==== ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็นสามี และ เป็นพ่อให้ได้ดีกว่าที่เคยเป็นเมื่อวาน ====
Group Blog
 
All Blogs
 

วันที่สะพานสายหนึ่งขาดลง ... (ครั้งแรกที่เจ็บปวดที่สุดของผู้หญิงคนหนึ่ง)

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ...

... มีสะพานสายหนึ่ง สะพานที่เคยเชื่อมเธอกับเขาไว้ด้วยกัน

ผ่านทางสะพานสายนี้ ...
เธอเหนื่อย เธอเศร้า ... เขาสามารถรับรู้ได้
เขาเจ็บปวด เขาดีใจ ... เธอสามารถรับรู้ได้ เช่นกัน

... หลายปีมาแล้ว ในยามสายของวันหนึ่ง

วันนั้น ...

"สะพานกาย" ของเธอและเขา
... ถูกตัดขาดด้วยคมกรรไกรของหมอทำคลอด
... แต่ก็เป็นวินาทีเดียวกันที่สะพานอีกสายหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาแทนที่

"สะพานใจ" ... สะพานที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจตัดให้ขาดได้

...

พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร
6 เมษายน พ.ศ. 2556



เรื่องราวต่อจากนั้นเมื่อ 32 ปีผ่านไป

... เพราะเราเคยเป็นคนๆเดียวกัน




 

Create Date : 06 เมษายน 2556    
Last Update : 9 เมษายน 2556 7:03:39 น.
Counter : 781 Pageviews.  

"ครัว" ... ห้องเรียนที่สองของผม ... ห้องปฏิบัติการ(Lab)ที่ไม่มีใน MBA School ... โดยเด็กม.4คนหนึ่ง

"ครัว" ... ห้องเรียนที่สองของผม ... ห้องปฏิบัติการ(Lab)ที่ไม่มีใน MBA School ... บันทึกโดยเด็กม.4คนหนึ่ง(ที่ไม่เคยได้เตะบอลหลังเลิกเรียน)

เด็กม.4คนหนึ่งไม่เคยมีชีวิตในสนามฟุตบอลกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ชีวิตหลังเลิกเรียนของเขาในวัย ม.4 และ ม.5 อยู่ที่ตลาดสดและในห้องครัว ถ้าจะวัดกันด้วยมาตราฐานและนิยามของสำนักงานสถิติแห่งชาติสารขัณฑ์ในปีพ.ศ.2525 รายได้ครัวเรือนของครอบครัวเขาแตะเส้น "ยากจน" อย่างไม่เต็มใจนัก

ในพ.ศ.ที่ไม่มี 7-11 ไม่มีกับข้าวถุง ค่ารถสองแถวเข้าซอยเปลี่ยวชานเมืองหลวง 50 สตางค์ มีพ่อเป็นข้าราชการจนๆที่ประจำอยู่ต่างจังหวัด มีแม่ที่ต้องทำงานล่วงเวลากลับถึงบ้าน 3 ทุ่ม มีน้องๆในวัยเรียนวัยกินอีก 3 คน หน้าที่(ที่ไม่เต็มใจเอามากๆในตอนนั้น)คือการจ่ายตลาดสดตอนเย็นหลังเลิกเรียน รีบกลับบ้านมาทำกับข้าวสำหรับ 5 ปาก 5 ท้อง และ ดูแลการบ้านน้องๆ

2 ปีเต็มที่เขาใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนในตลาดสดและห้องครัว ที่ๆเขาเรียกมันได้อย่างภาคภูมิใจว่ามันคือห้องเรียนที่สอง และเป็นห้องปฏิบัติการ(Lab)ในชีวิตจริง ตามมาดูเสี้ยวหนึ่งของสรรพวิชาที่เขาเรียนรู้จากห้องเรียนที่สองแห่งนี้กันครับ

Economy of Scale (การประหยัดเนื่องจากขนาด) ES101 - 3 หน่วยกิต

เขาแอบเรียกวิชานี้ว่า "เหมาโหลถูกกกว่า" คือ ทำอะไรทำทีเดียวกัน ซื้ออะไรซื้อทีเดียวกัน ได้ราคาต่อชิ้นที่ถูกกว่า ซื้อร้านขายส่งก็ซื้อร้านเดียวกัน ซื้อหลายๆอย่าง ต่อราคาอาแป๊ะซะก่อนทีล่ะอย่าง พอจะคิดตังค์รวมกันต่อราคาอาแป๊ะได้อีกรอบ การซื้อทีล่ะชิ้นนั้นสงวนไว้กับกรณีฉุกเฉินและต้องของอนุมัติ (approval) เป็นรายกรณี (case by case basis) :)

ล้างจาน ซักผ้า รีดผ้า อย่าทำทีล่ะชิ้นทีล่ะครั้ง รวมๆไว้ซัก-ล้าง-รีดกันทีเดียว ใช้น้ำ ไฟฟ้าและผงซักฟอกต่อชิ้นน้อยกว่า หลีกเลี่ยงการเปิดตู้เย็นหยิบของหรือเก็บของทีล่ะชิ้น รวมๆไว้เปิดปิดเอาเข้าเอาออกพร้อมๆกัน เปลืองไฟฟ้าน้อยกว่า

และ อื่นๆอีกมากมาย ...

CPM (Critical Path Management) and JIT (Just in time Management) CJ101 - 3 หน่วยกิต

มีกับข้าวสดที่เพิ่งจ่ายตลาดมากองหนึ่ง เตาไฟ 2 เตา เตาหนึ่งเป็นเตาแก๊ส อีกเตาเป็นเตาถ่าน ทำกับข้าว 3 อย่างพร้อมหุงข้าวสำหรับ 5 ปาก 5 ท้อง ทั้งหมดนี่ต้องให้เสร็จในครึ่งชม. อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง อะไรรอได้ อะไรทำพร้อมอะไรได้ อะไรใช้เวลาทำเท่าไร คอขวด(bottle neck)อยู่ตรงไหน ... Critical Path และ Just in Time Management ของจริงเลย ยังไม่นับที่ต้องออกจากครัวมาดูมาสอนการบ้านน้องๆอีก 3 คน เป็นพักๆ (Uncontrollable external factors) ซึ่งยอมรับว่า หนักหนาสาหัสมาก บางครั้งกับข้าวก็ไหม้ไปบ้าง ข้าวก็สุกๆดิบๆไปบ้าง มั่วๆซั่วๆไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครบ่น เพราะถ้าบ่น หมายความว่า "งั้นก็ไม่ต้องกิน"

Synergy (ขออภัยที่แปลไม่ถูกครับ จริงๆแล้วมีคำแปล แต่แปลแล้วมันจั๊กจี้เลยขอไม่แปลดีกว่า) SY101 - 3 หน่วยกิต

ไข่ตุ๋น ไข่ต้ม ไม่ต้องทำต่างหาก เปลืองไฟ เสียเวลา จับใส่หม้อหุงข้าวได้เลย ถ้ามีแกงมีผัดที่ต้องอุ่นให้ร้อน พอน้ำข้าวในหม้อเริ่มงวด ก็จับใส่จานซ้อนๆกัน แล้ววางบนข้าวปิดฝาซะ พอข้าวสุก ก็ทั้งแกงทั้งผัดก็อุ่นพอดีกินได้ ถ้ามันบังเอิญหกลงไปในข้าว ก็ตักออกมารวนในน้ำมันกระเทียมเจียวร้อนๆ ยอมเสียไข่ใบนึง ก็จะกลายเป็นข้าวผัดพิเศษ 1 จาน ที่น้องๆต้องแย่งกันจอง ตามหลัก demand - supply (เพราะมี demand 3 แต่ supply แค่ 1)

Inventory Management (บริหารจัดการสินค้าคงคลัง) IM101 - 3 หน่วยกิต

ปีแรกที่ทำกับข้าว ตู้เย็นถือเป็นของฟุ่มเฟือยที่ครอบครัวไม่สามารถจะเอื้อมไปหามาใช้ได้ ต้องจ่ายกับข้าวสดหลังเลิกเรียนวันเว้นวันหรือเว้นสองวันจากตลาดสดที่อยู่ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ส่วนการจ่ายกับข้าวของแห้งของสดครั้งใหญ่สำหรับเดือนจะมีเดือนล่ะครั้งจากตลาดสดที่ใหญ่กว่าและไกลออกไป การบริหารจัดการของใช้ในครัว (Supply management) ไม่ให้ขาดมือตลอดทั้งเดือนนั้น เป็นงานที่ท้าทาย (Challenge) ถือว่าต้องใช้ความสามารถ ความรอบคอบ การวางแผน และวินัยขั้นสูงทีเดียว

