Group Blog
 
All Blogs
 

สาวไฮเปอร์เจอหนุ่มไฮร็อค 3

บทที่ 7
“ว่าแต่ทำไมนายถึงรู้จักเพื่อนไฮโซแบบนี้ได้อ่ะ”
กระต่ายสงสัยทำไมปอดถึงรู้จักนักเรียนนอกได้ไง เลยเอ่ยถามไปเมื่อปอดนัดวันเวลาสถานที่ให้กระต่ายพบกับเพื่อนของตัวเอง
“ไม่ใช่เพื่อนโดยตรงหรอกครับ พอดีผมเล่นดนตรีเก่ง พวกนักเรียนนอกให้ตั้งวงกัน เลยให้ผมมาแจม เป็นโชคดีมากกว่า”
“ปอดเป็นคนดีจริงๆนะ กระต่ายเหรอจะลืมปอดไปได้ ถึงนัดเพื่อนมาให้ก็เถอะ ปอดต้องมาด้วยนะ อย่าลืมนะ ให้บอยเพื่อนของปอดมาพร้อมกัน แต่ขออย่างนึงนะ ห้ามบอกเหตุผลที่กระต่ายอยากคบนักเรียนนอกกับใคร และต้องแกล้งทำเป็นว่ากระต่ายก็เป็นนักเรียนนอกด้วยนะ”
“ได้ครับ ไม่ต้องห่วง ผมทำทุกอย่างให้กระต่ายได้อยู่แล้ว”
“แล้วทำไมนายต้องทำทุกอย่างให้กระต่ายได้ล่ะ เราก็ไม่ได้รู้จักมักจี่หรือกระต่ายได้ไปช่วยอะไรคุณขึ้นมาหรือก็เปล่า”
กระต่ายสงสัย ถามกลับไปที่ทำไมนายปอดถึงพยายามช่วยเหลือเธอทุกอย่างโดยที่เธอไม่เคยช่วยอะไรตอบแทนเลย คำถามง่ายๆอย่างนี้ ทำให้ปอดนิ่งไปพักหนึ่งเหมือนกัน
“ก้อออ...ผมเพิ่งมาทำงานที่ตึกนี้ไง ไม่รู้จักใครเลย ได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกคนนึงก็เป็นโชคดีไม่ใช่เหรอ อีกอย่างนะ ถ้ากระต่ายกับบอยได้เป็นแฟนกัน บอยเขาลูกเศรษฐีเขาก็ต้องรู้สึกขอบใจผมที่ช่วยหาแฟนให้ โอกาสดีๆเรื่องอื่นๆก็ตามมาเอง”
“ดีมาก ฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวังเลยแหละ แล้วเย็นนี้เราเจอกันนะ”
“ครับ”
วางหูจากปอด กระต่ายรีบกดโทรศัพท์ไปคุยกับเก๋ทันที
“แกต้องช่วยงานฉันเป็นเวลา 3 เดือน โอป่ะ”
“โอไรอ่ะ ทำไมต้องช่วยงานแกตั้ง 3 เดือน”
“อ๊ะ ก็เรื่องแนะนำให้รู้จักกับหนุ่มหล่อไง”
“หึย เว่อร์ว่ะ แนะนำให้รู้จักกันแค่เนี้ยะ ต้องช่วยงานตั้ง 3 เดือน ถ้าได้แต่งงานกัน มิต้องสมนาคุณด้วยการให้แกนอนร่วมเตียงด้วยเหรอ”
“บ้า นังนี่ ทำปากดี เดี๋ยวอดฉ็อดเด็ด จะร้องไห้หาว่าเพื่อนไม่ช่วย”
“ฉ็อดเด็ดไรยะนังกระต่าย”
“ฟังให้ดี แล้วนึกดูว่าให้ช่วยงานฉัน 3 เดือนอ่ะ คุ้มมั้ย”
“อ่ะ ลองทำขอเสนอมาดิ๊”
“เย็นนี้ฉันนัดปอดให้แก กินข้าวในร้านโรแมนติกโว้ย และเรียบร้อยแล้วด้วย เหลือแต่แกจะตะครุบข้อเสนอของฉันไว้หรือไม่”
“แล้วทำไมต้องช่วยงานแกตั้ง 3 เดือนวะ”
“อ้าว ผู้ชายหล่อๆแมนๆมันหายากว้อย ของหายากก็ต้องมีราคาค่างวดหน่อย อีกอย่างนะ ให้แกรู้สึกว่าได้มายากๆ จะได้เลี้ยงเอาไว้นานๆ เดี๋ยวเลิกกันง่ายของก็เสียราคาหมด”
“เจ้าเล่ว่ะ”
“อิ อิ อย่าพูดมาก จะเอามั้ย”
เก๋เงียบเก็บสมองไว้คิดไม่ถึง 3 วินาที แล้วตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เอาดิ แต่บอกก่อนนะ ของซื้อของขาย ตกลงทำสัญญาแล้วต้องส่งมอบสินค้าให้ถึงที่นะ จะมาเลิกสัญญากลางคันไม่ได้นะ ไม่งั้นโดนปรับ”

เย็นนั้นปอดกับบอยมานั่งรอสองสาวอยู่ก่อนแล้วที่ร้านอาหารชื่อดังย่านกลางเมือง
“สาวที่แนะนำให้ถ้าหน้าตาไม่ได้เรื่องละก็ มีเรื่องกันเลยนะเพื่อน และอีกอย่าง ทำไมต้องเล่นละครแปลกๆ หลอกว่านายเป็นพนักงานบริษัทด้วย”
บอยพูดกับปอดก่อนที่จะเทเบียร์โคโรน่าบีบมะนาวลงคอ
“รับรองเพื่อน เรารับปากเพื่อน เพื่อนแค่รับปากเราก็พอแล้ว”
ปอดตบไหล่เพื่อนเอ่ยปากรับรองแข็งขัน
“อิฟ ชี อิส โซ เพอร์เฟค, วาย ยู วันนา อินโทรดิวส์ มี ทู เฮอร์, วาย โด๊น ยู คีบ ฟอร์ ยัวร์เซวฟ์ (If she is so perfect, why do you introduce me to her? Why don’t you keep for yourself = ถ้าเธอคนนั้นเลิศเลอนัก ทำไมแกแนะนำฉันให้รู้จักเธอ ทำไมไม่เก็บไว้สำหรับตัวเองล่ะ)”
นายบอยติดฝรั่ง เล่นถามเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษซะยาว
“จัสต์ แอน เอ็กเพอริเมนท์ แอนด์ (Just an experiment! And = เป็นแค่การทดลองอย่างหนึ่ง และก็)อย่าคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษ เพราะสาวสองคนเข้าใจว่าเราเป็นพนักงานบริษัทตัวเล็กๆ พนักงานบริษัทตัวเล็กๆพูดภาษาอังกฤษไม่ได้”
ปอดแตะแขนเพื่อน ตอบคำถามที่ชวนให้ฉุกคิด อาการประสาทคิดมากกลับมาอีกแล้ว นี่เขาคิดดีแล้วเหรอ แน่ใจหรือ มั่นใจจริงๆหรือ จะไม่เสียใจทีหลังแน่นะ
บอยยักไหล่แสดงอาการไม่ใส่ใจ เขาหันไปทางวงดนตรีที่กำลังเล่นดนตรีป๊อบอย่างสนุกสนาน โยกตัวตัวไปด้วยพร้อมกับเทเบียร์นอกลงคออย่างมีความสุข
กระต่ายเป็นคนเลือกร้านอหารที่มั่นใจว่าไม่ได้ร้องเพลงร็อคแล้วเป็นคนนัดให้ปอดพาเพื่อนไปที่นั่น เธอบอกกับเขาว่าไม่ชอบฟังเพลงร็อค

เยื้องจากเวทีคือประตูเข้า ปรากฏ 2 สาวเดินเข้ามา เล่นเอาคนทั้งร้านหันไปมองพร้อมกัน กระต่ายมาในชุดแสคสีเรียบร้อยผมประบ่ารับกับใบหน้า ส่วนสูงกับเอวและสะโพกที่รับกันบนรองเท้าส้นสูงสีเดียวกับชุด ทำให้เธอดูงามสง่ายิ่ง ณ ราตรีนี้ ขณะที่เก๋มาในชุดสูทกระโปรงสั้นดูน่ารัก เธอไม่ใช่คนขี้เหร่เลย ออกจะสะสวยพอสมควร แต่เมื่อยืนคู่กับกระต่ายที่ทั้งสวยและสง่า เธอมองดูเหมือนนางกำนัลที่เดินติดสอยห้อยตามนางพญามาอย่างไม่ผิดกันเลยทีเดียว
“อย่าบอกนะว่าคนใส่สูทคือคนที่จะแนะนำให้รู้จัก”
บอยหันไปที่ปอดแล้วถามอย่างตื่นเต้น
“ใครว่า อีกคนต่างหาก”
ปอดบอกเพื่อนยิ้มๆ แต่หัวใจมันแกว่งพิลึก ความแปลกใจพุ่งเข้ามาที่เห็นเก๋มากับกระต่ายด้วย แต่มันถูกกลบไว้ด้วยความกลัว ความกลัวที่ลึกล้ำและรุนแรง กลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาจัดฉากให้ มันจะดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างสมบูรณ์ สมบูรณ์อย่างที่ผู้ชายอย่างเขาอาจต้องเสียใจและโทษตัวเองไปตลอดชีวิต
“ว้าว! แธงคส์ อะ มิลเลี่ยน (Wow! Thanks a million = โอ้ ขอบคุณเป็นล้านครั้ง)”
บอยยกขวดขึ้นดื่มคารวะให้ปอดแล้วลึกขึ้นเชิญให้สองสาวนั่ง
“กระต่ายเหรอครับ ผมชื่อบอย”
บอยยื่นมือออกมา กระต่ายยื่นมือให้ บอยไม่ปล่อยทุกวินาทีเพื่อทำคะแนน เขาก้มลงจูบหลังมือเธอย่างทะนุถนอม เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาบีบมือเธอเบาๆก่อนจะทำเป็นส่งมือของเธอกลับไปด้วยการวางไว้บนตักของกระต่าย ก่อนที่จะชักมือตัวเองกลับ ทำเป็นมือไปโดนตักเธอแล้วมันก็ดึงมือกลับคืนช้าๆให้ลูบไล้เป็นบนตักของกระต่าย มันจับมือทีเดียวได้ 2 เด้ง อ้ายหมอนี่มันโชกโชนมากขอบอก กระต่ายสะดุ้งเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะถูกกระทำอย่างนี้ แต่คิดว่านี่คงเป็นธรรมเนียมฝรั่งนักเรียนนอก แม้จะเคืองนิดๆแต่ก็ยิ้มให้บอยอย่างชื่นมื่น
เก๋ก็ใช่ย่อย รีบลงนั่งข้างปอดทำท่ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ปอดหันไปยิ้มให้เธอ แต่ไม่วายที่หางตาจะเห็นบอยก้มลงจูบมือของกระต่าย เขาเม้มริมฝีปากแน่น แล้วแกล้งทำยิ้มให้กระต่าย นึกในใจว่า รู้จักกระต่ายเป็นสัปดาห์แล้ว โดนตัว ถูกมือโดยเอิญสักนิดยังไม่เคย นี่บอยมันจับมือเธอมาจูบในวินาทีแรกที่เจอกัน โอ้... มันไวไฟช่ำชองขนาดนี้ ทำให้เรายิ่งใจแป้ว โอ....อ้ายปอด แกยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าที่ทำไปนี่คิดผิดอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต
เก๋พยายามชวนปอดคุย เขาคุยด้วยเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่วายมองมาที่กระต่ายกับบอยไม่วางตา จนถึงช่วงที่มีใครต่อใครออกมายืนเต้นหน้าเวที บอยชวนกระต่ายออกมาเต้น เธอก็ออกไปด้วย ปอดมองตาละห้อย เก๋เลยจับข้อมือปอดกะจะดึงออกมาเต้นด้วย แต่ปอดรั้งมือไว้บอกกับเก๋ว่า
“ผมไม่ถนัดเต้นกับเพลงพวกนี้เลย”
“โถ พ่อรูปหล่อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เด๋วเก๋สอนให้”
กระต่ายกับบอยเต้นตามจังหวะป๊อบเพลงฮิตอย่างสนุกสนาน โดยมีคู่ของเก๋กับปอดเต้นอยู่ข้างๆ ปอดก็ยังมองทั้งคู่นั้นไม่วางตา
จนถึงเพลงช้า บอยจัดแจงจับต้นแขนกระต่ายทั้งสองข้างแล้วดึงเข้ามเกือบชิดตัวเองช้าๆ กระต่ายขืนเล็กน้อย แต่พอเห็นปอดหันมามองตาละห้อย (นี่ถ้าเป็นสุนัขจะต้องลิ้นห้อยน้ำลายหกตามด้วยแน่) กระต่ายจึงปล่อยเลยตามเลย ยอมซบอกบอยอย่างว่าง่าย เก๋เห็นเลยดึงปอดเข้ามาบ้างแล้วเอาใบหน้าซบอกหนุ่มร็อคอย่างแนบแน่น
กระต่ายมองปอดแล้วหันไปทำทีดูดดื่มกับบอย วินาทีนี้บอยเหมือนอกหัก เลยประชดตัวเองด้วยการโอบเอวทั้งสองข้างของเก๋แล้วดึงเขามาจนชิดตัวเอง เป็นภาพสองคู่ดูดื่มกลางฟลอร์อันเป็นที่อิจฉาของใครต่อใครในค่ำคืนนั้น ทั้งสองคู่ดูเหมือนสนุกสุดเหวี่ยง แต่ค่ำคืนนี้คงมีแต่หัวใจของปอดที่มันชุ่มไปด้วยน้ำตา
จนดึกมากแล้วกระต่ายจึงเอ่ยขึ้นกับบอย
“ดึกมากแล้วกระต่ายกลับก่อนดีกว่า”
พอบอยได้ยินเลยยื่นหน้าเข้าไปจนชนติ่งหูกระต่ายแล้วเอ่ยขึ้นบ้าง
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ถ้าเบื่อที่นี่เราไปต่อกันที่อื่นดีกว่า”
กระต่ายหันมายิ้มให้แล้วถอยตัวห่างออกมาน้อยๆแล้วบอกว่า
“ไม่เอาดีกว่า เราเพิ่งเจอกันวันนี้ ยังมีเวลาอีกเยอะ คุณอย่าใจร้อนซิคะ”
“โอเค โอเค ให้ผมไปส่งบ้านนะ”
เดี๋ยวให้กระต่ายถามเพื่อนก่อนนะ
“เก๋ เรากลับด้วยกันเถอะ ดึกแล้ว”
บอยรีบหันไปทางปอดแล้วพูดขึ้น
“เด๋วนายจะไปส่งคุณเก๋ใช่มั้ย ฉันไปส่งกระต่ายเอง”
ไม่พูดเปล่า พยักหน้าให้ปอดเหมือนกำลังจะบอกให้ปอดตอบรับเท่านั้น ห้ามปฏิเสธ
“เออ....” ปอดอ้าปากออกเสียงได้เท่านี้
“แล้วดูแลเพื่อนเก๋ดีๆนะ คุณไปส่งเก๋นะ”
“แต่ผมมีแต่มอเตอร์ไซค์นะ คุณจะนั่งได้เหรอ”
“ไม่เป็นไร รักแท้ไม่แพ้รถหรอก มอเตอร์ไซค์น่ะยิ่งดี แนบแน่นขึ้นนนน”
ไม่ใช่เก๋หรอกนะที่พูด เป็นบอยต่างหาก บอยพยายามใส่คะแนนให้เก๋ตัดสินใจกลับกับปอดให้ได้ เก๋ทำหน้าขัดเล็กน้อยแต่ก็เอาน่ะ มอเตอร์ไซค์ก็ได้
กระต่ายปล่อยตามเลย ทั้ง 2 คู่เดินออกจากร้านไปที่รถของชายหนุ่มแต่ละคน บอยพากระต่ายขึ้นรถออดี้วี 6 สีปีกแมลงทับ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ปอดมองตามไม่พอชะเง้อจนรถหายวับออกไปจากลานจอด
“ทำไมเหรอคะ ไม่ไว้ใจเพื่อนตัวเองเหรอ เพื่อนคุณคงเป็นสุภาพบุรุษนะ”
เก๋เห็นปอดมองตามรถออดี้ออกไป คิดว่าปอดเป็นห่วงเพื่อนของตัวเองที่เป็นเพศหญิงอ่อนแอ ปอดหันมาทำยิ้มกลบเกลื่อนแล้วพาเก๋ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันโต
“ถึงเป็นมอเตอร์ไซค์แต่ก็คันโตเท่ออก คราวหน้าเก๋จะนุ่งกางเกงยืนใส่เสื้อหนังซ้อนท้ายรถคุณนะ ว้าวววววว....เท่สะไม่เมียะ”
บนรถออดี้ที่กำลังมุ่งหน้าไปตามถนน
“เหนื่อยจังเลย ผมว่าเราแวะกินอะไรเบาๆอย่างข้าวต้มหรือแกแฟดีมั้ยครับ”
“อย่าเลยดีกว่า กระต่ายก็เหนื่อยเหมือนกัน กลับถึงบ้านแล้วคงหลับเลย”
“โอเค ได้ครับ”
ไม่โอเคเปล่า บอยถือโอกาสยื่นมือมาจับมือกระต่ายเบาๆ กระต่ายชักกลับช้าๆ
“อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งนะ เราเพิ่งรู้จักกัน ไว้เราเรียนรู้นิสัยใจคอมากกว่านี้ดีกว่า”
“โอเค”
บอยดึงมือกลับไปจับที่พวงมาลัย รู้สึกว่าแม้จะเป็นการปฏิเสธแต่เป็นคำปฏิเสธที่บอยรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองได้คะแนนจากสาวไม่น้อย
“เราจะได้มีโอกาสเจอกันอีกมั้ย”
“ทำไมละคะ คุณจะไปที่ไหนเหรอ”
“อ๋อ เปล่าหรอกครับ ถ้าคุณอนุญาตให้เราได้พบกันอีกก็แปลว่าคุณไม่ปฏิเสธมิตรภาพที่ผมมีให้”
กระต่ายได้แต่ยิ้มๆ ใจคิดว่าคนนี้ก็ใช้ได้นะ รูปหล่อพอสมควร หน้าตี๋ มีรถดีๆขับ โทรศัพท์มีกล้อง แถมจบนอกอีกตะหาก ได้งี้ก็ใช้ได้แล้วเรา
“คุณกระต่ายจบจากที่ไหนครับ”
บอยไม่รู้จะชวนคุยอะไรอีก เลยเริ่มเลียบเคียงถามเรื่องส่วนตัว กระต่ายถึงกับสะดุ้ง ไม่รู้จะตอบอะไรนึกไม่ออก คิดว่าตอบเลี่ยงๆกว้างๆคงจะดี
“จบจากอเมริกาค่ะ”
“จากยูไหนเหรอครับ”
โดนถามกะทันหันจวนตัวแบบนี้ นึกชื่อออกแต่เฉพาะมหาวิทยาลัยของออมเพื่อนรัก
“นอร์ธอิสตเทิร์นค่ะ”
ถ้าบอยหันมามองตอนเธอตอบคำถามจะเห็นว่ากระต่ายทำหน้าเลิกลั่กแถมเกลือนน้ำลายเอือกเมื่อตอบเสร็จ ก้มหน้าลงกลัวเห็นใครสังเกตสีหน้าลอบมองบอย แต่บอยมัวแต่ขับรถอยู่
“โอ ยูดีซะด้วยนะครับ”
“แหะ แหะ”
“ที่บอสตั้นเขาว่าคนไม่มั่วเหมือนแอลเอ คุณกระต่ายว่าจริงมั้ยครับ”
“เอ่อ เอ่อ ค่ะ คงใช่มังคะ กระต่ายไม่เคยไปแอลเอค่ะ อิ อิ”
“อืม พักอยู่แถวไหนครับ ผมมีเพื่อนตอนเรียนตรีไปอยู่ที่นั่นหลายคน”
กระต่ายไม่รู้จะทำยังไง อ้ายหมอนี่ถามอยู่ได้ เลยตัดบทดื้อๆเลย
“จอดค่ะ จอด”
บอยงงกับคำพูดของกระต่าย ยังไม่ทันอ้าปาก กระต่ายพูดสัมทับอีกที
“จอดตรงนี้เลยค่ะ จอดเลยค่ะ”
บอยเอารถเข้าเทียบฟุตบาธแล้วถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ทำไมเหรอครับ เกิดอะไรขึ้น”
“คือกระต่ายจอดรถไว้ที่ตึกนี้ค่ะ เกือบลืมแน่ะ ไปก่อนนะคะ ขับรถดีๆนะ”
เธอรีบเปิดประตูรถออกไปแล้วบุ้ยหน้าไปที่ตึกที่รถจอดอยู่ ยกมือขึ้นทำท่าบ๊ายบาย ยิ้มให้บอยแล้วรีบเดินออกไปทันที
“เดี๋ยวๆ” บอยเลื่อนกระจกรถลงมาชะโงกหน้าแล้วตะโกนเรียกกระต่าย
“ผมโทรหาคุณได้มั้ยครับ”
“ได้สิ แต่เอาเป็นพรุ่งนี้เช้านะ เพราะกระต่ายง่วงแล้ว ไม่มีแรงคุยโทรศัพท์”
พูดเสร็จเธอหันขวับเดินไปที่ตึก พยายามหันมาที่บอยเพื่อดูว่าจะออกรถไปแล้วยัง บอยทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอดรถรอกะว่าให้กระต่ายเดินลับเข้าไปในตึกแล้วถึงจะออกรถไป กระต่ายเห็นบอยไม่ยอมออกรถไปสักที เลยต้องเดินเข้าไปในตึกแล้วยืนแอบดูจนบอยขับรถออกไป




















