Group Blog
 
All blogs
 

อาหารสมอง

ช่วงนี้ผมติดภารกิจยาวอยู่ จึงยังไม่มีเวลามาค้นคว้าข้อมูลเพื่ออัพบล็อกตามที่ตั้งใจไว้อย่างเคย

แต่ขอเอากระทู้ และข้อมูลดีๆ มาฝากท่านผู้อ่านกันครับ

1. ถ้าสนใจเบื้องลึกเบื้องหลังประวัติศาสตร์อันเป็นแรงขับทางการเมืองที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ในอีกมุมหนึ่ง ขอเชิญที่กระทู้นี้ครับ **จิ๊กซอว์ของขบวนการโค่นล้มทักษิณ เผยออกมาแล้วว่า...? (The truth revealed?)**

สำหรับท่านที่ต้องการข้อมูลลึกๆ ของฝ่ายรัฐบาลขอให้ติดตามได้ที่เว็บประชาไทครับ ตอนนี้เป็นตอนแรก กำลังสนุกเลยทีเดียวครับ เปิดแฟ้มย้อนรอย : เส้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร (1)

2. ท่านที่ชมชอบการถกเถียงเชิงปรัชญา ท่านที่อยากรู้ว่าโพสต์โมเดิร์นคืออะไร บูรณาการศาสตร์เขาศึกษาไปถึงไหนกันบ้างแล้ว ผมเอาเรื่องปวดสมองมาฝากในกระทู้ที่เว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนี้ครับ ว่าด้วยความต่างของ "ความเห็น" และ "ความรู้"

3. ท่านที่นิยมชมชอบการศึกษาประวัติศาสตร์แบบเชิงวิชาการ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา สมัยยุคล่าอาณานิคม สมัยสงครามโลก สมัยสงครามคอมมิวนิสต์ สมัยปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งของประเทศไทย และอาเซียนรอบด้าน (อยากรู้ประวัติศาสตร์พม่าตอนเสียเมืองให้อังกฤษไหมครับ) ขอเชิญที่เว็บซึ่งเก็บกระทู้การเสวนาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก รวมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์โลก จากห้องประวัติศาสตร์พันทิพ

รู้สึกปลื้มนิดๆ ที่มีส่วนร่วมในงานในหัวข้อที่ 1 และ 2

แหม...ก็บอกแล้วไงครับว่าอย่าให้เครียดเชียวนะสมองมันจะแล่น

ผมคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะทำให้ท่านได้ใช้เวลาอ่าน ศึกษาและขบคิดอย่างเป็นระบบตลอดวันหยุดเชียวล่ะครับ สิ่งนี้พิสูจน์ให้ผมเห็นข้อเท็จจริงสี่เรื่องคือ 1. ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่คิดว่ามีคนรู้แล้ว ยังมีคนไม่รู้อีกมาก ถ้าจับมาเรียบเรียงดีๆ จะทำให้มีผู้สนใจจำนวนมาก แต่... 2. ต้องเป็นข้อมูลที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ร้อนๆในปัจจุบันได้ 3. มองในบางมุมนี่ก็เป็นวิธีการเปลี่ยนและครอบงำความคิดคนที่น่ากลัวเหมือนกัน (ข้อมูลในกระทู้ในหัวข้อที่ 1 มีข้อมูลด้านเดียว ...ผมจึงนำเอาข้อมูลในเว็บประชาไท มาถ่วงดุลให้ไว้ด้วยครับ) 4. เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์นำเสนอข้อมูลด้านเดียว (คือตอนนี้สื่อสิ่งพิมพ์ที่จับกลุ่มสำหรับคนชั้นกลาง เช่นผู้จัดการ, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, โพสต์ทูเดย์, ไทยโพสต์ ล้วนแต่นำเสนอข้อมูลถล่มรัฐบาล) ข้อมูลอีกด้านก็เป็นเรื่องที่คนสนใจกันมาก และนั่นทำให้สื่อทางเลือกแบบอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่มีคนติดตามจำนวนมากไปโดยปริยาย




 

Create Date : 11 มีนาคม 2549    
Last Update : 11 มีนาคม 2549 10:12:27 น.
Counter : 210 Pageviews.  

