระมัง”

นี่น่ะหรือคือสี่ผู้เฒ่ายุอันผู้โด่งดังที่เขายังไม่เคยเห็นหน้า ผู้ชายที่ไม่ค่อยมีพิธีรีตองอะไรนี่ นะเป็นสี่ผู้เฒ่าได้ ดูไม่ค่อยเก่งเลยเหมือนจะมีกล้ามเนื้อมากกว่าสมองด้วยซ้ำ แล้วยังผ้าคาดตาแปลกๆ ที่อยู่บนหน้านั่นอีก ไม่เห็นจะเคยได้ยินข่าวว่าตาบอดนี่นา และไม่เห็นเหมือนสี่ผู้เฒ่าคนอื่นๆ ที่เขารู้จักเลย ท่านฟุบุกิที่เข้มแข็งและอ่อนโยน ท่านฮิชิงิผู้เงียบขรึมแต่ใจดี และท่านโทคิโตะผู้ฉลาดเฉลียว ที่ชินเรรู้จักเพราะทั้งสองท่านมาที่ตำหนักนี้บ่อย แต่ท่านยุอันเขาก็เพิ่งเคยเห็นนี่ล่ะ ถึงจะได้ยินเรื่องของท่านมาบ้างจากที่พวกนางกำนัลที่บ้านเขาซุบซิบกัน ว่าท่านเป็นผู้ชายที่น่าหมายปองมากในหมู่ผู้หญิงเพราะท่านยังไม่แต่งงาน

หากแต่จะว่าไปท่านอื่นก็ยังไม่แต่งงานนี่นา... ท่านฟุบุกิก็ไม่เคยเห็นว่าจะสนใจหญิงใด ท่านฮิชิงิก็ดูเข้าถึงได้ยากเพราะท่านค่อนข้างเก็บตัว ส่วนท่านโทคิโตะ...คงเพราะรูปลักษณ์ที่เหมือนเด็กตลอดกาลจึงทำให้ไม่มีใครคิดในแง่นั้น และก็คงเพราะเหตุผลพวกนี้ล่ะมั้งท่านยุอันถึงดังเพราะดูๆ ไป ก็ไม่เห็นท่านจะน่าพิศมัยตรงไหน

แต่...เอ...ท่านยุอัน...หนึ่งในสี่ผู้เฒ่า..มันคุ้นๆ นะ ...ใช่แล้ว! คนที่เคจังไปอยู่ด้วยนั่นเอง งั้นถ้าผูกมิตรกับท่านได้เขาก็มีโอกาสที่จะได้เจอเคโคคุเร็วขึ้นสินะ....

“ชินเรขอคารวะท่านยุอันขอรับ ได้โปรดให้อภัยกับการเสียมารยาทเมื่อครู่ของชินเรด้วย”

เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกว่าใบหน้าที่เงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้นอย่างดีใจและสีหน้าก่อนหน้านั้นแทบจะบอกความคิดของเจ้าของหน้าสวยๆ นี่ออกมาจนหมด

“ไม่ทราบว่าที่บ้านท่านยัง...”

“นี่น่ะเหรอลูกศิษย์คนโปรดที่เขาร่ำลือกันของท่าน...ฟุบุกิ!”

ก่อนที่ชินเรจะทันถามถึงข่าวคราวของเคโคคุจบ ยุอันก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนและเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างบางที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ ร่างหนานั่นบังร่างที่บางกว่าจนแทบมิด ก่อนที่ฝ่ามือแกร่งจะเอื้อมมาจับปลายคางเรียวให้แหงนเงยขึ้น!

“หน้าสวยดีนี่!” ก้มลงมองใบหน้าเรียวในอุ้งมือใหญ่ของตน ไม่พอ...ข้อนิ้วแข็งๆ ยังค่อยๆ ละไปตามแก้มนวลใสของร่างโปร่งที่ทำอะไรไม่ได้

“ได้ข่าวว่าเพิ่งสอบเป็นผู้คุมกฎได้สินะ ถ้าข้าเป็นกรรมการคุมสอบ เห็นแค่ใบหน้านี้ก็คงใจอ่อนยอมให้ผ่านเช่นกัน”

‘หมายความว่ายังไงกัน!’

ร่างโปร่งที่ถูกบังคับให้ใบหน้าแหงนเงยขึ้นขมวดคิ้วมองร่างสูงด้วยความไม่พอใจ มันเหมือนกับคนตรงหน้ากำลังสบประมาทเขาว่าใช้หน้าตาแลกกับตำแหน่งที่เพิ่งได้มาเลยนะ ทั้งๆ ที่เขาพยายามฝึกแทบตาย แถมมือไร้มารยาทนั่นยังสัมผัสใบหน้าเขาไม่หยุด และยังนิ้วโป้งของเจ้าของมือที่ยกขึ้นมาคลึงริมฝีปากล่างของเขาเล่นด้วย!

นี่มันจะเกินไปแล้วนะ!!

มือเรียวปัดมือใหญ่ออกโดยแรงพร้อมเบี่ยงใบหน้าหนี ตอนแรกก็ไม่อยากทำอย่างนี้หรอกนะ เพราะถือว่าเป็นแขกของท่านฟุบุกิแต่การสัมผัสแบบเมื่อครู่มันทำให้ชินเรทนไม่ไหวจริงๆ

“เจ้ากำลังเสียมารยาทต่อศิษย์ของข้าอยู่นะ...ยุอัน”

เสียงเรียบ...... แต่ต่ำหนักของหัวหน้าสี่ผู้เฒ่าทำให้มือใหญ่ทั้งคู่ของร่างสูงยกขึ้นมาแบข้างตัว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงเหมือนการกระทำเมื่อครู่เป็นเรื่องล้อเล่น

“โอ...โทษทีๆ ข้าก็มีนิสัยเสียอย่างนี้ล่ะนะเห็นของสวยๆ งามๆ เป็นไม่ได้ มันเผลอจะจับต้องร่ำไป มือมันไปเองน่ะ ฮ่าๆๆ โทษทีนะชินจัง..”

‘ชินจัง!’

คำๆ นี้เขายอมให้เคจังเรียกคนเดียวเท่านั้น! คนอื่นห้ามเรียก!

คิดได้ดังนั้นชินเรก็ตวัดสายตาขึ้นจ้องร่างสูงตรงหน้าอย่างเคืองๆ เพื่อให้เปลี่ยนวิธีเรียกใหม่

“ก็ได้ๆ ข้ายอมแล้ว” ยุอันยกมือขึ้นมาแบทั้งสองข้างเหมือนยอมจำนนอีกครั้ง “ไม่เรียก ‘ชินจัง’ ก็ได้นะ ข้ายอมแพ้สายตาสวยๆ ของเจ้า”

ฮึ่ม! ทำไมสี่ผู้เฒ่าคนนี้ถึงได้กวนประสาทได้เยี่ยงนี้นะ นิสัยอย่างนี้น่ะเหรอที่โด่งดังในหมู่ผู้หญิงน่ะ?

แต่ก่อนที่เรื่องจะลุกลามไปใหญ่โตยิ่งกว่านี้ ฟุบุกิก็รีบเอ่ยตัดบทสงครามที่ทำท่าจะเกิดขึ้นมาซะก่อน

“ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองก็รู้จักกันแล้ว... และข้าก็เสร็จธุระกับเจ้าแล้วงั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ล่ะนะชินเร ออกไปก่อนเถอะ”

“ขอรับท่านฟุบุกิ”

ร่างโปร่งโค้งให้ผู้เป็นอาจารย์ทีหนึ่งก่อนจะหันมาโค้งให้แขกนิดๆ อย่างจำใจต้องทำ หลังจากนั้นก็เลื่อนบานประตูและออกจากห้องไปด้วยมารยาทอันงามทันที

“สนใจรึไง ยุอัน?”

เสียงถามมาจากฟุบุกิที่เห็นร่างสูงยังยืนมองลูกศิษย์ของเขาเดินออกไปจากห้องจนลับตา

“เปล๊า... ก็แค่มองของสวยๆ งามๆ แค่นั้นเอง เป็นหัวหน้าสี่ผู้เฒ่านี่ก็ดีเนอะ มีของสวยๆ เก็บไว้ข้างตัวตั้งหลายชิ้น!”

“แล้วเจ้าแมวขนทองแสนสวยของเจ้าล่ะ จะเก็บเอาไว้ถึงเมื่อไหร่กัน”

สองร่างมองหน้ากันเหมือนจะคุมเชิงอยู่ในที ก่อนที่ยุอันจะแลบลิ้นยิ้มกว้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่เริ่มจะมาคุขึ้นมา

“เจ้าแมวเอ๋อนั่นมันน่ารักตรงไหนกัน วันๆ ถ้าไม่เหม่อคนเดียวเงียบๆ ก็ต้องหาเรื่องมากวนประสาทข้าร่ำไป ไม่น่ารักเรียบร้อยเหมือนของท่านหรอก”

ลูกศิษย์ไม่เหมือนอาจารย์แล้วจะเหมือนใครได้ล่ะ?

“งั้นเปลี่ยนกันมั้ย!”


“.....................”


สิ้นเสียง…ก็เหมือนจะมีมวลอากาสหนาหนักแผ่ปกกคลุมเพราะสาเหตุมาจากคำพูดเมื่อครู่ บรรยากาศจึงเริ่มอึมครึมขึ้นมาอีกครั้งทันที! ก่อนที่สี่ผู้เฒ่ายุนอันจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายยิ้มกว้างและพูดขึ้นมาก่อน

“ข้าก็อยากจะทำล่ะนะ...แต่ก็ได้สัญญากับแม่เค้าไว้แล้วว่าจะปกป้องลูกเค้าจากคนโฉดใจชั่ว...ก็เลยทำไม่ได้น่ะ...” และปากนั่นก็ยังพูดต่อไปโดยไม่สนใจอารมณ์ของร่างหนาที่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยเหมือนเดิม “และอีกอย่างหนึ่ง หากข้าต้องการเป็นเจ้าของ...ไม่ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนหรอก เพราะข้าขอเลือกวิธีที่จะไม่เสียอะไรไปทั้งนั้น! ดังนั้น...แย่งมาเป็นของตัวเองซะก็หมดเรื่อง...จริงมั้ย!”

“.....................”

พอร่างสูงกล่าวจบบรรยากาศทั่วทั้งตำหนักก็ทั้งนิ่งและเงียบขึ้นมาทันใด!


มันเงียบอยู่นาน....นานซะจนเจ้าของตำหนักต้องระบายลมหายใจออกและพูดขึ้นก่อนด้วยมารยาทอันดีของเจ้าของบ้าน โดยพยายามลืมๆ บทสนทนาล่อแหลมเมื่อครู่ไปซะ

“อย่ามัวแต่พูดคุยเรื่องไร้สาระอยู่เลย มาพูดเรื่องงานกันก่อนเถอะ”

“ก็เอาสิ! ข้าก็รอท่านพูดอยู่นานแล้วเหมือนกัน เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องปฏิบัติกับแขกดีๆ สิ”

มันกวนประสาทจริงๆนะเจ้าสี่ผู้เฒ่ายุอันคนนี้!

ฟุบุกิแอบบ่นในใจเล็กน้อย หากแต่ฐานะที่สูงกว่าก็เตือนตัวเองว่าอย่าไปแลกคารมด้วย ไว้เก็บความหงุดหงิดไประบายกับสี่ผู้เฒ่าอีกคนดีกว่า น่ารักกว่าเจ้าบ้านี่เยอะ ตรงไหนน่ะเหรอ? ก็น่ารักตรงที่ไม่พูดมากหรือไม่พูดอะไรเลยนั่นล่ะ หากแต่เวลาส่งเสียงครางบนเตียงนี่สิ...มันช่าง...

แล้วร่างหนาก็ต้องรีบปัดความคิดวอกแวกนั้นทิ้ง ก่อนจะหันมาคุยเรื่องงานที่ยังค้างไว้ต่อจะได้หมดธุระกับคนตรงหน้านี้สักที

เอาไว้ให้เสร็จงานนี้ก่อนเถอะ....คืนนี้เจ้าไม่ได้นอนแน่....ฮิชิงิ!

………………………………………

...........................

.....

ทางฝั่งชินเร เมื่อออกมาจากตำหนักของฟุบุกิแล้วก็เดินไปตามระเบียงยาวอย่างโมโหเพราะการกระทำของคนที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อครู่ ร่างบางไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร รู้ก็แต่มันรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย แล้วเจ้าตัวก็ต้องรีบพยายามระงับอารมณ์เพราะใกล้จะถึงที่หมายแห่งแรกที่อยากจะไปแล้ว...สวนฮารุนั่นเอง

ถึงไม่ได้มาซะนานแต่สวนอารุก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยในความคิดของร่างบาง เพราะสวนกว้างๆ ใต้ท้องฟ้าแจ่มใสที่มีต้นซากุระต้นใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางสวนต้นเดียว ดอกซากุระยังบานสะพรั่งเต็มต้นอยู่เหมือนเดิมถึงแม้จะผ่านไปกี่ฤดูกี่ปีก็ตาม

ร่างโปร่งเดินเข้าไปยืนใต้ต้นซากุระ แหงนมองอย่างแย้มยิ้มทักทาย

“สวัสดีขอรับต้นซากุระ นี่ชินเรเองนะขอรับ ชินเรโตแล้วนะ...ต้นซากุระจำชินเรได้ไหมขอรับ?”

ไม่มีเสียงตอบจากต้นซากุระแต่ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับชินเรแล้ว ต้นซากุระจะพูดก็ต่อเมื่ออยากพูดเท่านั้น เมื่อก้มลงมองพื้นข้างล่างร่างโปร่งก็ยิ้มบางๆ เพราะคิดถึงตัวเองตอนยังตัวกะเปี๊ยกที่ได้นั่งกินขนมและนอนกอดกับน้องที่นี่

“เคจังโตแล้วจะเป็นยังไงนะ ไม่ต้องห่วงนะชินจังโตแล้ว แล้วเดี๋ยวชินจังจะได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเคจังได้ซักที” เจ้าตัวยืนกอดอกหันหลังพิงต้นซากุระแล้วจึงหลับตาระบายลมหายใจอย่างมีความสุข

เดี๋ยวชินเรรอเคจังที่นี่ดีกว่า ตอนแรกก็กะว่าจะไปบ้านท่านยุอันอยู่หรอก แต่พอรู้จักตัวจริงเมื่อกี้ก็ไม่อยากไปแล้ว นี่ขนาดอยู่ในตำหนักท่านฟุบุกิ ท่านยุอันยังแกล้งชินเรขนาดนี้ หากไปอยู่ในถิ่นของท่านยุอันแล้วล่ะก็...’ ร่างบางไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

พูดถึงถิ่น...เมื่อกี๊ตอนเดินผ่านเข้ามาในสวนเขาก็รู้สึกแปลกๆ รู้สึกเหมือนมีใครซักคนกางเขตแดนไว้ แต่ไม่น่าจะใช่ตรงนี้หรอกนะ เพราะอย่างที่เห็นตัวเขายังสามารถเดินผ่านเข้ามาได้เลย ที่เขารู้สึกได้เพราะมีพลังมากขึ้นจนสัมผัสได้หรอก ตอนเป็นเด็กนั้นแทบจะไม่รู้อะไรเลย เลยไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี แต่บางที...อาจจะเป็นต้นซากุระก็ได้

“งั้นต้นซากุระก็จำชินเรได้ตั้งแต่แรกแล้วสินะขอรับ ถึงยอมให้ชินเรผ่านเข้ามา”

แล้วร่างโปร่งก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ต้นซากุระอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหลับตาพิงต้นซากุระรอเคโคคุต่อไปอย่างมีความสุข รอไปเรื่อยๆ อย่างนี้สักวันเคโคคุอาจจะผ่านมาก็ได้ หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยลอบหาทางเข้าบ้านท่านยุอันก็แล้วกัน หวังว่าต้นไม้ต้นนั้นยังไม่ถูกโค่นไปหรอกนะ...