บทที่ 8
“ฟังดูดีเนาะ”
ออมพยักหน้าไปพร้อมกับพูดผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อกระต่ายรายงานความคืบหน้านัดหนุ่มบอยโดยมีเก๋กับปอดไปร่วมเต้นรำสนุกสนานที่ร้านอาหารด้วย
“อ๊ะ แน่อยู่แว้วววว”
กระต่ายยักคิ้วลอยหน้าลอยตาพูดอย่างชื่นชมในตัวเองซะเต็มประดา
“แล้วถ้าเขารู้ขึ้นมาว่าแกเป็นแค่นังสิบแปดมงกุฎแล้วสลัดทิ้งล่ะ”
“อย่าพูดให้ใจเสียสิ ของแบบนี้เหมือนส่งชิ้นส่วนลุ้นโชค ส่งบ่อยๆก็แล้วกันน่ะ หาให้มากกว่า 1 คน คงมีสักคนที่รักจริงหวังแต่ง บูชาความรักไม่สนใจเรื่ององค์ประกอบเฟอร์นิเจอร์”
“โห กว่าจะเจอแกจะเละก่อนนะสิ เกิดหาได้ 10 คน อ้าย 9 คนแรกเป็นพวกรักจริงหวังยิงสเปิร์มอย่างเดียวไม่บานเรอะ”
“พูดน่าเกลียดจังแก เอาน่ะ คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ก็ระวังตัวไว้”
กระต่ายยักไหล่พูด แม้สีหน้าแววตาจะมุ่งมั่น แต่ใจก็ปอดๆอยู่เหมือนกัน
พอดีเก๋เดินมาข้างหลัง ตรงเข้ากอดเอวกระต่ายอย่างสนิทสนมทำหน้าชื่นมื่น
“กระต่าย แก แธงค์หลายเด้อ หนุ่มคนนี้สุดยอดไปเลยขอบอก”
กระต่ายหันมายิ้มชื่นมื่นกับเพื่อน
“แล้วเป็นไงมั่งอ่ะ”
“สุภาพมากเลยนายปอดน่ะ ไม่เหมือนมาดกับเสื้อผ้าสักนิด และขอโทษเขาไม่ใช่แมสเซงเจอร์นะแก เป็นคนออกแบบกราฟฟิคคอมพิวเตอร์เชียวนะ”
กระต่ายทำหน้าแปลกใจ แต่พอนึกอีกทีก็อาจเป็นไปได้ เพราะกระต่ายเองไม่เคยถามเลยว่าปอดทำอาชีพอะไร กระต่ายเองก็เดาไปตามเรื่อง คิดว่าปอดเป็นคนส่งเอกสาร เพราะเห็นแต่คนส่งเอกสารที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนต่อไป
“แล้วแกรู้ได้ไงอ่ะ เขาเล่าให้ฟังเหรอ”
เก๋บุ้ยปากส่ายหน้าถี่ๆ
“นายคนนี้พูดน้อยจะตาย ฉันเห็นขี่ฮาเล่ย์เลยแซวว่าแมสเซงเจอร์คนนี้สงสัยพ่อแม่มีที่นาเยอะ เขาบอกเปล่า เอาเงินจากทำกราฟฟิคดีไซน์ไปซื้อมา ฉันยังถามเลยว่าแล้วตกลงเป็นอะไรกันแน่ เขาบอกทำกราฟฟิคดีไซน์ แต่บังเอิญก่อนหน้านี้ไม่มีใครถามเขาเลยไม่ได้พูด”
“อืมมม” กระต่ายพยักหน้าเฉยๆ ไม่มีความเห็น
“เดี๋ยวไปทำงานต่อนะ กระต่ายมีอะไรเร่งด่วนบอกนะยะ ฉันรับผิดชอบคำพูดเสมอ”
เก๋เดินจากไป กระต่ายหันกลับมาที่จอคอมพิวเตอร์
“แก เก๋มันดูรถฮาเลย์เป็นจริงๆนะเปล่า ถ้าจริงละก็ นายปอดคนนี้มันไม่กระจอกนะโว้ย”
“ทำไมเหรอ ฮาเลย์อะไรนี่มันเป็นไงเหรอ”
“นังนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่ะ มอไซค์ฮาเลย์มันแพงมากนะโว้ย รถมือสองยังเป็นล้าน”
กระต่ายทำหน้าตื่นเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่อาการตกใจยังไม่ถึงขั้นทำให้รู้สึกตื่นเต้นกระดี๊กระด๊า
“ไม่รู้ ไม่มีรสนิยมชอบหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ คันเป็นล้านแล้วทำไมวะ คบหนุ่มขี่รถเก๋งดีกว่า เป็นล้านก็แค่ซื้อรถญี่ปุ่นธรรมดาๆได้เท่านั้นเอง”
กระต่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้สึกปลื้มอะไรไปกับเก๋กับออม คิดว่าถ้าได้แฟนขับรถยุโรปแพงๆสองสามล้านขึ้นไป อ้ายผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์ตากแดดกินลมดมควันมันไม่เห็นจะดูวิเศษวิโสไฮโซโห่ฮิ้วที่ตรงไหน
ข่าวใหม่ของนายปอดอาจไม่ทำให้กระต่ายรู้สึกหลงใหลได้ปลื้ม อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่านายคนนี้ไม่เบา ไม่กระจอกเหมือนที่คิดไว้ทีแรก และชักรู้สึกว่านายคนนี้มีเรื่องราวแปลกๆให้ฟังอยู่เรื่อย ตั้งแต่หน้าตาที่ดูดีมาก เป็นนักร้องนักดนตรีที่เล่นได้เก่งทีเดียว และเรื่องสุดท้ายที่ขี่มอเตอร์ไซค์คันละล้าน

“คนนี้ เซลฟ์คอนฟิเดนท์สุดๆ(self confident)”
ปอดรีบโทรไปคุยกับบอยในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยความสงสัยใครรู้ หรืออีกใจหนึ่งก็คือ โทรไปถามความเคลื่อนไหวด้วยความเป็นห่วงกระต่ายสุดๆ พอโดนคำถามแรก บอยก็โพล่งออกมาทันที
“ยังไงเหรอ”
“นั่งกันอยู่บนรถดีๆ ชีเรียกให้เราหยุดรถแล้ววิ่งลงไปเฉยเลย”
ปอดทำสีหน้าไม่ดี คิดไปในแง่ร้าย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นตะเบงขึ้นมาทันที
“ทำไมเหรอ นายทำอะไรเธอละซี เธอถึงวิ่งหนีลงไป”
“โอย ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่จับมือ”
“อืมมมม”
“แต่แปลกนะ อยู่ในร้านอาหารโอบได้กอดได้ แต่พออยู่ด้วยกันสองคนนี่ โดนตัวไม่ได้เลย”
“อื้ออออ เธอกลัวนายจะแอทแทคละซี(attack)”
ปอดออกอาการดีใจ น้ำเสียงดูเหมือนโล่งยังไงไม่รู้
“สติดีด้วยนะ พอเราจับมือเธอ เธอค่อยๆดึงมือกลับช้าๆแล้วบอกให้รอไปก่อน อย่างนี้เหมือนสาวชั่วโมงบินสูงเลย”
“แล้วนายคิดยังไง”
“โอ้ สวยยังงี้ ขอบใจมากเลยเพื่อน ยิ่งเธอทำตัวไม่หวือหวา นิ่งมากๆแล้วก็ผลุบออกจากรถไปทันทีนี่ แปลว่าเธอเป็นคนน่าศึกษามาก.....”
“อืมมม” ปอดทำเสียงเคลิบเคลิ้มไปกับคะแนนที่บอยให้อย่างมีความสุข แต่ถึงกับสะดุ้งกึกกับคำพูดที่ตามมาอีกชุด
“งี้ถ้าได้ฟันเมื่อไหร่ละก็ โก้ไปเลย คงดีกว่าพวกจับนักเรียนนอกทั่วๆไปอีกเยอะ ถ้าได้แล้วคงจะเอาไว้ขั้วนานหน่อย”
“เฮ่ยยย” ปอดทำเสียงสูงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความโกรธ
“ทำไมเหรอ เสียดายเหรอ”
เสียงบอยถามออกมา ปอดถึงกับอึ้ง (เออว่ะ เราเสียดายว่ะ เสียดายจริงๆ) ปอดได้แต่นึกในใจ รู้สึกเสียใจจนน้ำตาแทบเล็ด นี่จะทำยังไงดีนะเนี่ย โดยเฉพาะคำพูดของบอยประกาศให้รู้ว่า กระต่ายเป็นแค่มีไว้ฟันเท่านั้นเอง
“แล้วถ้าเธอไม่ชอบนายล่ะ”
ปอดถามเพื่อหยั่งท่าทีดูความเห็นของบอย
“อ้าว ไม่ชอบก็ต้องทำให้ชอบสิ ของแบบนี้ ขับรถถึงแมคโดนัลด์แล้วก็ต้องกินสั่งมากินให้ได้”
“ไม่ได้รักเธอจริงแล้วจะฟัน ก็แปลว่าแกล้งๆทำตัวดีให้เธอชอบ”
“เฮ่ ฮาวค่ำ(how come?) เพื่อนเราเป็นไรไป ผู้หญิงคนนึง ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง ทำไมดูเป็นห่วงเธอจัง ของแบบนี้เราไม่ต้องคุยกันอีกแล้วมั้ง ได้กันแล้วก็แล้วไป ถ้ารักกันขึ้นมาก็อาจอยู่กันยาว ถ้าที่บ้านเธอไม่กระจอกก็แต่งงานด้วย และถ้าผูกพันมากขึ้นก็อาจมีลูกด้วยกัน แต่ถ้าไม่ถูกใจ หรือทำให้เบื่อง่ายก็ต่างคนต่างไป ยังไงมันก็จบลงแบบนี้อยู่แล้ว”
ปอดอึ้งไป พูดอะไรไม่ถูกแล้ว จะมาพูดจาสอนเพื่อนกับเรื่องพวกนี้ นอกจากมันไม่เชื่อแล้วคงคิดว่าเราบ้าและหวงก้าง เขาล่ำลาบอยแล้วรีบโทรศัพท์ไปที่กระต่าย
“มากินข้าวเที่ยงด้วยกันสิ”
“ทำไม ทำไมไม่โทรไปชวนเก๋ละจ๊ะ”
กระต่ายยิงคำถามกลับทันทีเมื่อปอดโทรศัพท์มาชวนกระต่ายกินข้าวเที่ยง
“ผมไม่ได้คิดอะไรกับเก๋”
ปอดตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น กระต่ายจะรู้มั้ยนี่ว่าเขาคิดยังไงกับเธอ และรู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมาอย่างจับจิต
“แล้วปอดคิดยังไงกับฉันล่ะ”
กระต่ายยิงคำถามไปเล่นๆ ปอดอึ้งไป แต่ที่กระต่ายพูดไปไม่ได้หวังคำตอบอะไร เธอเลยพูดต่อ แต่ใจไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ
“แต่ฉันไม่ได้คิดอะไรกับปอดเลยนะ”
ปอดเงียบ พูดไม่ออก ตอนนี้สมองตื้อไปหมด กลัวกระต่ายจะวางหู นึกเข้าสิ นึกเข้าสิ พูดอะไรดีนะ
“แล้วเพื่อนผมเป็นไงบ้าง”
“ก็ดี”
“เอางี้น่ะ เรามากินข้าวเที่ยงกัน ผมจะเล่าให้ฟังมาเพื่อนพูดถึงกระต่ายยังไง”
ปอดจนใจ นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรออก นึกในใจว่าจะต้องเอาเพื่อนมาขายหรือเปล่านี่ แต่ยังไงก็เถอะน่ะ หัวใจมันเรียกร้อง
“อืม ฟังดูดีเนอะ แต่อย่าดีกว่า ไว้ฉันกับบอยคุยกันเองไม่ดีกว่าเหรอ”
คำตอบปฏิเสธเล่นเอาอึ้งไปอีกแล้ว สงสัยกระต่ายจะชอบบอยหัวปักหัวปำซะเลยละมั้ง เราเลยไม่มีที่ยืนอยู่ในใจของเธอเลย หรือว่าเราไม่มีที่ยืนอยู่ในใจแต่แรกแล้ว

ปอดยอมวางหูโทรศัพท์อย่างเศร้าๆ รู้สึกว่าคิดผิดอย่างมหันต์ที่แนะนำกระต่ายให้รู้จักกับบอย เอาไงดีละนี่ทีนี้ ถึงกับนั่งนิ่งคิดอะไรไม่ออก เหมือนสวรรค์มาโปรด ส่งเทพพิทักษ์มาปกปักความรักของปอด
“เป็นไรไปเพื่อน”
กันก้า เพื่อนเจ้าของสำนักงานที่ปอดอาศัยนั่งตามจีบสาวแล้วใส่พานส่งให้เพื่อน
ปอดเลยเล่าทุกอย่างให้กันก้าฟัง กันก้าฟังแล้วถึงกับอึ้ง
“ทำไมแกจริงจังกับผู้หญิงคนนี้จัง”
“ไม่รู้ ตอบไม่ได้”
“ระดับอย่างแกจะหาผู้หญิงเมื่อไหร่ก็ได้ ส่งให้บอยไปแล้วก็ถือเป็นบทเรียนก็แล้วกัน”
กันก้ายักไหล่พูดเหมือนไม่ยี่หระว่าเพื่อนจะรู้สึกสูญเสียสิ่งที่รักไป
“เราจริงจังว่ะ ทำไมก็ไม่รู้ เธอไม่เหมือนคนอื่นที่เคยเจอ แค่เห็นหน้าก็รู้สึกวูบไปวูบมา มันบอกไม่ถูก”
ปอดมองหน้าเพื่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพื่อน เรารู้ว่าเพื่อนเป็นคนจริงจัง และเพื่อนคบผู้หญิงน้อยมาก ถ้าไม่ถูกใจจริงๆจะไม่มองเลย ไม่คิดว่าจะเจอคนอื่นที่ดีกว่านี้เหรอ นี่เลย อยากเจอเยอะแยะนะ นายเปลี่ยนลุคแล้วไปออกงานไฮโซด้วยกัน โอ้ย สาวตรึม เด็กนักเรียนนอกทั้งนั้นด้วย จะมาสนใจอะไรกับผู้หญิงทำตัวเฟกๆหลอกจับผู้ชายไปทำไมวะ”
ปอดตอบคำถามด้วยการถอนหายใจยาว
กันก้าในฐานะเพื่อนเก่าคบกันมานาน รู้สึกว่าเพื่อนจริงจังกับเรื่องนี้มาก เริ่มรู้สึกเห็นใจและเอนเอียงมาในเชิงที่จะให้ปอดแย่งกระต่ายกลับคืนมา
เขานั่งลงข้างหน้าปอดแล้วมองตาเขม็ง
“ยังงี้ไปบอกบอยมันตรงๆว่าให้เลิกยุ่งกับกระต่าย หรือไม่ก็ให้โบ้ยมาทางแกเลย เอาง่ายๆยังงี้ดีกว่า”
ปอดมองหน้าเพื่อนอย่างใช้ความคิด
“มันเสียฟอร์มอ่ะ มันจะทำให้ความตั้งใจทีแรกเสียไปด้วย เพราะอยากให้เธอหันมาชอบเราในฐานะผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์ธรรมดาคนนึง ให้โบ้ยกันเฉยๆหรือให้บอยให้ไปกระต่ายคงสงสัย”
กันก้าก้มหน้าเอามือกุมหัว นึกไม่ถึงว่าเพื่อนมาดเซอร์ มองดูเหมือนเป็นคนยังไงก็ได้ มาดมั่นจะเรื่องมากขนาดนี้
“แกรู้มั้ยว่าแกเรื่องมากจัง”
ปอดพยักหน้ายอมรับ ตอนนี้กันก้ากลับมาเป็นฝ่ายถอนหายใจบ้าง
“ดูรูปการแล้ว บอยมันมีโอกาสจีบติดและยายนี่เสร็จมันแน่ ถ้าจะพลิกสถานการณ์จริงๆแกต้องรู้ว่าเธอชอบอะไร และอ้ายบอยมีอะไรที่เธอไม่ชอบ และไม่มีอะไรที่เธอชอบ.... สรุปว่าอยากทำตัวเป็นพระเอกหนังใช่มั้ย เอาชนะใจสาวด้วยความดีจากภายใน ให้เธอเมินหนุ่มนักเรียนนอกตัวจริง แล้วหันมาชอบพนักงานบริษัทตัวปลอม...โฮ่ น้ำเน่ามากว่ะ”
กันก้าส่ายหน้าหันซ้ายหันขวาดูว่ามีใครมาแอบยืนฟังนะเปล่า เมื่อมั่นใจว่าไม่มีลูกน้องคนไหนสู่รู้แอบฟังเลยพูดต่อ
“แล้วถ้าเธอคนนั้นสนแต่รถสวยๆ ความเป็นเด็กนอกแล้วแกจะทำยังไงวะ ความจริงก็คืออ้ายบอยมันเทียบแกไม่ได้สักอย่าง หน้าตามันก็สู้ไม่ได้ รายได้มันก็ไม่ดีเท่า ความเก่งหรืออะไรต่ออะไรมันสู้แกไม่ได้เลย โดยเฉพาะความเป็นคนดี เรายังงง แกไปเลือกคบอ้ายบอยจอมกะล่อนได้ยังไง ก็รู้ว่ามันฟันสาวมาหลายคนแล้วแท้ๆ”





 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 20 สิงหาคม 2550 16:23:33 น.
Counter : 200 Pageviews.  

