Group Blog
 
All blogs
 
หงุดหงิดกับ The Last Samurai (rerun)

พอใช้ได้ในครึ่งแรกและห่วยครึ่งหลัง คือบทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้ และถ้าอ่านต่อไปจะมี spoiler หน่อยๆ

เผอิญที่ผู้เขียนค่อนข้างจะสนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศญี่ปุ่นอยู่พอสมควร จึงพอจะเห็นได้ว่าเรื่อง เดอะลาสต์ ซามูไร นั้น ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ความเป็นจริงแค่ไหน และเอาเถอะถึงแม้ว่าจะพอทำใจก่อนเข้าโรง (และระหว่างชม) ว่ามันเป็นแค่ภาพยนตร์ จะเอาอะไรให้สมจริงกันนักกันหนา แต่ก็ยังคงรู้สึกได้อยู่ดีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ช่างไม่ตรงกับความเป็นจริง และสื่อความหมายที่ผิดพลาดออกมามากมายเสียเหลือเกิน

หลังจากที่ได้ชม preview ของภาพยนตร์ และภาพสวยๆ ในใจก็จินตนาการไปก่อนว่า คนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นและแนวคิดของซามูไรอย่างลึกซึ้งในระดับหนึ่ง เลยคิดไว้ว่านี่คงเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจและตั้งใจไว้ว่าจะไปชมให้ได้

ช่วงแรกหนังปูพื้นถึงตัวเอกของเรื่องสองตัวคือ อัลเกรน และคัทสุโมโต้ และโชคชะตาที่นำพาสองคนนี้มาพบกันในดินแดนที่กำลังมีการปฏิรูปไปสู่ความทันสมัย อัลเกรนได้รับว่าจ้างให้มาฝึกกองทหารสมัยใหม่ของญี่ปุ่นให้รู้จักใช้อาวุธปืน และภาระกิจแรกของกองทหารสมัยใหม่คือการกำจัดกองทัพซามูไร ของคัทสุโมโต้นั่นเอง ด้วยความไม่พร้อมของกองทหารสมัยใหม่จึงเสียทีให้กับกองทัพซามูไรของคัทสุโมโต้ อัลเกรนจึงถูกจับกุมเป็นเชลย และหลังจากนั้นการเรียนรู้วิถีชีวิตที่มีความสงบเรียบง่ายและสง่างาม ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตของอัลเกรนเอง

หลังจากเริ่มๆดูไป ก็รู้สึกว่าชะรอยภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะเลียนแบบความสำเร็จของ Dances with wolf เป็นแน่แท้ แถมตัวอัลเกรนเองก็ยังมีอดีตและประวัติกับอินเดียนแดงไม่น้อย แล้วพอยิ่งชมก็ยิ่งรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้พยายามจะเปรียบเทียบวิถีชีวิตซามูไร กับวิถีชีวิตของอินเดียนแดง ยังไงชอบกล ทั้งๆที่ความจริงแล้ววัฒนธรรมทั้งสอง (แม้จะเน้นที่การมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตัวอย่างเช่น เรื่องการใช้ธนูและดาบกับปืน ในยุคที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึง ญี่ปุ่นนั้นรู้จักกับ "ปืนไฟ" มาเป็นเวลากว่า 400 ปีแล้วตั้งแต่สมัยที่ โอดะ โนบุนากะ ทำสงครามกับไดเมียว (เจ้าแคว้น) เพื่อแย่งชิงตำแหน่งโชกุน และกองทหารปืนไฟ ก็เป็นกองทหารหลักของเหล่าไดเมียวมานานแล้วเช่นกัน

====

ตัวละครคัทสุโมโต้นั้นถูกดัดแปลงมาจากต้นแบบคือ ไซโก ทาคาโมริ ผู้นำทางทหารแห่งแคว้นซัทสุมา หนึ่งในสามแคว้นใหญ่ โจชู-โทสะ-ซัทสุมา ที่เป็นแกนนำในการปฏิวัติสมัยเมย์จิ เปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองจากโชกุนตระกูลโตกุกาวา มาสู่จักรพรรดิซึ่งเคยเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจในสมัยโตกุกาวาเท่านั้น