ร่างโปร่งที่ยืนกอดอกพิงต้นซากุระหลับตาพริ้มอยู่นั้นสวยงามซะจนเล่นเอาคนที่กำลังเดินเข้ามาที่สวนแห่งนี้หัวใจแทบกระตุก ใบหน้าหวานแหงนเงย ขนตาหนาเป็นแพทาบทับลงบนดวงตาที่ปิดสนิท จมูกโด่งสวยและลงมาที่ริมฝีปากแดงเรื่อของเจ้าตัวที่น่าสัมผัสยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น เส้นผมสีเงินบางส่วนถูกสายลมพัดระไปตามลำคอบางระหง

แต่ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปหมายจะดูหน้าที่โตแล้วของคนตรงหน้าชัดๆ เท้าเจ้ากรรมข้างหนึ่งก็เผลอเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งบนพื้นทันที

กร๊อบ!!

เสียงกิ่งไม้หักเรียกให้ชินเรสะดุ้งตื่นอย่างตกใจ ก่อนจะกระพริบตาลืมขึ้นมามองยังต้นเสียงอย่างดีใจเมื่อคิดว่าน่าจะเป็นคนที่เขากำลังรออยู่

“เค.....”

แต่แล้วเสียงเรียกกลับหายไปซะเฉยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มหัวลงทักทายคนตรงหน้า

“ชินเรขอคารวะท่านสี่ผู้เฒ่ายุอันอีกครั้งขอรับ”

“เงยหน้าขึ้นเถอะ...ไม่ต้องมากพิธีหรอกชินเร ข้ามันคนง่ายๆ ไม่เหมือนอาจารย์เจ้าหรอก และก็ไม่ต้องเรียกทั้งชื่อและตำแหน่งเต็มยศหรอกนะ เรียกแค่ยุอันก็ได้”

“ขอรับ...ท่านยุอัน”

สิ้นคำความเงียบก็บังเกิดขึ้นทันทีเหมือนต่างคนก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ในขณะที่อีกคนหนึ่งจ้องร่างตรงหน้าอย่างพิจารณา ส่วนอีกคนก็เบือนหน้าหนีการจ้องมองที่ไร้มารยาทนั่น ถึงแม้ตาอีกฝ่ายจะถูกปิดด้วยผ้าแต่ความรู้สึกมันบอกเขาว่าถูกคนตรงหน้าจ้องร่างเขาจนแทบจะทุกส่วน จนรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะร้อนขึ้นมาบ้างแล้วจากการถูกจ้องจนเหมือนจะลุผ้านั่น ทำไมต้นซากุระถึงปล่อยให้ผู้ชายไร้มารยาทคนนี้เข้ามาได้นะ แต่ก็นั่นแหละ...แค่ต้นซากุระจะไปสู้อะไรได้กับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสี่ผู้เฒ่า!

‘เอาไว้มารอเคจังวันอื่นก็แล้วกัน’

คิดได้ดังนั้น ร่างบางก็โค้งให้คนตรงหน้านิดหนึ่งก่อนจะรีบกล่าวลา

“หากท่านไม่มีธุระอันใดข้าน้อยขอลานะขอรับ”

“อย่าเพิ่งไปสิ! อยู่คุยกันก่อน” ไม่พูดเปล่ามือที่แข็งราวกับคีมเหล็กก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของร่างที่กำลังจะเดินจากไปทันที!

ชินเรก้มลงมองมือใหญ่ที่เกาะกุมต้นแขนตัวเองแน่น ก่อนจะตวัดหน้าขึ้นจ้องเจ้าของมืออย่างเคืองๆ

“ปล่อยขอรับ!”

“อ้าวๆ โกรธซะแล้วเหรอชินเรจัง...เอ๊ะ..อย่าทำตาดุอย่างนั้นสิ มันดูสวยซึ้งมากกว่าจะดูน่ากลัวนะ ก็ข้าไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะไม่เรียกเจ้าว่า ‘ชินเรจัง’ แค่บอกว่าจะไม่เรียกว่า ‘ชินจัง’ต่างหาก” ขณะที่พูดไปมือใหญ่ก็ยังกำต้นแขนเรียวแน่นไม่ยอมปล่อย โดยไม่สนใจเลยว่าคนที่ถูกเกาะกุมจะทั้งแกะและบิดเพื่อให้มันหลุดจากมือใหญ่ของเขามากเพียงไร

“เรียกชินเรจังก็น่ารักสมตัวเจ้าดีออกนะ ชินเรจังๆๆๆๆๆๆๆ”

เพราะใช้กำลังอย่างไรก็ไม่ได้ผล เนื่องจากต้นแขนเขายังถูกกุมไว้แน่นไม่มีวี่แววว่าจะหลุดสักนิด ร่างบางเลยเปลี่ยนจากการใช้กำลังมาเป็นใช้พลังในการจู่โจมแทน ดังนั้น วารีพิฆาตจึงถูกปล่อยออกไปในทันที!

หากแต่สายน้ำที่เกรี้ยวกราดยังไม่ทันได้เข้าจู่โจมศัตรู อยู่ดีๆ วารีพิฆาตก็สลายกลายเป็นไอน้ำหายวับไปในพริบตา!!

‘ผู้ชายคนนี้ใช้ไฟงั้นเหรอ’

คิดขึ้นมาในใจอย่างตกใจและสงสัย แต่ร่างสูงก็เหมือนจะรู้ดีว่าร่างบางคิดอะไรอยู่

“เปล่าหรอกนะชินเรจัง... วิชาถนัดของข้าไม่ใช่ไฟหรอก ก็แค่ใช้ได้นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น พอป้องกันตัว” นิดๆ หน่อยๆ นี่มันสลายวารีพิฆาตของเขาไปในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเลยเรอะ แต่ร่างสูงไม่พูดเปล่า เพราะผลจากการต่อต้านเมื่อครู่เขาก็ถูกผลักไปติดกับต้นซากุระ ข้อมือเรียวทั้งคู่ถูกรวบด้วยมือใหญ่ข้างเดียวยกไว้ขึ้นเหนือหัวตนเอง พร้อมๆ กับที่เข่าแข็งที่แทรกเข้ามาระหว่างขาเรียวเพื่อป้องกันการดิ้นหนี

“แต่ในเมื่อเจ้าไม่อยากคุยกันสบายๆ งั้นก็คุยกันแบบนี้แทนแล้วกันนะ!”

แบบนี้คือแบบที่ตัวเขาถูกร่างสูงแนบลงมาสัมผัสไปแทบจะทุกส่วน ลมหายใจร้อนผ่าวของคนตรงหน้ารินรดลงมาบนใบหน้าเขาไม่หยุด

จะสู้เล่นๆ ไม่ได้แล้วดูจากการที่วารีพิฆาตของเขาไหม้หายไปในพริบตาสิ คนตรงหน้าก็สมเป็นสี่ผู้เฒ่าจริงๆ แถมนี่ยังไม่ใช่วิชาถนัดของเจ้าตัวอีก แล้วถ้าคนตรงหน้าใช้มัน...จะเป็นยังไงนะ?

ขณะที่ร่างบางกำลังรวบรวมจิตเรียกมังกรวารีออกมา อยู่ๆยุอันก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“คนที่ใช้ไฟจริงๆ คือน้องเจ้าต่างหากล่ะชินเรจัง และก็อย่าคิดที่จะทำอะไรโง่ๆ ล่ะ เวลาข้าโมโหขึ้นมานี่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ”

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มขณะพูดนั่นไม่ได้บอกซักนิดเลยว่าเจ้าตัวจะน่ากลัวสมดังคำพูดถ้าตัดการพันธนาการตัวเขาที่ดิ้นเท่าไหร่ก็ดิ้นไม่หลุดออกไปนะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดดิ้นไม่ใช่ความน่ากลัวนั่นหรอกหากแต่เป็นประโยคแรกที่คนตรงหน้าพูดออกมาต่างหาก

“เคโคคุ! เคโคคุหรือขอรับ! ไม่ทราบว่าเคโคคุเป็นอย่างไรบ้างขอรับ!”

หน้าที่ยิ้มแฉ่งเฉพาะเวลาที่กล่าวถึงน้องชายมันทำให้คนมองรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาในใจได้บ้างเหมือนกัน เวลาพูดกับเขาก็ทำหน้าบึ้งใส่ แต่ทีเวลาพูดถึงเจ้าหนูหัวน็อตนั่นกลับยิ้มแย้มแจ่มใสจนแก้มแทบปริ หัวใจมันหงุดหงิดคันๆ จนอยากจะแกล้งคนที่กำลังหน้าบานในอ้อมกอดตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว

“ที่บ้านไม่ได้สอนมาเหรอว่าเวลาอยากได้อะไรก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนน่ะ...ชินเรจัง” น้ำเสียงร่าเริงถามขึ้นมาโดยแกล้งทำลืมๆ ไปว่าพูดอย่างไรไว้บ้างกับฟุบุกิก่อนหน้านี้

ของแลกเปลี่ยนเหรอ? จริงสินะ! มันเป็นมารยาทนี่นา...ลืมไปเลย ถ้าสำหรับคนตรงหน้าที่อยากได้คงจะเป็น....

“เงินหรือขอรับ?” ก็พอจำได้ลางๆ น่ะนะ ว่าบ้านท่านยุอันทั้งเก่าทั้งโทรมและคงจะจนมากด้วย ไม่เป็นไรให้ท่านไปก็ถือว่าเคจังจะได้ใช้ด้วยเหมือนกัน

“ตอนนี้ข้าน้อยก็พกมาบ้างเหมือนกันขอรับ แต่ถ้าไม่พอข้าน้อยก็จะกลับไปเอาที่บ้านมาให้ ไม่ทราบว่าท่านต้องการ...โอ้ย!”

แล้วร่างบางก็ต้องร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เมื่อข้อมือที่ถูกกำแน่นอยู่แล้วถูกบีบเข้าหากันแน่นเข้าไปอีกจนฟันซี่เล็กของเจ้าตัวต้องกัดริมฝีปากของตัวเองไว้แน่นเพราะความเจ็บ

“กวนประสาทได้ไม่ต่างน้องเจ้าเลยนะ! คุณชายตระกูลใหญ่ที่ใช้เงินตัดสินปัญหาทุกอย่าง...ช่างเหมือนกับพ่อเจ้าจริงๆ ! ข้าไม่ต้องการของแค่นั้นหรอกนะชินเร ข้าอยากได้ของที่มีค่ากว่านั้นเยอะ...” พูดพลางก็แตะนิ้วโป้งของตัวเองดันริมฝีปากเล็กออกมาจากฟันคมของเจ้าตัวก่อนจะถือสิทธิคลึงเล่นเหมือนตอนกลางวัน “....ที่ข้าอยากได้....คือสิ่งนี้ต่างหากล่ะ!”

‘ริมฝีปากเขาเหรอ? เอาไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? และที่สำคัญ...จะเอาไปยังไง?’

และเหมือนร่างสูงจะนึกรู้ว่าร่างตรงหน้าคิดอะไรอยู่เพราะนิ้วโป้งที่คลึงริมฝีปากแดงเล่นอย่างสนุกเมื่อครู่ถูกเลื่อนมาจับปลายเล็กดันขึ้นแทน ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปจ้องริมฝีปากแดงแทนมือที่เพิ่งเลื่อนออกไป และกระทำการเฉลยวิธีการ ‘เอา’ ให้ร่างบางดู

“งั้นข้าจะสาธิตให้ดูก็แล้วกันนะ...เด็กน้อย”

กล่าวจบ! ใบหน้าแกร่งก็เลื่อนลงมาประทับริมฝีปากบนใบหน้าที่แหงนเงยอย่างงงๆ นั่นทันที! ริมฝีปากร้อนทั้งแตะต้องทั้งบดเบียดแสดงความเป็นเจ้าของบนริมฝีปากเล็กอย่างเรียกร้อง ปลายลิ้นร้อนไล้เลียไปบนเรียวปากแดงเรื่ออย่างพยายามกระตุ้นเต็มที่

“อ้ะ! อื้อ! ไม่...”

ชินเรในตอนนี้ที่เริ่มหายงงแล้วเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็รีบเบี่ยงริมฝีปากสั่นระริกของตนออกจากริมฝีปากร้อนที่บดลงมาเบาบ้างหนักบ้างไม่หยุดทันที

“ปล่อย!”

นอกจากจะไม่ปล่อยแล้ว คนตรงหน้าก็ยังคงบีบกรามเขาซะแน่นและอาศัยจังหวะที่เขาเผลออ้าปากออกด้วยความเจ็บแทรกลิ้นร้อนของตัวเองเข้าไปในโพรงปากเขาอย่างชำนาญแทนด้วย!

“อื้อ!”

ลิ้นร้อนที่เชี่ยวชาญตวัดไปมาทั่วโพรงปาก เกี่ยวพันรัดลิ้นของร่างบางซะจนหายใจไม่ออก ความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาทำให้ชินเรในตอนนี้มึนตื้อจนคิดอะไรไม่ออกแล้วได้แต่ยืนหมดแรงปล่อยให้ร่างสูงจูบอย่างหนักหน่วง ไม่รู้แม้กระทั่งว่ากระดุมเสื้อด้านหน้าตนถูกถอดออกหมดแล้ว จนกระทั่งฝ่ามืออุ่นใหญ่แทรกผ่านสาบเสื้อเข้าไปสัมผัสกับหน้าอกขาวเนียนนั่นล่ะ ชินเรถึงได้สะดุ้งขึ้นมาอย่างตกใจ!

“อื้อ! อื้อ! ฮ้า....อย่า!”

แต่ริมฝีปากที่เชี่ยวชาญของร่างสูงก็ตามประกบปิดริมฝีปากเล็ก ป้องกันเสียงอุทรณ์ที่อาจจะมีขึ้นให้มันกลืนหายลงไปในลำคอเล็กแทน

“อื้อ! อื้อ!”

เสียงประท้วงที่ดังออกมาได้ไม่เกินเสียงครางไม่มีผลอะไรทั้งสิ้นต่อฝ่ามือใหญ่ที่เคล้นคลึงไปทั่วแผ่นอกเนียนและกำลังจะเลื่อนปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสกับยอดอกเล็กนั่น

“อ้ะ!”

เสียงครางหวานดังลอดออกมาจากลำคอเล็กเมื่อยอดอกของตนถูกบดขยี้ด้วยนิ้วแกร่ง ความรู้สึกแปลกๆ แล่นริ้วขึ้นมาตามร่างกายจนร้อนไปหมดทั้งตัว

นี่มันอะไรกัน!

“เจ้าช่างไร้เดียงสาน่ารักเหลือเกิน...ชินเร” กระซิบเสียงแหบพร่าตามอารมณ์ก่อนที่จะย้ำริมฝีปากลงไปติดๆ บนริมฝีปากแดงที่กำลังเผยอค้าง...

และก่อนที่ชินเรจะทันได้คิดพิจารณาอะไรต่อ ในขณะที่มือหนึ่งบดขยี้ยอดอกเขาสลับกันไปมาไม่ยอมหยุด มืออีกข้างก็เลื่อนผ่านเข้าไปใต้กางเกงทางด้านหน้าที่เข็มขัดถูกปลดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้....

“ไม่!!”

มือที่เพิ่งรู้ว่าถูกปล่อยนานแล้วและเผลอยกขึ้นไปขยำเสื้อบนไหล่ของคนตรงหน้าเพื่อระบายอารมณ์ก็กำแน่นก่อนจะชกใบหน้าคมนั่นโดยแรงจนหน้าสะบัด พอเรียกสติของร่างสูงให้กลับคืนมาได้บ้างเช่นกัน

ยุอันเบือนใบหน้ากลับมามองร่างเล็กที่กำลังตื่นกลัวตรงหน้า ข้อมือเรียวทั้งสองข้างขยำกุมเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของตนไว้แน่น ในขณะที่ปากแดงๆ ยิ่งแดงมากขึ้นและบวมเจ่อเพราะถูกจูบอย่างหนักหน่วงเมื่อครู่กำลังสั่นระริกพอๆ กับร่างกายของเจ้าของปาก

“รู้แล้วใช่มั้ย...ว่าข้าจะ ‘เอา’ ริมฝีปากเจ้าไปเช่นไร และเพื่อตอบแทนกับริมฝีปากแสนหวานของเจ้าเมื่อครู่ ข้าก็จะบอกให้เจ้ารู้หน่อยก็แล้วกันนะว่า ตอนนี้น้องเจ้าไม่อยู่ที่นี่หรอก ข้าใช้ให้เคโคคุไปทำธุระข้างนอกตระกูล คงราวๆ 1 เดือนล่ะมั้งถึงจะกลับมา เพิ่งออกเดินทางเมื่อตอนเช้าวันนี้เอง”

และเจ้าของปากแดงเรื่อคงรู้แล้วว่าตัวเองโดนหลอก ใบหน้าแดงๆ จึงเริ่มปรากฎแววโกรธขึ้งและตะโกนออกมาต่อว่าเขาทันที

“ข้าเกลียดท่าน! เกลียดท่านที่สุด!!”