สถานการณ์น่าเป็นห่วง

ฝ่ายรัฐยังยืนยันห้ามไม่ให้ใ้ช้ลานพระรูปฯ ในการชุมนุม

ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังยืนยันใช้ลานพระรูปฯ ในการชุมนุม

แล้วตกลงมันจะอย่างไรกันล่ะครับ ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน

ก็พังกันสักข้างล่ะครับ

====

สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไปจากครั้งก่อน เพราะเจ้าหน้าที่คงได้รับคำสั่งมาว่า "ไม่ให้ใช้สถานที่เพื่อชุมนุม" คนเหล่านี้เขาก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเคร่งครัดอยู่แล้ว (ลองคิดถึง รปภ เวลาห้ามคนเข้าในสถานที่ต่าง ๆ ดู)

แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ คงตั้งใจจะเ้ข้าไปชุมนุมที่นี่ให้ได้ เพราะได้นัดหมายคนไว้ที่นี่แล้ว และไม่มีกำหนดเปลี่ยนแปลง อีกประการนี่จะเป็นสัญลักษณ์การเพิกเฉยคำสั่งของรัฐ

ส่วนผู้มีอำนาจรัฐ ก็คงไม่ยอมเหมือนกัน เพราะถ้าห้ามกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ แล้วก็เท่ากับคำสั่งของรัฐไม่มีความศักดิสิทธิ์อีกแล้ว

น่าเป็นห่วงครับ

ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่า จะมีคนมาชุมนุมจำนวนไม่มากเท่าวันที่ 4 กพ ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่า
1. ได้ถวายฎีกาไปแล้ว
2. มีวิธีแสดงความไม่เห็นด้วย ผ่านการลงชื่อถอดถอนนายกฯ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
3. ผู้นำการชุมนุมไม่ใช่คุณสนธิอีกแล้ว

====
น่ากลัวครับ คราวนี้ สถานการณ์เผชิญหน้ากันแบบนี้
ฝ่ายเจ้าหน้าที่เตรียมการเหมือนกับกำลังจะสลายกลุ่มผู้ชุมนุม
ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไม่ถอยแน่ๆ

ถ้ามีการสลายผู้ชุมนุม คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ

อะไรที่ใครไม่อยากเห็นก็คงได้เห็นกันคราวนี้

เฮ้อออ...

====

ข่าวจากผู้จัดการ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วม 1,500 คน เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว โดยมี กำลังตำรวจพร้อมโล่ เกือบครึ่งพัน พร้อมรถดับเพลิง ยืนขวางไม่ให้ เข้าพื้นที่

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมาตรงบริเวณเชิงสะพานบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย นายสุวิทย์ วัดหนู และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ พร้อมประชาชนผู้รักชาติ ประมาณ 1,500 คน ได้จัดตั้งขบวนเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า

หลังจากตั้งขบวนเสร็จแล้ว ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินเท้าไปยังลานพระรูปทรงม้า โดยขบวนประกอบด้วย รถเครื่องขยายเสียงประมาณ 7 คัน โดยมีประชาชน ถือธงชาติ และธงสีเหลือง โบกสะบัด พร้อมตะโกนขับไล่ ทักษิณ ออกไป ทักษิณ ออกไป อย่างกึกก้อง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดเส้นทางที่เดิน

ส่วนที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยปราบจราจล พร้อมโล่ ประมาณ 400-500 นาย มายืนวางกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณด้านหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า โดยยืนยัน ที่จะไม่ยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปยึดพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เตรียมรถดับเพลิงจากท่าอากาศสุวรรณภูมิ จำนวน 4 คัน และ รถดับเพลิงของกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 คัน จอดอยู่เพื่อเตรียมพร้อมสลายการชุมนุม ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงเป็นไปตามปกติ ขณะที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุม ยืนยันว่าจะชุมนุมอย่างสงบ และสันติ