เขามีเครื่องมือการบริหารไฮเทคที่สำคัญอย่างยิ่งยวด(Critical Management Tool) ที่เรียกว่า IPSL (Inventory Planning and Shopping List) ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าว่าเศษกระดาษสมุดเหลือใช้ ที่เอามาเย็บใหม่เป็นเล่มเล็กๆกับลายมือขยุกขยิก รายการนี้จะต้องแม่นยำและพลาดไม่ได้ เพราะจะไปซื้อของแห้งกันแค่เดือนล่ะครั้ง มี Inventory margin มาก (พูดง่ายๆคือซื้อเผื่อ) ก็ไม่ได้ เพราะเงินไม่พอ และที่ลืมไม่ได้คือ FIFO (First In First Out) ของที่ซื้อมาก่อนมักจะหมดอายุก่อน ให้เอาออกมากิน เอาออกมาใช้ก่อน ใครฝืนกฏข้อนี้ ต้องโดน disciplinary warning (การตักเตือนทางวินัย) ที่แปลไทยเป็นไทยว่า "ตัดค่าขนม"

Negotiation Skill (ทักษะการเจรจาต่อรอง) NS101 - 3 หน่วยกิต

- ถ้าซื้อของหลายชิ้นต้องต่อให้ได้ราคาต่อชิ้นต่ำกว่าซื้อปลีกเสมอ
- Effective communication skill - ถ้าดูแล้วคิดว่าคนขายเป็นป้า ให้เรียกน้า ถ้าดูแล้วน่าจะน้า ให้เรียกพี่ ถ้าดูแล้วว่าอาจจะพี่ ให้เรียกน้อง ... มักจะต่อราคาหรือของแถมนิดๆหน่อยๆได้เสมอๆ :)
- ถ้าซื้อเจ้าประจำ อย่าลืมชมว่า ของที่ซื้อไปทำกับข้าวเมื่อวาน แม่ชมว่าอร่อย (มักจะได้แถมชิ้นสองชิ้นบ่อยๆ หรือได้ผักที่อวบๆปลาที่สดๆโดยไม่ต้องเลือกเอง)
- ถ้าจะขอของแถม ให้ขอของแถมที่เหลืออยู่มากในกระจาด หรือ ดูแล้วยังไงแม่ค้าก็ไม่น่าอยากจะขนกลับ แต่เป็นของที่เราต้องการ
- ถ้าขึ้นราคา ให้ขอของแถมเสมอ ถ้าไม่ได้แถม ให้ลดจำนวนที่ซื้อลง
- บวกลบเลขให้ไว ... ป้าบอกกำละห้า สองกำแปดได้ไหมป้า ถ้าไม่ได้ ป้า ... ผมขอสามกำสิบสามก็แล้วกันนะ (สูตรคูณ บวกลบคูณหาร ต้องแม่น และเร็วทันหรือเร็วกว่าแม่ค้า)
- ต่อราคาเสร็จแล้ว อย่ายึกยัก เดินออกไปเลย อย่าหันกลับไปมอง แต่ให้เงี่ยหูฟัง เผื่อป้าแก OK
- ถ้าเดินทั้งตลาดแล้วยังไม่ได้ที่ๆถูกกว่า การกลับไปซื้อกับป้าคนเดิมไม่ถือว่าเสียฟอร์ม (ฟอร์มกินไม่ได้) ต้องถือซะว่า The best deal of the day

Cost Accounting (บัญชีต้นทุน) CA101 - 3 หน่วยกิต

- ถอดปลั๊กรีดผ้าก่อนเริ่มรีดตัวสุดท้าย ความร้อนที่ยังเหลืออยู่ยังเอามารีดได้ 1 ตัว
- ปิดแก๊ซที่หัวถังก่อนที่จะปิดที่เตา แก๊สจะได้ไม่ค้างท่อ รั่วทิ้ง นอกจากเปลืองค่าแก๊สแล้วยังปลอดภัยจากแก๊สรั่ว
- ปิดแก๊สก่อนทำกับข้าวเสร็จเล็กน้อย กระทะหรือหม้อที่ร้อนค้างอยู่ยังใช้ได้ต่ออีก 5-10 นาที พอให้ที่ทำอยู่เสร็จพอดี
- น้ำเหลือจากซักผ้าเอามาล้างจาน น้ำเหลือจากล้างจานและเศษอาหาร เอาไปรดน้ำต้นไม้
- ล้างถังขยะ ล้างรถจักยาน ใต้ต้นไม้เสมอ นอกจากตอนล้างไม่ร้อนแล้ว จะได้ไม่ต้องรดน้ำต้นนั้นอีก
- เศษผักที่ปักแล้วงอกทุกชนิด ห้ามทิ้งลงถังขยะเด็ดขาด เอาไปปักให้มันงอก คราวหน้าใช้นิดๆหน่อยๆ ก็ไม่ต้องซื้อ
- โสมใบ ดอกแค กระถิน ผักบุ้งจีน ใบมะยม ยอดมะม่วง ของข้างทางในซอยเข้าบ้านพวกนี้ ถ้ามีไข่ไก่สักใบหรือ กากหมูกับหอมแดงสักหยิบมือ (Emergency low cost menu) แก้ขัดได้มื้อนึง
- ทุกๆ 3-4 วัน ... เศษผักเศษเนื้อทุกชนิด จับใส่หม้อเทน้ำให้ท่วม ใส่ซีอิ๊วดำ ซอส น้ำจิ้ม พริกกะเกลือ เหลือๆ กับเศษๆน้ำตาลปีบ มันจะกลายเป็นจับฉ่ายหอมฉุย กินได้อีก 2- 3 มื้อ

และ อื่นๆอีกมากมาย ....

Business Ethic (จรรยาบรรณทางธุรกิจ) BA101 - 3 หน่วยกิต

- คืนเงินทุกครั้งที่แม่ค้าทอนตังค์เกินมาและคืนของที่เกินมาในถุงกับข้าว (ถึงแม้ว่าจะเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่เคยโกงเรา)
- ไม่ต่อราคาคนขายที่ดูแล้วเป็นชาวนาชาวสวนแก่ๆที่เอาของมาขายเอง ที่ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าประจำตลาด
- ถ้าเห็นว่าฝนกำลังจะตก อย่าต่อราคา ถ้าเห็นว่าเหลือของไม่มาก เหมาหมดได้ เหมาหมดไปเลย แล้วไปชี้แจงกับ CEO ทีหลังได้ ปลอดภัยแน่นอน (เพราะเคยเห็น CEO ทำ)

Monitering and Contineous Improvement MCI101 - 3 หน่วยกิต

- ยกของขึ้นทุกครั้งที่ทำความสะอาดครัว เพราะอาจจะมีผงแป้งโรยไว้ใต้ของพวกนั้น (Random Monitering - Increase Awareness !)
- ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ... เก็บครัวให้ดีทุกครั้ง ถ้าตรวจเจอ จะโดนปลุกมาเก็บ โดยไม่ต้องดูนาฬิกาว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว (Law enforcement !)
- ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ... ตรวจดูถังขยะทุกครั้ง ให้แน่ใจว่า ไม่ทิ้งของอะไรที่ไม่ควรทิ้ง (ความผิดฉกรรจ์เชียว) อาจจะโดน IRA ย้อนหลังได้เสมอ (สุ่มตรวจสอบ - Internal Random Audit)

Micro Economic (เศรษฐศาสตร์จุลภาค) MiE101 - 3 หน่วยกิจ

- กินผักผลไม้ตามฤดู เพราะของในตลาดมีเยอะ ราคาจะถูก คุณภาพจะดี (Demand Supply Rule)
- Subsititute goods (สินค้าที่ทดแทนกันได้) หมู - ไก่ - เนื้อ - ปลา และ ผักทุกชนิด แทนกันได้หมด (ถ้ารู้จักปรับเมนูและไม่เรื่องมาก ต้นทุนการใช้ชีวิตจะลดลง)
- ทุกเมนูพลิกแพลงยืดหยุ่นได้เสมอ ไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว อย่าไปยึดติด (Preference elasticity)
- กะให้พอดี อย่าทำกับข้าวมากเกิน จะดูไม่อร่อย (Over supply)
- อย่าทำกับข้าวเสร็จเร็วเกินไป ... Hunger is the best cook ... (German, Polish)

......

