==== ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็นสามี และ เป็นพ่อให้ได้ดีกว่าที่เคยเป็นเมื่อวาน ====
Group Blog
 
All Blogs
 

FAQ #23 update 27/3/14

* ตามที่เข้าใจคือบริษัทน้ำมันอย่างเชฟรอนจะมี company man หรือ DSM คอยควบคุมพนักงานจากบริษัท service อย่างชลัมให้เจาะตามที่ออกแบบไว้ แล้วบริษัท contractor ที่เป็นเจ้าของ rig กับ crew ทำอะไรคะ ?

เข้าใจถูกแล้วครับ บ.ที่เป็นเจ้าของแท่นกับคนของบ.นั้น(rig crew) เรียกว่าเป็นผู้รับเหมาหลักครับ เขาก็ทำทุกอย่างบนแท่น ทำงานกรรมกร งานเทคนิค คุมแท่น เอางี้ นึกเทียบง่ายๆว่าแท่นขุดคือเรือ วันหนึ่งหนูจะเช่าเรือไปหาสมบัติโบราณที่จมทะเล หนูคือ oil company หนูจะจ้าง หรือ มีคนงานของหนูที่เป็น DSM ไปกับเรือเป็นตัวแทนของหนูในภาระกิจนี้ DSM คนนี้ต้องเชี่ยวและรู้ทุกอย่าง(อาจจะไม่ลึก)เกี่ยวกับภาระกิจ บ.เรือ (ก็คือบ.แท่น) ก็ต้องมีกัปตัน ต้นหน วิศวกรเรือ คนครัว พนักงานซักผ้า กรรมกร ฯลฯ นั่นแหละคือ rig crew ที่นี้มี DSM และ บ.เรือ (แท่น) แล้ว ยังไม่พอ ภาระกิจนี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษต่างหากก็คือ contractor ล่ะ เช่น นักโบราณคดีใต้น้ำ นักชีวะวิทยาทางทะเล นักกฏหมายทางทะเล นักประดาน้ำ คนคุมเรือดำน้ำควบคุมระยะไกล นี่แหละครับ ชลัมฯ HES Baker Weatherford ฯลฯ หรือที่เรียกว่า service company

DSM ต้องคุมทั้งแท่นทั้ง contractors (บ.service)

* ในความเห็นพี่นก ฝั่ง drilling กับฝั่ง facility แบบไหนจะโตได้มากกว่ากัน หรือแบบไหนให้ค่าตอบแทนสูงกว่าคะ ?

ไปได้ไกลทั้งคู่ครับ แต่ค่าตอบแทนทาง drilling จะสูงกว่า ไม่ใช่เพราะทางวิศวกรรมแล้วยากกว่า แต่เพราะคนทำน้อยกว่า ตามกฏอุปสงค์ อุปทาน ครับ คนทำเป็นมันน้อยกว่าเยอะ งาน facility เอาคนโรงงาน คนทำ plant บนบกมาฝึกไม่กี่เดือนก็พอถูไถ แต่งาน drilling 5 - 6 ปีถึงพอบินเดี่ยวได้

* บทบาทของพนักงานชลัมในแผนกนี้ทำอะไรบ้างคะ เราจะได้ลงไปติดตั้งอุปกรณ์หัวเจาะเองจริงๆ หรือคอยทำรายงานส่งข้อมูลคะ?

แผนกนี้ใน SLB จะเรียกว่า D&M คือ Drilling and Measurement ลองเข้าไปที่ //www.slb.com/services/drilling/directional_drilling.aspx หรือ //www.slb.com/services/drilling/mwd_lwd.aspx นะครับ จะมีหลักใหญ่ๆอยู่ 2 ตัวนี่แหละ ที่หนูจะได้ทำคือโดยมากจะเริ่มที่ MWD LWD คือ measurement ก่อน แล้วจึงจะไปเป็น Directional Driller หรือที่เรียกย่อๆว่า DD ทั้ง 2 งานนี้เป็นงานสนาม อยู่ในสนามสักหลายปี แล้วแต่ว่าบ.เขาหมายหัวเราไว้ว่าจะให้เป็นวิศวกรสนามหรือวิศวกรในสนง. หนูไม่ได้ลงไปติดตั้งอุปกรณ์หัวเจาะเองจริงๆ แต่จะเป็นคนที่บอกว่าให้ขุดยังไงถึงจะไปถึงที่ที่ต้องการ เป็นผู้เชี่ยวชาญการขุดเจาะแบบมีทิศทางว่างงั้นเถอะ มากกว่านี้ผมก็อธิบายลำบาก มันเทคนิคเยอะ เอาว่า มันเป็นงานสนาม ลุยๆ ความกดดันสูง ปัญหาเยอะ ได้ลงมือทำจริงๆ

* ถ้าอยู่แผนกนี้แล้ว มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะย้ายไป เชฟรอน หรือ สผ ต่อ ?

โอกาสดีมากๆเลยครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแผนก drilling ถ้าเป็น DD ที่เก่งๆ ออกมาบินเดี่ยว(ไม่เป็นลูกจ้างใคร)เป็นมือปืนรับจ้างในบ.น้ำมัน ค่าตัววันล่ะหลักพันเหรียญเลยนะครับ ถ้าเข้าไปทำได้ ก็อยากให้อดทนนะครับ งานมันหนักและยากจริงๆ คราวนี้มันก็ขึ้นกับว่า เขาเล็งเอาเราไว้ในสนาม หรือ ให้ลงสนามสัก 1-2 ปี แล้วให้เข้าออฟฟิตทำงานออกแบบหลุม ติดต่อประสานงานกับบ.น้ำมัน แต่ไม่ว่าจะให้เราทำอะไร เราชอบไม่ชอบ อยากให้ทำไปก่อน ลงไปสนามสัก 1-2 ปี ถ้าเขาจะเอาเรากลับฝั่ง และเราไม่อยากกลับก็งองแงซะ หรือ ย้ายบ.ไปเลย ถึงตอนนั้น ประสบการณ์เราก็ถือว่าเป็๋น Junior MWD หรือ Junior DD แล้ว จะไปไหนก็ไม่ยาก

"จริงๆก็ไม่ได้รังเกียจที่จะทำ drilling ค่ะ แต่ไม่มีคนที่รู้จักทำผั่งนี้" - หนูลืมไปแล้วหรือครับ ผมเป็น drilling engineer นะครับ อย่างน้อย หนูก็รู้จักตัวจริงเสียงจริง คนนึงล่ะ :)

ยังไงก็ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์อังคารนี้นะ

พี่นก ...

======================================

พี่นกครับฝั่ง drilling กับฝั่ง facility มันต่างกันยังไงครับ ทั้งสองอย่างคือทำในเเท่นขุดกลางทะเลใช่ไหมครับ

แท่นมี 2 ประเภทใหญ่ๆ แบ่งตามหน้าที่การใช้งาน แบบแรกคือแท่นเจาะสำรวจและผลิต ไอ้นี่มันจะจรลีไปทั่ว ชื่อก็บอกแล้วว่ามันเจาะรูที่พื้นโลก คนและองคาพยพทาง drilling จะอาศัยกินนอนทำงานบนแท่นเหล่านี้ ไปดูในบล๊อกเก่าๆผมได้ แท่นแบบนี้ก็มีย่อยลงไปอีกตามรูปร่างหน้าตาและการใช้งาน รวมไปถึงแท่นบกด้วยซ้ำ คนงานบนนั้นทุกคนก็เกี่ยวข้องกับไอ้รูบนพื้นโลก ไม่ได้เกี่ยวกับแท่นเท่าไร นึกถึงปั้นจั่นตอกเสาะเข็มที่เอาไปวางไว้บนเรือเอาเอาเรือพร้อมปั้นจั่นนี่ไปให้เช่า นั่นแหละ drilling rig หรือ แท่นขุดเจาะฯ

แท่นอีกประเภทคือแท่นผลิต นั่นคือพอเจาะเจอแล้วก็จะสร้างแท่นผลิตคร่อมปากหลุมเอาไว้ ปากหลุมที่ว่าก็ไม่ใช่หลุดเดียว มีหลายๆหลุม ส่วนหลุมที่อยู่ห่างกันออกไปก็เดินท่อบนพื้นทะเล ลากมันเข้ามาที่แท่นผลิตนี่แหละ เอามารวมเป็นหัวจุกไว้ที่แท่นผลิต เพื่อที่จะทำการรวมรวมน้ำมันและก๊าซ ปรับแต่งคุณสมบัติให้ได้ตามมาตราฐานพอที่จะอัดลงท่อ(ใหญ่มาก อยู่ใต้ทะเล)ส่งขึ้นฝั่งพร้อมๆกัน เหมือนเป็นเส้นหมี่เล็กๆจากปากบ่อย่อยๆ มารวมกันที่แท่นผลิตแล้วก็ส่งเป็นเส้นใหญ่พรวดเดียวถึงฝั่ง

นึกถึงแท่นผลิต ให้นึกถึงโรงกลั่นน้ำมันแถวๆระยอง แถวๆมาบตาพุด แล้วเอามันไปวางไว้กลางทะเล ขยับไปไหนไม่ได้ มีโรงกลั่นมันก็ต้องมีวิศวกร มีคนงานทำงาน 24 ชม. มีพ่อครัว มียาม มีคนกวาดห้องซักผ้า มีช่างไฟ ช่างแอร์ ฯลฯ ทั้งส่วนที่อยู่อาศับและส่วนช่างและวิศวกรของโรงกลั่น

ไอ้นี่แหละที่เรียกรวมๆว่า facility มันรวบไปหมดตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบสร้างโรงกลั่นกลางทะเล (ทั้งส่วนโณงกลั่นและส่วนที่พักอาศัย) ออกแบบสร้างเสร็จก็ต้องทำงานกับมัน บำรุงรักษาซ่อมแซมตามระยะ หรือ ซ่อมเมื่อเจ๊ง ฯลฯ วิศวกรกลุ่มนี้แหละ เรียกว่า facility engineer พูดง่ายๆคือ ทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ สังเกตุไหมว่าคนพวกนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรใต้พื้นโลกเลย ต่างจากพวกขุดเจาะ (drilling) ซึ่งพวกนี้วันๆยุ่งอยู่กับส่วนใต้พื้นโลกที่มองไม่เห็น

ตอบง่ายๆคือ ทั้งสองฝ่ายทำงานกลางทะเลเหมือนกัน แต่อยู่บนแท่นคนล่ะประเภท ทำงานคนล่ะอย่าง drilling ทำงานบนแท่นขุด facility ทำงานบนแท่นผลิต ครับ ...

=================================

พี่นกครับ ตำแหน่ง mud engineer ค่าตอบเเทนเป็นยังไงบ้างครับ เมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่นๆบนเเท่น ตำแหน่งนี้มีโอกาสก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน แล้วสามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าตำแหน่งอะไรได้บ้าง

บนแท่นมีคนหลายพวก ผมได้แบ่งเอาไว้ให้แล้วในบล๊อกก่อนๆ ลองกลับไปย้อนๆอ่านดูนะครับ mud eng เป็นคนในสนาม (บนแท่น) ของบ.รับเหมาย่อยเฉพาะทาง ให้บริการจัดหารน้ำโคลนเพื่อใช้ในการขุดเจาะ ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้อดีของงานนี้คือ mud eng จะเห็นวงจรชีวิตของหลุมตั้งแต่เกิดจนกลบ(หลุมแห้ง หรือ ผลิตจนหมด - เกิด - โต - ตาย นั่นแหละครับ)

ค่าตอบแทนก็ดีนะครับ เทียบๆกับตำแหน่งอื่นๆในระนาบเดียวกัน โอกาสก้าวหน้าในบ.ตัวเอง(จัดหาน้ำโคลน) ก็มีมาก เพราะ field mud eng ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของบ. ตำแหน่งใหญ่ๆโตๆในบ.น้ำโคลนก็มักจะมาจากงานสนามทั้งนั้น ตำแหน่งที่สูงกว่าในบ.ตัวเองก็เป็นผจก.นั่นแหละ คุมคน คุมของ คุมรายได้ รายจ่าย บริการจัดการ บ.ให้เขา

แต่ถ้าคุณหมายถึงโตออกไปนอกบ.ก็สามารถแถๆย้ายไปอยู่ บ.service (บ.ผู้รับเหมาช่วง เฉพาะทาง) อื่นๆได้ แต่ก็ต้องไปนับหนึ่งใหม่ แต่ถ้าจะข้ามไปบ.แท่นก็คงยาก แต่ถ้าจะข้ามไปบ.น้ำมัน (เจ้าของหลุมนั่นแหละ หรืออีกนัยหนึ่งก็ลูกค้าของบ.รับเหมาช่วงเฉพาะทางทุกราย) ก็ได้เหมือนกัน แต่น้ำโคลนมันก็เป็นเรื่องเดียวของขบวนการขุดหลุม ก็ต้องไปเรียนรู้เรื่องอื่นๆอีกต่อไป

คิดง่ายๆว่า ขุดหลุมน้ำมันหลุมก๊าซ มันก็เหมือนสร้างบ้าน ผู้รับเหมาเฉพาะทางรู้ลึกรู้เป็นอย่างๆ เช่น เดินสายไฟ ก็บ. นึง ประปาก็บ.หนึ่ง ฯลฯ แต่เจ้าของหลุมคือบ.น้ำมัน หรือก็คือเจ้าของบ้านนั่นเอง ที่ต้องรู้ทุกอย่างเป็นเป็ด แต่ไม่ได้รู้บลึกสักอย่าง คุณคงพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่ามันคือการก้าวข้ามจาก specialist ไปเป็น generalist นั่นเอง

====================

อ่านแล้วก็ยังงงๆ อยู่ครับว่า งาน DD, MWD และ LWD มันต่างกันอย่างไรครับ รบกวนช่วยอธิบายด้วยครับ

อธิบายยังไงดีในคนนอกวงการเข้าใจ ... อืม ...

เอางี้ดีกว่า มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งต้องการไปสำรวจภูมิอากาศภูมิประเทศที่ขั้วโลกใต้โดยการเช่ารถไป

1. บ.ให้เช่ารถคือบ.แท่น

2. คนขับรถ(ลูกจ้างบ.รถ) คือ driller

3. นาวิเกเตอร์ คือ Directional driller ที่คอยบอกว่า driller ว่า เข้าเกียร์ไหน เลี้ยวทางไหนเลี้ยว มากน้อยตอนไหนแค่ไหน นาวิเกเตอร์เป็นคนที่ทีมนักวิทย์จ้างมาอีกที เรียกว่า บ.service นาวิเกเตอร์ (DD) ขึ้นรถ (rig) ตัวเปล่าๆกับเครื่องคิดเลขเครื่องเดียว (สมัยนี้มีโน้ตบุ๊ตไปด้วย) คือเอาความรู้ความชำนาญไป เครื่องอะไรเสียก็ซ่อมก็ทำอะไรแก้ไขไม่เป็น

4. นาวิเกเตอร์ทำงานไม่ได้ถ้าไม่มีระบบนำร่อง เช่น เข็มทิศ ไจโร ดาวเทียม จีพีเอส ฯลฯ ใช่ไหมครับ MWD (measurement while drilling) คือคนอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญการใช้และซ่อมแซมเครื่องมือพวกนี้ MWD ขนเครื่องมือขึ้นรถ (ก็ DD มันขึ้นรถตัวเปล่านี่หว่า) แต่ถ้าขาด MWD ซะคน DD ก็เป็ดง่อยครับ จะนำทาง Driller ยังไง หูหนวกตาบอกกันล่ะทีนี้ เห็นภาพไหมครับ และ MWD ก็มักจะเป็นคนของบ.เดียวกับ บ. DD จริงไหมครับ ไม่งั้นถ้าคนล่ะบ.แล้วพากันหลงทางตกเขาลงเหว ก็ชี้โบ้ยความผิดกัน จริงไหมครับ ทีมนักวิทย์ที่จ้างพวกนี้มากก็ไม่รู้จะไปชี้หน้าด่าใคร ดังนั้น บ.พวกนี้จึงมักจะขายแพ็คคู่ครับ คือ ขาย DD + MWD

5. LWD (logging while drilling) ล่ะ มันทำอะไร คนนี้เป็นคนที่ขึ้นรถ (rig) พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทย์ที่จะตรวจวัดสภาพภูมิอากาศภูมิประเทศระหว่างทางที่รถคันนี้มันวิ่งไป เก็บข้อมูลอย่างเดียวนะครับ วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นนิดหน่อย (data quality control) ไม่ใช่ว่าวัดอุณหภูมิระหว่างทางได้ 30 องศาซี ก็รายงาน(ขายข้อมูล)ไปว่า 30 องศาซี ทั้งๆที่รถวิ่งอยู่ที่ขั้วโลกใต้ แสดงว่าอุปกรณ์วัดมันเจ๊งกะโบ๊ง ภาษาเทคนิคเขาเรียกแผนก LWD ว่า data aquisition ปัจจุบันใช้เยอะ เพราะสะดวกเร็วแม่นยำเทียบเท่า wireline logging (ที่ต้องทำหลังเจาะเสร็จ) แต่ LWD ทำได้ขณะเจาะ เจาะไปเก็บข้อมูลไป และแน่นอนครับ เป็นลูกจ้างบ.เดียวกับ DD MWD เพราะว่าข้อมูลที่วิศวกร LWD เก็บได้ต้องส่งผ่านอุปกรณ์นำร่องของ MWD เพื่อส่งในลูกค้า(ทีมนักวิทย์) ถ้าคนล่ะบ.เดี๋ยวมันก็โบ้ยกันอีก

3 คนนี่บ.เดียวกัน เวลาเจ้าของงาน(ทีมนักวิทย์ หรือ บ.น้ำมันเจ้าของหลุม)ด่าจะได้ด่าทีเดียว one stop service (ฮ่า) นี่ผมเทียบให้เห็นง่ายๆนะครับ ถ้าอธิบายจริงๆเราต้องเข้าใจกระบวนการขุดเจาะและวิชาธรณีพอสมควร เอาแค่นี้ก่อนล่ะกันครับ เดี๋ยวจะเกินไปใหญ่

ไม่มีใครสำคัญกว่าใครครับ driller ออกหนักไปทางภาคปฏิบัติ ซ่อมแซมรถ(แท่น)ตัวเองได้ ขับได้ รู้ใจ รู้ความสามารถรถตัวเองว่าทำอะไรได้แค่ไหน DD ออกแนววิเคราะห์วางแผนการเดินทาง นอกนั้นพึ่งคนอื่นหมด ตัวเองมีโน้ตบุ๊คตัวเดียว MWD เป็นเจ้าแห่งเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคในการเดินทาง(เจาะ) เป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกับ DD ขาดใครไปคนเดียวก็ไปไหนไม่ได้ ส่วน LWD เป็นคนพ่วงไปกับการเดินทางก็จริงครับ แต่เป็นคนเก็บข้อมูล โดยมากพื้นฐานเป็นนักธรณี นักธรณีฟิสิกส์ ครับ เป็นงานที่เป็นหัวใจของการเดินทางทั้งหมด เพราะทั้ง Driller - DD - MWD ได้ค่าจ้างมาขั้วโลกใต้(เจาะหลุม)งานนี้ก็เพราะต้องการเก็บข้อมูลไม่ใช่หรือ ไม่ใช่มาขับรถเล่นกินลม (หรือที่พวกเราเรียกว่า เจาะเอามัน หรือเจาะแก้บน คือ เจาะไปงั้นแหละ ไม่ได้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน LWD เสีย ก็เจาะไปให้ถึง ทั้งๆที่ถึงแล้วมันก็ไม่มีอะไรไหลออกมาที่เอาไปขายได้ - ฮ่า) เห็นไหมครับว่าทุกตำแหน่งมันพึ่งกัน balance กัน ไม่มีใครเป็นพระเอกแบบข้ามาคนเดียว

คุณอยากเป็นอะไรทำหน้าที่ไหนก็ไปคิดเอาเองล่ะครับครับ ... เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้

----------------------------------------

ทำที่ xxx ค่ะ มีอะไรเยอะเลย แต่ถามว่าหนุกมั๊ย ก็คงซึ้งแล้วกับคำว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งอยู่ในที่ๆ Ego สูง รายได้สูงๆ ก็ไม่มีใครยอมใคร มีนอกมีในเยอะเหลือเกิน แบ่งพรรคแบ่งพวกมากมาย การแข่งขันยิบตาตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น xxx ไปใหม่ อะไรก็คงยอมหมด อะไรรู้ก็เก็บไว้ รู้เขาแต่ไม่อยากให้เขารู้เรา เราไปทำงาน ก็คือทำงาน ^^.. เพื่ออนาคตและแม่ มีแค่นี้แล้ว คุยได้หมดทุกคนดีกว่า ไม่อยากเอนไปฝ่ายใคร ขอบคุณนะคะ แค่ช่วงแรก ก็รู้แล้วว่ามันส์แค่ไหน (แต่งานก็ยุ่งและเครียดพอตัว) ฉู้ๆ คัฟ

(น้องสาว - ขั้นหลานแล้วมังเนี่ย - คุยเชิงบ่นกับงานใหม่ที่ไปทำในแผนกสนับสนุนของบ.service ขาใหญ่ในวงการฯ ก็ไม่เชิงเป็นคำถาม แต่ผมเห็นว่ามีที่มาที่ไปที่อาจจะทำให้พวกเราได้เข้าใจพื้นฐานของคนและวงการฯนี้ เลยถือโอกาสเอามาไว้ที่ FAQ นี้ด้วย - พี่นก)

เข้าใจได้เลยครับ หนูเป็นคนนอกวงการฯที่เพิ่งเข้ามา และยังไปอยู่ในส่วนสนุบสนุนอีกด้วย ที่มาที่ไปของวงการนี้และบ.นี้มันยาวนานมากครับ หนูต้องเข้าใจที่มา จึงจะเข้าใจที่ไป ว่าทำไมคนพวกนี้ (รวมถึงผมด้วย) จึงเป็นแบบนี้ วันนี้ว่างหน่อย เลยถือโอกาสเล่าให้ฟัง

ในสมัยก่อน เราขุดน้ำมันขึ้นมา ไม่ได้เอามาใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างทุกวันนี้นะครับ เราเอาพาราฟินมาใช้ทำเทียนไขแทนไขปลาวาฬ ราคาน้ำมันจึงไม่ได้แพงหูดับตับไหม้อย่างทุกวันนี้ คราวนี้ตามกฏอุปสงค์อุปทาน ค่าแรงคนงานนักธรณี และวิศวกรในอุตสาหกรรมนี้ตอนนั้นมันจึงต่ำมากๆ แถมงานก็อันตราย เรื่องของความปลอดภัย ชีวอนามัย ไม่ต้องพูดถึง คือ ไม่มีเลย อุบัติเหตุสูงมากๆ เสียอวัยวะ สายตา การได้ยิน และ ชีวิตกันมาก มันก็งานเหมืองแร่ดีๆนี่แหละครับ ดังนั้น เหล่าวิศวกร นักธรณี และคนทำงาน จึงเป็นคนในระดับล่างๆของสังคม ที่อเมริกันเรียกว่า high school drop off คือ เรียนไม่จบม.6 นั่นแหละครับ เพราะคนที่จบดีๆเกรดดีๆเขาก็เมินงานพวกนี้กัน (ในตอนนั้น)

คนงานเหล่านี้จึงมีพื้นฐานออกแนวๆบู๊ล้างพลาญ แนวๆคาวบอย หรือ อินเดียน่าโจน ประมาณนั้น

คราวนี้เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เทคโนฯที่เข้าไปช่วยก็มากขึ้น บ.ต่างๆก็เฮโลกันเข้าไป แต่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและคนในการทำงานยังไม่เปลี่ยนมาก ดังนั้นวิศวกรช่วงคาบเกี่ยว (ซึ่งก็คือรุ่นผมจบใหม่เข้าวงการเมื่อ 25 - 30 ปีก่อนนี่แหละ) จึงต้องมีลักษณะที่ บุ๋นและบู๊ได้ในตัวคนๆเดียว คือหลักการวิชาการทางวิศวกรรมก็ต้องมี ลุยปะฉะดะกับคนงานก็ต้องได้ ตัดสินใจเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ทำงานในสนามโดยไม่มีกำลังหนุนจากฐาน ซ่อมแซมเครื่องมือเองได้ (ภาษาทหารเรียกว่าแสวงเครื่อง) ปะทะความคิดและประสบการณ์กับคนในสนามของบ.ลูกค้าและบ.อื่นได้ คุมลูกน้องห่ามๆก็ได้ (เป็นที่มาของความเป็นคอเหล้าของพวกผม - เปล่าแก้ตัว อิอิ มันจำเป๊นจำเป็น)

นั่นคือที่มาของลักษณะวิศวกรสนามในยุคแรกๆของบ.เหล่านี้ ซึ่งบ.ที่หนูทำอยู่ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในวงการ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคนที่หนูเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะบ.เหล่านี้(บ.หนูด้วย) สวยเลือกได้ จ่ายดี คัดคนที่เก่ง มั่นใจในตัวเองสูง (บางคนก็เกิ๊น) คนที่หน่อมแน้มก็มักจะอยู่ไม่รอดนาน มันกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว ถึงแม้ว่าสมัยนี้ มีกำลังหนุน มีการสื่อสารที่ดี กฏการทำงานต่างๆที่เอื้อ มีลูกน้องที่การศึกษาสูงขึ้น ฯลฯ ลักษณะต่างๆที่ว่ามามันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ว่า DNA ขององค์กรมันไม่ได้เปลี่ยนไปเร็วเหมือนเทคโนโลยีครับ

ส่วนเรื่องการเมืองภายในนั่น เป็นทุกบ.ครับ ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบ.หนูแต่อย่างใด บ.ไหนมันก็เป็นตราบเท่าที่บ.นั้นมีคนทำงาน ... ฮ่าๆ ...

มันจึงเป็นอย่างที่มันเป็นในทุกวันนี้นี่แหละครับ ก็อยากให้หนูคิดซะว่า ได้มีโอกาสเข้ามารู้จักกับงาน และ ผู้คนที่มีเอกลักษณ์(เก่ง+ห่ามๆ) ในอีกวงการหนึ่ง ซึ่งน.ศ.จบเอกอังกฤษอย่างเพื่อนๆหนูหลายคนไม่มีโอกาสแบบนี้ (ตกลงมันดีไหมเนี้ย - ฮ่า)

สู้ๆ นะครับ ...

=============================

เรื่องการย้ายบริษัทในวงการน้ำมันน่ะครับ หลังจากได้อ่าน blog ของพี่ และคุยกับใครหลายๆคน ทำให้รู้ว่า ถึงตอนจบใหม่จะไม่ได้งานที่ Chevron, ปตทสผ. แต่ถ้าไปทำพวกบริษัทservice ชลัมเบเกอร์มาก่อนค่อยไปสมัครสผ.ก็อาจจะเข้าได้ หรือไปทำพวกบริษัทออกแบบ อย่าง Foster Wheeler, WarleyParsons สัก 3-5ปี แล้วไปสมัคร สผ. chevron ก็ได้กันเยอะแยะ หรือแม้แต่โดดจากเชฟรอนไปปตทสผ.กันก็มี ผมขออนุญาตถามเป็นข้อๆนะครับ

1. ถ้าย้ายออกไปแล้ว กลับมาสมัครใหม่พี่นกว่าเค้าจะรับมั้ยครับ? เช่นทำอยู่เชฟรอนย้ายไปปตทสผ. ปรากฎว่าไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน อยากกลับมาสมัครที่เดิมงี้ หรือทำ Foster Wheeler แล้วย้ายโดดไปโดดมาผ่านไป 10 ปีอยากกลับไป Foster Wheeler แบบนี้น่ะครับ คือผมกำลังคิดอยู่น่ะครับว่าการจะลาออกจากบริษัทๆนึง เค้าจะ blacklist เราเลยรึเปล่าครับ


ปัญหาคลาสิกเลยครับ ตอบได้เลยว่าขึ้นกับสถานการณ์และตัวคุณเอง คือตามกฏอุปสงค์อุปทาน

1. ตอนออก ออกแบบไหน คือจากกันด้วยดี เช่น ออกไปเรียนต่อ ออกไปเพราะอีกที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า (อย่างนี้เรียกจากกันด้วยดีครับ เรื่องเงินๆทองๆหน.และ HR เข้าใจได้) หรือ ทุจริต/ ทะเลาะกันแล้วออกไป
2. ตัวเราเองเก่งเรื่องงาน มีความสามารถ แค่ไหน เป็นที่ต้องการไหม
3. ตอนนั้นวงการกำลังขยายงาน หรือ ราคาน้ำมันตกฮวบๆ จำนวนแท่นหายหด

ผมเคยทราบมาว่าหลายบ.มีนโยบายไม่รับคนที่ลาออกไปแล้วกลับเข้ามา แต่พอราคาน้ำมันขึ้น ตลาดขยายตัว ฝึกเด็กใหม่ป้อนไม่ทัน ก็แหกกฏตัวเองซะงั้น สรุปคือ อุปสงค์อุปทานครับ

2. เท่าที่ผมได้ยินมา มีแต่คนทำบริษัท service, หรือ subcontractอื่นๆ แล้วจะย้ายเข้ามาทำ owner อย่างเชฟรอน สผ.กัน ทำไมถึงไม่ค่อยมีคนที่ทำอยู่ owner (บ.น้ำมัน) แล้วอยากย้ายไปอยู่กับ subcontract, service บ้างล่ะครับ? หรือถ้ามีคนบริษัท owner อยากย้ายจริงๆ พวก subcontractor เค้าจะรับมั้ยครับ?? เพราะมีคนบอกมาว่าทำกับ owner มันจะรู้กว้างๆแต่ไม่ลึก แต่ service หรือ subcontract มันจะรู้แคบๆลึกๆ ผมเลยคิดเอาเองว่าเหตุผลนี้นี่เอง ทำให้คนย้ายจาก subcontract ไปowner ได้แต่ย้ายจาก owner ไป subcontract ไม่ค่อยได้ (ผมอาจจะคิดผิดหมดก็ได้นะครับ) คือผมกำลังคิดอยู่น่ะครับว่าถ้าได้เลือก จะเริ่มต้นกับบริษัทแนวไหนดี

นี่ก็แล้วแต่คนนะครับ ที่คุณเข้าใจเรื่อง กว้าง vs. ลึก นั้นก็มีส่วนถูกครับ เรื่องค่าตอบแทานก็เป็นส่วนหนึ่ง ในช่วงเริ่มแรก บ.service จะให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะต้องแย่งคนกัน (คนอยากไปทำบ.น้ำมันเยอะ) แต่พอทำไประยะหนึ่ง 4-5 ปีแล้ว ก็จะไล่ๆกันอยู่ดี ผมไม่สามารถตอบได้ว่าเริ่มที่ไหนดีแล้วไปจบที่ไหนดี แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างที่คุณสังเกตุนั่นแหละครับ เริ่มจากบ.service แล้วไปจบ.ที่บ.น้ำมัน หรือ ไม่ก็ไปจบที่ตั้งบ.service ขนาดกลาง/เล็กเอง รวยเงียบๆไปคนเดียว แบบ low profile high profit แบบนี้ก็เห็นเยอะมาก ไม่เด่นไม่ดังอะไรเงียบๆ ขายของพื้นๆโลว์เทค แต่บินทีไรนั่งชั้นหนึ่งอยู่รร.5+ ดาว ลูกจ้างบ.น้ำมัน บ. sericvce ใหญ่ๆ ยังนั่งชั้นประหยัด นอนรร.3-4ดาวอยู่เลย มันขึ้นกับว่าคุณตั้งเป้าให้ชีวิตไว้ยังไง ส่วนตัวผม ผมเลือกไม่ได้ตั้งแต่ต้น บังเอิญมากกว่าที่ได้เริ่มกับบ.service ใหญ่บ.หนึ่งแล้วมาจบที่บ.น้ำมัน ผมก็ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีโอกาศได้เลือกจะเลือกอะไร แต่บางทีการไม่มีโอกาศเลือกมันก็ดีไปอย่างนะครับ คือไม่ต้องคิดมาก (ฮ่า) แค่ทำสิ่งที่ได้มาให้ดีที่สุด เดี๋ยวที่เหลือมันก็ดีไปเอง


3. ข้อนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ คือผมได้สมัครงานสายโรงงานไปด้วย กันเหนียวเผื่อเข้าสายน้ำมันไม่ได้ ผมเป็นสาย Mechanical ครับ บริษัทที่สมัครก็เช่น Nestle, Unilever, Johnson&Johnson งานหลักๆคงเป็นการดูแลเครื่องจักรในโรงงาน หรือไม่ก็จัดการการผลิต(แนวเด็กวิศวะอุตสาหการ) อยากทราบว่า พี่นกมีเพื่อนๆที่เริ่ม career path จากงานด้านนี้บ้างมั้ยครับ? แล้วตอนนี้เค้าเป็นยังไงกันบ้าง ทำอะไรกันอยู่ ยังอยู่สายโรงงานหรือเปล่าครับ?

ผมมองว่าถ้ามาทางนี้โตสุดก็ได้เป็นผู้จัดการโรงงาน หรือผู้จัดการฝ่ายผลิต ซึ่งถ้าอยากจะขึ้นเป็นผู้บริหาร จะสู้พวกที่เริ่มจากสายmarketing, finance ได้รึเปล่าน่ะครับ เค้าจะให้โอกาสวิศวกรคุมโรงงานขี้นมาจัดการรึเปล่า


ผมก็ร้างห่างวงการวิศวกรรมของเพื่อนๆไปนาน ปีนึงก็รวมรุ่นกันที ตอนนี้ก็เห็นเป็นเป็ดไปหมดครับ ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่าคนเริ่มที่ไหน(สายผลิต วิจัยพัฒนา การตลาด การเงิน ฯลฯ)ไม่สำคัญ แต่ตอนจบนั้นขึ้นกับแต่ล่ะคนกำหนดเองครับ ผมเจอทั้งคนที่ทำโรงงานตั้งแต่จบ ตอนนี้เป็น VP ด้านการผลิต บ.ผลิตอะไหล่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ คนหนึ่งก็เป็น VP ฝ่ายผลิตโรงงานสายไฟญี่ปุ่น แต่หลายคน เริ่มต้นเหมือนกัน ตอนนี้เป็น CEO บ.ไอทีก็มี การขึ้นแท่นผู้บริการไม่จำเป็นต้องไปสายการตลาด การเงิน การบัญชี ครับ คิดอย่างนี้ซิครับ คุณจบวิศวกร ไปต่อโท MBA 2 ปี รู้การตลาด การเงิน การบัญชี เศรษศาสตร์ และพวกวิศวะที่ไปต่อ MBA มักได้คะแนนวิชาพวกนี้ดีกว่าเพื่อนที่จบตรีสายตรงมาเสียอีก จนเป็นทีรังเกียจ(แบบแซวๆน่ะครับ)กลายๆไปก็มี คุณก็เรียนรู้ศาสตร์เหล่านี้ได้ไม่ยาก คุณก็คลุกคลีตีโมง พูดคุย ทำงาน พูดจาภาษาเดียวกับพวกเพื่อนๆที่จบทางนั้นได้ จริงไหมครับ แต่ทางกลับกัน จะให้เพื่อนๆเราที่จบ การตลาด การเงิน การบัญชี เศรษศาสตร์ มาต่อโทฯวิศวกกรมศาสตร์ นี่แทบจะทำไม่ได้เลย จริงไหม แค่นี้คุณก็เป็นวิศวกรที่พูดจากภาษาบัญชีได้ ออกแคมแปญการตลาดได้ ทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินเป็น เรื่องพวกนี้ชิวๆมากๆครับสำหรับพวกเราที่เจอคณิตศาสตร์วิศวกรรมชั้นสูงมาแล้ว(จนน่วม - ฮ่าๆ) สถิติบริหาร คณิตศาสตร์เศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์เชิงบริมาร(QA) อะไรพวกนี้ 80% ผมเชื่อว่าคุณทำได้โดยไม่ต้องเข้าเรียนเลยด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นวิศวกรรุ่นผมและรุ่นถัดๆมาไม่มีใครไม่จบโทฯบริหารกันแล้วครับ ทุกคนถือปริญญา 2 ใบ (ขั้นต่ำ) กันหมด (รวมทั้งผมด้วย)

========================

พอดีผมได้รับการติดต่อจาก xxx ให้มาสัมพาษณ์รอบสองในตำแหน่ง Cementing field engineer

1.อยากทราบว่าตำแหน่งนี้ทำอะไรบ้างครับ ส่วนใหญ่จะทำที่ไหน

ทำอะไร - บ.น้ำมันเขาจะขุดรูลงไปในพื้นโลก แล้วเอาท่อเหล็ก(casing)ยัดลงไป หน้าที่ของ Cementing field engineer ก็คือ ออกแบบ คำนวน ประมาณ ฯลฯ ในการทำซีเมนต์ลงไปในช่องว่างระหว่างท่อเหล็ก(casing) เพื่อยึดท่อเหล็กนั้นไว้กับชั้นหิน นี่ว่ากับแบบง่ายๆเลย หน้าที่ก็คือ คุมลูกน้อง 3-4 คนออกไปบนแท่น กับหอบเอาเครื่องปั๊มซีเมนต์เครื่องเท่าช้าง 1-2 เชือก แล้วก็ปั้มปั๊มซีเมนต์ลงไป งานก็ 24/7 ครับ ไม่ได้กินไม่ได้นอนพอๆกับทุกงานบนแท่นนั่นแหละครับ แบกๆหามๆ พอกัน

ทำที่ไหน - บนแท่นเจาะสำรวจและผลิตปิโตรฯครับ ส่วนจะแท่นบกหรือแท่นทะเล ก็แล้วแต่ว่าบ.นั้นๆจะได้งานที่ไหนครับ

2.ไม่ทราบว่ารายได้รวมของ cementing ประมาณเท่าไหร่ครับ ต่างจาก wireline มากไหม(ผมรู้แต่ wireline เพราะเห็นคนพูดถึงเยอะมาก แต่แทบจะไม่มี cementing เลย)

เท่าไรไม่ทราบครับ เพราะผมก็ไม่เคยไปทำงานนั้น ไม่กล้าถามเพื่อนๆด้วย แบบว่าความลับมัง (แต่ก็เห็นรู้กันทุกที ยกเว้นผม - ฮ่า) ต่างจาก wireline ไหม ถ้าเทียบอายุงานเท่าๆกัน ก็ต้องยอมรับว่าต่างครับ น้อยกว่ามากไหม อืม ผมก็ไม่ทราบจริงๆ ทราบแต่ว่า งาน wireline กับ งาน DD (directional drilling) บนแท่นเจาะฯ เป็น 2 งานที่รายได้ดีที่สุดในบรรดางาน service company ด้วยกัน

3.Career PathของCementing ต่างจาก Wireline ยังไงครับ ความสำคัญของงานต่างกันมากแค่ไหน (ในแง่ของเนื้องาน)

carrer path - ไม่ต่างกันครับ เรื่อมจากงานสนาม แล้ว ไปต่อในสนง.เป็นที่เรียกรวมๆว่า field manager หรือ field coordinator แล้วแต่บ.จะเรียก คือเป็นคนคุมวิศวกรในสนามอีกที + ประสานงานกับลูกค้าและฝ่ายเทคนิคของบ.ตัวเอง เป็นงานที่หนักมากๆแม้จะอยู่ในฝั่งในสนง.เพราะรับทั้งปัญหาเทคนิค แก้ปัญหาให้หน้างาน รับโทรฯโดนลูกค้าเรียกไปอัดเวลามีปัญหา ฟาดฟันกับฝ่ายเทคนิคบ.ตัวเองเพื่อแก้ปัญหาหน้างานให้ลูกค้า + ต้องไปตีกอล์ฟกินไวน์เสาร์อาทิตย์ และเย็นๆค่ำๆ ไม่ได้อยู่กับครอบครัวอีก มือถือจะดังทุกๆ 1-2 ชม. คุณภาพชีวิตครอบครัวอาจจะมีปัญหาถ้าแฟนไม่เข้าใจและบริหารเวลาไม่ดี ความดันโลหิตและระดับคอเรสเตอรอลจะสูง ถ้ารอด(จากเส้นเลือดในสมองแตกจากความเครียดหรือเส้นเลือดหัวใจอุดตันจากไขมันสูง)จากตำแหน่งนี้มาได้ ก็จะเลือกกลายๆว่าจะไปทาง Business delvelopment - marketing (กินไวน์ตีกอล์ฟ) หรือ ไปทาง เทคนิคของแต่ล่ะฝ่ายไป จากนั้นก็ขึ้นแท่นผู้บริหาร

ความสำคัญของงานต่างกัน - ในแง่ของหลุม ไม่ต่างกันครับ ไม่มีงานใดงานหนึ่งหลุมก็ไม่เป็นหลุม แต่ในแง่องค์กรต่างครับ ขึ้นกับรายได้หลักของบ.นั้นมาจากไหนมากกว่ากัน ฝ่ายนั้นก็เป็นลูกเมียหลวง ขออะไรก็ได้ ทำผิดถ้าไม่หนักหนาก็มองไม่ค่อยเห็น (ชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้ครับ ทำใจๆ ทุกบ.เป็นหมด บ.ใหญ่ๆเป็นน้อยหน่อย เพราะกฏกติกาชัดเจน และรายได้มักจะเฉลี่ยๆเท่าๆกันทุกแผนก หรือ รายได้เป็นฤดูๆผลัดๆกันมากบ้างน้อยบ้างตามช่วงรอบของปี)

4.คาดว่ารอบ 2 สัมภาษณ์กับ manager จะถามอะไรบ้างครับ

น่าจะเป็น soft skill นะครับ เพราะเชื่อว่ารอบเทคนิครอบแรกผ่านไปแล้ว soft skill นี่ลองๆเข้าไปดูในบล๊อกคำถามจริงที่เพื่อนๆนำมาแบ่งปันซิครับ มีเพียบเลย ไม่หนีนั่นแน่นอนครับ ไปสัมภาษณ์กลับมาแล้ว จำมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ

=================================

ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดโครงการ wireline ที่กำลังจะประกาศผล ครับ อยากทราบว่า wireline ที่เค้ารับไปทางเชฟรอนนี่จะรับเป็นประจำเลยหรือปล่าวครับ หรือเป็นสัญญา ปี สอง ปี ที่อนาคตไม่แน่นอน รายได้จะเพื่มขึ้นประมาณไหน ชีวิตเมื่อเทียบ วิศวกรไฟฟ้าของบริษัท xxx เงินเดือน เริ่ม xxx ทำงานในกทม จันทร์ - ศุกร์

ผมอยู่ xxx นะครับ มีอยู่สองทางตอนนี้ที่คิดอยู่ครับ คือ
1. wireline ซึ่งทำงาน 21/21 มีข้อดีที่ ได้ทำงานที่ทะเลที่ชอบ ได้กลับบ้าน xxx แต่ไม่ทราบถึงอนาคตที่แน่นอนครับ
2. วิศวกรไฟฟ้าของบริษัท xxx ทำงานในกทม จันทร์ - ศุกร์ ไม่ได้กลับบ้าน แต่ทำงานในสายงานวิศวกร สามารถก้าวหน้าในวิศวกรไฟฟ้า


จะรับเป็นประจำเลยหรือปล่าวครับ หรือเป็นสัญญา ปี สอง ปี - อันนี้ต้องไปถามบ.ที่เขาว่าจ้างคุณอีกทีว่าเป็นแบบไหนนะครับ

ส่วนจะไปทางไหนนั้น คำถามนี้ตอบง่ายมากๆเลยครับ ดูจากระดับเงินเดือนที่คุณอ้างถึงงานวิศวกรไฟฟ้าในกทม.ผมเดาได้เลยว่าคุณยังเด็กๆ อายุน่าจะราวๆ 25-28 ปัจจัยอายุนี่ยิ่งทำให้คำตอบง่ายขึ้นไปอีก ถามใจถามความต้องการตัวเองซิครับ ทั้งสองทางเลือกของคุณมีความก้าวหน้าที่ดีและสวยงามทั้งคู่ เป็นมืออาชีพที่สามารถทั้งคู่ในสายงานตัวเอง มันขึ้นกับ life style ครับ ว่าคุณอยากเป็นวิศวกรสนาม ทำงานอิสระ หนักเป็นหนัก ตากแดดตาดฝน มีเวลาพักแน่นอน หรือ คุณชอบที่จะมีชีวิตแบบ nine to five (9 to 5) แปลว่า เข้าทำงานเก้าโมงกลับบ้านห้าโมงเย็น ได้กอดลูกกอดเมีย(ที่วันหนึ่งคุณก็ต้องมี)ทุกวัน เป็นสำนวนแปลว่างาน ออฟฟิตซ้ำๆกันทุกวันๆ ได้ไปร่วมกิจกรรมรร.ลูก ไปส่งลูกที่รร. ดูแลพ่อแม่และแฟนได้ยามป่วยไข้ ฯลฯ

งานสองอย่างนี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ ถามใจตัวเองเลยว่า เราเป็นคนประเภท out door และ off road หรือเปล่า มีภาระพันธะหรือเปล่า แฟนล่ะ ถ้าเป็นแฟนจริงจังหวังแต่งก็คุยกันให้ดีๆ เขาอาจจะไม่อยากจะให้เราไปไหนไกลๆนานๆก็ได้ สุขภาพคุณล่ะ พร้อมไหม

อีกอย่างที่ต้องเข้าใจคืองานสนาม คุณก็อยู่ไปได้เรื่องๆ แต่ถึงวันหนึ่ง คุณก็ต้องมาทำงานบริหารคนบริหารงานเทคนิคอยู่ดีในฝั่ง เรียกว่าเป็นซุปฯเป็น manager ก็ไม่ผิดนัก ซึ่งคราวนี้มันก็ไม่ต่างจากงาน 9 to 5 อย่างที่ว่านั่นแล้ว แต่อย่างน้อยคุณก็ได้ขยับแข้งขยับขาในช่วงแรกๆหลายปีอยู่

เลือกเอาตามใจฝันเลยครับ และไม่ว่าคุณเลือกทางไหน ก็ขอให้คุณทำให้ดีที่สุดนะครับ ... โชคดี ... พี่นก ...

=================================

Engineer asset planing นี่เค้าต้องมีความรู้ด้านไหนบ้างคะ ปตท.สผ. น่ะค่ะ

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า คำว่า asset ในวงการฯของเราหมายความว่าอะไร asset หมายถึง แปลงสัมประทาน อาจจะแปลงฯเดียวโดดๆหรือเป็นกลุ่มของแปลงฯ (แปลงสัมประทาน คือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่บ.น้ำมันประมูลมาเพื่อหาประโยชน์โดยการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรฯ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับรัฐฯเจ้าของพื้นที่นั้นๆตามแต่จะตกลงกัน) ใน asset ก็จะมีการขุดเจาะหลุมหลายๆประเภทเพื่อจุดประสงค์ต่างๆกัน เช่ย หลุมสำรวจ หมุมประเมินพัฒนา หลุมผลิต หลุมทิ้งน้ำ หลุดอัดสารเคมีเร่งผลิต ฯลฯ

ลองนึกอย่างนี้ง่ายๆใกล้ๆตัว เทียบแปลงสัมประทานเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโด ฯลฯ ก็ได้ asset หนึ่งก็อาจจะเป็นโครงการเดียว หรือ หลายๆโครงการมารวมกัน โดยโนโครงการนั้นๆก็จะมีสิ่งก่อสร้างหลายประเภท ตั้งแต่บ้านเดี่ยว บ้านสองชั้น คอนโดฯ อาคารพานิชย์ ศูนย์กีฬา ตลาดสด ฯลฯ

ในการก่อสร้างหลุมพวกนี้ก็จะมีวิศวกรหลากหลายทั้งวิศวกรของเจ้าของ asset คือบ.น้ำมัน และ วิศวกรของผู้รับเหมาช่วงมามะรุมมตุ้ม ขุดหลุมกัน

มีคนๆหนึ่งชื่อว่า asset manager คือคนที่จะบริหารจัดการ asset ให้มีรายได้ออกมาตามเวลาที่กำหนด ตามจำนวนรายได้ที่กำหนด ภายใต้ต้นทุนที่กำหนด(หรือต่ำกว่ากำหนด) คนๆนี้จะโทรฯไปถามใครล่ะ มีตั้งหลายโครงการซ้อนๆกันอยู่ว่า เฮ้ย พวกเอ็งจะเสร็จเมื่อไร ตอนนี้ไปถึงไหน หมดเงินไปกี่บาท จะต้องใช้อีกกี่บาท ผลิตขายไปได้แล้วกี่บาเรล มันติดขัดอะไรตรงไหน ถ้ามันติดแล้วโครงการไหนมันจะช้าไปด้วย เอาอะไรมาทำแทนไปก่อนได้ไหมระหว่างรอ อะไรเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของ asset ว่าจะทันไหม ฯลฯ แต่ล่ะโครงกันก็ทำกันไป ต่างคนต่างทำไม่ได้สนใจใคร โครงการที่บางบัวทองมันก็ไม่รู้ว่าโครงการที่ดอนเมืองมันสร้างไปถึงไหน แอบเอาปูนซีเมนต์จากโรงปูนที่ตูจองไว้ไปใช้หรือเปล่า ฯลฯ อะไรประมาณนั้น

ใครล่ะจะมาตอบคำถามตรงนี้ ยุ่งขิงทิงนองนอยเลยน้องเอ๊ยยยย ผู้โชคร้ายคนนั้นคือ Engineering asset planning ครับผม (พวกเราชอบแซวว่ามันแพลนแล้วไม่เคยนิ่งเลย ฮ่า)

ต้องมีความรู้ด้านไหน ...