สาวไฮเปอร์เจอหนุ่มไฮร็อค 2

บทที่ 5
บนโต๊ะทำงานตัวเดิมของกระต่าย บ่ายๆของวันต่อมา
"รายแรกก็เจอของดีเลยนะแก เข็ดมั้ยละนี่"
ออมหัวเราะเบาๆ ใจนึงถึงจะเป็นห่วงเพื่อนแต่ก็อดสมน้ำหน้ากับนิสัยก๋ากั่นเกินตัวของเพื่อนจนเจอดีไม่ได้
"ออม เรารู้จักกันแต่เด็ก แกรู้อยู่แล้วเรื่องแค่นี้ฉันบ่ยั่น กระสวยอวกาศยังระเบิดกลางอากาศได้ เรื่องแค่นี้มันเล็กว่ะ"
"กระต่าย พูดยังงี้หมายความว่า..."
"เออ...ฉันจะลองอีกหน คราวนี้คงไม่พลาด อย่างน้อยบทเรียนจากหนแรกมันก็ทำให้ฉันเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว"
"เอาอีกแล้วเหรอ แล้วแกมีแผนยังไงล่ะ"
"นัดเจอกับหนุ่มที่ร้านอาหารเลย ไปเองกลับก่อน ไม่ยอมให้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับแน่ทีนี้"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจสิ"
------------------------------------------------------------
เย็นนั้นกระต่ายไปที่ร้านอาหารตามนัด ที่นั่นเป็นผับที่คนพลุกพล่าน มีดนตรีเล่นหลายรูปแบบ หัวค่ำเป็นโฟล์คซอง ค่ำๆเป็นเพลงป๊อบ ดึกๆเป็นเพลงอีกแบบ แต่คนที่มาท่าทางไฮโซสมสถานที่
"คุณต่ายชอบสถานที่แบบนี้มั้ยครับ"
ชาย หนุ่มนักเรียนนอกหน้าตาพอใช้นั่งแกว่งแก้วค๊อกเทลหน้าตาจริงจังยิ้มให้กระต่าย
"ค่ะ บรรยากาศดีอาหารอร่อย"
กระต่ายยิ้มให้ ท่าทางเธอชื่นมื่น อื้ม ไม่หล่อมากแต่ก็โอเคน่ะ คนชื่อชายคนนี่ กระต่ายนึก ยิ้มหัวเราะให้กับเขายั่วยวนพอหอมปากหอมคอ
"ตอนอยู่สเตท(state)คุณต่ายชอบไปเที่ยวไหนครับ"
คำถามพื้นๆชวนคุยของชายเล่นเอากระต่ายสะดุ้ง
"เออ หมายถึงยูไนเต็ด เสตท ออฟ อเมริกาเหรอคะ กระต่ายก็ไปเที่ยวทั่วๆไปแหละค่ะ อิ อิ"
ชายทำหน้างง
"ครับๆ แหะ แหะ คุณกระต่ายเป็นคนฟัน(fun)ดีนะครับ"
"หา อะไรนะคะ ค่า ไม่ผุเลย แข็งแรงทุกซี่"
"อะไรนะครับ ฮ่าฮ่า คุณกระต่ายฟันนี่(funny)จริงๆ"
กระต่ายหัวเราะให้ ใจนึกว่าอ้ายบ้า ชมเรื่องฟันอยู่ได้ เอ๊ะ หรือมันคิดจะฟันเรา เลยพูดถึงฟันบ่อยๆ อ้ายหมอนี่ชักไม่น่าไว้ใจซะแล้ว อีกอย่างมันถามเราเยอะเหลือเกิน เดี๋ยวตอบไม่ได้ความจะแตก ยอมตกเป็นฝ่ายตั้งรับได้ยังไงวะ ต้องเป็นฝ่ายรุกบ้างสิ
"ชายเรียนอยู่ยูอะไรนะคะ"
พอโดนถามขึ้นมาบ้าง ท่าทางชายเปลี่ยนจากนั่งสบายๆเป็นกระสับกระส่ายทันที
"เออ ผมเรียนอยู่ยูออฟแมนฮัตตั้นอ่ะครับ"
กระต่ายฟังแล้วก็รู้สึกยังงั้นๆ เพราะไม่รู้จักว่ายูออฟแมนฮัตตั้นมันอยู่ตรงไหน คุ้นๆว่ามีหนังเรื่องเมดออฟแมนฮัตตั้นมันคงอยู่ที่เดียวกัน อ้อ...ถ้าจำไม่ผิดมันมีเวิร์ล เทรด เซ็นเตอร์ ตึกที่มันโดนเครื่องบินชนถล่มลงมาด้วย อ้อ...ใช่ ใช่ ใช่แล้ว
"อยู่เวลาเดียวกับที่เขาเอาเครื่องบินชนตึกมั้ยคะ"
"อ๋อ ผมเห็นกับตาเลย มองจากยูเห็นตึกอยู่ไกลๆ ชนทีแรกไม่เห็น พอรู้จากข่าวก็ออกไปยืนดู ตอนยืนดูเห็นอีกลำพุ่งเข้าชนพอดี น่ากลัวมาก"
พูดจบก็ยิ้มให้กัน บรรยากาศดูท่าจะดี กระต่ายนึกถึงเคล็ดที่ออมแนะนำให้ได้ เลยจะลองเล่นดูบ้าง
"เราสั่งอาหารกันดีกว่านะคะ นั่น พนักงานเดินมาพอดี"
กระต่ายชูมือขึ้นเรียก พนักงานเสริฟเดินเข้ามาเธอก็จัดแจงสั่งอาหาร
"ขอบัฟฟาโล่วิงทีนึงค่ะ"
ตอนนี้พนักงานทำหน้างง กระต่ายหันไปที่ชายทำเนียนส่งสัญญาณให้ช่วยอธิบายให้พนักงานฟัง นึกในใจว่านังออมมันคงไม่หลอกอำเราให้หน้าแตกนะ
"เออ อะไรวิงๆนี่ ที่นี่เขาไม่ค่อยอร่อย เราสั่งอย่างอื่นดีกว่า"
คำตอบนี้ของชายเหมือนไว้เชิงเลยนะ ดูเหมือนจับไม่ได้ว่าหมอนี่รู้จักบัฟฟาโล่วิงหรือเปล่า เอาหนะ สั่งใหม่ก็ได้
"ไส้กรอกรวมแล้วกัน"
พนักงานเสริฟยิ้มให้ ชายก็ยิ้มให้
"ชอบไส้กรอกมั้ยคะ"
"อ๋อ ชอบครับ ของโปรดเลย"
"ตอนเรียนอยู่ชายได้ทานไส้กรอกหมูบ้างมั้ยคะ"
"อ๋อ ทานบ่อยครับ เพราะกินอย่างอื่นไม่ค่อยได้ อาหารมันไม่ค่อยถูกปาก ผมชอบรสชาติแบบในเมืองไทย"
เอาละ คำตอบนี้เริ่มแปลกๆละ
"ไปทานที่ไหนเหรอคะ"
ชายทำหน้างง เหมือนไม่คิดว่าเรื่องไส้กรอกจะเป็นประเด็นสลักสำคัญ
"ก็ซื้อกินตามร้านอาหารทั่วไป กินที่ไหนก็หมือนๆกัน"
กระต่ายพยักหน้าทำเสียงอืมๆ อือๆ
พนักงานเสริฟคงรำคาญ มันเรียกมาสั่งอาหารแล้วดันคุยกันเองต่อ
"สั่งเครื่องดื่มอะไรดีครับ"
กระต่ายได้โอกาส ยิงคำถามใส่ชายทันที
"ชายชอบดื่มบัดมั้ยคะ"
"หา เออ ไม่ค่อยชอบครับ ผมชอบเบียร์มากกว่า"
เอาล่ะสิ คำตอบมันบอกให้รู้ว่าอ้ายนี่ไม่รู้จักเบียร์บัดไวเซอร์ ตกลงมันเป็นนักเรียนนอกกำมะลอหรือเปล่าวะ
"คุณมีบัดไวเซอร์มั้ยคะ"
กระต่ายหันไปถามพนักงาน เด็กเสริฟหันมามองหน้าแล้วพยักหน้าให้
"มีครับ แต่เดี๋ยวต้องไปดูเพราะไม่ค่อยมีใครสั่ง ต้องไปดูว่ายังเหลืออยู่บ้างนะเปล่า"
กระต่ายโล่งใจขึ้นมา คิดว่าจะมุกแป๊กซะแล้ว
พอพนักงานเอาอาหารมาเสริฟ เบียร์บัดไวเซอร์ก็ถูกวางข้างกระต่ายพร้อมแก้วเปล่า กระต่ายเปิดฉากโจมตีชายอีก ตอนนี้เสียงดนตรีเงียบไป เพราะวงเก่าเลิกไป วงใหม่กำลังเซ็ทเครื่องดนตรีอยู่
"ตอนเรียนอยู่ไม่เคยกินบัดเลยหรือคะ"
"เออ เคยครับ แต่ผมไม่ชอบรสมัน"
พอพนักงานเสริฟรินเบียร์ใส่แก้วให้ กระต่ายก็หยิบขึ้นมาถือ นึกรอคำตอบจากชายว่าจะตอบยังไง และเธอจะเปิดฉากโจมตียังไงต่อ
"รสชาติมันเป็นยังไงเหรอคะ"
"เออ มัน ก็ ขมๆน่ะ ผมไม่ชอบ"
กระต่ายเลยกระเดือกเบียร์บัดลงคอ เอ๊ะ มันออกจะหวานด้วยซ้ำ ขมตรงไหนวะ อร่อยดีด้วย อร่อยอย่างนี้ทำไมเมืองไทยไม่ค่อยมีขาย เธอทำท่าจะถามต่อ แต่ตอนนี้เสียงดนตรีดังเหลือเกิน มันเริ่มจากร็อกเบาๆและเพลงเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนที่ไกลมากขึ้นทุกที ดนตรีดีและนักร้องเล่นได้เหมือนยังกะเปิดแผ่น กระต่ายที่ไม่ค่อยชอบเพลงร็อกรู้สึกสนุกไปในท่วงทำนองของเพลงไปด้วย เริ่มขยับขาโยกตัวแบบหนุ่มสาวไฮโซทั้งหลายในผับเขาทำกัน เธอหันขึ้นไปมองบนเวที กวาดตาอยู่ครู่เดียวถึงกับเบิกตาโพลง

นายปอดนี่นา นายปอดกำลังกรีดนิ้วบนกีต้าร์ไฟฟ้า ศีรษะเขย่าไปตามเสียงเพลง อ้าว เป็นนักร้องด้วยหรือนี่ กระต่ายถึงกับอึ้งเมื่อเห็นนายปอดยื่นหน้าไปที่ไมค์และแผดเสียงร้องทุ้มใสสะกดผู้ฟังให้ขยับเท้าขยับตัวตามเสียงเพลง เกือบพร้อมกันที่นายปอดเงยหน้าขึ้นก็เห็นกระต่ายนั่งอยู่ไกลๆกับผู้ชายคนนึง เสียงเขาแหลมหลงขึ้นมาประเดี๋ยวหนึ่ง มันบอกกระต่ายว่านายปอดก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นกระต่ายนั่งอยู่ในร้านอาหารนี้ นายคนนี้ทำไมมันเก่งหลายอย่างจังนะ เป็นแมสเซงเจอร์ทำไมวะ ไม่มาเป็นนักร้องซะเลยดีกว่า กระต่ายนึกในใจ

กระต่ายเอื้อมมือไปแตะกระเป๋าสะพายรู้สึกว่ามันสั่น เลยบอกนายชายว่าขอเข้าห้องน้ำแล้วเดินไปรับโทรศัพท์ในห้องน้ำ เป็นโทรทางไกลจากสหายที่เป็นห่วงชื่อออมนี่เอง
"เป็นห่วงว่ะ โทรมาเช็คว่าสะบักสะบอมแล้วยัง"
"ยัง กำลังจะหวานชื่น"
กระต่ายยิ้มชื่นมื่น
"ถึงไหนกันแล้วล่ะ"
"บ้า ถึงไหนอะไรล่ะ เออนี่ คนนี้เขาบอกเรียนอยู่ ยูออฟแมนฮัตตั้น ยูนี้ติดอันดับมั้ยวะ"
"อะไรนะ ยูออฟแมนฮัตตั้น...หึ ไม่เคยได้ยิน มีแต่แมนฮัตตันคอลเลจ"
"จริงเหรอ"
"เออว่ะ ยังงี้มันมั่วนิ่มแล้วอ้ายนี่"
"แปลกๆเหมือนกัน เราพูดถึงบัฟฟาโล่วิงมันบอกของที่นี่ไม่อร่อย เราเลยไม่รู้ว่ามันรู้จักนะเปล่า พูดถึงไส้กรอกหมูมันก็ตอบว่ากินบ่อย พูดถึงเบียร์บัดไวเซอร์นี่มันไม่รู้จักเลยอ่ะ"
"ของปลอมแล้วหละเอ็ง เอางี้ มีอีกคำถามนึง เราเชื่อว่าเด็กไทยที่เรียนนิวยอร์คทุกคนมันต้องเคยขับรถไปเที่ยววอชิงตันดีซี เมืองหลวงของอเมริกา ลองถามมันสิ ว่ามันไปเที่ยวดีซีบ่อยมั้ย แล้วไปยังไง ถ้าบินไปมันอย่างมากครึ่งชั่วโมง แต่ไม่น่ามีคนไทยบินไปหรอก ถ้าขับรถมันประมาณ 5 ชั่วโมง ดูซิมันตอบตรงมั้ย"
"โอเค"
"แล้วหาทางชิ่งให้ดีล่ะ"

กระต่ายเดินกลับไปนั่ง ทั้งคู่ยังยิ้มกันชื่นมื่น เสียงดนตรีจบลงแล้ว ปอดเดินมาทักทายกระต่ายถึงโต๊ะ ชายหันไปที่กระต่ายด้วยความสงสัย
"รู้จักกันด้วยเหรอ"
"คุณกระต่ายเธอมาที่นี่บ่อยครับ เธอเป็นลูกค้าประจำ รู้จักกับเจ้าของร้านด้วย"
กระต่ายหันไปที่ปอด เธอยิ้มขอบใจที่ทำเหมือนรู้ใจกัน
"ผมขอตัวก่อนนะครับ ไปเล่นเพลงต่อไป"
ปอดเดินผละออกมา ก่อนถึงเวทีถือโอกาสแวะไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ เจ้าของผับนั่งอยู่ตรงนั้นพอดี
"มัชอัพพรีชีเอท(much appreciate)โว้ยพอร์ช ฝีมือยังสุดยอดเหมือนตอนเรียนเลยนะ"
เจ้าของร้านลุกขึ้นตบไหล่ขอบอกขอบใจ
"ไม่เป็นไร ต้องขอบใจนายด้วยซ้ำ ได้มีโอกาสออนเสตจ(on stage)ก็เพราะนายนี่แหละ ว่าแต่โต๊ะที่เราไปทักเวลาเช็คแล้วดิสเคาน์ให้ด้วยนะ คนรู้จักว่ะ"
"ได้ ไม่มีปัญหา"

กระต่ายมองตามนายปอดสักพัก ใจอยากถามเหมือนกันว่าทำไมถึงมาเห็นกันได้ที่นี่ แต่เอาเถอะ ประเด็นสำคัญอื่นๆยังมีอยู่ ผ่านเรื่องนี้ไปก่อน ว่าแล้วเธอก็ไม่รีรอที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามต่อไป
"ชายไปเที่ยวดีซีบ่อยมั้ยคะ"
"หา อะไรนะครับ..."
ชายถึงกับขยับตัวทำท่าเขิน
"ชายไปเที่ยววอชิงตันดีซีบ่อยมั้ยคะ"
"เออ ไม่เคยไปครับ มันไกล ผมไปก็แถวแอลเอ ซานฟรานซิสโกแถวนี้ มันใกล้กว่า อันนี้ไปบ่อย ไปเที่ยวฮอลลีวู๊ด เห็นดาราฝรั่งบ่อยๆ ไปเจอปารีส ฮิลตั้น เจอนิโคลาสเคจ แหะ แหะ"
กระต่ายฟังแล้วก็ตัดสินใจไม่ถูกว่ามันอำหรือพูดจริง อ้ายนี่ถ้ามันกำมะลอ คำตอบมันก็ตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาได้เก่งจริงๆนะ เอาวะ ลองโทรไปถามที่ปรึกษาดีกว่า
กระต่ายขอตัวเดินออกไปโทรศัพท์ถามออมที่แสตนด์บายอยู่ พอได้คำตอบออมถึงกับตบโต๊ะ
"บ้า มันพูดยังกะนิโคลาสเคจกับปารีสฮิลตันนอนอยู่ตามสี่แยกไฟแดง เดินข้ามถนนแล้วจะเห็นยืนขอเศษตังค์อยู่ข้างถนนรึไง มันหลอกเอ็งชัวร์ กระต่ายเอ๊ย จะหลอกจับหน่มนักเรียนนอก อ้ายหมอนี่มันก็คิดว่ามันกำลังหลอกจับสาวปริญญาโทอยู่เหมือนกัน"
กระต่ายกัดฟันกรอดๆ ตั้งใจว่าจะเดินไปหยิบแก้วน้ำสาดหน้าให้มันอายซะที่มาทำเป็นนักเรียนนอกหลอกเรา แต่เอ๊ะ มันก็ต้องสงสัยสิว่าทำไมเราถึงความรู้สึกช้า เพิ่งรู้ว่ามันหลอก
กระต่ายเลยเปลี่ยนใจต้องกลับไปนั่งทำทีเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตอนนี้หน้ามันเริ่มตึงๆแล้ว เพราะไม่รู้จะคุยกันต่อไปทำไม เพราะแผนผิด โครงการวันนี้พังลงอีกแล้ว