และอื่นๆอีกมากมายครับ

.....

ศาสตร์วิชาการบริหารจัดการทั้งหมดนี้
สอนโดย ... "เธอ" ... ผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนไม่จบแม้แต่ปริญญาตรี

แด่เธอ ... ครูวิชาการบริหารจัดการคนแรกในชีวิตของผม
แม่ครับ ... ผมรักแม่ ...


ปล 1. เธอเคยบอกว่าครูวิชาการบริหารจัดการของเธอ(ยายของผม)จบแค่ป. 4 เขียนหนังสือเป็นแค่ชื่อตัวเอง (ที่ประกอบด้วยพยัญชนะ 1 ตัว กับ สระอีก 1 ตัว ... !)

ปล 2. เธอชอบอวดเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องว่า เธอเลี้ยงพวกเราแบบ "ชีวิตต้นทุนต่ำ" (Low cost life)



ถ้าอยากรู้จัก "เธอ" ของผม และวีรกรรมของเธอมากกว่านี้ ตามไปรู้จักเธอได้ที่
bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=12-02-2011&group=2&gblog=23
bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=17-08-2011&group=2&gblog=24

และนี่ครับ วีรกรรมของผู้ชายของเธอ
bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=30-10-2011&group=2&gblog=25




 

Create Date : 03 มีนาคม 2556    
Last Update : 7 มีนาคม 2556 18:15:03 น.
Counter : 707 Pageviews.  

ผมถามพ่อว่า พ่อไม่กลัวหรือ พ่อตอบว่า "ถ้าพ่อไม่ทำแล้วใครจะทำ"

ผมถามพ่อว่า พ่อไม่กลัวหรือ พ่อตอบว่า "ถ้าพ่อไม่ทำแล้วใครจะทำ"

... พ่อของผม ... เล่าไว้ให้กับวันพ่อแห่งชาติปี พ.ศ.2554


ต้องขอออกตัวว่าผมโตมากับแม่ จึงมีเรื่องราวของพ่อในความทรงจำไม่มากนัก แต่ในความทรงจำที่ไม่มากนัก
... เมื่อค่อยๆคลี่ความทรงจำเหล่านั้นออกมาทีล่ะเล็กล่ะน้อย ผมต้องประหลาดใจว่า.. นั่นแหละ ... ที่ทำให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้โดยที่ไม่รู้สึกตัวเลย

ตอนเป็นเด็ก ป.1

หลังวัดชานเมืองหลวง ผมนั่งตักพ่อดูดาวบนนอกชานบ้านเช่าไม้ชั้นเดียวในชุมชนแออัด
ลมพัดไป ... กลิ่นน้ำครำจางๆผ่านจมูกเล็กๆ ...
พ่อชี้ให้ดูดาวดวงนึงบนฟ้าในค่ำหนึ่งของเดือนมืด
พ่อบอกว่า ... นั่นคือดาวฤกษ์ ... "ดาวฤกษ์มีแสงในตัวเอง มันจะกระพริบ ส่วนดาวเคราะห์ไม่มีแสงในตัวเอง และมันไม่กระพริบ"

ผมรู้สึกว่า โอ้โห พ่อผมเก่งจังเลย หลายปีผ่านไปถึงรู้ว่าพ่อก็รู้แค่นั้นแหละ เพราะพ่อเป็นแค่นักกฏหมายบ้านนอก
... ไม่ใช่นักดาราศาสตร์ ไม่ใช่แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์
แต่วันนั้น ทำให้ผมสนใจท้องฟ้า เลยมาถึงสนใจวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แล้วจึงมาเป็นวิศวกร ในทุกวันนี้

... พ่อคือดาวฤกษ์ของพวกเรา

... ขอบคุณครับพ่อ ...

ตอนเป็นเด็ก ป.4

วันหนึ่งโดนแม่ตีก้น เพราะทำกางเกงขายาวสีขาวตัวใหม่เปื้อน ร้องไห้โฮ อย่างแรกคือเจ็บ อย่างที่สองคือเสียใจที่สีขาวมันเปื้อน เอาไปซักยังไงก็ไม่ขาวเหมือนเดิม

พ่อเดินมาปลอบ ลูบหัวแล้วบอกสั้นๆว่า "ยังไงๆวันนึงมันก็ไม่ขาวอย่างนี้อยู่ดีแหละ"

โอ้โห ... พ่อผมนี่ฉลาดที่สุดในโลกเลย ... เด็กป.4 หยุดร้องไห้ ตาสว่างกับสัจจธรรมง่ายๆหลังรอยไม้เรียว
ผมรู้สึกว่าวันนั้นทำให้ผมเป็นคนที่มีความสุขและชื่นชมกับความสวยงามของปัจจุบันแต่ไม่ยึดติดกับมัน

... เพราะวันหนึ่ง "มันก็คงไม่ขาวเหมือนเดิม" อย่างที่พ่อว่าไว้

... ขอบคุณครับพ่อ ...

ตอนเป็นเด็ก ป.5

ไปนั่งฟังพ่อ "ว่าความ" ... ไม่รู้เรื่องหรอกว่าเขาพูดอะไรกัน

แต่รู้อย่างหนึ่งว่า พ่อนิ่ง เดินไปมาช้าๆ และดูใจเย็นมาก พ่อเอาแต่ฟัง พ่อพูดน้อย แต่ทุกคำถามที่พ่อถาม อีกฝ่ายหนึ่ง(ตอนหลังผมรู้ว่าคือทนายความ) หน้าเปลี่ยนสีทุกที วันนั้นผมรู้สึกว่าพ่อผมเก่งมากเลย และมันทำให้ผมเลียนแบบมาดพ่อที่นิ่ง ช้า และ ใจเย็น ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ความลำบาก ความสับสน ที่ต้องตัดสินใจ

... ขอบคุณครับพ่อ ...

ตอนเป็นเด็ก ป.5 (อีกครั้ง)

ที่บ้านเรา 5 คนแม่ลูก ชานเมืองหลวง ... ในเช้าตรู่วันหนึ่ง ...
พ่อกลับมาจากจังหวัดที่พ่อประจำอยู่โดยไม่ได้บอกพวกเราล่วงหน้า
ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในจังหวัดจ้างมือปืนมายิงคุณอาหัวหน้างานของพ่อถึงในบ้านพักหลวงของคุณอา (*)
... ยิงต่อหน้าคุณอาหญิงและลูกๆที่ครอบครัวพวกเรารู้จักกันดี
... 7 นัดที่ลูกปืนเข้าเป้า ... ฮ.เอาคุณอาหัวหน้าคุณพ่อมาลงที่รพ.รัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ... คุณพ่อขึ้นรถไฟตามมาถึงในเช้าวันถัดมา

2-3 วันต่อมา เมื่อคุณอาปลอดภัยอยู่ที่ศีริราช พ่อจะกลับไปจังหวัดนั้นเพื่อทำงานที่คุณอาทำค้างไว้ "ให้เสร็จ"
ผมถามพ่อว่า พ่อไม่กลัวหรือ พ่อตอบว่า "ถ้าพ่อไม่ทำแล้วใครจะทำ"

... ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร ......... ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
... ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา ... ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป (**)


ในขบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อน พ่อเป็นแค่นักกฏหมาย เป็นข้าราชการบ้านนอกตัวเล็กๆ
แต่พ่อไม่เคยประนีประนอมในเรื่องของมนุษยธรรมและความถูกต้อง

นี่คือปณิธาณที่หาญมุ่ง ... หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส ... (**)

ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่ได้ลาภยศสรรเสริญและความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการมากมายนัก
แต่ผมอยากให้พ่อรู้ว่า ... พวกเราแม่ลูก เห็นและซึมซับอุดมการณ์ ความมุ่งมั่นในสิ่งที่พ่อทำอยู่เสมอ ...

... จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง ... จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา (**)

...

วันนั้นทำให้ผมเข้าใจว่าความกล้าหาญที่ถูกต้องของลูกผู้ชายคืออะไร
อันเป็นที่มาของปณิธานส่วนตัวของผมในทุกวันนี้

"A man has to do what a man has to do"
เหมือนกำปั้นทุบดิน แต่มันก็มีที่มา ... ที่มาจากคำตอบของพ่อในวันนั้น

... ขอบคุณครับพ่อ ...

... อีก 2 ปีถัดมา มีระเบิดวางไว้ในที่จอดรถบ้านพักหลวงของพ่อ ... แต่พ่อไม่เป็นอะไร

ตอนเป็นเด็ก ม.3
ในวันเดือนปีที่บทสรุปของการลงโทษคือไม้เรียวที่ทำด้วยหวาย ...
ในวันเดือนปีของวัยเด็กม.3ที่ก้าวพลาดไป ...
ผมกลับบ้าน ... ผมบอกพ่อให้ไปช่วยคุยกับคุณครูให้ยกโทษให้
พ่อพูดอะไรต่อมิอะไรกับผมยาวมาก ... แต่ผมจำได้แค่คำที่ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ 4 คำ
"กฎเกณฑ์" - "ความถูกต้อง" - "ศักดิ์ศรี" และคำว่า "ลูกผู้ชาย"

วันรุ่งขึ้นพ่อไปส่งผมที่โรงเรียน เพี่อที่จะยืนกอดอกดูคุณครูฟาดก้นลูกตัวเอง

พ่อครับ ...
ผมขอบคุณมากครับ ... วันนี้ผมเข้าใจความหมายของคำ 4 คำนั้นแล้ว
ผมขอบคุณมากครับ ... ที่วันนั้น พ่อรักษา "ศักดิ์ศรี" ของผมเอาไว้ด้วยรอยหวาย
ผมขอบคุณมากครับ ... ที่วันนั้น พ่อรักษา "ความเป็นลูกผู้ชาย" ของผมเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด

เจ็บที่ก้นของผม แต่คงไม่เท่าเจ็บที่หัวใจของคนเป็นพ่อ ... "พ่อครับ ผมขอโทษ"

ผมสัญญาครับ ... สัญญาว่าสิ่งที่พ่อพยายามรักษาไว้ให้ผม จะไม่มีวันสูญเปล่า ...

ตอนเป็นนักศึกษาปี 1

ผมไปทำใบขับขี่ ... สอบตกภาคปฏิบัติ
กลับมาบ้าน ขอให้พ่อช่วย พ่อบอกว่า "ถ้าสอบให้ผ่านเองไม่ได้ก็อย่าขับรถมันเลย"
... พ่อไม่ช่วย ... ผมต้องกลับไปหัดขับใหม่และกลับไปสอบ(อีก 2 ครั้ง)จึงผ่าน
... พ่อครับ ขอบคุณครับ ที่วันนั้นพ่อไม่ช่วยผม

เสียงแม่เป็นเสียงที่คุ้นตั้งแต่ก่อนไก่ขัน จนพระจันทร์ขึ้น ...

พ่อไม่เคยขัดแย้งอะไรกับแม่ พ่อบอกว่าเรื่องเล็กๆไปถามแม่ ไปให้แม่จัดการ ... ผมยังไม่เคยเห็นเรื่องใหญ่สักทีตั้งแต่โตมา ... แต่ผมแอบรู้ทีหลังว่า พ่ออยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญๆหลายๆอย่าง แม่เชื่อพ่อเสมอในเรื่องใหญ่ๆ เช่น การทำสัญญา การเป็นหนี้ และการติดต่อราชการ เรื่องนี้พ่อสอนให้ผมรู้ว่า หัวหน้าครอบครัวไม่จำเป็นต้องรู้และจัดการไปทุกเรื่อง หัวหน้าครอบครัวต้องรู้จักที่จะไว้ใจ เชื่อใจ และ เคารพการตัดสินใจของคู่ชีวิต แม้บางครั้งพ่อจะไม่เห็นด้วยกับแม่ก็ตาม แต่เมื่อตกลงกันแล้วว่าเรื่องนี้ใครจัดการ ก็ต้องให้ทำไปโดยพ่อสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องที่สำคัญมากๆผมจะเห็นแม่ปรึกษาพ่อเสมอ และถ้าจำเป็นจริงๆ คำตอบของพ่อจะเป็นคำตอบสุดท้าย ซึ่งน้อยครั้งมากๆที่พ่อใช้สิทธิ์ข้อนี้ (เหมือนว่าพ่อตกลงกับแม่ไว้ก่อนแต่งงานยังไงก็ไม่รู้)

... และที่สุดของที่สุดที่ผมเรียนรู้จากพ่อในเรื่องการเป็นหัวหน้าครอบครัวคือ
... แม้ว่าผลการตัดสินใจของแม่จะออกมาไม่เป็นอย่างที่แม่ตั้งใจไว้
พ่อจะพูดเสมอว่า "เรื่องนี้พ่อเป็นคนทำและพ่อรับผิดชอบเอง" ...
... ทุกวันนี้ผมเอาประโยคนี้ของพ่อมาใช้อยู่เสมอ ...

... ขอบคุณครับพ่อ ...

พ่อใช้ชีวิตอย่าง "สุขนิยม" โดยเฉพาะการกินและดื่ม

ในวันและเวลาที่ใกล้ถึงวันที่พ่อต้อง "หายเหนื่อย" ... เราปรึกษากันว่า จะให้พ่อใช้ชีวิตในแบบที่พ่อชอบและมีความสุข แต่พ่ออาจจะอยู่กับพวกเราไม่นาน หรือจะให้พ่ออยู่อย่างที่พ่อไม่ชอบ แต่อยู่กับพวกเราได้นานอีกหน่อย ... เราสรุปว่า ไม่ควรเอาความต้องการพวกเราเป็นตัวตั้งของคำตอบ เราอยากให้พ่อมีความสุขมากที่สุดโดยการใช้ชีวิตอย่างที่พ่อต้องการ ... พ่อสร้างพวกเรามาเป็นพวกเราอย่างทุกวันนี้ พ่อเหนื่อยมามากแล้ว ...

ปลาย เดือนตุลาคม ปี 2549 ... พวกเราขึ้นไปรับ "พ่อ" ลงมาจากจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ

ที่สนามบินจังหวัดนั้น ... หลังจากพนักงานส่ง "พัศดุ" ของสายการบินตรวจเอกสารเรียบร้อย...
เธอมองหน้าเศร้าๆของพวกเรา ... "เสียใจด้วยนะค่ะ"

2 วันถัดมา ... ที่โบสถ์เล็กๆริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ... พ่อได้รับ "น้ำและดินพระราชทาน" ... (***)

พ่อครับ ... ขอบคุณสำหรับทุกคำสอน ... ไม่ว่าด้วยการกระทำหรือคำพูด
พ่อครับ ... ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ... ที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้

ถึงแม้ว่าผมจะไม่เป็นผู้ชายที่ใจเย็น สุขุม รอบคอบ และเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีเหมือนพ่อ
แต่ผมสัญญาว่า ... ผมจะเป็นตัวแทนของพ่อ ... ดูแลครอบครัวของพ่อต่อไป
... และที่สำคัญ ผมจะดูแลผู้หญิงที่พ่อรักให้ดีที่สุด

พ่อครับ ... ผมรักพ่อ ...