ความรู้เอาไว้ก่อน หาได้ทีหลัง ต้องเป็นคนยังไงมากกว่า อิอิ เนื่องจากเป็นงานที่คุณต้องการข้อมูลมากมายมหาศาลที่จะเอามาประมวลเพื่อตอบคำถาม asset manager ข้อมูลมันไม่ได้ไหลปื้ดๆมาที่เมล์บ๊อกๆคุณโดยอัตโนมัติเมื่อไร ใช่ครับ ส่วนหนึ่งมีมาโดยอัตโนมัติ แต่อีกหลายๆส่วนคุณต้องไป ถามไต่ งอนง้อ ก้มกราบกราน จุดธูปเซ่นไหว้ เอามาจากวิศวกรฝ่ายต่างๆ จากแผนกการเงิน การบัญชี ดังนั้น คุณต้องเป็นคนที่มีอัธยาศัยที่ดี ผูกมิตรง่าย และที่สำคัญมีศิลป์การตื้อที่หาตัวจับยาก ฮ่าๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ง้อใครไม่เป็น ฉันเป็นฉันเอง เกิดมาไม่เคยง้อแฟน มีแต่แฟนง้อ อะไรแบบนี้ อย่ามาทำตำแหน่งนี้ครับ ... เอ้า นี่ผมพูดจริงๆนะ เรื่องงานประมวลผลข้อมูลน่ะมันจิ๊บๆ excel ธรรมดาๆก็เอาอยู่

นิสัยที่สองที่คนๆนี้ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่าง asset มี 4 โครงการ ดอนเมือง บางบัวทอง เกษตร และ บางนา ทุกอย่างวางแผนไว้หมดทั้ง คน ของ เทคโนโลยี เงิน ฯลฯ ก็ทำงานกันไปอย่างสบายสะดือจุ่น วันดีคืนร้าย (ฮ่า) asset manager โดน(โดยใครก็ไม่รู้)สั่งบอกว่า เฮ้ย โครงการรถลอยฟ้ามันไม่ไปบางบัวทองแล้วว่ะ ลดโครงการที่นั่นลงครึ่งนึง แล้วที่ดอนเมือง เขาจะเอาสนามบินนานาชาติส่วนหนึ่งกลับมาลงที่นั่น มาเพิ่มขนาดโครงการที่ดอนเมืองเป็นดอยเมืองสองดีกว่า ...

โอ้ ... แม่เจ้าประคุณรุนช่อง ท่านดำริกันง่ายๆหลังแปรงฟันในเช้าวันหนึ่ง แต่ท่านหารู้ไม่ว่า นรกกำลังลงไปที่ลูกน้องท่านและผู้รับเหมาอีก 2000 คน

ผู้โชคร้าย(ในเบื้องต้น)คนนั้นคือ Engineering asset planning ที่ต้อง ทำแผนใหม่หมด เพราะงานพวกนี้มันเข้าตำรา เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว เอาล่ะซิที่นี้ทำไง ชีวิตของคนๆนี้จะต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ได้(อย่างมีความสุข หรือ ทุกข์น้อยที่สุด) ที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า คนนี้ต้องมี AQ (Adversity Quotient) สูงเป็นพิเศษ พวกเช้าชามเย็นสองชาม แห้งชามน้ำชาม แพลนไว้วันจันทร์ วันศุกร์ก็ใช้แพลนเดิม พวกนี้ไม่เหมาะแน่ๆครับ

การเปลี่ยนแปลงก็มีตั้งแต่แบบจิ๊ดๆพอให้รำคาญ ไปจนถึงแบบผลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่คุณจะต้องรับมือกับมันด้วยร้อยยิ้มและทัศนคติที่สุดยอด

ว่าถึง ลักษณะ นิสัย ทัศนคติ ไปแล้ว ต่อไปความสามารถครับ

excel ต้องระดับเทพ PERT and CPM ต้องเป็น รู้ software ของพวกนี้ได้ก็ดี ไม่ได้ไม่เป็นไร excel รุ่นใหม่มี Build in ให้มาแล้ว สบายๆ ชิวๆ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วไม่รู้จัก PERT CPM ก็แนะนำว่า อย่าสมัคร หรือไม่ก็ไปกูเกิลดูคร่าวๆเอาว่ามันคืออะไร ย่อๆคือ มันคือการวิเคราะห์การทำงานโดยรวมว่า ขอขวดมันอยู่ตรงไหน ขั้นตอนไหนเป็นจุดวิกฤติ จะทำอะไรซ้อนไปกับอะไรได้บ้างเพื่อประหยัดเวลา อะไรไม่จำเป็น เอาไปทำทีหลังได้ ฯลฯ แต่เอาเข้าจริง ผมไม่เห็น Engineering asset planning บ.ที่ผมทำมันใช้เลย ฮ่า มันก็ล่อ excel ธรรมดาๆทู้กที

ที่ Engineering asset planning ต้องรู้(แต่มาเรียนรู้ทีหลังได้)คือ ต้องรู้งานภาพใหญ่ของแต่ล่ะงานโครงการ ว่าอะไรกระทบกับอะไร ผลต่อภาพใหญ่เป็นอย่างไร เช่น คุณไม่ต้องรู้ว่าปูนสูตรไหนผสมยังไง แต่คุณต้องรู้ว่า ถ้าปูนส่งช้า โรงปูนน้ำท่วม หรือ ถนนน้ำท่วม โครงการไหน ต้องได้ปูนไปใช้ โครงการไหนรอได้ โครงการไหนเอาปูนเกรดรองๆแทนได้ แล้วรวมๆแล้วปลายปี จะสร้างบ้านเดี่ยว สองชั้น คอนโด ฯลฯ เสร็จอย่างล่ะกี่หลังกี่ห้อง ถ้าถนนโดนน้ำตัดขาดไป 2 เดือน เป็นต้น คุณจะต้องให้คำแนะนำ asset manager ได้ว่า โครงการไหนควรได้ปูนไปใช้ เพราะ manager แต่ล่ะโครงการก็ต้องร้องแรกแหกกระเฌอว่าจะเอาปูนมาใช้ เพราะ KPI (Key performance index) ของตัวเอง (ก็ไม่ผิครับ เงินเดือนโบนัสของตัวเอง) แต่ต้องมีคนฟันธงภาพใหญ่ว่าใครควรได้ปูนไปใช้ แล้ว asset โดยรวมถึงจะไปรอด อย่างนี้เป็นต้น

จะเห็นว่าทักษะส่วนนี้มาเรียนรู้เอาทีหลัง เพราะมันเป็นลักษณะงานเฉพาะครับ แต่ใหญ่ๆที่สำคัญคือ นิสัย ทัศนคติ และ หลักการ PERT CPM ในการมองภาพใหญ่ ถ้าคุณถามตัวเองว่า เราได้ตามนี้ไหม ถ้าคิดว่า ไม่ใช่ อย่าฝืนครับ นรกแน่ๆ เพื่อน(รุ่นน้อง)ผมทำได้ปีเดียวมันผมขาวก่อนวัยไปเลย ฮ่าๆ ...

ถามสั้น แต่ตอบยาวเลย เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ในวงกว้างน่ะครับ

------------------------------------------

ผมมีคำถามเกี่ยวกับเรื่อง Completion Engineer ครับ ผมอยากทราบว่ามันจะเติบโตไปทางด้านไหนได้บ้าง แล้วถ้าอยากจะเป็น company man จะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน

(well construction) การสร้างหลุมนั้นมี 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ ทำโดยคน 2 กลุ่มที่มีความถนัดที่แตกต่างกัน ส่วนแรกเรียกว่า drilling คือ ขุดลงไป แล้วเอาท่อกรุ(casing)ใส่ เป็นอันเสร็จพิธี เหมือนสร้างบ้าน เสร็จถึงทาสีภายนอกภายใน แล้วโอนงานให้คนกลุ่มที่สอง เรียกว่า completion แปลง่ายๆว่า ทำให้เสร็จนั่นแหละ ก็จะมาออกแบบวางแผนและเอาอุปกรณ์เครื่องเคราต่างๆยัดลงหลุม แล้วจัดการทำให้ไฮโดรคาร์บอนไหลขึ้นมา พอไหลแล้ว ก็โอนความรับผิดชอบหลุมไปให้อีกฝ่ายคือ production eng ดูแลหลุมต่อไป ถ้าเป็นบ้านก็ งานน้ำ ไฟ ลิฟท์ รั้ว เฟอร์ แอร์ เครื่องครัว จิปาถา ให้พร้อมเข้าอยู่ พอคนเข้าอยู่แล้ว production eng ก็เก็บค่าเช่าไป 555 และ วางแผนเก็บค่าเช่าจากหลุมต่างๆให้ได้ตามแผนที่ผู้ใหญ่ไปสัญญิงสัญญาไว้กับผู้ถือหุ้น

ถามว่า เติบโตไปไหนได้บ้าง ถ้าคุณอิ่มตัวรู้จริงรู้จังรู้จนหมดเรื่อง completion (ซึ่งยาก เพราะเยอะมากๆ ไม่มีวันหมด แต่อาจจะเบื่อก่อนก็อีกเรื่อง) ก็ไปได้สองทาง ไปทางต้นน้ำ คือไป drilling หรือ ปลายน้ำ คือ production

เป็น company man ได้ไหม ได้ครับ เพราะมันมีหน้างานที่ต้องลงไปตากแดดตากฝน แต่จะเป็น company man ในส่วนของงาน completion บนแท่นเฉพาะที่ทำ completion หรือ บนแท่นขุดในขณะที่ทำ completion บางทีก็ใช้แท่นขุดนั่นแหละ ทำ completion ต่อเลย แต่ completion company man บนแท่นขุดมักจะเรียกว่า completion sup มากกว่า เพราะเดี๋ยวจะไปซ้ำกับ drilling company man จะสับสนกัน แต่ในช่วงที่งาน completion บนแท่นขุด completion sup จะเป็นคนรับผิดชอบ

=====================================

ผมขอแนะนำตัวเองก่อนนะครับผมชื่อ AAA ครับ ผมเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่ฝันอยากจะทำงานด้าน offshore และติดตามบล็อคของอานกมาตลอด ผมไม่ใช่คนเก่งครับ ผมค่อยๆเดินไปทีละก้าว ผมจบ ปวส. ผมจบ ป.ตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ผมก็เดินไปในเส้นทางนี้เรื่อย ผมเริ่มทำงานกับบริษัท contractor ในตำแหน่ง EI Technician ก็มีทำงาน offshore บ้างเป็น Project ในระหว่างที่ทำงานที่นี้ 1 ปี ผมก็มุ่งมั่นที่จะสมัครงานพวก Service Company ทั้ง Schlumberger halliburton Baker Weatherford ผมก็มีได้สอบสัมภาษณ์บ้างอะไรบ้าง แต่ก็ผิดหวังทุกครั้ง ผมก็พยายามหาข้อบกพร่องของตัวเองและแก้ไขมันไปเรื่อยๆ

ผมไปสมัคร XXX โดยใช้วุฒิ ปวส. แต่ใน resume ผมได้ลงเกียวกับการศึกษา ป.ตรี ไว้ด้วยจนผมไปสอบข้อเขียนของ XXX แผนก XXX ผมผ่านข้อเขียนและได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับ Manager และ XXX ผมก็รอผล

ประมาณหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ ทาง HR XXX ก็โทรมาบอกว่าน้องค่ะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้ผมไปสัมภาษณ์ตำแหน่ง equipment operator แล้วก็ถามผมว่าตำแหน่งนี้วุฒิ ปวส. นะค่ะไม่มีปัญหานะค่ะซึ่งผมก็ตอบตกลงไม่มีปัญหาครับหลังจากนั้นให้ผมไปสอบสัมภาษณ์กับแผนก YYY กับ Field Services Manager ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี มีถามด้วยว่าจะทำงานวันนี้เลยไหม

หลังจากนั้นสองวันทาง HR ก็โทรมาบอกว่าทาง Field Services Manager ตกลงให้งานกับน้องนะค่ะ ในตำแหน่ง equipment operator ในส่วนงานของ YYY วุฒิปวส.นะค่ะและก็บอกให้ผมไปตรวจร่างกายวันพรุ่งนี้และก็มีเมล์แจ้งมาให้ส่งเอกสารตามขบวนการของ XXX หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบๆ เลขาของทาง Field Services Manager ได้ติดต่อผมมาว่าน้องเริ่มงานวันไหนค่ะผมก็ได้ให้คำตอบไปว่าผมก็รอทาง HR หลังจากนั้นผมก็โทรไปทางทาง HR ก็ได้คำตอบว่าน้องมีประสบการณ์ offshore มาหนึ่งปีทางบริษัทกำลังพิจารณาเรื่องของค่าแรงให้อีกนิดหน่อยผมก็สบายใจ ที่ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็เน้นย้ำไปทาง HR ว่าไมได้มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับผมจะได้ลาออกจากที่เก่า ทาง HR บอกว่ามั่นใจได้ ใจเย็นๆหน่อย ผมก็สบายใจอีกแล้ว ผมก็ไปดำเนินงานเคลียร์ตัวเองจากบริษัทเก่าเป็นที่เรียบร้อยเพื่อรองานใหม่ที่ในความคิดว่าช้าสุดก็หลังปีใหม่ นี้คือความผิดหลาดข้อที่หนึ่งของผม

หลังจากนั้นจุดพลิกผันก็มาถึงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2556 ทาง HR โทรมาบอกผมว่าทาง Manager ที่ใหญ่กว่า Field Services Manager คนที่สัมภาษณ์ผมเขาปฏิเสธที่จะรับน้องเข้าทำงานเหตุผลเนื่องจากตำเหน่ง equipment operator รับวุฒิ ปวส ซึ่งใน resume ของน้องมันระบุ ป.ตรี ผมก็เลยถามทาง HR กับไปว่าตอนแรกเราก็เข้าใจตรงกันแล้วนิครับว่าวุฒิ ปวส ซึ่งพี่ก็ถามผมผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเรื่องนี้ ทาง HR ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่บริษัทระดับ Wordwide กลัวว่าน้องจบ ป.ตรี แล้วมาทำงานเป็นแค่ equipment operator ซึ่งวันข้างหน้าอาจจะมีปัญหาและทางบริษัทที่เป็นระดับ Wordwide เขาต้องตัดจุดนี้ออกสะ ทาง HR กล่าว

แล้วทาง HR เขาบอกว่าเขาจะช่วยนะ เขาจะปรึกษากับ Field Services Manager ว่ามีทางออกอย่างใดบ้างแต่ตอนนี้เบื่องต้น HR จะส่งเมล์ไปทาง Manager อีก ครั้งว่าผมยอมรับที่จะใช่วุฒิ ปวส ที่จะทำงาน เพราะได้ลาออกจากงานแล้วยอมทุกอย่างอะครับแบบว่าขอความเห็นใจ (ซึ่งผมก็แปลกๆเพราะผมยอมรับตั้งแต่แรกแล้ว) และให้ผมส่ง Resume ไปใหม่ โดยเอารูปถ่ายที่ใสชุดครุยออกใส่รูปใหม่แทนที่ไม่ใช่ชุดครุย เอาในส่วนที่เป็น ป.ตรี ออก และคืบหน้ายังไงจะส่งข่าว วันคริสมาสเป็นอะไรที่ผมทรมานมากกับชีวิตและอนาคตเท่าที่เคยมีมา

เช้าวันที่ 26 HR โทรมาบอกผมว่าทาง Manager เขาปฏิเสธมาอีกครั้งพร้อมกับข้อความที่ตอบกลับมาสั้นๆว่าขอบคุณสำหรับคำอธิบาย ผมว่าแบบนี้ผมก็แย่สิครับพี่ HR ผมลาออกจากบริษัทเก่าแล้ว HR ก็บอกว่าพี่ก็เสียใจกับเหตุการที่เกิดขึ้นทาง Field Services Manager เขาก็เสียใจที่เกิดเหตุการแบบนี้ขึ้น HR กับ Field Services Manager ตอบตกลงแต่ทาง Manager เขาปฏิเสธ พี่ก็ไม่รุ้จะช่วยยังไงเหมือนกัน เพราะพี่ก็ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจคนที่ตัดสินใจคือ Manager HR ก็บอกให้ผมรอในตำแหน่งอื่นของแผนกอื่นในวุฒิป.ตรี ซึ่งเค้าจะพยายามช่วยและดำเนินการให้

ผมก็เลยบอกว่าผมสมัครใหม่ได้ไหมพี่ในวุฒิ ปวส ทาง HRบอกว่าในตำแหน่ง EO ของน้องนี้คงจะไม่มีทางแล้ว เพราะซื่อของน้องได้อยู่ในระบบออนไล ของบริษัทแล้วเพราะทางระบบบริษัท Wordwide มันไมได้จบแค่ในประเทศมันถึงกันหมดซึ่งอธิบายไป น้องก็ไม่เข้าใจ มีสองอย่างรอให้คนที่ปฏิเสธน้องเค้าย้ายไปหรือน้องก็เปลี่ยนชื่อ (ผมต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอผมไม่ได้ทำผิดอะไรที่ร้ายแรงในชีวิตนี้คิดในใจตอนนั้น)

สรุปว่าวันนี้ผมกลายเป็นคนตกงานไป ความหวังที่เขาบอกว่าจะหาทางออกจะช่วยผมซึ่ง สำหรับมุมมองผมแล้วมันเป็นไปได้ยากมาก กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ละไม่มีอะไรการันตีได้เลย มันก็อาจจะเป็นแค่ความหวังเล็กๆที่เขาบอกมา ผมอยากจะเขียนเมล์ไปหา Manager คนนั้นมากว่าทำไมต้องเอาความรู้สึกและการขาดเดาปัญญาที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้ามาตัดสินอนาคตและชีวิตคนคนหนึ่งที่ต้องการทำงานหาเงินดูแลคนข้างหลัง วันนี้ผมต้องตกงานแล้วผมอยากจะปรึกษาอานกหน่อยครับ

1.ว่าเรื่องราวกรณีอะไรแบบนี้มีด้วยเหรอครับหรือว่าลึกๆในมุมมองอานกเป็นอย่างไรครับ?
2.ผมก็ยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่าวุฒิ ปวส ไม่มีปัญญหา HR ก็รับทราบตรงกันกับผม เพียงเพราะ Resume ของผมมันบอกว่าผมจบ ป.ตรี ซึ่งผมคิดหลายๆคนก็จบ ป.ตรีใช้วุฒิ ปวส. ทำงานใน XXX ก็มีมากทำไมมันไม่เป็นปัญหา ?
3.เป็นไปได้ไหมครับอานกที่ผมจะโดนตัดออกเพราะมีลูกของท่านหลานของเธอ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าบริษัทระดับ Wordwide จะมีเรื่องแบบนี้ ?
4.ตกลงการพิจารณาวุฒิส่วนใหญ่แล้วจะอ้างอิงจาก transcrip ที่เรายื่น หรือ Resume ครับ ?
5.แล้วที่ HR บอกผมว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้วุฒิ ปวส ยื่นสมัครอีกต่อไปแล้วเพราะข้อมูลออนไลน์ของบริษัทมันระบุว่าผมจบ ป.ตรี มันเป็นไปได้หรือเปล่าครับ ?
6.ผมควรจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุณการณ์เหล่านี้ ?

ขอขอบคุณอานกมากนะครับที่เสียสละเวลาอ่านและตอบคำถามในสิ่งที่มันข้องอยู่ในใจผม ขอบคุณความรู้และประสบการณ์ต่างๆใน Blog nong-fern-daddy ผมจะติดตามต่อไปครับ ปีใหม่นี้ขอให้อานกและครอบครัวสุขกายสบายใจ ประสพพบเจอแต่สิ่งดีดีนะครับ

ด้วยความเคารพและนับถือ

AAA


เรื่องนี้เป็นอุทาห์อย่างดีสำหรับวงการของเรา และ ทุกๆคนและทุกๆบ. ผมอยากให้เรื่องนี้ได้เป็นบทเรียนของทุกๆคน ขออนุญาตินำไปเผยแพร่พร้อมคำตอบของผม โดยที่ผมจะลบข้อความที่เป็นข้อมูลสำคัญออกนะครับ

ขอคุยในภาพใหญ่ก่อนนะครับว่า ขบวนการคัดสรรคนของทุกบ.มีแผนกที่ข้องเกี่ยวอยู่ด้วย อย่างน้อย สองแผนก คือ HR กับ แผนกผู้ใช้งานตำแหน่งนั้นๆ ผมขอเรียกว่า end user ก็แล้วกันนะครับ HR จะเป็นคนที่ช่วยประสานงาน กลั่นกรองเบื้องต้น เช่น ประกาศ โทรฯนัด กรอกเอกสาร สัมภาษณ์เบื้องต้น เช็คภาษาฯ นัดสอบข้อเขียน ฯลฯ แล้วส่งให้ end user สัมภาษณ์ทางเทคนิค ถ้า end user โอเค HR จึงจะเข้ามาดูเรื่องค่าตอบแทนว่ารับกันไหวไหม ระหว่างนโยบายบ. กระเป๋า end user และ ความต้องการของ ผู้สมัคร เพราะมีหลายครั้ง end user ยอมจ่าย แต่ HR เหยียบเบรคหัวทิ่ม เพราะไปขัดนโยบายบ. เช่น ปวส. ต้องไม่เกินนี้ เช่น คนสูงสุดประสบการณ์เพียบงานคล้ายๆกัน อะไรๆก็คล้ายกัน ที่ยังอยู่ในบ.ยังได้แค่นี้เลย อะไรแบบนี้เป็นต้น

คราวนี้ ไอ้นโยบายบ.นี่แหละตัวปัญหา ที่ต่างคนก็ต่างตีความ หรือ ต่างหยวนๆ ต่างกรรมต่างวาระ ต่างผู้บริหาร ทั้ง ผู้บริหารใน HR ด้วยกันเองระดับต่างๆ และ ผู้บริหารต่างระดับของ end user ที่ตีความไม่เหมือนกัน (จริงๆมันเหมือนกัน แต่บางยุค บางสถานการณ์มันก็อลุ้มอล่วยตามกฏ demand supply ไม่งั้นก็หาคน แย่งคนไม่ได้)

โดยมากคนที่มาติดต่อกับผู้สมัครจะเป็นพนักงาน HR ตัวกระเปี๊ยก ผมตีค่าข้อมูลที่ได้จากพนักงานพวกนี้แค่ 50/50 ส่วนคำสัญญิงสัญญานี่ผมตีค่าเป็น 0 เลยครับ เพราะมีเยอะที่ฟ้องร้องกันแล้วบ.ตัดเชือกห้อยต่องแต่งพนักงานพวกนี้ว่า พูดไปให้ข้อมูลไปโดยพละการ ไม่มีผลผูกพันกับบ. ดังนั้น ผมจะไม่เชื่อคำพูดของพนักงานพวกนี้ หรือ แม้แต่ manager ของ end user เพราะ manager ก็ต้องมี manager ของ manager อีกที ผมจะไม่ลาออกจากบ.ปัจจุบันถ้าไม่ได้เซ็นต์สัญญากับบ.ใหม่ก่อน แต่ถ้าขบวนการเซ็นต์สัญญามันช้า เพราะต้องเตรียมเอกสารและรอแผนกกฏหมาย ฯลฯ นี่เข้าใจได้ แต่อย่างน้อยต้องมี job offering letter เป็นกระดาษหนึ่งแผนกเขียนหรือพิมพ์โดยบ.ลงชื่อโดยผจก.สูงสุดในประเทศหรือ HR manager หัวกระดาษบ. ประทับตราบ. เขียนถึงเรา บอกว่าได้ตำแหน่ง อะไรก็ว่าไป เริ่มงานเมื่อไร เงินเดือนเบื้องต้นเท่าไร 4-5 บรรทัด แล้วจึงจะทำเรื่องลาออกจากบ.ปัจจุบัน คำพูดทุกคำของบ. ต่อให้มาจาก mangaer ของ manager ของ manager มีค่าเป็น 0 ครับ จำไว้ครับ ผมเคยเจอมากับตัว ขนาด manager ใหญ่สุดในประเทศ โอเคแล้วด้วยวาจา ก็ยังมี manager ระดับภาคพื้นบอกไม่เอา ก็ยังมี

1.ว่าเรื่องราวกรณีอะไรแบบนี้มีด้วยเหรอครับหรือว่าลึกๆในมุมมองอานกเป็นอย่างไรครับ?

มีครับ มุมมองผมก็อย่างที่เกริ่นไปนั่นแหละครับ

2.ผมก็ยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่าวุฒิ ปวส ไม่มีปัญญหา HR ก็รับทราบตรงกันกับผม เพียงเพราะ Resume ของผมมันบอกว่าผมจบ ป.ตรี ซึ่งผมคิดหลายๆคนก็จบ ป.ตรีใช้วุฒิ ปวส. ทำงานใน XXX ก็มีมากทำไมมันไม่เป็นปัญหา ?

นี่แหละที่ผมบอกว่า สองมาตราฐาน ต่างกรรมต่างวาระ ต่างแวลา ต่างประเทศ ต่างผู้บริหาร อะไรก็เป็นไปได้ครับ สรุปก็คือต่อให้มีกฏยังไงก็หนีไม่พ้นตามกฏ demand supply นั่นแหละครับ ว่าเวลานั้น คนซื้อหรือคนขายมีอำนาจต่อรองมากกว่ากัน

3.เป็นไปได้ไหมครับอานกที่ผมจะโดนตัดออกเพราะมีลูกของท่านหลานของเธอ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าบริษัทระดับ Wordwide จะมีเรื่องแบบนี้ ?

เป็นไปได้ครับ แต่น้อยมากๆ เพราะลูกท่านหลายเธอคงไม่มาแย่งตำแหน่ง EO ของคุณหรอกครับ เขาแย่งกันเอาพวก FE (field engineer) ไม่ดีกว่าเหรอครับ ไหนๆจะเบ่งกล้ามทั้งที จริงป่ะ

4.ตกลงการพิจารณาวุฒิส่วนใหญ่แล้วจะอ้างอิงจาก transcrip ที่เรายื่น หรือ Resume ครับ ?

Transcript ครับ

5.แล้วที่ HR บอกผมว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้วุฒิ ปวส ยื่นสมัครอีกต่อไปแล้วเพราะข้อมูลออนไลน์ของบริษัทมันระบุว่าผมจบ ป.ตรี มันเป็นไปได้หรือเปล่าครับ ?

เป็นไปได้ครับ เพราะบ.ใหญ่ๆพวกนี้เชื่อระบบ แล้วเขากลั่นกรองตามระบบเหมือนเราใช้ฟังก์ชั่น filter ใน excel หรือ google นั่นแหละครับ กรอกพรวดเดียว ชื่อเราก็หายไปเลย ไม่ได้โชว์ขึ้นหน้าจอด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นกับ กฏ demand supply อีกนั้นแหละ เพราะถ้ากรองแล้วมันไม่มี หรือ มีเราอยู่คนสองคนที่เข้าเป้า แต่ติดแต่กฏเล็กๆน้อยๆเช่นวุฒินี่เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ได้ เพราะต้องการคนนี่นา ไม่งั้นงานไปไม่ได้ HR โดน end user ถล่มเละ ก็หลับหูหลับตาไป บอกแล้วว่าแบบนี้มีกฏเหมือนไม่มี คือเอาไว้ใช้ในสภาวะปกติ(ที่บ.เป็นต่อผู้สมัคร)เท่านั้น พอตลาดผู้สมัครเป็นต่อ บ.หลายๆบ.ต่อให้ใหญ่แค่ไหน ก็ต้องยอมอ่อนข้อ ยอมหักทิ้งกฏ(ชั่วคราว)กันทั้งนั้น

6.ผมควรจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุณการณ์เหล่านี้ ?

ทำใจ และถือเป็นบทเรียนราคาแพงครับ จะฟ้องร้อง ร้องเรียนไป ก็ไม่มีหลักฐานอะไร เพราะทุกอย่างที่คุณมีคือลมปากจากพนักงาน HR ตัวกระเปี๊ยก ถึงมีหลักฐานแน่นหนา บันทึกเสียง เก็บอีเมล์จ๊ะจ๋ากันเอาไว้ บ.ก็บอกได้อยู่ดีว่า นังนี่ไอ้นั่น ทำไปพูดไปอีเมล์ไปโดยพลการ ไม่มีตราประทับผู้มีอำนาจรับรู้รับรอง แล้วถ้าบ.ทำท่าจะแพ้คดีก็เชือดไล่พนักงงานตัวกระเปี๊ยกนั่นออกซะ มันก็จบ

ล้มแล้วลุก ไม่มีใครไม่เคยพลาดครับ ผมเองก็เคยพลาด ถึงได้มานั่งเตือนนั่งสอนพวกคุณอยู่ทุกวันนี้ ผมรู้ว่ามันเจ็บปวด จึงไม่อยากให้ใครมาเจ็บปวดซ้ำแบบนี้เช่นกัน สู้ต่อไปนะครับ

===============================================

wireline engineer จะตกงานจริงหรือ และ service company vs. oil company

ขอแนะนำตัวเองก่อนครับ ผมชื่อ xxx ครับจบทางด้านวิศวเคมี พอเรียนจบก็สนใจเข้าทำงานสาย Up-stream ด้วยเหตุผมหลายๆอย่าง จนในที่สุดผมก็ได้รับ Offer จาก Schlumberger ในตำแหน่ง Field Engineer ซึ่ง Segment ที่ผมได้รับมอบหมายก็คือ Wireline (ที่ได้ Wireline นี่เค้าเลือกให้ผม เค้าบอกว่าผมไม่มีสิทธิเลือก 555)

แต่ผมยังมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของการเป็น Wireline Engineer ครับ คือผมได้ยินมาจากเพื่อนๆที่เป็น Wireline อยู่แล้วว่า "Wireline มันใกล้ถึงจุดตัน เพราะเทคโนโลยีของฝั่ง Drilling ที่ชื่อ Logging While Drilling มันก็พอที่จะให้ขอมูลจากการ Log ได้ พูดอีกอย่างก็คืองานของ Wireline จะค่อยๆถูกกลืนไป แต่ Wireline ก็ยังมีข้อได้เปรียบอยู่บ้างในด้านของความละเอียด และแม่นยำของข้อมูลที่ได้" อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มันเล่าให้ฟังครับ ตัวผมเองก็เลยอยากที่จะสอบถามพี่นกหน่อยครับ ว่าเรื่องนี้จริงหรือปล่าว อนาคตของ Wireline มันจะถูกกลืนจริงหรือไม่ แล้วถ้าวันนึงมันถูกกลืนจริงๆ พวกคนที่ทำ Wireline มาก่อนก็คือตกงานรึปล่าวครับ

แล้วผมก็อยากถามพี่นกอีกสักข้อนึงครับ หลายๆคนเคยบอกผมว่า ในธุรกิจสาย Up-stream ถ้าได้เริ่มงานกับ Service company อย่าพวก Schlumberger ก่อนก็จะดี แล้วค่อยย้ายไปเข้าพวก Oil company อันนี้ผมอยากสอบถามความเห็นจากพี่นกว่า การเข้า Service company ก่อนมันเป็นประโยชจริงๆหรือปล่าว เพราะหลังจากที่ผมได้มีโอกาสคุยกับพวกเพื่อนที่ทำงานทั้ง Service และ Oil company ผมคิดว่า Scope ของงานมันค่อนข้างจะต่างกันพอสมควรเลย แล้วยิ่งถ้าทำ Wireline มาก่อนนี่ จะไปยืนตรงจุดไหนของ Oil company ได้เหรอครับ มันจะสู้กับการที่เริ่มทำงานที่ Oil company เลยได้รึปล่าว ที่ผมสงสัยเยอะเพราะว่าในอนาคตผมอยากทำงานพวกสาย Management ในบริษัท Oil company ครับ ก็เลยอยากหาทางที่ใกล้เคียงที่จะไปถึงความฝันให้ได้มากที่สุดครับ


มีสองเรื่องใหญ่ๆที่ถามมา เอาเรื่องแรกก่อน

wireline จะตกงานจริงไหม ไม่จริงครับ แต่งานมันจะน้อยลง ยังมีอีกหลายๆอย่างที่ LWD (logging while drilling) ยังทำไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ ในคุณภาพเดียวกับ wireline) แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันกระเถิบๆเข้ามากินตลาด wireline เข้าไปทุกทีๆ โดยเฉพาะในงานที่ wireline ทำไม่ได้เพราะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ เช่น หลุมคดเคี้ยว หรือ เอียงๆมากๆ

นี่พูดถึงเฉพาะ open hole logging นะครับ คือ วัดค่าทางธรณีฟิสิกส์และเก็บตัวอย่างของเหลวและของแข็งของชั้นหิน

นอกจากนี้ ยังมี case hole logging ที่ LWD ทำไม่ได้ หรือ ไม่นิยมทำ ถึงไม่มาก แต่ก็จำเป็นที่ยังต้องมีอยู่

โดยภาพรวม ผมเชื่อของผมเองว่า ในระยะ 10 ปี นี้ wireline ยังพอทำมาหากินได้ครับ

ต่อมาคือเรื่อง service company vs. oil company คืองี้ครับ

นึกถึงงานก่อนสร้างบ้าน oil company ก็คือ บ.เจ้าของบ้าน ไม่ได้ทำเองหมด จ้าง คนโน้นคนนี้มาทำ บริหารจัดการผู้รับเหมานั่นแหละ ต้องรู้ลึกๆไหม ก็ต้องรู้บ้างในบางเรื่องที่สำคัญๆจริงๆเกี่ยวกับตัวบ้าน ที่เหลือก็บริหารจัดการผู้รับเหมา ไม่ให้มันแหกตาเอาได้ คืด รู้ลึกบางเรื่อง แต่รู้กว้างๆในหลายๆเรื่อง

service company ก็คือ ผู้รับเหมาะที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ตอกเสาเข็ม ทาสี เดินสายไฟ ก็ทำแบบนั้นอย่างเดียวไปตลอด มองโลกมุมเดียว แต่เชี่ยวชาญมากๆในเทคโนฯและทุกๆอย่างของงานตัวเอง

แบบไหนดีกว่ากัน ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดครับ จริตคนต่างกัน ข้ามไปมากันได้ไหม ก็ได้ครับ ขึ้นกับจังหวะและโอกาส แต่ก็ต้องไปเรียนรู้งานเพิ่มเอา มีให้เห็นมากมายเลยครับที่มาจาก Service company แล้วมาอยู่ oil company ก็จะไปอยู่ในส่วนที่ตัวเองถนัดใน oil company และ ค่อยๆเรียนรู้เพิ่มในเรื่องอื่นๆจนออกแบบและคุมงานสร้างปลูกบ้านเองได้ ตัวอย่างง่ายใกล้ตัว ก็ผมนี่ไง จบไฟฟ้ากำลัง เป็น SLB wireline (สมัยก่อนไม่แยก open hole case hole) ทำมันทุกอย่าง แล้วผันตัวมาทำงานด้านหัวเจาะน้ำมัน แล้ว มาอยู่กับ บ.น้ำมันแห่งหนึ่งในงานของ วิศวกรขุดเจาะ drilling engineer ก็ใช้ความสามารถเดิมที่มี (wireline + drill bit) แล้ว เรียนรู้กระเถิบๆไปทีล่ะคืบๆ น้ำโคลน ซีเมนต์ ฯลฯ จนครบ ก็จะรู้จริงจังเลยเรื่องนึงสองเรื่อง ที่เหลือก็เป็นเป็ดไป แต่ก็ไม่ให้ Service company แหกตาได้

แต่ความก้าวหน้า ก็คงขึ้นกับความสามารถเป็นหลัก ไม่มีกฏตายตัวว่า เริ่มบ.น้ำมันแต่ต้นจะก้าวไปไกลกว่า mid career ข้ามห้วยมาก็สามารถไปได้ไกลเหมือนกัน

นี่พูดถึง บ.service กับ oil company ในเกรดเดียวกันนะ เช่น SLB vs. Chevorn หรือ BP แต่ถ้า SLB เทียบกับบ.น้ำมันขนาดกลางๆเล็กๆหรือระดับท้องถิ่น เช่น สผ. ถือว่า คนล่ะชั้น เหมือนเทียบผู้รับเหมาขนาดอินตัลไทย กับ เจ้าของบ้านธรรมดาๆ ประเภทบ.ต่างกัน แต่คนล่ะคลาส ในแง่ความน่าเชื่อถือ สภาพแวดล้อมการทำงานที่สากล เทียบกับทำงานแบบบ้านๆ

คงได้ข้อคิดไปบ้างนะครับ ผมคงไม่ฟันธงให้หรอกครับ ค่อยๆคิดดูว่า จะเดินไปทางไหน ไปได้ทั้งคู่ครับ




 

Create Date : 28 มกราคม 2555    
Last Update : 27 มีนาคม 2557 18:50:51 น.
Counter : 4561 Pageviews.  

FAQ-22 update 28/1/2012

ได้ออฟเฟอร์งาน แต่เป็นงาน back office ของบริษัท Sedco Forex ในเครือ Transocean ค่ะ ลองเข้าไปดูข้อมูลของบริษัทเขาแล้ว ทราบมาว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ที่บ้านและคนรอบตัวไม่ได้อยู่ในธุรกิจด้านนี้เลย เลยไม่เป็นที่รู้จักของคนรอบข้าง เลยอยากจะถามคุณพ่อน้องเฟิร์นว่า บริษัทนี้มันมีความมั่นคงสูงมั้ยคะ เนื่องจากตอนนี้ได้งานจาก 2 บริษัท แห่งหนึ่งก็คือที่นี่ อีกแห่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจ สตาร์ทเงินเดือนต่างกันมาก แต่เรื่องความมั่นคงเค้ามองว่ารัฐวิสาหกิจมีมากกว่า เลยทำให้เราตัดสินใจลำบาก ยังไงรบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ

คำถามนี้ ตอบให้สั้นก็ได้ ตอบให้ยาวก็ได้ครับ แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลาตอบให้คุณยาวๆ เพราะว่าคุณจะได้เอาหลักการไปใช้กับเรื่องอื่นๆได้อีกในวันข้างหน้า

บ.เอกชน ยังไงๆก็ไม่มั่นคงเท่ารัฐฯหรอกครับ แต่ถ้าจะเทียบกับเอกชนด้วยกันในระนาบเดียวกัน บ. Sedco Forex ในเครือ Transocean ใหญ่มากครับ แต่เนื่องจากเป็น back office โดยธรรมชาติของบ.แท่นฯพวกนี้ ถ้ามีงานอยู่ในประเทศไหน เขาก็มีออฟฟิตสาขาอยู่ประเทศนั้น จ้างคนท้องถิ่น(ในที่นี้คือคนไทยทำงาน back office, logistic ฯลฯ) ถ้าประมูลงานไม่ได้ ปีสองปีก็ไม่เป็นไร ก็ใช้ฐานสาขาประเทศนั้นๆทำงานให้ประเทศข้างเคียงที่ประมูลได้ไปพลางๆ แต่ถ้าไม่ได้ทั้งในประเทศนั้นและประเทศข้างเคียงเลยหลายปีติดๆกัน ก็ต้องม้วนเสื่อกลับไป

ทีนี้อีตอนกลับไป เขาก็จะเอาแต่บุคลากรหลักๆของเขากลับไป เช่นวิศวกรตัวหลักๆ ผจก. back office ที่เก่งๆ ที่อาจจะเป็นคนท้องถิ่นเช่น พวก ผจก.การเงิน supply chain, logistic, marine ฯลฯ แต่ถ้าเป็น back office ตัวจิ๋มๆ ก็คงจ่ายค่าชดเชยตามกม.ประเทศนั้นๆกันไปตามระเบียบ ทางรอดของพนักงานตัวจิ๋มๆจ้อยๆคืออะไรในกรณีนี้ ทางแรกคือตะเกียดตะกายให้เป็นพนักงานท้องถิ่นตัวใหญ่ๆที่มีความสำคัญพอที่บ.จะให้ข้อเสนอให้ติดตามไปอยู่สาขาอื่นหรือไปสนง.ใหญ่บ.แม่ หรือ ทางที่สอง เป็นพนักงานตัวจิ๋มๆเหมือนเดิมแต่รอบด้านในสาขาที่ทำเช่นเป็น marine logistic, ITหรือ custom ฯลฯ ที่เฉพาะทางในอุตสาหกรรม ปิโตรฯต้นน้ำ แล้วย้ายวิกไปอยู่บ.แท่น บ. service บ.น้ำมัน อื่นๆต่อไป (ส่วนมากตัวจิ๋มๆจะเป็นกรณีย้ายวิกนี้ครับ)

คำถามคือมันจะเกิดเหตุการณ์ที่บ.ใหญ่ขนาดนี้จะ "ประมูลไม่ได้ทั้งในประเทศนั้นและประเทศข้างเคียงเลย" นานๆถึง 3-4 ปีไหม ผมว่าไม่น่านะครับ โอกาสน้อยๆมากๆครับ

สรุปคือความเสี่ยงสูงผลตอบแทนก็สูงตาม

ที่คุณต้องคิดคือจุดคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ต่างหากครับว่าอยู่ที่กี่ปี เอาทุกอย่างที่ Sedco และที่รัฐฯนั้น ตีให้เป็นตัวเงิน แล้วหารดูว่าจุดคุ้มทุนกี่ปี ถ้ารับได้ก็โอเค แต่ถ้ารับไม่ได้ก็ไปทำที่รัฐฯแห่งนั้นดีกว่า

โบนัสก็ประมาณๆเอา Sedco นี่ผมให้ตัวเลขกลมๆเลยว่า 1 เดือน ส่วนสวัสดิการก็ ไปสัมภาษณ์ถามๆแล้วกะๆเอา เช่นค่าเล่าเรียนบุตร ถ้าเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาล หรือ อุบัติเหตุ หรือ เสียชีวิต ก็ใช้วิธีโทรฯไปถามตัวแทนประกันฯแล้วตีออกมาเป็นเบี้ยประกันต่อปี คือพยายามตีทุกอย่างให้เป็นตัวเลข

เสร็จแล้วให้หักค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่เหมือนกันออก เช่นค่าแต่งตัว ทำที่รัฐฯนั่นอาจจะมีเครื่องแบบให้ ที่ sedco ต้องแต่งตัวประชันกันเอง ค่าเดินทาง ค่าเช่าหอ ถ้าทำอีกที่หนึ่งต้องไปเช่าหออยู่ หรือ เดินทางไกล ก็หักออก ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหมือนกันไม่ต้องเอามาคิด เพราะยังไงๆมันก็เท่ากัน จริงป่ะ เช่นค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ทำที่ไหนมันก็เท่ากัน

พอเอามาลบกันเสร็จคิดเป็นต่อปี ผมจะตั้งชื่อตัวเลขนี้ว่า "รายได้สุทธิเปรียบเทียบต่อปี"

พูดเปล่าๆแบบนี้อาจจะงง เอางี้ ยกตัวอย่าง ทำที่ Sedco 1 ปี ได้ "รายได้สุทธิเปรียบเทียบต่อปี" เท่ากับทำที่รัฐฯนั่น 2 ปี ดังนั้นจุดคุ้มทุนอยู่ที่ครึ่งๆ สมมุติคุณเหลือจำนวนปีทำงาน อีก 20 ปี จึงเกษียณแสดงว่าคุณต้องทำที่ sedco 10 ปี จึงจะพอได้รายได้เท่ากับทำที่รัฐฯไปจนเกษียณคือ 20 ปี คำถามคือ จากนี้ไป sedco จะอยู่ถึง 10 ปีให้คุณพึ่งพิงไหมต่างหาก ถ้าคุณทำที่ Sedco ไป 10 ปีแล้วบ.มันยังไม่ม้วนเสื่อ แปลว่าที่เหลือก็กำไรแล้ว (เมื่อเทียบถ้าทางเลือกอีกทางที่ไปทำกับรัฐฯ)

ถ้า "รายได้สุทธิเปรียบเทียบต่อปี" ของ Sedco ดีกว่าที่รัฐฯมากๆเช่น 3:1 หรือคุณเหลือจำนวนปีที่ทำงานน้อย (คือคุณอายุมากแล้วนั่นเอง) จุดคุ้มทุนมันก็ยิ่งใกล้เข้ามา นี่ผมให้คิดง่ายๆ ไม่ต้องคิดลึกไปถึง ค่าเงินตามเวลา เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย รายได้เพิ่มจากการเลื่อนขั้นระหว่างทำงาน ฯลฯ เอาแบบเบสิกๆไปก่อน

ลองๆใช้ตัวเลขจริง (ไม่ทราบก็ประมาณเอา) กดเครื่องคิดเลขดูว่าได้จำนวนปีที่ว่านี้กี่ปีแล้วอีเมล์กลับมาคุยกันใหม่ เผื่อจะได้แนวๆคิดบ้าง

คุณอาจจะร้องว่า ทำไมมันยุ่งยากแบบนี้ ไม่เก่งเลขจะคิดเองได้ไง คุณครับ ชีวิตคุณเองคุณต้องดูแลและถี่ถ้วนหน่อย อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ ความรู้สึก หรือไปเชื่อคนโน้นคนนี้ ที่ผมแนะนำให้คิดเชิงปริมาณแบบนี้ เพราะถ้าคุณตัดสินใจอะไรไปแล้ว ไม่ได้อย่างที่คาด อย่างน้อย คุณย้อนมองกลับมา คุณจะไม่เสียใจ เพราะคุณได้ตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตอนนั้น เรียนว่าทำดีที่สุดแล้วนั่นแหละครับ

การประเมินผลการตัดสินใจว่าถูกหรือผิดไม่ได้ดูที่ผลของการตัดสินใจว่าสำเร็จดังหวังหรือไม่ เพราะ "สำเร็จดังหวัง" มันมีปัจจัยภายนอกมากมายที่เราไม่สามารถเอาเข้าไปใส่ในสมการตอนตัดสินใจได้ การประเมินผลการตัดสินใจว่าถูกหรือผิด ขึ้นกับคำถามที่ว่า "ถ้าฉันย้อนกลับไปตัดสินใจอีกหนด้วยข้อมูลตอนนั้น(ไม่ใช่ด้วยข้อมูลตอนนี้) ฉันยังจะตัดสินใจอย่างนั้นหรือไม่" ถ้าคำตอบคือเหมือนเดิมแสดงว่าฉันตัดสินใจถูก(แม้ว่าผลจะออกมาไม่ดีก็ตาม) ถ้าคำตอบคือฉันคงตัดสินใจไม่เหมือนเดิมแสดงว่าฉันตัดสินใจผิด(แม้ว่าผลจะออกมาดีก็ตาม นั่นแปลว่าฟลุ๊คหรือดวงดีต่างหากครับ)

แล้วทางเลือกที่ผมเลือกตอบคำถามของคุณอย่างยาวก็จบลงตรงนี้ ... ผมใช้เวลาตอบไปเยอะ แต่ผมก็คิดว่าผมตัดสินใจถูก เพราะให้ผมย้อนกลับไปตอบใหม่ ผมก็ยังเลือกตอบคำถามนี้แบบยาวๆ ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร ...