มือมันคงสั่นเกินที่จะติดกระดุมเสื้อ เจ้าของมือจึงทำแค่กุมคอเสื้อตัวเองแน่นแล้ววิ่งหนีจากไปทันทีโดยที่เขายังคงยืนค้างอยู่

ถ้อยคำที่ชินเรกล่าวออกมาเมี่อครู่มันยังดังก้องอยู่ในหู ทั้งๆ ที่ทำใจไว้บ้างแล้วนะ แต่ได้ยินตรงๆ กับหูนี่มันช่างเรียกความเจ็บปวดได้มากดีแท้

เขาเองก็ไม่ได้อยากจะล่วงเกินมากอย่างเมื่อกี้หรอก ใจจริงอยากค่อยเป็นค่อยไป สอนให้ชินเรรู้เรื่องพวกนี้ไปทีละนิดๆ โดยเริ่มจากจูบก่อน แต่อารมณ์ที่โมโหค้างจากการถูกลืมเมื่อตอนกลางวันผสมกับการหึงอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อครู่ มันทำให้ความอดทนของเขาหมดลงตรงนั้นเองเมื่อได้สัมผัสกับริมฝีปากอันอ่อนนุ่มนั่น ความอยากครอบครอง เป็นเจ้าของมันแล่นตีตื้นขึ้นมาเป็นริ้วๆ แล้วยังการตอบสนองที่ไร้เดียงสาและเรียวลิ้นเล็กที่สนองตอบจูบเขาโดยเจ้าตัวคงจะไม่รู้ตัวนั่นอีกมันทำให้เขาแทบลุกเป็นไฟทั้งกาย หากร่างบางไม่ชกเขาซะก่อนบางทีมันอาจจะเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหนก็เป็นได้

‘บางที...เจ้าอาจจะเหมือนพ่อเจ้าก็ได้นะชินเร.....พ่อเจ้าเลือกที่จะเชื่อ ส่วนเจ้าเลือกที่จะจำ ....เฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจ!

ข้าบอกแล้ว...ว่าสิ่งไหนที่ข้าอยากเป็นเจ้าของ ข้าก็จะแย่งชิงมันมาด้วยมือของตัวเอง เตรียมใจไว้เถอะ...ชินเร!’

เวลา 1 เดือนที่เขาส่งลูกศิษย์ออกไปข้างนอกเพื่อที่จะได้พนันกับตัวเองนั่นเอง พนันว่าภายใน 1 เดือนนี้ที่สั่งเคโคคุไว้ว่า ‘ห้ามกลับมาเด็ดขาด’ ถึงแม้ธุระจะเสร็จแล้วก็ตาม ข้าจะสามารถเปลี่ยนใจเจ้าได้บ้างหรือไม่!

แต่บางที...มันอาจจะนานกว่า 1 เดือนก็ได้นะ เพราะเจ้าหนูนั่นมันยิ่งป้ำๆ เป๋อๆ หลงทางบ่อยอยู่ด้วย หากมันนานกว่านั้นก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วกันนะ...ฮ่าๆๆๆ ตัวเรานี่มันช่างฉลาดซะจริง!




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 19:19:03 น.
Counter : 104 Pageviews.  

Chapter 7 บ้าน

“นี่มัน....ที่ไหน”

คำถามง่ายแต่ตอบยากผุดขึ้นมาในใจของร่างน้อยผมทอง คำถาม...ที่ควรจะคิดถามขึ้นมาซักที เพราะมันก็ผ่านมาได้หลายเดือนแล้วหลังจากที่เด็กน้อยเผาบ้านตัวเอง

เหตุการณ์หลังจากนั้นคือเคโคคุพยายามจะคลำทางไปหาบ้านของหนึ่งในสี่ผู้เฒ่า-ยุอัน ตามแผนที่ที่ผู้เป็นมารดาให้มาแต่มันก็ไม่ต่างจากคราวแรกคือพอเดินไปได้สักพัก เจ้าตัวเล็กก็...หลงทาง โดยที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองหลง!

และที่สำคัญกว่านั้นอีกคือเด็กน้อยจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนที่เขาจะไปหาชื่ออะไร

‘ยุนยุนนี่ล่ะมั้ง’

คิดขึ้นมาเรื่อยๆ ในหัวสมองเล็กๆ ขณะจินตนาการถึงภาพหมีร่างใหญ่ขนปุยน่าจับเล่นและตัวคงจะอุ่นเหมือน...ชินเร

‘ก็อยากไปเจอเจ้าหมีอยู่หรอก แต่บ้านมันหายไปเองนี่! บู่...’

คิดขึ้นมาง่ายๆ อย่างพยายามปัดความผิดออกไปให้ไปไกลๆ ตัว

‘ถึงไม่มีเจ้าหมียุนยุน เขาก็เก่งได้น่า ก็ดูสิ แทบทุกวันที่เขา ‘เดินเล่น’ แถวนี้ ก็จะมีคนออกมาช่วยฝึกทุกทีไป ดูอย่างตอนนี้สิ ก็ออกมาอีกแล้ว!’

ตรงหน้าเด็กคือตัวอะไรซักอย่างที่สูงราวๆ สามเมตร ใบหน้าน่ากลัวนั้นก็แยกจมูกและปากจากกันไม่ออก ลำตัวและแขนขามีหนามแหลมยื่นออกมาเต็มไปหมด และที่สำคัญมันไม่ได้มีตัวเดียวแต่มีเป็นสิบ!

“หึ หึ วันนี้พวกเราโชคดีจริงๆ อยู่ก็มีเหยื่อมาให้กินถึงที่เลย”

เสียงขานรับเสียงที่น่ารังเกียจนั้นมาจากพวกพ้องรับกันเป็นทอดๆ

‘เจ้าพวกนี้มันหายใจได้ไงนะ ตกลงที่ใช้พูดนั่นมันปากหรือจมูกกันแน่?’

“ไม่ต้องกลัวนะเจ้าเทวดาตัวน้อย...พวกข้าจะค่อยๆ ละเลียดกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแน่นอน...ไม่ต้องกลัวว่าจะทิ้งส่วนไหนไปนะ กินหมดๆ”

“ใช่ๆ กินหมดๆๆๆ”

‘ดูๆไปก็น่ารักดีแฮะ แต่ตัว...ท่าจะไม่นุ่มเหมือนเจ้าหมี’

เสียงหัวเราะน่ารังเกียจที่พร้อมใจกันประสานเสียงดังขึ้น ไม่ได้ทำให้ร่างน้อยรู้สึกอะไรเลย ดวงตาสีทองหรี่ลงจ้องสัตว์ประหลาดนิ่งราวกับจะพิจารณารูปร่างลักษณะอย่างละเอียด

......ดูท่าเจ้าตัวเล็กของเราจะชอบใจของเล่นชิ้นใหม่......

“อย่ามัวเอาแต่ขู่เด็กสิ ยืนนิ่งเลยท่าจะกลัวใหญ่แล้ว...รีบกินเลยดีกว่า ข้าหิวแล้วนะ”

“ใช่ๆๆ ข้าหิวๆๆ” เสียงตอบรับเป็นทอดอย่างไม่รู้จะคิดพูดอะไรดังขึ้นมาอีกรอบสะท้อนก้องไปทั่วทั้งทะเลป่า!

แล้วทันใด! หนึ่งในร่างข้างหน้าก็พุ่งเข้ามาหมายจะจับเป็นเพื่อจะได้สดๆ กินได้อร่อยๆ แต่พอกำลังจะคว้าได้ ร่างที่สูงเท่าเข่ามันก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาทันที! มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อรู้สึกหนักๆ เหมือนอะไรมายืนเหยียบอยู่บนหัวนั่นล่ะ

‘เร็วกว่าเจ้าหมีนิดๆ ก็ดี...จะได้เล่นได้นานๆ หน่อย’

“หนอย! เจ้าเด็กแสบ! พ่อแม่ไม่สั่งสอนเรอะ ถึงได้ขึ้นไปยืนอยู่บนหัวผู้ใหญ่” กล่าวออกมาอย่างเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง

พรึ่บ!!

ไฟจากปลายข้างหนึ่งของดาบยาวลุกท่วมร่างที่กำลังจะคว้าร่างเด็กน้อยบนหัวแทบจะทันทีเมื่อร่างน้อยได้ยินคำว่า ‘แม่’ ออกมาจากปากกึ่งจมูกของมัน ก่อนที่ร่างน้อยจะกระโดดลงมายืนอยู่ข้างหน้าร่างที่กำลังทรมานเพราะไฟของตน

“ท่านแม่ไม่อยู่แล้ว!!” ตวาดดุเสียงก้องด้วยใบหน้าที่เริ่มฉุนขึ้นมาบ้างแล้ว

เหล่าสัตว์ประหลาดที่เหลือเมื่อหายตะลึงจากร่างที่ไฟลุกท่วมของเพื่อน ก็หันมาจะ ‘รุม’ จู่โจม ‘เหยื่อ’ ที่คิดว่าจะจัดการได้ง่ายๆ ในทันที โดยไม่สนใจจะช่วยเพื่อนที่กำลังจะตาย

‘เจ้าเด็กน้อยก็ตัวแค่นี้ ไงๆ ก็ไม่อิ่มอยู่แล้ว’

แค่อีกเพียงนิดเดียวพวกมันก็จะสามารถโอบล้อมเด็กน้อยได้แล้ว แต่อยู่ๆ วงล้อมไฟรัศมีสองเมตร ก็ลุกท่วมล้อมรอบร่างของเด็กน้อยทันที ก่อนจะแผ่ขยายออกไปรอบด้านเกือบสิบเมตร พื้นที่โดยรอบถูกไหม้ด้วยไฟ ไม่เว้นแม้แต่ที่พวกมันยืนอยู่!

เหล่าตัวประหลาดต่างพากันวิ่งหนี ตัวที่วิ่งทันก็พ้นส่วนที่ช้าก็ถูกไฟคลอกล้มลงไป พวกตัวที่รอดก็ยืนคุมเชิงเด็กน้อยอยู่ห่างๆ .....ห่างมาก เพราะเริ่มรู้ถึงพิษสงของร่างน้อยตรงหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว เลยตัดสินใจว่าจู่โจมในระยะไกลจะดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงได้สลัดหนามแหลมที่อยู่รอบตัวพุ่งเข้าใส่ร่างน้อยทันที

เคโคคุกระโดหลบหนามแหลมที่กำลังพุ่งเข้าใส่ตัวเองอย่างเร็วได้หวุดหวิด พลางหันไปมองพื้นที่ที่ตัวเองยืนอยู่เมื่อครู่ได้ถูกปกคลุมไปด้วยหนามแหลมคม หากหลบไม่พ้นร่างน้อยคงพรุนไปแล้ว

“หลบเร็วดีนี่เจ้าหนู งั้นถ้าแบบนี้ล่ะ!”

พลางหันไปสบตากับพวกพ้องที่เหลืออยู่ แล้วทั้งหมดก็พร้อมใจกันสลัดหนามแหลมเข้าใส่เด็กน้อยจากทุกทิศทันที!

“คราวนี้จะหลบได้ยังไง ไหนดูซิ!”

แต่เคโคคุไม่หลบที่ทำก็คือปักดาบลงบนพื้นเบื้องหน้า แต่ก่อนที่หนามแหลมเหล่านั้นจะพุ่งถึงตัวก็เจอกับบาเรียบางใสที่แทบมองไม่เห็นทันที

ในขณะที่พวกหนามทะลุบาเรียเข้ามาก็พลันลุกไหม้อย่างรวดเร็ว!

“อ๊าๆๆๆๆ” เสียงร้องดังมาจากร่างน้อยที่แหงนเงยหน้าขึ้นตะโกนก้อง มวลอากาศรอบตัวสั่นสะเทือนพร้อมๆ กับที่หนามแหลมคมพลิกตัวกลับและพุ่งตรงกลับไปยังทิศที่ตัวเองมาทันที

“อ๊ากส์ๆๆๆ!!”

เสียงร้องดังออกมาจากสัตว์ประหลาดที่โดนอาวุธของตัวเองย้อนกลับมาเล่นงาน แถมอาวุธนั้นยังติดไฟลุกไหม้ร่างของพวกมันอีก หลังจากนั้นแต่ละตัวก็ค่อยๆ หมดแรงล้มลงไปจนหมด

‘แค่ควบคุมคลื่น ท่านแม่ก็สอนมาอีกเช่นกัน’ เอามือน้อยเท้าสะเอวก่อนจะเชิดจมูกขึ้นอย่างภูมิใจนิดๆ

“แปะ แปะ”

เสียงปรบมือด้วยความชื่นชมดังมาจากเจ้าตัวหัวหน้าที่ค่อนข้างมีสมองหน่อยเพราะหลบไปดูการต่อสู้อยู่หลังต้นไม้ทันทีที่รู้ว่าเด็กน้อยตรงหน้าชักจะมีพิษสงมากกว่าที่คิด เจ้าตัวประหลาดเดินปรบมือออกมาจากที่ซ่อนพลางเอากึ่งปากกึ่งจมูกนั่นยิ้มแสยะมาให้เด็กน้อย

“เก่งดีนี่ เจ้าหนู”

เคโคคุที่ยืนหอบเหนื่อยๆ เพราะการใช้พลังไปมากเมื่อครู่เบือนหน้ามามองร่างกึ่งคนแต่หน้าสัตว์ประหลาดที่กำลังเดินตรงมายังเขาอย่างคุกคาม

‘ถ้าไม่ฝึกให้ดี คงใช้มากๆ ต่อวันไม่ได้สินะ แต่ก็ยังดีที่เหลืออีกตัวจะได้เก็บเอาไว้เล่น’

“เจ้าหนูจะใช้แต่วิธีขี้โกงรึไง ดาบเล่มนั้นคงถือไว้ทำเท่สินะ” พยายามพูดเพื่อยั่วยุเด็กน้อยตรงหน้า เพราะหากสู้ด้วยพลังพิเศษเขาคงไม่ไหว แต่ถ้าสู้ด้วยฝีมือล่ะก็...ไม่แน่ เพราะฝ่ายตรงข้ามก็แค่เด็กตัวกะเปี๊ยก แถมยังเหนื่อยจัดจากการต่อสู้ก่อนหน้าแล้วด้วย เห็นได้จากหยาดเหงื่อที่ไหลผ่านใบหน้าน้อยนั่น

‘แผนตัดกำลังคู่ต่อสู้นี่ใช้ได้ผลจริงๆ ’

เจ้าหน้าแปลกคิดในใจอย่างเป็นต่อ ก่อนจะดึงดาบใหญ่ที่ซ่อนอยู่ข้างหลังออกมาเตรียมสู้กับเด็กน้อยที่คิดว่าฝีมือคงห่างเขาหลายขุมแน่ ทันใดก็กระโจนพุ่งเข้าจู่โจมร่างน้อยทันที

เคโคคุรีบยกดาบขึ้นรับแรงฟาดจากสัตว์ประหลาดที่แทบจะทำให้ตัวเขาทรุดลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะกระโดดถอยหลังเพื่อตั้งหลัก พร้อมกับพยายามจะยกดาบขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม แต่ร่างใหญ่กลับไม่ยอมที่จะเสียจังหวะที่เป็นต่อในการรุกนี้ รีบฟาดฟันดาบใส่ร่างตรงหน้าทันที เคโคคุจึงได้แต่ตวัดดาบเพื่อป้องกันตัวเอง