ข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ

ผบ.ตร.ย้ำไม่ให้ใช้ลานพระบรมรูปทรงม้าชุมนุม

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้พื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในการชุมนุม ขณะเดินทางมาที่กองบัญชาตำรวจนครบาล


11 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 14:16:25




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2549 14:33:39 น.
Counter : 222 Pageviews.  

self-inflicted political

ได้อ่านบทความ "วาทกรรมถวายพระราชอำนาจคืน" ของ อ เกษียร เตชะพีระ

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ลองอ่านดูครับน่าสนใจมาก

ผมขออนุญาตยกบทสรุปมา

"ใช่หรือไม่ว่า ที่กำลังดังกังวานอยู่ตอนนี้คือเสียงเรียกร้องหา political tutelage กันอีก อันสะท้อนอาการ political immaturity เรื้อรัง แถมเป็น self-inflicted political immaturity มากกว่าอื่น?

แปลไทยเป็นไทยได้ว่า

ประชาธิปไตยของคนไทย เป็นประชาธิปไตยที่คอยเรียกหาผู้ใหญ่ให้ดูแล เพราะคนไทยยังไม่บรรลุนิติภาวะพอ?




ถ้ามีเวลาก็ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ ผู้แต่งคนเดียวกันได้ในเว็ปข่าวประชาไทครับ


ความอิจฉาเป็นบ่อเกิดแห่งความเสมอภาค

ชาติที่คนชั้นกลางรัก เป็นชาติที่ไฟฟ้าถูก แต่ไฟฟ้ามันถูกก็เพราะมันไปปล้นเอาแม่น้ำเขามา ปล้นเอาสิ่งแวดล้อมเขามา หรือพูดง่ายๆ มันเป็นชาติที่เขาอยู่บนความได้เปรียบพอสมควร ได้เปรียบธรรมชาติ ได้เปรียบชาวบ้านข้างล่าง นี่คือชาติที่คนชั้นกลางรักมากเลย

ผมคิดว่าปัญหาที่คนชั้นกลางลุกขึ้นมาต่อต้านทักษิณ เพราะทักษิณคุกคามความเป็นอยู่ของชาติในความหมายนี้ ซึ่งพูดถึงจุดยืนแล้ว ผมไม่ชอบชาติในความหมายนี้เลย มันเป็นชาติที่มีปัญหามาก แล้วก็ที่ผ่านมาก็ทะเลาะกันแย่งชาติแบบนี้แหละ

แต่แม้กระทั่งชาติแบบนี้ เราก็ยังรู้สึกว่าถูกคุกคาม เพราะอะไร เพราะทักษิณดำเนินกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ แบบที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มทุนของเขา ต่อพวกพ้องของเขา ซึ่งมันไปคุกคามความมั่นคงในชาติที่น่ารักของคนชั้นกลาง ไฟฟ้าแพงเหรอ น้ำมันแพงเหรอ อย่างนี้แปลว่าอะไร ตลาดหุ้น... บางคนได้เปรียบ กูเสียเปรียบเหรอ

...


กล่าวเฉพาะในคณะของผม นี่คือประเด็นที่เราถกกันเยอะมากด้วยความวิตก เราระมัดระวังที่จะไม่ให้มีถ้อยคำใดๆ ในแถลงการณ์ของเราที่ส่อไปในทางยอมรับอำนาจพิเศษ คือขอให้อยู่ในกรอบ ในระบอบนี้ซึ่งเป็นระบอบที่มีปัญหา ต้องแก้ แต่เฉพาะหน้านี้มันต้องปลดล็อคตรงนายกฯ ก่อน ส่วนเราจะแก้อะไร แก้อย่างไร เราคุยกันได้อีกเยอะ เพราะโจทย์มันใหญ่ ไม่ใช่แค่ทักษิณ

พูดสั้นๆ โจทย์ก็คือ กลุ่มทุนผูกขาดในประเทศ + ทุนโลกาภิวัตน์ ซึ่งตอนนี้เรารู้จักกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ผ่านชื่อเทมาเสก เรากำลังจะหาการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญเพื่อมาถ่วงดุลคนกลุ่มนี้ โอ้โห มันยาก ผมไม่แน่ใจว่าทำได้ด้วยซ้ำ



...

ผมคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถึงที่สุดแล้วคุณใช้วิธีการนอกระบบ ไม่รู้นะ มันอยู่ที่การนิยามชัยชนะอย่างไรด้วยใช่ไหม ถ้านิยามชัยชนะว่า ทักษิณต้องออกไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย อย่างนี้ก็น่ากลัว

แต่ถ้านิยามชัยชนะว่า ไม่มีใครตายแม้แต่คนเดียวในความขัดแย้งทางการเมืองนี้ สังคมไทยค้นพบการเปลี่ยนผ่านจากระบอบทักษิณ ไปสู่อย่างอื่นโดยไม่มีใครตาย ระหว่างที่สังคมไทยผ่านวิกฤต ได้เรียนรู้ เข้าใจตัวเอง และเข้าใจเงื่อนไขที่ล้อมสังคมดีขึ้น กระจ่างขึ้น อันนี้เป็นชัยชนะที่ยั่งยืน

การเปลี่ยนผ่านนี้มันใหญ่ ประเทศเราทั้งประเทศ จะจัดการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร เอาแค่เรื่องคุณทักษิณ เอาแค่ไม่ให้มีใครตาย เพราะไม่คุ้มหรอก มันไม่เคยคุ้มเลย

สำหรับวันที่ 11 นี้ ผมเกรงว่าจะเกิดความรู้สึกประมาทของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลอาจจะประเมินจากวันที่ 4 ว่า อ๋อสุดยอดของคุณแค่ 50,000 เอง แล้วอาจมีใครทำอะไรเอาใจเจ้านายอีก

...




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 21:20:52 น.
Counter : 304 Pageviews.  

เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน?

ได้ไปอ่านข้อความจากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง มีข้อความดังต่อไปนี้

====
สิ่งที่บัณฑิตรุ่นใหม่ ขาดไป

อย่าประมาทนึกว่า ได้ ลูกน้องใหม่ เป็นปริญญาตรี แล้วจะ ได้คนเก่ง นะครับ การศึกษาไทย ล้มเหลว อย่าไว้ใจว่า บัณฑิตไทย จะทำงานสมกับ "วุฒิ ปริญญา สถาบัน" โดยเด็ดขาด

สิ่งที่บัณฑิตไทย ขาดหายไป

1) Leadership
การสั่งงาน :พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ยกเว้น ในกลุ่มพวกเขาเอง
การตามงาน:การไล่ติดตามงาน การทำงานให้เสร็จภายใต้เงื่อนไข ภายใต้เวลา ความกดดัน และ ทรัพยากรไม่พอเพียง
ขาดบารมี(Charisma) ในการสร้างลูกน้อง
ความคิดสร้างสรรค์(Creative thinking)
ความคิดที่เป็นระบบ(systematic thinking)

ต้นตอสาเหตุ: กิจกรรมนักศึกษาไทยน้อยไป / งาน Project น้อยไป หรือ อาจารย์ ไม่เข้มงวด / กระทรวงศึกษา และ ทบวง "ล้าหลัง " กว่าคนในวงการอื่นๆ

2)นิสัยค้นคว้า รักการอ่าน
พอมาอยู่ที่องค์กร พวกเขา คาดหวังว่า เจ้านายอย่างเรา ต้องป้อนความรู้ให้ พวกเขาค้นคว้าเอง เรียนเองไม่เป็น ไม่รักการอ่าน ไม่ชอบเขียน เกลียดการจด