==================================

อยากจะปรึกษาเรื่องแผนการเรียนน่ะครับ คือตอนนี้ผมอยู่ ปวช.3 อิเล็กทรอนิกส์ ผมสนใจที่จะเรียนด้านวิศวะปิโตรเลียมมาก แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดีทั้งเรื่องแนวข้อสอบ ต้องติวอะไรบ้างหรือมหาลัยฯที่เรียนเป็นที่ไหนบ้าง(ผมอยู่ จ.สงขลาไม่ทราบว่ามีมหาลัยฯไหนในภาคใต้ที่เปิดสอนบ้าง) เลยอยากจะขอคำแนะนำจากพี่ครับ

ถ้าจะไปทางสายอาชีพ(ต่อปวส.)ผมแนะนำให้ไปที่เว็บนี้เลยครับ //www.ex-petroleum.com/ เป็นชุมชนสายอาชีพที่ทำงานในอุตสาหกรรมฯสำรวจและผลิตปิโตรฯต้นน้ำในอ่าวไทยของเรา รู้สึกว่าที่เรียนก็อยู่ในหาดใหญ่นั่นแหละครับ มีหลักสูตรนี้โดยตรงเลย เรื่องการติวหรือหลักสูตรนี่ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ ไปที่เว็บนั้นน่าจะมีคนใจดีชี้ๆทางให้นะครับ

แต่ถ้าจะต่อป.ตรี ผมก็แนะนำว่าต่อป.ตรีวิศวกรรมศาสตร์ในสาขาที่คุณถนัดนั่นแหละครับ จะดีที่สุด เพราะคุณจะได้ทำเกรดให้ดีๆสูงๆม.ไหนก็ได้ เสร็จแล้วก็สมัครงานกับบ.service ไปพลางๆ หรือจบตรีแล้ว จะไปสมัครเข้า TPTI drilling school ก็ได้ แต่ถ้าอยากเรียนวิศวปิโตรเลียมจริงๆ ก็คงต้องเข้าระบบเอ็นทรานล่ะครับ มีที่วิศวะจุฬา ต้องเข้าไปก่อน แล้วเลือกภาคตอนปี 2 แต่งานนี้หินมากๆขอบอก ส่วนอีกทางก็ไปเอ็นฯเข้า Geotech ของม.สุรนารี หรือ offshore tech ของบางมด ทำการบ้านเข้าไปดูในเว็บของ 3 ม.นี้ดูนะครับ สงสัยอะไรก็ถามมาใหม่ได้

สรุปคือไม่ว่าจะไปสายอาชีพ หรือ สายป.ตรี เกรดและภาษาอังกฤษสำคัญมากๆ คุณอยู่แค่ปวช. 3 ก็เท่ากับ ม.6 ซึ่งถือว่าดีเลย เพราะคุณรู้ตัวล่วงหน้าก่อนว่าอยากเป็นอะไรอยากทำอะไร คุณมีเวลาเตรียมพร้อมเตรียมเกรดดีๆเตรียมภาษาดีๆ พอจบมาได้วุฒิ (ตรีหรือปวส.ก็ตาม) คุณได้เปรียบคนอื่นเห็นๆแน่ๆแล้วครับ

ปล. ฝากเด็กๆน้องๆในนี้ด้วย อยากให้เหมือนน้องคนนี้ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจะไปทางไหนแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ว่าจะจบม.6แล้วถามว่าอยากประกอบอาชีพอะไร อยากเป็นอะไร ตอบว่า ผมไม่รู้ หนูไม่รู้ ผมเศร้าใจแทนประเทศไทยจัง อีกแค่ 2 ปี (กรณีปวส.)หรือ 4 ปี (กรณีป.ตรี) ก็จะเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบการ) ถ้ายังตอบว่า ผมไม่รู้ หนูไม่รู้ ฮึ เป็นน้องเป็นนุ่งจะเอาก้านมะยมตีให้ก้นลายเลย ...

พี่นก ...

============================

หนูเรียนจบวิศวเคมี ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.64 เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่บริษัท xxx อยากจะเปลี่ยนสายงานไปทำด้านบริษัท service company oil and gas/ petroleum ตอนนี้พยายามสมัครหลายบริษัทแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ พอจะมีคำแนะนำมั้ยคะ ปล.เคยสมัครบริษัท xxx แล้ว เค้านัดสัมภาษณ์ แต่ตอนสัมภาษณ์สัญญาณไม่ค่อยดี เค้าบอกว่าจะติดต่อกลับมาอีกครั้งแต่ผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่ติดต่อมา จึงติดต่อกลับไป เค้าบอกว่า จะส่ง schedule สำหรับการสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้งปรากฎว่า เค้าส่งเป็นจดหมาย reject กลับมา เลยท้อแท้เลยค่ะ

ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดีครับ เฮ้อ ... ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร อย่างที่พูดบ่อยๆว่า วงการฯนี้มันสวยเลือกได้ ตามหลักอุปสงค์อุปทาน ไม่ใช่ว่าเราไม่ดีไม่เก่ง แต่มีอุปทาน(supplies)ที่ วุฒิตรงกว่า หรือวุฒิเหมือนเราแต่เกรดสูงกว่า ไม่ใช่ว่าเอาเราไปหัดไปสอนไม่ได้ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งเงินและเวลามาสอนเรามันก็มากกว่า คนจ้างเขาก็ต้องเลือกเอาทางเลือกที่ลดค่าใช้จ่ายเขา

ผมแนะนำให้สองวิธีครับ

1. ลดสเป็กบ. service company ลงจาก top 4 มาเป็นบ.กลางๆไปทางเล็กๆ ผมไม่ทราบว่าหลายๆบ.ที่สมัครไปนั้น top 4 หรือเปล่า เช่น SLB, HES, Baker, Weatherford พวกนี้สวยเลือกได้ครับ เกรด 3 กว่า ไปจนถึงเกียรตินิยม และ ป.โท แทบเหยียบกันตาย แย่งกันเข้า ลองดูบ.เล็กๆหรือในเครื่อพวกนี้ดู เช่น บ.ซีเมนต์ BJ น้ำโคลน MI Swaco Scomi หัวเจาะ Reedhycalog, DBS, Smith, Varel, Baker huge Cristensen อะไรพวกนี้น่ะครับ พวกบ.น้ำมันนี่ก็ลำบากครับ ส่วนมากก็ตั้งสเป็คเกรดขั้นต่ำ 2.75 ถึงตั้งแค่ 2.75 ขั้นต่ำ แต่เอาเข้าจริงๆ 3 กว่าขึ้นไปทั้งนั้นที่สมัครบ.น้ำมันกัน เราอยู่ในระบบทุนนิยมตลาดแรงงานเสรี ทำไงได้ครับ

2. ลงทุนอัพเกรดเพิ่มโดยการเรียนต่อ ป.โท เอาตามความพร้อมทั้งเงินทุน เวลา ความสามาถ ความชอบ ดูในบล๊อกห้องสมุดผมได้ครับ มีทางเลือกอยู่พอสมควร ในขญะเดียวกัน ฝึกภาษาอังกฤษให้ดีๆ Toeic สัก 800 เป็นไง ไหวไหมครับ ได้ภาษาจีนกลางอีกก็จะดี เราเอาเกรดเอาวุฒิชนซึ่งๆหน้าไม่ได้ ก็ต้องแถๆเอา ด้านอื่นช่วย ลองสมัครขุดเจาะของบ.จีน เช่น Great Wall Drilling เงินไม่ดี แต่ถือว่าเอาประสบการณ์ หรือ บ.ไทยๆใครเครือ MMSVS ก็ได้ ดูในบล๊อกห้องสมุดผม มีรายชื่อบ.ให้ดาว์โหลด ...


==========================


หนูมีข่าวดีที่สุดมาบอกค่ะ คือหนูเพิ่งได้คุยกับพี่ที่เป็น FE คนที่ไปดู field อ่ะค่ะ พี่เค้าบอกว่าหนูจะได้ไปทำที่ America ที่รัฐ Oklahoma ค่ะ พี่นกเคยไปทำงานที่รัฐนี้ไหมค่ะ

หนูควรจะเตรียมตัวยังไงบ้างค่ะพี่นก ขอคำชี้แนะด้วยนะค่ะ คือรอบนี้แผนก well service มีทั้งหมดหกคนค่ะ ที่เพิ่งรับค่ะ

คนแรกชื่อ xx วิศวะ xxx ได้ไปทำงานที่อินโดนีเชียค่ะ
คนที่สองชื่อ xxx วิศวะ xxx ได้ทำงานที่ yard ที่พิษณุโลกอ่ะค่ะ
คนที่สามชื่อ xxx วิศวะ xxx คนนี้สัมภาษณ์รอบเดียวกับหนูอ่ะค่ะ ที่เคยเล่าให่พี่ฟังอ่ะค่ะ ได้ทำที่ yard พิษณุโลก
คนที่สี่ชื่อ xxx วิศวะ xxx แต่ก่อนที่จะมาสัมภาษณ์ well service เคยไปสัมภาษณ์ wireline มาก่อนค่ะ แต่ไม่ผ่าน คนนี้ได้ไปทำที่บรูไนค่ะ
คนที่ห้าชื่อ xxx วิศวะ xxx ค่ะ เป็นผู้หญิงค่ะ ทำที่วิเชียรบุรีค่ะ เป็น trainee ค่ะ
คนที่หกชื่อ xxx วิศวะ xxx ค่ะ คนนี้เป็น trainee ค่ะ ทำที่ yard ที่พิษณุโลกค่ะ
คนที่เจ็ด หนูเองค่ะ วิทยา xxx ค่ะ หนูได้ไปที่ America รัฐ Oklahoma ค่ะ

ก็รบกวนพี่นกช่วยชี้นำและชี้แนะหนูด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากๆๆค่ะ ^^


ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยที่ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นที่ได้ทำงานกับบ.นี้ที่ถือเป็นตักศิลาแห่งหนึ่งในวงการฯ คำแนะนำอะไรๆก็ให้ไปหมดแล้วตอนก่อนที่จะไป field exposure ไปที่โน้นก็ไม่ต่างอะไรกัน เรื่องการเดินทางโดยเครื่องบิน การพักตามโรงแรม ต่างๆนั้น คงไม่ต้องอธิบายหรือแนะนำอะไรนะ เพราะหาอ่านเอาได้เยอะแยะตามเว็บและกระทู้ต่างๆ แต่เน้นนะว่าให้ทำการบ้านเรื่อง การเดินทางกับเรื่องพักรร.ต่างประเทศไปก่อน ยิ่งหนูไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียวด้วย เป็นผู้หญิงอีกต่างหาก

แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือเรื่องที่เฉพาะๆของวงการฯเราเท่านั้น ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่อง "คน" ที่โน้นหรือที่ไหนก็ตามในวงการฯมีคนอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือที่พวกเราเรียกกันว่าพวก old school หรือ แปลง่ายๆว่าพวกหัวเก่า

ก็ต้องขอเกริ่นนำเท้าความนิดนึงว่าวงการฯนี้เริ่มแยกวงมาจากวงการเหมืองฯที่เกิดก่อนวงการฯเราหลายร้อยปี สมัยก่อนโน้นวงการฯเราไม่ดังไม่เนื้อหอม คนที่มาทำคือพวกเหลือมาจากวงการฯอื่นๆ สังเกตุว่าใช้คำว่า "คน" ไม่ใช้คำว่า "วิศวกร" เพราะสมัยนั้นไม่มีวิศวกรไหนจะอยากมาทำ ช่างและกรรมกรที่มาทำก็ไปชี้ๆเก็บๆเอามาจากพวกตกงานข้างถนน พวกเร่ร่อน (homeless) ในเท็กซัส โอกลาโฮมา แคลิฟอเนีย ฯลฯ นี่ผมได้ยินมาจากพวก old school รุ่นปู่รุ่นทวดเลยนะ ว่าไปชี้ๆเก็บๆเอามาจากข้างถนนจริงๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายสิบปี

ทำงานกันแบบลองผิดลองถูก บาดเจ็บ พิการ ล้มตายกัน ก็เยอะ เพราะเรื่องความปลอดภัยสมัยนั้นไม่มีเลย ดังนั้น พวกนี้จะพูดคำด่าคำ มึงมาพาโวย ไม่มีทฤษฎี ไม่มีวุฒิ บางคนเก่งงานมาก แต่เขียนหนังสือเหมือนเด็กป.4 (ป.4 อเมริกานะ) เอาประสบการณ์เข้าว่า มีภูมิต้านทานชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจสูงมาก ความมั่นใจเกินร้อย หัวดื้น หัวรั้นมากๆ ลองเชื่อว่าอะไรถูกก็จะฝังใจ เชื่อว่าอะไรผิดก็ไม่เปลี่ยนใจ ด่าก่อนสอนที่หลัง หรือ สอนไปด่าไป จนกระทั่ง ด่าอย่างเดียว ไม่สอน หวงวิชา ต้องคอยลักจำคอยแอบๆจดเอา

คนประเภทที่สองก็คือพวกหนูๆนี่แหละ จบวิศวกร มีปริญญา มีวุฒิ ใช้อินเตอร์เน็ท มีมือถือ ทำงานไป 4-5 ปี ก็ได้ทำตำแหน่งหรือทำงานที่พวก old school ต้องใช้เวลาถึง 20 กว่าปีกว่าจะได้ทำอย่างเดียวกัน

ยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างวัยอีก เป็นช่องว่างระหว่างยุคเลยทีเดียว พวก old school นี้โดยมากจะอายุมากๆ เอาว่าราวๆ 50 ปีขึ้นไปก็แล้วกัน แต่ก็ไม่ทุกคนนะ อายุไม่ใช้ตัวชี้วัด ลักษณะของคนและที่มาของต่างหาก เช่นบางคนเกิดและโตใน oil field ที่เท็กซัสมาตลอดชีวิต จบม.ปลาย (เกรด 12) รู้เห็นและทำตามรุ่นพ่อมา อย่างนี้อายุแค่ 30 ก็เรียกว่า old school คล้ายๆเด็กอู่ซ่อมรถบ้านเราแหละ มุดท้องรถซ่อมรถช่วยพ่อ ช่วยลุงมาตั้งแต่ป.4 จบแค่ ม.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ กฏเทอร์โมฯคืออะไร กฏนิวตันคืออะไร ไม่รู้จัก แต่รถขับเข้าอู่มา ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าอะไรชิ้นไหนมันเสีย

คนทั้งสองรุ่นนี้มีข้อดีข้อด้อยต่างกันชัดเจน ถ้าสุดขั้วไปทางใดทางหนึ่ง หนูก็จะเห็นว่าไม่ดีทั้งนั้น มาถึงตรงนี้หนูอาจจะมีคำถามว่า แล้วพี่นกเป็นคนรุ่นไหน พี่นกตอบอย่าไม่อายว่าเป็นทั้งสองรุ่น พี่นกเป็นรุ่นคาบเกี่ยว เป็นคนรุ่นใหม่ แต่ถูกสอนถูกด่าและโดนต้มยำมาโดยพวก old school มันก็ซึมซับความเป็น old school มาโดยไม่รู้ตัว เวลาทำงานในสนามบางทีก็โมโหง่าย ด่าไฟแลบหยาบๆคายๆ พูดคำค่าสามคำ บางที่ก็หัวดื้อ บทจะใจดีก็เรียกมาสอน เรียกมาหัดให้ ก็ยังงงๆตัวเองเหมือนกัน

แต่ต้องเข้าใจพวก old school อย่านึงว่า สมัยเขาไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีมือถือ ไม่มีคอมฯ ต้องคิดเองทำเองตัดสินใจเอง ถามใครก็ไม่ได้ แต่ต้องรับผิดชอบสูง ไม่ว่าใครถ้าโตขึ้นมาในสถานการณ์แบบนั้น ก็ต้องเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเกินร้อยจนเป็นคนหัวรั้นไป แถมทำงานกับคนที่เก็บมาจากข้างถนน จะครับๆค่ะๆ พูดกันเพราะๆดีๆ ก็คงไม่ได้งาน

ไม่เหมือนสมัยนี้ เด็กๆรุ่นหนู คิดอะไรไม่ออก มีปัญหาอะไร แท่นฯอยู่ที่ไหน ก็มีโทรฯมีอีเมล์ โทรฯถามหัวหน้า โทรฯถามผู้เชี่ยวชาญได้ตลอด 24 ชม. กระดูกมันถึงคนล่ะเบอร์ แต่รุ่นหนูก็มีดีที่สามารถแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง มีความรู้และวิเคราะห์เป็น เจออะไรแปลกๆใหม่ๆก็แก้ไขได้

คือดีกันคนล่ะด้านคนล่ะแบบ

ที่ว่ามายาวนี่ก็อยากจะให้เข้าใจ "คน" ในวงการฯ คราวนี้ จะรับมืออย่างไรดี ถ้าต้องทำงานกับคนแบบ old school ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าเขาเป็น old school มากไหม ไม่มีอะไรเด็ดขาดขาวดำหรอกนะ บางคนก็เป็น old school ที่รับฟังเด็ก บางคนก็ไม่ ดูๆไปก่อน อย่าไปเถียง อย่าไปแสดงความเห็นมาก พอประเมินได้ว่าเขารับฟังเราแค่ไหนแล้วค่อย แสดงความเห็น แต่ถ้า หัวดื้อ หัวรั้นจริงๆก็ไม่ต้องไปพยายาม ปล่อยให้เกษียณไปซะ เดี๋ยวเด็กรุ่นใหม่ก็โตขึ้นมาแทนที่เอง พูดง่ายๆคือให้ธรรมชาติกำจัดให้หมดไปเอง

อีกเรื่องนึงนอกจากเรื่องคน คือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของอเมริกันชน ทำใจยอมรับไปก่อน มันอาจจะขัดๆกับบ้านเรา ดูๆสังเกตุๆไปแล้วค่อยๆปรับตัว เช่น ถ้าเจอกันแล้วเขาดึงเราเข้าไปกอดแนบแก้มซ้ายทีขวาทีก็ไม่ต้องตกใจ ดูเขาไปก่อนแล้วก็ทำตามเพราะเป็นวัฒนธรรมของคนอเมริกัน(บางกลุ่ม) ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

แล้วก็อยากให้ภูมิใจในความเป็นคนไทย เจอคนไทยก็ไม่ต้องจับมือทำเป็นฝรั่ง ไหว้ไปเลย ถือโอกาสอวดไหว้สวยๆให้ฝรั่งดูเป็นขวัญตา ฝรั่งมันชอบไหว้กางศอกแบบแขกอินเดีย

เจอพวกหมาหยอกไก่ก็พูดสั้นๆ ขึงขังๆว่า "โน" ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำ แล้วเอาขาพาตัวออกจากตรงนั้นไปให้เร็วที่สุด ทุกวงการฯมีทั้งคนดีและไม่ดี ไม่เว้นแม้แต่วงการฯเรา

อีกเรื่องที่พูดไปแล้วตอน field exposure แต่จะย้ำอีกคือเรื่อง safety บ.นี้ safety ขึ้นสมอง อย่าลองของ อย่าแสดงอะไรที่ดูถูก สงสัย หัวเราะ ทำเป็นเล่น สบประมาท กฏ safety ต่างๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือ คิดว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ที่บ.นี้ไม่มีคนจะขบขันด้วย (อย่างนอกหน้า) และเราไม่รู้ว่าใครจริงจังแค่ไหน ดังนั้น เคร่งครัดเอาจริงเอาจังไว้ก่อน ปลอดภัยกว่า

สุดท้ายคือ ให้กลับไปทบทวนที่แนะนำตอนไป field exposure อีกรอบ ในนั้นค่อนข้างครบถ้วนแล้ว ... โชคดีนะ ... พี่นก ...

=================

ผมก็สนใจอยากเข้า บ.สายนี้มากๆ อยากเป็น field engineer มากคับ แต่เนื่องจากสายวิศวะที่ผมเรียนนั้นแทบไม่เกี่ยวกับน้ำมันเลย ผมเรียนวิศวะสำรวจ (survey engineer) xxx คับ ปี3 ครับ เกรตตอนนี้ก็ 2.5 แต่คิดว่าจบไปน่าจะไม่ต่ำกว่า 2.7 สูงสุดอาจ 3 นิดๆ ภาษาอังกฤษพูดได้คล่องเลย แต่เรื่องแกรมมาไม่ค่อยแน่นมากนัก ก็น่าจะไปเรียนเพิ่มเติมก่อนจบได้

ขอเข้าคำถามเลยนะคับ

1.) ผมควรวางแผนยังไงดี ควรเกรตขึ้นต่ำซักเท่าไหร ถึงจะพอมีโอกาสเข้าทำงานด้านนี้ได้ครับ โอกาสน้อยมากยังไงบอกผมได้ตรงๆเลยครับ ผมต้องการรู้จิงๆ

เนื่องจากสาขาไม่ตรง เกรดต้องสูงหน่อย ยิ่งสูงยิ่งดีครับ ส่วนโอกาส สมมติว่าคุณจบได้ 3.0 พอดี + เครดิตชื่อเสียงม.คุณด้วย พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ (อย่างที่บอกไว้ในเมล์) จบใหม่สอบโทอิกให้ได้สัก 600+ ถ้าสเกลโอกาสจาก 1-5 ผมให้โอกาสจะอยู่ที่ราวๆ 4 นะครับ

2.) ภาคที่ผมเรียน เสียเปรียบไหมคับ ซึ่งผมก็พอรู้ว่า credit ภาคผมค่อนข้างเล็กกระจีดรี๊ด ไม่ใช่ ปิโตร เคมี หรือ เครื่องกล เวลาคนถามอยู่ภาคไร ยังไม่กล้าตอบเลย

เสียเปรียบแน่นอนครับ ยกเว้นแต่คุณจะไปทำพวกเดินเรือสำรวจ ซึ่งมันก็ไม่ใช่พวกปิโตรฯต้นน้ำเท่าไร "คนถามอยู่ภาคไร ยังไม่กล้าตอบเลย" พูดตรงๆ อย่าโกรธนะ ผมไม่ชอบประโยคนี้เลย เราต้องภูมิใจในคณะ ศักดิ์และสิทธิ์ของเรา ม.คุณก็ไม่ใช่เล็กๆออกดัง ผมย้ำๆๆๆๆเสมอว่า ความมั่นใจมาจากภายใน ยืดอกขึ้นนะครับ แล้วพูดว่าผมเรียน ... คณะ ... มหาวิทยาลัย ... หนักแน่นมั่นคง คนฟังเขาจับได้ทางน้ำเสียงนะครับ ว่าคุณภูมิใจในสิ่งที่คุณพูดออกมาไหม จำไว้ว่าเสียงจะไม่มั่นคง ถ้าใจไม่มั่นคงก่อน ม.ที่ผมจบเทียบหมัดต่อหมัดแล้วก็ไม่ดีไม่ด้อยกว่าม.คุณ แต่ผมไม่เคยอายเลยครับ อยากโกรธกันนะครับ ผมอยากให้คุณปรับทัศนคติ แล้วมันจะดีกับคุณในอนาคต

3.) ถ้าตามคุณสมบัติที่ผมมี ควรเล็งบริษัทไหนดีคับ ที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสที่จะรับผมทำงานมากสุด( ขอ บริษัทที่ให้ผลตอบแทนคุ้มด้วยก็จะดีมากเลยคับ)

เนื่องจากไม่จบตรง บ.น้ำมันคงยาก ต้องไปบ.service อย่างเดียวเลยครับ ใหญ่ๆก็ตระกูล บิ๊ก 4 มี SLB HES Baker และ weatherford ครับ ดูเว็บ หรือ โหลดชื่อที่อยู่อีเมล์ได้ที่ห้องสมุดผม

ก็ขอรบกวนด้วยนะคับ ถ้าพี่คิดยังไง ขอให้พี่ให้คำแนะนำแบบตรงๆเลยนะคับ จะว่าโอกาสน้อยมากก็ว่ามาเลยคับ ผมจะได้วางแผนมองงานด้านอื่นนะคับ

อย่างที่แนะนำน่ะครับ โอกาสปานกลางไปทางดี บ. service น่าจะเหมาะ ทำเกรดดีๆ มีกิจกรรมที่เป็นผู้นำหน่อย ดูในการตอบคำถามสัมภาษณ์จริงที่เพื่อนๆนำมาแบ่งปัน มักจะถามเรื่องการเป็นผ้นำ และการแก้ปัญญาคนและงานอยู่บ่อยๆ เราก็ไม่ต้องการหนอนหนังสือเสียทีเดียว แล้วก็ปรับความมั่นใจนิดนึง ให้คิดว่า "กูก็วิศวกรคนหนึ่งนี่หว่า"

พี่นก ...

-----------------------------

จบวิศวะเครื่องกล ตอนนี้หนูเพิ่งได้เข้าบริษัท xxx ได้ xxx เดือนค่ะ เข้ามาในตำแหน่ง xxx ค่ะ ทางบริษัทจะส่งให้ไปเทรน xxx ประมาณ xxx อาทิตย์ แล้วพอกลับไทยเห็นว่าเค้าจะให้หนูมาทำตำแหน่ง application engineer ของฝ่าย completion & production คะ หนูอยากทราบว่าอนาคตของตำแหน่ง application eng นี่จะไปในทางไหนได้บ้างค่ะพี่นก แล้วยิ่งเฉพาะกับด้าน completion & production นี่หนูจะนำไปต่อยอดอะไรได้บ้างค่ะ ถ้าผ่านไปสักห้าปี เจ็ดปี หนูจะไปสมัครกับบบริษัทพวก ปตท เชฟร่อน ได้มั้ยค่ะ

ที่จริงหนูก็บอกเค้าไว้แล้วว่าอยากทำเป็น field eng เพราะเห็นว่าประสบการณ์น่าจะแน่นแล้วโตได้มากกว่า แต่เหมือนเค้าบอกว่าเค้าต้องการ app eng อยู่แล้วก้อผู้หญิงจะออกแท่นยากด้วยน่ะค่ะ หนูไม่กล้าเรียกร้องอะไรมากด้วยเพราะเพิ่งเข้ามา จบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยด้วย


โดยมากงานวิศวกรรมจะมีขอบเขตใหญ่ๆอยู่ไม่กี่อย่าง คือ วิจัยพัฒนา ผลิตสินค้า การตลาด(ขาย) ซ่อมบำรุง หลักๆก็มีแค่นั้น คราวนี้เจ้า application eng คือใคร คือวิศวกรที่เอาปัญหาหรือความต้องการของลูกค้ามาจับให้ตรงกับสินค้าหรือบริการของบ.ให้ตรงที่สุด ให้แก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีที่สุด รวมไปถึง วิเคาระห์ผลการใช้งานสินค้าและบริการนั้นเพื่อนนำกลับไปป้อนให้ฝ่ายผลิต/ วิจัยพัฒนา ทำมาให้ตรงให้ตอบโจทย์ได้มากๆยิ่งขึ้น

ผมเองก็เคยทำอยู่ตำแหน่งนี้ แต่คนล่ะ บ.และคนล่ะ ผลิตภัณฑ์ แต่แนวคิดวิธีการทำงานไม่ต่างกันครับ

จะเห็นว่างาน app eng นี้ อยู่กึ่งกลางระหว่างฝ่ายผลิตกับลูกค้า ในความเห็นผม ผมว่าเป็นจุดที่สมดุล ไม่เทคนิคมากไปจนลืมความต้องการของมนุษย์ ไม่การตลาดมากไป จนขาดความเป็นวิศวกรรม คุณสามารถที่จะกระเถิบไปในโรงงานฝ่ายผลิตหรือวิจัยก็ได้ หรือกระเถิบไปข้างหน้า ไปที่การตลาด พัฒนาธุรกิจ การขายก็ได้ หรือ กระโดดข้ามไปเป็นลูกค้าเลยก็ยังได้ (อย่างผมไงครับ อิอิ) หรือ จะข้ามไปเป็นวิศวกรสนามเลยก็ยังได้ ถ้าบ.เดิมใจแคบ ไม่มีโอกาส บ.อื่นมีครับ เอาประสบการณ์เอาความรู้ไว้ก่อน เข้าวงการแล้ว รู้จักคน มี network เท่านี้ 3 - 4 ปี ก็บินหราแล้วครับ

มาตอบคำถามคุณดีกว่า ...

application eng นี่จะไปในทางไหนได้บ้างค่ะ - ตอบไปแล้วกว้างๆข้างบนครับ

completion & production นี่หนูจะนำไปต่อยอดอะไรได้บ้างค่ะ - ไม่ต้องห่วงเลยครับ เรื่อง completion & production เป็นเรื่องใหญ่มากๆในวงการฯ คุณใช้วิชานี้หากินได้ไปตลอดชีวิตการทำงานคุณแน่ๆครับ แต่ถ้าไม่ชอบที่จะทำ completion & production คุณสามารถแถไปเป็นทำงานขุดเจาะ (drilling) หรือ งานวิศวกรรมการผลิตปิโตรฯ (production eng) แต่ผมว่าคุณไม่ต้องไปไหนแล้วครับ (ยกเว้นขึ้นเป็นผู้บริหารตามสายงาน) เพราะหมวดนี้ถือว่าใหญ่มากๆแล้วในการสำรวจน้ำมัน

ถ้าผ่านไปสักห้าปี เจ็ดปี หนูจะไปสมัครกับบบริษัทพวก ปตท เชฟร่อน ได้มั้ยค่ะ - แค่ 3 - 4 ปี ถ้าคุณเจ๋งๆ ผมก็ว่าร่อนใบสมัครต่อได้แล้วครับ

---------------------------------

ผมอยากทราบข้อมูลในการรับผิดชอบงานของตำแหน่ง Wellsite Representatives (Offshore) ในเชิงลึกครับ

เอาล่ะซิ มันยากตรงที่บอกว่าเชิงลึกนี่แหละครับ แต่ให้ข้อมูลผมมาน้อยมากๆเลยครับ คืองี้ ชื่อบอกอยู่แล้วว่า "ตัวแทนหน้างานนอกชายฝั่ง" คราวนี้ผมถามกลับบ้างว่า ตัวแทนของ "ใคร" และ "งานอะไร"

ใครที่ว่านั่นก็เป็นได้ทั้ง บ.น้ำมัน(เจ้าของหลุม) และ ผู้รับเหมาช่วง (contractor)
"งานอะไร" ก็เป็นได้หลายอย่าง เพราะบนนั้นมีงานมากมาย หลากหลายมากๆ

แต่โดยหลักแล้ว มันก็คือ คนคุมงาน(ตัวแทน เจ้าของหลุม เจ้าของเงิน หรือ บ.น้ำมันนั่นเอง) กับคนทำงาน (ตัวแทน บ.ผู้รับเหมา) ส่วนเชิงลึกผมก็ตอบไม่ได้แล้วครับ เพราะว่า "ใคร" กับ "งานอะไร" ผมก็ไม่ทราบครับ แล้วอีกอย่าง แต่ล่ะบ.นั้น หน้าที่ของ Wellsite Representatives (Offshore) ก็ต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ๆคือคุมงานหรือทำงานให้ได้ตามแผนงานที่ในเมืองเขาเขียนสั่งมานั่นแหละครับ

============================

อายุ 23 เพิ่งจบ xxx จาก xxx เกรด 3.77 TOEIC 815 พูดอังกฤษระดับสื่อสารได้ ไม่คล่องมาก ไม่มีประสบการณ์ทำงาน ตอนนี้เรียน ปี xxx ป.โท xx ที่ xxx

1.รบกวนดู resume ว่าต้องแก้ไขอะไรยังไงบ้าง
- แก้ไขและส่งกลับไปแล้ว

2.อยากทำงานด้าน E&P (oil comp หรือ service comp ก็ได้) แต่ตกสัมภาษณ์หมดเลยครับ [ PTTEP, CV (ตำแหน่ง FE), SLB (ไม่ผ่าน G dynamic) ] เลยมาเรียน xxx ที่ xxx ก่อน คิดว่าระหว่างเรียนจะสมัครงานไปเรื่อยๆ ตอนนี้มีความคิดอยู่ว่า - เรียนโทที่ xxx ต่อ - สมัครเรียน drilling schoolของ tpti - สมัครเรียนต่อปิโตรที่ US (แต่อันนี้ต้องฟิตภาษาอีกมาก) - สมัครงาน บ.service

เหตุผลที่คิดจะเรียน drilling school ของ tpti เพราะคิดว่าประสบการณ์ทำงานกับกิจกรรมค่อนข้างเป็นจุดอ่อนครับ อยากมีประสบการณ์ทางด้านปฏิบัติมาชดเชย กิจกรรมที่ทำตอนเรียน ส่วนใหญ่ป็นประเภทเฮไหนเฮนั่น ไม่ได้โดดเด่นอะไร ส่วนตัวผมไม่ห่วงเรื่องความลำบากคิดว่าสามารถทนได้ทุกสถานการณ์ ถ้ารู้ว่าทนไปเพื่ออะไร คิดว่าผมจะสมัครเรียน drilling school รอบหน้า หรือ สมัครงานบ.service แล้วทิ้งปโท พี่ว่าจะดีไหมครับ


เอ ... เกรดก็สูง โทอิคก็ สูง ทำไมไม่ผ่านสอบสัมภาษณ์ น่าคิด ลองทบทวนดูดีๆครับ ว่าเราพลาดอะไรหรือเปล่าครับ คำแนะนำของผมคือ อย่าทิ้งป.โทที่เรียนอยู่ตอนนี้เด็ดขาด เพราะนั่นเป็นแต้มต่อที่สำคัญของคุณที่เกือบจะการันตีงานให้คุณได้เมื่อจบ เมื่อนั้น drilling school ของ tpti หรือ งาน service comp ต่างๆคุณค่อยไปทำได้ทีหลังสบายๆ

3.ตอนนี้กำลังจะสมัครโปรแกรม ADP ของ PTTEP เคยได้ยินว่าตำแหน่ง subsurface จะแบ่งเป็น drilling eng กับ well service eng

- อยากทราบว่าตำแหน่งไหนมี career path ที่ดีกว่าครับ
- ดีทั้งคู่ครับ

- จำเป็นไหมครับ ที่ตำแหน่งที่ทำงานอยู่หน้างาน เป็นฝ่ายบู๊ จะมีโอกาสเติบโตดีกว่า ตำแหน่งที่ทำงานในออฟฟิต ไม่จำเป็นครับ มันเกื้อหนุนกันมากกว่า เราจำเป็นต้องเป็นทั้งสองด้าน เพื่อความเข้าใจภาพรวมแต่เชี่ยวชาญด้านเดียวก็พอ ขึ้นกับจริตความชอบครับ น้อยคนครับที่ทำได้ดีทั้งสองอย่าง

- ผมอ่านหนังสือที่พี่แจกใน blog ไปเกือบทุกบทแล้วครับ เพราะพอดีต้องใช้เรียน ทำให้พอมีความรู้(ทฤษฏีคร่าวๆ ) เกี่ยวกับ drilling process กับ หน้าที่ของแต่ละตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร พี่นกว่าผมจะมีภาษีดีกว่าคนอื่นไหมครับ โอ้โห คุณเก่งกว่าผมอีกนะนั้น เพราะผมเองยังเหลือตั้ง 4 บทสุดท้ายที่ป่านนี้ยังไม่ได้อ่านเลย ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่ดีครับ ถามว่ามีภาษีดีกว่าไหม มันก็ดีกว่า แต่ขึ้นกับว่าเราจะนำเสนออย่างไรไม่ให้น่าเกลียดว่าเรารู้นะ เพราะสังคมไทยไม่ชอบคนโอ้อวด

โชคดียนะครับ ... พี่นก ... ปล. เอาชื่อ ม. กับ ภาควิชาออกไปแล้วตามคำขอครับ ...

===================

ผมจบมาจาก xxx สายเครื่องกล (เกรดเฉลี่ยไม่ค่อยสวย xxx ครับ) ปัจจุบันทำงานในสายงานออกแบบของบริษัทรถ xxx มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้อายุ 27 ปี อยากจะขยับตัวไปหาสายงาน oil & gas ดังที่เคยฝันไว้ในช่วงมหาลัย

จากการที่อ่านเวปของนคุณพ่อของน้องเฟิร์นแล้ว บริษัทในสายน้ำมันจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ

1.oil company (PTTEP, Chevron)
2.rig company (Transocean, Seadrill)
3 service company (SLB, Weatherford, Halliburton, Baker)

เท่าที่อ่านรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งโดยสังเขปแล้ว พบว่าตัวผมนั้นอยากจะทำงานในตำแหน่ง drilling engineer เนื่องด้วยเหตุผลหลักๆ 3 ข้อ

1. โอกาสที่จะได้ไป offshore rig (ได้เรียนรู้จากหน้างานจริง,รายได้ที่ดี, ทำงานเป็นกะ ทำยาว หยุดยาว)
2. มีโอกาสกลับฝั่งเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี(เข้าออฟฟิต) หรือจะอยู่แท่นต่อก็ได้ถ้าต้องการ (อันนี้ถ้าเข้าใจผิดยังไงก็ขอคำชี้แนะด้วยนะครับ)
3. ความรู้ค่อนข้างกว้าง การต่อยอด หรือโอกาสเติบโตในสายงานดีมีภาษีมากว่าตำแหน่งอื่น (มั้งครับ)

แต่เท่าที่หาข้อมูลกลับพบว่ามีตำแหน่งที่ว่าแค่ที่ pttep และ chevron เท่านั้น ซึ่งได้ลองยื่นใบสมัครไปแล้วแต่ยังไม่มีการติดต่อกลับมา

จึงอยากถามว่า (ที่ผ่านมาทั้งหมดแค่เกริ่นนะครับ)

1. ยังมีบริษัทไหนที่ยังมีตำแหน่งนี้อีกมั้ยครับ
2. ตำแหน่งไหนที่มีความใกล้เคียงกับตำแหน่งนี้บ้างครับ ในกรณีที่ไม่สามารถสมัครงานในตำแหน่งนี้ได้จริงๆ

หรือถ้าพอจะมีใครที่พอจะให้คำปรึกษาได้ก็อยากจะขอความกรุณาด้วยครับ

ตัวผมเข้าใจดีว่าตัวเองนั้นไม่ได้เกรดสวยหรู ไม่ได้มีประสบการณ์การทำงานที่ตรงสายน้ำมัน จึงอาจจะมีภาษีไม่เท่ากับคนที่จบมาสายตรง ประสบการณ์ตรง การไปเรียนต่อป.โทก่อนเพื่อชุบตัวนั้นเป็นทางเลือกนึง แต่หากเป็นไปได้อยากจะลองสมัครงานดูก่อนครับ เนื่องจากถ้าหากเรียนป.โทแล้วละก็คงใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีกว่าจะจบ ซึ่งบางทีอาจจะถึงเวลาต้องตัดสินใจเรื่องมีครอบครัวลงหลักปักฐาน(30ขวบ) โอกาสออกทะเลอาจจะไม่สะดวกเท่าปัจจุบันก็เป็นไปได้ครับ


คุณเข้าใจถูกเรื่องตำแหน่งงานที่คุณต้องการทำครับ (drilling engineer) มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่มีเฉพาะบ.น้ำมัน บ.แท่นกับบ.service จะไม่มีตำแหน่งนี้ แล้ว บ.น้ำมันในประเทศเราที่มีการขุดอยู่ก็มีไม่กี่บ. ไปโหลดดูรายชื่อได้ในบล๊อกห้องสมุดของผม

งาน drilling engineer เป็นงานค่อนข้างเฉพาะเจาะจงมากๆ ตามลักษณะ profile ของคุณ ผมก็ไม่เห็นทางไหนที่คุณจะไปได้เท่ากับการเรียนต่อเลยครับ เพราะประสบการณ์ไม่ตรง เกรดก็ไม่สวย(อย่างที่คุณออกตัวไว้) บ.น้ำมันบ้านเราเข้าทำนองสวยเลือกได้ ตัวเลือกเขาเยอะมากๆ แต่ทางอ้อมมันก็มี

ทางที่อ้อมไปได้ คือคุณก็ต้องไปอยู่กับบ.service ที่ดีๆใหญ่ๆ (ก็ big 4 ที่คุณว่ามานั่นแหละ สวยเลือกได้เหมือนกัน แต่สวยคนล่ะแบบ เลยเล่นตัวได้ไม่มากเท่า) ในสายงานที่ใกล้เคียงกับงาน drilling eng ซึ่งก็มี งานน้ำโคลน ซีเมต์ และ directional drilling ลงไปหน้างานสัก 4-5 ปี เข้าออฟฟิตมาอีกสัก 2 ปี พอได้มีประสบการณ์งานนั้นๆมากหน่อย ค่อยส่งใบสมัครไปบ.น้ำมันเป็น drilling eng ทางนี้ก็ไม่ได้ประกันว่าจะสำเร็จนะครับ ขึ้นกับหลากหลายปัจจัย แต่ก็เป็นทางหนึ่งที่มาได้

ผมเองก็มาทางนี้ มาเป็น drilling engineer เอาตอน 40 ขวบ มาเรียนรู้ใหม่กับน้องๆที่เพิ่งจบที่เขาเก่งกว่าและมาสายตรง มีหัวหน้าอายุน้อยกว่าผมร่วม 5-7 ปี อายไหม หนักใจไหม ไม่เลยครับ ทำตัวเป็นน้ำพร่องแก้วเข้าไว้ เขามาก่อน เขามาตรง เราก็ต้องนับถือเชื่อฟังเขาในเรื่องของเนื้องาน แต่ความเก๋า ความอึด และ ประสบการณ์ชีวิต ยังไงๆก็สู้รอยตีนกาไม่ได้อยู่ดี คิดคร่าวๆถ้าคุณตอนนี้ 27 ถ้าจะเดินสายนี้ก็บวกไปอีก ราวๆ 7 ปี คุณก็ 34 ปี ก็ไม่น่าจะมากไป

สรุปคือการไปเรียนต่อ น่าจะเป็นทางที่สั้นที่สุด แต่อาจจะใช้เงินมากหน่อย ส่วนเรื่องครอบครัว คุณไม่ต้องคิดไปไกลครับ แฟนคุณคนที่จะมาใช้ชีวิตและใช้อนาคตร่วมกับ "คนน้ำมัน - oil man" ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของงานและการใช้ชีวิตของพวกเรา สมมติว่าคุณไปเรียนต่อ (ถ้าไปตปท.ได้จะดี) รวมเรียนภาษา และเผื่อลงซ้ำสอบซ่อม เอาสัก 3 ปี คุณกลับมาก็ 30-31 ก็น่าจะพอมีภาษีส่งใบสมัครไปบ.น้ำมันได้บ้าง หรืออาจจะสมัครจากตปท.ระหว่างเรียนเทอมสุดท้ายเลยก็ได้ ตอนนั้นคุณก็มีลู่ทางแล้ว อย่างน้อยก็อ.ที่สอนนั่นแหละ และ ชายไทย อายุ 30 มีป.โทฯเมืองนอก โห ... ถ้าผมเป็นสาวๆ profile แบบนี้ ไม่เก็บเอาไว้เป็นตัวเลือกก็เต็มทีแล้ว จะออกทะเลบ้าง 3-4 ปีแรก จะเป็นไรไป จะได้ไม่เบื่อกันเร็วด้วย 28/28 28วันเจอกันที โห ... สุดโรแมนติกเลย เหมือนข้าวใหม่ปลามันทุก 28 วัน (เอ้า ... สาวๆที่มาแอบอ่านเห็นด้วยไหมครับ สาวไหนอยากคบ ขออีเมล์ได้หลังไมค์นะครับ ... ฮ่า อย่าน้อยงคนนี้ก็มีแววรักครอบครัว เพราะคิดถึงใจคนที่จะมาอยู่ด้วยเวลาจะสร้างครอบครัว จริงป่ะ ดีกว่าผู้ชายหลายคนที่ข้ามาคนเดียว อยากอยู่กับข้าก็ปรับตัวเองก็แล้วกัน ... อ้าว ... ผมออกทะเลแล้ว คนล่ะเรื่องกับที่คุณถามมา ... โทษทีๆ ...)

จึงอยากตอบว่า (ที่ผ่านมาทั้งหมดแค่เกริ่นนะครับ) -- (แฮ่ๆ เลียนแบบ)

1. ยังมีบริษัทไหนที่ยังมีตำแหน่งนี้อีกมั้ยครับ มีแต่บ.น้ำมันครับ ไปดาว์โหลดรายชื่อได้ในบล๊อกห้องสมุดผมครับ

2. ตำแหน่งไหนที่มีความใกล้เคียงกับตำแหน่งนี้บ้างครับ ในกรณีที่ไม่สามารถสมัครงานในตำแหน่งนี้ได้จริงๆ ไปทางอ้อมผ่านทาง บ.service ขาใหญ่ทั้ง 4 SLB HES Baker Weatherford

หวังว่าจะจะพอเห็นลู่ทางนะครับ ไม่ว่าไปทางไหน มันก็ไม่มีรับประกันทั้งนั้นว่าจะได้เป็น drilling eng สมใจ ขึ้นกับหลายๆปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอก เช่นราคาน้ำมัน การขยายหรือลดขนาดของบ.ต่างๆ และปัจจัยภายใน เช่น จังหวะและโอกาส ม.ที่คุณเลือกไปเรียน ผลการเรียน ผู้คนที่คุณขนขวายทำความรู้จัก (เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า network) ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การที่คุณมีความฝัน มีเป้าไว้ มันก็ดีกว่าหลายๆคนที่อายุเท่าคุณก็แค่ทำงานไปวันๆ จริงไหมครับ ...