“จะเอาแต่หนีรึไง เจ้าหนู”

กล่าวหยันเด็กตรงหน้าอย่างคึกคะนองเมื่อเริ่มรู้สึกได้ว่ามันกำลังเป็นฝ่ายกุมเกมกับการต่อสู้ครั้งนี้ว่าจะคว้าชัยชนะได้แน่ๆ ก่อนจะตวัดดาบในมือที่คาดว่าน่าจะเป็นดาบสุดท้ายฟันลงไปที่ท่าจะหมดแรงแล้ว

‘กินแบบไม่สดก็ได้วะ’

พลันรอยยิ้มอย่างภูมิใจก็ค้างอยู่บนทั้งปากและจมูกนั้น เมื่อร่างตรงหน้าหายไปต่อหน้าต่อหน้าต่อตา ก่อนที่หางตาจะทันเห็นร่างน้อยตีลังกาอยู่กลางอากาศตรงหน้าตัวเองและตวัดดาบลงมาแค่ดาบเดียวแล้วตัวมันก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว

“วิถีดาบ ท่านแม่สอนก่อนวิธีการควบคุมคลื่นซะอีก” ภูมิใจในตัวเองนิดๆ แต่ก็ออกจะเสียดายหน่อยๆ ไม่ได้ เมื่ออดได้ของเล่น

“แปะ แปะ” เสียงปรบมือชื่นชมดังมาอีกแล้วแต่คราวนี้จากมุมที่สูงกว่า

‘หือ! ยังมีอีกตัวเหรอ เอาล่ะ! ตัวนี้จะไม่เผลอเล่นจนพังเหมือนเมื่อครู่ละกัน’ เจ้าตัวดีเงยหน้าขึ้นมอง ‘ว่าที่’ ของเล่นของเขาที่กำลังนั่งปรบมืออยู่บนต้นไม้ต้นเดิม ก่อนจะกระโดดลงมายืนอยู่ตรงหน้าเด็กน้อย

‘บู่! ไม่เห็นน่ารักเหมือนเจ้าตัวเมื่อกี้เลย’

ร่างตรงหน้าที่เขาต้องแหงนเงยมองคือคน....คนจริงๆ ตัวสูงมากๆ เกือบสองเมตรได้มั้ง ใส่กางเกงขาสั้นเท่าเข่า เสื้อคอกว้างแขนสั้น ผมสั้นสีเงินและที่สะดุดตาที่สุดบนดวงหน้านันก็คงจะเป็น...ผ้าคาดตาแถบยาวสีแดงสด

“เก่งใช้ได้นี่ เคโคคุ...” ยิ้มกว้างแถมแลบลิ้นให้เด็กน้อยตรงหน้า

ชื่อของตัวเองที่หลุดออกมาทำให้ร่างน้อยขมวดคิ้วยุ่งมองร่างสูงอย่างแปลกใจ ชื่อ...ที่ไม่มีใครเรียกนานแล้ว

“เจ้าเป็นใคร?”

“แล้วแม่เจ้าใช้ให้เจ้าไปหาใครล่ะ”

เอ? ลืมแล้วง่ะ ชื่อไรน้า...อืม....อ๋อ.......

“เจ้าหมียุนยุน!”

กึก! ร่างตรงหน้าแทบจะสะดุดลมหายใจตัวเองทันที

“ข้าชื่อยุอัน จำเอาไว้ใหม่ด้วยล่ะ!” ยังเด็กอยู่ อย่าใส่ใจ ยังเด็กๆ ท่องไว้ๆ

“แล้วเจ้าจะยืนยันได้ไงว่าเจ้าคือเจ้าหมียุนยุนล่ะ?”

เจ้าหมียุนยุน! เจ้าหมียุน! เจ้าหมียุนยุน! เสียงเรียกชื่อเพี้ยนๆ ของตัวเองดังสะท้อนไปมาในหัว พลางร่างสูงก็ก้มตัวลงจ้องหน้าเด็กน้อยและเริ่มกล่าวตอบโต้อย่างไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ทันที

“แม่เจ้าเคยชี้ให้ข้าดูว่าเจ้ามีไฝที่ก้นข้างซ้ายใช่มั้ยล่ะ เจ้าหนูหัวน็อต ”

อึก! มือเล็กรีบเอื้อมไปกุมก้นของตัวเองทันที

การต่อปากต่อคำกับเจ้าตัวเล็กก็สนุกดีเหมือนกัน ยิ่งเห็นใบหน้าเรียบที่แทบจะไม่เคยแสดงอารมณ์เลยตอนนี้กลับเบิกตาโพลง มือน้อยกำด้ามดาบแน่นและจ้องมองเขาเขม็ง แกล้งเด็กได้นี่มันก็สนุกดีจริงๆ แฮะ ฮะๆๆ ฮ่าๆๆ

ขณะที่ร่างสูงกำลังหัวเราะอย่างเพลินๆ ร่างเล็กก็กระโดดตวัดดาบยาวในมือหมายฟันคนที่รู้เรื่องน่าอายของเขาแถมยังหัวเราะอีกในดาบเดียว

“โอ๊ะ! โอ๋....” ร่างสูงอุทานขึ้นมาอย่างยั่วโมโหเด็กน้อย ก่อนที่ขายาวๆ จะตวัดขึ้นมารับดาบที่ทั้งคมและเร็วด้วยการเอาปลายนิ้วเท้าคีบไว้หยุดดาบไว้ให้ชะงักแค่นั้น

“นอกจากจะไม่น่ารักแล้วยังขี้โมโหจริงๆ นะเจ้านี่...”

ในขณะที่นิ้วคีบดาบไปใบหน้าคมก็พูดขึ้นมายิ้มๆ อย่างสบายใจเหมือนจะไม่รับรู้เลยว่าเด็กน้อยจะพยายามดึงดาบออกมาจากนิ้วของเขาอย่างสุดแรง แต่ดึงยังไงดาบก็ไม่หลุดซักที เคโคคุเลยเปลี่ยนวิธีปล่อยเปลวไฟพุ่งออกมาจากปลายดาบแทน!

ไฟลุกขึ้นท่วมตัวร่างสูงที่ยังยืนกอดอกอย่างสบายใจแถมปลายนิ้วเท้าก็ยังไม่ยอมถอนออกจากดาบเลย แต่อยู่ดีๆ เปลวไฟพวกนั้นก็ดับไปซะเฉยๆ เรียกรอยยิ้มเล็กๆ ให้ค้างอยู่บนใบหน้าสวย

“ไฟอย่างนี้จะไปทำอะไรได้... นี่เจ้าคงจะทั้งเหนื่อยทั้งหิวแล้วสินะถึงได้ทำได้แค่สร้างไฟที่พอจะไหม้ใบไม้แห้งเผามันกินแค่นั้น! มันต้องอย่างนี้สิ!”

พรึ่บ!!

พริบตา! ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังลุกไหม้ไม่เหลือซากภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที!!

เคโคคุเบิกตาโตด้วยความแปลกใจและตกใจแล้วก็เปลี่ยนเป็นคิ้วผูกโบว์ด้วยความหงุดหงิด

อยากสู้! แต่ดึงยังไงดาบมันก็ไม่หลุดออกมาซักที

“ถ้าเจ้าอยากเก่งกว่านี้ เก่งกว่าทุกคนล่ะก็ ข้าจะช่วยสอนให้ก็ได้นะ แต่พอสอนแล้วเจ้าก็อย่าปล่อยไฟกระจอกอย่างเมื่อครู่ออกมาล่ะ อายชาวบ้านเขา...” พูดโดยไม่ได้ใส่ใจกับอารมณ์ของร่างตรงหน้าแม้แต่นิด “เพราะยังไงๆ แม่เจ้าก็ฝากเจ้าไว้กับข้าอยู่แล้วนี่” แต่แค่ประโยคหลังประโยคเดียวก็หยุดอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงของเด็กน้อยเอาไว้ได้

“งั้นก็สอนมาสิ! เดี๋ยวนี้เลย! ข้าจะได้ฆ่าเจ้าได้!”

‘มันไม่น่ารักเอาซะเลยจริงๆ นะเจ้าเด็กนี่ ต่างจากพี่มันจริงๆ’

“แต่ข้าหิวแล้ว! และข้าจะไม่สอนใครเวลากินด้วย มันหงุดหงิด ถ้าเจ้าอยากเรียนก็ตามไปเรียนที่บ้านข้าก็แล้วกันนะ พอข้ากินเสร็จอามณ์ดีแล้วจะสอนให้...”

พูดเสร็จ ร่างสูงก็ยกมือขึ้นปิดปากหาวทีหนึ่ง ก่อนจะเอามือนั้นเกาหัวแกร็กๆ แล้วก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ได้สนใจว่าร่างน้อยจะตามมาหรือไม่

ทั่กๆ

ซักพักหลังจากเจ้าตัวคิดดีแล้ว ร่างเล็กก็วิ่งตามหลังคนตัวสูงที่เดินเอื่อยๆ อยู่ข้างหน้าทันที (ความยาวขามันผิดกัน) ยุอันเองก็เหลือบมามองร่างป้อมที่วิ่งตามมาอย่างพอใจ

ตลอดหลายเดือนที่เขาเฝ้าดูมา เคโคคุเองก็เข้มแข็งขึ้นมาจากตอนนั้นบ้างแล้วทั้งร่างกายและจิตใจ อาจจะเพราะได้ออกกำลังกายบ่อยๆ แทนการที่ต้องนั่งคิดอยู่คนเดียวล่ะมั้ง ที่เหลือก็แค่สอนวิชาและสอนเรื่องครอบครัวให้สินะ...

‘ไม่ต้องห่วงนะฟูจิตัวน้อย ข้าจะปกป้องเคโคคุให้ ตอบแทนที่ตอนนั้นเจ้าช่วยข้าละกัน....แต่ข้าก็ไม่มั่นใจนะว่าจะเป็นยังไง ก็ลูกเจ้า...มัน...ไม่น่ารักเอาซะเลยนี่นา...ข้าไม่ได้ว่าเจ้านะ...แค่บ่นๆ ลูกเจ้านิดเดียว แค่นั้น! แค่นั้นเองจริงๆ...’

................................................................

.............................

.......


“เคจังหายไปไหนนะ?”

ร่างน้อยของชินเรบ่นขึ้นมาเซ็งๆ ขณะนั่งกอดเข่าพิงอยู่กะต้นซากุระ ณ สวนฮารุ

“นี่ชินเรก็มารอตั้งนานแล้วนะ คอยอยู่ที่นี่ก็ตั้งหลายวันแล้วด้วย เคจังก็ยังไม่โผล่มาซักที”

บ่นคนเดียวต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะหยิบขนมขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วก็บ่นต่ออีก

“ตอนนี้ชินจะกลายเป็นหมูไปแล้วน้า...ขนมก็เตรียมมาเผื่อเคจังทุกวันเลย จะกินเหลือก็ไม่ดีจะทิ้งก็ไม่ได้เดี๋ยวริริที่อุตส่าห์ทำให้จะเสียใจ ชินเรเลยต้องเหมาขนมหมดคนเดียวทุกวันเลย อ้วนแย่แล้วเนี่ย!” แล้วก็เอามือน้อยลูบพุงของตัวเองที่เริ่มมีเนื้อขึ้นมาบ้างแล้ว

“ถ้าชินมีไขมันที่หน้าท้อง แล้วไม่มีใครชอบล่ะก็...เคจังต้องรับผิดชอบชินด้วยนะ”

หึ หึ....

หืม? เงยหน้าขึ้นไปมองที่ต้นซากุระ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังขึ้นมา

“ต้นซากุระหัวเราะเยาะชินเรหรือขอรับ ชินเรงอนแล้วด้วยนะ!” ย่นจมูกอย่างเคืองๆ “บ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้ ฮึ! ต้นซากุระก็ไม่ยอมบอกซักทีนี่นาว่าเคจังอยู่ไหน”

เจ้าตัวดีได้แต่กล่าวตัดพ้อขึ้นมาลอยๆ เพราะตั้งแต่วันแรกที่เขาออกจากบ้านได้ก็รีบมาหาเคจังที่นี่ทันทีและก็ถามต้นซากุระว่าเห็นเคจังบ้างไหม แต่ต้นซากุระก็ไม่ยอมบอกชินเรเลย แล้วนี่ชินเรมารอที่นี่หลายวันแล้วน้า ต้นซากุระก็เอาแต่เงียบ แล้วมันน่างอนมั้ยล่ะ!

แก้มที่ป่องอยู่แล้วของเจ้าตัวยิ่งพองป่องออกมาอีก ขณะที่สะบัดหน้ากลับลงมานั่งกอดเข่าตัวเองดังเดิม

หึ หึ...

ทันใดนั้นแถบผ้าสีแดงยาวประมาณฟุตเศษก็หล่นลงมาตกลงบนตัดชินเร

“นี่มัน...ผ้า...ผ้ามัดผมของเคจังนี่นา” หยิบขึ้นมาดูและเงยหน้าขึ้นไปมองบนต้นซากุระอย่างแปลกใจ ที่จำได้ก็เพราะวันที่ลูบผมให้น้องนั่นเอง แล้วก็เห็นซากุระสว่างเรืองดอกหนึ่งลอยมาตรงหน้า...ลอยค้างอยู่อย่างนั้นไม่ตกลงไป

แล้วซักพักดอกซากุระดอกนั้นก็ลอยห่างชินเรไปทางขวา หยุดนิ่งซักพักเหมือนจะรอคอยให้ชินเรตามไป

“หรือว่า...หรือว่า...ต้นซากุระจะพาชินเรไปหาน้องใช่ไหมขอรับ”

ต้นซากุระไม่ตอบแต่การสั่นแรงๆ ทั้งต้นจนดอกซากุระร่วงกราวก็บอกคำตอบได้เป็นอย่างดี

“ขอบพระคุณขอรับ...ชินเรขอบพระคุณมากๆ ขอรับ” ร่างน้อยเงยหน้ายิ้มแป้นให้ต้นซากุระอย่างดีใจแถมโค้งให้ทีหนึ่งก่อนจะรีบวิ่งตามดอกซากุระดอกนั้นไป

.........................................................

...............................

.........


ชินเรวิ่งตามดอกซากุระจนมาถึงตึกร้างๆ แห่งหนึ่ง ที่ดอกไม้นำทางหยุดลอยนิ่งอยู่หน้าตึกนั้น

‘ตำหนักสี่ผู้เฒ่ายุอัน’

ชินเรมองป้ายบอกชื่อและเงยหน้าขึ้นมองตึกสลับกันไปมาอย่างจะยืนยันเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้อ่านผิด

“ทำไมทั้งเก่าทั้งโทรมจัง.....ไม่เห็นสวยเหมือนตำหนักท่านฟุบุกิเลย เอ...หรือว่าท่านยุอันจน....อืม...เงินเดือนสี่ผู้เฒ่าคงไม่มากกระมัง”

รำพึงอย่างลืมนึกถึงว่าเสียมารยาทต่อเจ้าของบ้านเพียงใดแล้วจึงเดินเข้าไปในตึกจะพังมิพังแหล่นั้น

“แต่บางทีข้างในอาจจะสวยก็ได้น้า...เอ...เดินมาตั้งนานแล้วนะทำไมข้างในโทรมกว่าข้างนอกอีกง่ะแถม...อืม...น่ากลัวอีกอ่ะ มืดก็มืดอยู่กันได้ไงเนี่ย”

“ขอโทษนะขอรับ มีใครอยู่บ้างมั้ย ๆๆๆๆ” เสียงที่สะท้อนเสียงเรียกของเขาดังก้องไปมาโดยไม่มีเสียงใดตอบรับ “หรือว่าจะไม่มีคนอยู่นะ ถ้าเกิดมีผะ...ผี...ฮือๆ ไม่เอานะ! ชินเรกลัว อย่าออกมาหลอกมาหลอนชินเรเลยนะ ชินเรเป็นเด็กดีจริงๆ นะ”

เจ้าตัวเล็กพยายามเดินไปพูดไปเพื่อเอาเสียงเป็นเพื่อน โดยไม่ได้รู้เลยว่าข้างหลังตนม็นีเด็กน้อยคนหนึ่งคีบเข็มไว้ในมือเตรียมซัดใส่ตนอยู่

จังหวะที่มือน้อยจะสะบัดเข็มก็ปรากฏมีมือใหญ่กำข้อมือเล็กไว้ทันที

“ไม่ต้อง ! แอนโธนี่”

“พี่? ...แต่...ข้าเป็นเวรตอนนี้นะแล้วเจ้าเด็กปากเสียนั่นมันก็ว่าบ้านเราโทรมด้วย!”