ต้นตอสาเหตุ:ข้อสอบแบบวัดเฉพาะความจำ / ครูอาจารย์ออกข้อสอบไม่เป็น / ขาดการเรียนแบบสืบค้น / ใช้ตำราไทย มากไป / วงการตำรา มี มาเฟีย / รัฐบาลไม่ส่งเสริม สิ่งพิมพ์ และ รณรงค์เรื่องรักการอ่าน อย่างต่อเนื่อง เอาจริง

3)ไม่อดทน นิสัยมักง่าย ชุ่ยๆ สมาธิสั้น

ต้นตอสาเหตุ: การอบรมเลี้ยงดู / พ่อแม่ไทย ไม่ได้รับการอบรมวิธีเลี้ยงลูก / สื่อมวลชน ไม่รักษา ศีลธรรม ความดีงาม ค่านิยมที่ดี / เด็กรุ่นนี้ เติบโต มาใน รถยนต์ และ รีโมตทีวี /พ่อแม่ เอาใจใส่ลูกน้อยไป /

====

เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว ผมก็รู้สึกไม่เห็นด้วยหลายประการดังนี้

วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่โยนปัญหาออกไปนอกตัว ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้นะครับ

เพราะไปเจอเด็กสมัยใหม่ที่ชอบถามการบ้านตามเว็บบอร์ด ทั้งที่บางทีก็ใช่ว่าจะได้คำตอบตามที่ต้องการ หรือบางทีก็โดนด่ากลับมาเสียด้วยซ้ำ (ว่าขี้เกียจไม่ยอมหาคำตอบเอง) ตอนสมัยก่อนนั้นก็เลยคิดว่าเด็กพวกนี้มันสิ้นคิดหรือเปล่าที่ใช้วิธีแบบนี้ค้นหาคำตอบ ของการบ้านที่ได้รับมอบหมายมา

แต่ตอนหลังมาคิดใหม่ก็ได้คำตอบว่า วิธีแบบนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนถูกที่สุด ในการหาคำตอบเพื่อนำคำตอบนั้นมาส่งอาจารย์ (เพราะอาจารย์ให้คะแนนที่ตัวคำตอบ ไม่ใช่ให้คะแนนที่ความเข้าใจ หรือการประยุกต์ใช้ทฤษฎี)

แล้วจริง ๆ พวกเขาก็โพสต์คำถามแบบนี้ไว้ในเว็บบอร์ดหลายแห่ง เพื่อคัดเลือกคำตอบที่ดูดีที่สุดไปส่งเป็นการบ้านเสียด้วยสิครับ

พอคิดในมุมนี้แล้ว ก็จะเห็นว่า เด็กพวกนี้ฉลาดเอาเรื่องทีเดียว

====

เคยไปอ่านในเว็ปแห่งหนึ่งเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือ มือใหม่ที่เข้ามาค้นหาคำตอบในชุมชนการใช้งานซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส

เขาก็เตือนสติให้เราคิดได้ว่า เราเองก็เคยเป็นมือใหม่มาก่อน เมื่อไม่รู้อะไร ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมาโพสต์ถามความรู้ ทั้งที่ความรู้นั้นบางทีก็สามารถหาได้จาก FAQ เอาได้ง่าย ๆ แล้ว แทนที่ขาประจำหรือคนรุ่นเก่า(เจ้าพ่อบอร์ด) จะไปโพสต์ในทำนองว่า "รู้ไหมว่าคำถามแบบนี้ หาเอาได้จาก FAQ ไปอ่านเอาสิ โง่จัง..." ทำนองนี้ เขาบอกว่า ให้ลองหยุดคิดสักนิด แล้วลองทำตามวิธีการดังนี้

1. Don't give the full solution. Instead, limit yourself to the half of the standard answer.
2. Try to explain the beginning in as many details as you can.
3. Give a general description of objectives that must be completed to solve the problem.
4. Try to encourage the user to check the manual or the Internet. I used a word "encourage" instead of "redirect". Keep that in mind, please.
5. If necessary, give some keywords (but not the search phrase!) or hints.