===========================

ผมชื่อ xxx ครับ ทำงานบริษัทเกี่ยวกับการบิน xxx เป็นเจ้าหน้าที่ xxx ผมได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการรับสมัครงานของพี่ครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่พลาดงานในตำแหน่ง wireline ครับ ผมเกือบผ่านทุกอย่าง ข้อเขียน พละ ครับตกสัมภาษณ์ครับ ผมอายุ 31 ปีครับ เงินเดือน xxx ไม่รวมโอที (ถ้ารวม xxx ตอนนี้ไม่ค่อยมี) ผมมีคำถามดังนี้ครับ

1.ผมอยากทราบว่าอายุ 31ปี นี่ถือว่าเยอะไปไหมครับ กับตำแหน่ง wireline โครงการเชฟรอนครับ
ไม่เยอะนะครับ

2.พี่พอจะมีเทคนิคอะไรแนะนำผมหน่อยได้ไหมครับในการสอบสัมภาษณ์ให้เข้าสเป็ค คนสัมภาษณ์ แสดงให้เขาเห็นโดยประวัติว่าเรา ชอบงานกลางแจ้ง งานที่ลงมือทำเอง ไม่มีปัญหาเรื่องการทำงานเป็นผลัด เรียนรู้ได้เร็ว มีความเป็นผู้นำ และ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีหลักฐานอะไรก็งัดมาโชว์ ทั้งในงานปัจจุบัน หรือ ที่ๆผ่านมา เช่น เป็นประธานออกค่ายอาสาพัฒนา สร้างสะพาน ให้รร.ชนบท มปัญหาแบบนี้แก้แบบนี้ หรือ ตัวอย่างโครงการงานปัจจุบันที่รับผิดชอบอยู่ก็ได้

3.ผมอยากเปลี่ยนงานที่ท้าทายกลางทะเลสักครั้งครับก่อนที่จะหมดไฟครับ ลุยเลยครับ สนับสนุน

4.ผมมีประสบการณ์ด้าน Aviation มาประมาณ 8 ปีครับ สื่อสารภาษาอังกฤได้พอสมควรครับ สอบโออิคไว้เป็นหลักฐานก็ดีนะครับ

5.ตอนนี้ผมเตรียมตัวใหม่เพื่อสอบใหม่อีกครั้งครับ ดีครับ

6.รายได้ในอนาคตเป้นไงบ้างครับในตำแหน่ง Wireline อีก2-4 ปีข้างหน้าครับถ้าเทียบกับเงินเดือนของผมตอนนี้ครับ ดีกว่าที่คุณได้ตอนนี้แน่นอนครับ

7.ตอนนี้ ปตทสผ เซอร์วิส เปิด ตำแหน่ง Deck crew ครับ ผมได้สมัครแล้วครับ รอสัมภาษณ์ อยากทราบว่า ตำแหน่งนี้โตไหมครับ รายได้ดีไหมครับ รายได้ไม่ดี แต่ก็โตได้ในสายงานบนแท่นนั่นแหละครับ งานตำแหน่วนี้ก็กรรมกร เบ้ ทงานสารพัดแหละ แต่ใช้เป็นสะพานได้นี่ครับ ตอนนี้ผมแนะนำให้คุณเก็บเรื่องเงินเดือนไว้ทีหลัง เพราะวุฒิคุณไม่ตรง ประสบการณ์ก็ไม่ตรง ต้องอาศัยลุยงานล่างๆแล้วไต่ขึ้นไปครับ อะไรก็ได้ทำไปก่อน พออยู่บนนั้นแล้ว พูดคุยหาความรู้หาช่องทางต่อทีหลัง ประตูบานแรกเปิดยากที่สุด แต่ถ้าเปิดได้แล้ว บานทีเหลือก็ง่ายขึ้นครับ

=============================

ชื่อ xxx ค่ะ อยู่ xxx อายุ 26 ปี สนใจที่จะเรียนปริญญาตรีใบที่สอง คือวิศวะเครื่องกล เพราะว่าอยากทำงานและเรียนด้านนี้ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีแต่ว่าโอกาสไม่เอื้ออำนวย ประมาณว่ารู้ตัวช้าไปค่ะ เพราะว่าเรียนทางด้านสายศิลป์มาจึงจำเป็นต้องเรียนปริญญาตรีใบแรกให้จบ (ภาษาเยอรมัน คณะxxx xxx) ตอนนี้เรียนทำ IS ปอโทภาษาอังกฤษคณะเดียวกันอยู่ค่ะ เพราะทางบ้านอยากให้เป็นอาจารย์ วางแผนไว้ว่าจะเรียน ต่อ ปวส ช่างยนต์ (เรียนเสาร์อาทิตย์) แล้วเรียนต่อวิศวะเครื่องกล(เรียนเสาร์อาทิตย์) อีก 3 ปีที่ xxx หรือที่เมืองนอกแล้วแต่โอกาส โดยระหว่างนั้นก็จะสอนหนังสือไปด้วยเนื่องจากถูกทาบถามจากมหาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัด xxx ไว้แล้วค่ะ แต่โดยส่วนตัวชอบงานสายช่างมากกว่า ทุกวันนี้ก็ไปเรียนสารพัดช่าง และชอบซ่อมประกอบสิ่งของเอง

อยากทราบว่า

1. ถ้าจบอายุก็น่าจะประมาณ 32 ปี มีผลต่อการสมัครงานด้าน พวกแท่นขุดเจาะน้ำมันไหมค่ะ
มีผลเหมือนกันครับ เพราะ 32 และเป็นผู้หญิงด้วย การออกไปแท่นอาจจะลำบาก ไม่ใช่เพราะเราทำไม่ได้ แต่โอกาสยากครับ

2. จบวิศวะเครื่องกล เป็นผู้หญิง มาสามารถทำงานหน้าที่อะไรได้บ้างค่ะ ทำได้ทุกอย่างที่ผู้ชายทำได้แหละครับ ทั้งบ.น้ำมัน บ.service ทำอะไรได้บ้างนี่ไม่ใช่ประเด็นเท่าไร

3. ถ้าจบ วิศวะสายช่าง และมหาลัยไม่ค่อยมีชื่อเสียงมีผลต่อการสมัครงานไหมค่ะ พูดตรงๆนะครับ วงการฯพวกเราน่ะสวยเลือกได้ ไม่ใช่ว่า วิศวะสายช่าง ม.ไม่มีชื่อเสียงจะไม่เก่ง เก่งครับ ผมเจอมาเยอะ เก่งๆกว่าสายสามัญม.ดังๆก็มี แต่ที่ไม่ได้เรื่อง เรียนรู้ช้า สอนงานกว่าจะเป็น ก็มีเช่นกัน คือ มีทั้งดีและไม่ดี แต่ความที่ว่าสวยเลือกได้ ก็มักจะไปเลือกพวกม.มีชื่อ มันก็เท่านั้น มีผลไหม ก็ต้องตอบว่ามีผล

โดยมากวศบ.สายช่าง ม.ไม่มีชื่อเสียง มักต้องออกแรงมากหน่อย ในการไต่เต้าจากงานเล็กๆงานใช้แรงงาน ใช้ทักษะฝีมือระดับล่างๆ ซึ่งก็มักจะลุยจะทำกันมาแต่อ้อนแต่ออก คือทำมาตั้งแต่จบอายุ 22-23 อะไรแบบนี้ และด้วยความเป็นเด็ก ก็จะใช้ง่าย หัวอ่อน แรงดี ค่าจ้างถูก บ.ต่างๆจึงนิยมรับกัน ตัวเด็กเองก็ไๆด้วิชาได้ทักษะ บ.ก็ได้ข้อดีที่ว่าไป แต่ด้วยเงื่อนไขอย่างเดียวกัน ถ้าเป็นผู้หญิงอายุ 32 จบป.ตรี 2 ใบ โท 1 ใบ คงไม่มีวิศวกร หรือ นายช่าง คนไหนกล้าเรียกใช้ สับโขก ด่าไปสอนงานไป แบบทำกับเด็กๆ ใช่ไหมล่ะครับ ถ้า HR รับไป ก็โดนพวกช่างในสนามใน workshop ด่าตายเลย

ไม่ได้ลดทอนกำลังใจ แต่อยากให้เห็นภาพจริงของลักษณะงานน่ะครับ

4. ช่วยแนะนำโอกาสหรือช่องทางเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วยค่ะ เพราะว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับด้านนี้เลย คือส่วนใหญ่หาจากอินเตอร์เน็ต ตอนแรกว่าจะสมัครช่างเทคนิคปิโตรเลียมแต่ อายุเกินค่ะ เพราะว่าจะเริ่มเรียนปวส. ช่างยนต์ ปีหน้า จบก็อายุ 29 ซึ่งเขารับ 20- 28 ปี ที่เลือกเรียนช่างยนต์เพราะว่า ต่อปริญญาตรีวิศวะเครื่องกล xxx ได้ และสาขานี้งานค่อนข้างจะกว้าง อีกทั้งเป็นสาขาเดียวที่เปิดสอน เสาร์ อาทิตย์ค่ะ

มีทางเดียวเลยครับ สำหรับเงื่อนไขอย่างคุณ xxx คือต้องเรียนให้จบ ป.ตรี เครื่องกล ที่เมืองไทยเสียก่อน แล้วไปเรียนต่อที่ตปท.ในสาขาวิศวกรรมปิโตรฯ (เครื่องกลก็ต่อปิโตรได้ครับในตปท.) แล้ว ใช้วุฒิวศบ.ปิโตรมาสมัคร ตอนนั้นถึงจะอายุ 30+ นิดหน่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะวุฒิเราตรง ที่ผมไม่แนะนำให้ต่อวศบ.ปิโตรโทในไทยที่จุฬา เพราะที่นั่นค่อนข้างรับน้อย และคนแข่งกันเยอะ แต่ล่ะคนก็มาสายตรงจากม.ดังๆทั้งนั้น แต่ถ้าจะลองก็ไม่เสียหายอะไร ถือว่าซ้อมเวทีก็ได้ ถ้าอยากมาสายนี้จริงก็คงต้องลงทุนทั้งทรัพย์เวลาสักนิด จบตรีวศบ.แล้วต่อโทฯทันที ไม่ต้องเสียเวลาทำงานหรือรออะไรทั้งนั้น อายุและวัยมันไม่รอเรา ระหว่างเรียนตรีวิศวะก็ ค้นหาทางเว็บ หาม.ตปท.ที่ไม่เคี่ยวนักที่มีป.โทปิโตรฯ หรือ อะไรที่มีคำว่า subsurface หรือ geo หรือ offshore แล้วลงท้ายว่า engineering หรือ tech อะไรเทือกๆนี้ ไม่แน่ใจที่ไหน สงสัยอะไร ก็ก๊อปลิงค์ส่งมาให้ผมช่วยดูให้ก็ได้นะครับ

คิดว่ายังไงก็จะเรียน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดังที่คาดไว้ก็ตามเพราะว่าอย่างน้อยได้ทำที่หวังไว้ ถ้าไม่ได้ทำงานด้านวิศวกร ก็คิดว่าจะเอาความรู้ที่เรียนมาไปสอนเด็ก ปวส. ควบคู่กันไปค่ะ

ผมน้อมศรีษะนับถือความตั้งใจและอุดมการณ์ของอังจริงๆครับ ให้มันได้อย่างนี้ซิครับ เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อเรียน และ เรียนเพื่อคนอื่น จริงๆ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ xxx คนดีๆในวงการช่างของเราอีกคนครับ

... ขอให้สมดังตั้งใจก็แล้วกันครับ ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร ...

==========================

ชื่อ xxx นะคะ ^^ เกดแนบไฟล์ CV มาแล้ว รบกวนพี่นกชี้แนะด้วยค่ะ ขอย้อนความเดิมนิดนึงค่ะว่า เกดจบวิศวะโยธามาและเรียนต่อโท บริหารงานก่อสร้าง จบมาได้ประมาณ 2 ปีครึ่งแล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทที่ปรึกษางานก่อสร้าง แต่ไม่ได้ออกหน้างาน ทำแต่เอกสารอย่างเดียว ซึ่งงานสายนี้เงินเดือนขึ้นช้ามาก และโตยาก และยิ่งถ้าไม่ได้ออกหน้างาน ก็ยิ่งไปกันใหญ่ค่ะ เลยคิดว่าจะย้ายงาน และเปลี่ยนเป็น field อื่นไปเลยค่ะ ทีนี้ก็มาสนใจธุรกิจ oil & gas เพราะคิดว่าเป็นงานที่ท้าทาย อยากเรียนรู้การทำงานในวงการนี้ อีกอย่างบริษัทส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ อาจจะได้ไปเทรนที่เมืองนอกเมืองนากับเค้าบ้าง อีกอย่างได้ค่าตอบแทนสูงค่ะ

เรื่องบริษัท ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นบริษัทในด้านไหน ( SLB/ Chevlon/ FW/ Worley Parson/ PTT..สนใจหมดค่ะ และตอนนี้สนใจ SLB มากสุด) แต่เท่าที่ดูตำแหน่งที่ SLB รับแล้ว ทำให้มืดแปดด้านค่ะ เพราะที่จบมาไม่ตรงกับงานในตำแหน่งที่เค้ามี (ส่วนใหญ่ที่เห็นจะรับเป็นงานระบบ) ก็เลยไม่รู้ว่าจะสมัครในตำแหน่งอะไร หรือสมมุติว่าถ้าสมัครเป็น Field Eng ไปก็กลัวว่า สมัครเข้าไปแล้วจะตอบอะไรเค้าไม่ได้ แล้วจะทำให้เสียโอกาสเพราะถ้าพลาด การจะได้เรียกเข้าสัมภาษณ์อีกคงยาก ...อันที่จริงได้ยินมาว่า ถ้าคนที่ไม่ได้จบสายตรงจริงๆ ยังไง๊ ยังไงก็ไม่มีตำแหน่งที่ตรง ให้สมัครเข้าไปก่อน ยังไงบริษัทก็เอาเราไปเทรนใหม่อยู่ดี

.... แต่ถึงยังไง ด้วยเหตุผลที่ว่ามาด้านบนว่า จบมาไม่ตรง ก็ทำให้กลัวการสอบสัมภาษณ์ว่าจะตอบไม่ได้ (ประกอบกับ อาจเป็นเพราะว่า เคยไปสมัครงานที่ xxx แล้ว โดนคำถามแบบบีบคั้นหัวใจ ตอบยากๆ แบบว่า ทำไมต้องเลือกบริษัทเค้า บ.เดิม/บ.อื่นไม่ดีรึไง ...บลา บลา บลา คือบ.ที่อยู่ตอนนี้ เจ้าของบริษัทเป็นเคยเป็น xxx ค่ะ .....อีกอย่าง เท่าที่รู้ มาคือ วงการ oil & gas มักจะรับคนที่มีประสบการณ์ใน field ถ้าไม่มีจะสมัครยาก ...ทีนี้ ก็เลยคิดว่า ยังไงก็จะเอาตัวเข้าไปทำงานในวงการนี้ให้ได้ก่อนอาจเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ แล้วค่อยเปลี่ยนบริษัทย้ายตำแหน่ง ก็น่าจะง่ายขึ้นค่

.... กลับมาที่ว่า เมื่อกลางปีที่แล้ว xxx เลยหาบริษัทที่พอจะมีตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับที่น่าจะทำได้ คือ Cost Control เลยสมัครที่ xxx ไป ตอนที่สัมภาษณ์ก็บอกเค้าไปว่า จริงๆ แล้ว xxx prefer ทำ planning (งานที่ xxx ทำอยู่ ได้ทำ planning ด้วยค่ะ แต่เป็นของงานก่อสร้าง).... ซึ่งตอนนั้นคนสัมภาษณ์เค้าบอกว่า ถ้าเป็น Planing เค้าอยากได้คนที่เคยทำ planning ของงาน oil & gas มากกว่าเลยตกสัมภาษณ์ไปอีกอัน แต่เพิ่งมารู้จากวงใน(พอดีมีพี่ที่รู้จักกันอยู่ในบริษัท) เมื่อไม่กี่วันนี้ว่า ถ้ายังสนใจทำ cost อยู่เค้าอาจจะรับค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็รอ Respond จากทางบริษัทอยู่

... ส่วนตอนนี้กำลังหาข้อมูลของ Worley Parson กับ Chevlon เพิ่ม ทั้งเรื่องตำแหน่งงานและการสอบสัมภาษณ์อยู่ เตรียมส่งใบสมัครอีกค่ะ จากที่เล่ามา เรื่องอาจจะยาวไปหน่อยนะคะ เพราะอยากให้ข้อมูลพี่เยอะๆ ( หรืออ่านแล้วอาจจะงงคะ เพราะยาวไป 55) และให้พี่แนะนำได้อย่างตรงจุด อย่างที่พี่ว่า..ใบ้หวยให้ ^^ ซึ่งก็อยากให้พี่นกช่วยแนะนำถึงว่า ที่ xxx คิดแบบนี้มันใช่รึปล่าว , จริงๆแล้วควรเริ่มเดินยังไงถึงจะถูกทาง , Career path ของวงการนี้ , การเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ , และ profile แบบ xxx พอจะสมัครตำแหน่งไหนใน SLB ได้บ้างค่ะ...ขอโทษพี่นกที่อาจจะถามเยอะนะคะ ช่วงนี้สับสนมากค่ะ เลยอยากได้คำปรึกษาจากคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้จริงๆเพื่อที่จะได้เดินให้ถูกทางค่ะ และก็ดีใจมากๆเลยที่มาเจอพี่นก และพี่ให้ความช่วยเหลือค่ะ :)) ปล. เรื่องสุขภาพ แข็งแรงดีค่ะ ไม่มีโรคประจำตัว สูง xxx หนัก xx ค่ะ


อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ครับว่าไม่มีทางตรง เพราะคุณสมบัตเราไม่ตรงประสบการณ์ก็ไม่ตรง มันก็ต้องต้องเดินอ้อมเอา เดินอ้อมยังไงให้อ้อมน้อยที่สุดจะคือคำถามมากกว่าไปยังไงให้ตรง จริงไหมครับ ...

ก่อนอื่นมาเข้าใจธรรมชาติของงานสำรวจและผลิตต้นน้ำก่อนว่ามันแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ surface และ subsurface ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า surface คืองานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างและบริหารงานก่อสร้างของสิ่งก่อสร้างทุกอย่างที่อยู่เหนือผิวดิน จมอยู่ในน้ำ และเหนือผิวน้ำ มันก็คืองานโยธา งานเครื่องกล ไฟฟ้า เครื่องมือวัด งานระบบ ฯลฯ ดีๆนี่เอง เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับสนับสนุนงาน subsurface

งาน subsurface คืองานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างหลุมที่เรียกว่า well construction คิดง่ายๆเหมือนเราจะขุดน้ำบาดาลแบบดั่งเดิมนั่นแหละที่เป็นบ่อกลมๆเอาท่อซีเมนต์ต่อๆลงไป แล้วเเอาถังผูกเชือกหย่อนลงไปจ้วงๆเอา พวก surface ก็คือสร้างหลังคา ทำถนน ติดตั้งปั๊มบนดิน ส่วนพวก sursurface ก็นักธรณีชี้ว่าตรงไหนมีน้ำ มีเยอะแค่ไหน มีให้ใช้นานเท่าไร คุณณภาพดีไหม ฯลฯ แล้ววิศวกรอย่างพวกผมก็ขุดๆลงไป เจอมั่งไม่เจอมั่งก็ว่ากันไป นี่ว่ากับแบบเบสิกๆให้เห็นภาพ

วกกลับมาเรื่องของเรา ... จากข้อมูลใน CV + ที่เล่ามาในเมล์ ทางที่ใกล้ที่สุดคือมาทำด้าน surface เหมาะทั้งวุฒิตรี โท ที่จบมา คราวนี้งาน surface ที่เขาเรียกว่า surface facilty เนี้ย มันมีเฉพาะบ.น้ำมัน บ.service อย่างพวก SLB HES BAKER WFD MI_Swaco BJ ฯลฯ ไม่มีงานส่วนนี้ครับ บ.แท่นก็ไม่มีเพราะมันให้เช่าแท่น บ.น้ำมันในประเทศเรามีใครบ้างที่มีงานส่วนนี้ ก็ต้องเป็นบ.ใหญ่ๆ เช่น ปตท.สผ. เชฟรอน เพิลร์ออยล์ เป็นต้น เข้าไปหาอ่านในเว็บกรมเชื้อฯได้ว่ามีบ.น้ำมันอะไรบ้าง

เนื่องจากบ.น้ำมันในบ้านเราใหญ่ๆที่มีงาน surface facility มันก็น้อยราย อีกทางก็คืออ้อมอีกนิด คือบ.น้ำมันพวกนี้ไม่ได้สร้าง platform เอง จริงไหม ก็ต้องจ้างบ.เอกชน เช่น Foster Wheeler, BV, Mc Dermot, Nippon steel, ฯลฯ มีมากกว่านี้แต่ผมจำชื่อไม่ได้ เพราะผมไม่ได้อยู่ส่วนงานนี้ แค่ได้ยินชื่อผ่านๆมาก็มีบ.ที่ว่านี่แหละ ไปทำอยู่กับพวกนี้ แล้วก็ค่อยมาสมัครกับบ.น้ำมันก็ได้ครับ

ส่วน บ. seervice อย่าง SLB ที่เกดเล็งไว้ บอกตรงๆว่าถ้าจะยาก ถึงแม้ว่าเขาจะรับวิศวกรทุกสาขา แต่ส่วนมากจะรับเด็กๆจบใหม่ไม่เกิน 3-4 ปี และเกรดต้องดีด้วย แต่ถ้าบ.service กลางๆเล็กๆก็น่าจะพอเล็งไหว อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ว่าเราไม่ตรงเขาจะรับไหม เนื่องจากงานพวกนี้เป็นงานเฉพาะ ไม่มีม.ที่ไหนผลิตคนได้ตรงหรอกครับ เอาไปหัดใหม่ทั้งนั้น ดังนั้นเกดสมัครไปเถอะครับ ไม่ต้องกลัวว่าตอบคำถามเขาไม่ได้แล้วจะหมดสิทธิ์โดนเรียกในโอกาสถัดไป มีมากมายครับที่ตกจากงานหนึ่ง ไปได้อีกงานหนึ่งของบ.เดียวกัน บ.พวกนี้ โดยเฉพาะ big 4 (SLB HES Baker WFD) มีหลายๆสินค้าและบริการที่ต้องการวิศวกร(ทั้งสนามและไม่สนาม)ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เราสมัครไปตำแหน่งหนึ่งตกเพราะคุณสมบัติไม่ตรงหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าเขาเก็บไฟล์ไว้ให้กับอีกแผนกถ้าเขาเห็นว่าแบบนี้น่าจะทำกับแผนกนี้มากกว่า สรุปว่า อย่าคิดไปเองครับ ยึกยักไม่ปาลูกดอกออกไปแล้วมันจะโดนเป้าได้ไงครับ ถึงมันไม่โดนเป้าที่เล็งแต่มันก็ปักเข้าไปสักที่ในวงกลมนั่นล่ะ(ว่ะ) แล้วค่อยขยับเอาทีหลังอีกที

สรุปอีกทีว่า อย่าคิดไปเอง สมัครไปก่อน เล็งไปที่งาน surface facility ของ บ.น้ำมันและบ.รับจ้างสร้างแท่น อย่าง profile xxx ผมว่าพอมีสิทธิ์ลุ้นนะครับ ส่วนพวกบ. service อย่าหวังมากแต่สมัครไปเถอะครับ field eng อาจจะหวังยากหน่อย (ด้วยปัจจัยอายุ แต่อย่าท้อ ดูจากรูปผมว่า xxx ไม่น่าจะอายุถึง xxx ด้วยซ้ำ) แต่ application eng น่าจะมีลุ้นครับ ดูเหมือน xxx รอบคอบ คิดโน้นคิดนี่ไปหมด แต่บางทีออกแนวๆลูกทุ่งๆหน่อย(แต่อย่ามาก) ก็ไม่เลวนะครับ หมายถึง คิดอย่ามาก แต่ทำไปเลย สมัครไปเลย เดินไปหาเลยอะไรแบบนี้น่ะครับ ตอนคุยตอนสัมภาษณ์ก็อย่าไปคิดมากว่าไม่ตรงโน้นนี่นั่น แสดงให้เห็นถึงความมั่นใน ความมุ่งมั่นให้มากๆ เอาไว้ได้นัดสัมภาษณ์ที่ไหน ตำแหน่งอะไรแล้วค่อยมาคุยกันอีกที จะแนะนำให้

(ไปดูรายชื่อบ.ประเภทต่างๆได้ในห้องสมุดผมตอนที่หนึ่งมีให้ดาวโหลด ถ้าไม่ทราบว่าประเภทไหนเป็นไง ก็ไปอ่านในบล๊อกได้ ผมแบ่งเป็นประเภทไว้แล้ว) โชคดีนะครับ ... พี่นก ...

อ่านต่อเลือกคลิ๊กกันเลยครับ
FAQ #1 FAQ #2 FAQ #3 FAQ #4 FAQ #5 FAQ #6 FAQ #7 FAQ #8 FAQ #9 FAQ #10 FAQ #11 FAQ #12 FAQ #13 FAQ #14 FAQ #15 FAQ #16 FAQ #17 FAQ #18 FAQ #19 FAQ #20 FAQ #21 FAQ #22 FAQ #23




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2554    
Last Update : 12 เมษายน 2556 15:29:28 น.
Counter : 1351 Pageviews.  

FAQ-21 update 23/3/2013

รบกวนถามพี่นกหน่อยค่ะว่า ตอนนี้หนูรอสัมภาษณ์รอบ2กับ schlumberger ในตำแหน่ง wireline อยู่ค่ะ คือหนูอยากทราบว่าหากหนูทำในตำแหน่ง wireline สัก2-3ปี แล้วหลังจากนั้นถ้าหนูไปสมัครเข้า สผ. หรือchevron จะมีโอกาสไหมค่ะ เพราะเท่าที่ทราบตำแหน่งwirelineของ schlumberger ต้องทำ 5-6ปี ถึงได้เข้าออฟฟิศ แต่หนูไม่อยากอยู่fieldนานขนาดนั้นค่ะ เพราะตอนนี้หนูก็27แล้ว กะว่า30 ก็อยากมีครอบครัวกับเค้าบ้างอ่ะค่ะ แล้วมีคนบอกว่ายิ่งทำ field นานยิ่งย้ายไปที่อื่นยากเพราะอายุมากเกินไปจริงนั้นไหมค่ะ

รบกวนอีกคำถามนะค่ะ ตำแหน่งcompletion engineer ของ chevron เค้าทำอะไรบ้างค่ะ แล้วตอนสอบสัมภาษณ์เค้าถามแต่วิชาการรึป่าวค่ะ


ขอพูดตามตรงเลยนะ wireline field eng SLB 2-3 ปี ในสนามเนี้ย โดยเฉพาะสมัยนี้ ผมว่าน้อยไปนะ เพราะปีแรกก็เป็นแค่ training ปี อีก 1-2 ปี ก็เป็นแค่ FE หรือ SFE คือ senior field eng แต่สุดยอดขั้นต่ำของ wirelien field SLB ต้องเป็น GFE ซึ่งคือ general field eng โดยปกติใช้เวลาทั้งหมด (รวมช่วงเป็น trainee ในสนาม - JFE) ด้วยราวๆ 5 ปีครับ คือมันจะมี 4 ขั้น JFE -> FE -> SFE -> GFE แต่ล่ะขั้นใช้เวลา 1.5-2 ปี ถ้าปกตินะ ยกเว้นบาง location ที่ปัจจัยเอื้อ และ คนๆนั้นเก่งจริง อาจจะใช้ขั้นล่ะ 1 ปี แต่ไม่มีต่ำกว่านั้น ผมเอง (ex-wirelien SLB) ใช้เวลา 5 ปีกว่าจะเป็น GFE ได้

ความเก๋าความกึ๋นซึ่งรวมไปถึงความเชื่อถือมันอยู่ที่ระยะเวลาในสนาม

ถามว่าได้ไหม ผมก็ตอบว่าได้แหละครับแค่ 2-3 ปีแล้วมา สผ. มา CV มันก็ได้ แต่อาจจะไม่ง่าย เพราะเขาก็เลือกคนที่อยู่สนามมา 5-6 ปีก่อน ยกเว้นจังหวะที่หนูออกมาแล้วไม่มีคน 5-6ปีให้เลือก เขาก็จะเอาหนู (ที่แค่ 2-3ปี) แต่เขาก็ถือว่ามีภาษีดีกว่าเด็กใหม่นิดหน่อย ไม่ถือว่าเป็น mid career หรือ ไม่เป็นพวก plug and play

ยิ่งทำ field นานยิ่งย้ายไปที่อื่นยากเพราะอายุมากเกินไปจริงนั้น - จริงครึ่งเดียวครับ จริงที่ยิ่งนานยิ่งย้ายยาก แต่ไม่ใช่เป็นเพราะอายุ แต่เป็นเพราะ

1. รายได้ งานสนามรายได้สูงกว่า เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยใจ
2. ติดสไตล์ชีวิตสบายๆทำครึ่งพักครึ่ง อิสระ อาชีพเสริมเพียบตอนช่วงพัก
3. หยิ่งในประสบการณ์ รู้แคบลงๆ เพราะทำอยู่ไม่กี่อย่าง แต่โคตรชำนาญเลย รับไม่ได้ที่ต้องมาทำงานกระดาษ ประชุม รายงาน พินอบพิเทา ฯลฯ

ตรงข้าม ถ้าไม่แคร์ 3 ข้อที่ว่า ย้ายงานง่ายนิดเดียว ทุกบ. ย้ำ ทุกบ. ต้องการ Field eng ในงานที่เกี่ยวข้องมานั่งในออฟฟิตมากๆ เพราะส่วนมากติด 3 ข้อที่ว่า (โดยเฉพาะ 2 ข้อแรก) แล้วลากเท่าไรก็ไม่ยอมกลับมาเข้าฝั่งเข้าออฟฟิต ยิ่งพวกประสบการณ์ในสนาม 7 ปีขึ้นนี่ หายากมากๆที่จะกลับออฟฟิต ควานหาจ้างกันให้วุ่น

ถ้าหนูอยู่สนามได้ถึง 6-7 ปี ผมการันตี เชื่อขนมกินได้เวลว่าวันที่หนูอยากกลับฝั่ง มีแต่หนัวหน้าจะง้อ ถ้าบ.เดิมไม่ง้อ บ.อื่นในระนาบเดียวกันก็มาซื้อตัว เชื่อเถอะ ...

ผมอยากให้คุณมองไกลๆยาวๆ งานสนามกับชีวิตครอบครัวไม่ค่อยไปด้วยกันโดยเฉพาะกับผู้หญิง คุณต้องเลือกแล้วล่ะครับ ... โดยเฉพาะแต่งงานระหว่างอยู่ในงานสนามเนี่ย ทำใจยากครับ เข้าๆออกๆฝั่ง เดินทางก็บ่อย แถม SLB ย้ายคนข้ามประเทศเป็นว่าเล่น

ตำแหน่ง completion engineer ของ chevron เค้าทำอะไรบ้างค่ะ แล้วตอนสอบสัมภาษณ์เค้าถามแต่วิชาการรึป่าวค่ะ -

ตอบยากครับ เพราะมันเป็นเรื่องของเทคนิค หลักๆก็ออกแบบและติดตั้งงาน completion หลุม มีทั้งงานสนามและงานในออฟฟิต แต่โดยมากก็ออกไปสนามก่อนล่ะครับ ... สัมภาษณ์ อืม ... ไม่มีใครมาเล่าให้ฟังเลยครับ แต่ก็ไม่น่าจะต่างกับงานสนามอื่นๆ ในบล๊อกผมมีคนมาเลยเยอะแยะเกี่ยวกับงานสัมภาษณ์ของ CV ลองไปอ่านๆดู ผมว่า หลักๆก็ไม่น่าต่างกันนะครับ ... พี่นก ...

==============================

หลังจากหายไปนานครับ ผมก้อไปศึกษาข้อมูลเรื่องเรียนต่อพร้อมกับได้สอบติด ป โท ปิโตร ที่จุฬาเรียบร้อยครับเริ่มเรียนเดือนมิถุนายนนี้ครับ ส่วนเรื่องเรียนต่อที่ต่างประเทศ ผมคงพักไปก่อนในปีนี้ครับ......อาจจะ ivintake ช่วงมกราคม ปีหน้า พอดีว่าอยากทราบรายละเอียดของ reservoir engineer ที่ PTTEP อ่ะครับเกี่ยวกับ คือผมสนใจตำแหน่งนี้มากๆครับ และคิดว่าหลังเรียนจบจะหางานในตำแหน่งนี้ครับ

ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ที่ได้เรียนอย่างที่หวัง และ หลายๆคนอยากเรียนที่นี่แต่ไม่มีโอกาสดีเหมือนคุณ ขอให้ขยันเรียนมากๆนะ

1. พวกเนื้องาน หน้าที่

เดี๋ยวคุณไปเรียนก็รู้เองแหละครับว่าหน้าที่อะไร คร่าวๆก็ประเมิน ว่ามีไหม มีแค่ไหน และ กำหนดวิธีการผลิตปิโตรฯ ผลิตยังไง อัตราการผลิตแค่ไหน นั่นแหละครับ

2. เงินเดือนปัจจุบัน หรือคล่าวๆก็ได้ครับ

เท่าที่ทราบ จบใหม่ เกรดสวย 42000+ ต่อเดือน เกรดไม่สวยก็ลดหลั่นกันไป อ้อ ขึ้นกับราคาน้ำมันตอนคุณหางานด้วย ราคาน้ำมันดี ขยายงานขุด ฯลฯ แรงงานก็ราคาดี

3. Career pathที่ดีของ reservoir engineer สมมติเช่น เปนตำแหน่งนี้ไป 5ปี จากนั้นเปนอะไรต่อ พอสูงขึ้นถึงทางแยกควรจะไปไหนต่อ(เพื่อให้เหมาะสมกับโลกในอนาคต)

ส่วนมากก็เป็น Asset Manager พูดง่ายๆคือเจ้าของผู้รับผิดชอบพื้นที่สัมปะทานผลิตนั่นแหละครับ มันก็มีทางไปทางเดียวนี่แหละครับ ไม่งั้นก็อยู่ฝ่ายเทคนิคเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆไป

4. เมื่อเทียบกับ reservoir eng ของ chevron อ่ะครับ (เนื่องจากเหนประวัติของพี่ๆreservoir engแล้ว มักเริ่มต้นที่ ปตท สผ แล้วไป ยูโนแคล หรือ chevron)

แต่ว่ากลับๆกันก็มีนะครับ เริ่มที่ CV แล้วมาจบที่ สผ. ก็ไม่น้อย เทียบกันเหรอ ผมก็ไม่ทราบนะครับ ผมอยู่วงนอกก็เลยไม่รู้จะออกความเห็นยังไง ... พี่นก

========================

บริษัท transoceanเค้านัดไปสอบนะครับ ตำแหน่ง AD Trainee พี่นกพอจะรู้แนวขอ้สอบบ้างมั้ยครับ ผม่ไม่รู้ว่าเค้าจะเทสด้านไหนบ้างนะครับเลยลองเมลล์มาถามพี่นกดู

ผมคิดว่าน่าจะเป็นทักษะช่างพื้นๆมากกว่าครับ ตำแหน่งนี้มี 2 แนวครับ แนวนึงบ.เอาไว้เป็นทางผ่านให้ขึ้นไปเป็นวิศวกรที่รับผิดชอบสูงๆขึ้นไป

คือบ.โปรแกรมไว้แล้วว่าให้อยู่ที่ตำแหน่งนี้ 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วขึ้น เป็น AD-D-tour Pussher - tool pusher - OIM - Rig manager อะไรแบบนั้น (เหมือนเอาอนาคตผจก.แบงค์ไปเป็น teller รับฝากเงินตามเคาเตอร์สาขาสักปีให้ซึ้งงาน หรือ เอาผจก.สาขาโลตัสไปเป็นแคชเชียร์สัก 6 เดือน เอาไปขับรถส่งของอีก 3 เดือน ฯลฯ นั่นแหละครับ) อีกแนวนึงคือไม่ได้ไปทางนั้น คือเป็น AD ไปตลอดชาติ เป็นแล้วเป็นเลย ถ้าผลงานดีก็ค่อยว่ากันช๊อตต่อช๊อต

ผมไม่รู้ว่าบ.เขามีแนวไว้ยังไงกับตำแหน่งนี้ เพราะแนวสัมภาษณ์น่าจะต่างกัน ถ้าแบบแรกเป็นทางผ่าน ก็คงถามลึกๆทางวิศวกรรมหน่อย ถ้าแบบหลังเป็นแล้วเป็นเลย ก็ไม่น่าถามลึก ถามพื้นๆเพราะเป็นระดับช่างเทคนิคธรรมดาๆ

ตามที่ผมเข้าใจ น่าจะเป็นแบบแรกนะครับ เพราะแบบหลังประเภทเป็นแล้วเป็นเลย ส่วนมากบ.แท่นจะจ้างเอาจากบ.นายหน้า จบปวส.ก็ได้แล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องสวัสดิการมากมาย ย้ายแท่นออกจากอ่าวฯแล้วก็ไม่ต้องเอาไปด้วย แต่แบบแรกจะเป็นลูกจ้างบ.เลย ไปไหนไปกันเรียกว่าโกอินเตอร์ไปกับแท่นนั่นแหละครับ

ดูง่ายๆคุณเอาวุฒิอะไรสมัคร ถ้าวุฒิวศบ. ก็น่าเป็นแบบแรก แต่ถ้าวุฒิปวช/ส. ก็น่าจะแบบหลัง ... แต่ไม่ว่าเป็นแบบไหน .... จำคำถามมาแบ่งปันเพื่อนๆด้วยนะครับ ... พี่นก

=================================

หนู xxx มีคำถามจะถามค่ะ อาจจะฟังดูออกแนวไม่น่าถามนะค่ะ คือหนู xxx อยากจะรู้ว่าทำไมพี่นกถึงเลือกมาทำงานด้านนี้อ่ะค่ะ ตอนที่จบมาใหม่ๆๆอ่ะค่ะ พี่นกมีเหตุผลหลักๆๆไหมค่ะ

ตอบตรงๆนะ หนูฟังแล้วอาจจะหงายหลังตึง ... แล้วบอกว่า ทำไม role model ฉานเป็นยังงี้

คืองี้ ...

เท้าความนิด ... เพราะสภาพแวดล้อม ค่านิยมมันไม่เหมือนกัน หนู xxx อาจจะไม่เข้าใจและหัวเราะเยอะการตัดสินใจของพี่

สมัยพี่นกจบวศบ.ลาดกระบังในปี 89 ตอนนั้นมี 5+1 ภาค คือไฟฟ้า 5 ภาค + 1 เครื่องกล มี ไฟฟ้ากำลัง อิเลค โทรคมฯ คอมฯ ควบคุมฯ และ เครื่องกล พวกเราแยกภาคกันตั้งแต่ปี 2 สมัยนั้น role model ของพวกเราไม่ใช้ AF เดอะสตาร์ บิ๊กบราเธอร์แบบสมัยนี้ (ที่พวกวัยจ๊าบจำชื่อจริงชื่อเล่น+ประวัติได้แม่นกว่าพ่อแม่เขาอีก)

role model ของคนรุ่นพี่นกคือ ใครเอ็นติดแพทย์รามา จุฬา มหิดล อันดับหนึ่ง ใครสอบ pre-entrance ให้อันดับหนึ่ง อันดับ 1 จุฬาเป็นใคร อันดับ 1 ลาดกระบังคือใคร จบม.ปลายที่ไหนมา ล่ามาแล้วกี่รางวัล ใครได้ทุนคิงปีนี้ แล้วเขาไปต่อที่ไหน อะไรแนวๆนั้น ดังนั้นเด็กๆส่วนใหญ่ในรุ่นพี่นกจึงมุ่งไปทางความเป็นเลิศทางวิชาการเสียมาก เนื่องจากวงการฯอื่นมันเปิดให้น้อย เช่น ไม่มีเวทีค้นฟ้าคว้าดาวให้เด็กเรียนหมอเรียนวิศวะขึ้นไปร้องเพลง หรือแม้แต่เวทีนางสาวไทยก็ไม่มีหมอเข้าประกวด เวทีพรีเซนเตอร์สินค้าสวยๆแจ่มๆก็เด็กพานิชยึดเสียหมด วงการพริ๊ตตี้ก็ยังไม่มี

ใน 5+1 ภาคนั้นก็จะมี ที่ 1 ของแต่ละภาค ซึ่งก็อันดับหนึ่ง (class rank) และ เกียรตินิยมอันดับ 1 (1st cl hon) ทั้งหมด 6 คน พี่นกก็เป็น 1 ใน 6 พูดง่ายๆคือเป็น top boy ของภาค ได้ทั้ง class rank #1 และ 1st hon

คราวนี้ หนทางต่อไปของสมัยนั้นมีไม่กี่ทาง โดยเฉพาะเด็ก top boy คือเรียนต่อ ฐานะทางบ้านพี่ก็ไม่ได้ร่ำรวย รับราชการทั้งคู่ น้องอีก 3 คน สนามบินดอนเมืองไปทางไหนไปยังไงยังไม่รู้เลย (สุวรรณภูมิยังไม่ถมดินเลย ยังเป็นหนองงูเห่าอยู่)

ทางเดียวที่ทำได้คือหาทุน ไปนอกให้ได้ ... เป็นความฝันอย่างเดียวเลย กดดันตัวเองโคตรๆ (ตอนหลังโตขึ้นถึงรู้ว่า กดดันตัวเองอย่างไร้สาระ) ก็ออกล่าทุนกันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบ คราวนี้มันอาภัพอีตรงที่ตอนนั้นบรรดาผู้ให้ทุนไม่เข้าใจระบบการเรียนการสอนของลาดกระบัง เอาเกรดพวกเราทั้ง 5+1 ภาคมาเทียบกัน ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้ เพราะเรียนรวมปีเดียว แยกเรียนตั้ง 3 ปี พี่นกได้ที่ 1 ภาคก็จริง และ 1st hon ก็จริง แต่เกรดมันน้อยที่สุดใน 5+1 คนนั่น เลยไม่ได้สักทุน ส่วนเพื่อนที่เหลือได้ทุนไปนอกหมดเลย (ส่วนจะไปเหลือไม่ก็แล้วแต่คน จำได้ว่า มี 1-2 คนไม่ไปต่อนอกเลย ทำงานก่อน 1-2 ปีค่อยไป)

พอดี๊พอดี SLB มารับคนที่คณะฯ (สมัยนั้น SLB cert ประเทศไทยแค่ 3 ม. ลาดฯ จุฬา และ บางมด) จำได้ว่าสไลด์แผ่นแรกที่ recruiter เอาขึ้นปิ้งบนเครื่องฉายเขียนว่า Anytime Anywhere No choice หนาวไหมล่ะ ....

แต่ก็รู้มาว่า จัดหนัก จ่ายหนักและที่สำคัญคือได้ "ขึ้นเครื่องบินไปนอก" อันหลังนี่แหละที่ทำให้ตัดสินใจไป (ไม่เกี่ยวกับ จัดหนัก และ จ่ายหนัก เลยให้ตายซิ) รวมเงินทั้งบ้าน พ่อแม่ให้ + ทุบกระปุก ได้มา 5000 บาท (แค่ 200 $ สมัยนั้น) แห่ไปส่งทั้งบ้านที่ดอนเมือง บินไปเมล์เบิร์น ออสเตรเลีย ... จากนั้นก็เป็นอีก 1 ชีวิตที่ได้นำมาเล่าขาน และ เปิดบล๊อกกัน ทุกวันนี้แหละครับ

ถ้าจะให้ตอบสั้นๆว่า "ทำไมถึงเลือกมาทำงานด้านนี้" คือ อายเพื่อน เสียหน้า ไม่ได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ไม่ได้โท เอก จากเมืองนอกเหมือนเพื่อนๆเขา

อาจจะเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่านัก และที่แน่ๆไม่น่าเลียนแบบ แต่เนื่องจากพี่นกเป็นคนทำอะไรทำจริงจัง ตั้งใจ ทุ่มเท และอึด (แม้ว่าบังเอิญมาทำในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจเลือก) มันจึงประสบความสำเร็จ ดังนั้น ถ้าอ่าน FAQ พี่นก จะเห็นว่าพี่นก เน้น ย้ำและชมเชย น้องๆที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้จักทำการบ้านวางแผน และ มุ่งไปตามฝันอย่างไม่ย่อท้อ เพราะไม่อยากให้มาแบบฟลุ๊กๆเหมือนพี่นก แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจคนที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าต้องการอะไร หรือ กลุ่มที่ตกกระไดพลอยโจนต้องทำในสิ่งทิ่ตัวเองไม่ได้เลือก เพราะว่าเคยเป็นมาก่อนเช่นกัน ... พี่นก

(ทราบมาหลังไมค์ว่ามีสถาบันการศึกษาหนึ่ง ให้เกียรติบล๊อกผมมาก โดยการเอาบทความถามตอบของผมไปแปะบอร์ดกลางที่สาขาวิชา ก็ถือโอกาสฝากน้องๆที่กำลังเรียนตรงนี้เลยครับ ถึงเวลาแล้วครับที่คุณจะต้องถามตัวเองว่า

"ฉันต้องการทำอะไร เป็นอะไร และ จะไปที่ตรงนั้น ที่ๆอยากเป็น ที่ๆอยากทำ ฉันต้องมีอะไร ฉันมีสิ่งนั้นหรือยัง ถ้ามีแล้วมีพอไหม จะหาที่ขาดได้อย่างไร หรือถ้ายังไม่มี จะไปหามาจากไหน ใช้เวลาแค่ไหน และที่สำคัญกว่าคือ ถ้าไปไม่ถึงจริงๆ อย่าเอาหัวไปชนกำแพง มีแผนสำรองคืออะไร จะวกกลับไปตามฝันอีกหรือไม่ ถ้าจะวกกลับไป จะไปตอนไหน ... ฯลฯ"

รู้ตัวก่อน วางแผนก่อน เริ่มก่อน ก็เท่ากับไปได้เกินครึ่งทางแล้ว
อย่าเอาอย่างผมที่ฟลุ๊คๆมาอยู่ที่ตรงนี้ มาได้แบบก๊งก่ง งงๆเง็งๆ ...)

==================================

หนูจบไฟฟ้ากำลังค่ะ เกรด 3.13 ตอนนี้พึ่งเริ่มทำงาน xxx ค่ะ เป็นบ.consult oil&gas พี่พอจะรู้จักมั้ยค่ะ จริงๆแล้วหนูอยากทำงานสายพลังงานค่ะ เหตุผลจริงๆ คือหนูชอบความท้าทาย ลุยๆ แล้วก็อะไรที่แปลกใหม่ค่ะ พี่นกว่าถ้า xxx ทำงานที่นี่ไปก่อนจะดีมั้ยค่ะ ส่วนมากมันจะเป็นงานเอกสารค่ะ ก็เลยกล้วว่าจะเรียนรู้ได้ช้า แล้วจะสามารถเข้าทำงานที่บ.น้ำมันบ้างได้มั้ย คือว่าไม่จำเป็นต้องประจำแท่นก็ได้ค่ะ แค่ไปบ้างก็พอค่ะ มันคงยากใช่มั้ยค่ะที่ผู้หญิงจะทำที่นั่น มันพอจะมีตำแหน่งอะไรมั้ยค่ะที่ xxx พอทำได้

อ้อ พอดี xxx อยากเรียนภาษาที่สามค่ะ จริงๆอยากเรียนญี่ปุ่นค่ะ แต่เคยอ่านว่าพี่แนะนำจีน ญี่ปุ่นพอได้มั้ยค่ะ พอดีชอบ^^ แต่จริงๆอังกฤษ xxx ก็ยังไม่เลิศเท่าไหร่ โทอิกคงไม่เกิน 600 นันแค่คิดว่ามันควรจะฝึกพูดมากกว่านั่งเรียนแล้วตอนนี้ หรือพี่ว่า xxx ควรเอาอังกฤษให้ดีก่อนแล้วค่อยเรียนอีกภาษาค่ะ หรือควบมันซะเลย


ฟังจากที่หนูเล่ามาแล้ว คิดว่าไม่น่าจะทำที่ บ. consult นี้มานานเท่าไรนะครับ (ไม่น่าถึง 1 ปี) คืองี้ครับ บ. consult เนี้ย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าที่ปรึกษา ดังนั้นประสบการณ์ต่างๆนั้นสำคัญ ส่วนใหญ่บ.ที่ปรึกษาจะเป็นที่หลังๆที่คนมีประสบการณ์แล้วเข้ามาอยู่กัน พูดง่ายๆคือขี้เกียจทำเองแล้วมาขายประสบการณ์นั่นแหละครับ ไม่เหมาะกับเด็กจบใหม่เท่าไร (ในสายตาผม) เพราะถ้าอยู่ๆไปก็คงจะรู้แต่ทฤษฎีว่าเขาให้คำปรึกษาอะไรยังไง คำนวนอะไรยังไง แต่ถามว่าเคยเอาไอ้ที่ให้คำปรึกษามาลงมือทำจริงๆไหม ก็คงไม่มีโอกาส เพราะบ. consult ไม่ได้มีโครงการเป็นของตัวเองนี่นา

ดังนั้นหนูเข้าใจถูกแล้วล่ะว่าจะเรียนรู้อะไร(ด้วยตัวเอง)ได้ช้า ผมแนะนำให้ออกล่าส่ง CV ไปตามบ.น้ำมันวันนี้เลย เกรด 3.13 ก็นับดีพอควร ไปดูในรายชื่อบ.ในวงการในห้องสมุดผมนะ ยิ่งหนูไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องออกประจำแท่นก็ไม่น่าหายาก เสร็จแล้วค่อยวกกลับมาทำบ.consult ก็ยังได้ในตอนปลายๆที่มีประสบการณ์พอควรแล้ว อย่างน้อยก็พอพูดได้ว่าฉันทำมาแล้วนะ

ส่วนเรื่องภาษา ถ้าหนูมีเวลา และสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยก็ เรียนคู่กันไปเลยก็ได้นี่ครับ ผมเชื่อว่าสมองสดๆซิ่งๆอย่างหนูรับไหว (แต่ถ้าโดนแอลกอฮอล์ไปแล้วบางส่วนอย่างพวกแก่ๆอย่างรุ่นผมอาจจะไม่แน่ะนำ - ฮ่า) ส่วนจะจีนหรือญี่ปุ่น ในแง่อาชีพในวงการฯเนี่ย ยังไงๆผมก็แนะนำจีนกลางครับ อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรฯต้นน้ำของญี่ปุ่นเล็กมากๆครับ เล็กกว่าของไทยอีกครับ ในขณะที่จีนกำลังครองโลกอุตสาหกรรมนี้ หลายคนนะครับที่เกรดไม่สวยมาก ประสบการณ์ไม่ตรงเท่าไร บ.ไทยหรือ ตะวันตกไม่รับ แต่พูดจีนได้ก็ไปแจ้งเกิดกับจีน รับเงินเดือนน้อยๆทำงานหนักๆ 2-3 ปี ก็มาสมัครใหม่กับบ.อเมริกา ยุโรป ก็เรียกได้ว่าเป็นหนทางชุบตัวอีกทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากลงทุนออกมาเรียนโทฯ หรือตอ่นอก ในกรณีที่ปัจจัยต่างๆไม่เอื้อ

เอาว่าถ้ายังจะไปตามฝันในวงการพลังงาน ก็รีบๆร่อนในสมัครได้แล้วครับ .... พี่นก

----------------------------------------

ผมไม่เข้าใจคำว่า บริษัทต้นน้ำ กับ บริษัทปลายน้ำ ครับ อ่านแล้วแยกไม่ค่อยออกครับ บริษัทต้นน้ำเป็นบริษัทประเภทไหน และบริษัทปลายน้ำเป็นบริษัทประเภทไหน และทั้งสองแบบทำหน้าที่อะไรในกระบวนการบ้างครับ

ต้นน้ำแปลตรงๆมาจาก upstream ปลายน้ำก็ downstream แบ่งกันตรงไหน ผมเคยเขียนไว้แล้วในบล๊อกแต่จำไม่ได้ว่าตอนไหน (เยอะจนลืม)

ตัดแบ่งกันที่หลังโรงกลั่นครับ ต้นน้ำเรานับตั้งแต่ปิโตรฯมันนอนของมันอยู่ดีๆในช่องพรุนของชั้นหิน แล้วมันก็เดินทางมาจนถึงวาว์ลหลังโรงกลั่นนั่นแหละครับ บ.ที่เกี่ยวดองหนองยุ่งจากตรงใต้ชั้นหินนั้นมาจนถึงวาว์ลหลังโรงกลั่นเราเรียกว่าบ.ต้นน้ำทั้งหมด ส่วนบ.ปลายน้ำก็นับแต่ตัวโรงกลั่นเอง โรงปิโตรเคมี + โรง ฯลฯ ไปจนถึงปั๊มน้ำมัน และ ร้านขายปิโตรเคมีภัณฑ์(ปุ๋ยบางชนิดก็ใช่ครับ)ปากซอย และ บ.เกี่ยวเนื่องทั้งหมดครับ

---------------------------------------

พนักงานของ บ. service ปกติเวลาอยู่บนแท่น เราต้องใช้เงินซื้ออะไรมั้ยครับ เช่น ข้าวแต่ละมื้อ ถ้ามีค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณเท่าไหร่ครับ จะเอาไปคำนวณค่าใช้จ่ายน่ะครับ

ไม่มีรายจ่ายอะไรครับ เงินทองไม่รั่วไหล กินฟรี 8 มื้อ (รวมอาหารว่างระหว่างมื้อ) ที่นอนฟรี มีคนซักผ้า ปูเตียง ทำความสะอาดห้องให้ มี inetrnet รวมให้ใช้ฟรี เรามีหน้าที่ทำงานอย่างเดียว ยกเว้นบางแท่นเท่านั้นที่ มีตู้โทรฯสาธารณะให้ โดยต้องซื้อบัตรแบบบัตรเติมเงิน บางแท่นก็ระบบโควต้าเข้าแถวต่อรอกัน บางแท่นไม่มีโทรฯให้เลย

แต่ผมชอบนะที่คุณถามละเอียด คิดรอบคอบ มันสะท้อนว่าคุณเป็นคนที่วางแผนได้อย่างรัดกุม ไม่ไปตายเอาดาบหน้า ผมเชื่อว่าถ้าคุณยังรักษาวิธีทำงานแบบนี้อยู่ รับรองว่าคุณทำอะไรก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง

เรทเงินเดือนขั้นต่ำสุดกับค่าออกพื้นที่ของ พนักงาน ที่ทำหน้าที่ซ่อมหรือบำรุงรักษาเครื่องจักรต่างๆมั้ยครับ

ไม่ทราบจริงครับ ให้เดาๆ รวมเงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงออกไปทำกลางทะเล ก็น่าสัก 1.3-1.5 เท่าของงานแบบเดียวกันบนฝั่งนะครับ - พี่นก

=============================

ผมชื่อ xxx อายุ 22 ปีครับ จบการศึกษาจาก xxx ครับ สาขา วิศวกรรมไฟฟ้า(xxx) GPA 2.95 ครับ ภาษาอังกฤษออกแนวแย่ครับ ตอนนี้ผมสมัคร workforce CV , elec technician halliburton , drilling school tpti

จึงอยากถามพี่นกครับ ว่าผมควรจะทำอย่างไรดีครับเพื่อที่จะได้เข้าในวงการนี้ (ผมสามารถเริ่มจาก non skill ได้ครับแต่จะมีที่ไหนรับบ้างครับ) ภาษานี้ตอนนี้ก็กำลังจะหาที่เรียนภาษาเพิ่มเติมครับ แล้วถ้าผมไม่ได้งานที่ผมสมัครไปข้างต้นแล้ว ผมคิดว่าจะหางานทำใน กทม หรือ ใกล้เคียงก่อนครับพี่นกช่วยแนะนะหน่อยครับว่าควรจะทำงานประเภทไหนที่มีผลสำหรับการที่จะเอาประสบณ์การมาเพื่อที่จะเข้ามาสู่ในวงการนี้ครับ แล้วถ้าผมไม่ทำงานแต่จะเรียนต่อ ป.โท ที่ไหนน่าเรียนบ้างครับ ราคาแพงมากไหมครับ แล้วเค้ารับตรีไฟฟ้า ป่าวครับ

ผมแนบ CV ที่ส่งไปสมัครงานมาให้พี่ดูด้วยนะครับ

ผมควรจะทำอย่างไรดีครับเพื่อที่จะได้เข้าในวงการนี้ (ผมสามารถเริ่มจาก non skill ได้ครับแต่จะมีที่ไหนรับบ้างครับ)


มี 2 ทางให้เลือก 1 เรียนต่อ 2 ไปเริ่มจาก non skill เอาวุฒิปวส.ซึ่งคุณมี(ดูใน CV) บ.นายหน้าครับ ในบล๊อกห้องสมุดเล็กๆฯมีรายชื่อบ.แยกประเภทให้ดาว์โหลด สมัครไปเป็นช่างกึ่งทักษะก็ได้ คือของให้ได้ออกไปแท่นเถอะ แท่นบกฯก็ยังดี

ภาษานี้ตอนนี้ก็กำลังจะหาที่เรียนภาษาเพิ่มเติมครับ ด่วนมากๆเลยครับ ให้ความสำคัญอันดับ 1 เลยตอนนี้เรื่องนี้ ไม่ช้าก็เร็วมันจะช่วยคุณได้แน่ๆ เป็นไปได้ ขอจีนกลางอีกภาษานึงจะดีมาก

ควรจะทำงานประเภทไหนที่มีผลสำหรับการที่จะเอาประสบณ์การมาเพื่อที่จะเข้ามาสู่ในวงการนี้ครับ งานบู๊ๆลุยๆ เช่น งานควบคุมการติดตั้งเครื่องจักรเครื่องกล อุปกรณ์ไฟฟ้าสนาม คุมงานก่อสร้าง คุมการซ่อมบำรุงเครื่องจักรโรงงาน

เรียนต่อ ป.โท ที่ไหนน่าเรียนบ้างครับ เมืองไทยมีให้เลือกไม่มาก เช่น โทฯปิโตรจุฬา สารพัดหลักสูตรที่ขึ้นต้นด้วย Geo หรือ offshore หรือ Subsurface ของ AIT บางมดฯ สุรนารี แต่ถ้าเมืองนอก เพียบ google ช่วยได้ครับ

ราคาแพงมากไหมครับ คงต้องโทรฯถามบัณฑิตวิทยาลัยของแต่ล่ะที่ล่ะครับ เบอร์โทรฯในเว็บก็คงมี ทำการบ้านเพิ่มอีกนิดนึง

รับตรีไฟฟ้า ป่าวครับ ไม่น่ามีปัญหานะครับ ป.ตรีไฟฟ้าเป็นอะไรที่พื้นๆพอๆกับตรีเครื่องกล

ผมแนบ CV ที่ส่งไปสมัครงานมาให้พี่ดูด้วยนะครับ - ก็โอเคนะ CV เด็กจบใหม่ สั้นๆกระทัดรัดดีแล้ว

========================

มีข่าวดีที่สุดมาบอกค่ะ หนูxxxผ่านแล้วนะค่ะ ได้ไปดู field exposure วันที่ 5-10 มิถุนายนค่ะ หนูอยากจะขอบคุณพี่นก รวมทั้งพี่ตูนมากๆๆเลยนะค่ะ ที่ได้ทำให้หนูได้มาถึงจุดนี้อ่ะค่ะ ขอบคุณมากๆๆค่ะ แล้วก็อยากจะขอคำชี้แนะเรื่องการไปดู field ด้วยอ่ะค่ะ

ผมดีใจด้วยมากๆเลย ...