“เด็กมันก็พูดถูกแล้วล่ะ บ้านเราโทรมจริงๆ เดี๋ยวข้าจะดูต่อเอง...เจ้าไปพักซะ”

“หรือว่า....พี่เก็บเจ้าเด็กนั่นมาเหรอ?” ตัวเองก็เด็กเหมือนกันนะ “แค่เจ้าใบ้หน้าบึ้งนั่นพวกข้าก็ลำบากแล้วนะ หิวก็หิว ถ้าต้องมายอมรอเจ้าเด็กปากเสียนี่อีก แล้วเมื่อไหร่จะได้กินข้าวล่ะ”

“การอดก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่งนะ แอนโธนี่ ถ้าเจ้าไม่ยอมฝึกเดี๋ยวก็แพ้เคโคคุเอาหรอก เจ้าหนูหัวน็อตนั่นยังไม่บ่นซักคำเลย ทั้งๆ ที่ก็อดเหมือนเจ้า” น้ำเสียงที่ทั้งเตือนและดุกลายๆ ทำให้ถ้อยคำที่ยกขึ้นมาจะเถียงถูกกลืนลงไปในคอด้วยทิฐิทันที

เขาไม่ยอมแพ้เจ้าใบ้นั่นหรอกนะ!

“ก็ได้! แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นพี่ต้องรับผิดชอบนะ”

ร่างสูงได้แต่พยักหน้าและยืนมองน้องชายเดินห่างออกไปอีกทางด้วยสายตาเป็นห่วงก่อนจะหันกลับมามองร่างน้อยที่กำลังย่องไปตามทางเดิน หน้าเล็กๆนั่นเหลียวซ้ายแลขวาตลอดทางบอกได้ดีว่าเจ้าตัวกำลังกลัวอะไรอยู่ กิริยานั้นก็เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าคมได้ดี

“ฮือๆ กลัวอ่ะ ชินเรได้ยินเสียงซุบซิบเหมือนใครคุยกันเลย แต่มองหาแล้วก็ไม่มีใครนี่นา ถ้าไม่เพื่อเคจังนะ ชินไม่ยอมเดินผ่านทางนี้หรอก! ฮือๆ อย่าออกมาน้า ชินกลัวจริงๆ นะ ท่านแม่...ช่วยชินด้วยนะขอรับ”

เมื่อเริ่มทนไม่ได้กับการย่องอยู่คนเดียว ซักพักร่างน้อยก็ออกวิ่งทันที แล้วเจ้าตัวก็ชะลอฝีเท้าลงเมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันออกมาจากห้องๆ หนึ่งตอนแรกก็กะว่าจะวิ่งต่อเพราะอาจจะไม่ใช่เสียงคน แต่แสงสว่างที่ออกมาจากห้องกลับทำให้ร่างน้อยค่อยๆ เข้าๆไปแอบฟังใกล้ๆ แทน

“ปกติผีไม่อยู่ที่ๆ สว่างนี่นา”

แล้วร่างเล็กก็ทรุดลงนั่งคุกเข่าเกาะผนังไม้ไว้ แอบมองลอดรอยฉีกขาดของกระดาษที่เป็นผนังห้องเข้าไป ห้องที่มีคนหลายคนนั่งล้อมโต๊ะตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ ชินเรเองไม่เห็นทั้งหมดหรอกนะเพราะมุมมันไม่ให้ แต่ชินเรไม่สนใจหรอก เพราะร่างน้องที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนของน้องที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะนิ่งๆ ก็เพียงพอแล้ว

‘ทำไมเคจังผอมจังเลยล่ะ หรือบ้านนี้จนจริงๆ นะ เลยไม่มีข้าวให้เคจังกิน แต่...เอ...กับข้าวก็วางอยู่บนโต๊ะนี่นา เยอะด้วย! แต่ไม่เห็นมีใครแตะเลย หรือว่าต้องกล่าวคำขอบคุณก่อนถึงจะกินได้นะ อืมๆ ที่นี่มีพิธีรีตองมากกว่าบ้านชินเรเยอะเลย ค่อยสมเป็นบ้านสี่ผู้เฒ่าหน่อย’

แต่ชินเรมองตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครแตะกับข้าวข้างหน้าเลยซักคน ซักพักเจ้าหนูแว่นหนาเตอะท่าทางคงแก่เรียนคนหนึ่งก็ลุกขึ้นมาหาเรื่องเคจังของชินเร

เจ้าตัวเล็กกำมือแน่นเพราะอยากออกไปช่วยน้องใจจะขาด แต่ที่นี่คือบ้านคนอื่นและตัวเองก็กำลังบุกรุกโดยเจ้าของยังไม่ได้อนุญาติ มันไม่ใช่มารยาทที่ดีที่ควรทำ ชินเรจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ กำมือเล็กแน่นๆ แต่ก่อนที่ร่างน้อยกำลังจะหมดความอดทนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น แล้วเจ้าเด็กแก่แดดที่เพิ่งรู้ว่าชื่อแอนโธนี่นั่นก็ผลุนผลันออกไปทันที

และก็ยังไม่มีใครแตะข้าวอยู่ดี!

ชินเรแอบมองอยู่นาน...นานจนกระทั่งทุกคนแยกย้ายกันไป แต่ละคนซูบผอมเหมือนอดข้าวมาหลายวัน เมื่อจับใจความจากการพูดคุยได้ ชินเรก็พอสรุปได้ว่า ที่ทุกคนไม่กินข้าวก็เพราะเคโคคุไม่ยอมกินข้าวนั่นเอง ชินเรก็เข้าใจนะ เพราะกับข้าวไม่เห็นน่ากินเหมือนที่บ้านชินเรเลย แต่ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ คงไม่ดีแน่เพราะเดี๋ยวถ้าเคจังผอมมากกว่านี้อาจจะตายก็ได้นะ ชินเรไม่อยากเห็นใครตายอีกแล้วนะ...

แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวเล็กๆ ชินเรน้อยจึงเลิกแอบดูและลุกขึ้นหลับหูหลับตาวิ่งกลับไปทางเดิมทันทีโดยไม่ลืมลอบมองหน้าน้องที่ไม่ได้เห็นมานานให้หนำใจซะก่อน

...................................................................

...............................

.........


วันต่อมา.....

เคโคคุเดินเข้ามาในห้องที่เขาได้ครอบครองร่วมกับแอนโธนี่ ดวงหน้าสวยมีร่องรอยของความหงุดหงิดปรากฏอยู่

‘เมื่อไหร่ยุนยุนจะยอมสอนซักทีนะ เจ้าหมีหายหัวไปอยู่ที่ไหนทุกวันก็ไม่รู้ แถมเจ้าบ้าแอนโธนี่ก็หาเรื่องเขาได้ทุกวี่ทุกวัน กะอีแค่ข้าว! จะกินก็กินไปสิ ไม่เห็นต้องมารอเขาเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องกันซักหน่อย ไม่กินก็ไม่เห็นตาย’

ขณะจะเตะอะไรซักอย่างที่วางอยู่บนพื้นเพื่อระบายอารมณ์โมโหหิวเล่น ขาเล็กก็ชะงักไว้ได้ทันเมื่อมีจดหมายพับเล็กวางอยู่บนกล่องใบหนึ่ง

ร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งยองๆ อยู่หน้ากล่องเล็กนั้นหยิบจดหมายขึ้นมาพลิกดู ก่อนจะแกะฝากล่องออก แล้วเจ้าตัวเล็กก็มองขอในกล่องนั้นอย่างตะลึง!

ข้างในกล่องก็คือซาละเปารูปนก แต่เป็นนกที่รูปร่างแปลกๆ คอเบี้ยวบ้าง ปีกหักบ้าง ตัวก็บุบๆ บี้ๆ ไม่เห็นสวยเหมือนที่เคยกินวันนั้นเลยสักนิด แต่เจ้านกรูปร่างไม่สมประกอบกลับทำให้เด็กน้อยอึ้งอยู่นานเพราะมันบอกได้เป็นอย่างดีว่าเป็นฝีมือใคร

อีกด้าน...ก็มีเด็กที่กำลังชะเง้อมองดูน้องกำลังหยิบซาละเปาขึ้นมาพิจารณา เจ้าตัวเล็กยกมือของตัวเองที่มีผ้าพันแผลพันไว้เต็มไปหมดขึ้นมาดูก่อนที่จะรีบตะครุบขอบหน้าต่างไว้แน่นเพราะการยกมือเมื่อครู่ทำให้เกือบเสียการทรงตัวพลาดตกลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างล่าง

ใช่แล้ว... เจ้าตัวน้อยตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบ้านแต่กลับยืนอยู่นอกบ้าน ตรงไหนน่ะเหรอ? ก็อยู่บนกิ่งไม้ที่ยื่นมาทางหน้าต่างห้องน้องน่ะสิ ขณะที่เท้าเหยียบกิ่งไม้มือเล็กก็เกาะขอบหน้าต่างแน่น

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเจ้าตัวดีไม่กล้าเดินเข้าไปในตึก ‘เกือบ’ ร้างคนเดียวอีกนั่นเอง เมื่อมาถึง...ชินเรจึงเหลียวซ้ายแลขวาก็มองเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่กิ่งยื่นยาวไปถึงชั้นสองของตึก ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปยืนใต้ต้นไม้แล้วแหงนมองอย่างชั่งใจ

ถึงเมื่อวานจะหลับหูหลับตาวิ่ง แต่เจ้าตัวเล็กก็พอกะได้เหมือนกันว่าห้องโถงนั่นควรจะอยู่ประมาณนี้ และหน้าต่างห้องก็ยังมีตุ๊กตาไล่ฝนห้อยอยู่บนหน้าต่างด้วย ก็น่าจะมีคนอยู่... แถมถ้าไปทางนี้ยังใกล้กว่าอีก เป็นทางลัดไง เอาล่ะ! ตกต้นไม้ก็ยังดีกว่าเจอผีล่ะนะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วมือป้อมๆ ขาป้อมๆ ก็ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ตรงหน้าอย่างเก้ๆ กังๆ เพราะการปีนต้นไม้ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กดีอย่างเขาพึงกระทำนั่นเอง แต่กระนั้นสำหรับประสบการณ์ครั้งแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดีถึงแม้เจ้าตัวจะหอบหนักๆ ก็ตาม

เมื่อภารกิจแรกผ่านพ้นไปได้ ภารกิจต่อไปคือปีนหน้าต่างเข้าไปหาห้องเคโคคุให้เจอ แต่ก่อนที่เด็กน้อยจะก้าวขาข้ามบานหน้าต่างเข้าไปในห้องก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงคนเดินเข้ามาในห้องซะก่อน ชินเรจึงได้แต่ยังแอบอยู่นอกหน้าต่างลอบมองคนที่เดินเข้ามาซึ่งก็คือเจ้าเด็กคงแก่เรียนที่หาเรื่องเคจังนั่นเอง

โครม!!

‘เสียงหนังสือล่ะมั้งตกกระทบพื้นเสียดังจนชินเรสะดุ้ง เจ้าแว่นไปโมโหใครมาล่ะ?’

“ทำไมทุกคนต้องคอยเอาใจเจ้าเด็กใบ้นั่นด้วยนะ! จะกินไม่กินก็ช่างหัวมันสิ! พี่น้องก็ไม่ใช่!”

เจ้าเด็กแก่แดดนี่ต้องแอบนินทาชินเรแน่ๆ ฮึ่ม! บังอาจนินทาเคจังของชินเรเดี๋ยวชินเรจะแกล้งให้เข็ดเลย

แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไร เสียงนั้นก็กล่าวขึ้นมาอีก

“หงุดหงิดชะมัด! ทำไมพี่ต้องให้เจ้าเด็กบ้านั่นมาอยู่ห้องเดียวกับเราด้วยนะ ถ้าวันนี้เจอเจ้าเด็กปากเสียเมื่อวานนะจะแกล้งให้วิ่งร้องไห้หนีกลับบ้านไปให้ได้เลย คอยดู!” แล้วเจ้าตัวก็เดินตึงๆ ออกจากห้องไป

‘เอ๋? อยู่ห้องเดียวกันงั้นเหรอ งั้นก็แปลว่า...แปลว่า..เคจังอยู่ห้องนี้ด้วยน่ะสิ!’ ชินน้อยใจเต้นตึกๆ อย่างดีใจ ขณะจับใจความได้แค่ประโยคแรก

‘เอาล่ะ! งั้นเลื่อนภารกิจสามมาเป็นภารกิจสองเลย เริ่มได้!!’

คิดเสร็จเจ้าตัวเล็กก็ปีนเข้าไปในห้อง มองกวาดไปทั่วห้องที่เป็นกรรมสิทธิ์ของน้องครึ่งหนึ่งอย่างสุขใจ ก่อนจะปลดห่อผ้าที่สะพายหลังลงมา แก้เอากล่องขนมออกวางมาไว้กลางห้องสุดท้ายแล้วจึงเอาจดหมายเล็กวางทับไว้ด้านบน เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แต่เสียงคนที่เดินเข้ามาใกล้ทำให้ชินต้องรีบปีนหน้าต่างลงไปยืนอยู่ที่เดิมโดยไว

‘ถ้าเจ้าเด็กแก่แดดบังอาจกินขนมของเคจังนะ...ชินเรจะได้มีข้ออ้างจัดการซะเลย!’

หากแต่คนที่เปิดประตูเข้ามาคราวนี้กลับไม่ใช่เจ้าแว่นหนาเตอะ แต่เป็นร่างน้อยผมทอง...น้องชายที่เขาคิดถึงต่างหาก

ชินเรยืนแอบมองดูน้องที่กำลังเดินไปมาอย่างหงุดหงิดเหมือนจะเตะกล่องอย่างหวั่นใจ แต่แล้วขาป้อมๆ ของน้องก็ชะงักกึก แล้วจึงนั่งลงหยิบขนมขึ้นมาดู ขณะที่ใจดวงน้อยก็เต้นระทึกลุ้นว่าน้องจะยอมกินหรือไม่….