For example: when user wants to perform some task, don't tell him what to do, but tell him what tools he should use. If there are any traps, warn him.

====

เรื่องแบบนี้มันเป็นไปทั่วทุกวงการนั่นแหละครับ ตอนผมไปเรียนหนังสือ ก็เจอทัศนคติที่ว่า ทำไมจะต้องทำงานวิจัย ทำวิทยานิพนธ์ ที่ยุ่งยากด้วย ไม่ตั้งมาตรฐานสูงเกินไปเหรอ แค่เรียนให้จบ ทำงานแค่พอผ่าน แล้วเอาวุฒิปริญญามาก็น่าจะพอแล้ว

อย่ามัวแต่ไปโวยวายแล้วโทษเรื่องนอกตัวอยู่เลยครับ

มองเข้ามาใกล้ ๆ ตัวนี่หน่อยก็ได้ว่า

จะมีสักกี่คนที่มีสติศึกษาประเด็นปัญหาของบ้านเมืองตอนนี้อย่างรอบคอบ สังเกตดูว่าสี่ปีก่อนก็แห่แหนกันเชียร์นายกทักษิณ มาปัจจุบันก็ด่าว่าขายชาติโกงกิน ไม่ได้มองเหตุการณ์รอบด้านลึกซึ้ง คนส่วนใหญ่เชียร์ไหน ก็เชียร์ตาม โดยปราศจากการ ใคร่ครวญ, โยนิโสมนสิการ, หรือใช้หลักกาลามสูตร

มองทุกอย่างแบบไม่ขาวล้วน ก็ดำล้วน

หรืออย่างประเด็น FTA
ผมไปอ่านในข่าว พอมีอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งมาให้ความเห็นในทำนองว่า เรากำลังตื่นกลัว FTA เกินไปหรือเปล่า เท่านั้นแหละ ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นสุนัขรับใช้ไทยรักไทย ทั้งที่ความคิดเห็นในบทความดังกล่าวหลายประเด็น มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ และน่ารับฟัง แต่คนก็พร้อมจะมองข้ามไป และด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย เมื่อมันตรงข้ามกับความคิดเห็นของตนเอง

สรุปว่า ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่ใช่ไหมครับ ที่มีความผิดปกติ บกพร่องทางความคิด

=====

แล้วก็ไม่ต้องไปกล่าวหาคนอื่น ดูแคลนเด็กรุ่นหลัง แบบบ่นบ้าโดยไม่ทำอะไร

ก็ในเมื่อตัวเราเอง ยังไม่ลงทุนสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาของคุณภาพของคน




 

Create Date : 27 มกราคม 2549    
Last Update : 28 มกราคม 2549 22:11:16 น.
Counter : 402 Pageviews.  

มาหนีพิษการเมืองกันดีกว่า

ช่วงนี้ไม่ทราบเป็นอะไรครับ ผมต้องอัพเดตความรู้ของตนเองขนาดหนัก โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าเลย แต่จริงๆแล้วจะพูดว่าผมไม่ได้วางแผนเลยก็พูดไม่ได้หรอกครับ ในช่วงหลายปีมานี้ผมหลบหนีจากสมรภูมิที่เคยต่อสู้และพ่ายแพ้มา เพื่อฝึกฝนตนเองทั้งในเชิงความคิดและในเชิงปฏิบัติ ในอีกรูปแบบที่ต่างจากโลกที่ผมเคยผ่านมา

ชีวิตของคนเราก็คงเป็นอย่างนี้ พอสั่งสมกำลังได้ระดับหนึ่ง ก็มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แล้วก็ตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตอย่างสุดกำลัง แล้วก็ได้รู้ว่าสมรภูมิที่แท้จริงนั้นมันไม่ง่าย แล้วก็พ่ายแพ้ แล้วก็กลับมาพักผ่อนเพื่อสั่งสมกำลังใหม่