ที่ได้ทำให้หนูได้มาถึงจุดนี้ ... พี่กับตูนคงไม่มีความดีความชอบอะไรหรอกครับ ที่หนูทำได้เพราะความตั้งใจและความพยายามอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะช่วยเหลือคุณแม่หนูมากกว่า แปลกแต่จริงนะที่ถ้าเราตั้งใจจริงทำอะไรเพื่อคนอื่นที่เรารัก(ในกรณีหนูคือคุณแม่) ความพยายามและความตั้งใจนั้นมันจะ "แรง" มากกว่าที่เราจะทำสิ่งนั้นเพื่อตัวเอง

ขอคำชี้แนะเรื่องการไปดู field exposure

จุดประสงค์ใหญ่ของ field exposure คือเพื่อให้เราเห็นลักษณะงานจริงที่จะเป็นชีวิตและอนาคตของเราในอีกหลายๆปีข้างหน้า เพราะขบวนการคัดเลือกที่ผ่านมา (ถึงแม้ว่าอาจจะมีการฉายวีดีโอให้ดูแล้วก็ตาม) ผู้สมัครยังไม่รู้ซึ้งจริงๆว่าชีวิตบนนั้นเป็นไง (ทำนองสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ นั่นแหละครับ) ทำให้พอเข้า training school จบออกมาแล้ว ต้องลาออกเพราะรับสภาพชีวิตการทำงานแบบนั้นไม่ได้ ผลคือบ.เสียงบฯ เวลา และ โอกาส ในการพัฒนาคนไปฟรีๆ หลายบ.จึงแทรกขั้นตอน field exposure นี้ขึ้นมาก่อนที่จะให้เข้า training school

เป็นขั้นตอนที่ออกแนวว่าถึงคราวให้ให้ผู้สมัครตัดสินใจมากกว่า "นี่มันจะใช่ชีวิตฉันในอีก 5-10 ปีข้างหน้าไหม ถ้าไม่ใช่ที่ฉันคิดไว้ก็กลับตัวได้นะ" ก็จะไม่เสียเวลากันทั้งของบ.และของผู้สมัคร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทีของบ.ที่จะเห็นผู้สมัครในสภาพงานจริงว่า "สมราคาคุยไหม"

ส่วนแรกที่บอกว่าเราถามตัวเองว่าใช่เราไหมนั้น ผมคงไม่แนะอะไร ตัวใครตัวมันครับ (ฮ่าๆ) เรามาว่ากันถึงส่วนที่สองดีกว่าที่ว่า "ไอ้นี่หรือยัยนี่ เอาเข้าจริงๆแล้วจะสมราคาคุยไหม"

ภาพก็จะเป็นว่าจะมีคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็น mentor หรือ trainer ไม่ว่า บ.จะเรียกว่าอะไรแต่คนๆนี้คือคนที่ดูแลเรา ต้องจำชื่อเขาให้ได้ คนๆนี้จะเป็นคนที่ในคะแนนและให้ความเห็นว่าเราเป็นไง เขาอาจจะมีนิสัยช่างพูด ชอบสอน หรือ ไม่ค่อยพูด ไม่ชอบสอน เป็นไทยจีนฝรั่งแขก ผู้หญิงผู้ชาย ตุ๊ด เกย์ ฯลฯ เราไม่รู้ และเราไม่มีสิทธิ์เลือก โดยมากคนๆนี้จะเป็นวิศวกรสนามที่อาวุโสหน่อย ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร

ที่ผมจะแนะนำกว้างๆก็คือ ...

1. "อดทน" ... อดทนให้มากๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน นั่งสมาธิเล็กๆสั้นๆทุกคืน 1-2 นาทีเป็นอย่างน้อย ฟื้นสติที่อาจจะหายไประหว่างวันคืนมา ส่วนทางร่างกายก็ พกยาที่จำเป็นไป (หรือยาที่ต้องใช้ประจำ) ถ้าทานยาเลื่อนประจำเดือนได้ ทานไปก่อนเลย ถ้าทานไม่ได้ก็พกยาแก้ปวด แก้อะไรต่อมิอะไรของผู้หญิงไปเผื่อ พยายามอย่ามีอะไรให้พะวักพะวงบนฝั่ง เช่นโกรธกับแฟน งอนกัน ทะเลาะกัน เคลียร์กันได้เคลียร์ก่อนไปเลย เพราะจะได้ไม่เหม่อลอย มีสติเวลาทำงาน ผมเคยเจอบ่อยๆ "ปัจจัยทางบ้าน" ที่แหละตัวดี ลดทอนความสามารถในการทำงานของพวกทำงานไกลบ้านได้ชะงัดนักล่ะ

2. "ถาม" ... ถ้าคนที่ดูแลเราช่างสอน ช่างเล่า ช่างพูดมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่เราก็ต้องหมั่นถามลูกเดียว อย่าอายที่จะถาม ภาษาอังกฤษไม่แข็งไม่เป็นไร อาศัยหน้าด้าน ภาษามือ วาดรูปประกอบถามเอาก็ได้ อย่างแรกคือเราได้คำตอบที่เราต้องการ อย่างที่สอง แสดงให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค(ในที่นี้คือความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ) นั่นก็แปลว่า "ไอ้นี่หรือยัยนี่ มันกัด(ปัญหา)ไม่ปล่อยแน่จนกว่ามันจะได้คำตอบ" ซึ่งเป็นมุมมองที่ดีต่อตัวเรา

3. "สถานการณ์จำลอง" โดนแกล้ง หรือ role play นั่นแหละ ผมสมมุติได้ไม่หมดหรอกว่าหนูจะโดนอะไร แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หายใจลึกๆเรียกสติแล้วท่องไว้ "ทัศคติเชิงบวก"ใช้คาถานี้รับมือกับทุกปัญหา เช่น เขาให้งานหนูมาทำยากๆให้เวลาและความอดทนตั้งใจสูง และหนูก็ไม่ได้นอนมา 2 คืนติดแล้ว แล้วอยู่ๆเขาแกล้งทำไฟล์ในฮาร์ดดิสหาย แกล้งลบทิ้ง กู้ไม่ได้ แล้วหันมาสั่งให้เราไปทำใหม่ หรือ ไม่ได้สั่งให้ไปทำใหม่ แต่แกล้งบอกว่าหายไปแล้ว ทำไงดี คือไม่สั่งให้ทำแต่ถามว่าจะทำไง ... เป็นหนู หนูจะแสดงออกอย่างไร ตอบอย่างไร ทั้งสีหน้า แววตา การกระทำ และ น้ำเสียง ไม่ใช่ปากบอกอย่าง น้ำเสียงไปอย่าง หน้าตาไปอีกอย่าง หรือโดนแกล้งบอกว่า ห้องผู้หญิงหมด ต้องนอนรวมห้องกับผู้ชาย ดูซิว่าหนูจะทำหน้ายังไง ฯลฯ

4. "อุปกรณ์เสริม" ของเหล่านี้ให้เอาติดตัวไปด้วย เอาแบบเรียบๆธรรมดาๆ แบบคิกขุอาโนเนะ ลายฮัลโลคิตตี้ ลายการ์ตูนบาร์บี้ อย่าเอาไป รายการที่ว่าคือ

4.1 ปากกาหัวสักหลาดสีเข้ม 1 ด้าม สีแดง 1 ด้าม และ ดินสอ (2B ขึ้นไป) 1 ด้าม เหตุผลคือบนบางพื้นผิวปากกาลูกลื่นเขียนไม่ติด หัวสักหลาดเขียนติดกว่า ที่ต้องมีสีแดงคือ บางพื้นผิว (โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือแสงน้อยๆ) ปากกาสีแดงเขียนติดเห็นชัดกว่า ที่ต้องมีดินสอเพราะบางพื้นผิวปากกาอะไรก็เขียนไม่ติด ดินสอเขียนติดอย่างเดียว ที่ต้อง 2B ขึ้นไปเพราะ เขียนติดชัดกว่า HB และถ้าจำเป็นใช้ลอกลายตัวเลขหรือรอยต่างๆบนผิวของแข็งต่างๆไว้ได้ เช่น ตัวเลขขึ้นสนิมอ่านไม่ชัด ต้องใช้วิธีนี้เป็นต้น หนูอาจจะเถียงว่าเดี๋ยวนี้ใช้กล้องถ่ายเอาก็ได้ ใครเถียงอย่างนี้แสดงว่าไม่ใช่วิศวกรสนามตัวจริง เพราะถ้าตัวเลขหรือเครื่องหมาย ไม่ว่าจะแบบบุ๋มหรือนูน ขึ้นสนิม เลือน อ่านไม่ออก เอากล้องไปถ่ายมันก็ไม่ชัดอยู่ดี ยิ่งตอนกลางคืนเปิดเฟรชถ่าย ภาพยิ่งจ้า ขาวไปหมด ถอยกล้องออกมาระยะที่ภาพไม่จ้า ความสว่างมันก็ไม่พอเห็นอีก แถมเกิดเงาจากรอยบุ๋มหรือรอยนูนนั่นอีกต่างหาก วิธีเดียวคือ back to basic เอาผงถ่าน(ดินสอ 2B)โรยหรือฝนๆถูๆแล้วเอากระดาษทาบขูดๆเอาก็จะอ่านออก

4.2 กล้องดิจิตอล (1 ภาพแทนพันคำ - ฝรั่งว่าไว้) ไม่ต้องดี ไม่ต้องแพง ไม่ต้องใหญ่ ไม่ต้องละเอียดมาก เน้นเล็กพกสะดวก มีเฟรชในตัว 4 ล้านพิกเซลก็เกินพอ ถ้าเป็นของของบ.หนูเองถ่ายได้เลย แต่ถ้าเป็นของบ.อื่น ถามคนที่ดูแลเราก่อน และถามเจ้าของเขาก่อนด้วย บอกว่าเราเป็นเด็กฝึกงาน จะถ่ายเอาไปประกอบรายงานเท่านั้น 99% ไม่มีใครหวง

4.3 สมุดโน้ตเล็กๆขนาดยัดใส่กระเป๋าที่ก้นได้ อย่าเชื่อความจำตัวเอง โดยเฉพาะตอนที่เหนื่อย เมื่อยล้า จด ร่าง (sketch) เอาไว้อ้างอิงได้

4.4 ไฟฉายปากกา แบบที่เหน็บหัวไหล่หรือกระเป๋าเสื้อได้ เน้นเล็กขนาดยัดอมหรือคาบในปากได้ แต่สว่าง เพราะในยามที่ต้องใช้ หนูอาจจะต้องคาบมันไว้ในปาก นอนหงายหรือนอนคว่ำ แล้วใช้สองมือทำงาน นึกถึงช่างซ่อมท่อระบายน้ำหรือช่างที่มุดใต้ท้องรถยนต์อะไรประมาณนั้น

4.6 เครื่องมือสารพัดประโยชน์ หรือที่เรียกว่า swiss army knife ไม่ต้องดีมาก ของปลอม ของจีนก็ได้ ไม่ต้องหนาหนัก ไม่ต้อง full set เอาแบบพอดีๆ มีของที่จำเป็นพอ เช่น คีม ไขควงแบน ไขควงแฉก มีด เลื่อย ก็พอ แต่ถ้าจะถือโอกาสให้รางวัลกับตัวเองไปเลยก็ดี ซื้อแบบของแท้ดีๆทนๆไปเลย วิศวกรสนามอย่างเราใช้คุ้มแน่นอนครับ (แต่ส่วนมากจะทำหายเสียก่อนที่มันจะพัง - ฮ่า)

4.5 Thumb drive ไม่ต้องจุมาก แค่ 2 GB ก็เกินพอ เวลามีอะไรดีๆมีประโยชน์ เช่นตารางค่าต่างๆที่ใช้บ่อย หรือ Drawing ต่างๆ จะได้เก็บเอาไว้ได้ แสกนไวรัสให้เรียบร้อย จะได้ไม่ไปติดเครื่องชาวบ้าน และแน่นอน ก่อนจะไปเอาอะไรของใครขอเขาก่อน บางทีเขาอาจจะไม่ให้เราเอา thumb drive ไปจิ้มเครื่องเขาเพราะกลัวไวรัส และ บางบ.ก็มีนโยบายทางไอทีด้วยว่าห้ามใช้ thumb drive มาจิ้มเครื่องของบ. ถ้าเขายินดีให้เราแต่ติดเรื่องนี้ล่ะก็ใช้วิธีให้อีเมล์เราก็ได้ ให้เขาอีเมล์ให้เรา พอได้อีเมล์เราแล้วเขาอาจจะลืม หรือ ทำอีเมล์เราปลิวหาย แล้วเราก็ไม่กล้าทวง เคล็ดลับคือเขียนใส่ post it หรือกระดาษกาว แปะไว้บนโต๊ะเขาเลย ในกรณีหนูอาจจะแถมเบอร์มือถือหรือ BB pin ก็จะทำให้เหล่าวิศวกรโสด(ชั่วคราว)รีบอีเมล์ให้ก็เป็นได้ (อิอิ)

4.6 คอมฯโน้ตบุ๊ค ไม่จำเป็นแต่แนะนำครับ มีก็เอาไป หยิบยืมได้ก็เอาไป แต่ถ้าไม่มีจริงๆก็ไม่ถึงกับต้องซื้อใหม่เพื่อการนี้ แต่ถ้าจะต้องซื้ออยู่แล้วก็ถือโอกาสให้รางวัลกับตัวเองเสียเลย

4.7 ไม่ว่าหนูใส่คอนแทกเลนซ์ หรือแว่นตา ให้เอาแว่นตาสำรองไปด้วย ถ้าคอนแทคเลนส์หายตอนล้าง หรือ แว่นตาประจำตกแตก จะได้มีใช้ แสดงถึงความรอบคอบของเรา อ้อ ถ้าใส่แว่นหาสายรัดขาแว่น(ที่นักกีฬาใช้)มาด้วยก็ดี กันหล่นขณะก้มๆเงยๆ หรือปีนป่าย (อย่ามัวแต่ห่วงสวย) บทเรียนนี้ผมได้มาด้วยราคาที่แพงสมัยหนุ่มๆ โดน mentor ชาวบราซิล อัดซะเละ ว่าไม่รู้จักเตรียมพร้อมเรื่องง่ายๆแบบนี้แล้วจะให้เขาเชื่อใจกับงานใหญ่ๆได้อย่างไร และ แถมทริปนั้นผมทำงานไม่ใส่แว่น(มันตกแตก)ทั้งทริปเกือบ 2 อาทิตย์ ทรมานสุดๆ และแน่นอนผมไม่เคยลืมอีกเลย ผมเอาบทเรียนราคาแพงมาให้หนูฟรีๆนะครับ หนูไม่ได้จ่ายสักบาท ... ถ้าหนูไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

ของพวกนี้ไม่หนักไม่แพง แต่ทำให้คนที่ดูแลเห็นว่าเรามีความพร้อม คิดและทำการบ้าน เตรียมล่วงหน้ามา

5. "ผม" ตัดผมสั้นได้ตัดสั้นไปเลย เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่ต้องทำงานที่แคบ ลมพัด ใกล้เครื่องจักรหมุน และทำให้ดูลุยๆทะมัดทะแมง ไม่คุณหนู เสียเวลาสระน้อย ดูแลความสะอาดง่าย เช่นโดนน้ำโคลน น้ำมัน บังเอิญหกรดหัว เป็นต้น อย่าหัวเราะไป มีมาแล้ว สระกันเป็นชั่วโมงเพราะเธอผมยาว

6. "เครื่องประดับ" แหวน สร้อย กำไล อันตรายไม่ใช่ที่ราคา แต่อาจจะทำให้ติดขัดเครื่องจักรเครื่องมือมากกว่า ถ้าจำเป็นแค่พระห้อยคอก็โอเคแล้ว ถ้าจำเป็นต้องห้อยพระให้เปลี่ยนจากสายโลหะเป็นสายหนัง หรือ สายเชือกที่ไม่เหนียวมาก ประมาณว่าฉุกเฉินเอามือดึงให้ขาดได้ มีมาแล้วครับ ข้อมือขาดเพราะกำไล เนื้อนิ้วรูดออกเหลือแต่กระดูกนิ้วเพราะแหวน หน้าคว่ำลงบนแผ่นร้อนๆเพราะสร้อยคอโดนใบพัดดึง

7. "ทัศนคติเรื่องความปลอดภัย - safety attitude" เรื่องนี้สำคัญมากๆ ศึกษากฏความปลอดภัยบนแท่นให้ดีๆ อย่าดูถูกอย่าวิจารณ์ ทุกกฏความปลอดภัยมีเหตุผลที่มาที่ไป ทำตามอย่างเดียว คนเก่งๆดีๆหลายคนหมดอนาคตเพราะไม่ทำตามกฏความปลอดภัย ผิดกฏแล้วเถียง ในวงการฯเราถือว่าเรื่องนี้มาอันดับหนึ่ง ถึงเก่งแค่ไหนแต่ถ้าทัศนคติเรื่องนี้แย่ ชอบแหกกฏ หรือ ไม่ใส่ใจละเลย หมดอนาคตมาเยอะแล้วครับ ในกรณีหนูหรือเด็กฝึกงานก็มักจะปิ๋ว ไม่ผ่านเอาง่ายๆ

8. "ห้องอาหาร" - บางแท่นไม่ถือ แต่บางแท่นก็จัดไว้เฉพาะว่าโต๊ะฝรั่ง โต๊ะไทย โต๊ะคนบ.น้ำมัน โต๊ะวิศกรอวุโส โต๊ะบ.service ฯลฯ ไม่แน่ใจก็ถือหลัก เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด คือรอไปกินโต๊ะเดียวกับคนของบ.หนูนั่นแหละ

9. "คำพูดที่ควรติดปาก" - ขอโทษ และ ขอบคุณ (I am sorry and Thank you) เป็นมารยาทสากลที่คนไทยในภาษาไทยละเลยหรือเขินที่จะพูด ที่สำคัญคือคำว่า ขอโทษ ถ้าหนูทำอะไรผิด โดยเฉพาะเรื่องงาน ต้องยอมรับผิด อย่าแถ อย่ามั่วนิ่ม อย่าปกปิด เด็ดขาด พูดออกไปตรงๆเลย เช่น What I did was wrong. I am sorry. Now I learn and I will not do the same mistake again มืออาชีพที่แท้จริงต้องรู้จักยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง และขอโทษอย่างจริงใจเป็น เวลาขอโทษ สีหน้า น้ำเสียง ภาษากาย ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช้ปากอย่างนึง สีหน้าอย่างนึง "ถ้าเราไม่รู้จักที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง (และขอโทษ) เราจะไม่มีวันก้าวต่อไปข้างหน้าได้เลย" (แปลมาจากภาษิตฝรั่ง)

10. "มั่นใจแต่อย่าเกินไป มีจุดยืนทางความคิดแต่อย่าอีโก้" - พูดง่าย แต่หาความพอดียาก ไปหาเอาเองสอนกันยาก

11. "มีน้ำใจนักกีฬา" - หลังจากระดมสมอง หรือ โต้ความคิดกันแล้ว ความคิดเราไม่ถูกนำมาใช้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แล้วกลุ่มใช้ความเห็นหรือวิธีของคนอื่นแล้วประสบความสำเร็จ ให้รีบแสดงความยินดีกับเจ้าของความคิดเห็นนั้นอย่างจริงใจทันที ตรงข้ามถ้าความเห็นเราถูกนำมาใช้แล้วสำเร็จมีคนชม ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่พูดว่าขอบคุณและมันเป็นความเห็นของทีมไม่ใช่ความเห็นของเราก็พอ แต่ถ้าเอาความคิดเรามาใช้และไม่สำเร็จ รีบขอโทษกลุ่มทันที (ถึงแม้ว่าจะเป็นมติกลุ่มก็ตามที่เอาความเห็นเรามาใช้) ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นความพิเศษของคนไทยที่คนต่างชาตินิยมชมชอบและให้เกียรติเสมอ จำไว้ว่า "ผู้ที่ถ่อมตนลงจะถูกยกให้สูงขึ้น" เสมอ

12. จำชื่อและตำแหน่ง บทบาท คนที่รู้จักให้แม่นๆทั้งคนในและคนนอกบ.ที่พบเจอ อย่างแรกเป็นเสน่ห์อย่างนึง อย่างที่สองเวลาต้องกลับมาเล่าให้ผจก. HR บนฝั่งฟังจะได้บอกได้ถูกว่าใครเป็นใคร โดยเฉพาะชื่อแขกชื่อฝรั่งยุโรป เรียกยากออกเสียงยาก สมุดโน้ตที่ก้นใช้ให้เป็นประโยชน์จดลงไปเลยครับ อ้อ ถ้าชื่อหนูออกเสียงยาก แนะนำให้กาชื่อเล่นที่ฝรั่งออกเสียงง่ายไว้ด้วย เหมือนเฉินหลงชื่อ Jacky Chan หรือ ใครอีกคนน่ะที่ชื่อ Jet Lee

13. "อารมณ์ขัน" - พกไปเยอะๆหนูต้องใช้แน่ๆ เป็นทักษะและทัศนคติที่ผมให้ความสำคัญอันดับต้นๆรองจากเรื่องทางวิชาการ คนเราจะต้องรู้จักผ่อนความเครียด โดยตัวงานแล้วมันเครียด มันอันตราย มันแข่งกับเวลาและความคาดหวัง ดังนั้นใครไม่สามารถหัวเราะหรือมีอารมณณ์ขันได้ในยามคับขัน ยามเครียด คนนั้นอันตรายครับ สติแตกกลางทะเลได้ง่ายๆ และมันอันตรายทั้งต่อตัวเนื้องานและคนรอบข้างด้วยครับ

ถ้าหนูรู้ว่าใครเป็น field eng ที่ดูแลหนู (mentor หรือ trainer) และ ไปแท่นไหนเมื่อไร ส่งข่าวบอกกันบ้างก็ดี เผื่อฟลุ๊กๆเป็นแท่นฯและคนที่ผมรู้จัก จะฝากฝังให้ดูแลเป็นพิเศษ (แปลว่าซัดให้อ่วมไปเลยไม่ต้องเกรงใจ - ฮ่า)

การเอาเด็กฝึกงานอย่างหนูขึ้นไปบนแท่นบ.จะต้องขออนุญาติบ.น้ำมันเสียก่อน ซึ่งเขาอาจจะอนุญาติหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับนโยบาย จำนวนเตียงนอน กิจกรรมที่แท่นกำลังทำ ฯลฯ โดยมากมักจะลงเอยที่แท่นบกซึ่งไม่เรื่องมาก ถ้าเป็นแท่นทะเล หนูจะต้องผ่านหลักสูตร sea survival กับ HUET (Helicopter Under water Escape Training) ซึ่งถ้าบ.ไม่ส่งหนูเข้าคอร์สนี้ (คอร์ส 3 วัน) เป็นไปได้มากว่าหนูไม่ได้ลงแท่นทะเล ได้ไปแท่นบก หรือ กรณีที่แย่หน่อย คือ ไปแค่ workshop ที่สงขลา หรือ พิษณุโลก แต่ผมคิดว่า น่าจะเป็นที่พิษฯเพราะเผื่อฟลุ๊กจะได้ไปแท่นบนที่ลากกระบือหรือวิเชียรฯ

แต่ไม่ว่าจะได้ไปไหน หรือ แค่ workshop การเตรียมตัวให้พร้อมเต็มที่นั้นไม่เสียหลายแน่นอน เตรียมไป 10 ใช้แต่ 6 ยังดีกว่า เตรียมไป 6 แล้วต้องใช้ 10 จริงไหมครับ

สุดท้ายผมก็ไม่มีอะไรมากไปว่าคาถาสำคัญที่สุดที่ผมถือมาตลอดคือ "อดทน อดทน และ อดทน" ... และถ้าดวงหนูจู๋พออาจจะได้เจอผมบนแท่นแล้วรับรองว่าจัดหนักแน่(ฮ่า) เอาแบบไม่ลืม Field exposure ทริปนี้ไปตลอดชีวิตเลย เผลอๆอีกหลายปีให้หลังหนูอาจจะมาเขียนบล๊อกถึงวันที่ลงไป field exposure แล้วเจอ "คนนิรนามในบล๊อก" ก็ได้ ...

แต่ในที่สุดแล้วผมเชื่อว่าหนูทำได้
พี่นก ...

ปล. อ้อ อีกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไรนักคือ เสื้อผ้า อย่าเอาของดีไป โดนเฉพาะชุดชั้นในผู้หญิงเนื้อดีๆแพงๆ บนแท่นนั่นเขาอาจจะแยกซัก แต่เครื่องซักและเกรดผงซักฟอกไม่ปราณีเนื้อผ้าแน่นอน

=============================

ผมอยากจะทราบตำแหน่งเกี่ยวกับวงการน้ำมันหน่อยน่ะคับ ว่ามีตำแหน่งไรบ้าง ทำเกี่ยวกับไรบ้าง

Roughabout
- กรรมกรทั่วไปบนแท่น (ยกเว้นส่วนขุดเจาะที่เป็นของ roughsneck) คุณสมบัติเหมือน roughsneck เป็นงานกรรมกรที่ต่ำที่สุดบนแท่น โปรโททขั้นต่อไปค่อยเป็น roughsneck
Roughsneck - กรรมกรต่อก้านขุด - กรรมกรบนแท่นเจอะส่วนขุดเจาะครับ ถึก บึก ทนแดด ทนฝน ทนมือ ทนเท้า
Derrick man - ตามไปดูในเว็บนี้ผมพูดไว้หน่อยนึงว่าตำแหน่งนี้ทำอะไร //nongferndaddy.net63.net/Zoo.htm ตำแหน่งนี้โปรโมทจาก roughsneck

Assistant Driller (AD) - ผู้ช่วยเจาะ - งานนี้ก็โปรโมทมาจากจาก derrick man เป็นลูกมือจิปาถะเรียนงานของ driller
driller - คนคุมกว้านที่ขับก้านเจาะ จะรับผิดชอบการเจาะบนแท่น นึกถึงคนที่จับคันโยกคุมปั่นจั่นตอกเสาเข็มในงานก่อสร้างตึก นั่นล่ะครับ ก็โปรโมทจาก assistant driller (AD)

Tour pusher (อ่าน ทาวพุชเชอร์) - เป็นคนคุม driller และกิจกรรมทั้งแท่นตอนกลางคืน
Tool pusher (อ่าน ทูลพุชเชอร์) - เป็นคนคุม driller และกิจกรรมทั้งแท่นตอนกลางวัน และคุม Tour pusher อีกที

OIM (Offshore Installation Manager) - เป็นคนของบ.แท่น อยู่บนแท่น คุมทั้งแท่น ประมาน General manager ของบ.แท่น
Company man หรือ DSM (Drill Site Manager) - ต่างกันเล็กน้อยแล้วแต่ขอบเขตอำนาจของแต่ล่ะบ.ที่เรียกต่างๆกัน แต่รวมๆแล้วคล้ายกันครับ คือเป็นตัวแทนของบ.น้ำมันซึ่งเป็นผู้เช่าแท่น DSM หรือ Company man นั้นเขี้ยวลากพอๆกันกับ OIM เพราะทำงานเหมือนกัน แต่รักษาผลประโยชน์ของคนล่ะบ. OIM รักษาผลประโยชน์ของบ.แท่นผู้ให้เช้า แต่ DSM หรือ Company man รักษาผลประโยชน์ของบ.น้ำมันผู้เช่า
Night company man - Assistant company man - Night DSM - เหมือนกันหมด เป็นลูกน้อง Company man หรือ DSM ทำงานตอนกลางคืน

Rig manager - ผู้จัดการแท่น - เป็นคนบ.แท่น นั่งในเมือง คุม OIM อีกที ความเขี้ยวและเคี่ยวก็ต้องมาก OIM กว่าเป็นลำดับ
Rig Superintendent - เป็นคนบ.น้ำมัน นั่งในเมือง คุม Company man หรือ DSM อีกที ความเขี้ยวและเคี่ยวก็ต้องมาก กว่า Company man หรือ DSM เป็นลำดับ

ผมเว้นบรรทัดจับคู่ให้ดูเป็นคู่ๆจะได้เห็นภาพ คุณจะเห็นว่าความเขี้ยวมันไล่ๆขึ้นมาเป็นขั้นๆ ไม่มีงานอะไร ตำแหน่งอะไรได้มาแบบง่ายๆ ฝ่าดง(ตีน)อรหันต์กันมาทั้งนั้น

คราวนี้ถ้าคุณเป็น roughabout แล้วไม่อยากขึ้นไปเติบโตทางฝั่งขุดเจาะ คุณก็มาฝั่งเรือ ฝั่งแท่นก็ได้คือจาก roughabout แทนที่จะไป roughsnack คุณก็มาต่อที่ pump man-คนคุมปั๊ม

Pump man - คนคุมปั๊ม - ชื่อบอกอยู่แล้วว่าทำอะไร ปั๊มตัวไหนบนแท่น (มีเป็นร้อยๆตัว) เป็น baby ของคุณทั้งนั้น ดึกดื่นเที่ยงคืน คุณก็จะโดนปลุกถ้ามันเสีย ไม่ใช่ซ่อมอย่างเดียว คุณต้องเปิดปิด ปรับ(ความเร็ว/แรง)มันด้วย
Night barge - คนคุมเรือ - โปรโมทมาจาก pump man เป็นแม่บ้านของแท่น ของเข้าของออก ความปลอดภัย คุมการเข้าเทียบของเรือ ขึ้นลงของฮ.คุม Pump man อีกที คุมครัว โอ้ย จิปาถะตั้งแต่งาน Admin technicnon-technic ฯลฯ จะเรียกว่ากัปตันเรือไม่ใช่ก็ใกล้เคียง อ้อ คนนี้ทำงานกลางคืน
Barge เป็นหัวหน้า Night barge ทำงานกลางวัน โปรโมทมาจาก Night barge นั่นแหละครับ

Mechanic - ช่างเครื่อง - ซ่อมทุกอย่างที่เป็นเครื่องกล
Electician - ช่างไฟ - ซ่อมทุกอย่างที่เป็นเครื่องไฟฟ้า

Drilling engineer - ออกแบบ คำนวน เขียนวิธีการทำงาน งบประมาณฯ ในการขุดหลุม โดยมากจะต้องเป็น หรือผ่านงาน Night company man - Assistant company man - Night DSM มาก่อน แล้วด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ไม่อยากอยู่หน้างานจึงเข้าฝั่งมานั่งคำนวน ออกแบบ ฯลฯ

Wireline engineer - เป็นคนบ.service - ไปอ่านใน FAQ#1 หรือ 2 นี่แหละครับ มีบอกไว้
LWD - เป็นคนบ.service - Logging While Drilling - อธิบายยาก เป็นเรื่องทางเทคนิค เรียกง่ายๆว่า เป็น field eng ของผู้รับเหมาย่อย
MWD - เป็นคนบ.service - Measurement While Drilling - อธิบายยาก เป็นเรื่องทางเทคนิค เรียกง่ายๆว่า เป็น field eng ของผู้รับเหมาย่อย

ก่อนจบเรื่องนี้จะต้องบอกก่อนว่า ไม่ทุกงานที่โปรโมทไล่เรียงกันไปอย่างที่ผมว่า มันก็มีโดดไปโดดมาข้ามขั้น หรือ เสียบกลางขั้นไม่เป็นไปอย่างที่ผมว่าก็เป็นไปได้ ที่ผมว่ามานั้นคือแบบปกติๆ เราๆก็ทราบดีว่าความ "ไม่ปกติ"มันก็มีอยู่ในทุกวงการ ... (ฮ่า)

==============================

ผมชื่อ xxx นะครับ ตอนนี้กำลังเรียนวิศวกรรมโยธาอยู่ ใกล้จบแล้ว จากที่ผมอ่านกระทู้และบล็อกของคุณพี่มาเห็นว่าสายโยธาสามารถไปทำงานสายขุดเจาะน้ำมันได้ โดยจะไปทาง offshore structural engineer ,subsea engineer , drilling engineer

อยากจะถามเรื่องเรียนต่อน่ะครับ คือใจผมอยากจะเรียนต่อโททางด้าน drilling มากกว่า ไม่อยากเรียนไปทางก่อสร้าง เพราะดูแบบอื่นที่บอกไปเหมือนสร้างให้เสร็จแล้วก็แล้วกัน จะทำอีกทีก็ต้องไปหาที่ใหม่หรือไม่ก็มาซ่อมบำรุงที่เก่า แต่ drilling นี่มันดูขุดได้เรื่อยๆทำได้นานกว่า

แต่ตอนนี้ผมติดปัญหาเรื่องเกรดน้อยเนี่ยสิครับ ได้ 2 กว่าๆเอง ตอนแรกอยากเรียนหลักสูตรของ //www.tpti.org แต่ดูท่าจะแป้กเพราะเกรดคงไม่ถึง พี่ช่วยชี้แนะหน่อยครับว่าจะเอายังไงดี ใจผมอยากสอบภาษาอังกฤษให้ได้คะแนนสูงๆ พวก Toiec , Toefl , ielts อ่ะครับ แล้วใช้เป็นใบเบิกทาง ไปต่อโทที่ต่างประเทศสาย drilling ซึ่งผมก็ลองเล็งมหาวิทยาลัยคร่าวๆประมาณ 3 ที่ไว้ละ แต่ไม่รู้เขาจะรับรึเปล่า เพราะการแข่งขันสูงมากๆ ใครๆก็อยากเข้า ผมเองประสบการณ์งานทางด้านน้ำมันผมก็ไม่มี เกรดก็เน่า

พอจะให้เดินอ้อมๆได้ไหม แบบที่คุณพี่เคยแนะนำคนอื่นไป เพราะถ้าเดินตรงๆผมคงไม่ถึงแน่ ซึ่งปัญหาของผมก็อย่างที่บอก 1.เกรดน้อยมาก 2.เงินยังไม่พอที่จะเรียนต่อเพราะค่าเทอม ป.โท เมืองนอกแพงมาก กะว่าจะทำงานเก็บตังสักระยะก่อน ทำไงดีครับคุณพี่ ชี้แนะทีครับ


งานนี้ไม่มีปาฎิหาริย์นะครับ ดวงดีจังหวะดีอาจจะช่วยได้นิดหน่อย ไม่มีพรสวรรค์ก็ต้องพรแสวงแล้วล่ะครับ

ม.ต่างประเทศที่มีเรียน drilling โดยตรงนั้นมีไม่เยอะ อย่างที่คุณทำการบ้านมาก็คงรู้นะ ค่าเรียนก็แพง ถ้าทำงานเก็บเงินได้พอ ก็เป็นทางเลือกที่ดี ส่วนม.เขาจะรับหรือไม่รับก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ยื่นหลักฐานให้เขาพิจารณาไปก่อน อีกทางที่พอชุบตัวได้โดยไม่ใช้เงินมากนักก็เรียนมันในประเทศนี่แหละ วิศวะปิโตรจุฬา สุรนารี เอไอที พระจอมฯบางมด offshore structural engineer , subsea engineer อะไรพวกนี้ ถึงมันไม่ตรง แต่มันก็เป็นทางอ้อมที่คุณจะเข้ามาเป็น drilling eng ได้นี่ครับ เผลอๆพวก subsea engineer เงินดีกว่า งานมั่นคงกว่าด้วย เพราะมีคนเป็นน้อยมากๆ แต่ถ้าไม่ชอบจริงๆ ใช้มันเป็นสะพานเข้ามาในอุตสาหกรรมฯก่อนก็ได้นี่ครับ

ส่วนเรื่องภาษาฯ ไม่ต้องรอครับ เรียนไปเลย ยังไงๆก็ต้องได้ใช้ เอาโทอิคนะ เพราะเป็นมาตราฐานในการใช้สัมภาษณ์และไม่ยาก พวก Toefl , ielts ยากกว่าเยอะครับ ถ้ามีเวลาพอก็เรียนจีนกลางด้วย เอาไว้ใช้สมัครงานกับบ.ขุดเจาะของจีนที่กำลังมาแรง งานอาจจะหนัก เงินอาจจะไม่ดีเท่าบ.ฝรั่ง แต่มันก็เป็นทางอ้อมที่พอเดินได้ ทำไงได้ครับ วุฒิไม่ตรงเกรดน้อย มันก็ต้องเอาทุกท่าล่ะครับ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลไม่ได้ด้วยมนต์ก็ด้วยคาถาแหละ คุณกลับไปแก้วุฒิแก้เกรดไม่ได้นี่นา มุ่งไปที่ๆคุณทำมันได้ดีกว่า นั่นคือทำวันนี้ไงครับ

ทางอ้อมที่ว่านั้นคือ

1. เรียนต่อในประเทศ แบบวุฒิตรง (ปิโตรฯจุฬา สุรนารี ฯลฯ) ใช้เงินน้อยหน่อย อย่าไปกังวลเรื่องเกรดน้อย สมัครไปก่อน ได้ไม่ได้ค่อยให้ม.เขาพิจารณา
2. เรียนต่อในประเทศ แบบวุฒิไม่ตรง เอาแบบเฉียดๆ (subsea ฯลฯ) จบมาเข้าบ.น้ำมันให้ได้ แล้วไปแถเอาทีหลัง
3. เรียนและสอบภาษาอังกฤษให้ได้ TOEIC สัก 800 ขึ้น (เรียนไว้ไม่เสียหลาย ยังไงก็ได้ใช้ วงการไหนก็ใช้ ลงทุนไปไม่มีสูญเปล่า)
4. เรียนภาษาจีน เอาแบบพูดอ่านเขียนให้ได้ไปเลย แล้วไปสมัครบ.ขุดเจาะจีน นี่ก็เหมือนกัน ไม่ได้ใช้วันนี้ก็ค้าขายหรือทำงานกับจีนก็ได้ วันหน้าจีนจะครองโลกต่อจากฝรั่ง
5. ไปสมัครบ.service company พวก SLB, HES, MI, BJ ฯลฯ ไปโหลดรายชื่อในห้องสมุดบล๊อกผมได้ แล้วค่อยแถไปเป็น drilling eng บ.น้ำมันทีหลัง (ผมเองก็มาทางนี้)
6. ไปเริ่มจากศูนย์ ใช้วุฒิปวส.(ถ้ามี) ไปทำงานกรรกรกับบ.นายหน้า ไปโหลดรายชื่อในห้องสมุดบล๊อกผมได้ (จริงๆผมไม่อยากแนะนำวิธีนี้ เพราะมันอ้อมมาก และ อ้อมนาน)

แต่ผมบอกก่อนนะครับ นี่เป็นทางอ้อมทั้งนั้น รับรองได้ว่าเหนื่อย ยาก และนาน ถ้าคุณไม่กำความฝันคุณไว้แน่นพอแล้วล่ะก็ พอคุณเหนื่อยมากๆ มือคุณอยากจะค่อยๆคลาย ความฝันมันก็หลุดลอยไปได้ ความมุ่งมั่นและอดทนเท่านั้นครับที่จะพาคุณไปถึงที่ที่คุณอยากจะไป ก่อนจะลงทุนเดินทางอ้อมที่ว่านี้ ถามตัวคุณเองก่อนว่า คุณ "เอาจริง" หรือเปล่า ...

พี่นก ...

สวัสดีค่ะพี่นก อ่านบล็อคของพี่มาก็นาน ถึงเวลาที่หนูจะเขียนหาพี่มั่งเเละ หนูชื่อ xxx ค่ะ เรียนวิศวะเคมี จบปีนี้เเหละ xxx สนใจงานด้านนี้มาซักพักใหญ่ๆเเละ ตามอ่าน เเละ ศึกษาข้อมูลจาก บล๊อคพี่จนในที่สุดค่ะ xxx ได้งานที่อยากทำเเล้วค่ะ xxx ได้ wireline OH ที่ Halliburton ค่ะพี่นก พี่อาจจะสงสัย xxx เขียนมาหาพี่ทำไมในเมื่อไม่มีคำถามอะไร xxx อยากจะขอบคุณพี่นกค่ะ ที่รวบรวมข้อมูลเยอะเเยะมากมายเอาไว้ค่ะ ขอบคุณนะพี่นก

เราคงได้เจอกันซักวันนึงในทะเลลึกเนี่ยเเหละเนอะ : )


ยินดีด้วยมากๆเลยครับ ได้งานที่ดีกับบ.ที่ดีด้วยนะเนี่ย ตั้งใจทำงาน อย่าให้เสียชื่อวิศวกรไทยนะครับ อย่าลืมว่าเวลา xxx ไปทำงานต่างประเทศ ชุดหมี xxx จะมีธงชาติไทยติดที่หัวไหล่ ไม่ต่างจากทหาร หรือ นักกีฬาทีมชาติ คนจะไม่ค่อยจำชื่อเรา แต่มักจะจำได้ว่า เป็นวิศวกรไทย ที่ทำโน้นทำนี่ลงไป เพราะฉะนั้น อะไรที่ xxx ทำไป xxx ไม่ได้ทำในชื่อตัวเองเท่านั้น แต่ xxx ทำในชื่อวิศวกรไทยด้วย xxx แบกความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีวิศวกรไทยติดบ่าไปด้วย ฝากข้อคิดตรงนี้ไว้ด้วยนะ ... พี่นก

อ่านต่อเลือกคลิ๊กกันเลยครับ
FAQ #1 FAQ #2 FAQ #3 FAQ #4 FAQ #5 FAQ #6 FAQ #7 FAQ #8 FAQ #9 FAQ #10 FAQ #11 FAQ #12 FAQ #13 FAQ #14 FAQ #15 FAQ #16 FAQ #17 FAQ #18 FAQ #19 FAQ #20 FAQ #21 FAQ #22


ห้องสมุดเล็กๆของผม <=== คลิ๊ก
รวบรวมตำราการขุดเจาะ คลิ๊ปการทำงานในบางตำแหน่ง แบบประเมินความเหมาะสมกับงานในสนามเบื้องต้น วิธีเขียน resume ที่ไม่โดนโยนทิ้งตะกร้า รายชื่อบริษัทฯในวงการ และ อื่นๆอีกมากมาย


มีคลิปการทำงานของบางตำแหน่งให้ดูเป็นน้ำจิ้ม มีตำราวิศวกรการขุดเจาะให้ดาว์โหลดเป็นบทๆ มีความหวังดีและเอื้ออาทรเสมอ ถ้ารู้สึกขอบคุณ ไม่ต้องตอบแทนอะไรผม แค่คุณจะแบ่งปันสิ่งที่คุณมีให้คนอื่นต่อไป ผมก็รู้สึกว่าคุณได้ตอบแทนผมแล้ว




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 12 เมษายน 2556 15:29:58 น.
Counter : 1165 Pageviews.  