ย้อนกลับมาที่เคโคคุที่หลังจากหยิบขนมขึ้นมามองอย่างพิจารณา ก่อนจะวางลงไปในกล่องตามเดิม เรียกหัวใจของคนที่เป็นพี่ให้แป้วไปถนัดตาด้วยความผิดหวัง เมื่อเคโคคุยกจดหมายขึ้นมาอ่านนั่นล่ะชินเรถึงได้เริ่มต้นรอคอยด้วยใจที่เต้นตึกๆ ใหม่

เคโคคุคลี่จดหมายที่จ่าหน้าถึงเขาออกมองลายมือโย้เย้ที่เขียนด้วยตัวฮิรางานะอย่างง่ายๆ จดหมาย...ที่มีรอยขีดฆ่าเต็มไปหมด

‘ ถึง เคจัง

นี่ชินเรนะ เอ่อ คนที่นั่งกินขนมกับเคจังใต้ต้นซากุระไง พอดีเมื่อวานชินเรเห็นเคจังไม่กินข้าว ชินเรก็เลยทำขนมมาให้กินรองท้อง ริริช่วยสอนวิธีทำให้ เคจังกินให้หมดเลยนะ ไม่ต้องแบ่งให้ใครล่ะ เดี๋ยวไม่อิ่ม

ชินเรเข้าใจนะว่ากับข้าวที่บ้านนี้คงจะไม่อร่อย แต่ แต่’


แล้วเคโคคุก็เห็นรอยหยดน้ำโตๆ ที่ซึมเป็นดวงบนกระดาษ บอกได้ว่าเจ้าตัวคงจะเขียนไปร้องไห้ไป


‘แต่ ถ้าเคจังไม่กินข้าว แล้วเดี๋ยวจะไม่สบายนะ ดังนั้นต้องกินข้าวเยอะๆ นะจะได้โตเร็วๆ ชินเรเองก็อยากจะพามากิน’


เหมือนคนเขียนจะนึกอะไรได้จึงหยุดเขียนไปซะดื้อๆ หยดน้ำซึมเปื้อนหมึกจนเป็นด่างดวงไปทั่ว แถมที่ขอบกะดาษก็มีรอยหมึกเปื้อนไปหมด จึงพอสันนิษฐานได้ว่า พอร้องไห้เสร็จเจ้าตัวก็เอาหลังมือปาดน้ำตา จับกระดาษให้วางดีๆ ใหม่ก่อนจะจรดพู่กันลงไปเขียนเพิ่มอีก


‘ถ้าเคจังโตแล้ว และชินเรก็โต แล้วเดี๋ยวชินเรจะ’


รอยเปื้อนน้ำทำให้เขียนได้ไม่ถนัดเพราะกระดาษยุ่ย จึงต้องข้ามไปเขียนบรรทัดถัดไป


‘ชินเรจะไปรับเคจังกลับมาที่บ้านของเรานะ รอชินเรที่นั่นนะ เดี๋ยวชินเรจะไปรับกลับมาแน่ๆ พี่สัญญา


อยากกินข้าวและเล่นด้วยกัน

ชินเร’


ร่างน้อยมองกระดาษในมือนิ่งนาน...นานจนคนเป็นพี่เริ่มจะขาล้าแล้ว เพราะต้องเขย่งชะเง้อมองดูหน้าน้อง และแล้วเคโคคุก็พับกระดาษฉบับนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อตัวเองแล้วจึงหยิบซาลาเปาขึ้นมาเคียวตุ้ยๆ

“เจ้าใบ้! กินข้าวได้แล้ว พี่ให้มาเรียก จะกินไม่กินก็ต้องมา!”

เสียงของเจ้าเด็กแก่แดดที่ทุบประตูปังๆ และตะโกนเรียกดังลอดผ่านประตูเข้ามารบกวนเวลากินของชินจังซะได้ ฮึ่ม! น้องจึงรีบเคี้ยวและปิดฝากล่องขนมแน่นก่อนจะยกกล่องลุกขึ้นยืนขึ้นมองซ้ายมองขวาแล้วจึงเดินตรงไปที่ตู้ใบหนึ่งพลางดันกล่องนั้นเข้าไปใต้ตู้

‘ต้องซ่อนให้ดี เดี๋ยวแอนโธนี่จะแอบกินหมด’

พอซ่อนเสร็จร่างเล็กก็เลื่อนบานประตูออกไปนั่งในห้องโถงกลางและเพราะประตูที่เปิดค้างจึงทำให้ชินเรพอจะมองเห็นบางส่วน เคโคคุเดินไปนั่งที่เดิมของตัวเองแต่แทนที่จะนั่งนิ่งๆ เหมือนวันก่อนร่างน้อยกลับหยิบชามข้าวลายลูกไก่เจี๊ยบของตัวเองขึ้นมาดู

‘เหมือนนกปีกหักที่ชินเรทำเลย’

ซักพักก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาเพื่อกล่อมเด็กน้อยให้กินข้าวและยังได้ยินเสียงแปลกๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่คุ้นหูดังขึ้นมาด้วย หลังจากนั้น เคโคคุก็คีบตะเกียบขึ้นมาคีบข้าวเข้าปาก

แล้วเสียงร้องอย่างดีใจก็ดังขึ้นมาจากสมาชิกในบ้านที่ทุกคนจะได้กินข้าวกันแล้ว ชินเรจึงมองน้องที่กำลังกินข้าวด้วยความโล่งใจ

‘แค่นี้เคโคคุก็จะโตแล้วสินะ ชินเรก็จะกินข้าวเยอะๆ เหมือนกันจะได้รีบโตและจะได้ทำตามสัญญามารับน้องกลับบ้านเร็วๆ แต่ตอนนี้คงต้องหาทางลงจากเจ้าต้นนี้ก่อนล่ะ’

ชินเรก้มลงไปมองพื้นแล้วก็ใจหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแทน ตอนปีนก็ไม่ได้อะไรนะ แต่ไม่คิดว่าจะขึ้นมาได้สูงขนาดนี้เลย

‘แล้วชินจะลงยังไงดี...’

แต่พอเหลือบมองร่างน้องที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ เด็กน้อยก็เกิดลูกฮึดขึ้นมาทันที

‘ถ้าชินเรไม่เข้มแข็งแล้วต่อไปจะดูแลน้องได้อย่าไรล่ะ เอาล่ะ ชินเร สู้ๆ’

ร่างป้อมค่อยๆ ปีนป่ายถอยหลังลงแต่คงเพราะตอนลงมันต้องแหงนมองข้างล่าง ลงไปได้ครึ่งทางเด็กน้อยก็เผลอพลาดไถลพาตัวเองตกไปทันที!

จู่ๆ ลมวูบหนึ่งก็พัดเข้าใส่ร่างที่กำลังจะตกกระแทกพื้นโดยผ่อนความเร็วในการถึงพ้นแม้ชินเรจะแปลกใจแต่ก็ค่อยๆ ตีลังกาลงมายืนบนพื้นอย่างสวยงาม

เจ้าตัวน้อยยิ้มให้กับตัวเองอย่างภูมิใจก่อนจะเงยหน้ามองต้นไม้อย่างซาบซึ้ง ‘ต้นไม้ที่ไหนก็คงจะชอบชินเรสินะ’

“ขอบพระคุณคุณต้นไม้ขอรับ” โค้งให้นิดหนึ่งแล้วร่างน้อยก็หันหลังวิ่งกลับบ้านไป

หึ หึ ..

ร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงอยู่หลังหน้าต่างมองร่างป้อมที่วิ่งจากไปอย่างขำๆ โดยไม่ได้รู้เลยว่าลมเมื่อกี้มาจากเขาต่างหากหาใช่ต้นไม้ที่เด็กน้อยโค้งขอบคุณไม่

“ลูกเจ้านี่น่ารักเหมือนเจ้าจริงๆ นะซากุระ” ยิ้มเมื่อนึกย้อนไปถึงอดีต “แต่ยังซนน้อยกว่าเจ้าหน่อยนึงเพราะเจ้าปีนต้นไม้เป็นตั้งแต่ 5 ขวบแล้ว ฮะๆ...”

อดีต...ที่ความสุขยังคงอยู่ ต่างกับปัจจุบัน

......................................................................

...............................

........


“ไปไหนมาชินเร!”

เสียงดุดังมาจากท่านพ่อที่พักหลังทั้งเก็บตัวและหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

“ท่านฟุบุกิบอกข้าว่าวันนี้ปล่อยเร็ว แล้วทำไมยังกลับมามืดค่ำ!!”

ชินเรน้อยก็ได้แต่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเช่นเคยเมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา

“และท่านยังบอกอีกว่า ช่วงนี้เลิกเร็วแต่พ่อบ้านก็รายงานว่าเจ้ากลับช้าทุกที! หากเอาแต่เที่ยวเล่นแล้วเมื่อไหร่จะเก่ง อย่าลืมนะว่าเจ้าต้องสืบทอดตำแหน่งต่อจากข้า”

ชินเรมีค่าแค่นั้นเองเหรอขอรับ...แค่คนที่เอาไว้คอยสืบทอดตระกูล

“เจ้าจะทำให้ตระกูลเสียหน้าไม่ได้เป็นอันขาด!!”

แล้วชินเรเป็นอะไรสำหรับท่านพ่อกันนะ

“ดังนั้น นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าสั่งห้ามไม่ให้เจ้าออกไปเที่ยวเล่นที่อื่น พอเรียนกับท่านฟุบุกิเสร็จต้องรีบกลับมาที่บ้านทันที และข้าจะให้พ่อบ้านคอยไปรับไปส่งเจ้าด้วยจะไม่ให้ไปคนเดียวอีกแล้ว!”

“ท่านพ่อ!” ดวงหน้าน้อยเงยหน้าที่มีน้ำตาคลอเบ้ามองบิดาตนอย่างตกใจ

“เงียบ! หน้าที่ของเจ้าคือทำตามที่ข้าสั่ง เมื่อไหร่ที่เจ้าสอบเป็นผู้คุมกฎได้ เมื่อนั้นเจ้าถึงจะมีอิสระไปไหนมาไหนได้ เข้าใจมั้ยชินเร!” เบือนหน้าหนีดวงตาดำขลับกลมโตที่จ้องมองมาอย่างอ้อนวอน ดวงตา...ที่เหมือนซากุระ

“ขอรับ”

ชินเรจะทำอะไรได้ในเมื่อท่านพ่อสั่งอย่างนี้ เพราะแม้แต่คำแทนตัวว่า ‘พ่อ’ ยังไม่หลุดออกมาจากปากท่านซักคำ นึกไปนึกมาก็ชักอิจฉาครอบครัวจนๆ ของท่านยุอัน เสียงถกเถียงและเสียงหัวเราะขณะกินข้าวที่ชินเรได้ยินเป็นสิ่งที่ชินเรอยากได้มากเลย เสียง...ที่ไม่เคยเกิดขึ้นซักครั้งหลังจากที่ท่านแม่ตาย เพราะชินเรไม่รู้จะเถียงและหัวเราะกับใคร

บางที...การที่เคจังได้อยู่ที่ ‘บ้าน’ หลังนั้นอาจจะดีกว่าอยู่ที่ ‘คฤหาสน์’ อันเงียบเหงาหลังนี้ก็ได้ เคจังจะได้หัวเราะเป็นและหัวเราะให้ชินเรฟังด้วย เสียงหัวเราะของน้องต้องเพราะมากแน่ๆ

เอาน่า! ชินเรจะกินเยอะๆ รีบโต จะฝึกเยอะๆ เพื่อจะได้เข้มแข็งเพราะจะได้เป็นผู้คุมกฎเร็วๆ ด้วย เมื่อไหร่ที่ชินเรโตเป็นผู้ใหญ่แล้วท่านพ่อคงจะยอมรับแล้วล่ะ แล้วชินเรก็จะไปรับน้องมาอยู่ด้วย ไม่ต้องไปอยู่กับคนอื่น แต่กลับมาอยู่บ้านของเรา

ชินเรจะพยายามเพื่อวันนั้น เอาล่ะ ชินเร สู้ๆ!




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 19:18:01 น.
Counter : 133 Pageviews.  

Chapter 6 รูปแบบของความรัก

“ไปไหนมา!”

คำถามออกมาจากปากร่างสูงผมสีเงินที่กำลังนั่งหมิ่นๆ อยู่บนขอบโต๊ะทำงานของเจ้าของตำหนักอย่างถือวิสาสะ มือแกร่งทั้งคู่กอดรอบอกตัวเองหลวมๆ ดวงตาคมสีดำมองตรงมาอย่างหงุดหงิดเพราะการรอคอยมาหลายชั่วยามแล้วร่างบางก็ไม่โผล่มาสักที

ฮิชิงิไม่ตอบแต่เดินเลี่ยงไปหยิบกาน้ำชาและเทลงบนแก้วเล็กก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างไม่อนาทรร้อนใจ กิริยานั้นยิ่งทำให้ร่างสูงแทบเดือดเป็นไฟ

“ข้าถามว่าเจ้าไปไหนมา!!” ไม่พูดเปล่ามือแกร่งกระชากแขนเรียวดึงเข้าหาตนจนน้ำชาในแก้วกระฉอกเปื้อนแขนเสื้อของคนถือ

ดีที่น้ำชาไม่ร้อนมากไม่งั้นแขนเขาคงโดนลวกไปแล้ว

“ไปหาเพื่อน” ตอบเรียบๆ แล้วก็รีบถามก่อนที่คนตรงหน้าจะซักมากกว่านี้ “แล้วท่านมีธุระอันใดหรือฟุบุกิ”

“เพื่อนที่ไหน!” ว่าเบี่ยงประเด็นแล้วทำไมถึงไม่ยอมหลงนะ

“ก็...แถวๆ นี้” เสียงตอบก็ยังเรียบเช่นเดิม ทั้งที่หน้าสวยเริ่มขมวดคิ้วกับแรงบีบที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่โวยวายแต่ข้อมือเล็กก็พยายามบิดออกจากการกอบกุมของมือใหญ่ แต่บิดยังไงก็ไม่หลุดซักที

สมกับเป็นหัวหน้าสี่ผู้เฒ่า...แรงช้างสารจริงๆ

“แถวนี้น่ะ...แถวไหน! บอกมาดีๆ ฮิชิงิ อย่าเล่นลิ้น!!”

“แถวนี้ก็แถวนี้สิ! ท่านจะอยากรู้เรื่องของ ‘สิ่งของ’ อย่างข้าไปทำไมกัน” บิดก็แล้ว แกะก็แล้ว แต่ยังไงก็ไม่ยอมหลุด ตัวเขาก็ผู้ชายเหมือนกัน ทำไมแรงถึงได้ต่างกันมากเพียงนี้นะ...

และเหมือนคำถามของร่างบางจะทำให้ร่างสูงเริ่มสำนึกตัวถึงการแสดงออกที่มากเกินควร นั่นสิ กะแค่ ‘ของเล่น’ ชิ้นหนึ่ง ทำไมถึงต้องใส่ใจมากเพียงนี้นะ ดังนั้น ประโยคต่อมาจึงถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันธรรมดา ไม่ได้ตวาดเช่นประโยคก่อน แม้มือแข็งจะกำแน่นไม่ยอมปล่อยก็ตาม

“เพราะข้าแค่สงสัยน่ะสิ ว่าอย่างเจ้า...มีเพื่อนกับคนอื่นเขาด้วยหรือ”

หึ...เจ็บยิ่งกว่าแรงบีบที่ข้อมือซะอีก ที่ข้าไม่มีเพื่อนมันเพราะใครกันล่ะ ไม่ใช่เพราะการทดลองบ้าๆ เพื่อช่วยท่านหรอกหรือที่ข้าต้องทรยศต่อความไว้ใจของหลายๆ คนจนไม่มีใครอยากคบด้วย แต่พอข้าเริ่มจะมีเพื่อนขึ้นมาบ้าง ก็กลับถูกท่านสั่งให้ตัดความสัมพันธ์อย่างไร้เหตุผล ร่างเล็กยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น แต่...ตัวเขาจะทำอะไรได้

ร่างบางได้แต่พยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ข้างใน มือบางก็เผลอหยุดดิ้นรนปล่อยให้มือแกร่งทั้งคู่กุมข้อมือเขาไว้แน่นตามเดิม หน้ากากที่เผลอหลุดออกไปชั่วครู่ถูกสวมขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าหวานสงบนิ่ง ขณะรอฟังร่างสูงกล่าวต่ออย่างเงียบๆ

“เพราะฉะนั้นตอบมาดีๆ...อย่าทำให้ข้าโกรธนะ...ฮิชิงิ”

ถึงแม้น้ำเสียงที่ถามจะเรียบ แต่แววตาที่มองมากลับไม่เรียบอย่างคำพูด

ฮิชิงิก็อยากจะเถียงอยากจะต่อว่าอยู่หรอก แต่ไม่ใช่วันนี้ วันที่เพื่อนที่มีอยู่เพียงน้อยนิดได้จากไปแล้ว ตัวเขาในตอนนี้อยากจะอยู่คนเดียวเงียบๆ นั่งจมกับความเจ็บปวดจากความรู้สึกผิดที่อยากจะช่วย แต่ก็ช่วยไม่ทัน...ช่วยไม่ได้ ฮิชิงิจึงพยายามตอบอย่างเรียบๆ เพื่อไม่ให้คนตรงหน้าโมโหและรีบออกไปจากตำหนักเขาเร็วๆ

“ข้าก็แค่ไปทำธุระกับเพื่อนนิดหน่อย ไม่ได้สลักสำคัญอันใดจึงไม่ได้รายงานท่าน...” พยายามแกะมือใหญ่ออกอย่างนุ่มนวลที่สุด “และตอนนี้ข้ามีงานที่ต้องไปสะสาง ....” ก้าวเท้าถอยหลังห่างออกมาได้หนึ่งก้าวแล้ว “หากท่านไม่ได้มีธุระอันใด... ข้าก็ขอไปทำงานต่อ” พร้อมกับเบี่ยงตัวไปด้านข้างเพื่อที่จะได้เดินจากไปอย่างแนบเนียน

แต่ฮิชิงิก้าวไปได้ยังไม่ทันถึงหนึ่งก้าว มือแกร่งก็กระชากแขนเรียวให้เข้ามาแนบอกแข็งชิดยิ่งกว่าเดิมซะอีก ฟุบุฟกิตวัดแขนรอบเอวเล็กกันร่างตรงหน้าหนี และกดเข้ามาชิดจนสัมผัสได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจกันและกัน ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่บนหน้าผากมน

“เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย”

ตาสวยๆ ตวัดขึ้นจ้องหน้าคนพูด...นี่มันน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขามิใช่รึ?

“รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่!”

นี่ยังจะถามอีกเรอะ!

“ไปทำอะไร! ที่ไหน! อย่างไร!”

ร่างบางหมดความอดทนแล้วตอนนี้ ถึงแม้ตำแหน่งจะด้อยกว่าแต่เขาก็ไม่ได้มีหน้าที่รายงานทุกเรื่องให้ร่างสูงรู้ จากที่เคยยืนนิ่งให้อีกฝ่ายรัดเอวตัวเองแน่น ฮิชิงิจึงพยายามกะท่อนแขนแข็งๆ ออก เมื่อแกะไม่ได้ก็เปลี่ยนมาเป็นผลักร่างหนาออกแรงๆ แทน

“มันเรื่องส่วนตัวของข้า!”


เมื่อผลักยังไงร่างหนานั้นก็ยังไม่ขยับซักนิด มือเรียวจึงเริ่มต้นทุบแทน

“ตั้งแต่ที่เจ้าสาบานว่าจะเป็นของของข้า...ไม่มีสิ่งไหนที่เกี่ยวกับเจ้าแล้วข้าจะไม่รู้ไม่ได้! แล้วก็เลิกดิ้นซะที ถ้าไม่อยากให้ข้าเปลี่ยนวิธีคุยกับเจ้าใหม่!”

ตอนนี้มือเรียวไม่ทุบแล้วแต่เปลี่ยนเป็นชกบนไหล่หนาเต็มแรงแทนเมื่อได้ยินคำว่า ‘ของของข้า’ ออกมาจากปากร่างสูง ก็แค่สิ่งของสินะ หากเขาไม่พอมีประโยชน์บ้าง คนตรงหน้าก็คงกำจัดเขาทิ้งไปนานแล้ว ความเสียใจกับความไร้ค่าของตน ความเจ็บใจในพลังน้อยนิดที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะช่วยเพื่อนและช่วยตนเอง ทำให้อารมณ์ที่ตอนแรกสงบลงไปแล้วปะทุขึ้นมาอีกรอบ ร่างบางจึงทั้งดิ้น ทั้งทำร้ายร่างสูงรุนแรงเท่าที่จะทำได้

ฟุบุกิทำเพียงเบี่ยงหน้าหลบหมัดที่ชกมา ก่อนจะใช้มือเดียวรวบข้อมือเล็กทั้งสองไว้แล้วจึงเรียกสายน้ำจากกาน้ำชา ผนึกเวทมัดข้อมือของร่างบางแน่น แขนใหญ่ทั้งสองข้างรัดเอวบางเข้าแนบอก แน่นซะจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นจากเอวเล็ก

เพราะทำยังไงก็หลุดออกไปไม่ได้ ฮิชิงิจึงได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองจนแน่นด้วยความเจ็บและหายใจไม่ออกก่อนจะสะบัดหน้าจ้องใบหน้าหน้าเรียบสนิทที่มุมปากบางเฉียบยกขึ้นเหมือนจะยิ้มเยาะสภาพพ่ายแพ้ไร้กำลังของเขา

“เอาสิ! ดิ้นเข้าไป แต่อย่าลืมล่ะ..ว่ายิ่งเจ้าดิ้นมากเท่าไหร่...ข้าก็ยิ่งเอาคืนเจ้ามากเท่านั้น! แต่จะว่าไป...ข้าก็ไม่ได้เห็นเจ้าระเบิดอารมณ์อย่างนี้มานานมากแล้วนะ นับตั้งแต่คราวที่เจ้ายอมยกชีวิตให้ข้าเพื่อแลกกับชีวิตของหญิงที่เป็นรักแรกนั่น เอ?... เท่าไหร่แล้วนะ อืม... 6 ปีแล้วสิ”

“ท่าน....ผิดสัญญา” เพราะทำอะไรจึงได้แต่กล่าวตัดพ้อคนตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด

“ข้าผิดที่ไหน...ในเมื่อข้าไม่ได้ลงมือ และข้าก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะช่วยไปตลอด คนที่ผิดคือเจ้าต่างหาก ในเมื่อสาบานว่าจะเป็นของของข้า ใยถึงขัดขวางงานของเจ้านาย!” ท้ายประโยคเสียงห้าวกล่าวอย่างเหี้ยมเหรียม

“ถ้าเจ้ารู้เรื่องนี้ ก็แสดงว่าคนที่เจ้าไปหาไปหาคือผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม!!” แขนใหญ่รัดแน่นเข้าไปอีกขณะที่ใบหน้าโน้มลงมาชิดหน้านวล “ แล้วไงล่ะ...เจ้าช่วยเพื่อนเจ้าได้หรือไม่...ก็เปล่า ตัวเจ้าที่อ่อนแอเช่นนี้อย่าคิดที่จะไปรักใครช่วยใครเลย ช่วยตัวเองให้รอดก่อนเถอะ!!”

กล่าวเตือนเสียงเข้มก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมมาจับปลายคางเรียวแน่นและดันขึ้นเพื่อรอรับจุมพิตที่จะบดลงมาในนาทีถัดไป

“และหากเจ้ายังทำเรื่องยุ่งยากมากกว่านี้ล่ะก็.....แม้แต่ของต่างหน้าชิ้นเดียวที่รักแรกของเจ้าทิ้งเอาไว้ ข้าก็อาจทำลายทิ้งไม่ให้เหลือซากได้นะ.....ฮิชิงิ” กระซิบเสียงเหี้ยม เรียวลิ้นไล้เลียริมฝีปากบางตรงหน้าอย่างหยอกล้อก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะบดลงมาบนริมฝีปากเล็กอย่างหนักๆ ทั้งบด ทั้งเม้ม ทั้งขบ ราวกับจะลงโทษให้ริมฝีปากเล็กนั้นแตกเสียให้ได้

“อื้อ! อื้อ! ปล่อย..อื้อ..”

ร่างบางได้แต่ส่ายหน้าหนีด้วยความทรมาน แต่มือใหญ่ก็บีบกรามเขาซะแน่นเพื่อให้อยู่นิ่งๆ ยอมรับจุมพิตดุดัน ป่าเถื่อน ไม่นานริมฝีปากแข็งก็รับรู้ได้ถึงรสเลือดพร้อมๆ กับที่ฮิชิงิรู้สึกได้ว่าริมฝีปากตนคงจะแตกไปแล้ว แต่หากคิดว่าปากเขาแตกแล้วร่างสูงจะยอมหยุดล่ะก็...เลิกคิดไปได้เลย เพราะเหมือนยิ่งได้กลิ่นเลือดก็เหมือนยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างสูงบดริมฝีปากลงมาหนักยิ่งกว่าเดิม หน้าคมๆ เคลื่อนไปมาบนใบหน้าหวานตลอดเวลา ไม่แม้แต่จะหยุดเพื่อให้ร่างที่บางกว่าได้หายใจ

“อ้ะ!”

ในขณะที่ฮิชิงิขาดอากาศหายใจจนมึนตื้อไปทั้งหัว ฟุบุกิก็พลิกตัวดันร่างเล็กติดกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของตัวเอง ก่อนจะแทรกเข่าแข็งเข้ามาเสียดสีแนบแน่นซะจนอากาศก็ผ่านไม่ได้

ริมฝีปากแกร่งถอนออกห่างพอที่แมลงซักตัวจะบินผ่านได้เพื่อเปิดโอกาสให้คนตรงหน้าหยุดพักหายใจรีบเอาอากาศอัดเข้าปอด ร่างบางหอบหายใจหนักๆ เรียวลิ้นอุ่นชื้นก็ตวัดไล้เลียเลือดบนริมฝีปากเล็กออกให้อย่างเอาใจและติดใจในรสชาติ

หากแต่พอหน้าสวยๆ เริ่มหายแดง และจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถี่รัวเมื่อครู่ได้ผ่อนช้าลง วาจาเชือดเฉือนถือดีก็หลุดออกมาอีกทันทีแม้เจ้าตัวจะยังหอบหายใจหนักๆ อยู่ก็ตาม

“ท่าน...มันเลือดเย็น...ฮ้า...ถ้าเพื่อ....ความต้องการ..ก็ทำได้ทุกอย่าง...โอ้ย!” ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อมือแกร่งบีบกรามเขาแน่นจนคิดว่ากระดูกคงใกล้จะร้าวแล้ว

แต่อารมณ์โกรธและเสียใจก็ทำให้ร่างโปร่งพูดประณามคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมหยุด มือที่ถูกมัดทั้งคู่ก็พร้อมใจกันทุบลงบนอกหนาไม่ยั้ง

“คนอย่างท่าน...ก็สมควร...อึก...แล้วล่ะ..ที่จะไม่เหลือใคร...อ้ะ! ทั้งท่านมุรามาสะ..และฮิโทคิ..อื้อ! อื้อ!”

ปากดีอย่างนี้ไม่ต้องหายจงหายใจมันแล้ว!!

ริมฝีปากแข็งนาบลงมาอีกรอบจนกลิ่นเลือดคาวคลุ้งไปทั่ว เท่านั้นไม่พอลิ้นร้อนก็ตวัดเลือดเหล่านั้นเข้าไปละเลงทั่วในโพรงปากของร่างบาง ทั้งดูด ดุน ดัน เกี่ยวกระหวัดลิ้นของอีกฝ่ายราวกับจะสูบลมหายใจออกไปให้หมดร่าง

“อื้อ! อื้อ! อย่า...อ้ะ!”

ร่างโปรงสะดุ้งเฮือกขึ้นมาเมื่อมือทั้งสองข้างเลื่อนลงจากเอวบางและปลายคางไปเกาะกุมสะโพกมนแน่นก่อนจะขยำอย่างไม่ปราณีพร้อมๆ กับที่เข่าแข็งที่แทรกอยู่ด้านหน้าก็เริ่มขยับเสียดสีอย่างต้องการกระตุ้นเต็มที่

“อ๊า! อือ..ข้าเกลียด....อื้อ!”

แทนที่ปลายคางที่เป็นอิสระจากมือแกร่งจะทำให้ใบหน้าเล็กเบือนหนีจูบที่รุนแรงได้ แต่ความเชี่ยวชาญของริมฝีปากอีกฝ่ายก็ตามประกบปิดปากเขาได้ทุกครั้งไป และไม่เพียงแค่ประกบแต่ลิ้นร้อนชื้นก็แทรกเข้ามาตวัดรัดลิ้นเขาอย่างไม่ยอมเหนื่อย

ริมฝีปากบดเบียด ปลายลิ้นรุกรานแถมมือและขายังประสานงานร่วมกันอย่างสามัคคี ทำให้อารมณ์ของร่างบางในตอนนี้ถูกปลุกขึ้นมาซะจนเจ้าตัวเริ่มจับต้นชนปลายไม่ติดแล้ว ความร้อนทั้งหมดเหมือนจะลงไปรวมกันที่ส่วนกลางลำตัว ร้อน....ร้อนซะจนเกือบจะระเบิดออกมาแม้เนื้อตัวจะยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบก็ตาม

แต่อยู่ๆ อารมณ์ที่ถูกปลุกขึ้นมาซะสูงลิ่วก็กลับค้างเอาซะดื้อๆ เมื่อร่างสูงผละออกมา ลิ้นเรียวถูกถอนออก ใบหน้าคมก้มลงมองผลงานที่ตัวเองทำเอาไว้อย่างพอใจ ฝ่ามือใหญ่เลื่อนไปสัมผัสส่วนกลางของร่างบางผ่านกางเกงสีดำสนิทแนบเนื้ออย่างจาบจ้วง

“หึ...ปากเจ้าบอกว่าเกลียด...แต่ร่างกายเจ้า....” ฝ่ามือใหญ่ทั้งลูบคลำและจับแรงๆ สลับกันไป “กลับบอกตรงกันข้ามนะ...”

มือเล็กที่ถูกพันธนาการได้แต่ผลักอกหนาอย่างแรงทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังหอบหายใจหนักๆ อยู่ ขาเรียวหมดแรงเอาดื้อๆ หากไม่มีเข่าแข็งแทรกเข้ามาพยุงไว้ก็คงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว

“ตกลง...เจ้าชอบหรือไม่ชอบกันแน่...ฮิชิงิ” กระซิบแผ่วๆ ข้างหูบางก่อนจะกัดใบหูนั้นอย่างมันเขี้ยว

“มันไม่แปลกหรอก...อ้ะ!” ฮิชิงิกัดฟันพูด เพราะต้องสะกดกั้นอารมณ์และเสียงครางของตนที่เกิดจากการปลุกเร้าของร่างสูง “อึก! เพราะมัน...อื้อ..ไม่เป็น...ฮ้า! ...แค่กับท่าน...อ้ะ!”

สิ้นคำ! ร่างสูงก็ผลักร่างเล็กลงไปนอนกับพื้นโต๊ะ ฝ่ามือแกร่งกวาดของทุกอย่างลงไปกองอยู่กับพื้น ก่อนที่เจ้าตัวจะตวาดก้องอย่างโกรธเกรี้ยว!!

“ถ้าไม่ใช่แค่ข้า! แล้วเจ้าไปทำกับใครมาฮิชิงิ!!” ฝ่ามือใหญ่เขย่าร่างบางซะจนหัวสั่นคลอนไปหมด “ใคร!! ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!”

หึ...นี่เขาคงไปปลุกเสือหลับให้ตื่นขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ ท่านฟุบุกิที่แสนอ่อนโยน หัวหน้าสี่ผู้เฒ่าที่น่าเกรงขาม แต่กลับแสดงอารมณ์ต่อหน้าเขาราวกับคนบ้า ต่อหน้าเขา...คนเดียวเท่านั้น

ร่างบางยิ้มเยาะขึ้นมานิดๆ อดจะภูมิใจหน่อยๆไม่ได้ว่าตนเองก็มีอิทธิพลต่อร่างสูงบ้างเหมือนกัน แผน...ที่วางเอาไว้ว่าจะอยู่คนเดียวเงียบๆ ถูกโยนทิ้งไปแล้ว เวลานี้การยั่วโมโหคนตรงหน้าเล่นก็น่าสนุกไม่น้อยเลย

“ท่านจะอยากรู้ไปทำไมกัน ก็ทำ...เหมือนๆ กับที่ทำกับท่าน...” น้ำเสียงหวานกล่าวเรื่อยๆ เหมือนไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของคนตรงหน้า “ก็แค่ปลอบใจกัน...มีความสุขด้วยกัน หลังจากนั้น...ก็จบ”

คำโกหกคำโต มาพร้อมกับความเจ็บปวดที่หนักหน่วง เมื่อไหล่ของเขาถูกบีบแน่น แน่นมากๆ เจ็บ...จนเหมือนข้อต่อจะหลุดจากกัน แต่ที่ฮิชิงิทำก็เพียงกัดริมฝีปากด้วยความเคยชินเพราะขัดขืนไม่ได้เนื่องจากข้อมือทั้งคู่ถูกสายน้ำที่เคยพันธนาการดึงราบไปกับพื้นโต๊ะ พร้อมกับที่สายน้ำนั้นก็ไหลผ่านใต้โต๊ะ แยกออกเป็นสองสายลอดโต๊ะมามัดข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาไว้

ในตอนนี้ ร่างบางจึงได้แต่ถูกขึงพืดอย่างแน่นหนาไร้หนทางต่อสู้โดยสิ้นเชิงต่อหน้าร่างสูงที่โมโหจนเกือบจะถึงขีดสุด แต่กระนั้นใบหน้าหวานก็ยังคงเรียบเฉยแถมมุมปากยังยกยิ้มยั่วขึ้นมาหน่อยๆ ด้วย

“ไม่เห็นจำเป็นต้องมัดเลยนี่ เพราะถึงยังไงข้าก็ไม่ขัดขืนท่านอยู่แล้ว ก็แค่ปิดหูปิดตา เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ”

แคว่ก!!