คราวนี้ก็ร่ำๆเหมือนกันครับ แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น ก็สามารถยับยั้งชั่งใจตนเอง และบังคับตนเองให้อดรนทนรอ เพื่อพินิจพิจารณาสถานการณ์ให้รอบคอบมากขึ้นกว่าเดิมได้

กระทั่งทำใจให้เป็นผู้ชมที่ดี ทำให้ไม่ต้องลงไปวิ่งพล่านอยู่ในสมรภูมิรบและผลักดันโลกด้วยความสับสน

สองสามสัปดาห์นี้ ผมเลยแทบไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองเลยหันไปสนใจเรื่องอื่นเสียมาก ครั้นพอหันกลับมาอีกที ก็พบว่าสถานการณ์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผมคาดการณ์เอาไว้เลย

เพียงแต่สกปรก และไร้สาระมากขึ้นเท่านั้น

เหตุเพราะคอลัมนิสต์ออนไลน์ในเว็ปไซต์ไทยอินไซเดอร์ดอทคอม ซึ่งมีลีลาการเขียนบทความซุบซิบในทำนองเดียวกันกับซ้อเจ็ดแห่ง MGR ได้เผยแพร่ข่าวลือ เกี่ยวกับส.ส. สาวพรรคไทยรักไทย ชื่อเล่น "อ." หรือ "อ้อน้อย" ซึ่งเนื้อหาพาดพิงในบทความนั้น ทำให้คุณณหทัยต้องออกมาแถลงข่าวปฏิเสธ จนกระทั่งเรื่องดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ประจำสัปดาห์ไป

และต่อมาไม่นานคุณชูวิทย์ก็ออกมาให้ข่าวสส หญิงของพรรคไทยรักไทยมีความสัมพันธ์กับคนขับรถ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปอีกรอบ

อะไรก็ไม่เท่าคอลัมนิสต์ขาใหญ่แห่งผู้จัดการ ออกมาเล่นข่าวนี้กับเขาด้วย ด้วยเหตุผลว่า


คำพูดประเภท “ใครจะกิ๊กกับใครก็เรื่องของเขา” หรือ “ใครจะท้องก็เรื่องของเขา ตราบใดที่เข้าไม่ทำให้เสียหายต่อหน้าที่การงาน” หรือ ฯลฯ ใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้

เพราะนักการเมืองไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา

ยิ่งนักการเมืองที่เป็นผู้นำประเทศยิ่งไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา

คุณค่าทางจริยธรรม ศีลธรรม ของนักการเมืองที่เป็นผู้นำ จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนและเยาวชนทั่วไป

ยิงนักการเมืองที่ “สร้างภาพ” อย่างหนึ่ง แต่ตัวตนจริง ๆ ตรงกันข้าม ยิ่งสมควรถูกวิพากษ์


โดยส่วนตัวผมนอกจากจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวที่ไม่ได้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์อะไรให้กับสังคมแล้ว ผมยังตั้งขอสังเกตว่าเรื่องแบบนี้มันจะละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวกันเกินไปหรือไม่ เพราะเป็นการกล่าวหากันโดยไม่แสดงหลักฐาน ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เรื่องก็จะจางหายไป ในขณะที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นไปแล้ว

แต่อะไรก็ไม่น่าสนใจเท่า สาธารณชนให้ความสนใจกับข่าวคาวแบบนี้เป็นจำนวนมาก

จนทำให้ผมต้องตั้งคำถาม (ที่ไม่มีคำตอบ) ว่าเกิดอะไรกันขึ้นกับสังคมนี้กันแน่



ผมขอพาท่านที่เบื่อการเมืองน้ำเน่าเต็มทีแบบนี้ ออกไปแสวงหาคุณภาพทางปัญญา โดยพาท่านไปฟังงานเสวนา“วิพากษ์เศรษฐกิจ พิศการเมือง และค้นหาตัวตนสังคมไทย” โดยสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักพิมพ์ openbooks