FAQ #20 ---- 7/5/2011

ผมชื่อ xxx อยู่วิศวะxxx ที่ xxx ครับ ตอนนี้เพิ่งจบครับ

ผมได้งานที่บริษัท xxx ซึ่งต้องไปทำที่ญี่ปุ่น ได้งานเป็นคนดูแลการผลิต Turbine ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและนิวเคลียร์ สัญญาผูกมัด 4 ปี(เซนไปแล้ว)คับ แต่อย่างที่ทราบ เรื่องข่าวกัมมันตรังสีของประเทศญี่ปุ่นทำให้ผมลังเลว่าจะไปดีหรือไม่ บังเอิญผมไปสมัครเชฟรอนตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะสมัครโตชิบา แต่ดันสัมพาด FE ไม่ผ่าน แต่เค้าส่ง เมลมาว่าจะไปสัมพาดตำแหน่ง DSM(trainee)มั้ย ผมก็เรยไปสัมพาด ซึ่งผลปรากดว่าผมได้ แล้วก็เซนสันยาไปแล้วในวันที่ 8 เมษายน ตอนนี้ผมก็เรยลังเลใจว่าจะเลือกอะไรดี

สิ่งที่ผมจะรบกวนถามพี่นกก็คือ

1. โดยส่วนตัวแล้ว ตอนแรกผมมีความคิดว่าอยากเป็นนักธุรกิจ การไปญี่ปุ่นถือว่ามีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา การเอาชีวิตรอดในต่างประเทศ ความรู้ที่ได้จากการเทรนของเค้า ซึ่งผมอาจจะนำความรู้นั้นมาประกอบอาชีพในอนาคตได้ แต่พอคิดไปคิดมา Turbine เป้นอะไรที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล ถึงแม้ผมจะกลับมาแล้ว maintenance ให้ กฝผ มันก้คงต้องใช้เงินมาก และประสบการ์ณหลายปี ผมเลยเบนเข็มมาทาง(ไม่ทราบว่าผมคิดผิดหรือเปล่า)ด้าน DSM โดยผมหวังว่าการเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้อาจจะมีไอเดียหรือประสบการ์ณที่ผมสามารถนำมาทำธุรกิจส่วนตัวได้

2. ถ้าเกิดว่าผมบอกว่าผมไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว อยากเป็นลูกจ้างไปตลอด ความก้าวหน้าในอาชีพผมจะเป็นไปในทางใดได้บ้างคับ ผมหมายถึงว่า อนาคตของตำแหน่งนี้มันไกลหรือเปล่า เพราะกว่าจะหลุดการเป็นเทรนนีต้องใช้เวลา 2-5 ปี แล้วกว่าจะไต่เต้าไปถึงตำแหน่งที่ได้รับเงินตกวันละ 2000 USD ต้องผ่านไปทั้งหมดกี่ขั้นหรอคับ แล้วถ้าผมบอกว่าอนาคตอีกซัก 3-4 ปีผมอยากเปลี่ยนไปทำบริษัทอื่น ปตทสผ หรือบริษัทน้ำมันอื่นๆเค้าจะรับผมป่ะคับพี่ ถ้าพิจารณาจากประสบการ์ณที่ผมได้ทำที่เชฟรอน


ผมมีความคิดว่าอยากเป็นนักธุรกิจ
คนดูแลการผลิต Turbine ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและนิวเคลียร์ สัญญาผูกมัด 4 ปี(เซนไปแล้ว)คับ
ตำแหน่ง DSM(trainee)มั้ย ผมก็เรยไปสัมพาด ซึ่งผลปรากดว่าผมได้ แล้วก็เซนสันยาไปแล้วในวันที่ 8 เมษายน
ถ้าเกิดว่าผมบอกว่าผมไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว อยากเป็นลูกจ้างไปตลอด
ด้าน DSM โดยผมหวังว่าการเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้อาจจะมีไอเดียหรือประสบการ์ณที่ผมสามารถนำมาทำธุรกิจส่วนตัวได้ (ไม่ทราบว่าผมคิดผิดหรือเปล่า)

ลองสมมติว่าตัวเองเป็นคนนอก ... อ่านดูข้างบนนี้หมดแล้ว พอเห็นแนวๆไหมครับว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไร ไม่แปลกครับ เด็กๆก็ยังงี้ ยังมองภาพรวมไม่ออก กำลังค้นหาตัวเอง

ผมจะวิเคราะห์ให้ดูทีล่ะแง่มุม คุณอาจจะไม่เห็นด้วย โอเคไม่เป็นไร ผมก็ใช่ว่าจะมองอะไรถูกหมด ผิดก็บ่อย ...

ทั้งสองงานนั้นเป็นงานเฉพาะมากๆ มีไม่กี่บ.(เมื่อเทียบกับงานอื่น)ในประเทศและนอกประเทศที่ มี turbine ขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้า และ ขุดสำรวจปิโตรฯต้นน้ำ งานทั้งสองจึงเป็นงานที่มี entry barier สูง แปลว่าคนนอกเข้าไปทำตอนแก่แล้วยาก คนที่เข้าไปทำได้คือคนที่ทำมาแต่ต้น ดังนั้นค่าตัวจึงสูง ย้ายงานได้ก็เฉพาะในวงการเดียวกัน ต้องแย่งคนกันเอาเองในวงการ ข้อเสียของทั้งสองคือ ถ้าอุตสาหกรรมนั้นขาลง ก็ทำใจตกงานได้ ถ้าไม่เจ๋งจริง

ในแง่เอื้อต่อการทำธุรกิจส่วนตัว ยากพอๆกันทั้งคู่ เพราะมันจมปุ๊กอยู่กับงานเฉพาะ งานที่เอื้อต่อการทำธุรกิจส่วนตัวมักจะเป็นงาน technical หรือ non technical ที่พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา เช่น งาน(วิศวกร)การตลาด งาน(วิศวกร)ขาย งานพัฒนาธุรกิจ

งาน DSM มันจะดีอย่างคือธรรมชาติของงานมันทำครึ่งพักครึ่ง เช่น 14/14 21/21 อีตอนพักก็มักจะมาทำร้านอาหาร เปิดบาร์ ทำสวนยาง เปิดอู่รถ ฯลฯ กัน

แต่ถ้าเอาดีทางลูกจ้าง ทั้งสองงานพอๆกันครับ เป็นวิศวกรเฉพาะทางเสียเป็นส่วนใหญ่ DSM ก็ก้าวหน้าได้ดีในสายคุมงานครับ ออกมาเป็นมือปืนรับจ้างได้ แต่กว่าจะถึงตรงนั้นคุณต้องมีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไปครับ แต่เป็น 10 ปีที่ผ่านไม่กี่ขั้น เพราะคุณจะต้องเรียนรู้งานเฉพาะตามแต่โอกาสงานจะอำนวย เช่นเป็น DSM แท่นหลายๆแบบ ขุดหลุมมาหลายๆแบบ โดยงานขุดเจาะแล้ว 80-90 % งานขุดหลุมเหมือนๆกัน งานแท่น ก็มีแท่นหลายๆแบบ แต่ 80-90% งานมันก็คล้ายๆกัน พอ 10+ ปี คุณก็คงได้ขุดหลุมมาหลายๆแบบบนแท่นหลายๆแบบ CV คุณก็คงดีพอที่จะเอามาขายตัว เอ๊ย ขายความสามารถแลกเงินวันล่ะ 2000 USD ได้ไม่ยาก ถ้าจะเป็นลูกจ้างต่อก็เป็น rig superintendent นั่งในเมือง คุม DSM อีกที แล้วก็เป็น drilling manager ไปโน้น เมื่อถึงตอนนั้น คุณก็เข้าข่ายสวยเลือกได้แล้วครับ ปตท. บ.น้ำมันอื่นๆก็พร้อมรับคุณ แต่จะรับเป็นลูกจ้างหรือมือปืนรับจ้างก็ขึ้นกับกิจกรรมและเงื่อนไขตอนๆนั้นของแต่ล่ะบ. แต่มีงานต่อเนื่องยาวก็เป็นลูกจ้าง แต่ถ้างาเป็นโครงการๆ 1-5 ปี ก็รับเป็นมือปืนฯ จะได้ไม่ต้องรับภาระ overhead จ่าย net ๆ ตัดเป็นเดือนๆ จบโครงการก็เลิกกันไป แต่ถ้าถูกใจก็จ้างกันต่อ

การเป็นลูกจ้างหรือเป็นมือปืนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน มไมอะไรดีโดยไม่มีข้อด้วย เหมาะกับคนแต่ล่ะคนมากกว่าครับ คุณเข้ามาแล้วจะรู้เอง

อ้อ ที่คุณบอกว่า 3-4 ปีค่อยย้ายไปทำบ.อื่นนั้น แค่ 3-4 ปี ในวงการฯเราถือว่าทารกนะครับ ต้อง 10 ปีขึ้นครับ ถึงจะปีกกล้าขาแข็งพอที่จะบอกได้ว่าคุณคือ DSM จริงๆ พวกมาบอกผมว่า 3-4 ปี แล้วจะมารับงานมือปืนหีองานลูกจ้างต่อ มันก็ได้ แต่ค่าตัวต่ำถ้าเป็นมือปืน ถ้าเป็นลูกจ้างก็ต้องไปเริ่มเป็นเด็กใหม่ที่อื่น ถ้าคุณมาทาง DSM ของ CV ผมอยากให้มองยายไป 10 ปีเลย ระหว่างนั้นก็ใช้วันพักทำธุรกิจส่วนตัวไป อิสระดี

ส่วนประสบการณ์ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วง ไปเที่ยวเอาก็ได้ อ่านหนังสือเอาก็ได้ เรียนต่อเอาก็ได้อีก แล้วงาน DSM หลัง 10 ปีไป คุณก็สามารถโกอินเอตร์ไปขายตัว เอ๊ย ขายแรงงานตปท.สบายๆ

แต่บอกก่อนว่า DSM trainee ของ CV โหดนะครับ นอนน้อย ทำงานหนัก โดนด่าเช้าเย็น กดดันสุดๆ (ได้ยินมา)

ส่วนงาน turbine ผมไม่ค่อยทราบเท่าไรครับว่าทำอะไรยังไง ก้าวไปไหน รู้แต่ว่าเมืองไทยมีโรงไฟฟ้าอิสะขนาดกลาง/เล็กมากมาย รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่ส่วนมากมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเอง พวกนี้ใช้ turbine ทั้งนั้น

ส่วนเรื่องสารกัมฯกับนิวเคลีย ผมว่าคุณอย่ากังวลเกินเหตุเลยครับ ไม่มีอะไรมากหรอก แถมเป็นงานเฉพาะทางอีก ทักษะแบบนี้คนไทยไม่ค่อยมีโอกาสเท่าไรนะครับ ...

หวังว่าจะประกอบการตัดสินใจได้บ้างนะครับ ... โชคดีนะ ... พี่นก ...

------------------------------------------------

ข้างล่างนี่มี HR ท่านหนึ่งใช้นามแฝงว่า expert กรุณาฝากความคิดเห็นที่ผมคิดว่าโดนใจผมมากเช่นกัน ขอเอามาไว้ที่ยนี่ด้วยเลยนะครับ

------------------------------------------------

ถ้าอยากประกอบธุรกิจส่วนตัว แนะนำให้ไปทำที่ให้เงินมากกว่าเพื่อที่จะได้มาทำทุนกับงานที่เชี่ยวชาญหรือที่ทางบ้านมีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจเลย ทั้ง 2 ที่ไม่น่าทำทั้งนั้น หัวใจของธุรกิจคือตลาดกับลูกค้า สนใจด้านนี้ต้องไปทำงานด้านการขาย ไปเป็นเฃลล์ หรืองานมางด้านบริการ เพื่อที่จะได้มุมมองทางการค้าสำหรับไปต่อยอด

ประสบการณ์ของ Turbine maintenance กับ DSM นั้นไม่ช่วยเลย Turbine maintenance ทั้งวันก็จะอยู่แต่กับเครื่องจักร ราคาของ turbine ก็แสนแพง ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่มักจะใช้ vendor rep หรือไม่ก็มือเก๋าๆของ EGAT มาทำการ troubleshoot และ overhual ส่วน preventive maintenance เล็กๆน้อยๆ ก็ทำเอง

DSM ยิ่งแย่ใหญ่ อยู่แต่บน rig ทำงานเป็น company rep มีของทุกอย่างเพียบพร้อม support ก็เพียบ rig contractor ก็เกรงใจ ถ้าเป็นลูกค้าก็เป็นลูกค้าที่มักจะเอาแต่ใจ วิธีคิดของ DSM จะถูกสอนให้ทำตาม procedure ไม่เสี่ยงอะไรทั้งนั้น ไม่พร้อมไม่ทำ ถ้าติดไปเป็นนิสัยมันอาจจะไม่เหมาะที่จะไปทำธุรกิจเอง ส่วนข้อดีของตำแหน่งนี้คือ คุณมีช่วงเวลาพักที่ยาวทำให้สามารถมีเวลาไปหาความรู้หรือทดลองอะไรได้

ถ้าไม่อยากเป็นนักธุรกิจ DSM จะดีกว่ามากแบบที่พี่นกพูดเป๊ะเลย

---------------------------------------------------

ตอนนี้ผมกำลังรอสัมภาษณ์งานรอบสองที่ SLB ในตำแหน่ง FE แผนก Well service - Cementing ครับ จึงขอรบกวนสอบถามบางประเด็นเกี่ยวกับงานด้านนี้ครับ

1. Scope งานในตำแหน่งนี้ ทำเกี่ยวกับอะไรครับ งานตำแหน่งนี้ ส่วนใหญ่ทำในประเทศหรือต้องออกต่างประเทศบ่อยๆครับ


เป็นงานสนามอย่างชื่อบอกน่ะครับ เริ่มต้นคงทำในประเทศ พอเริ่มเป็นก็ได้ไปตปท.แน่ๆครับ ไปประจำที่โน้นเลยด้วยซ้ำ ส่วน scope งาน ก็ตาม link ข้างล่างนี้ไปได้เลยครับ

//www.glossary.oilfield.slb.com/Display.cfm?Term=cementing

//ww2.prospects.ac.uk/p/types_of_job/cementing_engineer_job_description.jsp

สรุปงายๆคือ คุณเป็นหน. มีลูกน้องทีมนึง 4-6 คน เอาปั๊มขนาดเท่าช้าง 2 เชือก ไปปั้มปั๊มซีเมนต์ลงหลุม ส่วนไอ้ช้าง 2 เชือกที่ว่า ถ้างานบกก็ใส่รถลากไป ถ้าในทะเลก็ลงเรือแล้วเอาเครนยกไป

2. ผลตอบแทนเรื่องเงินเดือน + สวัสดิการเป็นอย่างไรบ้างครับ

SLB เป็นบ.ใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 ของ วงการฯ มีมาตราฐานด้วย HR ค่าตอบแทน การฝึกอบรม และ ความปลอดภัย เป็นอันดับต้นๆของวงการฯ ผลตอบแทนดีแน่ๆเมื่อเทียบกับงานเดียวกันในบ.อื่นๆ เงินเดือนนั้นผมไม่ทราบว่าจริงๆว่าเดี๋ยวนี้เริ่มที่เท่าไร แต่ไม่น้อยหน้างานเดียวกันในวงการแน่ๆ แต่ที่ลืมไม่ได้คือค่า good will คือค่าชื่อนั่นแหละครับ SLB เหมือนยูดังๆในวงการศึกษา หรือ เหมือน นาซ่าในวงการวิศวกรรมอวกาศ ตรงทีเทียบเป็นเงินไม่ได้ เพราะเอาไปต่อยอดได้ว่าเราเคยอยู่เคยทำเคยอึกเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว เป็น resume อย่างดี (แต่แน่นอนแลกมาด้วยความลำบากทั้งกายและใจในการทำงาน) ผมมาได้ทุกวันนี้ก็ค่า good will ตรงนี้ ขนาดผมออกมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ทุกครั้งที่บอกว่าผมเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว (Wireline field engineer) ก็พอทราบได้ถึงความเชื่อถือในความเป็นมืออาชีพและความสามารถ ถ้าอะไรมันจะน้อยจะหย่อย ไม่ถูกใจไปบ้าง ให้นึกถึงค่า good will เอาไว้

3. ความมั่นคงในสายอาชีพการงานมากน้อยเพียงไร หากสะสมประสบการณ์ไปซักระยะ สามารถไปสมัครเพื่อเข้าทำงานใน Oil Company ใหญ่ๆอย่าง Chevron, PTTEP จะมีโอกาสไหมครับ

ความมั่งคงขึ้นกับฝีมือคุณและราคาน้ำมันในตลาดโลกครับ เนื่องจากเป็นที่รวมของเหล่าเซียนเหยียบหิมะไร้ร่องรอย คงพอนึกอกว่าพวกเก่งมากๆนิสัยเป็นไง การแข่งขันและอีโก้สูงกันทั้งนั้น คนหยุดวิ่ง(พัฒนาตัวเอง)ไม่ได้ มีคนจับเวลาให้คะแนนตลอด พอคุณทำได้ หน.ก็จะให้งานคุณเพิ่มทั้งปริมาณและความยากของงาน ถ้าราคาน้ำมันตกบ.นี้ก็ไม่ลังเลแม้แต่นิดที่จะเอาคนออกลดค่าใช้จ่าย คนที่มีความสามารถอยู่หางแถวก็จะโดนซองขาวคนแรก ผมไม่ได้เว่อร์ ผมผ่านและรอดจากวงจร(อุบาทว์)นั่นมาแล้ว สรุปว่าไม่ใช่ที่ๆคุณจะทำงานแบบแห้งชามน้ำชาม เช้าชามเย็นสองชามได้ก็แล้วกัน

สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระคุณพี่นกมากเลยครับ ที่ได้จัดทำ Blog ดีๆแบบนี้ให้คนที่ไม่ค่อยรู้อะไรเลยกับสายงานด้านนี้อย่างผม ได้ศึกษาและเข้าใจสายงานด้านนี้ดีมากยิ่งขึ้นครับ เนื่องจาก Background ของผมจบวิศวะทางด้านโยธามา แต่มีความสนใจและอยากทำงานในสายงาน Offshore มากครับ

สุดท้ายนี้ผมก็ขออวยชัยให้พรให้คุณผ่านรอบนี้และรอบต่อๆไปจน break out (สอบปฏิบัติภาคสนาม - หินสุดๆ) จนได้เป็น "ตัวจริง" และที่คุณต้องการมากกว่าพร คือความอึด แบบ "วิ่งสู้ฟัด" ของเฮียเฉินหลงนั่นแหละครับ ... โชคดีนะครับ .... พี่นก

----------------------------------------------

ขออนุญาติสอบถามนะครับ คือว่าผมจบตรี ธรณี มา เกรดก็ 2 นิดๆ จบปี 52 ตอนนี้เป็น xxx ส่วนภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างอ่อนครับ ผมอยากจะขอถามว่า

1. นอกจากตำแหน่ง mudlogger ในงาน survice สามารถสมัครงานในตำแหน่งอะไรได้บ้างครับ เช่น mudengineer etc. (พึ่งอ่าน blog พี่ได้ 2 วัน)


งั้นขอให้ไปอ่านบล๊อกผมให้จบ ผมรู้ว่ามันเยอะ แต่อยากให้อ่านให้จบ ใช้เวลาหน่อย พออ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่า อย่าเป็นวิศวกรเลย วิศวกรเป็นคนใช้ของนักธรณี คุณเป็นนักธรณีน่ะดีแล้ว มุ่งไปเป็นนักธรณีที่บ.น้ำมันจะดีกว่า เอาล่ะ ถ้าคุณหลงไหลได้ปลื้ม ลืมความจริงของชีวิตไปแล้ว (ฮ่า) อยากเป็นวิศวกรสนามจริงๆ มันก็มีไม่กี่ที่ที่มันตรงจริงๆ mud logger นั่นแหละ ตรงที่สุด นอกจากนั้นก็ mud eng ใกล้เคียงถัดมา เลยจากนั้นไป มันก็ไม่ใช่นักธรณีแล้วล่ะครับ นอกจากว่าคุณจะไปเป็นนักธรณี(ปิโตรฯ)สนาม (ถ้าคุณเป็นนักธรณี คุณคงเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร ) นั่นก็เป็นอีกเรื่องนึง อ้อ SLB Halliburton Baker Weatherford BJ รับนักธรณีเป็น วิศวกรสนามด้วยนะครับ แต่คงต้องแข่งกับวิศวกรตัวจริงพอควร โดยเฉพาะเรื่องเกรด และภาษาฯ คุณว่าคุณภาษาอ่อน งั้นเริ่มพรุ่งนี้เลยครับ ไปทำให้มันแข็ง(ขึ้น)ซะนะครับ ผมเข้าใจว่า

2. ตอนนี้ยังมีการอบรม drilling school หลักสูตร 6 เดือนอยู่รึเปล่าครับ และการอบรมนี้จะช่วยให้สมัครงานได้ง่ายขึ้นรึเปล่าครับ (เห็นมีอบรมที่ tpti แต่ไม่แน่ว่ามีหลักสูตร 6 เดือนรึเปล่าครับ)

ได้ง่ายขึ้นแน่นอนครับ ส่วนจะง่ายขึ้นแค่ไหน ขึ้นกับคุณทำดีแค่ไหนในคอร์สนั้นๆ ส่วนที่ไหน ผมทราบแต่ว่า tpti มี แต่ไม่รู้ว่ากี่เดือน คงต้องเข้าไปที่เว็บ และ โทรฯสอบถามดู อีกที่ที่เปิดปีล่ะครังคือที่กรมเชื้อเพลิงฯ (DMF) แต่ที่นั้นเปิดเงียบๆ แต่คนเต็มทุกรุ่น ต้องรบกวนไปที่เว็บ DMF และโทรฯถามเอาว่า เปิดเมื่อไรยังไง ผมรู้แต่ว่าหลักสูตร 6 เดือน

3. ถ้าไม่มีประสบการด้าน oil field จะสามารถสมัครงานบริษัทข้ามชาติ หรือบริษัท local ได้รึไม่ครับ

ทำงานในบ.เหล่านี้ (ทั้งต่างชาติและบ.ท้องถิ่น) มีสองแบบคือ แบบแรกเข้าไม่มีประสบการณ์รับเด็กจบใหม่มาปั้น หรือ แบบกึ่งใหม่คือจบมาไม่น่าเกิน 5 ปี เรียกว่า entry level อีกแบบคือที่ผมเรียกว่าแบบ มาม่า ฉีกซองเทน้ำร้อนแล้วรอ 3 นาทียกซดยกดูดได้เลย หรือ เรียกว่าพวก plug and play จริงๆภาษาทางการเรียก Mid career แน่นอนว่าพวกนี้ต้องมีประสบการณ์มากก่อน

4. ค่าตอบแทนจะอยู่ระหว่างเท่าไรครับ เพราะจะได้ใช้ไว้เป็นฐานข้อมูล

ขึ้นกับต่ำแหน่งครับ ผมไม่รู้ว่าคุณคิดตำแหน่งอะไรไว้ในใจ ถ้าเด็กจบใหม่เกรดเฉลี่ย3.0ขึ้น ในวงการฯ เอาว่า บ.service top 4 หรือพวกสวยเลือกได้ (SLB, HES, WFD, Baker) ก็แล้วกัน ราวๆ 30000 - 45000 ต่อเดือนครับ

----------------------------------------------------

สวัสดีครับตอนนี้ผมกำลังจะได้ทุนเรียนช่างเทคนิคปิโตรฯ รุ่นที่10ครับ(ยังไม่ได้100%นะครับ เหลือผลการตรวจร่างกาย) หลังจากเรียนจบจากทุนช่างเทคนิคปิโตรเลียมอะครับ ผมรู้ว่าต้องไปทำงานกับบริษัทที่เป็น contract ของ PTTEP หรือไม่ก็ของ chevron ซึ่งผมจะไม่ใช้พนักงานของเขาโดยตรง ผมอยากรบกวนถามพี่นกว่า

1.ถ้าทำงานไปแล้วซักพักโอกาสที่จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของ PTTEPหรือ Chevron จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ


อันนี้ก็ขึ้นกับจังหวะและโอกาสน่ะครับ ผมเห็นมาทั้งสองแบบคือ ทำไปสักพักมีตำแหน่งว่างเบื้องบนอนุมัติอัตรามาก็เสียบเลย หรือ ห้อยไปโหนมานานหลายปีก็ยังไม่มีโอกาส เป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงอยู่หลายปีก็มี กว่าจะได้เข้ามาทำประจำ

ผมอยากให้คุณคิดว่า ถ้าคุณเป็น PTTEP หรือ CV ถ้ามีตำแหน่งนั้นๆว่าง มีอัตรา คุณจะไปเสียเวลาหาคนใหม่คนนอกมาหัดให้ เสียเวลา เสียเงิน และเสี่ยงงานเจ๊งทำไม ก็เอาคนที่เป็นลูกจ้างรายปี (contractor) นั้นแหละ เอาคนที่มันมีทัศนะคติดีๆ ขยันๆ งานดีๆ เสียบเลย win-win ยกเว้นแต่ถ้าเป็น ลูกจ้างรายปี (contractor) ที่จ้างผ่านบ.นายหน้า พวกบ.นายหน้าจะมีเขียนในสัญญาว่าถ้าเช่าชั่วคราวรายคืนแล้วติดใจอยากตบแต่งเป็นเมีย เอ๊ย เอาไปจ้างเป็นพนักงานประจำ ต้องจ่ายค่าสินสอดกี่เดือนๆ อย่างนี้ PTTEP หรือ CV ก็คิดหนัก แต่คิดว่าคงไม่ใช่ในกรณีคุณ

2.พี่นกคิดว่าระหว่าง 2 บริษัทนี้มีข้อดีและข้อเสียต่างกันอย่างไรบ้างครับ(เพื่อผมมีโอกาสเลือกครับ) ผมกังวลเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการและความมั่นคงในอนาคตอะครับก็เลยอยากรบกวนพี่ให้ช่วยตอบหน่อยครับ

คำถามนี้ล่อเป้า(ว่ะ) เอาว่า PTTEP ก็บ.ไทยๆ CV ก็เป็นบ.อเมริกัน ความแตกต่างกันนั้นมีชัดเจน เขียนอยู่ในตำราแล้ว หาอ่านเอา เป็นความจริงเหมือนในตำราที่ไม่หนีจากนั้นเท่าไร แต่ที่อยากจะบอกคือ PTTEP มีอีกบ.ย่อยที่รับช่างเทคนิคคือ PTTEP service นะครับ ซึ่งไม่ใช่ PTTEP ตัวแม่ เรื่อง PTTEP service ผมตอบไว้ในบล๊อกพอควรแล้ว หาอ่านเอาได้ ไม่ทราบว่ากรณีช่างเทคนิคอย่างคุณจะเข้าข่ายต้องจ้างโดย PTTEP service หรือ PTTEP ตัวแม่ เพราะผมก็เห็น PTTEP ตัวแม่จ้างช่างเทคนิคเหมือนกัน ผมเลยไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่างานไหนใครจ้าง ... ไว้ข้ามจีบเด็ก HR สวยๆ ที่นั่น ได้แล้วจะแอบถามให้ (คงไม่มีทาง หูยานก่อนแน่ เอิ๊กๆ) แต่ถ้าคุณเลือกสวัสดิการและความมั่นคง ผมคิดว่า บ.ไทยๆน่าจะไปสวยกว่านะครับ ...

โชคดีนะครับ ... พี่นก

====================================

สวัสดีครับพี่นก ผมเขียนมาหาพี่เมื่อปีที่แล้ว ถ้าพี่จำผมไม่ได้จริงๆก็อ่านจากเมล์ฉบับก่อนๆนะครับ ขอบคุณพี่มากที่ให้คำแนะนำผม ผมก็ทำตามที่พี่บอกครับ ลำบากลำบนมาเกือบปี ตอนแรกก็ไปเป็น Floorman ให้ xxx ที่คูเวตเกือบครึ่งปี จากนั้นก็มาทำให้ xxx ตำแหน่ง AD Training ครับ คือมันเป็นโปรแกรมฝึกคนของ xxx เขาครับ เอาคนจบใหม่พอมีแววไปฝึกเป็น AD ใช้เวลา 3-4 ปีก็ออกมาเป็น AD ได้ครับ ผมมีคำถามอยากถามพี่ดังนี้น่ะครับ

ยินดีด้วยครับที่กระบวนการล่าฝันของคุณเข้ารูปเข้ารอย ถ้าคุณจะไปเป็น company man คุณมาถูกทางแล้วครับ เริ่มจากการเป็นกรรมกร (floorman) นั่นแหละครับ ซึ่งคุณก็เป็นมาแล้ว คุณจะสั่งใคร(หรือด่าใคร)ได้ คุณต้องทำเองเป็นก่อน หลักการเป็น company man มันก็มีแค่นี้แหละครับ

1.ผมมีเป้าหมายว่าต้องผ่านโปรแกรมนี้เพื่อให้เป็น AD ให้ได้ก่อนครับ พอมีประสบการณ์มากพอแล้วจึงออกมาทำบ.น้ำมันตำแหน่ง Companyman อยากทราบว่าต้องสะสมประสบการณ์กี่ปีในตำแหน่ง AD ครับ ถึงจะพอสมัครตำแหน่ง Companyman หรือว่าต้องขึ้นตำแหน่งสูงกว่านี้ เช่น Driller หรือ Tool pusher ก่อนถึงจะรับพิจารณาครับ

ใจเย็นๆครับ อีกไกลครับ แค่ AD คุณต้องผ่าน driller->tour pusher -> tool pusher -> rig manager หรือ OIM (offshore installation manager คือเทียบเท่ากับ company man บนแท่น แต่เป็นตำแหน่งของบ.แท่น คือเอาไว้ต่อกรกับ companyman ดูแลการทำงานของแท่น พูดง่ายๆ OIM รักษาผลประโยชน์บ.แท่น แต่ Company man รักษาผลประโยชน์ของบ.น้ำมันที่เช่าแท่นมาอีกที ดังนั้น 2 ตำแหน่งนี้จะต้องกึ๋นใหญ่ทันเกมกัน ลูกน้องมือขวาของ OIM ก็คือ tool pusher) อย่างน้อยๆต้องเป็น tool pusher ครับ ถ้าเป็น OIM ได้ก็การันตว่าส่งใบสมัครไปบ.น้ำมันได้เป็น company man แน่นอน

2.ถ้าผมทำ AD ได้ซัก 5 ปีแล้วมาเรียนต่อโททางปิโตรเลียม จบออกมาพี่ว่าน่าสมัคร Companyman ได้มั๊ยครับ

company man เป็นงานใช้ประสบการณ์เป็นหลักครับ ป.โทฯ ที่ไหนๆก็ไม่ได้ช่วย company man จบแค่ตรี หรือ รุ่นเก่าๆผมเห็นมาจบปวส. หรือจบแค่เกรด 12 (คือ ม.6 บ้านเรา) ก็เยอะครับ เท่าที่ผมเห็นๆ company man เจ๋งๆ ต้องอยู่ในสนามมาตั้งแต่เป็นกรรมกรรวมๆแล้วต้อง 15+ ปีขึ้นทั้งนั้น ที่น้อยกว่า15ปี นี้ก็มีเป็น company man แต่เป็นแบบหลักสูตรรวบรัด ไม่ cool ไม่เจ๋งเท่าไร เจออะไรโหดๆยากๆน๊อตหลุดหมดพวกเร่งรัดนี่ สติแตกนั่นแหละว่าง่ายๆ ของแบบนี้มันเป็นเรื่องประสบการณ์ครับ

3.ถ้าจะเรียนต่อป.โททางปิโตรเลียม ที่ไหนเหมาะที่สุดครับในการจะเอาไปสมัคร Companyman ครับ

ตอบไปแล้วครับ ไม่ช่วยเลยครับ

4.อยากทราบ scope งาน, ความรับผิดชอบและรายได้โดยประมาณของ Companyman ครับ ว่ามันเหมือนกับที่ผมทราบมารึเปล่า คือ ผมทราบมาว่าเป็นคนที่มาควบคุมงานตอนเจาะให้เป็นตาม Well Layout ต้องรู้ขั้นตอนงานทุกอย่าง คอยควบคุมหลุมเวลา Blow out งานหนักความรับผิดชอบสูง แต่ค่าตอบแทนก็หลักหลายแสนถึงล้านต่อเดือน มันใช่ตามที่ผมทราบมาอย่างนี้ไหมครับ

คุณอยู่ในสนามเป็น AD ก็คงพอรู้ company man เป็นลูกจ้าง(ประจำหรือมือปืน) ของบ.น้ำมัน ลงมาดูแลการขุดตั้งแต่ต้นจบจบ รักษาผลประโยชน์ในนายจ้าง(บ.น้ำมัน) แน่นอนครับ ความกดดัน และความรับผิดชอบสูงมากๆ ทั้งชีวิตคน ทั้งแท่นทั้งตัวหลุมและสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นมือปืนรับจ้าง ตอนนี้รับกันที่ราวๆ วันล่ะ 1000 - 3500 เหรียญ ต่อวัน (สุทธินะครับเนี่ย เข้ากระเป๋าเต็มๆ) ขึ้นกับประสบการณ์และประเภทของแท่นจากง่ายไปยากตามนี้ แท่นบก - offshore tender / barge - jack up - semi sub - drill ship และประเภทหลุม หลุมพัฒนา (delvelopment) จะไม่แพง เพราะเจาะง่ายรู้ๆอยู่แล้ว แต่ถ้าหลุมสำรวจ (exploration) ก็จะแพงเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้

สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่มากนะครับที่ให้คำแนะนำในคราวที่แล้วมา มีประโยชน์มากครับ มันทำให้ผมมาถึงวันนี้ได้

ผมไม่ได้ช่วยอะไรมาก ถามมาก็ตอบไป คุณแสวงหา และ ลุยเองทั้งนั้น อย่าชิงสุกก่อนห่ามถ้าจะเป็น companyman ไม่มีทางลัดนะครับ หยาดเหงื่อ แรงกายเท่านั้นนะครับ ประสบการณ์ล้วนๆ เขี้ยวไม่เขี้ยวก็ตรงนี้แหละ อ่านมาไม่เหมือนลงมือทำจริง ตำแหน่งนี้เน้นประสบการณ์ล้วนๆ

โชคดีนะครับ

=================================

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ xxx อายุ 27 ปี จบ ป.ตรี xxx และ ป.โท xxx ประสบการณ์การทำงานที่ xxx x ปี ในตำแหน่ง HSE Engineer และปัจจุบันนี้ทำงานที่ xxx มาได้ 8 เดือนแล้ว ตำแหน่ง Safety Officer ผมได้ติดตามอ่านบล็อกของพี่นกเห็นว่ามีประสบการณ์ด้าน Oil & Gas จึงอยากขอคำปรึกษาครับ คือทาง HR ของบริษัท Pan Orient Energy ได้โทรมาเรียกผมไปสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง Senior Asset HSE Coordinator แต่ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก ผมจึงอยากเรียนถามดังนี้ครับ

ความมั่นคงของบริษัท เนื่องจากเป็นบริษัทเล็กๆแล้วได้รับสัมปทานจำนวนไม่มาก ผมกลัวว่าทำไปเรื่อยๆแล้วบริษัทอาจปิดตัวลงในอนาคตสำหรับประเทศไทย

แน่นอนอยู่แล้วครับสำหรับธรรมชาติของบ.น้ำมัน เหมือนตั๊กแตนที่เร่ร่อนหาสัมปะทาน หากินกับทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด หมดแล้วก็บินต่อไปไร่ข้าวโพดไร่อื่นต่อไป ถ้าเอาเรื่องนี้มาเป็นปัจจัย เราก็คงไม่ต้องทำกับบ.น้ำมันที่ไหนเลย เพราะมันเหมือนกันหมด แม้แต่เจ้าใหญ่ขาโจ๋อย่าง BP CV ถ้าจะมีก็แต่บ.แห่งชาติ ชาติใครชาติมัน อย่างบ้านเราก็ ปตท.สผ. ซึ่งก็เข้ายากเข้าเย็น

ผมกลับมองว่า ความมั่นคงขึ้นกับความสามารถของเรา อย่าง PAN เป็น บ.เล็กแปลงสัมปะทานจำกัดก็จริง แต่ด้วยความเล็ก เขาก็ประมูลแปลงใหม่ๆไปได้เรื่อยๆ ถ้าคุณมีความสามารถจริง วันที่ PAN ต้องทิ้งประเทศไทยไป คุณก็ไปอยู่บ.น้ำมันอื่นได้นี่นา ผมกลับมองว่าความมั่นคงในอาชีพขึ้นอยู่กับความสามารถของคนๆนั้นมากกว่า

และที่คุณอาจจะไม่รู้ก็คือแปลงนาสนุ่นที่ PAN ตักตวงสูบจ๊วบๆอยู่ทุกวันนี้ก็คือแปลงที่บ.ขาใหญ่ขาหนึ่ง(ไม่บอกว่าใคร)คืนสัปประทานให้กับกรมเชื้อเพลิง(คืนประเทศไทยนั่นแหละพูดง่ายๆ) เพราะนักธรณีบ.นั้น(เก่งๆกันท้างน้าน)บอกว่าไม่มีศักยภาพทางปิโตรฯ พูดง่ายๆว่าไม่มีน้ำมันนั่นแหละ แล้วไงเศษๆแปลงแบบนี้ PAN มาประมูลไปเหมือนได้เปล่า แล้วไงทุกวันนี้ นักธรณีเก่งๆหลายๆคนของบ.ใหญ่บ.นั้นหน้าชาเหมือนโดนเปลือกทุเรียนตบซ้ายขวา อึ้งไปตามๆกัน PAN เจอน้ำมันในแปลงนั้นเยอะเสียด้วยจะบอกให้ ขอมูลกึ่งลับที่ลอยๆมาบอกว่าปริมาณผลิตไม่กี่สิบหลุมเท่ากับ 1/3 ของแปลงบกของบ.ใหญ่แห่งหนึ่งรวมกันทั้งหมดเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกบ.เล็กๆ ...

จาก Qualification ที่อ่านมาค่อนข้างจะห่างจากผมคือ กำหนดอายุ 30-45 ปี และประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี แต่ผมอายุ 27 ปี และมีประสบการณ์ 3 ปี 8 เดือน จึงอยากทราบว่า Rate เงินเดือนบริษัทแนวนี้อยู่ที่ประมาณเท่าไรครับ //th.jobsdb.com/TH/EN/Search/JobAdSingleDetail?jobsIdList=300003000173329

เขากล้าเสนอตำแหน่ง senior ให้ก็อย่าไปกังวล เขาดูแล้วว่าคุณเจ๋งพอ ทิ้งเรื่องอายุกับประสบการณ์ที่บ.ต่างลงนสพ.หาเถอะ เพราะนั่นเป็นแนวคร่าวๆเท่านั้น ถ้าใครเก่งจริง ประสบการณ์ตรงจริงๆ บ.พวกนั้นก็หลับตาเสียข้างนึงจ้างได้เหมือนกัน คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นแค่แนวทางกว้างๆเท่านั้นครับ

เรื่องเงินเดือนนี่ก็ถามกันจัง ผมก็อยากรู้ครับ ... แฮ่ๆ ... ถ้าดีก็อยากจะเปลี่ยนไปทำเหมือนกันครับ ...

บริษัทนี้เป็นที่รู้จักไหมครับ ส่วนมากได้ยินแต่ PTTEP กับ Chevron

ในวงการฯ เป็นที่รู้จักแน่นอนครับ ในวงการฯใครไม่รู้จัก PAN ก็แย่ครับ แหม เป็นหนูที่ไม่รู้ว่าเก่งหรือเฮง คว้าพุงปลา(ที่บ.ใหญ่แห่งหนึ่งทิ้ง) เอามากินปากมันเชียว ...

==========================

ผมชื่อ xx น่ะครับพึ่งจบใหม่จาก xxx ผมมีปัญหาเรื่อง CV ครับ คือผมไม่มีประสบการทำงานครับ แต่ผมเคย ทำงาน parth Time ทำจันทร์-ศุกร์ ครับ กับบริษัท Inspection ชื่อ xxx ครับๆๆๆ ทำแนวๆๆเช็คเกลียว ดูความหนาเหล็ก พวก drilling tool ซึ่งผมเคยฝึกงานมาก่อน แล้วพอผมกำลังเรียน ผู้ช่วยไม่พอ เลยตามผมไปทำงานๆ เป็นลูกมือครับ

ผมจะพบปัญหาจากการถูกสัมภาษณ์คือ การขอรับใบรับรองการทำงาน ครับ ทางบริษัทผมไม่สามารถออกให้ได้ครับ เนื่องจากผมไม่ใช่พนักงานประจำ และใน CV ผม ผมไม่สามารถจะสื่อสารไปได้ว่าผม ทำงานแบบ นอกเวลา ให้พี่ช่วยดูและคอมเม้นด้วยครับ


ไม่ยากครับใช้คำว่า Part time job ตรงๆไปเลย คนอ่านรู้ครับ ใน CV ผมก็แก้ให้ไปแล้ว ใน CV ไม่ต้องพูดถึงใบรับรองการทำงานครับ ถ้าสัมภาษณ์ค่อยอธิายถ้าโดนถามถึง

ผมอยากทราบข้อมูลว่า

1. ขณะนี้ บริษัทที่รับคนลง rig เป็นแนว รัสเบาวส์ ราฟเน็ก เป็นบริษัทอะไรบ่างครับ


โห ... ถามรุ่นพี่คุณได้เลย บ.เดิมๆ บ.นายหน้าขาโจ๋ทั้งนั้น ก็พวก JST อมฤต อดิสร OPS ฯลฯ เยอะแยะครับ

2. การทำงานด้าน Inspector มีโอกาศก้าวไกลไหมครับ (แต่ที่ผมทำมา คนไทยไม่มีโอกาศเลยครับ ส่วนใหญ่เป็นอินโด และ ฟิลิปปินส์ แล้วมีบริษัทด้าน inspector ด้านไหนบ่างครับ มีบริษัทไรบ้าง

โดยธรรมชาติแล้วมันเป็นงานที่ใช้เครือข่ายรู้จักกัน (connection) ส่งงานกัน ก็คนไทยๆหน้าเหลืองๆนี่แหละครับที่ทำๆกัน เริ่มจากเป็นลูกมือเหมือนคุณๆนี่แหละ พอเป็นพอเก่งแล้วก็ติดต่อลูกค้า พอลูกค้าไว้ใจในฝีมือและคุณภาพ พอมีทุนก็แยกมารับงานเอง บ.ไทยๆเท่าที่ผมเห็นก็ SOS (sense of siam) รู้สึกว่าเจ้าของเป็นคนไทยด้วย โอกาสก้าวหน้ามีแน่นอนครับ ขึ้นกับฝีมือครับของแบบนี้

ผมเลยอยากทราบว่าจะต้องแก้ cv ยังไงแล้วเวลาสัมภาษณ์ จะอธิบายยังไง ว่าเราทำงานเป็นนอกเวลา ขณะเรียน ไม่ได้ทำงานประจำครับ

CV แก้ให้แล้ว ส่วนเวลาสัมภาษณ์ถ้าโดนถามว่าทำไมไม่มีหนังสือรับรองการทำงานให้ตอบว่า "Due to the company policy, they don't provide certificate of employment for part time employee. However, if your HR call their HR, I believe they are willing to provide my information during my part time work" .... เอ้า ท่องไปเลยครับ

ยังหนุ่มยังแน่น ลุยไปเลย ... โชคดีนะครับ ...

=======================

ผมจบ วศบ.โยธา และ ทำงานมา 6 ปีแล้วครับ และก็ได้เข้าไปอ่าน blog ของพี่ ก็เลยไปเจอคำถามที่มีคนจบสาขาเดียวกับผมสนใจทำงานและเรียนต่อด้าน oil&gas แต่ใน blog เขาถามเน้นไปทาง subsea แต่ผมอยากทำในด้าน drilling ครับ ตอนนี้ผมเล็งไว้ที่สก๊อตแลนด์ครับ ที่ Robert gordon university เป็น MSc Drilling & well engineer จึงอยากรบกวนถามและปรึกษาดังนี้ครับ

1. MSc Drilling & Well engineer ผมจบ วศบ.โยธามาจะสามารถสมัคร หรือ เรียนได้ไหมครับ มหาลัยจะรับผมเข้าเรียนไหมครับ(กำลังเขียน SOP อยู่ครับ) อีกอย่างนึงผมเห็นทางเชฟร่อน ประกาศรับ drilling engineer เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา มีสาขาโยธาก็เป็นนึงในนั้นด้วย ผมเลยเข้าใจว่าหลังจากได้เข้าไปทำงานก็ต้องเรียนหรือฝึกเพิ่มเติม ผมเลยคิดว่าอยากจะทำด้าน drilling ครับ จึงทำให้ผมคิดว่าโยธาก็น่าจะเรียน drilling ได้ผมเข้าใจถูกไหมครับ


จบโยธาเรียน drilling eng ได้แน่ๆครับ หายห่วง แต่ถ้าไม่แน่ใจก็คลิ๊กไปดูหน้าที่เกี่ยวกับคุณสมบัติที่ยูเขาจะรับซิครับ น่าจะเขียนเอาไว้ตรงนั้นว่ารับป.ตรีอะไรบ้างแต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่าโยธานี่นอนมารับแน่ๆ

2. ถ้าสามารถสมัครเข้าเรียนได้ หมายถึงว่ามหาลัยรับผมเข้าเรียนแล้วตามข้อแรก ผมจะต้องมีพื้นฐานด้านวิชาอะไรบ้างครับ จะอ่านตำราตั้งแต่เนิ่นๆ (เป็นห่วงเรื่องพื้นฐานมากเลยครับ เพราะคิดว่าตัวเองจบโยธามา กลัวจะมีปัญหากับการเรียนน่ะครับ)

ไปเลยครับ ไปโหลดตำราในบล๊อกห้องสมุดภาค 1 ของผมในบล๊อกนี่แหละครับ เป็นตำราประถม ก. กา ของพวกเรา (ลูกอีช่างขุด) พิมพ์ออกมาถ้าพิมพ์ 2 หน้าจะหนาเกือบนิ้ว เอาไปหนุนหัวหรือฉีกต้มน้ำกินก็ได้ (ฮ่า)

3. Robert gordon university ที่aberdeen สก๊อตแลนด์ เป็นที่ยอมรับในสายงานนี้ไหมครับ

ตอบตรงๆว่าไม่เคยได้ยินชื่อครับ แต่ผมก็ไม่ค่อยได้รู้จักอะไรมากนักทางฝ่ายวิชาการ เพราะผมไม่ได้จบมาโดยตรง เลยไม่ค่อยรู้ว่าที่ไหนมีอะไร แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะครับ ที่แน่ๆ กพ.เราน่าจะรับรองนะครับ

4. พี่นกพอจะมีเครือข่ายที่กำลังเรียน drilling engineer ที่ Robert gordon university บ้างไหมครับ

ผมมีแต่ geotech ที่โน้น แต่ไม่ใช่ยูนี้อีเมล์ไปถามได้ครับ tawatchai_a@hotmail.com ไม่รู้ตอนนี้จบกลับมาหรือยัง geotech ก็วงการฯเดียวกัน น่าจะมีข้อมูลบ้าง อีเมล์ไปได้เลย บอกว่ามาจากบล๊อกพี่นก

5. ถ้าไม่สามารถเข้าเรียน drilling ได้ ผมจะต้องเรียนสาขาอะไรได้บ้างครับ ที่จะได้ทำงานบนแท่นขุดเจาะครับ

ไปนี่เลย ป.โทฯปิโตรเลียม หรือ geotech เมืองไทยก็มี เมืองนอกก็เยอะ กูเกิลเอาได้เลย ในห้องสมุดผมก็มีคนจัดอันดับยูทางนี้ไว้ด้วย แต่ถ้าให้ล่าสุดจริงๆต้องอากู๋กูเกิลชัวร์กว่า

6. อายุจะมีผลต่อการรับสมัครเข้าทำงานด้าน drilling ไหมครับ เพราะตอนนี้ผมอายุ29แล้วครับ

อีก 2-3 ปีจบมาก็ 31 หน้าแก่ไปหน่อยแต่โดยยังเด็กๆครับ แต่อย่าให้เกิน 35 เป็นใช้ได้

รีบๆตัดสินใจนะ อีก 2-3 ปีกลับมาอาจจะได้เจอกัน ...หรือไม่แน่คุณอาจจะหางานทำที่โนเลยก็ได้ถ้ามีโอกาสก็อย่าให้ปล่อยเลยไป เป็นประสบการณ์ประดับ CV บ้านเรายิ่งเห่อเด็กนอกอยู่ ...