"คุณต่ายเป็นอะไรเหรอครับ เงียบไปเลย"
"กระต่ายจะกลับแล้วค่ะ"
ตอนนี้เธอเริ่มทำหน้าตึง
"เป็นอะไรเหรอครับ ทำไมรีบกลับ ยังสนุกกันอยู่เลย"
"กระต่ายว่าอย่าดีกว่า กระต่ายทนดูคุณเสแสร้งมานานแล้ว"
"คุณพูดอะไรครับ ผมงงไปหมดแล้ว"
"อ้ายยูออฟแมนฮัตตั้นอะไรนั่นน่ะ มันไม่มีหรอก คุณไม่เคยไปอเมริกาด้วยซ้ำ กระต่ายทนฟังตั้งนาน คิดว่าคุณจะนึกละอายตัวเองบ้าง ว่ามานั่งพูดโกหกได้ยังไงต่อหน้าผู้หญิงตั้งนานสองนาน"
ชายถึงกับนิ่งไป อ้าปากจะพูดแต่ไม่รู้จะพูดอะไร
"อยากจีบสาวก็ดูคุณสมบัติตัวเองหน่อย เกรดไม่ถึงแล้วยังมาทำเป็นปลอมตัวอย่างนี้ เสียเวลาฉันจริงๆ"
กระต่ายแสยะยิ้ม มองชายหัวจรดเท้า ชายคงนั่งทนให้ด่านานแล้วเลยขอสู้บ้างงานนี้
"แล้วแก่ล่ะ นังนักเรียนนอกเฮงซวยพูดศัพท์คำว่าเสตท ฟัน ฟันนี่มันยังฟังไม่รู้เรื่อง สงสัยเป็นนักเรียนนอกระบบโรงเรียนซะมากกว่า โถ่ นังกศน. เราก็พอกันแหละว่ะ อย่ามาทำเฟค(fake)หน่อยเลย ฉันจับแกได้ตั้งนานแล้ว แต่เห็นว่าสวยหุ่นดีดูไฮโซ เอาวะหยวนๆ เผื่อจะได้เจาะพรึมๆบ้าง นี่เล่นมายืนด่าประนามกันอย่างนี้ ก็ต้องขอประจานแกมั่ง"
กระต่ายเจอผู้ชายด่าตอบถึงกับทำอะไรไม่ถูก มันไม่ด่าเฉยๆ เสียงมันตะเบ็งลั่นผับ เล่นเอาคนเงียบกันหมดทั้งร้าน โมโหก็โมโห อายก็อาย รีบเดินหนีออกจากร้านไปดีกว่า กระต่ายเดินจ้ำอ้าวออกมาว่าจะหมดเรื่องแล้วนะ
ชายมันคงกินค๊อกเทลไปเยอะ หน้าตึงๆตอนนี้บวกกับอารมณ์โกรธด้วยทำให้หน้ามันแดงก่ำ มันลุกเดินตามกระต่ายออกมาตะโกนลั่น
"คิดว่าสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ"
ปอดเห็นเหตุการณ์กระโดดลงจากเวทีเข้ามาขวางไว้
"ขอโทษครับ ใจเย็นๆดีกว่านะครับ ค่อยๆพูดกันนะครับ"
เจ้าของร้านกับเด็กในร้านเดินออกมาช่วยกันดึงชายไว้ ปอดรีบวิ่งตามกระต่ายออกไป
"กลับเถอะ ผมไปส่ง"
กระต่ายหันไปตามเสียง เขาคว้าข้อมือเธอเบาๆแล้วเดินนำไปที่รถ กระต่ายถึงกับน้ำตาเล็ด
"กระต่ายอายจังเลย ถ้ากระต่ายเป็นคุณคงคิดว่านังผู้หญิงคนนี้มันต้องมีอะไรที่เฮงซวยอยู่แน่..."
ปอดโบกมือให้เธอหยุดพูดอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันโต อนุญาตให้มันพากระต่ายออกไปจากสถานการณ์เลวร้ายนั้นพร้อมกัน
-----------------------------------------------------------
ทั้งคู่หยุดกินข้าวต้มริมทาง ปอดอดไม่ได้ต้องถามกระต่ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระต่ายไม่รู้จะปิดยังไงเลยยอมเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง
"อกหักเลยต้องพยายามหาแฟนนักเรียนนอก จะได้เอาไปเยาะเย้ยแฟนเก่าบ้าง อืม..."
ปอดหยุดคำพูดอยู่เท่านี้ ตั้งใจจะด่าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าปากเสีย เพราะแอบชอบกระต่ายอยู่เด๋วจะปิ๋ว ใจนึกก็นึกว่า เออ..ดี เป็นโอกาสดีของเราเหมือนกัน แต่อีกใจก็นึกว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้มุ่งแต่แสวงหาอะไรที่มันไม่มีคุณค่าที่แท้จริงแบบนี้ก็ควรจะปล่อยเธอไป
ยังงี้แล้วกัน เราจะพยายามเอาความเป็นนายปอดคนนี้แหละ เอาชนะใจเธอให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องลองใจเธอไปเรื่อยๆ ว่าจะเป็นผู้หญิงที่มีคุณค่าจากภายในหรือว่าสนใจแต่วัตถุที่มันเคลือบอยู่ภายนอก
"โอ้ย ผมรู้จักนักเรียนนอกเยอะเลย ผมเป็นนักดนตรีเลยมีเพื่อนเด็กนักเรียนนอกเยอะ ไว้จะแนะนำให้คุณรู้จัก ดีมั้ย"
"ขอบคุณ แต่ฉันหาเองได้ ไม่ต้องมาแสดงความปรารถนาดีมากนัก"
ทำไมกระต่ายรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดแบบนี้ของนายปอดจังนะ พูดเหมือนไม่แยแสอะไรเราเลย เอ๊ะ เราเป็นอะไรของเรานะ ทำไมต้องแคร์กับคำพูดของคนรสนิยมร็อกเฝ่ยเห่ยคนนี้ด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ




















บทที่ 6
“ซึมแดร๊กเลยทีนี้แก”
ออมพูดผ่านจอคอมพ์ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นในที่ทำงานของกระต่าย
“ทำไมเด็กนอกตัวจริงมันหายากงี้วุ้ย”
กระต่ายพูดน้ำเสียงเซ็งสุดฤทธิ์
“แล้วจะเอาไงต่อล่ะ ฉันรู้นะ นิสัยแกไม่เลิกล้มอะไรง่ายๆหรอก แต่ฉันว่าแกเปลี่ยนวิธีหน่อยก็ดี”
“ยังนึกอยู่ แต่มืดแปดด้านจ๊ะ”
กระต่ายทำหน้าเซ็ง วางศอกบนโต๊ะแล้วเอาแขนหนุนศีรษะแทนหมอน
“เออ ยังไม่ได้ถาม ทำไมนายปอดแปดอะไรนั่นน่ะ มันถึงได้โผล่มาตอนชีวิตแกคับขันทุกทีวะ ฉันละเป็นงง”
“อืม ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน ฉันก็ไม่กล้าถามมาก กลัวเขาถามกลับแล้วจะไม่อยากตอบ สันหลังวัวมันหวะมาก อีกอย่างเป็นใครก็ไม่รู้จะมาให้รู้เรื่องราวในชีวิตฉันมากมายมันก็ดูแปลกๆ”
กระต่ายทำปากจู๋ขมวดคิ้วนึกถามตัวเองเหมือนกัน ทำไมดาวชีวิตถึงได้โคจรมาเจอนายปอดอยู่เรื่อย
“สรุป ยังนึกไม่ออกจ๊ะออม แต่นี่มันเที่ยวละ ไปกินข้าวก่อนนะ ออมจะไปนอนแล้วยังล่ะ”
กระต่ายตัดบท ขี้เกียจคิดมากตอนนี้ หิวข้าวเที่ยวแล้ว ไม่มีน้ำตาลไปเลี้ยงสมอง มันรู้สึกตื้อๆ กระต่ายหยิบกระเป๋าสตางค์เตรียมเดินออกจากออฟฟิศ พอดีเก๋เพื่อนร่วมงานเดินมากำลังจะออกไปกินข้าวเหมือนกัน เห็นกระต่ายเตรียมเดินออกไปเลยเอ่ยปากถาม
“กระต่ายไปกินข้าวหรอ”
จ๊ะ”
“ไปด้วยกันดิ”
กระต่ายพยักหน้า ทั้งคู่เดินออกไปที่ลิฟท์ด้วยกัน ยืนรอสักพักก็มาพอดี ที่มาน่ะ คือนายปอด ไม่ใช่ลิฟท์
“สวัสดีครับ” ปอดเดินเข้ามาด้วยมาดแมนแล้วยิ้มให้ทั้งสองสาว กระต่ายยิ้มรับแบบหยิ่งๆแต่ไม่ยอมพูดอะไร ปอดเลยต้องอ้าปากพูดต่อ เมื่อเริ่มแล้วสาวไม่สานต่อก็ต้องพยายามกันต่อไป
“ไปทานข้าวเหรอครับ”
ไม่ต้องบอกก็รู้ เก๋มองปอดตาโต ทีแรกก็ถอยกรูดด้วยมาดหนุ่มร็อกที่พุ่งพรวดเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว แต่ใบหน้าชวนใจละลายของปอดเป็นเหมือนแม่เหล็กดูดให้เก๋เข้ามาใกล้ปอดจนเกือบประชิดตัว
“ค่ะ” กระต่ายตอบแล้วหลบหน้าเลี่ยงๆเหมือนไม่อยากจะคุยต่อ
“ทำอยู่บริษัทนี้เหรอคะ” เก๋บุ้ยปากไปที่ออฟฟิศบนชั้นเดียวกันที่ปอดเดินออกมา
“ครับ”
“รู้จักกับกระต่ายเหรอ”
เก๋ทำตัวซอกแซกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที กระต่ายแอบถอนหายใจแล้วตอบเพื่อนอย่างเสียมิได้
“อืม เป็นเหตุบังเอิญหน่ะ”
“ไปทานข้าวเหรอคะ ไปด้วยกันสิคะ”
ผีชะนีของเก๋เข้าสิงทันที กระต่ายทำท่าเหมือนอยากจะหันไปด่าเพื่อนแต่ไม่รู้ทำไงต้องปล่อยเลยตามเลย จะมาห้ามเพื่อนต่อหน้าปอดก็ดูจะน่าเกลียดเกินไป หรือจะทำท่ารังเกียจรังงอนก็ดูอกตัญญูไปหน่อย เลยต้องพลอยพยักพเยิดไปด้วย ปอดยิ้มดีใจให้ทั้งคู่
กระต่ายเลยออกความเห็นกึ่งบังคับให้ไปกินข้าวกันที่ฟู้ดเซ็นเตอร์ที่อยู่อีกชั้นหนึ่งของตึกที่ออฟฟิศตั้งอยู่ เรียกว่าเอาสถานที่ใกล้ที่สุดจะได้ใช้เวลาอยู่กับปอดให้น้อยที่สุด คิดซะว่ากินเสร็จแล้วจะได้ต่างคนต่างไปไม่ต้องเจอหน้ากันนานนัก
ที่กระต่ายไม่ค่อยอยากให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ โดยเฉพาะมีบุคคลที่สามอย่างเก๋มาร่วมอยู่ด้วย เพราะกลัวว่าจะเปิดโอกาสให้ปอดเข้ามาในชีวิตตัวเองมากเกินไป และก็ยังไม่รู้ว่าหมอนี่จะมาไม้ไหน อาจเอาเรื่องกระต่ายมานินทาให้เพื่อนฟัง ทีนี้ละก็รู้กันหมดออฟฟิศแน่ ว่านายปอดได้ไปเจอวีรกรรมอะไรของกระต่ายบ้าง หรือไม่ก็นายปอดอาจพยายามมาจีบเธออยู่ ซึ่งนายคนนี้ไม่ใช่เสป็คแน่นอน เชอะ หนุ่มมอเตอร์ไซค์ แต่งตัวร็อกๆดูเลอะๆไม่ใช่รสนิยมของฉันเอาซะเล้ย

เมื่อมาถึงห้องอาหารแล้วปอดอาสานั่งจองที่ ปล่อยให้สองสาวออกไปซื้อหาอาหารกัน เก๋รีบไปสั่งอาหารที่ทำง่ายที่สุดจากร้านที่ใกล้ที่สุด คิดว่าจะได้รีบมานั่งก้อร่อก้อติดหนุ่มหล่อมาดร็อกให้เร็วๆ พอวิ่งกลับมานั่งปุ๊บ ปอดก็ขอตัวลุกไปซื้อข้าวบ้าง แล้วทำเป็นเดินเข้าไปใกล้กระต่าย
“ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“มีเรื่องจะคุยโทรมาก็ได้” กระต่ายหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนดุแล้วหันไปมองเก๋ คนมันมีความลับที่ไม่อยากเปิดเผย จึงระแวงกลัวว่าเก๋จะเห็นพิรุธ
“ผมมีเพื่อนนักเรียนนอกคนนึง อยากแนะนำให้กระต่ายรู้จัก”
“ไม่ต้องมาทำเป็นหวังดีเลยนะ”
กระต่ายได้ข้าวที่สั่งแล้วรีบถือเดินกลับไปที่โต๊ะ เกิดนึกอะไรออกขึ้นมาเลยหันขวับเดินกลับมาที่ปอด
“ขอร้องละนะ อย่าคุยเรื่องนี้ต่อหน้าเก๋นะ ฉันไม่อยากให้คนที่ออฟฟิศรู้ในเรื่องที่คุณรู้”
ปอดพยักหน้ารับคำ กระต่ายหันหลังเดินกลับไปนั่ง ชวนเก๋คุยเม้าท์แตกกลบเกลื่อน ใจนึกว่าเอาไงดีฟะ ที่จะผลักนายคนนี้ให้ออกๆไปให้พ้นๆ โอ๊ยกลุ้ม
“ดูกระต่ายไม่ค่อยแฮปปี้กะนายคนนี้เลยทำไมเหรอ ดูเขาหล่อดีออก ถึงจะมาดเซอร์ๆแต่ก็ดูสุภาพเรียบร้อยดีนะ”
คำพูดของเก๋ทำให้กระต่ายเกิดไอเดียพุ่งกระฉูด เอาวะ ไอเดียปัจจุบันทันด่วนอาจจะเวิร์คก็ได้
“แหม รีบใส่คะแนนให้กันเลยนะ เพิ่งเจอประเดี๋ยวเดียว สนใจขึ้นมาเลยเหรอ บังเอิญรู้จักกันน่ะ นิสัยน่ารักดีนะ ไม่ใช่ไม่แฮปปี้อะไรกับเขาหรอก ดูท่าทางเขากำลังหาแฟนอยู่ แต่พอดีไม่ใช่แบบของกระต่ายเลยขอบาย เก๋เอาป่าว”
เก๋เงยหน้าขึ้นมองกระต่ายทำท่ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทำท่าทางเหมือนเนื้อเต้นดีอกดีใจพยักหน้าหงึกๆ พอปอดกลับมานั่งที่โต๊ะบ้าง สองสาวเลยแท้กทีมดำเนินแผนช่วยเก๋จีบหนุ่มขึ้นมาทันที
“คุณมีแฟนแล้วยังอ่ะ”
กระต่ายเอ่ยถาม ตอนนี้ปอดเหมือนคนโง่ ไม่รู้อยู่คนเดียวว่าสองสาวกำลังแท้กทีมประทุษร้ายตัวเองอย่างเลือดเย็น ปอดยิ้มให้กับคำถาม คิดไปเองว่านี่เป็นคำถามจากส่วนลึกของหัวใจกระต่าย
“เคยมีแต่เลิกไปแล้วครับ เลิกกันได้ปีนึงละ”
“หือ ใครเป็นคนเลิกใครอ่ะ คุณไปหักอกเขาละซี”
เก๋ถามทำเสียงเหมือนอ้อนนิดๆ
“บังเอิญเขาเจอคนอื่นที่เขาคิดว่าเหมาะกว่าผมท่านั้นเอง แต่เราก็จากกันด้วยดีนะครับ”
“แล้วจะมีโอกาสมาเจอกันอีกมั้ยอ่ะ”
เก๋พยายามเก็บข้อมูลที่คิดว่าจะเกิดประโยชน์กับตัวให้มากที่สุด ถ่านไฟเก่าจะมีโอกาสกลับมาคุมั่งมั้ย
“คงไม่แล้วละครับ เพราะเธอคนนั้นแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว”
“โห เศร้าจังเลยเนอะ แล้วไม่คิดให้ใครมาเยียวยาหัวใจมั่งเหรอคะ”
เก๋เคลือบตาหวานมาพร้อมคำพูด เล่นอาหนุ่มมาดร็อกทำท่าเขิน

หนุ่มร็อกมาดเซอร์อย่างพอร์ช ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะอ่อนหัดเรื่องผู้หญิงขนาดนี้ เขาคุยกับทั้งสองสาวอย่างสนุกสนาน โดยไม่ระแคะระคายเลย ว่าตัวเองเหมือนของใช้ที่สาวนึงได้ถ่ายโอนสิทธิ์ในการจกให้กับอีกคนนึงไปเรียบร้อยแล้ว คิดแต่ว่าได้คุยกับคนที่ตัวเองสนใจพร้อมกันไปกับเพื่อนของสาวคนนั้น ทำให้ดูว่าตัวเองมีมนุษยสัมพันธ์ เข้ากันได้กับทุกคน เข้ากันได้กับเพื่อนของเธอคนนั้น เขาจะทำดีกับทุกคนที่แวดล้อมอยู่ในชีวิตของเธอ เขาจะดูแลเอาใจใส่ทุกอย่างที่เธอให้ความสนใจ ที่เกี่ยวข้องกับเธอและที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอประมาณ Love me love my dog ยังงั้นเลย
เมื่อกินข้าวกันเสร็จแล้วทั้งสามคนกลับขึ้นมาที่ชั้นของตัวเอง ก่อนจะแยกย้ายกันไป กระต่ายเอ่ยกับปอดขึ้นมาว่า
“ที่นายบอกกับเราไว้ เราโอเค ให้คนนั้นโทรมาหาเรานะ”
ปอดหันมาทำท่าเหมือนช้อคเล็กน้อยแล้วพยักหน้าช้าๆกลบเกลื่อนอาการตกใจ
“อะไรเหรอ ให้ใครโทรหาเหรอ”
ยัยเก๋ทำหูผึ่งอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“ไม่มีอะไร ติดต่อธุรกิจนิดหน่อย พอดีคนนั้นปอดก็รู้จักด้วยเท่านั้นเอง”
เก๋พยักหน้าหงึกๆแล้วหันมายิ้มให้ปอด แถมด้วยโบกมือบ๊ายบายตอนที่ปอดขอตัวเดินหายเข้าไปในสำนักงานอีกฟากหนึ่งของตึก