โดยในงานได้แบ่งออกเป็นสองรอบ ซึ่งผมต้องชื่นชมคนจัดว่าไอเดียเฉียบขาดเอามากๆ เพราะเป็นการจับคู่ที่เข้าคู่กันอย่างลงตัวเอามากๆ

รอบแรกเป็นการ "วิพากษ์เศรษฐกิจ พิศการเมือง" โดย รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และ รศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน ซึ่งรอบนี้มี อ. ปกป้อง จันวิทย์ มือกระบี่เศรษฐศาสตร์สำนักท่าพระจันทร์เป็นพิธีกร

ส่วนรอบที่สองเป็นการ "ค้นหาตัวตนสังคมไทย" กับ อ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ปัญญาชนสาธารณผู้สนใจในทฤษฎีบูรณาการศาสตร์แห่งท่าพระจันทร์ โดยมี อ.ดร.ไชยยันต์ ไชยพร เป็นพิธีกร

สำหรับใครที่ไม่ได้ไปชมผมคงต้องขอแสดงความเสียใจว่าท่านได้พลาดสิ่งที่น่าสนใจไปเลยทีเดียว

แต่เพื่อเป็นของกำนัลท่านที่เข้ามาอ่าน "สหายสิกขาฉบับไลท์เวอร์ชั่น" นี้ ท่านสามารถโหลดไฟล์เสวนาดังกล่าวได้ตามที่อยู่ข้างล่างนี้นะครับ


แต่ผมคงต้องขออภัยสำหรับไฟล์ที่สองครับ เนื่องจากเกิดความผิดพลาดบางประการจึงไม่สามารถบันทึกเสียงได้จนจบการเสวนา ซึ่งก็น่าเสียดายจริงๆ เพราะอาจารย์ทั้งสองท่านได้พูดอะไรที่น่าสนใจหลายๆอย่างไว้ตอนท้ายๆ

งานเสวนานี้คนเยอะจริงๆครับ เมื่อเทียบกับการแจ้งฝากข่าวที่ไม่ได้เผยแพร่ไปตามสื่อที่กว้างขวางมากนัก

นอกจากนี้ก็อยากจะขอแจ้งข่าวดีให้ท่านทราบว่า ขณะนี้หนังสือโอเพ่นก็ได้กลับมาตีพิมพ์เป็นฉบับออนไลน์แล้ว ด้วยเนื้อหาที่เข้มและหนักแน่นยิ่งกว่าเดิมโปรดเยี่ยมชมได้ที่www.onopen.com

ขอเชิญหลบลี้หนีการเมืองที่เป็นพิษสักพัก เพื่อเยี่ยมพิศการเมืองแบบมีสาระกับโอเพ่นนะครับ!




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2548    
Last Update : 28 ธันวาคม 2548 17:49:17 น.
Counter : 271 Pageviews.  

1  2  

ฮันโซ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สหายสิกขา Lite version

สหายสิกขาตั้งคำถามกับการเป็นอยู่ของสรรพสิ่งตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็เปิดรับแนวคิดของคำตอบในมุมมองที่แตกต่างอย่างเท่าเทียมกัน

สหายสิกขาจะมีความยินดียิ่ง หากคุณได้นำความรู้ที่ได้จุดประกายนี้ไปตีความต่อให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้น เพราะยิ่งแลกเปลี่ยนยิ่งถกเถียงยิ่งสนทนาก็สามารถแตกประเด็นไปอีกได้มาก

สหายสิกขาต้องการกระตุ้นให้คนอ่านได้คิด และสัมผัสถึงขอบเขตที่ไม่สิ้นสุดแห่งจินตนาการ

พร้อมกันนั้นสหายสิกขา ก็พร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนสนทนา เพื่อจับมือกันเรียนรู้ไปในโลกกว้าง ...ด้วยกัน

CC Developing Nations
Friends' blogs
[Add ฮันโซ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.