โชคดีนะครับ

================================


ผมชื่อ xxx ครับเรียนสาขาวิศวกรรมเครื่องกล อยู่ที่ xxx กำลังจะขึ้นปี4 ครับ เกรดเฉลี่ยมรวมตอนนี้ก็ เกิน 3.5 แต่ว่าผมมีจุดอ่อนตรงภาษาอังกฤษ ตอนนี้กำลังพยายามฝึกฝนอยู่ครับ ผมสนใจอยากจะทำงาน Drilling engineer เพราะรู้สึกว่าเป็นงานที่ท้าทายดี

ตอนนี้ผมวางแผนไว้ว่า พอเรียนจบ จะลองไปสมัครที่ Horizon program Drilling Engineer ของ chevron ดูครับ แต่คาดว่าคงจะไม่ผ่านการสัมภาษณ์เพราะว่าภาษาอังกฤษของผมค่อนข้างไม่แข็งแรง

ผมเลยวางแผนไว้คือ ในช่วง เดือน พ.ค. ปี 55 น่าจะมีการเปิดอบรม Drilling school รุ่น 6 ของ TPTI ซึ่งเป็นหลักสูตร 6 เดือนเสร็จก็ราวๆปลายปี 55 ในช่วงนั้นผมน่าจะเห็นภาพรวมของการทำงานมากขึ้นระหว่างนั้น ก็ฝึกภาษาไปด้วย เมื่อจบการอบรมคราวนี้ผมจะลองสมัครใหม่อีกครั้ง คราวนี้ จะลองสมัครหลายๆบริษัทที่เกี่ยวข้องในวงการนี้ ถ้าโชคร้ายเกิดไม่ได้งานอีก ผมก็เตรียมแผน 2 ไว้ครับคือ ไปชุบตัวเรียนต่อในช่วงเดือนสิงหา ที่ AIT สาขา Geosystem Exploration and Petroleum Geoengineering เพราะว่าน่าจะขอทุนเรียนฟรีได้

อยากจะขอคำแนะนำเกี่ยวแผนการที่ผมวางไว้ครับว่าควรจะปรับแก้ตรงไหนบ้าง

และอยากจะขอคำแนะนำครับว่าถ้าเกิดใน ปี 55 ไม่มีการเปิดอบรม Drilling school รุ่น 6 หรือว่าผมไม่ได้รับเลือกให้อบรม ผมจะมีเวลาราวๆ 1 ปี ก่อนที่จะสามรถเรียนที่ AIT ไม่ทราบว่า 1 ปีนี้ผมควรจะไปทำงานด้านไหนก่อนดีครับ

ขอรบกวนอีก 1 คำถามนะครับ เกี่ยวกับ senior project ที่จะทำตอนปี 4 ไม่ทราบว่าควรทำเกี่ยวกับด้านไหนครับถึงจะดูน่าสนใจสำหรับวงการนี้


ผมฟันธงล่วงหน้าได้เลยครับว่าน้องคนนี้ (ขอเรียกน้องเพราะอ่อนกว่าผมแน่ๆ) อนาคตใส เพราะ 1. รู้ชัดมากๆว่าตัวเองต้องการทำอะไร ไม่เหมือนบางคนที่รู้แต่ว่าอยากทำงานนอกชายฝั่ง 2. รู้จักจุดอ่อนของตัวเองและกำลังแก้ บางคนรู้จุดอ่อนตัวเองแต่ไม่ทำอะไรกับมัน และที่สำคัญคือ 3. รู้จักวางแผนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมเพื่อจะไปให้ถึงฝัน มีแผนสำรองเสร็จสรรพด้วย

งั้นผมขอวิจารณ์แผนน้องเลยนะครับ


อย่างแรก คุณอย่ารอที่จะไปฝึกภาษาตอนที่เรียน Drilling school รุ่น 6 ของ TPTI เพราะไม่ทัน ภาษาเป็นเรื่องที่ต้องสะสม เริ่มวันนี้ครับ สมัยผมเป็นเด็กม.ปลาย หัวผมก็ทื่อๆและเกลียดภาษาที่สุด ผมคิดแบบโง่ๆ(แต่อึด)ว่า สอบเอ็นฯสมัยผม ผมต้องรู้ศัพท์อย่างน้อย 500 คำ (ศัพท์จริงๆนะครับ ไม่ใช่พวก house dog cat พวกนี้ไม่นับ ถ้าผมท่องศัพท์วันล่ะ 10 คำ ท่อง(แม่มมัน) 3 เดือนครึ่ง ก็ได้ 1000 คำ หัวทื่อๆแบบผมเนี่ยตีซะว่าทำได้ครึ่งนึงลืมครึ่งนึง อย่างเลวๆตั้งติดหัวผมสัก 500 คำ ว่าแล้วผมก็กว้านซื้อและยืม (ส่วนมากยืม) หนังสือรวมศัพท์สอบเอ็นฯมาจดๆใส่กระดาษพับใส่กระเป๋าตังค์แล้วเริ่มท่อง ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์และวันหยุดใดๆ
เรียกว่าพรสวรรค์ไม่มีอาศัยพรแสวงเข้าว่า อึดแบบควายเรียกพี่ว่างั้นเถอะ เชื่อไหมว่าอานิสงฆ์ของความอึดวันนั้นเป็นบันไดอย่างดีให้ผมมีวันนี้ ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้ศัพท์ 1000 คำนั่นอยู่

ที่เล่ามายาว อยากจะให้คุณเริ่มวันนี้ หาซีดีมาฟัง ดูหนังมีพากย์ก่อนรอบนึงแล้วดูแบบไม่พากย์อีก 20 รอบหรือจนกว่าจะเป็น แนะนำหนังการ์ตูน เพราะภาษาง่ายดี เอาสำเนียงคุ้นหูเข้าว่า สารพัดเทคนิดไปหาอ่านเอามีตำรามากมาย แต่สำคัญที่สุดของที่สุดคือ "เริ่มวันนี้"

ถ้าคุณกำลังขึ้นปี 4 ก็เหลือ 2 เทอมที่จะรักษาเกรดให้สูงกว่า 3.5 ไว้ คุณจะมีโอกาศหางานได้ดีขึ้น

ตอนนี้เหลือ 1 ปี พอเรียนจบ เกรดค่อนข้างสูง คุณมีโอกาสดีทีเดียวสำหรับ Horizon program Drilling Engineer ของ chevron ถ้าคุณเริ่มเอาจริงเอาจังกับภาษาฯของคุณวันนี้ คุณมีเวลา 1 ปี ซึ่งเพียงพอมากๆกับภารกิจ "กำจัดจุดอ่อน" เพลอๆช๊อตเดียวคุณอาจจะได้ที่นี่เลยก็ได้

ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง drilling school ของ TPTI เท่าไร ทราบแต่ว่าเปิดทุกปี เพราะเป็นของเอกชน ถ้ามีคนเรียนคนจ่ายตังค์ก็เปิดสอน แต่ผมก็คุ้นๆว่า drilling school ของกรมเชื้อเพลิงก็มี ไม่รู้ว่าเป็นหลักสูตรเดียวกันหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็คิดว่าเป็นแผนสองที่ดีมากๆ

ส่วน ที่ AIT สาขา Geosystem Exploration and Petroleum Geoengineering เป็นทางเลือกที่แจ่มมาก แต่อยากให้ดูที่อื่นๆในระนาบเดียวกันไว้ด้วย เช่น โท.ปิโตรฯที่จุฬา หรือ หลักสูตรดีๆใหม่ๆที่ม.สุรนารี

คราวนี้ถ้าแห้วจาก drilling school ผมแนะว่าอย่างอยู่เฉยๆ เพราะ วศบ.เครื่องกล GPA 3.5 ภาษาอังกฤษดี (ถ้าเริ่มวันนี้) ร่อนใบสมัครไปเลยครับบ.service ดังๆดีๆเยอะแยะ แล้วคุณค่อยวกกลับมาเป็น drilling eng ก็ได้ ครับ ทุกวันนี้กว่าครึ่งของ drilling eng ไม่ได้เป็น drilling eng ตั้งแต่จบ ครึ่งนึงก็แปรพักตร์เอ๊ยเปลี่ยนมาจาก บ. service ทั้งนั้น (ผมล่ะคนหนึ่ง)

แต่บ. service ที่ทำก็ควรจะดูด้วยว่าต้องอยู่ในสาขาที่เกี่ยวเนื่อง เช่น น้ำโคลน ซีเมนต์ directional drilling, drill bit ฯลฯ ไม่ใช่ไปเป็น sale หรือ marketing

senior project ที่จะทำตอนปี 4 ... อืม ... เนื่องจากภาคคุณเป็นเครื่องกล คงไม่มีโครงงานที่เกี่ยวเนื่องกับทางฝั่งของวงการฯเท่าไร ผมแนะนำให้ทำอะไรพื้นๆไม่ต้องไฮเทคมาก แต่เน้นเอาไปทำงานได้จริงมากกว่า พวกที่ขึ้นต้นหัวข้อด้วย "การเพิ่มประสิทธิภาพ ..." ก็เป็นเรื่องดีนะครับ เบสิกๆแต่ใช้งานได้จริง

เอาล่ะครับ เรามองล่วงหน้าไปไกลแล้ว กลับมาเริ่มง่ายๆ จัดลำดับความสำคัญของเรื่องใกล้ๆก่อน ผมจัดให้อย่างงี้เลย เป้าแรก คงเกรดเฉลี่ยตอนจบให้ได้ 3.5 หรือมากกว่า และ เป้าที่สองคือ เริ่มกำจัดจุดอ่อนคุณตอนที่อ่านคำตอบผมจบแล้วทันที

ผมพอมองออก คนอย่างคุณไม่ต้องการคำอวยพรหรอกครับ และคนแบบคุณไม่ต้องพึ่งดวงหรือพรแน่ๆ คุณทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น ... พี่นก

==========================

ตอนนี้ผมเป็นsafety อยู่ที่offshore บริษัทหนึ่ง อยากทราบว่า การที่เป็นsafety ในงานออฟชอนี้ มันค่อนข้างตันไหมครับ หมายถึงสามารถที่จะเติบโต ในสายงานนี้ เซพตี้ หรือสามารถที่จะนำความรู้นี้ไปต่อยอดทำตำแหน่งอื่นได้ไหมครับ

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจการทำงานในเชิงกว้างก่อนว่า ในทุกๆวงการฯการทำงานมีสายงานหลัก(line ซึ่งแน่นอนว่าเสียงดังและโอกาสกาวหน้าสูง) และสายงานสนับสนุน(support ซึ่งมักจะด้อยกว่าในเกือบทุกด้าน)ประกอบกันเสมอ ทุกลักษณะอาชีพสามารถเป็นได้ทั้งสายหลักและสายสนับสนุน ผมชอบยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆคืองานบัญชี ทั่วๆไปมักจะเป็นสายงานสนับสนุน แต่ถ้านักบัญชีคนนั้นไปทำงานในบ.ผู้ตรวจสอบหรือรับทำบัญชีก็จะเป็นสายหลักของบ.นั้นไปทันที ในขณะที่วิศวกรมักถูกมองว่าเป็นสายหลัก แต่ถ้าไปทำงานธุรกิจโรงแรม ก็เป็นได้แค่สารพัดช่างซ่อมโน้นซ่อมนี่ไปวันๆ อีกตัวอย่างที่ชัดๆคือฝ่ายบุคคลที่มักจะเป็นสายสนับสนุน แต่ถ้าเป็นบ.จัดหางานล่ะ ก็เป็นสายหลักได้ หรือนักกฏหมายถ้าอยู่บ.ทนายความก็เป็นสายหลักไปเหมือนกัน แต่ถ้ามาอยู่บ.อื่นก็เป็นแค่สายสนับสนุน

กฏอุปสงค์อุปทานก็เข้ามามีส่วนต่อไปตรงที่ งานในสายสนับสนุนหาง่าย แต่ผลตอบแทนและโอกาสก้าวหน้ามักไม่มาก งานอาชีพเดียวกันในสายหลักหายากแต่ผลตอบแทนสูงและความก้าวหน้าสูง ซึ่งเป็นธรรมดาของระบบตลาดแรงงานเสรีในระบบทุนนิยม

ผมกำลังบอกว่าโดยตัวอาชีพแล้วไม่มีงานไหนเป็นสายหลักหรือสนับสนุนเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าบ.นั้นๆทำธุรกิจอะไร ผลตอบแทนและความก้าวหน้าก็จะล้อกันไปอย่างที่ว่าไว้

ถามสั้นแต่ที่ตอบยาวนี่เพราะอยากให้วิเคราะห์มองให้เห็นภาพใหญ่ๆของตลาดแรงงานก่อนวกเข้ามาตอบคำถามของคุณ บางทีผมไม่ทันตอบคุณอ่านถึงตรงนี้ก็พอรู้คำตอบเองแล้ว

ใช่ครับงาน safety ที่คุณทำอยู่เป็นสายสนับสนุนของกิจการนั้นๆ (ไม่ว่าบ.นั้นๆจะเน้นว่างานความปลอดภัยมาอันดับหนึ่งก็ตามเถอะ) คำตอบคือไปต่อได้ แต่ก็ไม่ไกลแน่ๆครับ ถ้าคุณอยากไปไกล คุณก็ต้องไปอยู่พวกบ.ฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (training) บ.ตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย (audit, inspection, certity) หรือไม่ก็เป็นบ.ผู้คุ้มกฏไปเลย (regulator - ส่วนมากงานราชการครับ)

ถ้าอยากก้าวหน้า คุณมีทางเลือกสองทางคือ ทางแรกออกมาจากบ.ปัจจุบันแล้วหางานที่งานความปลอดภัยเป็นสายงานหลักชององค์กรเช่นที่ยกตัวอย่างข้างต้น หรือ ทางที่สอง เปลี่ยนแนวงานซะ หาเวลาเรียนรู้ด้านอื่นเพิ่มเติม เรียนต่อ หรือลดวุฒิและประสบการณ์ไปฝึกงานอื่นที่เป็นสายหลักในบ.นั้นๆซะเลย เช่น เรียนปิโตรฯ ธรณีฯ drilling school ฯลฯไปเลย แล้วแต่พื้นฐานคุณใกล้กับอะไรมากที่สุด ... พี่นก ...

================

พอดีผมเพิ่งได้อ่าน blog ของพี่ เพราะผมกำลังหาที่เรียนต่อน่ะครับ นั่งดูทุกหน้าแล้วแต่ยังไม่ค่อยตรงน่ะครับ ว่าจะรบกวนถามบางอย่างหน่อย

ตอนนี้ผมทำงานที่ บ. ญี่ปุ่นที่นึง ทำมาได้ 3 ปีละครับตั้งแต่จบ ยังไม่ได้เปลี่ยนงานเลย ผมจบ วิศวะ เคมี งานที่ทำเป็นพวก technical engineer คอย transfer technology มาแล้ว set up ให้ production ครับ ทีนี้เรื่องมีอยู่ว่าผมอยากจะเปลี่ยนงาน เพื่อ อัพ ฐานเงินเดือนตัวเอง ซึ่งตอนนี้ผมรับอยู่ 22xxx

เป้าหมายที่ผมอยากไปคือ สายพลังงาน ที่หวังเงินเดือนไว้ที่ 40xxx up แต่เกรดตอนเรียน ป.ตรี ของผม อยู่ที่แค่ 2.30 ทำให้ผมไม่สามารถที่จะสมัคร บ. พวกนี้ได้ ทีนี้ ผมเห็นของจุฬามีเปิดให้เรียน ป.โท เคมี, ปิโตร
ตอนนี้ใจผมไปอยู่ที่ ปิโตรเลียม พี่ว่าถ้าเรียน ผมจะได้งานพวกสายนี้ไม๊ครับ ตอนนี้เก็บเงินมาได้ก้อนนึงแล้ว เลยอยากรีบเรียนเลย แต่ไม่รู้ว่าเค้าจะให้เรียน รึเปล่า เพราะเกรด ป.ตรี นั้นน้อยมาก

ถ้าตามที่ผมคิดและหวังไว้ คือ ผมเรียนโทให้จบ แล้วไปสมัคร เชฟรอน หรือ ปตทสผ ผมมีโอกาสที่จะเข้าได้ไม๊ครับ หรือ ผมเข้าใจอะไรผิด

ไม่รู้จะงงไม๊นะครับ ถ้าแยกเป็นข้อน่าจะประมาณนี้

1. เกรด ป.ตรี ผม 2.3 ผมจะได้ต่อโท ที่จุฬาไม๊ครับ

2. ผมอยากต่อปิโตรเลียม อยากไปทำงานที่แท่น จะมีสิทธิ์นั้นไม๊ครับ

3. หรือมีที่ไหนที่แนะนำไม๊ครับ ที่เรียน วัน เสาร์ อาทิตย์ แล้วจบมาได้ทำงานสายพวกนี้


1. เกรด ป.ตรี ผม 2.3 ผมจะได้ต่อโท ที่จุฬาไม๊ครับ

พูดตรงๆ โท.ปิโตรจุฬา นั่นเขาสวยเลือกได้ อ.เขาก็คงอยากได้เด็กที่มีพื้นพอๆกัน น่าจะลำบากนะครับ แต่คนเราถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ซื้อหวยแล้วจะถูกได้ไง สมัครไปก่อนเถอะครับ อย่าตีตนไปก่อนไข้ แต่ก็เผื่อใจไว้ด้วย

ถ้าไปทางโทฯปิโตรไม่ได้ ไปชุบตัวเป็นโทฯเคมี ทำเกรดมาใหม่ ก็น่าจะมีสิทธิ์มากกว่านะครับ เพราะเราก็มาตรีเคมีนี่นา แล้วเอาโทฯเคมี GPA 4.00 (ถ้าทำได้) ไปหางาน ที่ผ่านมาแล้ว แก้ไขไม่ได้อย่าไปคิดมา คิดถึงข้างหน้าดีกว่าว่าจะเพิ่มความน่าสนใจ(มูลค่า)ของ(สินค้า)ตัวเองได้อย่างไร

อ้อ ... อีกอย่าง ภาษาครับ เอาด้านนี้เข้าสู้ได้เหมือนกันนะครับ เรียนภาษาจีนกลางให้พูดเขียนคล่องๆ แล้วทำบ.น้ำมันจีนก็ได้ครับ ถึงจะไม่ดีเท่า แต่ก็ใช้เป็นสะพาน พอมีความรู้ทางเทคนิค มีประสบการณ์ตรงๆเฉียดๆบ้าง แล้วค่อยกระแซะๆข้ามมาบ.ตะวันตกทีหลัง

2. ผมอยากต่อปิโตรเลียม อยากไปทำงานที่แท่น จะมีสิทธิ์นั้นไม๊ครับ

ถ้าคุณเรียนต่อปิโตรฯ(ต้นน้ำ)ได้ คุณก็มีสิทธิ์ครับ ดูหลักสูตรดีๆนะครับ โทฯปิโตรฯหลายที่เป็นปลายน้ำ ไม่แน่ใจก็โทรฯถามเจ้าของหลักสูตรตรงๆไปเลยก็ได้ครับ เขาตอบอยู่แล้ว

ดูที่มาที่ไปของคุณแล้ว น่าจะต้องใช้ความพยายามสูงอยู่นะครับ ถ้าจะเข้ามาในวงการฯ แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ถ้ามีความุ่งมั่นทางที่ใกล้ที่สุดคือหาที่เรียนต่อ GPA 2.3 ก็ 2.3 เถอะ เมืองไทยไม่มี พอไปเมืองนอกไหวไหมครับ

ไม่งั้น ก็ต้องไปเริ่มงานกับบ. service ล่ะครับ แล้วคอยๆหาลู่ทางเอาทีหลัง ทำใจนิดครับ มันต้องเดินอ้อมๆเอา แต่ถ้าไม่หยุดเดิน วันนึงมันก็ถึงครับ

3. หรือมีที่ไหนที่แนะนำไม๊ครับ ที่เรียน วัน เสาร์ อาทิตย์ แล้วจบมาได้ทำงานสายพวกนี้

เท่าที่ทราบไม่มีนะครับ ส่วนมากจะเต็มเวลา หรืออาจจะมีก็ได้ ลองๆดูที่ มจธ. AIT หรือ สุรนารี ซิครับ เว็บไซด์มี กูเกิลมี โทรฯมี ทำการบ้านเยอะๆครับ เราไม่มีแต้มต่อ แต่เราต้องมีแต้มอึด จริงไหม ... สู้ๆนะครับ ...

===================

พี่นก หนูได้ไปอยู่แผนก well service อ่ะค่ะ หนูอยากรู้ว่า well service ทำอะไรบ้างอ่ะค่ะ หนูอยากมีความรู้พื้นฐานกับตำแหน่งนี้อ่ะค่ะ เพื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อการสัมภาษณ์อ่ะค่ะ หนูอยากจะขอคำแนะนำจากพี่นกหน่อยอ่ะค่ะ

งาน well service หรือบางทีพวกเราเรียกสั้วๆว่า well เป็นส่วนหนึ่งของงาน well construction ถือว่าเป็น subsurface construction งาน well construction มีสองส่วน ส่วนแรกคือ drilling จะเป็นพวกบุกเบิก ขุดพื้นโลกให้เป็นรูไปในทิศทางที่นักธรณีชี้เป้าไว้ ขุดเสร็จก็จะเอาท่อเหล็กที่เรียกว่า casing หรือ ท่อกรุสอดไว้กันดินหินถล่ม จากนั้นก็จะเอาท่อผลิตใส่ลงไป (run production tubing) ขั้นตอนที่ถัดจากและหรือรวมถึงการเอาท่อผลิตใส่ลงไปในท่อกรุนั้น บางบ.ก็จะให้เป็นงานของฝ่ายขุดเจาะ บางบ.ก็ให้เป็นของ well service จากนั้นก็จะเป็นงานของ well service ทั้งหมดไปจนจบอายุของหลุม ซึ่งรวมการบำรุงรักษาซ่อมแซมให้คงการผลิตได้ตามตารางการผลิตที่วิศวกรแหล่งหรือวิศวกรผลิตวางแผนไว้ หรือที่เราเรียกว่า workover นั่นแหละครับ เช่น ถอดท่อผลิตเก่าที่ติดตั้งไว้หลายปีขึ้นมา ซ่อม หรือ เอาท่อใหม่ เทคโนฯใหม่ ฯลฯ ใส่ลงไปเผื่อทำให้หลุมผลิตได้ต่อไป เป็นต้น

ผมเองตอบตรงๆก็รู้บ้างแบบเป็นๆเกี่ยวกับงาน well เพราะว่าโดนเนื้องานผมแล้วผมอยู่กับพวกขุดครับ งาน well ก็รู้แบบอือๆเออๆเคยเห็น เคยได้ยิน เข้า cนีพหำ ระยะสั้น ฯลฯ ประมาณนั้นมากกว่าครับ

เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนสร้างบ้านนะครับ พวกขุดเจาะเนี่ยก็ตั้งแต่หักร้างถางพง ตอกเสาเข็ม ต่อม่อ เสา คาน ผนัง หลังคา แล้วที่เหลือจากงานสีเป็นต้นไปก็เป็น well service ไปจนถึงซ่อมบำรุง ท่อแตก ไฟดับ แอร์เสีย จัดสวน ติดประตู ลิฟต์ ฯลฯคราวนี้จุดแยกระหว่างงานขุดกับงาน well นั้นก็แล้วแต่โครงสร้างและความพร้อมของแต่ล่ะบ.นะครับ

กลับมาเรื่องของ well ถ้าจะตอบจริงๆว่างาน well ทำอะไรบ้าง มันก็จะมีแต่ศัพท์แสงเฉพาะเยอะมาก บอกไปหนูก็ต้องถามกลับว่า แล้วมันคืออะไรอีก ตอบกันไม่จบ ผมว่าเอา concept เอาแนวๆไปดีกว่า อ้อ ตย.ที่เห็นชัดอีกอย่างที่ตอนนี้ดังในวงการ well ของไทยคือ เทคโนฯที่เรียก DeepLift

หาอ่านได้ที่นี่ครับ รู้ไปก่อน รับรองว่า คนสัมภาษณ์อึ้ง ... //www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=02-05-2011&group=6&gblog=77

ผมว่าแสดงความมั่นใจให้เต็มร้อย ฉะฉานชัดเจน มีหลักการ ผมก็ว่าน่าจะผ่านรอบนี้ได้ไม่ยาก ... โชคดีนะครับ ถ้าเราดวงตรงกัน อาจจะเดินสวนกันในวงการฯบ้าง วงการฯนี้ไม่ใหญ่เลยครับ ... พี่นก

========================

ตอนนี้ผมเรียนวิศวกรรมการผลิต ผมสนใจงานด้าน offshore มากครับ ผมอยากทราบว่า

1- welding engineer welding inspcetor ลักษณะงานเป็นยังไงบ้างครับ


ไม่ทราบเหมือนกันครับ ผมเพิ่งได้ยินว่ามี welding engineer ส่วนมากที่ผมรู้จักก็ welder เสียมากกว่าครับ ส่วนงาน inspector ก็งานตรวจสอบ ส่วนมากทำบนฝั่งที่ๆเขาต่อแท่น (ที่เรียกว่า dry dock) หรือที่ๆเขาเอาแท่นมาเข้าซ่อมบำรุงตามกำหนดเวลา

2-ผมจะเดินไปถึงจุดนั้นได้ไง คือ ควรเรียนต่อที่โท welding engineer บางมด หรือว่าควรทำงานหาประสบการณ์ก่อน แนะนำบริษัทด้านนี้ด้วยครับ

หลักสูตรที่คุณควรจะมองหาควรจะเป็นวิศวกรรมนอกชายฝั่งของ AIT วิศวปิโตรฯของจุฬา geo tech สุรนารี หรือ อะไรสักอย่างของบางมด ลองเข้าไปดูในเว็บต่างๆของสถาบันเหล่านี้ดู ไม่เข้าใจหลักสูตรไหนก็ถามมาได้ครับ ส่วนบริษัทนั้น อยู่ในห้องสมุดในบล๊อกของผมครับ โหลดได้เลยครับ แต่ก่อนอื่นแนะนำให้อ่านเรื่องที่ผมแบ่งลักษณะบ.ในวงการออกเป็นกลุ่มๆก่อนนะครับ อยู่ในบล๊อกนี่แหละครับ รู้สึกว่าจะเริ่มจากบล๊อกที่เขียนเรื่องของดีของการทำงานนอกชายฝั่ง น่ะครับ

3-และในเรื่องของใบ cert ด้าน welding inspector นิยมใช้ ใบไหน ถึงจะมีโอกาศงานที่กว้างครับ

ตอบได้ทันทีเลยครับว่าไม่ทราบ เพราะผมไม่ได้อยู่วงการนี้เลยครับ

4-พี่มีความคิดเห็นอย่างไรกับ offshore engineer บ้างครับ คือจบมาทำอะไรได้บ้างครับ

ผมไม่ทราบว่าคุณกำลังหมายถึงหลักสูตรอะไรที่ไหน พอมีลิงค์หลักสูตรให้ผมได้ดูไหมครับ เพราะหลักสูตรชื่อเดียวกันแต่เอาเข้าจริงๆเรียนกันคนล่ะเรื่อง แบบนั้นผมก็เคยเจอมาแล้ว งานก็เหมือนกัน ชื่องานเดียวกัน แต่ทำงานจริงๆต่างกันมาก

FAQ #1 FAQ #2 FAQ #3 FAQ #4 FAQ #5 FAQ #6 FAQ #7 FAQ #8 FAQ #9 FAQ #10 FAQ #11 FAQ #12 FAQ #13 FAQ #14 FAQ #15 FAQ #16 FAQ #17 FAQ #18 FAQ #19 FAQ #20 FAQ #21



ห้องสมุดเล็กๆของผม <=== คลิ๊ก
รวบรวมตำราการขุดเจาะ คลิ๊ปการทำงานในบางตำแหน่ง แบบประเมินความเหมาะสมกับงานในสนามเบื้องต้น วิธีเขียน resume ที่ไม่โดนโยนทิ้งตะกร้า รายชื่อบริษัทฯในวงการ และ อื่นๆอีกมากมาย


มีคลิปการทำงานของบางตำแหน่งให้ดูเป็นน้ำจิ้ม มีตำราวิศวกรการขุดเจาะให้ดาว์โหลดเป็นบทๆ มีความหวังดีและเอื้ออาทรเสมอ ถ้ารู้สึกขอบคุณ ไม่ต้องตอบแทนอะไรผม แค่คุณจะแบ่งปันสิ่งที่คุณมีให้คนอื่นต่อไป ผมก็รู้สึกว่าคุณได้ตอบแทนผมแล้ว




 

Create Date : 09 เมษายน 2554    
Last Update : 12 เมษายน 2556 15:32:02 น.
Counter : 1301 Pageviews.  

FAQ #19 ------ update 24/3/11

ผมมีคำถามเกี่ยวกับตำแหน่ง Operator Assistant ครับ พอดีว่าวันพฤหัสนี้ จะต้องไปสอบข้อเขียนแล้วครับ รบกวนพี่นกช่วยแนะนำด้วยน่ะครับ

ข้อมูลน้อยมากเลยครับ แต่ล่ะบ.มีชื่อตำแหน่งที่แตกต่างกัน บางทีชื่อตำแหน่งเดียวกัน แต่งานมันคนล่ะเรื่องเลย เอาว่าผมเดากว้างๆไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ

- ลักษณะการทำงานโดยรวมเป็นอย่างไร ถ้าเป็นอย่างที่ผมเข้าใจจากชื่อตำแหน่ง ก็คือเป็นผู้ช่วยวิศวกรสนามน่ะครับ คือเขาให้ทำอะไรก็ทำไป อยู่ในกลุ่มที่ผมเรียกว่า ช่างเทคนิคมีทักษะหรือกึ่งทักษะครับ

- ใช้ความรู้และความสามารถทางด้านไหนเป็นพิเศษ หลักๆเลยคือความรู้กลศาสตร์และการทำงานแบบลงมือทำเองเป็นหลัก การใช้เครื่องมือ (hand tool) ก็พวกค้อน คีม ฯลฯ และอุกรณ์ทุ่นแรงทางงานช่างต่างๆ โดยมากจะรับระดับปวส. ก็ทักษะตามระดับปวส.ที่ควรจะรู้นั่นแหละครับ

- ข้อสอบจะออกในลักษณะใด ถ้าข้อเขียนก็คงเป็นทักษะช่างง่ายๆมังครับ อาจจะความรู้รอบตัวเกี่ยวกับงานช่างต่างๆ ทษฎีคงมีแกล้มๆมานิดหน่อยเท่านั้นครับ

- ควรเตรียมตัวในเรื่องใดบ้าง พกความมั่นใจเข้าไปให้เกิด 100 เป็นใช้ได้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินเข้าไปอย่างคนที่ภูมิใจและหยิ่งในศักดิ์ศรีของความสามารถและความเป็นมืออาชีพของเรา .... ที่เหลือมันจะสะท้อนออกมาให้ ภาษากาย แววตา ท่าทางของคุณเอง อย่าไปหงอ (ถ้าต้องสัมภาษณ์)

ขอโทษทีที่ตอบช้า ... แต่ก็อยากตอบ เพราะจะได้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆด้วย ว่าแต่ว่า สอบมาแล้วจำคำถามมาแบ่งกันด้วยนะครับ ... และก็ขอให้โชคดีนะครับ ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร.

===================================

สนใจงาน off shore อยู่เเล้ว เเต่ไม่มีโอกาศมีเรื่องอยากจะรบกวนขอคำแนะนำจากพี่นก เกี่ยวกับการเข้าวงการขุดเจาะครับ ผมจบจาก xxx สาขาวิศวะกรรมเคมีครับ เกรด ไม่สวยเลือกได้ครับ 2.71 ภาษาอังกฤษพอคุยรู้เรื่อง ตอนนี้ทำงานอยู่ xxx เป็น Assist to Mgr. ครับ แต่ไม่ชอบ 55 อยากลุยๆ ครับ เนื่องจากทราบดีว่าไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยอยากจะทราบว่า จะสามารถสมัครงานบนเเท่นขุดเจาะในส่วนของงาน oparetor หรือ ผู้ช่วย อะไรก่อนได้หรือเปล่าครับเพื่อพัฒนาตนเองก่อนเเล้ว จะสามารถสมัครทางใดได้บางครับผม

อย่างแรกเลยที่คุณต้องรู้ว่าวงการเราสวยเลือกได้ สาขา เกรด ภาษา คือ 3 ปัจจัยหลักๆที่คนสวย(วงการฯ)ดูเป็นอันดับแรกๆ ถ้า 3 อย่างนี้เป็นตามที่คุณ คนสวยคงไม่มอง นอกจากว่าคุณจะไปปรับมันขึ้น

สาขา - ถ้ามีหนทางเรียนต่อดีกว่าครับ ดูในบล๊อกนะครับ มีแนะไว้แล้วว่าที่ไหนบ้าง
เกรด - กลับไปแก้คงไม่ได้ แต่แก้ตัวได้ตอนเรียนต่อ
ภาษา - เรียนพิเศษเพิ่มสอบ toeic ให้ได้สัก 800 ขึ้น ถึงจะลอยลำ

เอาล่ะ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คุณไม่สามารถหรือไม่อยากเรียนต่อ ผมแนะให้ไปแจ้งเกิดกับบ. service ขนาดกลางหรือเล็กๆ (รายชื่ออยู่ในบล๊อกห้องสมุด ดาวโหลด มีลิงค์) ถ้าจบเคมี ที่ตรงที่สุดก็คือบ.น้ำโคลนและซีเมนต์ (รายชื่ออยู่ในบล๊อกห้องสมุด) ที่นี้มันก็มี 2 ประเภทคืองานในสนง.กับงานสนาม คุณคงอยากไปทำงานสนาม คุณก็สมัครเป็นวิศวกรสนามที่เราเรียกว่า field engineer ถ้าไม่ได้ ก็สมัครเป็นวิศวกรในสนง.ก็ได้ ซึ่งแต่ล่ะที่ก็ใช้ชื่อต่างๆกันออกไป ส่วนมากก็ tech eng application eng ฯลฯ

ที่บอกว่าให้ไปแจ้งเกิดกับบ. service ขนาดกลางหรือเล็กๆ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องไปสมัครกับบ.ขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั้งไปสมัครกับบ.น้ำมันนะครับ ลองมันหมดนั่นแหละครับ จังหวะและโอกาสรอคนที่พยายามเสมอครับ ไม่ซื้อหวยแล้วจะถูกหวยได้ไง จริงไหมครับ ....

คราวนี้มันก็มีอีกงานคืองานลูกน้องวิศวกรสนามหรือที่เราเรียกว่า operator ซึ่งโดยมากจะรับปวส. ถ้าคุณมีก็เอาวุฒิปวส.สมัครไป ถ้าไม่มีก็เอาป.ตรีนั่นแหละสมัคร ถ้ารับก็รับไม่รับก็ช่าง ... ไม่ซื้อหวยแล้วจะถูกได้ไงจริงไหมครับ

อีกทีก็มีหลักสูตรอบรมระยะสั้นๆที่กรมเชื้อเพลิงฯ หรือ TPTI (Thailand Petroleum Training Institue) หรือ รร.ช่างเทคนิคของวงการที่สงขลา ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาและหาบุคคลากรให้กับวงการ อยู่ไหน ประกาศรับสมัครอะไรยังไงคงต้องให้ไปทำการบ้านต่อเอาเองล่ะครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ฟังๆเขามาอีกที

ขั้นแรก ไปดาวโหลดรายชื่อบ.ในห้องสมุดผมมากทำการบ้านก่อน ว่าใครทำอะไร อะไรตรงกับเรา ในนั้นมีเว็บเกือบทุกบ. สนใจบ.ไหน ค่อยถามเจาะลึกมาอีกที แต่ผมอาจจะไม่รู้จักทั้งหมดทุกบ.นะครับ ถามมาก็แล้วกัน เผื่อฟลุ๊กๆผมรู้จัก ... ขอให้โชคดีนะครับ ... พี่นก

-------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้ทาง weatherford เค้า offer ให้หนูทำ junior sales account manager ...ซึ่งหนูฟังดู สโคปงานแล้วค่อนข้างยากมากเลย แล้วเค้าอยากให้หนูดู เชฟร่อน พี่นกคิดว่าตำแหน่งนี้ดีกว่า field engineer กับ application engineer ไหมคะ หนูค่อนข้างสับสนมากมาย คือตอนนี้ทาง schlumberger ก้เรียกสัมภาษณ์ เหมือนกันค่ะ แต่ตำแหน่ง field engineer อ้อลืมบอกไปค่ะ หนูเคยเปน sales engineer ของบริษัทแห่งหนึ่งมาก่อน ค่อนข้างสับสน อยากให้พี่นกช่วยชี้เเนะด้วยนะคะ (น้องคนนี้เข้าข่ายสวยเลือกได้ครับ บ.ใหญ่ๆนัดสัมภาษณ์ตั้ง 3 ตำแหน่ง ... อย่าอิจฉาครับ เราต้องพยายามของเราต่อไป แต่คนสวยก็มีปัญหาของคนสวยที่คนขี้เหร่ๆอย่างเราๆไม่มี ... ฮ่าๆ)

คำถามนี้ตอบง่ายมากครับ คุณถามตัวเองก่อนเลยว่าคุณชอบงานแบบไหน

1. งานขายและการตลาด พูดคุย ปะทะลูกค้าผู้คนทุกวัน เป็นคนแรกที่ลูกค้าคิดถึงและโทรฯมาบ่น ออกงาน ตีกอล์ฟ เป็นงานอดิเรก ฯลฯ
2. งานวิเคราะห์แก้ปัญหาให้คนอื่น คำขวัญคือ ปัญหาของคนอื่นคืองาน(และเงินเดือน)ของเรา
3. ลงมือทำงานเองตามคำสั่งของคนอื่น ไม่รู้ล่ะงานมาจากไหน "สั่งมาก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่จัดให้"

ไม่ต้องไปดูว่าอะไรดีกว่าอะไรนะครับ ทั้ง 3 งานข้างต้น ดีทั้งนั้น แต่เหมาะกับคนต่างลักษณะและความชอบกัน มีโอกาสรุ่งได้ทั้ง 3 งานเลยครับในวงการของเรา

ถ้าชอบ 1 ก็ไปเป็น junior sales account manager อนาคตคุณก็จะเป็น Business development manager ไปจนโน้น VP marketing และ CEO
ถ้าชอบ 2 ก็ไปเป็น application engineer อนาคตก็ tech manager หรือ operation manager - General manager อะไรไปโน้น ปลายทางก็ CEO
ถ้าชอบ 3 ก็ไปได้ถึง CEO เหมือนกัน ผมถือว่าสุดทางความเป็นลูกจ้างก็ CEO นี่แหละครับ เพราะ CEO ก็คือลูกจ้างผู้ถือหุ้นอีกที จริงไหมครับ

ถ้าคุณไม่อยากเป็นลูกจ้างก็ไม่ต้องเลือกทั้งสามงานนั่นแหละ หรือเลือกมั่วๆไปสักงาน แล้วไปคอยซื้อหุ้นบ.ต่างๆ นั่นคือคุณเป็นเจ้าของกิจการไงครับ เอาว่าผมไม่ฟันธงนะครับกรณีนี้ เพราะมันขึ้นกับลักษณะความเป็นตัวคุณ และความชอบของคุณเอง ดีกว่าฝืนทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบตามกระแสไปแล้วมันจะไม่รุ่งแน่ๆครับ

โชคดีนะครับ ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร

=====================================

มีคำถามที่เกี่ยวการทำงานนอกชายฝั่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิค แต่เกี่ยวกับความเจ้าชู้ของเราๆ ชั่งใจอยู่นานว่าจะเอามาลงที่นี่ดีไหม คิดอยู่ 8 ตลบ คำตอบของผมมีประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เนื้อหาคำถามมันเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ตัดสินใจได้ว่า เอางี้ ผมเอาส่วนที่เป็นคำตอบมาลง แต่ขอไม่ลงคำถามของเธอก็แล้วกันนะครับ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าพวกเรา(บางคน - ย้ำอีกที บางคน )เจ้าชู้กันนี่แหละครับ

คำถาม --- xxx

คำตอบ

อ้าว ... คราวนี้หวยมาออกที่อาชีพผมหรือนี่ ...

แหม ... ทุกอาชีพ ทุกวงการก็ต้องมีทั้งคนดีและไม่ดีแหละครับ ดูผู้ชายวงการบันเทิงซิครับ อยู่ใกล้ๆสาวๆสวยๆเอ๊กซ์ๆทุกวันไม่ซ้ำหน้า แต่ก็มีผู้ชายอย่างน้าสมบัติ เมทนี และ พี่เคน ที่รักเดียวใจเดียว เป็นที่อิจฉาของสาวๆหลายคน ในทางตรงกันข้ามอีกขั้วที่อุตส่าห์โกนหัวห่มผ้าเหลืองที่อยู่ในที่ๆแวดล้อมด้วยธรรม ก็ยังมีสีกามุดกุฏิอยู่ให้ลงข่าวหน้าหนึ่งเป็นระยะๆ นับประสาอะไรกับวงการอื่นๆ แสดงว่าอาชีพไม่ได้เป็นตัวกำหนดความเจ้าชู้ของผู้ชาย แต่ว่าเป็นปัจจัยเอื้อทางสถิติมากกว่า เข้าตำรา รถไฟเรือเมล์ลิเกตำรวจ อย่างที่ผมว่าไว้ในบล๊อกข้างล่างนี่

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=17-07-2008&group=6&gblog=42

ธรรมชาติของอาชีพพวกเรา ทำงานเป็นกะ จะต้องออกจากบ้านทุกเดือนๆเป็นรอบๆที่แน่นอน และที่ต่อฮ.ลงทะเลมันก็สงขลา ลงไปขึ้นมาทุกเดือนๆ อาจจะไขว้เขวได้ ถ้าเป็นโรคหัวใจ(อ่อน) เป็นทุนเดิม

จะมีใครบ้างไหมคะที่ไม่เป็นแบบนี้ - แหม ... ผมก็เห็นหลายคนนะครับที่ไม่เป็น ในทางกลับกันก็มีบ้างที่มีสองบ้าน กลับขึ้นฝั่งก็อยู่สงขลา 2-3 วันก่อนขึ้นกทม.หรือจังหวัดบ้านตัวเอง ขาลงมาก็ลงมาล่วงหน้า 2-3 วัน ผมคงไม่สามารถไปวิจารณ์ได้ แต่บอกได้ว่า แบบแรกมีมากกว่าแบบหลังมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และถ้าจะกรณีหักมุม แบบคนไทยไปขายแรงงานตะวันออกกลาง ไปเสียนากลับมาเสียเมีย ก็มีเหมือนกันถึงไม่บ่อยก็ตาม คือลงจากทะเลมาก่อนกำหนด อยากจะให้เมียสาวแปลกใจกลายเป็นว่าตัวเองแหละที่ต้องแปลกใจ(มากๆ - เศร้า)

ผมอยากให้คุณปลงดีว่าครับ 10 ปี ก็ 10 ปี ครับ ช่างมัน รู้ตอนนี้ก่อนแต่งงานดีกว่าไปรู้หลังแต่งหรือตอนมีลูกด้วยกันไปแล้ว นั่นจะยิ่งไปใหญ่ ... จำไว้ว่าอะไรที่เป็นของเรา แม้ว่าเราปล่อยมันไปมันก็จะกลับมาหาเราอยู่ดี และถ้ามันไม่ใช่ของเรา กอดไว้ยังไงก็ไม่ใช่ของเรา ... อ่านเรื่องนี้ดูซิครับ .... อย่าเอาความสุขและชีวิตเราไปแขวนไว้กับสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ...

//www.pantip.com/cafe/family/topic/N10099174/N10099174.html

หรือ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=04-01-2011&group=3&gblog=14

ชีวิตยังต้องเดินต่อไปนะครับ ...

คิดแบบนี้ผิดไหมอะคะ - ผิดแน่ๆ ไม่เฉพาะกับอาชีพพวกผม กับทุกอาชีพเลยครับ

อย่าเครียดไปก่อนนะคะ - ผมไม่เครียดหรอกครับ หลังจากที่ต้องอยู่และรักลูกสาวที่เป็น ADHD ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมเครียดได้อีกแล้ว (นอกจากเธอ ... ฮ่า)

สู้ต่อไปนะครับ อย่าไปรั้งเขาไว้เลยครับ คุณเองยังมีคุณค่าและมีผู้ชายสักคนที่ดีกว่ารอคุณอยู่นะครับ คนบนฟ้ากำหนดมาให้แล้วครับ ...

อย่าเพิ่งหมดความหวัง ไร้ซึ่งศรัทธา ที่สำคัญ ความรักนั้นยังมีค่าคู่ควรกับคุณเสมอนะครับ ...

หวังดีและอาทรเสมอ ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร

======================================

นี่ xxx เองนะคะ ไม่ทราบว่าพี่ยังจำได้รึป่าว หายไปเป็นปีเลย ฮ่าๆๆๆ หนูอยากถามว่า ถ้าจะเรียน Master PE Eng เนี่ยค่ะ ระหว่าง Robert Gordon university @ Scotland กับ ที่จุฬา จะที่ไหนดี เพราะชื่อเสียง RGD ก็ไม่ได้ดังอะไรมากมาย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ก็สู้เรียนที่จุฬา จะดีกว่ามั๊ยคะ

คือจิงๆตอนนี้ xxx สมัครที่อมเริกา 5ยู (Texsa A&M, OK, Tulsa, Texas Tech, Montana) และก็ที่ UK 3ยู (Imperial, Heriot-watt, RGD) กลัวว่าจะไม่ได้ที่ไหนเลยซักที่อ่ะคะ แต่คิดว่า RGD น่าจะได้ แต่ไม่ค่อยอยากไปอ่ะคะ

ในมุมมองของพี่ นักเรียนที่จบ RGD เป็นยังไงค่ะ ..คือหนูหมายถึงถ้าจบแล้วกลับมาหางานที่เมืองไทย เค้าจะอยากได้มั๊ยอ่ะคะ ฮ่าๆๆๆ....กลัวไปแล้วไม่คุ้มคะ


บอกตามตรงว่า จำไม่ได้ครับ อย่าโกรธกันนะ ตั้งแต่เปิดบล๊อกมา 5 ปี (ได้แล้วมัง ไม่ได้นับ) ปีๆนึง ผมตอบอีเมล์และตอบในบล๊อกเป็นสิบๆคน เฉลี่ยๆคร่าวๆเดือนจะ 10 คน ไม่รวม comment แก้ CV resume ใบป่ะหน้า อีกต่างหาก คูณ 12 ดูก็คงรู้ว่าสมองน้อยๆทึ่มๆของผมคงจำไม่ไหว ... ฮ่าๆ ... (ไม่นับตอบปัญหาเด็ก ADHD อีกต่างหาก)

บอกตรงๆว่า ไม่รู้จัก Robert Gordon university @ Scotland เลยครับ ไม่ติดทำเนียบท๊อป10 master PE ค่านิยมคนไทยก็บ้าของนอกตามปกติ แต่เอาเข้าจริงๆผมว่าของจุฬาได้รับการยอมรับในไทยมากอยู่นะ แต่ไปโน้นมันก็ได้เรื่องภาษากับโอกาสที่จะได้สมัครทำงานเลยกับบ.ที่ทะเลเหนือ เรียกว่าโกอินเตอร์ว่างั้นเถอะ ซึ่งจบจุฬาจะไม่มีโอกาสตรงนี้ แต่จุฬาจะได้เปรียบตรงที่จะได้สัมผัสรู้จักวงการฯของบ้านเรา ซึ่งมีผลกับการหางานทำ ถ้าคิดจะทำงานที่บ้านเรา

แน่นอน Robert Gordon university @ Scotland กพ.ไทยคงรับรอง เพราะเรารับรองยูของที่โน้นเกือบทุกยู ดังนั้นในด้านวิชาการ เนื่องจากยูนี้ไม่ดัง ความน่าเชื่อถือทางวิชาการก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบจุฬา ดังนั้นความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือทางวิชาการตกไปเมื่อเทียบกับจุฬา

คราวนี้ถ้าเอามาชั่งกันทั้งข้อดีข้อด้อยแล้ว ผมว่าเท่ากันเลย (ยกเว้นค่าเทอม)

นักเรียนที่จบ RGD เป็นยังไงค่ะ ..คือหนูหมายถึงถ้าจบแล้วกลับมาหางานที่เมืองไทย - ฟันธงว่า 1 ความน่าเชื่อถือ ทางวิชาการเท่ากับจุฬา 2 ภาษาดีกว่าแน่ๆ 3 ได้ดีกรีเด็กนอก 4 ได้การอ้างอิงกับบ.ต่างชาติที่โน้น ในกรณีฝึกงานต่อแล้วเอามาอ้างอิงในการสมัครงานที่นี่

จัดลำดับให้นะครับ ที่ ? คือผมไม่รู้จัก ไม่ได้แปลว่าไม่ดี อาจจะดีกว่าที่ผมรู้จักก็ได้

1 Texsa A&M
5 OK
4 Tulsa
3 Texas Tech
? Montana
2 Imperial
? Heriot-wat
? RGD

สมัครตั้ง 8 ที่ คงต้องได้สักที่แหละน่า เกรดเราก็ไม่ได้ขี้เหร่สักหน่อย ไว้ได้และเอาที่ไหน บอกกันบ้าง เผื่อได้แวะผ่านไป จะได้ไปเยี่ยมที่ยู โชคดี เพี้ยง .... พี่นก

===========================================

ผมได้งานบริษัทหนึ่ง ในตำแหน่ง Filed service Technicain หลังจากที่พยายามมาเกือบ 6 ปี ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ตำแหน่งที่ผมไปทำก็จะทำเกี่ยว Electrical Submersible Pump ถ้าผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์สัก 2-3 ปี ผมสามารถต่อยอดไปในตำแหน่งไหนได้บ้างครับ และพี่มีข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการติดตั้ง pump พวกนี้ไหมครับ การติดตั้ง pump จะทำพร้อมกับงาน drilling หรือป่าว ผมเข้าใจถูกไหมครับ ผมอยากหาข้อมูลให้มากที่สุด ก่อนที่จะไปเริ่มงานครับ

ก่อนอื่นขอชมเชยว่าคุณมีความพยายามเป็นเลิศ และ ยินดีด้วยครับกับความสำเร็จที่ได้ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง อยากให้เพื่อนๆพี่น้องที่นี่ดูไว้เป็นตัวอย่างครับ ภาษาฝรั่งว่า Where there is a will, there is a way แปลตรงๆว่า "ที่ไหนมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่นั่นมีหนทาง" แปลให้กลมกล่อมว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

คืองี้ครับ ส่วนที่คุณได้ไปทำอยู่ในส่วนที่พวกเราเรียกว่า well service หมายความว่าพวกผม (drilling) ขุดแล้ว ลงท่อกรุ แล้วซีเมนต์ พวกผมก็ย้ายไปขุดที่อื่นต่อ เหมือนสร้างโครงสร้างเสร็จถึงมุงหลังคา ที่เหลือก็จะมีอีกฝ่ายนึงไปทำต่อให้เข้าอยู่ได้ พร้อมดูแลรักษาบ้านหลังนั้น(หรือต่อเติมดัดแปลง)ไปจนหมดอายุการใช้งาน คราวนี้จุดแยกระหว่างงานโครงสร้างบ้าน(หรืองานขุด) กับ งานที่จะมาทำให้เสร็จพร้อมเข้าอยู่(หรือ well service) นั้น แต่ล่ะบ.ไม่เหมือนกัน บางส่วนเป็นงานที่ก้ำกึ่งๆ ในกรณีสร้างบ้านก็เช่น งานท่อกับงานเดินไฟฟ้า จะว่าเป็นโครงสร้างก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ถูกอีก ....