เขียนและเล่าไว้โดยลูกชายคนโตของพ่อ
... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร
... เขียนไว้เป็นที่ระลึกในวันพ่อแห่งชาติปี พ.ศ. 2554

(*) ปัจจุบันคุณอาเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง และได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการน้ำดีที่ตงฉินมากๆคนหนึ่งในวงการข้าราชการไทย

(**) บทเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด (เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ. 2514)

(***) คล้าย "ไฟพระราชทาน" แต่ใช้สำหรับศาสนาที่ฝังผู้ล่วงลับแทนการเผาด้วยไฟ



สำเนากระทู้ในพันทิพพร้อมความเห็นเพื่อนๆครับ

==> ผมถามพ่อว่า พ่อไม่กลัวหรือ พ่อตอบว่า "ถ้าพ่อไม่ทำแล้วใครจะทำ"

ปล. เริ่มเขียนจากเรื่องของลูกสาว(ยัยเฟิร์น) ลูกชาย(นัยภัทร) ภรรยา(ยัยอะไรไม่บอก) และ แม่ มาจบลงที่ พ่อ ... น่าจะรู้จักหมดทั้งครอบครัวผมแล้วนะครับ

... ทุกครอบครัวมีทั้งด้านสว่างด้านมืด สุขทุกข์คละเคล้ากันไป ไม่มีครอบครัวไหนที่สมบูรณ์แบบ ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวผม บางทีสิ่งที่สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ(ที่พยายามอยากจะเป็น)คือการจดจำสิ่งดีๆของสมาชิกในครอบครัว ชื่นชมและส่งเสริมสิ่งดีๆเหล่านั้นให้สมาชิกคนนั้นและทุกคนในครอบครัวภูมิใจ

เธอ ... ผู้หญิงที่สวยที่สุดตลอดกาลของผม

2 ชีวิต ... ที่ราคาไม่เท่ากัน .... (ต้นฉบับ)

.... เพราะเราเคยเป็นคนคนเดียวกัน ....

เมื่อวันหนึ่งที่พ่อต้องปล่อยให้หนูไป .... (ต้นฉบับ)

บทเรียนเล็กๆของลูกผู้ชาย(ตัวน้อยๆ)ของพ่อ ...

และ ... อีกมากมายครับ ..แวะไปเยี่ยมเยียนครอบครัวผมได้นะครับ ...




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2554    
Last Update : 17 ธันวาคม 2554 22:32:08 น.
Counter : 1414 Pageviews.  

แด่สองมือทุกคู่ที่ไกวเปล

เมื่อถึงวันที่เขาเข้าใจ ... เขานั่งน้ำตาไหลอยู่เงียบๆคนเดียว (... แด่สองมือทุกคู่ที่ไกวเปล)

วันที่เขาทำได้มากที่สุดแค่ร้องไห้เสียงดัง ... เมื่อเขาหิว
... เพราะมีเลือดสีขาวจากอกของเธอ ... ท้องเขาจึงอิ่ม

ยามที่เขากำลังจะล้ม ในวันที่พยายามจะยืนเป็นครั้งแรก
... เพราะมีมือของเธอ ... เขาจึงมีก้าวแรก ... และเป็นก้าวที่มีเธอรอประคอง "อยู่ข้างหน้า"

แต่วันที่เขาหัดวิ่ง ... เธอกลับเลือกที่จะยืน "อยู่ข้างหลัง"
... เขาหัดวิ่งโดยเริ่มจากก้าวที่ "ห่าง" เธอออกไป
... เขาหัดวิ่งโดยหันหลังให้เธอ
... แต่เธอก็ไม่เคยไปจากตรงที่เขาเริ่มหัดวิ่ง
... เพียงเพื่อให้เขารู้ว่า เมื่อเขาล้ม ถ้าเขากลับมา เขาจะพบรอยยิ้มและคำปลอบใจของเธอที่ตรงนั้น

เธอจบแค่อนุปริญญา วุฒิครู กรมอาชีวะฯ ... เขาเป็นมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ
... แต่เป็นมือของเธอ ... ที่กุมมือเขาให้เริ่มหัดเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ ให้เป็นตัว

เธอรู้มากที่สุดแค่คณิตศาสตร์ช่างอาชีวะเบื้องต้น ... เขาเชี่ยวชาญคณิตศาสตร์วิศวกรรมขั้นสูง
... แต่เป็นเธอ ... ที่สอนให้เขานับเลข

เธอสอนเด็กอาชีวะบ้านนอกด้วยสไลด์รูล (*) ... เขา(เคย)เป็นอาจารย์สอนว่าที่มหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วย PowerPoint
... แต่เป็นมือของเธอ ... ที่จับมือของเขาหัดใช้ชอล์คเขียนกระดานดำ

เธอไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ... เขาจำเครื่องบินได้เกือบทุกรุ่นทุกสายการบินที่มาลงกรุงเทพฯ
... แต่เป็นเธอ ... ที่สอนให้เขาขึ้นรถเมล์ขาวนายเลิศที่หน้าปากซอย

เธอไม่เคยไปเมืองนอก ... เขาย่ำมาแล้ว 5 ทวีป บินข้ามมาแล้วทุกมหาสมุทรบนโลกใบนี้ มีตราประทับ 30 ประเทศในหนังสือเดินทาง 3 เล่ม
... แต่เป็นเธอ ... ที่สอนให้เขาข้ามถนนหน้าบ้าน

โลกใบใหญ่ที่สุดของเขาเคยกว้างแค่วงกอดของอ้อมแขนเธอ
... มันเป็นโลกใบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา ... ผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง
... และมันเป็นโลกใบที่เขาสามารถหลับฝันดีได้ทุกคืน

เธอเขียนภาษาอังกฤษไม่เป็น ... เขาเขียนวิทยานิพนธ์สองเล่มด้วยภาษาอังกฤษ และมีบทความตีพิพม์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ
... แต่เป็นมือเธอ ... ที่กุมมือเขาให้หัดเขียน a b c

เธอไม่รู้มายาทสากล ... เขาไม่เคยขัดเขินมารยาทบนโต๊ะดินเนอร์มื้อหรูกับฝรั่ง จีน แขก (และ ไม่ว่าชาติไหนๆ)
... แต่เป็นเธอที่ ... สอนให้เขา "ไหว้", "กราบเบญจางคประดิษฐ์" และ สอนว่าเขาคือ "คนไทยของในหลวง"

เธอเดินจ่ายตลาดสดชานเมือง ... เขา(เคย)เดินช๊อปฯในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูกลางมหานครปารีส
... แต่เป็นเธอที่สอนให้เขารู้จักนับเงินทอนและตรวจของที่ซื้อให้ครบก่อนออกจากร้าน

เธอรู้จักลงทุนแค่ฝากประจำเอาดอกเบี้ย ... เขารู้จักลงทุนในตลาดทุน ตลาดอนุพันธ์ ตลาดเงิน และอีกมากมาย
... แต่เป็นเธอที่ ... ทำกระปุกหมูตัวแรกให้เขาเก็บเงินที่เหลือจากค่าขนม
... และเป็นมือของเธอ ... ที่ประคองมือเขาเซ็นต์ชื่อเปิดสมุดบัญชีธนาคารเล่มแรกในชีวิต

เธอเลี้ยงเขามาในบ้านเช่าไม้ชั้นเดียวเก่าๆ ... เขาเลี้ยงหลานของเธอในบ้านสามชั้นที่สร้างขึ้นใหม่
... แต่เป็นเธอที่สอนให้เขารู้จักวิธีทำ "บ้าน" ให้เป็น "บ้าน" ที่ทุกคนอยากกลับบ้าน

เธอว่ายน้ำไม่เป็น ... เขาผ่านการทดสอบว่ายน้ำเข้าสถาบันการเดินเรือพานิชย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศได้สำเร็จ
... แต่เป็นเธอ ... ที่นั่งเฝ้าเขาริมสระน้ำตลอดทั้งบ่ายวันแล้ววันเล่า

เขาเคยถามเธอว่า เธอว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าเขาจมน้ำเธอจะช่วยเขาได้อย่างไร
เธอตอบเขาว่า "ถ้ามีคนหนึ่งต้องจม เพื่อให้อีกคนลอย เธอจะเป็นคนที่จมเอง ..."
วันนั้น ... เขาหัวเราะกับคำตอบที่ชวนงงๆของเธอ

เมื่อถึงวันที่เขาเข้าใจ ... เขานั่งน้ำตาไหลอยู่เงียบๆคนเดียว
.... เธอได้สอนให้เขารู้จักวิธี "บอกรัก" แบบลูกผู้ชาย
.... "บอกรัก" โดยไม่ต้องใช้คำว่า "รัก" แม้แต่คำเดียว

เธอ "ไม่มี" และเธอ "ไม่เป็น" อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่เขา "มี" ที่เขา "เป็น"
แต่สิ่งที่เขามี ที่เขาเป็น จะมีความหมายอะไร ถ้าไม่มีเธอ
... หรือแม้ว่า ...
ถ้าไม่มีเธอในวันนั้น ... เขาก็ไม่มีวันจะมี ไม่มีวันจะเป็น อย่างที่เขามี อย่างที่เขาเป็นในวันนี้

.. ถ้าที่ที่เรียกว่า "สวรรค์" ของทุกความเชื่อในโลกใบนี้มีจริง
ผมเชื่อว่า ที่นั้น ที่เรียกกันว่า "สวรรค์" อยู่ "ใต้ฝ่าเท้า" ของเธอนี่เอง (**)

"แม่ครับ ... ผมรักแม่ ..."

.... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร ....

... ด้วยรักและศรัทธาในสองมือทุกคู่ที่ไกวเปล
... เนื่องในสัปดาห์วันแม่ของปี พ.ศ. 2554

===================

(*) สไลด์รูล - เครื่องคำนวนชนิดหนึ่งที่ช่างสมัยก่อนใช้แทนเครื่องคิดเลข รูปร่างคล้ายๆไม้บรรทัดอันใหญ่ๆซ้อนๆกัน เลื่อนไปมาได้ ถ้านึกไม่ออก วิกิพีเดียคำว่า "สไลด์รูล" นะครับ

(**) จำมาจากกัลยาณมิตรชาวมุสลิมคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้วครับ ตะกี้ไปค้นดูอีกทีได้ที่มาที่ไปตามนี้ครับ "... เพราะแท้จริงสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง" (เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 1248)

อนุญาตตรงนี้ครับ ให้นำไปแบ่งปันต่อได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ



สำเนาในพันทิพกับความเห็นหลากหลายของเพื่อนๆครับ

===>>> ... แด่สองมือทุกคู่ที่ไกวเปล




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2554    
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 8:28:30 น.
Counter : 841 Pageviews.  

แด่เธอ ... ผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่ตายแทนผมได้ แม้ว่าผมจะไม่ต้องการ ...

เธอ ... ผู้หญิงที่สวยที่สุดตลอดกาลของผม

เมื่อ 45 ปีมาแล้ว มีผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ...
เธอ ... จากบ้านของเธอในเมืองหลวง ... จากไปตัวคนเดียว
เธอ ... หวังว่าจะไปอยู่กับผู้ชายคนที่เธอรัก

เธอต้องไปอยู่ในดินแดนที่กันดารเกือบจะที่สุดของประเทศ
ในดินแดนที่แตกต่างไปทั้งวัฒนธรรม ภาษา ความเป็นอยู่ และ ศาสนา (ของครอบครัวผู้ชายคนนั้น)

1 ปีต่อมา ...

... ลูกคนแรกของเธอ ... เป็นผู้ชาย ...
... ลูกคนแรกของเธอ ... เกิดมาในจังหวัดหนึ่งริมฝั่งโขง (*)

... แม้จะแต่งงาน แต่เธอก็ไม่ได้อยู่กับชายที่เธอรัก
... ด้วยเหตุแห่งอาชีพข้าราชการตัวเล็กๆที่ไม่มีเส้นสายโยกย้ายได้อย่างใจ

เธอตั้งชื่อลูกชายคนแรกด้วยพยางค์หน้าของชื่ออำเภอที่ชายคนรักรับราชการอยู่ในตอนนั้น
และตามด้วยสองพยางค์แรกของชื่อจังหวัดที่เธอรับราชการอยู่เช่นกัน

... ชื่อลูกชายคนแรกของเธอ ... ไม่มีในพจนานุกรมฉบับใดๆ
... ชื่อลูกชายคนแรกของเธอ ... ที่ 44 ปีถัดมาก็ยังไม่เคยมีใครสะกดหรือออกเสียงถูกในครั้งแรก
แม้แต่ครูภาษาไทย หรือ อักษรศาสตร์บัณฑิต (**)
... ชื่อลูกชายคนแรกของเธอ ... มีความหมายที่รู้กันอยู่แค่ "เราสามคน" ... เธอ กับ ชายคนรัก และ ลูกชายหัวปีของเขาทั้งสองคน

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ... แค่สำหรับเราสามคนก็พอ ...

เธอตั้งชื่อลูกๆอีก 3 คนถัดมาของเธอด้วยวิธีเดียวกัน
ต่างไปก็แต่ชื่อจังหวัดและอำเภอที่มาประกอบกัน
(เธอมีวัตถุดิบในการตั้งชื่อมากมาย เนื่องจากชีวิตข้าราชการที่เร่ร่อนของเธอและชายที่เธอรัก)

... ไม่มีใครสะกดหรือออกเสียงชื่อลูกๆเธออีก 3 คนได้ถูกในครั้งแรกเช่นกัน
... ความหมายของชื่อในพจนานุกรมไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธอ
... เธอบอกลูกๆว่าไม่จำเป็นให้ใครรู้ว่าชื่อพวกเขาหมายความว่าอะไร
... คำแปลและความหมายสำคัญอยู่แค่ "ครอบครัวของเรา" ก็พอ ...

หลายคนที่ได้ยินชื่อลูกทั้งสี่ของเธอ บอกว่าเธอต้องเป็นครูภาษาไทย หรือ อักษรศาสตร์บัณฑิต ...

... เธอเป็นครูสอนเลข
... เธอเป็นแค่ครูสอนเลขในโรงเรียนอาชีวะบ้านนอกที่ไกลปืนเที่ยง
... เธอจบแค่วุฒิครูสมัยนั้นที่ในพ.ศ.นี้เรียกว่า "อนุปริญญา"

... เธอคือแม่ที่ไม่มีปริญญาตรีของครอบครัว "เด็กบ้านนอก 4 คน" ...

อายุของลูกทั้งสี่ของเธอที่ห่างกันคนล่ะ 2 ปีพอดิบพอดีเป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่าเธอคือครูสอนวิชาคณิตศาสตร์

10 กว่าปีถัดมา ...

ด้วยเหตุผลของการศึกษาของลูกๆทั้งสี่ และชีวิตราชการของเธอกับชายที่เธอรัก
เธอต้องพาลูกทั้งสี่ของเธอมาอยู่บ้านเล็กๆชานเมืองหลวง

ด้วยปากท้องและเงินเดือนข้าราชการครูจนๆรวมกับของชายคนรักที่เป็นนักกฏหมายของรัฐ(ซึ่งก็ไม่มากกว่าของเธอเท่าไร)
มันบังคับให้เธอต้องสอนรอบค่ำเพิ่มพิเศษที่รร.อาชีวะชานเมืองหลวง
... ชานเมืองที่สมัยนั้นเราเรียกแถวนั้นว่า "ต่างจังหวัด"

... เธอกลับถึงบ้านในซอยเปลี่ยวสามทุ่มครึ่งทุกวัน

ในพ.ศ.ที่ไม่มีกับข้าวถุง ไม่มีกล่องโฟม ไม่มี 7-11 ค่ารถเมล์ 50 สตางค์ และค่ารถสองแถวเข้าซอยชานเมืองสลึงเดียว
ลูกชายคนโตวัย ม.4 ที่ควรจะได้แตะบอลหลังเลิกเรียน ต้องรีบแวะตลาดสด เดินตัวเอียงกลับบ้าน พร้อมถุงกับข้าวสดและกระเป๋านักเรียน

... เธอหัดทุกอย่างให้ลูกๆของเธอ ... "อยู่รอด"
... เผื่อว่าจะมีวันหนึ่ง วันที่เธอกลับไม่ถึงบ้าน

คนโตจ่ายกับข้าวสดวันเว้นวันที่แผงผัก ปลา และเขียงหมูในตลาดสดที่เธอพาไปแนะนำไว้ก่อนในทำนองว่า "ลูกชั้นนะ อย่าโกงตาชั่ง" ในขณะเดียวกันเธอก็สอนให้รู้การโกงตาชั่งและเล่ห์กลอื่นๆในตลาดสด
(วิชา TMS 101 - Traditional Thai Martket Shopping and Advance Negotiation Skill)