กลับมานั่งที่โต๊ะในห้องรับรองของบริษัทเพื่อนแล้วพอร์ชรู้สึกหวิวๆชอบกล คิดวนไปวนมา นึกสงสัยว่ากระต่ายคิดยังไงกับเขากันแน่ ทำไมกระต่ายถึงบอกว่าโอเค ทำไมกระต่ายอยากให้นัดเพื่อนนักเรียนนอกให้ ทำไมเพื่อนของกระต่ายถึงสนใจใคร่สนทนากับพอร์ชมากเป็นพิเศษ ทำไมกระต่ายทำท่าเห็นดีเห็นงามไปกับท่าทีของเพื่อนที่มีกับพอร์ช ไม่เข้าใจจริงๆ จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง เกิดอะไรกันขึ้นนะ อยากรู้จริงๆว่าแต่ละคนคิดอะไรกันอยู่ พอร์ชไม่เข้าใจ ทำไมไม่พูดกันตรงๆ
เขานั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจก เห็นรถคันเล็กๆวิ่งอยู่บนถนน มองหมู่เมฆสีดำทมึนอีกฟากของขอบฟ้า เมื่อกี้นี้ยังรู้สึกเหมือนฟ้าสดใสอยู่เลย แต่พอได้ยินคำพูดสุดท้ายของกระต่ายก่อนจะแยกจากกัน ทำไมถึงได้เปลี่ยนสีของท้องฟ้าให้มืดครึ้มลงได้
ปอดถึงกับคิดไม่ตกว่าที่คิดอยากจะลองใจกระต่ายแล้วแนะนำเพื่อนให้รู้จักกับเธอ ถ้าเธอเกิดชอบเพื่อนของเขาขึ้นมาจริงๆล่ะ และถ้าเพื่อนรู้สึกปลื้มเธอขึ้นมาบ้างเขาจะทำยังไง ที่คิดทีแรกว่าอยากจะลองใจน่ะ จริงๆแล้วกล้าที่จะทำอย่างนั้นจริงๆหรือ นึกแล้วใจหาย ถ้าเกิดทั้งคู่ชอบกันขึ้นมาแล้วพอร์ชจะเอาหัวใจไปไว้ที่ตรงไหน
เฮ่อออ....พอร์ชถอนหายใจ นี่กระต่ายไม่ได้นึกชอบเขาขึ้นมาบ้างเลยหรือ กระต่ายไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอว่าเขาคิดยังไงกับเธอ
เอ๊ะ....หรือที่เขาพูดถึงเพื่อนนักเรียนนอกที่จะแนะนำให้กระต่ายรู้จัก อาจทำให้เธอคิดว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรเธอ....หรือเปล่า
พอร์ชได้แต่นั่งกระสับกระส่าย ถอนใจเฮือกๆ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็คงนึกสงสัย ว่าแขกของประธานบริษัทที่มาขอยืมที่นั่งกำลังนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอะไรอยู่
เมื่อเอ่ยปากไปแล้วจะต้องรักษาคำพูดหรือเปล่า ลองแนะนำให้เธอรู้จักเพื่อนของเขาจริงๆดีมั้ย หรือควรจะนัดแนะกับเพื่อนไว้ก่อนว่าทั้งหมดนี้คือละคร แล้วเพื่อนมันจะเอาด้วยหรือเปล่า และถ้ากระต่ายรู้ความจริงขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าเพื่อนตอบตกลงแต่เอาเข้าจริงๆมันถือโอกาสรวบหัวรวบหางแล้วเขาจะทำใจได้ไหม เพื่อนคงต้องเสียเพื่อนกันไป เท่ากับพอร์ชต้องเสียทั้งสองอย่าง คือสูญเสียกระต่ายคนที่เขาแอบชอบ และเสียเพื่อนจากอุบัติเหตุทางใจที่เขาเป็นผู้จัดฉาก
เอาน่า แรกสุดเลยคิดว่าในเมื่อเธอเลือกอย่างนั้นเพราะต้องการเพียงแฟนนักเรียนนอก ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคุณค่าของเธอก็ไม่น่าจะเหลืออยู่อีกในความคิดของเขา คิดอีกที การที่ผู้หญิงสักคนจะเลือกผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นแฟน แล้วคิดว่าจะต้องมีแฟนหนุ่มนักเรียนนอก ฐานะดีมีหน้าที่การงานใหญ่โต ขับรถโก้หรู ก็ไม่น่าจะดูเป็นความผิดหรือแสดงถึงจิตใจที่ต่ำช้าที่มีแต่ความหมกมุ่น หรือมีแต่กิเลส ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ มักมากใจใหญ่จนเกินตัว มันเป็นอคติของเขาคนเดียวหรือเปล่า
หรือคนที่คิดแบบนี้ก็มีอยู่ทั่วไป มันเป็นสิทธิ์ที่ผู้หญิงสักคนหนึ่งจะใฝ่ฝันและแสวงหาไม่ใช่เหรอ ก็ผู้ชายทุกคนย่อมเลือกที่จะมีสาวสวยเป็นคู่ครอง คนที่มีความพร้อมด้านเรือนร่าง บุคลิกกริยาท่าทาง และถ้ามีความพร้อมทางทรัพย์สมบัติด้วยก็จะยิ่งดี มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์จริงหรือไม่
แล้วความรักล่ะ ความรักคืออะไร พอร์ชถามตัวเองว่าความรู้สึกนึกคิดของเขาที่มีต่อกระต่ายมันเลยไปถึงขั้นนั้นแล้วหรือยัง และถ้าสิ่งที่เขารู้สึกต่อเธอคือความรัก และถ้าความรักคือการเสียสละและเห็นคนที่เรารักมีความสุข คือการที่พอร์ชจะร่วมยินดีกับความสุขของกระต่าย ถ้าหากเธอพอใจและมีความสุขกับคนที่เขาแนะนำให้รู้จัก แล้วเขาจะรู้สึกมีความสุขไปด้วยหรือเปล่า นึกแล้วใจหวิวๆ เป็นไปได้หรือที่ใครจะเสียสละมากมายขนาดนั้น
พอร์ชกลับมานึกถึงตัวเอง นี่เขาคิดเลยเถิดไปมากมายขนาดนี้เลยหรือ เขาจริงจังกับเรื่องนี้มากขนาดนี้เป็นเพราะเขารักเธอเข้าแล้วหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเขามีนิสัยจริงจังมากจนเกินเหตุ หรือเพราะความเป็นศิลปินที่มีแต่อารมณ์ที่อ่อนไหวกันแน่ ที่พาให้พอร์ชคิดเตลิดไกลไปถึงขนาดนี้ กระต่ายอาจไมได้คิดอะไรไกลหรือซับซ้อนมากมายอย่างที่เขาคิดก็ได้ เธออาจแค่เฝ้ารอคอยว่าคนที่พอร์ชจะแนะนำให้รู้จักจะโทรมาหาเธอเมื่อไหร่ และจินตนาการไปว่าคนนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร เธอจะรู้สึกพอใจคนนั้นไหม และผู้ชายที่เดินเข้ามาจะมีคุณสมบัติตรงตามที่เธอตั้งใจไว้หรือเปล่า
โอ...คิดแล้วปวดหัวเหลือเกิน มีแต่คำถาม มีแต่ความสงสัย มีแต่คำว่าหรือ หรือ หรือ มีแต่ความวิตกกังวลกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง พอร์ชไม่รู้จริงๆว่าจะใช้วิธีไหนหยั่งจิตใจกระต่าย ว่าเธอรู้สึกนึกคิดกับเขาอย่างไร เขาอยากรู้จริงๆว่าเธอมีใจให้เขาบ้างหรือเปล่า คิดมากขนาดนี้พานโทษตัวเองว่า ที่ทำเหมือนกำลังปลอมตัวอยู่นี้เหมาะหรือเปล่า เธออาจพร้อมจะรักเขาขึ้นมาทันที ถ้ารู้ว่าเธอเป็นหนุ่มนักเรียนนอก มีหน้าที่การงานดี เป็นเจ้าของกิจการ มีชาติตระกูลที่สง่างาม และมีความรักให้กับเธอ
เอาเถอะ....เขาพร้อมจะเสี่ยง แม้ความเสี่ยงนี้ดูคล้ายกับการที่เขาหยิบแก้วแชมเปญออกมายืนที่ระเบียงชั้นสองของบ้าน ยื่นมือออกไปนอกระเบียง แล้วเล่นโยนแก้วขึ้นไปบนอากาศและเตรียมใช้มือรอรับแก้วใบนั้น โดยหวังว่าเขาจะรับแก้วได้ทันก่อนที่มันจะตกลงไปที่พื้น และหวังว่า มือของเขาจะรับแก้วได้อย่างมั่นคง ไม่ทำแก้วพลัดหลุดจากมือปล่อยให้ตกลงไปแตกกระจายที่พื้น เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย และถ้าเขาปล่อยให้แก้วร่วงหล่นลงพื้นจริงๆ ใครๆก็คงคิดว่าเขาโง่มาก และเขาก็คงต้องโทษตัวเองไปตลอด ว่าทำให้ตัวเองเดือดร้อนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง
พอร์ชตัดสินใจแล้ว เขาเลือกที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อนที่ชื่อบอย ที่เขาคิดไว้แต่แรกว่าจะแนะนำให้รู้จักกับกระต่าย































 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 20 สิงหาคม 2550 16:23:05 น.
Counter : 176 Pageviews.  

สาวไฮเปอร์เจอหนุ่มไฮร็อค

สาวไฮเปอร์เจอหนุ่มไฮร็อค บทที่ 1
บนตึกสูงย่านอโศก สาวๆออฟฟิศเดินอวดถุงน่องและเรียวขาสวยกันขวักไขว่ ในห้องทำงานที่ค่อนข้างเงียบแม้จะมีคนนั่งกันตรึม กระต่ายนั่งอยู่ในคอกของตัวเอง พาร์ทิชั่นสีน้ำเงินประดับประดาไปด้วยรูปดอกไม้กระต่ายผีเสื้อจุ๊กจิ๊กเต็มไปหมด ดวงหน้าที่สวยใส จมูกเชิดนิดๆ ริมฝีปากอิ่ม ถ้ามีชายหนุ่มเดินผ่านมาเห็นคงต้องหยุดยืนมอง
เวลานี้ดวงหน้าอิ่มสวยตัดกับขอบตาที่คล้ำนิดๆ ตาแดงหน่อยๆ รู้ได้เลยว่าเธอกำลังเศร้ากับอะไรบางอย่าง เธอกำลังง่วนกับการคุยตอบเอ็มเอสเอ็นกับใครอีกคนจากแดนไกล
"กระต่ายทำใจได้แล้วล่ะ ผู้ชายพรรค์นี้มันไม่มีดีอะไรหรอก ขอบใจมากนะออม ที่ยังคงเป็นห่วงเพื่อนคนนี้และปรารถนาดีต่อกันอย่างสม่ำเสมอ"
เธอพูดโต้ตอบผ่านกล้องและไมโครโฟนด้วยโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นหน้าคอมพิวเตอร์กับเพื่อนของเธออีกคนที่ได้ทุนไปเรียนถึงอเมริกา
"ดีแล้ว แฟนเก่าเธออย่างนายอำนวยจอมเก๊กคนนี้นะ ชื่อมันก็เช้ยเชย พอได้ทุนไปเรียนเมืองนอกหน่อยก็ทิ้งเธอ อย่าไปสนมันเลยผู้ชายแบบนี้ ที่ดีกว่านี้หาได้อีกตั้งเยอะแยะออมว่านะ กระต่ายกลับมาแต่งตัว แต่งหน้าทำผมเหมือนเมื่อก่อน ไม่ทันข้ามวันก็มีผู้ชายมาจีบแระ สวย หน้าตาน่ารัก หุ่นดีอย่างเธอจะไปกลัวอะไร"
"ฉันเจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ ทำยังไงถึงจะแก้แค้นนวยมันได้นะ"
นึกถึงตอนนี้ กระต่ายเกือบจะกรี๊ดๆๆออกมา
"ก็นวยมันไปเรียนเมืองนอก อีกตั้งปีนึงถึงจะกลับ กระต่ายจะตามไปแก้แค้นมันยังไงอ่ะ ออมยังนึกไม่ออก"
"กระต่ายจะต้องหาแฟนใหม่ที่หล่อ เก่ง รวย ดี จบนอก และอะไรก็ดี ดี ดี ดี ดี กว่าอ้ายผู้ชายเฮงซวยคนนั้นให้ได้"
นึกถึงแล้วก็เจ็บใจ กระต่ายใจลอยนึกไปถึงวันที่อำนวยบอกเลิกกับเธออย่างไม่มีเยื่อใย แสบที่สุดคือ เขาบอกเลิกในวันเกิดของเธอ และรีบบินหนีไปเรียนออสเตรเลียในวันรุ่งขึ้น
------------------------------------------------------------
"กระต่าย กระต่ายก็รู้นะว่านวยต้องไปเรียนไกลมาก"
อำนวยจับมือเธอกุมเบาๆ เบือนหน้าไปทางอื่นเหมือนไม่อยากให้เธอเห็นสีหน้าและแววตาของเขาตอนนี้ กระต่ายรู้สึกได้ ว่าที่กุมมือคราวนี้ไม่เหมือนก่อนๆ เพราะมันรู้สึกกระด้าง และเหมือนจับไปยังงั้นๆ
"นวยจะบอกอะไรกระต่ายล่ะ กระต่ายนึกอยู่แล้ว เพราะนวยเปลี่ยนไปเลยตั้งแต่นวยรู้ว่าได้ทุนไปเรียนเมืองนอก"
กระต่ายใช้มืออีกข้างที่เหลืออยู่ปาดน้ำตา ก้มหน้าลงพยายามขืนสะอื้น น้ำตามันไหลลงไปในช่องจมูกทำให้ต้องทำเสียงซู้ดซี้ดเหมือนเป็นหวัด ใจเธอเหมือนถูกเหวี่ยง มันเริ่มถูกเหวี่ยงตั้งแต่อำนวยเริ่มพูด และมันเหวี่ยงแรงมากขึ้นๆ อำนวยยังเงียบ ความเงียบเหมือนเพิ่มแรงผลักดันให้หัวใจของเธอเหวี่ยงแรงมากขึ้นจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
หัวใจที่พยายามขืนให้แข็งตอนนี้มันอ่อนเหลวเหมือนช็อกโกแลตที่ถูกหยิบออกมาจากตู้เย็นแล้วโยนลงไปในหม้อร้อน มันหลอมละลายนอนก้นอย่างรวดเร็ว
"กระต่ายต้องเข้าใจ นวยกำลังจะมีอนาคตที่ดี นวยกำลังจะเป็นนักเรียนนอก เมื่อเรียนจบแล้วก็จะกลับมาได้มีโอกาสทำงานระดับบริหาร สังคมของนวยก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ตอนกลับมานะ..."
ถึงตอนนี้นวยรู้สึกอยู่คนเดียวว่าหัวใจตัวเองกำลังพองโต คำพูดมันสร้างจินตนาการให้นวยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ข้างโอเปร่าเฮ้าส์ที่นครซิดนีย์ ไม่ได้นั่งอยู่ริมกำแพงข้างร้านกาแฟโบราณย่านถนนตก
"แม้แต่ตอนเรียนอยุ่สังคมก็ต้องเปลี่ยนไปแล้ว กระต่ายต้องเข้าใจนะ นวยจะได้เจอเพื่อนๆที่ล้วนนักเรียนนอก พวกไฮโซ แต่งตัวดีๆ ขับรถหรูๆ ใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ คุยไปหอมแก้มกันไป ไอควันจากความเย็นพ่นออกปากเหมือนหนังเกาหลี"
กระต่ายไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนั่งตัวชา นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากแฟนหนุ่มที่คบกันมาถึง 2 ปีหรือนี่ เธอรู้สึกตัวชา สมองตื้อ ปากสั่น มือเย็นเฉียบ
นวยผละมือที่กุมมือกระต่าย ใช้ทั้งสองมือโอบแก้มกระต่ายแล้วยกขึ้นมามองช้าๆ เป็นครั้งแรกในการสนทนาของทั้งคู่ที่มีโอกาสสบตากันตั้งแต่เริ่มต้นพูดเรื่องนี้ น้ำตาของกระต่ายพรั่งพรู
"กระต่าย ปล่อยนวยไปเถอะนะ นวยก็จะปล่อยกระต่ายไปเหมือนกัน ให้เราต่างไปมีชีวิตของตัวเอง นวยอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ นวยกำลังจะมีโอกาสสวยงามในชีวิต"
ผละจากมือได้นวยทำท่าจะลุกจากมาอย่างไม่มีเยื่อใย กระต่ายดึงมือเขาไว้ แล้วก็โดนสลัด เขาเดินจากเธอไปดื้อๆ ปล่อยให้กระต่ายนั่งอยู่กับแก้วกาแฟ 2 ใบที่เหลือแต่น้ำแข็งก้นถ้วย
เธอถึงกับสะอื้น โกรธตัวเองที่ไม่ยอมพูดอะไร โมโหตัวเองที่ทำไมถึงอาลัยอาวรณ์ผู้ชายคนนี้นัก เกลียดตัวเองที่จมปลักอยู่กับความรักจอมปลอมกับผู้ชายเฮงซวยคนนี้ถึง 2 ปี เธอปล่อยให้เขาจากไปอย่างง่ายดาย เพราะเธอก็ทนไม่ได้กับคำพูดเฮงซวยที่ออกมาจากปากผุ้ชายคนนี้
"ปล่อยนวยไปเถอะนะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ"
คำพูดนี้ก้องกังวานสะท้อนไปสะท้อนมาในสมอง เธอยิ่งเกลียดตัวเอง แหม น่าจะลุกขึ้นตะโกนด่ามันสักคำ
"อ้ายผู้ชายเฮงซวย หลงตัวเองมากนักเหรอ กลับมาจ่ายค่ากาแฟ 2 ถ้วยด้วย...."
เธอนึกอะไรแล้วเธอต้องทำได้ นี่เธอทำไปได้จริงๆนะ เธอตะโกนลั่น เล่นเอาคนบนรถเมล์หันกลับมามองกันเลย
------------------------------------------------------------

"แก บ้านฉันกับบ้านอ้ายนวยเฮงซวยอยู่ใกล้กัน มันกับฉันก็เคยเข้าๆออกๆบ้านของทั้งคู่ แม่ฉันกับแม่มันก็เจอหน้ากันบ่อยๆที่ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้างในเซเว่นบ้าง......."
ถึงตรงนี้กระต่ายมีอาการเกร็งสุดฤทธิ์
"มันเจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ แกเข้าใจมั้ย เวลาฉันต้องไปเจอหน้าแม่หรือคนที่บ้านมันโดยบังเอิญ แค่นี้ไม่เท่าไหร่ แล้วแม่ฉันล่ะ ฉันเจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ เวลาแม่ฉันมาเล่าให้ฟังว่า โดนแม่อ้ายนวยมันถากถางคุยทับ ว่าลูกมันเป็นนักเรียนนอก ส่วนฉันยังต้องมานั่งทำงานต๊อกต๋อย...."

"กระต่าย ๆ"
เสียงเอ็ดเบาๆจากพี่ที่นั่งทำงานอีกฟากของพาร์ทิชั่น
"ขอโทษค่ะพี่แบ๊ว กระต่ายอินไปหน่อย เด๋วเลิกคุยแล้วค่ะ"
"แกไปทำงานและกัน กลับบ้านแล้วเราค่อยคุยกันใหม่"
"โอเค คืนนี้ฉันกลับถึงบ้านแล้วจะออนไลน์เลยนะ"

เธอพลิกข้อมือดูนาฬิกา
"ห้าโมงพอดี"
กระต่ายนึก เก็บของกลับบ้านเลยดีกว่า เธอเก็บข้าวของใส่กระเป๋าถือ เอาร้องเท้าส้นสูงมาเปลี่ยนกับรองเท้าหมีพูห์ กระต่ายเดินออกมาอีก 2-3 ก้าวจะถึงลิฟท์ ผู้ชายตัวใหญ่ยกกล่องหลายใบเดินเร็วๆมาทางเดียวกันแล้วชนเธอเข้าอย่างจัง
"ว้าย"
ผู้ชายคนนั้นยกกล่องเรียงซ้อนกันมาหลายใบทำให้มองเห็นข้างหน้าไม่ถนัด ชนกระต่ายเข้าอย่างจัง ทำเอาเธอเซไปข้างหน้า เท่านี้ยังไม่พอกล่องใบบนก็หล่นลงใส่หัวกระต่ายเข้าอีก
"ปัง"
"โอ๊ย อีตาบ้า เดินไม่ดูทางเลย นี่ ของหล่นใส่หัวฉันอีก ดีนะที่กล่องมันเบา ถ้าหัวฉันแตกขึ้นมาแกจะทำยังไง"
"ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆครับ พอดีผมรีบด้วย ไม่ได้เจตนาจะเดินชนหรือทำให้คุณเจ็บตัวเลยครับ ขอโทษนะครับ"
ผู้ชายคนนั้นพูดทั้งๆที่กล่องที่ถืออยู่ยังขวางหน้าอยู่ ทำให้กระต่ายไม่เห็นหน้า รู้แต่ว่าเป็นผู้ชายตัวใหญ่นุ่งกางเกงสีทหารบก ผิวขาวมีกล้ามเนื้อแต่ดันใส่เสื้อยืดสีขาวไม่มีแขน นี่ถ้ายกแขนขึ้นมาสงสัยจะเห็นขนรักแร้หรอมแหรม
"อีตาบ้า"
กระต่ายหันไปค้อนขวับๆทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่รุ้ว่าเธอค้อน เธอกระทืบเท้าก่อนจะทำท่าเดินจากไป
"เออ เดี๋ยวครับ คุณครับ ผมขอโทษอีกครั้งจริงๆนะครับ"
เสียงผู้ชายคนนี้ยังดังออกมาข้างหลังกล่องที่เขาถืออยู่
"เอาเหอะ เอาเหอะ ฉันจะรีบกลับบ้านแล้ว"
กระต่ายพูดไปทำหน้าเหม็นเบื่อ ทำท่าจะเดินจ้ำอ้าวไปที่ลิฟท์
"เดี๋ยวครับคุณ คุณครับ"
เสียงคนนั้นยังเรียกอยู่อีก
"อะไรเล่า ก็ฉันไม่ถือสาแล้วไง จะเอายังไงอีก"
"คือ ผมรบกวนช่วยหยิบกล่องที่หล่นขึ้นมาซ้อนให้ผมได้มั้ยครับ ผมกลัวว่าถ้าเอากล่องที่ถือนี่วางแล้วหยิบกล่องที่หล่นมาซ้อนกันอีก กว่าจะเรียบร้อยเดี๋ยวกล่องมันจะล้มลงมาอีก แล้วผมก็รีบถ้าลิฟท์มาถึงแล้วจะเข้าไม่ทัน"
"อะไรเนี่ย โดนชนหัวโนแล้วยังต้องมาช่วยนายอีก เซ็งว่ะ"
กระต่ายทำหน้าอูม แต่เธอก็ไม่วายจะก้มลงหยิบกล่องขึ้นมาวางซ้อนให้ชายหนุ่มข้างหน้
"แหะ แหะ ขอบคุณจริงๆนะครับ"
ลิฟท์มาถึงพอดี ทั้งคู่รีบเดินเข้าไปในลิฟท์ มีคนอื่นๆเข้าไปอีกหลายคน ทั้งคู่เลยไม่ได้คุยอะไรกันอีก
ลิฟท์มาถึงชั้นล่างสุด ทุกคนยืนรอให้คนนั้นเดินออกมาจากลิฟท์ก่อนเพราะเห็นว่ามีของ พอพ้นจากลิฟท์ออกมาเขาหันมาที่กระต่าย เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้เห็นหน้ากันเต็มๆ
"ขอโทษอีกครั้งนะครับ และขอบคุณเรื่องกล่อง"
กระต่ายพยักหน้าให้อย่างเสียมิได้ แต่ให้ตายเถอะ กระต่ายบอกกับตัวเอง ผู้ชายอะไรวะ ขนาดมันใส่เสื้อกล้ามโชว์ขนจั๊กกะแร้ ห้อยโซ่เส้นเบ้อเริ่ม แถมยังมีผ้าโพกหัว แต่หน้ามันล้อหล่อ แถมรอยยิ้มมันสะกดวิญญาณผีล่าผู้ชายในตัวให้ออกอาละวาดดีพิลึก
กระต่ายตื่นจากภวังค์ สะบัดหัวเรียกสติกลับมารีบเดินจ้ำอ้าวออกจากลิฟท์เพราะคนที่ยืนข้างหลังดันให้เธอเดินออกมา