งานติดตั้งและดูแล Electrical Submersible Pump นั้นเป็นส่วนของ well service แน่ๆครับ คือไอ้ปั๊มเนี้ย นึกถึงปั๊มไดโว่ที่จุ่มลงไปดูดน้ำในท่อข้างถนนดีๆนี่เองครับ ใช้หลักการใบพัดเทอร์ไบธรรมดา แต่แพง เพราะต้องทนความดัน อุณหภูมิ การกัดกร่อน (ทั้งเคมีและทางกล) ของของไหล (น้ำมันและก๊าซปนทราย + ฯลฯ พวก CO2 H2S มีเธน อะไรก็ว่าไป) ผมไม่รู้เรื่องปั๊มนี่เลยครับ อยู่คนล่ะส่วนงานกับผม บ.ที่ผมทำอยู่ ติดหัวบ่อ (well head) เสร็จพวกผมก็เผ่นไปขุดที่อื่นแล้วครับ

คราวนี้พวกเรา drilling กับ well service มันเหมือน คอหอยกับลูกกระเดือกน่ะครับ เบื่อๆงานตัวเองก็ข้ามไปข้ามมากัน บางบ. รวมสองแผนกนี้เข้าด้วยกันเป็นแผนกเดียวด้วยซ้ำ จะได้ทำงานกันคล่องๆ ดังนั้นคำถามคุณที่ว่าการต่อยอดนั้นเป็นไปได้มากแน่นอนครับ เปิดหูเปิดตา ทำความรู้จักพูดคุยกับพวกขุดไว้บ้าง ใส่ใจว่าเขาขุดอะไรกันอย่างไร ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ไม่ใช่ว่าก้มดูแต่ปั๊มของตัวเองลูกเดียว ผมเข้าใจว่าแรกๆคุณคงไปทำบนบก ถ้าบ.นั้นมีผลุมผลิตบนบก จากนั้นก็ลงแท่นผลิตกลางทะเล ถ้าบ.นั้นมีหลุมผลิตในทะเล คราวนี้คุณก็ได้เป็น มนุษย์น้ำมันนอกชายฝั่งอย่างสมบูรณ์ :)

ขอให้ตั้งใจทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เรามาช้าเรามาสายกว่าคนอื่น แต่ถ้าความตั้งใจเราเกินร้อย วันหนึ่งเราก็ทันเขาครับ สู้ๆนะครับ ...

==============================

ตอนนี้ผม กำลังรอที่จะไป Field Exposure ของทาง SLB ในตำแหน่ง Field Engineer (Well Service- Cement Engineer) ครับ เลยสงสัยว่า ความเป็นไปได้ ที่จะได้งานนี้มีมากน้อยขนาดไหนครับ แล้วรบกวนถามว่า ถ้าได้เริ่มงาน ที่ slb เนี่ยครับ จะมี base salary + rig site allowance + etc ประมาณเท่าไหร่ครับ (คร่าวๆก็ได้ครับ)

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดเนี่ย ขั้น Field Exposure เป็นขั้นสุดท้ายแล้วใช่ไหมครับ แปลว่าคุณผ่าน ข้อเขียน สัมภาษณ์ group activity ฯลฯ มาจนหมดแล้ว ถ้าเป็นอย่างที่ผมเข้าใจ คุณก็คงได้แล้ว 99% แหละครับ ถ้าคุณไม่ทำตัวขี้เกียจเกินไปนัก และ ถ้าเขาไม่มีเป้าว่ารับเกินไว้แล้วรอไปคัดออกที่รอบ Field Exposure ผมว่าคุณก็ลอยลำแหละครับ

base salary + rig site allowance + etc เท่าไรนี่จนปัญญาจริงๆครับ ผมว่า รวมเป็นปี (ทั้งโบนัส ฯลฯ) แล้วหาร 12 น่าจะได้ราวๆ 50000 บาท ต่อเดือนขึ้นไปนะครับ แต่ไม่น่าเกิน 60000 บาท

โชคดีนะครับ ได้ประสบการ Field Exposure มันส์ๆโหดๆ ก็เอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ บล๊อกผมจะอยู่ได้ ก็เพราะน้ำใจพวกเรานี่แหละ ลำพังตัวผม ไม่มีประสบการณ์อะไรมากมายหรอก ...

--------------------------------------------

ตอนนี้ผมทำงานที่ xxx ครับอยู่ที่ xxx คอยรับรถน้ำมันดิบ Load เข้าลาน เงินเดือนก็รับประมาณ 40k ครับแต่ความรู้ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ความก้าวหน้าคงน้อยมาก ทำงาน 14 พัก 7 ครับ แต่ไม่นานมานี้ทาง Pttep service เขาโทรมารับผมเข้าทำงานครับตำแหน่ง Operator ลงที่บงกชครับแต่ต้องไป Train ก่อนประมาณ 6-8เดือน รายได้หายไปเกือบ 20k เลยครับ แต่ถ้าลง Offshore แล้วรายได้ก็จะดีกว่านี้มากครับ ทำงาน 14 พัก 14 ก่อนลงทำงานพักโรงแรมฟรี 1คืนครับ อยากถามพี่ว่าผมควรจะไป Pttep service ดีไหมครับ ถ้าเทียบกับที่ xxx แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งรายได้และการทำงาน พี่นกช่วยให้รายละเอียดด้วยครับ เพื่อผมจะได้ตัดสินใจได้ครับ แล้วที่ Pttep service นี้ดีไหมครับที่นี่เขาเป็นอย่างไรบ้าง

40000 ทำ 14/7 ตกปีล่ะ 365/(14+7) = 17.4 รอบ นั่นคือ ทำงานจริงทั้งปี 17.4 x 14 = 243.6 วัน ได้เงิน 40000 x 12 = 480000 บาท ค่าแรงวันล่ะ 480000/243.6 = 1970.44 บาท

มา PTTEP service

20000 ทำ 14/14 ตกปีล่ะ 365/(14+14) = 13.04 รอบ นั่นคือ ทำงานจริงทั้งปี 13.04 x 14 = 182.5 วัน ได้เงิน 20000 x 12 = 240000 บาท ค่าแรงวันล่ะ 240000/182.5 = 1315.07 บาท

(1970.44-1315.07)/1970.44 = 33.26 % ไม่ได้ดูแย่อย่างที่คุณบอกว่ารายได้ลดลงครึ่งๆนี่นา เวลาคิดค่าแรงต้องคิดแบบนี้ครับ แถมบอกว่าถ้าได้ลง offshore แล้วรายได้จะดีกว่านี้มาก เผลอๆชดเชยกับ 33% ด้วยซ้ำ ทนๆแค่ 6 - 8 เดือนเอง ....

คราวนี้ 33% เนี่ย เทียบกับความก้าวหน้าที่ PTTEP service แล้ว เทียบไม่ติดเลย อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกแนบล๊อกเสมอๆว่า ใช้ที่นี่เป็นบันได อยู่ PTTEP service ยังมีโอกาสไต่ไปอยู่ PTTEP ได้อีก

คืองี้ครับ เท่าที่ฟังๆมา PTTEP เขาตั้ง PTTEP service มาเพื่อแบ่งเบาภาระของ PTTEP ซึ่ง PTTEP service มีนโยบายรับ กลุ่มพนักงานที่ไม่ใช่วิศวกร เช่น พนักงานเอกสาร admin บัญชี ฝ่ายบุคคล ช่างเทคนิค ระดับปฏิบัติการ แม่บ้าน รปภ. ฯลฯ โดยอาจจะรับเป็นลูกจ้างประจำของ PTTEP service หรือ สัญญาปีต่อปีแล้วต่อไปเรื่อยๆก็แล้วแต่ลักษณะงาน โดยโครงสร้างผลตอบแทนและสวัสดิการจะสู้ PTTEP ไม่ได้ แต่ข้อดีคือ ได้ใกล้ชิดและทำงานร่วมกัยคน PTTEP ทำให้เห็นช่องทาง เห็นข้อมูลความต้องการแรงงาน พูดง่ายๆเป็นคนใน รู้นอกรู้ในหมด ดังนั้น พอเห็นตำแหน่งใน PTTEP ว่าง ก็คน PTTEP service นี่แหละ ก็เสียบ ไม่ต้องไปรอประกาศรับคนนอกที่ไหน ทำงานได้ เป็น และ รู้ระบบอยู่แล้ว ผมเห็นอยู่บ่อยๆเวลาคุยกับเพื่อนต่างๆบ.ที่นั่นพบว่าคนงานระดับปฏิบัติการ เข้ามาทีไรถามไปถามมาก็คน PTTEP service ทั้งนั้น งานนี้หมอนกฟันธง ครับ

=========================

ช่วงนี้ผมทำ Thesis อยู่ครับ เรื่อง Pore pressure prediction ตามที่พี่แนะนำนั่นแหละครับ แต่ไม่รู้ผลจะเป็นยังไง เพราะข้อมูลมันหายากเหลือเกิน (ผมใช้ข้อมูล seismic มาหา pore pressure ตามสมการของ Eaton ครับ) ช่วงนี้เพิ่งได้เล่นเน็ต เลยถือโอกาสแวะมาทักทายพี่ครับ ก็ตามเคยครับพี่มาคราวนี้ มีคำถามมาอีกเช่นกัน

1. หนังสือ Drilling ในห้องสมุดของพี่ คือหนังสือ Applied Drilling Engineering เล่มนี้ใช่ไหมครับ ตามที่ผมส่ง file แนบมา (พอดีผมยืมห้องสมุดมาถ่ายเอกสารน่ะครับ ปกเลยดูสีเพี้ยนๆไปหน่อย)


น่าจะใช่นะครับ ดูคนแต่ง ถ้าเป็นคนชุดเดียวกับกับที่โหลดจากในห้องสมุดผม อาจจะต่างปีที่พิมพ์แต่ก็คงเล่มเดียวกันแหละครับ

2. หน้าที่ของ Drilling Engineer หรือ Driller ในการทำงานจริงๆคืออะไรครับพี่ คือจะเริ่มตั้งแต่ วางแผนหลุมเจาะ พวกคำนวณ inclination ว่าจะเจาะแนวไหน อย่างไร ไปจนถึง คำนวณน้ำหนักน้ำโคลน คำนวณน้ำหนักก้านเจาะ collar (ทำ Drilling program) และทำ casing design เลยใช่ไหมครับ หรือว่างานในส่วนนี้มีตำแหน่งอื่นทำ อยากให้พี่ช่วยอธิบายการทำงานจริงๆหน่อยน่ะครับ เพราะแค่ผมเรียนในหนังสือ applied drilling ก็ปวดหัวแย่แล้วครับ T____T

Drilling engineer กับ driller คนล่ะคนกันครับ driller เป็นคนคุมหรือขับกว้านที่ใช้ในการขุด แต่ Drilling engineer แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ engineering กับ operation

Engineering - ก็คือคนออกแบบ คำนวนทุกอย่างที่คุณเรียนในหนังสือนั่นแหละครับ (หลังๆ copy and paste ฮ่าๆ) คุยกับ นักธรณี ธรณีฟิสิกส์ วิศวกรแหล่งผลิต เจ้าของแปลงสัมปะทาน เขียนเป็นคำสั่งออกมาว่าให้ทำอะไรยังไงตามที่คำนวนไว้ ถ้าเปรียบเหมือนสร้างบ้านก็จะบอกว่า ใช้ปูน ทราย น้ำ หิน อย่างล่ะเท่าไร ใช้เหล็กกี่หุน บ่มทิ้งไว้กี่ชม. คาน เสา ผนัง หนาเท่าไร ฝ่ายนี้จะเน้นยุ่งกับสารพัดฝ่ายในบ.กับการคำนวนเป็นหลัก คือเอาความต้องการของทุกฝ่ายมาเขียนมาคำนวนออกมาเป็นหลุมที่ 1 ขุดได้ไม่ใช่หลุมในฝัน (ฮ่า) 2 ทุกฝ่ายพอใจ 3 ราคาถูกได้ราคาที่บ.ควักไหว ซึ่งไม่ง่าย เหมือน วิศวกรออกแบบบ้านนั่นแหละครับ คนโน้นจะเอาโง้น คนนี้จะเอางี้ (มาขุดเองซิว่ะ ฮ่า)

Operation - คือ วิศวกรคุมงาน ก็จะเอางานที่ฝ่าย engineering ไปเขียนเป็นคำสั่งทำงานอย่างละเอียดและทำไปให้ได้ตามนั้น เน้นไปทางการปฏิบัติ เทคนิคและอุปกรณ์ เช่น ใช้ถังกี่ลิตรตวง ผสมปูนในภาชนะอะไร กี่ตันๆที่ engineering บอกมานั้นแปลว่า กี่บุ่งกี๋ กี่ถังตวง ท่อที่บอกว่าใช้ 2000 เมตร แปลว่าทั้งหมดกี่ท่อน พูดง่ายๆคือ ทำภาษาให้ง่ายกับระดับปฏิบัติ แล้วควบคุมให้ได้ตามนั้น ฝ่ายนี้จะยุ่งขิงอยู่กับของที่ใช้และคนทำงานเป็นหลัก จะต้องกอดคอกันให้ดีกับฝ่าย engineering ว่ามีของที่ขุดได้ และ คนที่ขุดเป็น ผู้รับเหมาช่วงต่างๆมีความสามารถพอ ฯลฯ

ดังนั้นจะเห็นว่า ไม่มีใครสำคัญกว่ากัน ผมก็เคยไปเป็นฝ่าย operation ฝ่าย operation ก็เคยมาออกแบบ และต้องเข้าอกเข้าใจกัน ไม่ใช่ว่าฝ่าย operation จะเอาแต่ทำงานง่ายเข้าว่า ฝ่ายออกแบบก็ไม่เอาแต่ใจจะออกแบบหลุมในฝันอยู่เรื่อง (ฮ่า) แต่พอถึงคราวต้องกอดคอกันไปตบตีบีฑากับนักธรณีเพื่อนเกลอก็ต้องออกไปเป็นเสียงเดียวกัน ไม่แตกคอกัน เช่นบอกว่า หลุมแบบนี้ ขุดยังไงก็ไม่ได้นะครับ ไม่ใช่ว่าฝ่าย engineering บอกว่าขุดไม่ได้ ฝ่าย operation บอกว่า โอ้ยสบายมาก ขุดมาเยอะแล้ว อย่างนี้ก็เอวังกันทั้งแผนก

3. ในฐานะที่พี่เป็นคนสัมภาษณ์งาน อยากทราบเกี่ยวกับลักษณะของคนที่บริษัทมองหาน่ะครับ เพราะผมค่อนข้างกังวลพอสมควร คือผมจบตรีมาไม่ตรงสาย เกรดก็น้อย มาเรียนโทก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไร (xxx) เกรด ป.โทตอนนี้ก็ประมาณ 3.6 ครับ ผมจะพยายามสอบโทอิก ให้ได้ซัก 800 เพราะเคยสอบไว้เมื่อสองปีก่อนได้มาแค่ 600 เอง ถ้าสมมติว่าโทอิกผมไม่มีปัญหา ทางบริษัทจะดูอะไรอีกหรือไม่ครับในการพิจารณา

ไปดูในบล๊อกเลยครับ เขียนเอาไว้แล้วอย่างละเอียดว่าถ้าเป็นผม ผมมองหาคนประเภทไหนและจะถามอะไร //www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=22-12-2009&group=6&gblog=46

อยากจะเสริมหน่อย เรื่องความกังวลของคุณว่าจบตรีไม่ตรง จบโทฯก็ม.ไม่มีชื่อเสียง ทัศนคติแบบนี้ ถ้าผมรู้และผมเป็นคนสัมภาษณ์ ผมไม่รับโดยไม่ต้องสัมภาษณ์เลยครับ ก่อนอื่นเลยครับ คนเราต้องมีความภูมิใจในตัวเองและสถาบันวิชาชีพของตน คุณต้องบอกตัวเองซิครับว่า เราก็หนึ่งในวงการ ความรู้เราไม่แพ้ใคร สถาบันที่จบของเราก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ภูมิใจและหยิ่งในศักดิ์ศรีและความรู้ที่มีซิครับ คนสัมภาษณ์ดูออกนะครับ แล้วงานหรือการตอบคำถาม ท่าทาง กริยาวาจามันจะมั่นคง และดูน่าเชื่อถือ รุ่นพี่ๆคุณก็สร้างชื่อเสียงเอาไว้มากทีเดียวนะครับ หลายคนก็ซัดกันทางความรู้ความคิดกับวิศวกรจากสถาบันอื่นๆและฝรั่งมังค่าได้อย่างไม่อายใคร หมัดต่อหมัดผลัดกันชนะผลัดกันแพ้อยู่บ่อยๆ

แต่ข้อสำคัญ รู้บอกว่ารู้ ไม่แน่ใจก็บอกว่าข้อนี้ผมไม่แน่ใจ ถ้าจะเดา ก็บอกไปว่าเดาว่าแบบนี้เพราะอะไร คนสัมภาษณ์เขาไม่ได้หวังว่าคุณจะรู้ทุกอย่างหรอกครับ แต่เขาต้องการคนที่ไม่มั่ว ซื่อสัตย์ต่อคำตอบของตัวเอง ไม่ดำน้ำบุ๋มๆ ... ถ้าจะเดาก็เดาอย่างมีหลักการ

4. พอดีผมได้คุยกับทางอาจารย์ เห็นว่าจะพาไปดูงานที่แหล่งชนบท ที่ขอนแก่น ของ ปตท.สผ แต่เห็นว่าช่วงนี้ rig มีปัญหา อยากทราบว่าตอนนี้มันเกิด kick ใช่ไหมครับ และเกิดจาก shallow gas ใช่ไหมครับ

เรื่องมันยาวววววววว เอาว่า มันไปเจอก๊าซที่อยู่ตื้นกว่าที่คิดไว้ ทั้งนักธรณีและวิศวกร ไม่คิดว่าจะเจอ ไม่ได้ออกแบบหลุมให้รองรับก๊าซที่อยู่ตื้นขนาดนี้ ตอนนี้กำลังแก้ปัญหาชีวิตกันอยู่ ผมว่าคุณบอกอ.ให้ชะลอไปก่อนดีกว่า ได้ข่าวจากเพื่อนๆที่นั่นว่า คนทำงานกำลังเหวี่ยงๆ เดี๋ยวจะซวยโดนหางเลขกันไปทั้งอ.ทั้งนศ. (ฮ่า)

5. เพื่อนผมที่อยู่ Halliburton ตำแหน่ง shooter บอกว่าให้สมัครกับ halliburton เพราะเปิดหลายตำแหน่งอยู่ เห็นว่ามี rig เข้ามาอีก 8 ตัว

ทำไปเเถออครับ งานอะไรก็ได้ shooter ก็ได้ แล้วค่อยไต่ไปเป็น wireline หรืออะไรก็ได้ ข้อสำคัญอย่าหยุดหาความรู้ อย่าหยุดที่งานแรกตำแหน่งแรกหรือบ.แรกที่เข้าไปก็พอ

ถ้าผมจะถามความเหมาะสมว่า ถ้ายังทำ thesis ไม่เสร็จแล้วยื่นใบสมัครงานนี่จะน่าเกลียดไหม จากมุมมองของนายจ้างน่ะครับ แล้วสมมติถ้าผมสมัครงานกับ service company เช่นตำแหน่ง shooter (case hole logger) หรือ openhole หรือ พวก MWD, LWD อะไรแบบนี้ โอกาสจะก้าวขึ้นไปในสายการเจาะนี่จะมีมากน้อยแค่ไหน

ไม่น่าเกลียดนี่ครับ ส่งไปก่อนก็ได้ จบแล้วค่อยส่งอีกที ไม่เห็นเป็นไร ส่วนในสายงานขุดเจาะเราก็ขโมยจิ๊กคนเอาจากบ.service (ผู้รับเหมา) เอาก็เยอะไป ผมเห็นทั้ง MWD LWD shooter wireline, mud eng, cement mud log ฯลฯ มาทำขุดเจาะเยอะแยะไปครับ งานขุดเจาะมันใช้ความรู้หลายๆส่วนมาประกอบกัน ผู้รับเหมาส่วนมากก็จะรู้ลึกรู้จริงแต่ในเรื่องที่ตัวเองทำ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่พอมาทำขุดเจาะแล้ว ก็ต้องรู้ส่วนอื่นด้วย แต่ไม่ต้องรู้ลึกมาก รู้แค่หลักการใหญ่ๆก็พอ พอไม่ให้บ.service ที่ทำงานด้านนั้นๆมันแหกตาเอา (ฮ่า) คือมาหัดเอาทีหลังก็ได้ ผมเองก็อยู่ บ. service และ ขายอุปกรณ์ขุดเจาะมาก่อน รู้ลึกรู้จริงอยู่ 2-3 เรื่อง ที่เหลือ ผมก็มาเรียนรู้เอาทีหลัง(อย่างรวดเร็ว)

เอาว่า ... ได้งานอะไรก็ทำไปเลยครับ ... หมั่นฝึกภาษาอังกฤษให้ดีๆ ฝึกจีนกลางด้วย จะดีมาก เด็กรุ่นใหม่อย่างคุณจำเป็นนะครับ อีกหน่อย API standard (American Petroleum Institue) จะตกยุค จะเป็น CPI (China ... ) แทน เด็กรุ่นคุณต้องตามให้ทัน ส่วนรุ่นผมคงต้องปล่อยให้สูญพันธุ์ไป (ฮ่า)

โชคดีนะครับ ... พี่นก ...

===============================

หนูจบวิศวกร ที่คิดว่าแทบจะไม่น่าเกี่ยวกับการทำงานบนเแท่นขุดเจาะเลย แต่ว่ามันเป็ความรู้สึกท้าทายที่ฝังอยู่ในใจเกี่ยวกับงานนี้ค่ะ อยากเรียนวิศวเคมี แต่ก็หลุดวงครจรมาอยู่วิศวเครื่องมือและวัสดุ พี่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อภาควิชานี้มาก่อนก็ไม่แปลกค่ะ งานส่วนใหญ่ของพวกเด็กภาคหนูมักฝังตัวอยู่ตามบริษัทรถยนตร์ แล้วก็พวกบริษัทขึ้นรูปต่างๆๆ จะว่าไปภาคหนูก็อยู่กึ่งๆ เครื่องกล อุตสาหการ มั้งค่ะถ้าจะให้ใกล้เคียงที่สุด แล้วตอนนี้หนูก็เป็นวิศวกรออกแบบให้กับบริษัทในเครือของ xxx ค่ะ

ร่ายมาซะยาวเยียด เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตอนนี้หนูกำลังตัดสินใจเลือกเรียน ปริญญาโทค่ะ สาขาวิชาที่หนูเล็งๆเอาไว้ก็มีทั้งที่ เรียนตามฝัน กับเรียนเพื่อไปทำงานได้จริง หรือไม่ก็เรียนต่อได้ แล้วหนึ่งในนั้นก็มี offshore ค่ะ อาชีพสุดเท่ ที่ใฝ่ฝันอยากจะทำ

ปัญหาของหนูก็คือ หนูอยากทราบว่า เขารับผู้หญิงเข้าทำงานสายนี้ไหมค่ะ หนูควรจะออกไปเรียนเพื่อขอทุน 75% ของ AIT ในสาขานี้ หรือว่าหนูควรจะลงเรียน ภาคพิเศษ offshore ที่บางมด ดีค่ะพี่ ตอนนี้หนูก็เลือกเรียนสายวิชาเดิมไว้ที่บางมดด้วยค่ะ


แนวทางการให้คำปรึกษาของผมอยู่บนหลักง่ายๆ 2 - 3 ข้อ ถ้าเรียงตามลำดับความสำคัญจากมากไปน้อยดังนี้

1. คุณมีความฝันแรงกล้าแค่ไหน ข้อนี้สำคัญที่สุด ถ้ามีความใฝ่ฝันแรงกล้าและตั้งใจมากๆ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เอดิสันทดลองหาวัสดุทำไส้หลอดไฟฟ้าเป็นหมื่นครั้งกว่าจะได้ใส้หลอดที่เป็นจริงได้ แต่เขากลับบอกว่าเขาไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมื่นๆครั้ง แต่เขาประสบความสำเร็จต่างหาก เพราะทุกครั้งที่ทดลองไม่ได้ผล นั่นคือประสบความสำเร็จที่รู้ว่าวัสดุหนึ่งอย่างนั่นมันใช่ไม่ได้ ...

2. ระดับสมอง และ อายุ

3. พื้นฐานประสบการณ์

4. กำลังทรัพย์ ผมให้ข้อนี้ท้ายๆเลย เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีทุนมากมาย ไม่มีก็กู้ได้ หยิบยืมได้ ไม่ยากเย็นนัก

เขารับผู้หญิงเข้าทำงานสายนี้ไหมค่ะ เอาล่ะผมก็ร่ายมายาว ตอบสั้นๆว่า วงการฯเรารับผู้หญิงเป็นวิศวกรสนามมาพักใหญ่ๆแล้วครับ

หนูควรจะออกไปเรียนเพื่อขอทุน 75% ของ AIT ในสาขานี้ หรือว่าหนูควรจะลงเรียน ภาคพิเศษ offshore ที่บางมด ดีค่ะพี่ ตอนนี้หนูก็เลือกเรียนสายวิชาเดิมไว้ที่บางมดด้วยค่ะ ไล่ล่าฝันของหนูซิครับ ผมเดาว่าระดับสมองคงไม่เลวร้ายนัก อายุก็น่าจะไม่เกิน 26 - 27 ขวบ ยังสดยังซิงเซลสมองคงยังไม่ตายไปเยอะกัน อีกทั้งเป็นผู้หญิงเซลสมองคงไม่ได้รับผมกระทบจากแอลกอฮอล์ พูดง่ายๆว่าสมองยังไม่ฝ่อ ขุนกันไหว จบมาก็ไม่เกิน 30 ขวบ ถือว่า ชีวิตการงานเพิ่งเริ่มต้น

ผมมีเพื่อนรุ่นพ่อชาวแคนาดาในวงการคนนึ่งซื่อแซม เขาอยากเป็นนักธรณีมาก แต่ไม่มีโอกาส เขาต้องช่วยที่บ้านทำฟาร์ม(ชาวนานั่นแหละ) จนจนเกษียณที่อายุ 55 เขากลับเข้ามหาวิทยาลัย เรียนธรณีวิทยา จบมาก็ได้ทำงานกับบ.น้ำมันต่างชาติจนถึงวันนี้ที่อายุ 70 กว่า เขาก็ยังทำงานอยู่ในวงการ

เรียนตามฝัน กับเรียนเพื่อไปทำงานได้จริง หนูโชคดีครับ หลายอาชีพที่เรียนตามฝันแล้วมีสิทธิ์ไปนั่งตบยุงตกงาน แต่วิศวกรรมปิโตรฯ ทั้งประเทศมีผลิตออกมาแค่ 3 แห่ง(เท่าที่ทราบ) จุฬา เอไอที กับ สุรนารี ปีล่ะไม่กี่คน ไม่ตกงานแน่ครับ เรียนให้เก่งๆ พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ เรียนภาษาจีนกลางเพิ่ม เอาให้เถียงแม่ค้าเยาวราชได้ฉอดๆ ผมการันตีครับ ไม่ตกงานแน่ๆ

คติประจำใจผม 2 ข้อตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

ข้อแรก ... เวลาที่คิดว่าฉันทำไม่ได้ ... You can becasue you think you can ... มองในกระจก แล้วบอกตัวเองว่า "กูทำได้"

ข้อสอง ... เวลาที่คิดว่าสิ่งที่ต้องทำมันมากมายเสียเหลือเกิน ... A journey of ten thousand miles begins with one step ... แล้วก็ลงมือทำซะ

เชื่อมั่นและศรัทธาในความฝันของตัวเองซิครับ ...
พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร

=================================

ผมเรียนอยู่ที่ Geotech xxx อะครับ จะจบแล้วเรียนเทอมสุดท้าย Mechanics of Material ตัวเดียว ถ้าผ่านก็เกรดจะอยู่ที่ 2.55-2.64 อะครับ ภาษาอังกฤษอ่อนเรื่องฟังพูดเลยแหละครับ เทอมที่แล้วผมไปฝึกงานที่ xxx มา แผนก Well Planning ฝึกอยู่ 4 เดือน เดือนแรกอยู่ที่ xxx เดือนที่ 2-4 ได้ไปอยู่ที่ Chevron ก็พอได้เห็นได้รู้กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ขึ้นมามากมาย แต่เวลาพรีเซนต์งานต่างๆ ไม่ได้เรื่องเลย ผมจึงรู้สึกเป็นปมด้อยอย่างบอกไม่ถูก แต่ตอนนี้ผมก็กำลังฝึกภาษาอยู่เหมือนกันครับ ผมอยากทำงานทางด้าน Field Engineer แบบว่าอะไรก็ได้ขอแค่ได้ลง Rig เพราะช่วงนี้ต้องการ Make money ครับ ก็เลยอยากจะถามว่า ผมพอจะแข่งกับคนอื่นๆ ได้มั้ย แล้วพี่นกมีบริษัทที่จะแนะนำในเชิงลึกมั้ยครับ เพราะเท่าที่เห็นโพสต์ก็ SLB and HLB เป็นส่วนใหญ่อะครับ

ไม่เป็นไรครับ เรื่องเกรดต่างๆ ที่แล้วก็แล้วไปครับ เรามามองไปข้างหน้าดีกว่า ก่อนอื่นคุณต้องมองหาข้อบกพร่องตัวเองก่อนว่า 1-2-3 มีอะไรบ้าง ไอ้ที่แก้ไม่ได้เช่นเกรด ไม่ต้องนับ เอาข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ เช่น (อ่านคุณเขียนมา) ทักษะการนำเสนอ ภาษา ฯลฯ

ต่อมาทำเหมือนเดิม แต่เป็นจุดแข็งของคุณ 1-2-3 มีอะไร เอาอย่างล่ะ 3 ข้อพอเน้นๆเนื้อๆ

เสร็จแล้ว วางแผนแก้คุณด้อยของคุณอย่างเป็นเรื่องเป็นราว วางมาตราการที่กำจัดจุดด้อยนี้ออกไปอย่างเป็นระบบ เช่น ทักษะการนำเสนอที่ไม่ได้เรื่อง ถ้ามีตังค์ก็ไปเข้าคอร์สต่างๆที่เปิดสอนตามหน้า classfy นสพ. เยอะแยะ (เพียงระยับ) ถ้าไม่มีตังค์ก็หัดซ้อมพูดหน้ากระจก อัดเทป อัดคลิปไว้ แล้ว เอามาเปิดดู จะเห็นจุดอ่อนเอง เช่น มือไม้ยุกยิก เสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน ภาษาฯไม่ดี ไม่มีตัว ร ล ควบกล่ำ หรือ เสียง sh ch s th r ไม่ชัด แล้วก็แก้ไขปรับปรุง ทำมันสัก 20 รอบ ไม่ดีขึ้นให้มันรู้ไป เรื่องภาษาก็หาเรียนหาสอบซะ ไม่น่าแพงเท่าไร มีเคล็ดลับเรียภาษาอังกฤษเขียนเป็นหนังสือมากมาย ไปหาอ่านเอา แล้วก็ไปเรียนภาษาจีนกลาง ในกรณีของคุณซึ่งพลาดพลั้งเรื่องเกรดมาแล้ว เรื่องภาษาที่ 3 นี่เป็นภาคบังคับเลยนะครับ ซึ่งคุณเรียนเพิ่ม ทำให้แข็งขึ้นมาได้

มีหลายๆกรณีที่คนเกรดดีมีประสบการณ์ ไม่ได้งาน เพราะบ.นั้นต้องทำงานร่วมกับบ.จีน ซึ่งทุกวันนี้มีมากเหลือเกินในวงการฯเรา และจะมากขึ้นเรื่อยๆ เกรดพังไปแล้วช่างมัน มาทำสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า ภาษาจีนกลางนี่แหละ จะเป็นแต้มต่อที่สำคัญ เอาพูดกับฟังก่อนเลย ควักกระเป๋าไปเรียนซะ แล้วค่อยอ่านและเขียน ...

ส่วนข้อเด่น 3 ข้อ คุณก็เอาไปใส่ใน CV และ เตรียมตัวอย่างหลักฐานไว้ในใจว่ามีอะไร เพราะผู้สัมภาษณ์ชอบถามนัก เช่น ถ้าผมเห็นว่าข้อดีใน CV ว่า เรียนรู้ไว ผมก็ถามว่า คุณยกตัวอย่างมาซิว่า ในอดีตที่ผ่านมา เหตุการณ์อะไรที่พิสูจน์ว่าคุณเรียนรู้ไว ยกมา 3 เหตุการณ์ ถ้าเป็นจุดเด่นจริงๆ 3 เหตุการณ์ตัวอย่าง นั้นไม่มากเลย คุณก็เตรียมตัวอย่าง จุดแข็งและ 3 เหตุการณ์ (หรือหลักฐาน เช่น ชนะการประกวดแข่งขันอะไรเป็นต้น สำเนาเอกสารติดมือไปได้ก็ดี)

ส่วนเรื่องงาน ขอบอกกันตรงๆว่าหืดขึ้นคอครับ แต่คนเรามีจังหวะโอกาสและวาสนาไม่เหมือนกัน เหมือนปาเป้า เราปาไม่แม่น แต่อาศัยขยันปา มันต้องเข้าเป้าสักดอกล่ะ จริงไหมครับ ตำแหน่ง วิศวกรสนามในบ.ใหญ่ๆคงยาก เพราะอุปสรรคด้านเกรด แต่ก็ต้องสมัคร เพราะบางครั้งดวงเราก็มีผล (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

ในเชิงลึกบ.ที่อยากให้ตั้งเป้า น่าจะเป็นวิศวกรหรือช่างเทคนิค(ลูกมือ)ของบ.service ระดับกลางๆ เช่นพวก BJ MI-SWACO หรือ ผ่านทางบ.นายหน้าเช่น อมฤต JST OPS อะไรพวกนั้น ไปดาวโหลดรายชื่อได้จะบล๊อกห้องสมุดผม มีจัดหมวดหมู่ให้เสร็จสรรพ บ.พวก 4 ยักษ์ (SLB HES BAKER WEATHERFORD) นั่นก็ส่งใบสมัครไป แต่อย่าหวังมาก แล้วอีกอย่างการทำงาน offshore นั้น ถ้าใหม่ซิงๆค่อนข้างยาก เพราะงานมันยากและต้นทุนความผิดพลาดสูง โดยมากบ.จะส่งไปทำงานบนแท่นบกก่อน ก็อย่าไปเกี่ยงงอน เราก็ต้องเข้าใจบ.เขาเหมือนกัน เงินอาจจะไม่มาก อยากให้อดทนเอาไว้ เราไม่ใช่สวยเลือกได้ ดังนั้น คุณต้องอดทนและขยันให้มากๆ

และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ คุณต้องหนักเอาเบาสู้ อย่าเกี่ยงงาน และ อย่าน้อยใจ ดูถูกสภาบันของตัวเองนะครับ รุ่นพี่ๆคุณฝากชื่อเสียงและฝีมือเอาไว้มากมาย คุณก็ต้องฝากชื่อเสียงและฝีมือไว้ให้รุ่นน้องด้วย อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าเรากินบุญเก่าของพี่ๆ

สู้ๆนะครับ ...
พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร

----------------------------------------------------------

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนครับ ผมจบโทด้านวิศวกรรมเคมี ตอนนี้ทำงานอยู่ในด้านปิโตรเคมีแถวระยองครับ ทำงานมาได้ 2 ปีแล้วครับ ตอนนี้สนใจจะทำงานด้าน oil &gas บ้างครับ ผมขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท MI SWACO หน่อยนะครับ

1. จบวิศวกรเคมีมาบริษัทนี้จะมีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องไหมครับ แล้วทำตำแหน่งอะไรได้บ้างครับ


ตรงเป๊ะๆเลยครับ เพราะบ.นี้ทำเกี่ยวกับน้ำโคลน ซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีไฮเทคทั้งนั้น คุณจะได้เดินกระทบไหล่กับพวกเจ๋งๆจบโทฯจบเอก ถ้าอยู่ในฝ่าย R&D นะ แต่ถ้าอยู่ในสนามก็เหอะๆ เจอะสารพัด แต่ส่วนมาจะเป็นเครื่องกล

2. เงินเดือน+เบี้ยเลี้ยง +อื่นๆ ต่อเดือนน่าจะซักเท่าไหร่ได้ครับ (ผมจะได้ระบุใน Resume ถูกครับ)

ไม่รู้ซิครับ เป็นผมจะใส่รวมๆไป (จบโทรฯ ไม่มีประสบการณ์มาก่อน) ผมจะใส่สัก 4 หมื่นต่อเดือน (รวมทุกอย่างๆ)

3. บริษัทนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในด้าน oil &gas เหมือนกัน เช่น ลักษณะการทำงาน การเทรนงาน รวมถึงรายได้

ตอนนี้บ.นี้อยู่ในเครื่อง SLB ซึ่งเป็นบ.ด้าน service ที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 ของโลก ดังนั้น การเทรน การทำงาน มาตราฐานโลกครับ เครียด หนักและเหนื่อยสุดๆ ความก้าวหน้าดีครับ เพราะอยู่ในเครือใหญ่ ขึ้นๆไปก็สามารถจะย้ายไปทำอย่างอื่นได้ใน SLB ได้ ถ้าเส้นสายมี จังหวะเหมาะ ความสามารถถึง

สรุปว่าบ. MISWACO เป็นบ.แนวหน้าของบ.น้ำโคลน มีพี่ใหญ่ SLB หนุนหลัง ถ้ามีโอกาสได้ทำที่นี่อย่าลังเลครับ ... โชคดีนะครับ ... พี่นก

=========================

ปัจจุบันนะครับ ผมเพิ่งจบ แบบสดๆร้อนๆ ไฟกำลังแรงเลยครับ ภาค วิศวกรรมอุตสาหการ xxx GPAX 2.9 รหัส xx นะครับ คงห่างกับพี่เยอะ 5 5 5+ น่าจะเรียกน้าได้เลยนะครับ แล้วสนใจ ทำงานด้านนี้ครับ

ผมเคยคุยกับคนที่ทำงานอยู่ shell เป็นคนไทยนะครับ แล้วก็ทำ Drilling อยู่ ทั้งในบก น้ำ น้ำแข็ง แล้วเค้าเป็นคนจุดประกายผม ทำให้ผมสนใจด้านน้ำมัน แล้วแนะนำให้ผมไปเรียนต่อ Drilling Engineering ที่ Singapore ครับ แต่ ที่อยากEmail มาหาพี่นก ก็คืออยากได้ ความเห็นจากพี่หรือผู้มีประสบการณ์ ครับ

0. ถ้าอยากมุ่งด้านนี้จริงๆ ควรต่อ Petroleum หรือ Drilling เฉพาะไปเลยครับ?


PE มันกว้างกว่า DE อยู่แล้วครับ เป็น DE มันก็ทำได้อย่างเดียวคือขุดหลุมไปวันๆ แต่ถ้าคุณเป็น PE เบื่อๆขุดหลุมคุณก็ยังไปทำอย่างอื่นได้ ทำนองรู้กว้างกับรู้ลึกนะครับ ทุกวันนี้เราก็เอา PE (มาเสียของ) ขุดหลุมอยู่ทุกวัน หาจบ DE ตรงๆน้อย ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ามันมีสอนกันที่สิงค์โปร์ เคยรู้แต่ว่ามันมีสอนที่อังกฤษ

1. จากเนื้อหาใน Petroleumแล้ว มันก็มี Drilling อยู่ด้วยนิครับ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับ Drilling Engineering มาก ว่ามันจะตรง เท่ากับ Petroleum หรือเปล่าครับ?

ใช่ครับ ใน PE มันมี DE อยู่ แต่มีแค่ 10% มัง เพราะ PE ฒันต้องรู้อะไรมากไปว่า DE นี่นา คุณต้องเลือกเอาว่าจะรู้กว้างหรือรู้ลึก เป็นผม ผมเลือกเรียน PE ดีกว่าครับ ไปเป็น DE ก็ฝึกๆเอาอีกหน่อย ไม่ชอบก็ยังไปทำอย่างอื่นได้ เช่น วิศวกรรมการผลิตปิโตรฯ หรือ วิศวกรรมแหล่งผลิต ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ PE

2. แล้วมหา'ลัย ในต่างประเทศ ผมก็เห็นเคย ลิสๆไว้แล้ว มีอันไหนที่พี่ อยากแนะนำ ไหมครับ? อยากได้มาเปรียบเทียบกับข้อมูล ที่หาๆมาอ่ะครับ

อันนี้ ง่ายมากครับ ไปดูในห้องสมุดผม หรือจะเอาล่าสุดก็ใน google

3. เรียนU ที่ อังกฤษ และอเมริกา ต่างกันมากไหมครับ ?

ต่างแง่ไหนล่ะ อังกฤษแพงกว่าแน่นอน แต่ตักศิลามันอยู่ที่อเมริกานะ

4. ภาคอุตสาหการ บริษัทพวกน้ำมัน,service company ไม่ค่อย Welcome ใช่ไหมครับพี่ T-T อันนี้เข้าใจว่าจบมาไม่ตรงสายเลย

แหง๋ล่ะครับ สวยเลือกได้นี่นา เขาก็เลือกเอาที่เขาไม่ต้องเสียแรงสอนเยอะเป็นธรรมดา ก็อย่าง PE เก่งแค่ไหน ไปสมัครงานแข่งกับพวกคุณในโรงงานก็สู้คุณได้ที่ไหน จริงป๊ะ งานใครงานมัน ไม่ต้องน้อยใจปครับ ผมเองก็จบไฟฟ้ากำลัง ไม่เกี่ยวเลย แต่ก็ไถๆถูๆแถกๆมาจนได้ถึงทุกวันนี้

-------------------------------------------------------

ผมได้ติดตามอ่าน Blog ของพี่มาได้ประมาณสองเดือนแล้วตั้งแต่ถูก pttep services เรียกไปสอบข้อเขียนตำแหน่ง electrician ซึ่งตอนนั้นผมไม่มีความรู้ในงานสายนี้เลยก็มารู้ตอนมาอ่าน Blog ของพี่นี่แหละ จนตอนนี้ผมสอบข้อขียน สอบสัมภาษณ์ และตรวจร่างกายผ่านหมดแล้ว เหลือรอแต่เรียกไปเริ่มงานครับ แล้วตอนนี้ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาพี่ดังนี้ครับ

1.อนาคตในสายงาน หรือ career path ของตำแหน่ง electrician มีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหนครับ


ตอบตรงๆเลยคือ pttep service ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นนายจ้างของบุคคลากรที่ไม่ใช่สายงานหลักของ pttep เพื่อลดภาระทางการเงินของบ.หลัก (pttep) เพราะว่าโครงสร้างผลตอบแทนจะไม่เหมือนบ.หลัก แต่การทำงานก็หนักไม่แพ้กัน แถมบางงานหนักกว่าอีกด้วย ถามว่ายุติธรรมไหม ผมตอบแบบไม่ต้องคิดว่าไม่ยุติธรรม แต่ทำไงได้ เราอยู่ในระบบการค้าแรงงานเสรี ระบบอุปสงค์อุปทานมันชี้นำไปอย่างนั้น แต่การทำกับ pttep service ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีนะครับ คือเราได้อยู่ใกล้กับบ.หลัก ข่าวสารการรับสมัครงาน ลักษณะคน และ แนวโน้มตำแหน่งและคุณสมบัติที่ต้องการ เราก็รู้ก่อน ในทางปฏิบัติ ถ้าบ.หลักต้องการตัว ก็ดึงเอามาจาก บ.pttep service นี่แหละครับ รู้งาน ไม่ต้องฝึกใหม่

ความก้าวหน้า ... อืม ก็มี แต่ก็ไม่มากเท่าบ.หลัก

2.total income ควรอยู่ประมาณเท่าไหร่ครับ 25000-30000 บาทต่อเดือน ราวๆนี้แหละ สำหรับตำแหน่งนี้นะ ออกทะเลก็อาจจะได้มากขึ้นอีกนิดหน่อย สัก 10-20% ก็น่าจะโอเคแล้ว

3.ถ้าผมจะทำงานเก็บเงินไปสักระยะแล้วลาออกไปเรียนต่อโทด้านปิโตรเลียมใน U top ที่อเมริกามันช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับเข้ามาในวงการมากน้อยแค่ไหนคับรวมถึงความก้าวหน้าด้วยคับ ซึ่งผมปวส.ไฟฟ้ากำลังจบตรีมาไม่ตรงผมจบวิศวอุตสาหการ เพราะผมลองหาดูตามเวปต่างๆเค้าบอกว่าจบไม่ตรงสายก็เรียนได้คับ

สุดยอดเลยครับ ถ้าได้อย่างนั้น ดีแน่นอนครับ การที่คุณทำ pttep service แล้วไปต่อกลับมามีส่วนช่วยให้ได้กลับมาได้อย่างมีภาษีกว่าแน่นอน เพราะถือว่าเป็นคนในไปแล้วครึ่งนึง แต่เอาเข้าจริงๆถ้าคุณจบ u top มาอย่างว่า คุณคงไม่แลบ.นี้หรอก คุณไปทำบ.ฝรั่งได้เยอะกว่าแน่นอนครับ ไม่ต้องคิดมาก ระบบการค้าแรงงานเสรี เราลงทุนเวลาและทรัพยากรไปเรียนมา เราก็ต้องแสวงหาผลตอบแทนที่คุ้ม ตอนนั้นเราจบ u top มาเราก็สวยเลือกได้ (เหมือนกับตอนนี้ที่ฝ่ายนายจ้างเขาสวยเลือกได้) บ.เขาก็คิดเหมือนกัน เรายังมีวิธีช่วยชาติได้อีกมากมายครับ และก็ถูกแล้วครับ ไม่ตรงสายก็เรียนต่อสาขานี้ได้ครับ

โชคดีนะครับ ... พี่นก

อ่านต่อเลือกคลิ๊กกันเลยครับ
FAQ #1 FAQ #2 FAQ #3 FAQ #4 FAQ #5 FAQ #6 FAQ #7 FAQ #8 FAQ #9 FAQ #10 FAQ #11 FAQ #12 FAQ #13 FAQ #14 FAQ #15 FAQ #16 FAQ #17 FAQ #18 FAQ #19 FAQ #20


ห้องสมุดเล็กๆของผม <=== คลิ๊ก
รวบรวมตำราการขุดเจาะ คลิ๊ปการทำงานในบางตำแหน่ง แบบประเมินความเหมาะสมกับงานในสนามเบื้องต้น วิธีเขียน resume ที่ไม่โดนโยนทิ้งตะกร้า รายชื่อบริษัทฯในวงการ และ อื่นๆอีกมากมาย


มีคลิปการทำงานของบางตำแหน่งให้ดูเป็นน้ำจิ้ม มีตำราวิศวกรการขุดเจาะให้ดาว์โหลดเป็นบทๆ มีความหวังดีและเอื้ออาทรเสมอ ถ้ารู้สึกขอบคุณ ไม่ต้องตอบแทนอะไรผม แค่คุณจะแบ่งปันสิ่งที่คุณมีให้คนอื่นต่อไป ผมก็รู้สึกว่าคุณได้ตอบแทนผมแล้ว




 

Create Date : 14 มกราคม 2554    
Last Update : 12 เมษายน 2556 15:30:25 น.
Counter : 817 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

Nong Fern Daddy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 773 คน [?]




... Blog นี้ ...
แด่ ... แม่น้องเฟิร์นและน้องภัทร
เธอ..ผู้เปลี่ยนห้องที่มืดมิดให้สว่างไสวได้ด้วยรอยยิ้ม
เธอ..ผู้อยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งและความสำเร็จทั้งมวล
... และ ...
เธอ ... ผู้เป็น "บ้าน" เพียงแห่งเดียวของผม

---------------------------------------------

หรือเพียง "ฝัน" ที่หาญท้าชะตาฟ้า ?

หรือจะเพียง "ศรัทธา" (ที่)ไร้ความหมาย ?

แม้จะเป็นแค่เพียง "ฝัน" จนวันตาย

แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ... ตลอดไป ...

แด่ ... ลูกที่กล้าฝันของพ่อ

Friends' blogs
[Add Nong Fern Daddy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.