แน่นอนว่าเธอสอนให้ลูกเธอรอบคอบด้วยการตรวจเงินทอนและค่ารถ ... ทุกสลึง
... ถ้าไม่ครบแปลว่าค่าขนมในวันรุ่งขึ้นก็จะน้อยลงเป็นสัดส่วนกัน
... และที่ต้องจ่ายกับข้าวสดวันเว้นวันเพราะ "ตู้เย็น" ถูกจัดว่าเป็นของใช้ฟุ่มเฟือยสำหรับครอบครัวเธอ
... มิพักต้องกล่าวถึงโทรทัศน์ที่ไม่เคยมีดู

ลูกชายคนโต(ม.4)จ่ายตลาดทำกับข้าวทุกเย็นตามวิธีที่เขียนแปะไว้หน้าเตาแก๊ส (ฝรั่งเรียก Mother Recipe)
ลูกสาวคนรอง(ม.2)ล้างจาน ลูกชายคนที่สาม(ป.6) จัดสำรับตั้งและเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ลูกชายคนสุดท้อง(ป.4)ถูพื้นครัว
ลูกๆของเธอ ... ไม่มีใครเลือกกิน หรือ บ่นว่าไม่อร่อย เพราะนั่นหมายความว่า "งั้นก็ไม่ต้องกิน"

เธอให้มีการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง(promotion)ทุกๆ 2 ปี เพราะว่าลูกคนที่จ่ายตลาดและทำกับข้าวครบ 2 ปี จะอยู่ม.6
เธอจึงอนุญาติให้คนจ่ายตลาดและทำกับข้าวมาถูพื้นครัว เพื่อจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นทรานซ์
แล้วเลื่อนคนอื่นๆถัดขึ้นไปตามลำดับ .... (ที่สมัยนี้เราเรียกว่า Internal on-the-job cross training)

เธอมักแอบเอาเศษผงไปโรยไว้ใต้ของต่างๆเพื่อตรวจดูว่าลูกๆได้ยกของออกแล้วเช็ดอย่างสะอาดตามที่สอนหรือไม่
วิชาการบริหารจัดการของ Sloan Bussiness School แห่ง MIT เรียกว่า Contineous Monitoring and Improvement

... แต่พวกเราทั้งสี่คนไม่เคยพลาด .... (ให้โดนจับได้)

วันเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันที่บ้านเธอเหมือนโรงละคร แต่เป็นโรงละครที่ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก มีแต่ตัวประกอบ(อดทน)
มีเธอเป็นผู้กำกับ (ปากเปียกปากแฉะ) เพราะตัวละครทั้งสี่ที่ไม่สามารถจำบทได้เสียที

เธอสอนให้ลูกๆเธอทุกคนซักผ้า รีดผ้า ของตัวเอง แม้แต่คนสุดท้องที่แค่ป.4
(สมัยนั้นยังไม่มีกฏหมายคุ้มครองแรงงานเด็ก หรือ NGO พิทักษ์สิทธิเด็กเกลื่อนเมืองเหมือนสมัยนี้)

เธอต้องประหยัดน้ำ และไฟฟ้า ... ไม่ใช่เพราะเธออยากอนุรักษ์พลังงาน แต่เพราะ "ความจน"
ลูกๆทั้งสี่คนต้องซักผ้า เก็บผ้า รีดผ้า อย่างพร้อมเพรียงเรียงลำดับเป็นงานอนุกรมที่ต้องไม่มีคอขวด (CPM - Critical Path Management)
เธอกำจัดคอขวดออกไปด้วยวิธี ... ที่เธอไม่รู้ว่าที่ Havard Business School ต้องเรียนกันถึงปริญญาเอก
เธอกำจัดคอขวดออกไปด้วยวิธี ... ของคนที่จบแค่อนุปริญญาของกรมอาชีวะแห่งสารขัณธ์ประเทศ

วิธีที่ลูกชายคนโตของเธอพบในเวลาต่อมาว่าเป็นวิธีเดียวกับที่เรียนกันแทบตายที่ Business School of Standford

บนเวทีละครวันเสาร์อาทิตย์ ลูกๆทั้งสี่คนต้องบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรที่มีจำกัดให้สอดคล้องกัน (โดยเธอเป็นผู้กำกับ) ถ้าเป็นวิชาการบริหารจัดการสมัยนี้ เราจะเรียกวิธีของเธอว่า การประหยัดเนื่องจากขนาด (Economy of Scale)

แต่เธอเรียกว่า "เหมาโหลถูกกว่า"

เธอเป็นคนที่สอนให้ลูกๆทั้ง 4 คน รู้จักคำว่า Synergy โดยการปฏิบัติ (ทั้งๆที่ตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร)

ทรัพยากรน้ำ และ ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากๆ ก่อนกระแสรักษ์โลก กระแสสีเขียว และ ภาวะโลกร้อน ระบาดอย่างพ.ศ.นี้ ไม่ใช่เพราะเธอรักษ์โลกหรือคลั่งกระแสสีเขียว
... แต่เพราะเงินเดือนข้าราชการจนๆกับปากท้องและค่าเล่าเรียนของคนที่เธอตายแทนได้ทั้งสี่คนในหลังคาบ้านเล็กๆของเธอ

รู้จักความรู้สึกว่า "อบอุ่น" "ปลอดภัย" และ "มั่นคง" เป็นอย่างไร ก็เพราะเธอ ...
เพราะ "บ้าน" มีความแตกต่างกัน ในวันที่ "มีเธอ" หรือ "ไม่มีเธอ"

แม้จะหนวกหู และรำคาญเสียงเธอบ่น แต่ก็รู้สึก "อบอุ่น" "ปลอดภัย" และ "มั่นคง"

ทฤษฎีขั้นความต้องการของมาร์สโล (Maslow's hieararchy of needs) คืออะไร ... เธอไม่รู้จัก
ซิกมุนฟรอยด์เป็นใคร Psychoanalytic Theory คืออะไร ... เธอก็ไม่รู้

... แต่เธอทำให้เราทั้งสี่คนมีได้ครบทุกอย่างที่มาร์สโลและฟรอยด์ตั้งทฤษฎีไว้

เธอไม่รู้ว่า Reuse Recycle Re-Engineering คืออะไร
แต่เคยได้ยินป้าข้างบ้าน(นินทา)ว่า หมาจะอดตายถ้ามัวแต่รอของเหลือในถังขยะบ้านเธอ
บ้างก็ว่า คนรับซื้อของเก่าไม่รับซื้อของบ้านเธอ เพราะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว

เธอสอนลูกชายทั้ง 3 คนให้ดูในถังขยะบ้านของหญิงที่จะเลือกมาเป็นแม่ให้หลานของเธอ
หญิงคนนั้นและครอบครัวอาจจะตบตาลูกๆของเธอได้บนโต๊ะดินเนอร์มื้อหรู
แต่ของในถังขยะบ้านหญิงคนนั้นจะบอกถึงลักษณะนิสัย ความเป็นอยู่ และ วิถีการใช้ชีวิต

เธอบอกว่า "ถังขยะโกหกไม่เป็น"

เธอสอนว่างานบ้านไม่มีคำว่า งานผู้ชาย หรือ งานผู้หญิง
ลูกชายของเธอทั้ง 3 คน จ่ายตลาดสด ทำกับข้าว ซักรีด ล้างส้วม เย็บจักร ถักโครเช ถักนิตติ้งเป็น และ ซักกางเกงในเธอได้
ลูกสาวคนเดียวของเธอ เปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมท่อน้ำ เดินสายไฟ ตอกตะปู ปะยางรถ ซ่อมจักรยาน และ เครื่องใช้ในบ้านเป็น

เธอ ... ผู้มีวุฒิการศึกษาสูงสุดแค่อนุปริญญาของกรมอาชีวะศึกษา
เธอสร้าง ... เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาไฟฟ้า หนึ่งคน
เธอสร้าง ... เนติบัณฑิตไทย หนึ่งคน
เธอสร้าง ... (ว่าที่)นายพลแห่งกองทัพอากาศไทย อีกหนึ่งคน
... ลูกๆทุกคนของเธอเป็นมหาบัณฑิตจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ
... ในบริบทของความเป็นครู เธอไม่ได้เป็นแค่ครูสอนเลข เธอเป็นครูสอนวิชา "ชีวิต"

... วิชา "ชีวิต" ... วิชาที่ใช้พื้นที่การเรียนการสอนกว้างแค่วงกอดและยาวเพียงอ้อมแขนของเธอ ...