ระยะทางระหว่างตึกที่ทำงานกับสถานีรถไฟฟ้าห่างกันพอเดินเหงื่อซึม กระต่ายตั้งใจจะจับรถไฟฟ้าแล้วต่อรถเมล์กลับบ้าน พอเธอก้าวพ้นตึกออกมาไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับตามมาช้าๆ
กระต่ายหันไปมอง ผู้ชายมาดร็อคคนนั้นเอง เขานั่งบนมอเตอร์ไซค์คันโตตามเธอมาช้าๆ
"ผมไปส่งมั้ยครับ"
กระต่ายคิดว่าจะแค่หันไปมองแล้วจะจ้ำอ้าวไปที่รถไฟฟ้า ไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ เธอหันไปมองแล้วแสยะยิ้ม
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมีรถ"
พูดจบเธอสะบัดหน้าตรงแล้วเดินจ้ำไปโดยเร็ว
หนุ่มมอเตอร์ไซค์พยักหน้ากับตัวเองแล้วบึ่งมอเตอร์ไซค์หายวับไปกับการจราจรข้างหน้า
สงสัยจังว่าเขาคิดยังไงกับกระต่าย




























บทที่ 2
เมื่อฝ่าจราจรมาถึงบ้าน กระต่ายนั่งหน้าคอมพ์แชทกับเพื่อนที่อเมริกาต่อทันที
"นี่แก ตอนจะกลับบ้านนะ ซวยฉิบ มีพวกร็อกเก้อร์เดินสุ่มสี่สุ่มห้ามาชนฉันทำกล่องหล่นใส่หัวอีกตะหาก ยังไม่พอ ตอนเดินกลับมันขี้มอไซค์มาถามว่าจะให้ไปส่งมั้ย ต๊าย มันคิดว่าฉันเป็นพวกเด็กสก๊อยหรือไงนะ เฝ่ยจริงๆเลย"
"ช่างมันเถอะ ตกลงเรื่องของแกว่าไงล่ะ"
ออมถามข้ามโลกผ่านเน็ท
"นี่ ฉันตัดสินใจแล้ว ต้องหาแฟนใหม่ไปเย้ยคนบ้านนั้นให้ได้ รับรองอ้ายนวยต้องได้ข่าวจากที่บ้านแน่"
กระต่ายยิ้มกรุ้มกริ่มกับความคิดตัวเอง หาตะไบเล็บมาตะไบเล็บไปด้วยตามประสาสาวไฮเปอร์อยู่ไม่สุข
"แกจะทำงั้นทำมายยย ไปประชดเขามันมีประโยชน์อะรายยยย"
"ไม่ใช่นะ แก ถ้าเรามีแฟนหล่อๆ ดีๆ เก่งๆ รวยๆ นักเรียนนอกมันก็ไม่เลวไม่ใช่เหรอ อ้ายการไปข่มบ้านนายนวยน่ะ มันเป็นผลพลอยได้...."
พูดคำว่าหล่อขึ้นมา ทำไมหน้านายร็อกเก้อร์มันถึงได้ลอยขึ้นมาตอนนี้ก็ไม่รู้ กระต่ายรู้สึกหวิวๆแปลกๆ แต่ก็ช่างเถอะ ผู้ชายกระหลั่วอย่างนั้น คงเป็นแค่มักเซงเจ้อ(messanger)บริษัทในตึกนี้แน่ๆ แหม..ทำอินเทรนด์นะคะ เป็นคนส่งเอกสารจะจีบสาวเปรี้ยวจี๊ด แล้วปรากฏว่าคนส่งเอกสารเป็นลูกเจ้าของกิจการปลอมตัวมา นั่นมันละครน้ำเน่า เฝ่ยจริงๆเลย
"จะจับนักเรียนนอกให้ได้ว่างั้นเถอะ"
"เออ.." กระต่ายกระแทกเสียง
"จะจับน่ะมันไม่ยากหรอก สวยๆอย่างแก แต่พอจับแล้วทำไงไม่ให้มันเป็นแบบโดนฟันแล้วถูกทิ้งนะสิ"
พูดถึงตรงนี้กระต่ายหน้าตื่นขึ้นมาทันที
"จริงด้วย ทำไงดีล่ะออม"
"พูดก็พูดนะ ถ้าแกนั่งรถเมล์ ทำงานเป็นธุรการต๊อกต๋อย โอกาสเจอหนุ่มนักเรียนนอกขับรถเก๋งพาโฉบไปโฉบมาน่ะ มันมีอยู่แล้ว แต่โอกาสจะโดนฟันแล้วทิ้งมันก็มีเยอะอยู่"
กระต่ายทำหน้าเซ็งกับคอมเม้นท์ของเพื่อน แต่ถ้าใจมันอยากแล้วก็ต้องทำให้ได้ เรื่องอนาคตเป็นเรื่องที่ต้องตามแก้กันไป
"ถ้าฉันยืนยันจะทำแล้วจะหาวิธีป้องกันล่วงหน้าต้องทำยังไงล่ะ"
"ต้องชุบตัวว่ะกระต่าย หรือไม่ก็ต้องทำเนียนเป็นนักเรียนนอกไปด้วย พวกผู้ชายมันจะได้ไม่คิดว่าเราต๊อกต๋อย คอยชะเง้อเห่าเครื่องบิน"
ออมทำเสียงต่ำเน้นคำให้เพื่อนคิดตาม
"ผู้ชายสมัยนี้มันก็มองผู้หญิงเป็นเหยื่อ ถ้าเราไม่ยอมทำตัวเป็นเหยื่อ เป็นปลาใหญ่ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน มันจะได้รู้สึกเกรงใจเรามากหน่อย"
"โอเค ออม แกช่วยเป็นพี่เลี้ยงฉันหน่อยนะ"
------------------------------------------------------------
ที่ต้นซอยนี้มีบ้านหลังใหญ่รั้วสูงสีขาวขลิบทอง จะเรียกว่าบ้านก็ไม่ถูก น่าจะเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า คฤหาสน์ต้นซอยย่านถนนสุขุมวิทหลังรั้วอัลลอยด์สีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น เสียงทุ้มๆของมอเตอร์ไซค์คันโตมาจอดอยู่หน้าประตูรั้ว ประตูค่อยๆเปิดออก ผู้ชายแต่งตัวเหมือนพนักงานรักษาความปลอดภัยโค้งศีรษะให้ผู้ชายบนรถมอเตอร์ไซค์ ขณะที่มือข้างหนึ่งกดปุ่มควบคุมประตูที่กำลังเปิดอยู่
หญิงวัยกลางคนในชุดแสกสีเข้มพร้อมทรงผมกระบังลมและสร้อยเพชรประกายวาวยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน มอเตอร์ไซค์คันโตเคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน เจ้าหนุ่มเดินมาถึงหญิงกลางคนแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
"พ่อตัวดีมาแล้ว นี่แม่เห็นพอร์ชแล้วกลุ่มจริงๆ ซีอีโอที่ไหนเขาแต่งตัวอย่างนี้กันจ๊ะ”
คุณหญิงประภาเอ่ยพลางมองดูลูกชายด้วยแววตาเซ็ง
"คุณแม่เคยพูดไม่ใช่หรือครับ ว่าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ให้ผมเป็นเด็กดีของคุณแม่ก็พอแล้ว"
พอร์ช ลูกชายคุณหญิงประภาพูดจบก็ก้าวเดินขึ้นบ้านไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งคุณหญิงประภาให้ยืนส่ายหน้ากับตัวเอง
คุณหญิงไม่รู้จะพูดอะไร เพราะเลี้ยงลูกให้เป็นตัวของตัวเองมาแต่เด็ก พอร์ชเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ บังเอิญเป็นเด็กดี ไม่เหลวไหล นิสัยนอบน้อม เอาการเอางาน ไม่เกเร แถมยังเรียนเก่ง จบปริญญาโทกราฟฟิคคอมพิวเตอร์จากเวอร์จิเนียเทคฯ ทำงานเป็นลูกจ้างฝรั่งอยู่เมืองนอกพักเดียวก็กลับเมืองไทยมาเปิดบริษัทกราฟฟิคของตัวเองโดยไม่ขอเงินคุณหญิงสักบาท อะไรดีๆของลูกชายมีมากมายจนคุณหญิงไม่อยากขัด ที่ลูกชายทำตัวเป็นหนุ่มร็อกขนาดนี้

พอร์ชเข้าถึงห้องก็จับกีต้าร์ขึ้นมากรีดกรายตามสไตล์เพลงร็อคที่มีลีลาขึงขังกระหึ่มอารมณ์ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นโทรศัพท์จากเพื่อนนักเรียนนอกด้วยกัน
"วอทส์ อัพ แมน(what's up man!)" เสียงจากอีกฟากดังขึ้น
”เฮ่ยกันก้า นายโทรมาได้เวลาพอดี อยากจะโทรหาอยู่เหมือนกัน"
พอร์ชยิ้ม สายตามองไกลออกไป ภาพสาวหน้าใสไฮเปอร์ลอยอยู่เบื้องหน้า เขารู้สึกใจชุ่มชื้นขึ้นมาทันทีเมื่อภาพสาวคนนี้ปรากฎขึ้น
"ก็โทรมาหา แกออกจากออฟฟิศฉันไปทำไมต้องแบกกล่องลงไปให้คนขับรถมันด้วย ของแบบนี้ไปทำทำไม ให้คนขับรถมันยกไปเอง"
"ไม่เป็นไร จะกลับอยู่แล้วก็ช่วยเขา เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่านะ"
"เรื่องไรเหรอ"
เสียงอีกฟากถามมา พอร์ชกระชับโทรศัพท์ในมือ ทำน้ำเสียงจริงจังเหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
"ตอนออกมาจากออฟฟิศนายเราเจอสาวคนหนึ่ง หล่อนสวย เชิด เริด หยิ่งสุดๆไปเลยว่ะ"
"เด็กในออฟฟิศฉันเหรอ"
"ไม่ใช่ เด็กในออฟฟิศแกมันไม่เข้าตาเราสักคน คงเป็นสาวบริษัทที่อยู่ชั้นเดียวกันน่ะ"
"อันนี้ก็ไม่รู้ว่ะ เราไม่รู้จักพวกบริษัทอื่นๆบนตึกซะด้วย"
"จะขอแวะไปหาที่ออฟฟิศบ่อยๆว่ะ"
"ด้ายยยย ของแค่นี้ แล้วพามาดูตัวด้วยและกัน ใครกันนะ มันช่างแอทแทรก (attract=ดึงดูดใจ) เพื่อนเราได้ขนาดนั้น"
พอร์ชทำหน้ายิ้ม ดีใจที่เพื่อนเปิดทาง
"ว่าแต่ แกจะไม่ทำมาหากินหรือไง ถึงจะหาเวลามาออฟฟิศเราได้บ่อยๆ"
"นายก็รู้ เรามีโน๊ตบุ๊คเครื่องเดียวก็ทำงานได้ ขอสเปซ(space=เนื้อที่)ว่างๆในออฟฟิศให้ทำงานหน่อยวะ เอาแบบนั่งหน้าประตูได้ยิ่งดี"
"เพื่อนเราเป็นเอามาก เอาสิ ตรงทางเดินหน้าประตูที่มีล้อกนึงไว้รับลูกค้าเล็กๆยกให้นายเอาไปนั่งเลย จะทำอะไรก็ตามสะดวก เราเพื่อนซี้กันอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มีนายช่วยบริษัทฉันคงต้องเจ๊งไปแล้ว"
"ไม่ได้ให้ช่วยเป็นการตอบแทนนะเพื่อน อย่าเอามาปนกัน"
"เรารู้เรารู้ เอาเป็นว่าตามสะดวกว่ะ จะบอกเด็กๆให้จัดที่นั่งไว้ให้"













บทที่ 3
เช้าวันใหม่ในออฟฟิศของสาวไฮเปอร์ กระต่ายนั่งเม้าท์แตกผ่านเน็ทกับเพื่อนข้ามทวีปผ่านกล้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่แบ๊วซูเปอร์ไวเซอร์ในออฟฟิศชะโงกหน้ามาที่คอกของกระต่าย
"ทำงานเสร็จแล้วเหรอ"
กระต่ายเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มผูกมิตร ใจนึกว่ายายนี่ป่วนจริงๆเลย
"เสร็จแล้วค่ะ แหม พี่แบ๊วก็รู้ กระต่ายทำอะไรช้าๆเป็นที่ไหน พิมพ์คอมพ์ 3 หน้ากระดาษ กระต่ายใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แถมไม่มีคำผิดอีกตะหาก เสร็จเร็วกระต่ายขอเอาเวลามาเม้าท์กับเพื่อนต่อนะคะ ถ้ามีอะไรให้ทำก็สั่งกระต่ายมาได้ กระต่ายบ่ยั่นเจ้าค่ะ"
"ฉันทำอะไรกับเธอไม่ถูกจริงๆ ข้อดีของเธอก็มีเรื่องทำงานเก่งๆไวๆนี่แหละ ถ้าไม่มีข้อนี้ฉันหยิกเธอตัวเขียวหมดทั้งตัวไปนานแล้ว"
พี่แบ๊วพูดจบก็หดคอกลับเข้าคอกของตัวเอง ปล่อยให้กระต่ายเม้าท์กับออมผ่านเน็ทต่อไป
“ออม ฉัประกาศหาแฟนผ่านเน็ทแหละแก เว็บนี้เลย กิ๊กรักดอทคอม(GIGRAK.COM) เขาว่าไฮโซชอบเข้าเว็บนี้กัน บอกว่าหาเพื่อนคุยทางเน็ท คุณสมบัติคนที่จะมาคุยด้วย ต้องหล่อ หน้าตี๋ มีรถขับ โทรศัพท์มีกล้อง และต้องจบนอก"
"ไวจังนะแก แล้วจะมีเหรออ้ายคุณสมบัติเยอะแยะขนาดนี้"
"มี๊มมมมมมม"
กระต่ายลากเสียงยาว หัวเราะคิกคักใจเริงร่า
"มีคนนึงนะ ส่งแมสเสจ(message) ทักเข้ามาเลยหละแก บอกมีคุณสมบัติครบถ้วน ฉันดูรูปแล้วหน้าตาก็เคอ่ะ"

กระต่ายนึกถึงหน้าชายหนุ่มที่ส่งรูปถ่ายหน้ามาให้ดู จินตนาการไกลไปโน่นแล้ว ว่ากำลังก้าวเดินลงมาจากเบนซ์ ซีแอลเคสีดำ พร้อมแฟนหนุ่มนักเรียนนอกที่ล้อหล่อ แล้วบังเอิญเห็นอ้ายอำนวยกำลังไขกุญแจขึ้นรถฮุนไดสีกะบ่อนๆ มีสาวออฟฟิศเฝ่ยๆ น่องทู่ๆ หน้าสิวๆยืนอยู่ข้างๆ
วินาทีนั้นอำนวยก็ทำสีหน้าเป๋อเร๋อ แววตาแสดงความเสียดายสุดๆ แฟนสาวหน้าเฝ่ยของอ้ายนวยหันมาทางกระต่ายแล้วทำหน้าเสียเซ้วสุดๆ
โอ้...พระจ้า ถ้าภาพนี้มันเกิดขึ้นจริงๆ เธอจะรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยออกจากพันธนากรของความแค้นใจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู อยากให้วันนั้นมามาถึงจริงๆเลยยยย