เมื่อการปฏิวัติประสบความสำเร็จ ไซโกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารประจำมิคาโดะ แต่ภายหลังเขาก็ขอลาออกเนื่องจากไซโกเป็นคนเสนอให้กองทัพทำการผนวกดินแดนเกาหลี เพราะเขาเห็นว่าเกาหลีนั้นมีศักยภาพซ่อนเร้นอยู่ เพียงแต่ชาติตะวันตกยังมองไม่ออกเท่านั้นเอง แต่ข้อเสนอของเขาได้รับการปฏิเสธจากสภาไดเอ็ท เข้าใจว่าสภาคงเห็นว่ากองทัพญี่ปุ่นยุคใหม่ยังไม่พร้อม เพราะพึ่งปฏิวัติเสร็จใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ได้บรรลุแผนผนวกดินแดนเกาหลีในกาลต่อมา สมัยสงครามญี่ปุ่น-จีน (Nippon-Sino war) และเป็นต้นกำเนิดสงครามทางการฑูตที่ชิงไหวชิงพริบที่สุด ระหว่างจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นและราชวงศ์ชิงผู้เป็นรัฐบาลของประเทศจีนในขณะนั้น และได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ เคน-เคน-โรคุ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นดูจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจแห่งเอเชียบูรพา เคียงคู่ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนีฝรั่งเศษ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

แต่ในภายหลังไซโกก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทำการปฏิวัติรัฐบาลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าเหตุใดไซโก ผู้ที่ทุกคนเห็นว่ามีความอ่อนน้อมถ่อมตนจะกล้ากระทำการดังนั้นอีกครั้ง แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเป็นเพราะเหล่าผู้สนับสนุนซึ่งเป็นซามูไรยุคเก่าเริ่มเห็นว่าทหารสมัยใหม่ขาดจิตวิญญาณซามูไร จึงเสนอให้ไซโกทำการปฏิวัติ และไซโกก็ทำตามด้วยขัดลูกน้องไม่ได้ หรืออีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นเพราะ คนระดับอดีตผู้บัญชาการทหารอยู่ดีๆ ก็ลาออกมาใช้ชีวิตสันโดษ ผู้ครองอำนาจในสภาไดเอ็ทคงเห็นเป็นหอกข้างแคร่ ต้องหาทางกำจัดให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งไซโกก็มองออกและก็ชิงทำการปฏิวัติขึ้นมาจริงๆเสียเลย

ด้วยกำลังที่น้อยกว่า กองกำลังของไซโกจึงถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดไซโกก็ทำพิธีเซ็ปปุกุ (การฆ่าตัวตาย) ด้วยการฮาราคีรี (คว้านท้อง) และให้คนสนิทของเขาตัดศีรษะถวายเป็นบรรณาการแด่จักรพรรดิ สมเกียรติยศเยี่ยงนักรบซามูไรผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต

ไซโก ทาคาโมริจึง ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งซามูไรยุคใหม่ และเป็นบุคคลร่วมสมัยผู้มีอิทธิพลกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับรัฐบุรุษผู้มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นท่านอื่นๆ เช่น ซากาโมโต้ เรียวม่า -- ผู้พัฒนาพาณิชย์นาวีสมัยใหม่ของญี่ปุ่น (ต้นแบบของบริษัทมิตซุยและมิทซูบิชิ) เป็นต้น

====

ด้วยประวัติที่โลดโผนของไซโก คงเป็นที่ถูกใจของทางผู้กำกับภาพยนตร์ และถอดแบบออกมาเป็น คัทสูโมโต้ในที่สุด และนิยามว่าคัทสุโมโต้ หรืออันที่จริงคือไซโกนั้นคือ The Last Samurai -- ซามูไรคนสุดท้าย ของญี่ปุ่น

แต่จริงๆแล้ว ไซโก เป็น The Last Samurai จริงๆหรือ?