ในพ.ศ.ที่ประเทศนี้ไม่รู้จัก EQ (Emotional Quotient) หรือ EI (Emotional Intelligence)
เธอสร้าง ... คนสี่คนที่พวกเขาสามารถมีความสุขได้ในทุกวัน
เธอสร้าง ... คนสี่คนที่รับมือได้กับทุกโชคชะตาที่จะเข้ามาในชีวิตของพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ด้วยความเชื่อมั่น ความหวัง ความรัก และ ความศรัทธา

โลก และ ความมั่นคงของอาณาจักรใดๆไม่อาจสร้างได้ด้วยมือที่แข็งกร้าว มีด ปืน ดาบ หรือ หน้าไม้
... หากแต่สร้างได้ด้วยสองมืออ่อนนิ่มที่ไกวแปล


อีก 6 ฤดูฝนผ่านไป ...

ด้วยวัยที่เพิ่งจบกับเงินเดือนหกหลักในปี พ.ศ. 2532
หนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งในยุคนั้นเรียกลูกชายคนโตของเธอว่า "วิศวกรเลี่ยมทอง"
ลูกชายคนนั้นขอให้เธอเลิกสอนหนังสือ เลิกทำงาน พักผ่อน ไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป

... เธอก็ยังสอนรอบค่ำและกลับบ้านดึก จนวันสุดท้ายของชีวิตข้าราชการครูจนๆ
(2 ปีสุดท้าย เพราะทนเสียงบ่นของลูกๆไม่ไหว เธอยอมไม่สอนรอบค่ำ แต่ยังดื้อที่จะสอนรอบบ่าย)

วันหนึ่ง ... ลูกชายคนนั้นให้เงินมากพอให้เธอไปเที่ยวรอบโลกได้สบายๆ 2 รอบ เพื่อให้เธอได้ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง
... แต่เธอพอใจที่จะไปเที่ยวแค่จังหวัดที่เธอให้กำเนิดเขามา (***) ... เธอไปด้วยรถไฟแทนที่จะขึ้นเครื่องบิน

แต่เธอชอบอวดเพื่อนๆที่โรงเรียนว่า แว่นตานี้ลูกชายคนนั้นซื้อให้ ลูกคนนี้ติดแอร์ให้นอน ลูกคนโน้นออกค่ารักษารากฟัน ฯลฯ
ชีวิตนี้ของเธออยู่กับแค่ความสุขเล็กๆและเรียบง่าย หรือเป็นเพราะว่า พวกเราคือความสุขของเธอ

ในวันที่ลูกชายคนโตของเธอโผออกไปสร้างรังเล็กๆของตัวเอง
เธอสอนให้เขารู้ว่า "เพราะเราเคยเป็นคนคนเดียวกัน" (****)

จะอีกกี่ชีวิตเขาก็ไม่อาจทดแทนน้ำนมเพียงหยดเดียวจากอกของเธอได้

เพราะเธอคือ ... ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอ ... คนที่ตายแทนผมได้ แม้ว่าผมจะไม่ต้องการ ...

เขียนไว้ ... โดยลูกชายคนโตของเธอ
เขียนถึง ... "เธอ" ผู้เป็น "แม่" ของเขาในบ่ายของวันธรรมดาๆวันหนึ่งที่เขาคิดถึงเธอ

"แม่ครับ ... ผมรักแม่"

พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร
17.40 น.
เสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554

==================================

(*) จังหวัดที่หลายปีต่อมาถูกแบ่งออกไปเป็น 3 จังหวัด (รวมจังหวัดเดิมด้วย)

(**) 30 ปีถัดมา ... วันที่ลูกชายคนโตตั้งชื่อให้กับหลานสาวคนแรกของเธอจากคู่มือตั้งชื่อเด็ก
เขาทราบว่าชื่อของเขามีอักษรที่เป็นกาลกิณี(ไม่เป็นมงคล) กับชีวิตอยู่ถึง 4 ตัว (ตามคู่มือนั้น) ... แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนมัน ... เพราะมันเป็นสิ่งเตือนใจเขาทุกครั้งที่เขียนชื่อตัวเองว่า "แม่กับพ่อของเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน" ในวันที่เขาลืมตาดูโลก

(***) ส่วนเงินที่เหลือ หลายปีต่อมา ลูกชายคนโตเธอแอบไปรู้ว่า เธอเอาไปดาว์นและผ่อนคอนโดฯเล็กๆไว้ในชื่อของเขา

(****) คลิ๊ก ==> เพราะเราเคยเป็นคนคนเดียวกัน แล้วคุณจะพบว่าเธอสอนอะไรลูกชายคนโตของเธอในวันสำคัญของเขา

เด็กบ้านนอก 4 คน ... มรดกที่เธอสร้างไว้ประดับโลกเบี้ยวๆใบนี้ ...

... นิติกรผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านกฏหมายภาษีประจำกรมถอนขนห่าน แห่งกระทรวงวายุภักษ์
(จิตใจดอกบัวคือความหมายของชื่อเธอ เนติบัณฑิตไทย นิติศาสตร์มหาบัณฑิต ลูกพ่อขุนฯ ... ผู้ถือคติประจำใจ มีลูกกวนตัวมีผัวกวนใจ)

... ลูกทัพฟ้า ... มหาบัณฑิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ AIT นาวาอากาศเอก รองศาสตราจารย์ แห่งกองทัพอากาศไทย
(ชื่อเขาแปลว่านักรบแห่งมหานที แต่ดันผ่าอยากขับ F16 และ ยังครวญเพลง "ทหารอากาศขาดรัก")

... อีกหนึ่งคนที่ชื่อแปลว่า "ผู้ชายคนสุดท้าย" ... แต่เขาได้ล่วงหน้าไปช่วยคุณปู่น้องเฟิร์นและน้องภัทร ดูลู่ทางจับจองที่บนสวรรค์รอผู้เขียนและพี่ๆ
(ได้ข่าวว่าทำเลดีๆบนนั้นราคาแพง จองไว้ให้พี่แปลงนึงนะ ... น้องรัก ... วันหนึ่งพี่ๆจะตามไปทำกับข้าวที่ชอบให้กิน แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกัน ... อีกครั้ง)

และ ... วิศวกรลูกพระจอมฯ ศิษย์แม่โดม พุงโลหัว(ใกล้)ล้าน เดินดินกินข้าวแกงข้างถนน โหนรถเมล์เกาะMRT ไปทำงาน กลับบ้านรบกับยัยเด็ก ADHD ทุกเย็น (จนกว่าจะสิ้นกรรมไปจากกัน)

ปล. ชายคนรักของเธอก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เรื่องเล่าและวีรกรรมของเขามีมากมาย แต่บนอัขระเวทีนี้ และในวันนี้ผมอยากให้เธอเป็นนางเอก ... (พ่อ ... ผมรักพ่อนะครับ ...)



สำเนาในพันทิพกับความเห็นหลากหลายของเพื่อนๆครับ

===>>> แด่เธอ ... ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคนที่ตายแทนผมได้ แม้ว่าผมจะไม่ต้องการ ... (เธอ ... ผู้หญิงที่สวยที่สุดตลอดกาลของผม)




 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 19 มีนาคม 2554 15:45:00 น.
Counter : 1732 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Nong Fern Daddy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 775 คน [?]




... Blog นี้ ...
แด่ ... แม่น้องเฟิร์นและน้องภัทร
เธอ..ผู้เปลี่ยนห้องที่มืดมิดให้สว่างไสวได้ด้วยรอยยิ้ม
เธอ..ผู้อยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งและความสำเร็จทั้งมวล
... และ ...
เธอ ... ผู้เป็น "บ้าน" เพียงแห่งเดียวของผม

---------------------------------------------

หรือเพียง "ฝัน" ที่หาญท้าชะตาฟ้า ?

หรือจะเพียง "ศรัทธา" (ที่)ไร้ความหมาย ?

แม้จะเป็นแค่เพียง "ฝัน" จนวันตาย

แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ... ตลอดไป ...

แด่ ... ลูกที่กล้าฝันของพ่อ

Friends' blogs
[Add Nong Fern Daddy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.