เสื้อสีดำถูกดึงอย่างแรงทีเดียวขาดคามือใหญ่ ตามมาด้วยกางเกงสีดำที่ถูกกระตุกลงไปกองอยู่กับข้อเท้าที่ห้อยลงมาจากโต๊ะ

“งั้นก็ปิดหู ปิดตาไปนะ ‘เดี๋ยวเดียว’ จริงๆ นั่นล่ะ”

น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นช่างขัดกันเหลือเกินกับปลายนิ้วที่รุกรานเข้ามาในกายเขาอย่างรุนแรง ฮิชิงิรู้ดีว่าคนตรงหน้าโกรธมากแค่ไหน เพราะโกรธสุดๆ ของฟุบุกิไม่ใช่อาละวาดหากแต่เป็นโกรธจนนิ่ง...นิ่งจนน่ากลัวต่างหาก เหมือนๆ กับไฟใต้น้ำที่คุกรุ่นรอเวลาระเบิด

มือข้างหนึ่งจับข้อเท้ายกขาทั้งสองข้างของร่างบางขึ้น เปิดเผยส่วนน่าอายให้ร่างสูงเห็นจนหมดในขณะที่นิ้วมืออีกข้างก็ขยับเข้าออกโดยไม่สนใจเลยว่าคนถูกกระทำจะเจ็บมากแค่ไหนที่ไม่มีอะไรหล่อลื่นเลย แต่แค่นิ้วเดียวก็เล่นเอาร่างบางกระตุกแล้วกระตุกเล่าได้

“อึก! อื้อ!”

ปากที่แตกอยู่แล้วถูกกัดเอาไว้จนจะแตกเพิ่มเข้าไปอีก ใบหน้าหวานแหงนเงยสะบัดไปด้านหลัง ฟันเล็กกัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น เขาจะต้องไม่แสดงอารมณ์ให้ร่างสูงได้ใจยิ่งกว่านี้

แต่ปลายนิ้วที่รุกรานก็เหมือนจะรู้ดีว่าจุดอ่อนของร่างตรงหน้าอยู่ตรงไหน มันเลื่อนเข้าไปแตะจุดกระตุ้นก่อนจะขยับขูดขีดอย่างไม่ใยดี

“อ้ะ! ไม่! อื้อ!” ทั้งๆ ที่ถูกกระทำรุนแรงถึงเพียงนี้ แต่ส่วนน่าอายกลางลำตัวเขากลับตื่นตัวขึ้นมา โดยไม่สนใจเจ้าของเลยสักนิด

“มักมากจริง! ชู้รักของเจ้าคงปรนเปรอเจ้าได้ไม่อิ่มสินะ เป็นไงฮิชิงิ...มันรู้จักร่างกายเจ้าดีเท่าข้ารึเปล่า” แล้วเร่งจังหวะนิ้วให้เร็วขึ้น

“อ้ะ!”

อยากเถียง อยากเย้ยหยันอยู่หรอก แต่นิ้วที่เพิ่มเข้ามาอีกนิ้วหนึ่งในร่างและขยับควานไปทั่วนั้นเล่นเอาเขาแทบระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ หากเผลออ้าปากมาตอนนี้คงต้องเปล่งเสียงครางให้ตัวเองอายเล่นเป็นแน่

ฟุบุกิมองร่างที่ไร้ทางสู้ตรงหน้าอย่างพอใจ มือเรียวเล็กที่จิกระบายอารมณ์กับพื้นโต๊ะ ใบหน้าหวานที่แหงนเงยลากลงมาเป็นเส้นโค้งที่คออย่างสวยงาม ปากแดงๆ เม้มแน่น แดงเรื่อ...น่าจูบ แต่เขาจะยังไม่จูบตอนนี้หรอกนะ ขอสั่งสอนความปากดีของคนตรงหน้าให้พอใจก่อนที่บังอาจโกหกเขาจนเกือบบ้า หากเพราะไม่ได้เห็นผิวขาวเนียนที่มีแค่รอยที่เขาทำไว้กับร่างกายที่คับแน่นยืนยันความบริสุทธิ์นี่ล่ะก็....เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำอะไรลงไปบ้าง

.......ไม่มีใครที่ได้ครอบครองร่างกายนี้แล้วจะหยุดอยู่แค่ครั้งเดียวหรอกแล้วยิ่งไม่ทำรอยประทับแสดงความเป็นเจ้าของเอาไว้...ไม่มีทางเป็นไปได้แน่.......

“อ้ะ! ฮะ! อื้อ!”

ร่างตรงหน้าเขายิ่งดิ้นยิ่งกระตุกมากขึ้นเมื่อจำนวนนิ้วที่เพิ่มเข้าไปกลายเป็นสาม ส่วนนั้นที่แข็งชันเริ่มมีน้ำซึมออกมาบ้างแล้ว แต่มือใหญ่กลับเลื่อนไปกระชับและกดนิ้วปิดปากรูเอาไว้

“ใครอนุญาตให้ไปได้กัน”

“ฮึก! ไม่! ปล่อย!” ทั้งมือทั้งขาต่างก็ถูกพันธนาการ ร่างบางจึงได้แต่บิดตัวไปมาดิ้นรนอาละวาดอยู่ใต้ร่างสูงเพราะความปั่นป่วนที่สูญเสียทางออก สติสัมปชัญญะในตอนนี้ถูกคนตรงหน้ากระชากไปหมดแล้ว

“อย่าดิ้นสิ! ฮิชิงิ ‘เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ’ไง”

พูดพลางก็ดึงกางเกงที่กองอยู่ตรงข้อเท้าผ่านสายน้ำที่รัดไว้ออก เมื่อกางเกงผ่านออกไปได้แล้วสายน้ำนั้นก็ไหลเชื่อมมาประกบกันตามเดิม

ร่างสูงแยกปลายเท้าทั้งสองข้างของร่างบางออกจากกัน เคลื่อนตัวเข้าแทรกกลางร่างบาง ก่อนจะถอนนิ้วออกแล้วจรดความแข็งขึงของตน เข้ากับปากทางที่ฉ่ำเยิ้มนั้นแทนที่ ส่วนอีกมือก็ยังกุมกระชับร่างบางไว้ไม่ยอมปล่อย มองร่างเล็กที่บิดตัวไปมาด้วยความทรมานใต้ร่างเขาอย่างพอใจ

“จะให้ข้าทำยังไงดี...ฮิชิงิ”

“ฮึก!”

ฮิชิงิกัดริมฝีปากตัวเองแน่น สติที่ยังพอมีเหลืออยู่บอกให้ทำอย่างนั้น อย่าเผลอหลุดเสียงอ้อนวอนออกไปเป็นอันขาด

“ต้องการอะไร...ฮิชิงิ” ฝ่ามือใหญ่ทั้งบีบทั้งเคล้นคลึงขณะที่ร่างกายที่ใหญ่โตยังเสียดสีอยู่แค่ภายนอกไม่ยอมเข้าไปซักที

“อื้อ! อ้ะ!”

ใบหน้าหวานที่แดงเรื่อเพราะความต้องการสะบัดไปมา ความยั่วยวนนั้นเล่นเอาฟุบุกิแทบจะหมดความอดทน แต่ยังหรอก...ยัง...ไม่...ในตอนนี้ ขอทำลายความภาคภูมิใจของคนปากดีตรงหน้าอีกหน่อย ดังนั้นน้ำเสียงที่ถามก็ยังคงเรียบเรื่อยไม่เปลี่ยนแปลง

“ไม่บอก....ข้าก็ไม่รู้นะ” ขยับรูดขึ้นลงเร็วขึ้นและเร็วขึ้น แต่นิ้วมือก็ยังกดปากรูไว้แน่น

“อึก!” ปากแดงที่ถูกกัดตอนนี้เริ่มมีเลือดซึมออกมาแล้ว เพราะเจ้าของไม่ยอมปล่อยให้มันเปิดออกมาอ้อนวอนคนตรงหน้า

ปากแข็งจริงๆ แต่ท่าทางอย่างนี้คงอีกไม่นานแล้วสินะ

“ว่าไง...ฮิชิงิ” พลางกดนิ้วแทรกลงไปในรูนั้นเล่นเอาสะโพกบางกระตุกขึ้นมาอย่างแรงทันทีพร้อมๆ กับที่ความอดทนได้หมดลง

“อ้ะ! ฮ้า! อือ...ได้โปรด...ฮึก..” ใบหน้าหวานช้อนสายตาที่ฉ่ำเยิ้มและแพขนตาเปียกชื้นขึ้นมองเขา “อื้อ...เข้ามา...อ้ะ!อ๊า...”

ขาดคำ! ร่างสูงที่รอคำนี้อยู่แล้วก็แทรกความแข็งขึงที่ใหญ่โตเข้าไปในร่างบางในคราวเดียว สะโพกเล็กถูกยกขึ้นบิดเร่าไปมาด้วยความร้อนรุ่มที่ปะทุมากขึ้น มากขึ้น แต่ก็ยังระบายออกไปไม่ได้อยู่ดี!

ความร้อนและความคับแน่นของร่างตรงหน้าแทบจะทำเอาร่างสูงหมดความอดทน ขณะที่มือหนึ่งยังกุมกระชับร่างบางไว้ไม่ยอมปล่อย อีกมือก็จับข้อเท้าเล็กข้างหนึ่งขึ้นพาดบ่าแล้วเริ่มขยับเข้าออก

“อ้ะ....ฮ้า...ไม่....อื้อ...”

การขยับที่เนิบช้าไม่อาจเติมเต็มร่างบางในตอนนี้ได้ ทำไมกัน...ทั้งๆ ที่เขาต้องการความรุนแรงเพื่อลบล้างความผิดในใจ และปกติทุกทีร่างสูงก็กอดเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่อย่างวันนี้...แบบนี้...แบบที่ทำให้เขาแทบคลั่งตายเพราะความปรารถนา

“อ้ะ! เร็วกว่า...อ๊า”

“จะรีบไปไหนกัน...” จากจังหวะที่เนิบช้าอยู่แล้วก็กลับหยุดนิ่งไปซะเฉยๆ ร่างเล็กจึงดิ้นรนแทบอาละวาด “ข้ามีเวลาให้เจ้าทั้งคืนเลยฮิชิงิ”

“อื้อ! ไม่! ขยับ...” พลางพยายามเป็นฝ่ายขยับสะโพกซะเอง

“บอกมาซิ...ว่าเจ้าจะเป็นของของข้าแค่คนเดียว...จะไม่ยุ่งกับใคร...”

ในตอนนี้เขาไม่สนอะไรทั้งสิ้นแล้ว ความต้องการที่พลุ่งพล่านทำให้ได้ยินอะไรลางๆ เลือนๆ แต่ถ้าเพื่อให้ความทรมานนี้ถูกปลดปล่อยออกไป ถามอะไรเขาก็ยอมตอบทุกอย่างแล้ว...

“เป็นของท่าน...คนเดียว...ได้โปรด...”

“อย่างนั้นล่ะ...เด็กดี!” สิ้นคำ! ร่างสูงก็ขยับเข้าหาร่างที่เล็กกว่าอย่างรุนแรง

“อ๊า! อ้ะ..”

โต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่ใช้รองรับน้ำหนักกระทบพื้นสั่นสะเทือนดังก้องไปทั้งห้อง ร่างสูงขยับกายเข้าออกอย่างรุนแรง ราวกับจะฉุดกระชากสติสัมปชัญญะทั้งหมดออกไป ในขณะที่ร่างบางทั้งบิดตัวทั้งร้องครางจนเสียงเริ่มแหบ

“อา...อือ...อ๊า....”

เมื่อใกล้มาถึงปลายทางร่างใหญ่ก็เกร็งแน่น กระตุก แล้วฉีดพุ่งของเหลวเข้าไปในร่างข้างใต้ ก่อนจะซบหน้าลงไปหอบหายใจแรงๆ บนอกเนียน

แต่ฝ่ามือใหญ่ก็ยังกุมกระชับแก่นกายของร่างบางไว้ไม่ยอมปล่อย!!

“อื้อ! ไม่...ปล่อย... ได้โปรด...ฮึก!” ร่างกายที่ยั่วยวนบิดเร่าไปมาด้วยความทรมานจนแทบคลั่ง

“ปล่อย...ท่านฟุบุกิ...ฮึก...ได้โปรด...ปล่อยมือ...เจ็บ...”

“จะรีบทำไม...ฮิชิงิ...ข้าบอกแล้วไงว่ามีเวลาให้เจ้าทั้งคืน”

‘ก็ตัวเองปลอดปล่อยสบายไปคนเดียวแล้วนี่’

ฮิชิงิได้แต่ตัดพ้อในใจอย่างขมขื่น ขณะพยายามเสียดสีร่างกายของตนเองกับคนตรงหน้าเพื่อระบายอารมณ์ ใบหน้าหวานเหยเกอย่างทรมาน

“ ‘เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ’ นะ...ทนหน่อยฮิชิงิ”

“อ้ะ!!”

ทันใดร่างโปร่งก็ถูกอุ้มลงมายืนข้างล่างและพลิกตัวหันหลังให้กับร่างใหญ่ พร้อมกับที่มือแกร่งกดหัวเล็กคว่ำลงกับพื้นโต๊ะ พอข้อมือเรียวถูกปลดปล่อยเจ้าตัวก็รีบใช้มันมายันมือที่กอบกุมแก่นกายตัวเองออก แต่...เช่นเคย...ทั้งแกะทั้งทึ้งยังไงก็ไม่หลุดอยู่ดี

แล้วมือเล็กก็ต้องรีบเปลี่ยนไปยันขอบโต๊ะเอาไว้แน่น เมื่อสัดส่วนใหญ่โตข้างหลังที่ยังไม่ถูกถอดถอนออก เริ่มเหยียดขยายใหญ่ขึ้นและเคลื่อนตัวไปมาในร่างเขาอีกแล้ว

“เวลายังมีอีกเยอะ...ค่อยๆ ทำละกันนะฮิชิงิ...” กระซิบเสียงพร่าริมหูอีกฝ่าย

ร่างสูงเริ่มขยับเข้าออกรุนแรงอย่างสะดวกเพราะช่องทางที่เปียกชื้นไปด้วยของเหลวที่ปลดปล่อยในครั้งแรก โดยที่มือใหญ่ขยับรูดแก่นกายของร่างบางให้แต่ก็ยังไม่ยอมให้ปลดปล่อยอยู่ดี

“อ้ะ! อ๊า...ไม่...ฮึก!” ร่างข้างใต้ที่ทำได้เพียงร้องครางเพราะทำอะไรไม่ได้นอกจากจะเอามือยันขอบโต๊ะไว้แน่นเพื่อกันกระแทก เอวบางขยับเคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะที่คนข้างหลังกำหนด หัวใจดวงเล็กในตอนนี้มีแต่ความเจ็บใจในพลังที่น้อยนิดของตน พลางก็คิดในใจอย่างขมขื่น

‘ในเมื่อข้าเลือกที่จะรัก....อย่างเจ้ารัก...ในตอนสุดท้าย.....ข้าก็อาจจะมีจุดจบเช่นเจ้าสินะ.....ฟูจิโนะมิยะ! ’

แล้วน้ำตาสายเล็กที่พยายามเก็บกดเอาไว้ไม่ให้ร่างสูงเห็น ในตอนนี้จึงได้หลั่งออกมา.....ผ่านร่องแก้มเนียนและตกลงสู่พื้นโต๊ะ....ไหลริน...ไม่ขาดสาย




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 19:16:31 น.
Counter : 206 Pageviews.  

1  2  

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.