เปล่าเลย! ภาพยนตร์เรื่องนี้มองซามูไรเป็นเสมือนอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งและอินเดียนแดงเผ่านี้เลือกที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางความสงบกับธรรมชาติ แทนที่จะยอมรับอารยธรรมใหม่ และในที่สุดก็ต้องสูญสลายไปท่ามกลางจังหวะก้าวเดินของอารยธรรมใหม่ นี่เป็นมุมมองเหยียดเชื้อชาติชัดๆ (เหมือน Dances with wolf หรือ last mohigan)

อย่างที่ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของซามูไรและญี่ปุ่นมาแล้ว คงพอจะเห็นว่าญี่ปุ่นนั้นหาได้ปฏิเสธการปฏิวัติทางเทคโนโลยีแต่อย่างใดไม่ (ยิ่งเป็นอาวุธทางทหารดูจะยิ่งให้การตอบรับด้วยซ้ำ) เพียงแต่ปัญหาคือ ญี่ปุ่นนั้นปิดประเทศเพราะโตกุกาว่าไม่ต้องการให้ ประเทศ (อันที่จริงคือแคว้นต่างๆ) ใต้ปกครอง มีโอกาสขึ้นมาท้าทายอำนาจของตนเองได้ และโตกุกาว่าก็ทำได้สำเร็จมาเป็นเวลาเกือบ 400 ปี จนในที่สุดเรือดำของอเมริกาก็มาจ่อคอหอยบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ หรือในอีกนัยหนึ่งคือให้ลัทธิจักรวรรดินิยมเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เสียที และนั่นก็กลายเป็นจุดสิ้นสุดของอำนาจของโตกุกาว่า พร้อมกับเป็นชนวนแห่งการปฏิวัติญี่ปุ่นไปสู่ยุคสมัยใหม่ไปพร้อมๆกัน กับการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับวีรบุรุษสมัยยุคปฏิวัติเมย์จิ และโลกนี้ในสายตาของคนญี่ปุ่นมิได้มีเพียงแค่แผ่นดินเกาะญี่ปุ่นเพียงสี่เกาะอีกต่อไป (โปรดจินตนาการว่า คนญี่ปุ่นโบราณนั้นถือว่าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศคือโลก และแต่ละแคว้นก็คือแต่ละประเทศนั่นเอง)

เรื่องนี้ทำได้ดีในการพยายามนำเสนอวิถีชีวิตที่สงบเงียบและกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยผ่านทางชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้านเรือนพักที่เป็นอาคารไม้ ท่ามกลางขุนเขา หยาดฝนและละอองหิมะ หากแต่วิถีแห่งซามูไรที่แท้จริงซึ่งมีต้นแบบมาจาก "ฮางาคุเร" ซึ่งเป็นบันทึกคำสนทนาของ โจโช ยามาโมโต นั้น ยังคงมีอิทธิพลกับความคิดของคนญี่ปุ่นต่อมา แม้เมื่อหลังจากการจากไปของไซโกแล้ว

ดังเราจะได้เห็นการอาศัยฮางาคุเรเป็นเครื่องปลุกระดมเด็กหนุ่มให้ขับเครื่องบินเข้าชนเรือรบข้าศึก ในฝูงบินกามิกาเซ่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
"ความตายในแบบฉบับของโจโชนั้น ประหลาด ใสสะอาด และแจ่มจรัสเหมือนท้องฟ้าในฤดูร้อน"

และแม้แต่วีรกรรม ของนักเขียนชื่อดังในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง -- ยูคิโอะ มิชิมา ซึ่งเขาได้บุกเดี่ยวเข้าไปในห้องผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น พร้อมทั้งทำฮาราคีรี (คว้านท้อง) และขอให้คนสนิท ลงดาบปลิดศีรษะเขา
"ลูกผู้ชายต้องคงสีหน้าอันสดชื่นเหมือนดอกเชอรี่ไว้ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต"

เป็นที่แน่ชัดว่าวิถีแห่งฮางาคุเรนั้น กล่าวถึงการมีชีวิตอยู่ เพื่อเตรียมตัวตาย และทัศนคติที่ถูกต้องต่อความตาย (ซึ่งก็คือความหมายลึกซึ้งในช่วงท้ายของภาพยนตร์ซึ่งเป็นคำสนทนาสั้นๆระหว่างจักรพรรดิและอัลเกรน)