"แล้วนัดเจอกันแล้วยังล่ะ"
คำถามของออมหยุดจินตนาการอันพรั่งพรูของกระต่ายให้คืนสู่โลกของความเป็นจริง
"จะกินข้าวเย็นกันอยู่นี่แล้วแก เขาบอกจะมาทำธุระแถวอโศก ฉันเลยบอกว่าให้มาเลี้ยงกาแฟที่สตาร์บัค แล้วค่อยไปเลี้ยงข้าวเย็นฉันต่อ"
"เฮ่ย เร็วจังว่ะ"
ออมทำหน้าตื่น
"อย่าคิดมากน่า รีบไปงั้นแหละ กะจะหาไว้ให้ได้สัก 3-4 ราย ไว้เลือกคนที่เจ๋งสุด เอาให้อ้ายนวยมันเอ๋อไปเลย"
"แล้วอ้ายหมอนั่นมันบอกนะเปล่า ว่าเรียนจบจากที่ไหน"
"บอก แต่กระต่ายไม่รู้จักอ่ะ มันบอกจบจากยูลองกองก๊องแก๊งอะไรก็ไม่รู้"
"แกระวังโดนหลอก"
"แล้วมีวิธีไหนพอจะทดสอบได้บ้างมั้ยอ่ะ ถึงบอกชื่อมหาวิทยาลัยเมืองนอกที่เรียนมาได้ แล้วเราจะมีวิธีตรวจสอบยังไงอ่ะ ว่ามันไม่ได้อำหลอกแดร๊กไปตามเรื่อง"
"ถ้าเป็นที่อเมริกาออมพอบอกเคล็ดลับได้ แต่ถ้าจบจากที่อื่นก็ไม่รู้จะดูยังไงเหมือนกัน"
"แล้วจบจากไหนถือว่าเจ๋งจริงอ่ะ"
"ตอบยากว่ะ มันก็คงเหมือนๆกันมั้ง แต่ถ้าเอาความรู้สึกของคนทั่วไปนะ ก็จบจากอังกฤษกับอเมริกาจะดูดีกว่าออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์"
"หึย ถ้าออสเตรเลียนะ กระต่ายไม่เอาเลยแหละ หาแฟนทั้งทีมันต้องได้เกรดดีกว่าอ้ายอำนวย ถ้าเป็นเด็กจบออสเตรเลีย เดี๋ยวมันดันเรียนที่เดียวกันกระต่ายก็เซ็งอีก เรื่องออสเตรีเลียนี่ตัดไปเลย ไม่เอา"
"มีหลายๆเรื่องนะ ที่เด็กนอกจะรู้กันแบบที่คนไม่ได้ไปจะไม่รู้เลย ให้เลือกไปร้านอาหารที่แบบ ดูเด็กนอกหน่อยะ สั่งบัฟฟาโล่ วิง(buffalo wing)...."
"หึย ออมจะบ้าเหรอ ให้ฉันกินเนื้อควายเหรอ..."
กระต่ายทำหน้าตื่น ขึ้นเสียงสูงตกใจกับคำแนะนำของเพื่อน
"นี่ไง นังกระต่ายเอ๊ย ไม่ใช่เด็กนอกจะไม่รู้เลยนะแก ว่ามันคือน่องไก่ทอด เด็กมาเรียนนอกใหม่ๆชอบโดนพวกนักเรียนเก่ามันอำกันเรื่องนี้"
"เหรอ อ่ะ อ่ะ เข้าท่า เข้าท่า"
"ถ้ากินเบียร์นะ แกถามมันว่าชอบกินบัดมั้ย มันคือบัดไวเซ่อร์ เบียร์ยี่ห้อนี้ในเมืองไทยไม่มี เด็กนอกที่กินเบียร์มันชอบสั่งยี่ห้อนี้กัน ถ้าหมอนี่ไม่รู้จักแปลว่ามันของปลอม"
"แล้วไฮเนเก้นกับสิงห์ล่ะ เขาไม่กินกันเหรอ"
"ไม่ว่ะ มันน้อยมาก หาซื้อไม่ค่อยได้ เรื่องเบียร์สิงห์นี่ไม่ต้องพูด มันมีขายเฉพาะร้านอาหารคนไทยบางร้านเท่านั้น แล้วนักเรียนไทยไปถึงเมืองนอก มันก็ต้องกระแดะกินของที่นั่นอยู่แล้ว ใครมันจะมาสั่งเบียร์สิงห์กินกันอีกวะ"
"อือ ได้ความรู้อีกตะหากนะนี่ แล้วอะไรอีก"
"อีกเรื่องนึงว่ะ ให้สั่งไส้กรอกมากินด้วย แล้วถามว่าอยู่เมืองนอกได้กินไส้กรอกหมูบ่อยมั้ย ถ้ามันทำหน้างงแปลว่าเด็กนอกกำมะลอ"
"ไมอ่ะ ไม่เข้าใจ"
"ก็มันหายากไง ที่นี่ไม่มีหรอกนะ ไส้กรอกหมูอ่ะ มีแต่ไส้กรอกเนื้อวัว ไส้กรอกเนื้อไก่ กับไส้กรอกเนื้อไก่งวงผสมเนื้อวัว บางทีเลยไปโน่นเลย ไส้กรอกเนื้อไก่ ไส้กรอกหมูมันไม่ค่อยมีขาย หายากพอๆกับพริกป่นนั่นแหละ"
"โอเค"

"กระต่าย กระต่าย"
พี่แบ๊วชะโงกหน้ามาอีกละ
"ถ้าว่างมากนักช่วยไปตามแม่บ้านมาขนแฟ้มจากหัองบัญชีลงไปให้บริษัทสอบบัญชีที่ชั้น 2 ด้วย"
กระต่ายทำตาพอง นึกในใจ เอ๊ะ มิใช่งานข้าพเจ้าไฉนจึงมาใช้กันเยี่ยงนี้
พี่แบ๊วทำหน้าตึงใส่ นึกในใจว่า อีนี่ ใช้แค่นี้ทำออกอาการ เดี๋ยวแม่ตบหน้าคว่ำ ว่างงานเป็นต้องเมาท์ผ่านเน็ทเสียงดังน่ารำคาญ
กระต่ายยิ้มเจื่อน แล้วเสียงก็เล็ดรอดออกมาจากปาก
"ได้เจ้าค่ะ"
"เด๋วไปทำงานก่อนนะออม คืนนี้ได้ผลยังไงพรุ่งนี้จะมารายงานความคืบหน้า"
กระต่ายลุกเดินอย่างมาดนางแบบไปที่ห้องแม่บ้าน เห็นป้าสำเนานั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะหน้าตู้เย็น
"ป้า เจ๊แบ๊วให้ขนแฟ้มลงไปให้บริษัทสอบบัญชี อยู่ห้องบัญชีโน่น"
ป้าสำเนาเงยหน้าขึ้นมา ทำสีหน้าวิงวอน
"โอ๊ยป้าไม่ไหวคุณกระต่าย เมื่อกี้ป้าหน้ามืดจะเป็นลม คงต้องรอพรุ่งนี้แล้วล่ะ ขอนั่งพักก่อน"
กระต่ายเชิดคอ ทำท่าเหมือนบอกว่าไม่เกี่ยว แล้วจัดแจงหยิบโทรศัพท์ที่แขวนที่กำแพงขึ้นโทรไปหาที่แบ๊ว
"ไม่ได้ เอ็งต้องขนไปเองเดี๋ยวนี้ เขารีบ"
กระต่ายเงียบไปไม่มีเสียงตอบ พี่แบ๊วตัดสายไปเอง เป็นที่รู้กันว่าต้องทำยังไงต่อ
ก่อนเดินกระทืบเท้าออกจากหน้าตู้เย็นไป กระต่ายหันมาบอกป้าสำเนาว่า
"ป้านี่ ไม่เห็นจะสำเนาสมชื่อเลย วันหลังไม่มีแรงทำงานก็ทำสำเนาขึ้นมาหลายๆใบแล้วให้มาทำแทนสิ"
-----------------------------------------------------------
กระต่ายหอบแฟ้มเต็มมือเดินออกจากออฟฟิศ แม้ใจจะร้อนรุ่มหงุดหงิด แต่ต้องรักษามาดสาวขาสวยกระโปรงสั้นเอาไว้ เดินเรียบๆนิ่มๆไปที่ลิฟท์
ลิฟท์ก็อยู่ชั้นห่างไปตั้งเยอะ อีกตั้งนานกว่าจะมาถึง กระต่ายเมื่อยมือแทบหงิก เลยเอาแฟ้มวางพักไว้ที่ราวเหล็กกั้นขอบบันไดใกล้ๆลิฟท์ ตามประสาสาวสวยแต่งตัวเริด เธอก้มลงมองรองเท้าที่ใส่ พลิกซ้ายพลิกขวาจินตนาการถึงแบบและสีรองเท้าที่สวยงามรับกับใบหน้า
"โครม"
"โอ้ย"
แฟ้มเจ้ากรรมดันหล่นลงไปตามบันได กระต่ายมองตามแฟ้มที่หล่น มันจงใจหล่นลงไปบนหัวของนายร็อกเกอร์คนนั้นเข้าให้ เวรซะไม่มี หล่นใส่หัวใครไม่หล่น ดันหล่นใส่หัวจำเลยเจ้ากรรมนายนี้ ทำไมช่างอยู่ถูกที่ถูกเวลานักนะ\
"นี่คุณ คุณแก้แค้นผมเหรอ"
"เปล้า เปล่า เปล่า เปล่า มันบังเอิญจริงๆ"
พอร์ชหยิบแฟ้มขึ้นมา แล้วเอามือเดินกุมหัวมาหยุดยืนที่กระต่าย
"เอาหน่ะ ถือว่าแล้วกันไป เมื่อวานผมทำคุณเจ็บ วันนี้ผมเจ็บบ้าง เราหายกันแล้วนะ"
พูดพลางส่งนิ้วก้อยให้กระต่าย
"จะบ้าเหรอ ฉันไม่ใช่เพื่อนกับนาย ทำไมจะต้องมาเล่นเกี่ยวก้อยกันด้วย ขอโทษแล้วกัน"
พอร์ชส่งแฟ้มให้กระต่าย กระต่ายยื่นมือมารับโดยลืมไปว่ามีแฟ้มอีกกองอยู่บนมืออีกข้าง ซึ่งใช้มือข้างเดียวคงจับไม่อยู่ ทีนี้มันเลยร่วงลงมาหมด
กระต่ายรีบก้มลงหยิบ ด้วยความหวังดีพอร์ชก็ก้มลงหยิบด้วย ทั้งคู่หัวโขกกันดักโป๊ก
"โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย....." เธอนึกในใจ ซวยฉิบ...
พอร์ชหัวเราะ ช่วยหยิบแฟ้มขึ้นมาถือในมือ
"เอางี้แล้วกัน ผมช่วยถือให้น่ะ คุณจะเอาไปที่ไหน"
กระต่ายนึกในใจ เออ ดีเหมือนกัน เอาวะ ดีกว่าเดินแบกแฟ้มลงไปคนเดียว ท่าทางมันคงจะร่วงอีกหลายรอบแน่ และลิฟท์ก็เปิดพอดีด้วย

เธอเดินนำพอร์ชเข้าไปในลิฟท์
"ผมชื่อเออ... ชื่อปอดครับ คุณชื่ออะไรครับ"
กระต่ายหันขวับมาที่พอร์ช แล้วรีบหันกลับไปทำหน้าตรง เชิดหน้าอย่างหยิ่ง
"คงไม่ว่าอะไรนะ ถ้าฉันจะไม่บอกชื่อกับคนแปลกหน้า"
พอร์ชยิ้มเจื่อนๆ นึกในใจว่ายัยคนนี้นี่เปรี้ยวนักนะ ถ้าเมื่อไหร่ได้เป็นแฟนละก็ จะเล่นงานให้เข็ด
พอดีลิฟท์เปิดขึ้นระหว่างชั้น สาวออฟฟิศใกล้เคียงที่รู้จักกระต่ายเดินเข้ามาพอดี
"อ้าว กระต่ายไปไหนอ่ะ"
เพื่อนถามซื่อๆ เล่นเอากระต่ายเซ็งไปเลย เธอเม้มริมฝีปากขบกรามแน่นก่อนจะข่มใจพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไปบริษัทสอบบัญชี เอาตัวเลขไปให้"
เพื่อนยังถามไม่เลิก เมื่อหันมองมาที่พอร์ช
"นี่ใครอ่ะ พนักงานใหม่เหรอ"
กระต่ายยิ้มเซ็งๆ
"อ๋อ นี่แมสเซงเจอร์บริษัทข้างๆอ่ะ เขาอาสาช่วยยกแฟ้มไปให้"
ยัยเพื่อนคนนั้นทำตาโต หันมองพอร์ชทำหน้าตากระลิ้มกระเหลี่ย
"โห แมสเซงเจอร์หล่อจังวุ้ย ทำงานบริษัทอะไรนะคะ"
"เออ บริษัทกราฟฟิคเฮ้าส์ครับ"
"ตกลงคุณมาช่วยกระต่ายเพราะโดนดักจับนะเปล่าคะ"
กระต่ายหันมาทางเพื่อนทำหน้าเตรียมจะกิน พอดีลิฟท์เปิดออก
"ไปนะคะรูปหล่อ อยู่ต่อเดี๋ยวโดนมันกินค่ะ อิ อิ อิ"
พอประตูลิฟท์ปิดทุกอย่างในนั้นเงียบสนิท แม้ชำเลืองตามองพอร์ชกระต่ายก็ไม่ทำ บรรยากาศเงียบงันเกิดขึ้นจนลิฟท์เปิดอีกครั้ง กระต่ายเดินตัวปลิวออกจากลิฟท์จ้ำอ้าวเหมือนจะรีบไปตามหามือถือที่ทำหล่นไว้
------------------------------------------------------------
"คนทำเรื่องบริษัทหนูไม่อยู่ พี่ก็รับแฟ้มไว้ก่อนไมได้เหรอ"
กระต่ายทำเสียงสูงหน้างอสุดขีด เมื่อคนในออฟฟิศบริษัทตรวจบัญชีบอกว่าต้องรอคนที่ทำเรื่องนี้โดยตรงที่จะมาในอีกครึ่งชั่วโมง
"แต่ละคนรับผิดชอบงานคนละสายกันน้อง งานพี่ก็ล้นมือ อีก 15 นาทีก็ต้องออกไปแล้ว เอาแฟ้มวางไว้ตรงนี้เดี๋ยวมันหายไปพี่ขี้เกียจรับผิดชอบ"
ด้วยความเซ็งกระต่ายเดินออกไปยืนกอดอกเม้มปากแน้นหน้าประตูบริษัทบัญชี พอร์ชเดินตามออกมาเหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์
"ยังงี้ก็มีด้วยนะครับ บริษัทเดี๋ยวกันช่วยรับงานแทนกันไม่ได้"
กระต่ายเพิ่งรู้สึกว่าคำพูดของพอร์ชน่าฟังก็คราวนี้ แม้ไม่อยากจะได้ยินนักก็เถอะ
"ฉันมีนัดจะรีบไปด้วย เซ็งว่ะ"
กระต่ายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านัดหนุ่มนักเรียนนอกไว้ที่สตาร์บัค นี่เป็นนัดครั้งแรกไม่อยากจะผิดนัดเลย อีกอย่างต้องเข้าห้องน้ำไปโปาะหน้าเสริมงามอีกพักใหญ่ถึงจะกล้าไปเจอผู้ชายได้

"เอางี้ ผมรอแทนคุณกระต่ายแล้วกันครับ"
กระต่ายหันขมับมามองนายพอร์ช นายคนนี้นี่ชอบทำเซอร์ไพรส์อยู่เรื่อย
"แน่ใจนะ"
เธอย่นคิ้วมองเข้าไปในตาของพอร์ชหาข้อเท็จจริง
"ไม่เป็นไรนี่ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้"
"แล้วไม่ใช่ปรากฎว่าพรุ่งนี้บัญชีที่นี่บอกว่าไม่มีใครเอาเอกสารมาให้ทั้งสิ้นนะ"
"โธ่ ผมจะทำยังงั้นได้ยังไง ไม่หรอกครับ"
เพราะเผลอยืนใกล้กันเกินไป กระต่ายจึงเพิ่งสังเกตรอยสักแพลมๆที่โผล่มาจากหน้าอกนายพอร์ช พอร์ชก็สังเกตได้
"คุณเห็นผมแต่งตัวแบบนี้ มีรอยสักแต่ผมมีความรับผิดชอบนะ อย่าคิดมากเลย ถ้าคุณมีธุระก็ไปเถอะไม่เป็นไร"
"แล้วฉันจะเชื่อใจได้ยังไงว่านายทำอย่างที่รับปากจริง ไม่คิดแกล้งฉัน"
"เอางี้ คุณเอาเบอร์มือถือคุณมาสิ ถ้าคนที่รับเรื่องเขามาแล้ว ผมจะให้เขาคุยโทรศัพท์กับคุณ"
กระต่ายถอยกรูดออกมา ทำคิ้วกระตุกตึ๊กๆ
"คุณแหละเอาเบอร์โทรมา ฉันโทรหาเอง และขอโทษฉันจะโทรด้วยสาธารณะหรอกนะ ไม่มีทางได้เบอร์โทรฉันหรอก"
พอร์ชหัวเราะ
"ได้ครับ วิธีไหนก็ได้ที่คุณสะดวกใจ"