น่ายินดีที่ในปัจจุบันฮางาคุเรได้รับการพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดด้านที่รุนแรงลง และหันไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งในจิตในแทนซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของปรัชญาเซนมากขึ้น ใครก็ตามที่ยังคงฝึกศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น หรือฝึกซาเซ็น จะทราบดีว่าคำสอนอันสูงสุดคือเพื่อให้บรรลุคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ และหากเป็นดังนั้นซามูไรจะมีคนสุดท้ายได้อย่างไร หากจิตใจของเขายังเป็นฮางาคุเรอยู่

เนื่องเพราะรูปแบบภายนอกหาได้มีความสำคัญอันใดเหนือกว่าปรัชญาในจิตใจคนแม้แต่น้อย


วิถีซามูไรปลอมๆที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอจึงมิได้ต่างอะไรจาก มายาแห่งความว่างเปล่าของฮอลลีวู้ดที่พยายามจะนำเสนอภาพว่าอารยธรรมใหม่ (ของตะวันตก) นั้นเป็นสิ่งที่ต้องสยบยอม หากปฏิเสธย่อมต้องพบกับสัจธรรมแห่งความสูญสลาย พร้อมละเลยความจริงแท้ที่ว่า แม้อเมริกันจะเป็นผู้เปิดประตู หากแต่ญี่ปุ่นนั้นก็เรียนรู้ได้เท่าทัน พร้อมทั้งเป็นผู้ก้าวเดินออกมาสู่หนทางแห่งมหาอำนาจเพราะทุกชนชาติย่อมมีวิถีทางของตนเอง

ยกเว้นเสียแต่ว่า เราจะมองมันเสมือนว่านี่เป็นเพียงฮีโร่สไตล์ฮอลลีวู้ดอีกเรื่องเท่านั้น!!!

ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม :
อนุสาวรีย์ของไซโก ทาคาโมริ
ประวัติและวีรกรรมของเขาสมัยปฏิวัติเมย์จิ
พูดถึงภาพยนตร์ว่ามีที่มาอย่างไร


หมายเหตุ
เผยแพร่ครั้งแรกใน ถนนนักเขียน [19 พค 47]



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2548 12:28:09 น. 2 comments
Counter : 817 Pageviews.

 
ได้ดูแล้ว ที่บ้านมีแผ่นด้วย
ชอบเรื่องนี้ "เพราะนางเอกสวยจริง ๆ นางงามในฝันของเรา"

ก็อย่างที่ว่า ดูแบบว่า ศิลปะ แบบฮอลลี่วูด ไม่ต้องคิดมาก
ถ้าจะเอาญี่ปุ่นแบบวิชาการหน่อย ก็ต้อง "โชกุน"

ไม่ลอง ฟื้น หนังสือ "โชกุน" มาอ่าน วิจารณ์กันดูบ้าง คงประเทืองปัญญาดี


โดย: a_somjai วันที่: 26 พฤศจิกายน 2548 เวลา:4:21:05 น.  

 
โอ๊ะชอบนางเอกคนเดียวกันแฮะ อุตส่าห์ไม่ได้พูดถึงแล้วเชียว


โดย: ฮันโซ วันที่: 27 พฤศจิกายน 2548 เวลา:11:48:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ฮันโซ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สหายสิกขา Lite version

สหายสิกขาตั้งคำถามกับการเป็นอยู่ของสรรพสิ่งตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็เปิดรับแนวคิดของคำตอบในมุมมองที่แตกต่างอย่างเท่าเทียมกัน

สหายสิกขาจะมีความยินดียิ่ง หากคุณได้นำความรู้ที่ได้จุดประกายนี้ไปตีความต่อให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้น เพราะยิ่งแลกเปลี่ยนยิ่งถกเถียงยิ่งสนทนาก็สามารถแตกประเด็นไปอีกได้มาก

สหายสิกขาต้องการกระตุ้นให้คนอ่านได้คิด และสัมผัสถึงขอบเขตที่ไม่สิ้นสุดแห่งจินตนาการ

พร้อมกันนั้นสหายสิกขา ก็พร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนสนทนา เพื่อจับมือกันเรียนรู้ไปในโลกกว้าง ...ด้วยกัน

CC Developing Nations
Friends' blogs
[Add ฮันโซ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.