บทที่ 4
พอมาใกล้ร้านสตาร์บัคกระต่ายนึกอยู่ว่าจะเข้าไปนั่งรอดีหรือจะรอให้ใครคนนั้นมาถึงก่อนแล้วค่อยเข้าไป พอชั่งน้ำหนักใคร่ครวญได้เลยบอกกับตัวเองอย่างนี้ ถ้าเข้าไปก่อนคิดว่าจะเดินนวยนาดไปสั่งกาแฟแล้วนั่งละเลียดฟองคาปูชิโนไปเรื่อยแบงก์ร้อยใบนึงก็ต้องปลิวออกจากกระเป๋า แค่เริ่มต้นก็ควักตังค์ละ แบบนี้ไม่เวิร์ค และถ้าเผื่ออ้ายหมอนั่นไม่มา เราก็เจ๋อเลยทีนี้ และถ้ามันมา แล้วดันไม่หล่อเราก็จะยิ่งเสียดายร้อยนึงเข้าไปใหญ่ ซ้ำร้ายจะต้องเสียเวลาหาแผนถอนทัพออกมาอีกกระทอกนึง
แต่ถ้ารอให้มันมาถึงสั่งกาแฟก่อน แล้วเราโทรเข้าไป เขาจะบอกว่ามาถึงแล้ว เราก็จะบอกว่าถึงละ กะลังหาที่จอดรถอยู่ ให้สั่งคาปูชิโนให้ด้วย เราก็จะแอบมองเข้าไปในร้าน ว่าใครเดินมาสั่งกาแฟอีกถ้วยแล้วถือไปนั่งรอ เราจะได้มีเวลาสังเกตได้ ว่าหน้าตาท่าทาง มาดจะเข้มพอมีคะแนนให้เดินเข้าไปปรากฏกายแนะนำตัวให้ได้รับทราบรู้จักมักจี่กันมั้ย ถ้าเห็นหน้าแต่ไกลแล้วให้คะแนนไม่ลงจะได้ถือโอกาสหายปิ้วไปเลย ไม่ต้องทนเซ็งมานั่งมองหน้ากันอีกหลายชั่วโมง เอาแบบนี้ดีฝ่าวะ ว่าแล้วกระต่ายก็ยืนแอบร้านที่ห่างออกไปสองสามห้องโทรเข้ามือถือชายหนุ่ม
"สวัสดีค่ะ กระต่ายค่ะ มาถึงแล้วยังคะ"
"โหะ โหะ โหะ ผมเต๋าครับ มาถึงแล้วครับ ยืนรออยู่หน้าร้าน"
"ทำไมไม่เข้าไปละคะ"
"ก็คุณกระต่ายยังมาไม่ถึง ผมจะเข้าไปทำไมละครับ"(อ้าว อ้ายนี่ เฝือละงานนี้)
"กระต่ายมาถึงแล้วค่ะ กะลังหาที่จอดรถ คุณเต๋าเข้าไปนั่งรอได้เลยค่ะ ฝากสั่งคาปูชิโนให้ด้วยนะคะ"
"เอ่อ จะดีเหรอครับ"(เอ๊ะ ยังไงวะ หมอนี่)
"หมายถึงยังไงคะ"
"ผมว่ารอให้คุณกระต่ายมาถึงแล้วเราค่อยเข้าไปในร้านด้วยกันดีกว่า โหะ โหะ โหะ"
"เอ่อ อ่า เอ่อ (เล่นเอากระต่ายใบ้แดร๊กไปเหมือนกัน) ได้ค่ะ เด๋วรอกระต่ายนะคะ"
กระต่ายเดินมาใกล้ร้านแล้วก็ไม่เห็นใครยืนอยู่หน้าร้านเลย เธอย่นหน้าขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความมึนงง นึกในใจว่าอ้ายหมอนี่มันจะเอาไง บอกมายืนรออยู่หน้าร้านแล้วไหงไม่เห็นมีใครเลย หงุดหงิดนักต้องเปลืองค่าโทรมือถือตามตัวอีก
"สวัสดีค่ะ เต๋าเหรอคะ กระต่ายไม่เห็นใครยืนอยู่หน้าร้านเลย คุณอยู่ตรงไหนคะ"
"โหะ โหะ คุณมาแล้วเหรอครับ ยืนตรงไหนอ่ะครับ ผมก็ไม่เห็นคุณเหมือนกัน"
กระต่ายเริ่มหงุดหงิด แต่บอกกับตัวเอง เย็นไว้โยม ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้จะทำไงเลยต้องเดินมายืนหน้าร้าน แผนที่คิดวางไว้พังทลายหมด
"นี่ไงคะ กระต่ายมาถึงหน้าร้านแล้ว”
"โหะ โหะ โหะ อ๋อ ผมเห็นแล้วละครับ ผมคิดว่าคุณจะมายืนอีกมุมนึงหน่ะ"
ผู้ชายหน้าตาซกมกในสูทสีขาวเดินยิ้มให้กระต่ายมาแต่ไกล เธอถึงกับตาเหลือก โอ...พระเจ้า ฟ้าส่งกระต่ายมาแล้วทำไมต้องส่งนายคนนี้มาเจอกระต่ายด้วย ใส่สูทยังกะพระเอกละครน้ำเน่าเลยอ่ะ กระต่ายฝืนยิ้มเจื่อนๆ นายคนนั้นที่ชื่อเต๋าเดินเข้ามาประชิดตัวทำท่าเหมือนจะต้อนเธอให้เดินเข้าไปในร้านกาแฟ กระต่ายต้องยอมเดินนำเข้าไปอย่างยากจะขัดขืน
"คุณกระต่ายจะสั่งอะไรดีครับ ไม่ตัวห่วง ผมจ่ายเงินแทนให้ กาแฟแก้วนี้ผมเลี้ยงเองครับ โหะ โหะ โหะ"
เธอทำใจดีสู้เสื้อ ยิ้มให้พนักงานแล้วบอกว่าขอคาปูชิโน เสร็จแล้วรีบหันขวับมองหาที่นั่ง แล้วหันมาบอกนายเต๋าให้ช่วยหยิบกาแฟเดินตามไปด้วย
นายเต๋าสั่งกาแฟให้ตัวเองแล้วยืนรอ หันมามองที่เธอยิ้มปากไม่หุบ กระต่ายลงนั่งก้มหน้าแบบคนกลุ้มใจเหมือนบัตรเอทีเอ็มโดนยึด เหลือบตามองนายเต๋าแล้วหันไปมองคนรอบๆ โหย....นายเต๋าในชุดสูทสีขาวช่างเป็นเป้าสายตาสุดๆ นี่เจ้าตัวจะรู้มั้ยว่าแอปแบ๊วสุดบรรยาย
ยิ่งเห็นยิ่งเซ็ง เธอก้มหน้าเอามือบังสายตา เหมือนกลัวว่าคนจะมองตามสายตานายเต๋าที่ได้แต่หันมายิ้มกรุ้มกริ่มกับเธอ พอมองที่นายเต๋าก็ต้องหันมองตามแล้วหยุดสายตาลงที่เธอ
ตอนนี้เธอทำหน้าไม่ถูก เต๋าได้กาแฟแล้วใช้มือหยิบกาแฟข้างละถ้วยเดินอ้าแขนเข้ามาเหมือนแร้งกระพือปีกยังไงยังงั้น โอย...นัดแรกก็แทบจะเป็นลม นายเต๋ายิ้มให้กระต่ายหวานเยิ้ม แต่รอยยิ้มของเธอยามนี้ ต้องคนไม่มีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆถึงจะดูไม่ออกว่า รอยยิ้มของเธอตอนนี้มันฝาดสุดๆฉุดไม่อยู่
"โหะ โหะ โหะ"
นายเต๋าเดินเข้ามาใกล้พร้อมเสียงหัวเราะประจำกาย เธอรู้สึกปวดจี๊ดขึ้นไปถึงสมองทุกครั้งที่ได้ยินเสียง โหะ โหะ โหะ เมื่อไหร่จะเลิกหัวเราะเสียงแบบนี้นะ
"คุณกระต่ายทำงานอะไรอยู่ครับ บ้านผมรวยมาก ที่บ้านมีธุรกิจขายเพชร อยากทำงานได้เงินเดือนเยอะๆมั้ยครับ ไปทำงานกับที่บ้านผมสิ รับรองเงินเดือนเยอะแยะ ทำงานสบายไม่เหมือนงานที่ทำอยู่ตอนนี้หรอก มันลำบากใช่มั้ยล่ะ โหะ โหะ โหะ"
กระต่ายถึงกับเลือดขึ้นหน้า อะไรฟะ อ้าปากก็ว่างานที่เราทำมันลำบากละ คนเพิ่งเห็นหน้ากันแค่ 5 นาที
"อ๋อไม่เป็นไรหรอกค่ะ งานกระต่ายสบาย เงินเดือนเยอะออก เก็บความหวังดีของคุณไว้เถอะค่ะ"
"โหะ โหะ โหะ วันนี้ไม่อยากทำไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวต่อไปก็อยากทำเอง ผมเต็มที่กับคุณกระต่ายสุดๆอยู่แล้ว นี่เห็นสูทนี่มั้ยครับ ผมลงทุนสั่งตัดจากร้านสูทสยามเลยนะ มาเจอคุณกระต่ายทั้งที ต้องใช้สูทจากร้านดีที่สุดในเมืองไทยเลย โหะ โหะ โหะ"
กระต่ายแทบสำลักกาแฟออกมาพร้อมอ้วกอาหารมื้อเที่ยง ฉันเบื่ออ้ายเสียงหัวเราะโหะ โหะ ของแกเต็มทนแล้ว กลุ้มว่ะ ไปตัดร้านสูทสยาม ร้านสูทชื่อไรฟะ เกิดมาไม่เคยได้ยิน นี่ถ้าเราป่วยมันจะเอายาสตรีเพ็ญภาค ตราพญานาคให้เรากินนะเปล่าเนี่ย
”คุณกระต่ายยังไม่ได้กินกาแฟเลยครับ กินเถอะครับ ถือว่ากาแฟถ้วยนี้ผมเลี้ยง นิดหน่อยเองครับ โหะ โหะ มากกว่านี้ยังได้"
กระต่ายทำหน้าไม่ถูก หยิบกาแฟขึ้นจิบแล้วทำท่าถอนหายใจ
"เป็นอะไรเหรอครับ หิวข้าวเหรอครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวเย็นเองครับ กินอะไรผมจ่ายให้เลยครับ คุณกระต่ายไม่ต้องห่วง โหะ โหะ โหะ จะไปกินที่ไหนบอกเลย"
กระต่ายทำท่าจะเป็นลม นี่ต้องไปนั่งกินข้าวด้วยกันอีกเหรอนี่ แค่นี้ก็แทบกระโดดถ้วยกาแฟฆ่าตัวตายแล้ว
"คือ เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ คุณเต๋าท่าทางมีธุระใช่มั้ยคะ"
"อ๋อ ครับ ผมธุระเยอะครับ (อี๊ อี๊ รอดตัวแล้วเรา) แต่เย็นนี้ผมทิ้งธุระอย่างอื่นไปหมดเลยครับ ขอกินข้าวกับคุณกระต่ายซะมื้อ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เด๋วจะเย็นมากกว่านี้จะกลับบ้านไม่ทันนะคะ"
"ไม่เป็นไรครับ ยังงั้นเรารีบไปกันเลยดีกว่า เด๋วผมโทรให้คนขับรถเอารถมาจอดรับเราที่หน้าร้านเลยก็ได้ โหะ โหะ"
ว่าแล้วนายเต๋าก็ทำท่าแบบละครไทยสามทุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากซอกอกเสื้อสูทกระต่ายถึงกับตาเบิกโพลง เฮะ อ้ายหมอนี่มันรวยมากจริงหรือฟะ ขนาดมีคนขับรถ ต่อมอยากดูว่ารถอะไรสะกดให้เธอนั่งรออยู่ด้วยความสงบ
นายเต๋าลุกขึ้นทำท่าต้อนให้เธอออกไปที่หน้าร้าน กระต่ายคิดว่าดีเหมือนกัน ถ้ายังไงไม่ชอบมาพากลจะได้วิ่งหนีไปดื้อๆเลยดีกว่า พอเดินออกมาถึงหน้าร้าน เบนซ์ เอส 500 สีน้ำเงินคันโตเท่าปลาวาฬมาหยุดจอดที่หน้าร้าน นายเต๋าเปิดประตูให้กระต่ายก้าวเข้าไป เธอถึงกับอึ้งเหมือนกัน แต่พยักเพยิดให้นายเต๋าเดินเข้าไปก่อน
อืม...มีรถนี่แหละที่หล่อและพอดูได้ อย่างอื่นมันไม่น่าดูเล้ย เศรษฐีอะไรฟะ แต่งตัวได้เฝ่ยสุดๆ บุคลิกท่าทางก็กระหลั่วๆดูไม่ไฮโซเลยสักนิด
ขึ้นรถกันไป นายเต๋าพยายามเขยิบตัวเข้ามาใกล้กระต่าย เธอเขยิบตัวหนีจนแก้มเบียดประตู
"กินข้าวที่ไหนดีครับคุณกระตุ่ย เอ้ยกระต่าย"
เธอหันขวับมามองหน้านายเต๋าหัวจรดเท้า นึกไม่ออกจะทำไงดี หันขวับมองออกไปเห็นป้ายร้านอาหารข้างหน้า นึกในใจได้ว่า เอาวะ ร้านี้และกัน ทำไงก็ได้ให้ออกจากรถคันนี้ให้เร็วที่สุด
"ร้านนี้แหละค่ะ ข้างหน้านั่นเลย"
เต๋าไม่ทันจะหันไปบอกคนขับ กระต่ายพ่งตัวชี้นิ้วยื่นเลยหน้าคนขับออกไปให้เห็นชัด
"จอดๆๆๆตรงนั้นแหละค่ะ จอดเลยค่ะ จะกินข้าวร้านนี้ แหะ แหะ"
เธอหันมองหน้านายเต๋าให้รีบเปิดประตูออกจากรถไปไวๆ
"กินร้านนี้เหรอครับ โหะ โหะ โหะ เอาเลยครับ เพื่อคุณกระต่าย มื้อนี้ผมเป็นคนจ่ายเงินเองนะครับ ผมออกให้ ไม่มีปัญหา โหะ โหะ กินเต็มที่เลยครับ"
พอลงจากรถได้นายเต๋าก็พล่ามไม่หยุด กระต่ายรีบเดินดุ่มๆเข้าร้านไปอย่างรวดเร็ว
------------------------------------------------------------
พอสั่งอาหารกันเสร็จ กระต่ายกะว่าเดี๋ยวจะขอตัวเข้าห้องน้ำแล้วทำตัวหายปิ้วไปเลย ว่าแล้วก็ทำยิ้มกลบเกลื่อนให้นายเต๋า
"เด๋วกระต่ายขอไปห้องน้ำหน่อยนะคะ"
"โหะ โหะ โหะ เชิญครับ เชิญครับ ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา"
กระต่ายลุกขึ้นมาได้รีบเดินลิ่วไปห้องน้ำ ระหว่างทางเธอสังเกตทางหนีทีไล่ไปตลอด ห้องน้ำก็ดันตั้งอยู่ในสุดของร้าน จะเดินออกไปหน้าร้านก็ต้องผ่านโต๊ะที่นายเต๋านั่งอยู่ โอ๊ย ทำไงดีฟะนี่
กระต่ายถ่วงเวลานึกหาวิธีหนีออกไปอยู่ในห้องน้ำเป็นานสองนาน นึกยังไงก็ไม่ออก เอาวะ แกล้งทำเป็นคุยโทรศัพท์แล้วเดินออกไปหน้าร้านมันดื้อๆยังงั้นเลยและกัน ว่าแล้วก็ทำเป็นคุยโทรศัพท์เดินออกไป แต่ยังไม่ทันจะถึงหน้าร้าน อีตาคนขับรถหลังแว่นเรย์แบนด์สีดำมันยืนจ้องเธออยู่ที่ประตู จะตาเขม็งนะเปล่าไม่รู้เพราะมองไม่เห็นตามัน แต่มันหันหน้ามาทางกระต่ายยืนนิ่งท่าทางเหมือนมือสังหารเลย
กระต่ายเลยต้องถอยกรูดกลับมา แล้วสายตาก็ประสานกับนายเต๋าเข้าอีก เสียงหัวเราะโหะ โหะดังมาอีกแล้ว เธอทำท่าบอกว่ากำลังคุยโทรศัพท์ เดินย้อนกลับไปตั้งหลักใหม่ที่หน้าห้องน้ำ
แล้วเธอก็คิดบางอย่างได้ มีเบอร์โทรศัพท์คนชื่อปอดนี่น่า ถึงไม่อยากจะเจอหน้ายังไง แต่มาดเข้มหุ่นเซอร์ขนาดนั้น คงพอจะข่มอ้ายนักฆ่าหลังเรย์แบนด์ได้บ้างหละ ว่าแล้วเธอก็โทรหานายปอดทันที
"ครับ ผมพอร์ชครับ"
"แหม เรียกชื่อตัวเองซะฝรั่งเลยนะนายปอด"
"อ๋อ อ๋อ คุณกระต่ายเองเหรอครับ แหะ แหะ"
"นี่ๆ ฉันมีเรื่องด่วนให้ช่วย"
"ครับ เรียบร้อยแล้ว ผมรอฝ่ายบัญชีที่ต้องรับเอกสารให้มารับเรียบร้อยแล้ว ให้เขาออกใบรับให้ด้วยนะ คุณกระต่ายจะได้ไม่ต้องวิตก"
"โอ๊ย เด๋วให้ฉันพูดก่อนได้มั้ย เรื่องนั้นน่ะ ขอบคุณก็แล้วกันแต่ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า"
"คุณกระต่ายมีอะไรเหรอครับ"
"ช่วยมารับฉันหน่อยสิ"
"เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ"
"เหอะน่ะ มารับก่อนแล้วกัน"
"ได้ครับ แต่คุณกระต่ายมีรถไม่ใช่เหรอครับ รถเป็นอะไรเหรอครับ"
"โอ๊ย อย่าเพิ่งถามได้มั้ย ช่วยมารับฉันหน่อย"
"ได้ ได้ครับ จะให้ไปรับที่ไหน แต่ผมมีแต่มอเตอร์ไซค์นะ คุณกระต่ายจะนั่งได้เหรอ"
"ว๊ากกกก มารับก่อนได้มั้ย ฉันกำลังจะแย่แล้ว มีอะไรไว้ค่อยพูดกันทีหลัง"
"โอเคครับ จะให้ไปรับที่ไหน"
"คืองี้นะ นายเข้ามาในร้านอาหารแล้วบอกฉันมีธุระด่วน เจ้าคุณพ่อให้รีบกลับบ้าน และต้องไปกับนายเด๋วนี้ นายทำได้มั้ย"
"อืม เอาครับ ยังไงก็ได้ อีก 10 นาทีผมไปถึงนะ"
"ขอบคุณมาก ต้องมาให้ได้นะ ขอร้องงงงงง"
------------------------------------------------------------
"คุณกระต่ายทำไมไม่ค่อยกินเลยละครับ โหะ โหะ โหะ"
เต๋าถามเพราะเห็นเธอกินน้อย ยิ้มน้อย ทำหน้าแหยเป็นส่วนใหญ่ กระต่ายพลิกนาฬิกาข้อมือดู นี่มันปาเข้าไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมนายเต๋ายังมาไม่ถึงซะทีนะ นี่เธอโดนแก้แค้นแล้วแน่เลย กำลังทำท่าจะแย่พลันหันไปเห็นผู้ชายตัวใหญ่ในชุดซาฟารีเดินมาที่โต๊ะที่เธอนั่งอยู่กับนายเต๋า
"คุณหนูครับ เจ้าคุณพ่อมีเรื่องด่วนให้รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้ครับ"
เฮ้ย นี่มันนายปอดนี่นา แต่งตัวมายังกะคนขับรถเลยอ่ะ
"เหอ อาราย นายเป็นใคร"
เต๋ามองหน้านายปอด คนขับรถของนายเต๋าที่ยืนอยู่หน้าร้านรีบเดินเข้ามาประชิด
"อ๋อ นี่คือนายปอดคนขับรถของเจ้าคุณพ่อค่ะ คงมีธุระด่วนจริงๆ กระต่ายขอตัวก่อนนะคะ"
"เรายังกินข้าวกันไม่เสร็จเลยคุณกระต่ายจะรีบไปทำไม"
"เอ๊ะ ก็เจ้าคุณพ่อมีธุระจะพบกระต่าย คุณจะมาห้ามทำไมคะ"
"อย่าเพิ่งไป ก็ผมอยากให้คุณนั่งอยู่ก่อนน่ะ" พูดพลางก็หันไปทางนายปอด
"ไปบอกเจ้าคุณพ่อของคุณกระต่ายว่าเดี๋ยวผมจะไปส่งให้ถึงบันไดบ้าน ไม่ต้องเป็นห่วง”
"คงไม่เหมาะมังครับ ผมได้รับคำสั่งให้เชิญคุณหนูกลับเดี๋ยวนี้เลย"
"ก็คุณกระต่ายยังไม่อยากกลับตอนนี้ ไม่ต้องรีบหรอกน่า ช้าไปสัก 10-20 นาทีคงไม่เป็นไร"
กระต่ายพยักหน้าให้ปอด หยิบกระเป๋าลุกขึ้น
"แต่กระต่ายอยากจะกลับตอนนี้เลยค่ะ ไปเถอะนายปอด"
"คุณทำยังงี้มันไม่ให้เกียรติผมเลยนี่"
เสียงโหะๆๆที่ดูเฉิ่มเบอะ เปลี่ยนเป็นเสียงดังกร้าว นายแว่นเรย์แบนด์เข้าประชิดตัวกระต่ายนายปอดหมุนตัวขวับเข้าไปขวาง นายเรย์แบนด์ทำท่าจะวาดหมัดแต่นายปอดจับแขนไว้ ทั้งคูประลองกำลังด้วยการออกแรงดึงแขนกันพักเดียว นายเรย์แบนด์ถึงกับร้องลั่น แววตาวิงวอนใหปอดปล่อยข้อมือ
"อะไรวะ"
เต๋าถึงกับทำท่าจะลุกขึ้น
แม้แขนข้างหนึ่งจะคว้าข้อมือของนายเรย์แบนด์ไว้ แต่ปอดก็ยังหันกลับมาชี้มือไปที่หน้านายเต๋าเป็นเชิงสำทับไม่ให้ลุกขึ้น
"กลับกันเถอะครับคุณหนู"
กระต่ายเดินนำลิ่วออกไปจากร้านโดยมีนายปอดเดินคุมหลังตามออกไป
"ขอบใจมากนะ ถ้านายไม่มาช่วยฉันแย่แน่เลย"
”ผมว่าเรารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะครับ เดี๋ยวเพื่อนกินข้าวของคุณอาจรู้สึกค้างคาใจแล้วจะวิ่งตามออกมา"
กระต่ายพยักหน้าหมุนตัวมองหามอเตอร์ไซค์ของปอด
"ไหนอ่ะ รถของนาย"
ปอดเดินนำไปที่รถจากัวร์คันเรียวสีตองอ่อน
"คือผมกลัวคุณจะขึ้นมอเตอร์ไซค์ไม่สะดวก พอดีเพื่อนๆเป็นคนขับรถเจ้านาย เจ้านายเขาอายุมากแล้วค่ำๆไม่ค่อยได้ใช้รถเลยขอยืมมารับคุณกลับบ้านน่ะครับ"
"อย่าบอกนะ ว่าเป็นลูกชายมหาเศรษฐีปลอมตัวมา มันมีอยู่แต่ในละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละจ๊ะ"
กระต่ายเดินตามปอดไปที่รถ จะเปิดประตูข้างคนขับ ปอดโบกมือห้ามแล้วเปิดประตูหลังให้กระต่าย
"วันนี้ผมแต่งตัวเป็นคนขับรถ คุณกระต่ายช่วยให้เกียรติผมด้วยการนั่งข้างหลังด้วยเถอะครับ"











 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 20 สิงหาคม 2550 16:21:53 น.
Counter : 227 Pageviews.  


Valentine's Month


 
thaihypn
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add thaihypn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.