Group Blog
 
All Blogs
 

10วิธีบริหารความเหงาเพิ่อพิชิตความสำเร็จ

10วิธีบริหารความเหงาเพิ่อพิชิตความสำเร็จ
เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่งนับถือศาสนา สอง……..
เป็นเพลงปลุกใจสมัยสามสิบสี่สิบปีที่แล้วไม่รู้สมัยนี้ยังมีเพลงนี้ร้องให้เด็กเล็กๆ ตามโรงเรียนได้ฟังอยู่หรือเปล่า

มาเรียนนอก ห่างบ้าน ห่างพ่อห่างแม่ ห่างญาติพี่น้อง ห่างเพื่อน ห่างคนที่เรารัก ห่างอาหารและผลไม้ไทย เช่น กล้วยและห่างละมุดที่คุ้นลิ้น ง้าวเหงา…จะทำตัวยังไงไห้เป็นเด็กดีและเรียนจบไว ๆ ให้พ่อแม่ให้ทุกคนที่เรารักและรักเราภูมิใจ ถ้ามาเรียนด้วยทุนการศึกษาของผู้ปราถนาดี ก็ต้องทำให้เจ้าของทุนภูมิใจ ถ้าเป็นทุนจากชาติบ้านเมืองก็ต้องทำให้ชาติบ้านเมืองก็ต้องทำให้ชาติบ้านเมืองภูมิใจด้วยเงินที่ได้มามาจากประชาชน มาจากต่างประเทศ บางคนได้ทุนมาจากเบื้องสูง ยิ่งต้องทำตัวให้เหมาะสมคุ้มกับทุนที่ได้มา เรียกว่าต้องทำให้คุ้มกับบุญ-คุณข้าวแดงแกงร้อน คุ้มกับเงินภาษีที่ประชาชนส่งมาให้จากชาติบ้านเมืองที่จนแสนจนเพื่อหวังให้เรากลับมาช่วยพัฒนาประเทศชาติให้หายจนกับเขาสักที(ผมเองไม่ได้ใช้ทุนรัฐบาลแต่ก็พยายามช่วยชาติบ้านเมืองอยู่เหมือนกัน)

ห่างบ้านเกิดเมืองนอนมันเหงาสิ้นดี มีภาวะบีบคั้นหลายอย่าง แรก ๆ อาจจะเพลินดีเพราะได้เห็นสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อะไร ๆ ก็น่าสนใจน่าเรียนรู้ไปหมดเหมือนกับการท่องเที่ยวอันยาวนาน นานเข้าก็เซ็งเป็นเหมือนกัน

มาดูวิธีเป็นเด็กดีเพื่อบริหารความเหงา เพื่อพิชิตความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไปซะไกลบ้านไกลช่องกันดีกว่า ส่วนพวกที่คิดว่ามาเพื่อเที่ยวเพื่อชุบตัวเพื่อห่างพ่อห่างแม่และเพื่อทำอะไรไร้สาระบ้าบอก็ไม่รู้ซึ้งไม่ซึ้งและเข้าใจหรือไม่เข้าใจ มาลองปฎิบัติตัวตามบัญญัติสิบปราการของผมกันไหมครับ

หนึ่ง เลือกครบเพื่อนเพราะถ้าโชคดีเจอเพื่อนดี ๆ เก่ง ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อเราทุกทางเลย ตั้งแต่ช่วยเราเขียมเงิน ช่วยเรื่องการเรียน ช่วยป้องกันภยันตราย และสุดท้ายได้เพื่อนรักและเผลอ ๆ ได้แฟนดี ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กเรียนแต่ถ้าเป็นเพื่อนประเภท เด็กเก่งหรือเด็กเกเร จงเลือกคบคนที่ตั้งใจมาเรียน แต่ถ้าเจอเพื่อนประเภท บุคลิกเด็กเรียน ไม่สนใจคนอื่น ไม่เกี่ยวโลกภายนอกก็ค่อยพิจารณากันอีกที เพราะมาเรียนเมืองนอกทั้งที อย่าดูแต่ตำราหนังสือ ถ้าคิดแค่มาเรียนอย่างเดียว ท่อง ๆ มัน ส่ง ๆ ไปแล้วก็เข้าห้องทำข้อสอบให้ได้ ไม่ต้องถ่อสังขารมาไกลขนาดนี้ก็ได้ โปรแกรมภาษาอังกฤษตามศูนย์การค้าที่เมืองไทยมีให้เรียนเยอะแยะ ไปนอกทั้งทีต้องไปรู้ชีวิตของฝรั่งมังค่าด้วย ว่ามันคิดยังไง อยู่กันยังไง บ้านเมืองมันถึงได้เจริญเอา ๆ และเป็นสังคมที่เข้มแข็ง ครอบงำและเป็นผู้นำไปเสียทั้งหมด ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ

ฝรั่งหันมาเรียนรู้เรื่องจิตและพุทธศาสนากันมากขึ้นเขาบอกว่าอีกไม่นานฝรั่งจะเป็นคนมาสอนศาสนาพุทธให้คนเอเซีย เหมือนที่ตอนนี้ฝรั่งฮิตเรียนมวยไทยเดี๋ยวนี้ต่อยกับคนไทยผลัดแพ้ผลัดชนะกันแล้ว สักวันคงจะเสมอ และชนะคนไทยในที่สุด ทำไมก็ไม่รู้ ถ้าอะไรที่ฝรั่งเข้ามาจับเข้ามาทำมัน เด่น มันรุดหน้า มันเก่งกว่าเราแทบทุกเรื่อง นี่เเหละเราถึงต้องเข้าถ้ำเสือ ไปเรียนรู้ว่าเขาทำกันอย่างไง ถ้ามันตั้งใจแล้วเขาเก่งกว่าเราไปทุกเรื่อง อย่างเรื่องหมอ เขานำเข้าหมอไทยไม่ใช่เพราะหมอไทยเก่งกว่าหรอก เป็นเพราะพวกเขาเรียนหมอกันน้อย หรืออย่างวิชาคำนวณ ที่เราเก่งกว่าเขาไม่ใช่เพราะเขาโง่กว่าเรา แต่เพราะเขาไม่สนใจเรียนกัน ถ้าเขาสนใจเรียนกันจริง ๆ เราก็ต้องแพ้เขา เพราะอะไรตรงนี้แหละก็ต้องคบคิดดู การมีเพื่อนฝรั่งจะได้ประโยชน์มาก

เพราะจะได้เรียนรู้แนวคิด ค่านิยม ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ของพวกเขา แต่คนชาติไทยหรือชาติอื่น ๆ ก็ต้องคบด้วยคนไทยคบน้อยหน่อยไม่เป็นไร เพราะกลับมาเมืองไทยก็ยังได้ครบอยู่ดี

อย่าคบคนเหลวไหลเป็นเพื่อน เพราะกลับมาเมืองไทยก็คงมาร่วมก๊วนเหลวไหลกันอีก
สอง พยายามพูดภาษาอังกฤษให้มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทย ก็อีกนั่นแหละ ถ้ามาเรียนหนังสือเมืองนอกจบแล้วกลับเมืองไทยยังเขินพูดภาษาอังกฤษอยู่ ก็อย่าไปเรียนเลยเหมือนเกิดเป็นคนแล้วทำตัวให้เป็นคนไม่ได้ก็เสียชาติเกิด มาเมืองฝรั่งแล้วพูดกับฝรั่งไม่ได้หมายความว่ายังไง?

จงไปในที่ ๆ มีคนต่างชาติเยอะ ๆ มีคนไทยน้อย ๆ แรก ๆ ถ้ายังกลัวก็หาเพื่อนสนิทไปด้วย ตกลงกันให้เข้าใจและต้องรู้ใจกันด้วย ผมเคยเจอวัยรุ่นญี่ปุ่นสองคนมาเรียนภาษาแล้วตั้งใจต่อปริญญาตรีเธอพักหอเดียวกันไปไหนไปด้วยกัน เรียกว่าตัวติดกันเลย แต่ที่น่ารักคือ ทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษด้วยกัน ไม่ยอมพูดภาษาญี่ปุ่นเลย เธอบอกว่าแรก ๆ ก็เขินกันเอง แต่เธอทั้งคู่รู้จุดยืนของตัวเอง รู้ว่าถ่อสังขารมาถึงอเมริกาทำไม จะให้แจ๋นไปคุยกับฝรั่งหรือคนต่างชาติก็รู้สึกลำบาก เธอทั้งสองคนทนไม่พูดภาษาญี่ปุ่นกันอยู่สองเดือนกว่า ก็เริ่มพูดภาษาอังกฤษคล่องขึ้นต้องยกนิ้วให้ความขยันตั้งใจจริงและมีระเบียบวินัย ทั้งคู่อายุสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้นแถมน่ารักใส ๆ ทั้งคู่ คนหนึ่งผอม น่ารักมาก(ผมยังเคยจีบเลยแต่เธอไม่สน) อีกคนอวบอ้วน คนนี้ท่าทางบอกว่าพร้อมให้จีบแต่เราไปเลือกจีบคนผอมซะก่อน สุดท้ายยายอ้วนก็ตกเป็นของไอ้แขกซาอุจนได้ ไอ้แขกก็ชั่วมาก พอได้อี๊บยายอ้วนแล้วก็เอามาป่าวประกาศเสียทั่ว ได้ยินว่าโดนตบไปทีนึง เธอตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเจ็ดย่านน้ำ ต้องหลบหน้าหลบตาผู้คนอยู่พักใหญ่เชียว

มีเวลาว่างให้ไปเที่ยวห้าง เดินตลาด ซื้อของเก่าตามฟีมาร์เก็ต(ตลาดนัด) ซัก ๆ ถาม ๆ เข้าไปเถอะคนมันอยากขายของมันมันก็ต้องตอบคำถามเรา เราฟังไม่รู้เรื่องมันก็พยายามพูดจนเราเข้าใจจนได้ ฝรั่งเนี้ยถ้ามันเห็นทางได้สตางค์มันอดทนกับเราน่าดูเลย เราจะใช้คำพูดแปลก ๆ สแลงใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ครั้งแรกที่ผมไปซื้อของถามมันว่า
“How much?” มันตอบว่า

“Five buck” ผมฟังเป็นไฟว์บาธ ที่แรกก็ยังงงว่ามันรู้ได้ไงว่าเราเป็นคนไทย แถมบอกเป็นเงินบาทอีกต่างหาก แต่ของบ้าอะไรราคา ห้าบาท ของที่ซื้อนั่นเป็นไพ่โป๊กเกอร์รายสวยหนึ่งสำรับ อะไรมันจะแค่ห้าบาท เลยถามมันไปว่า
“You mean five dollars?” มันบอกว่าใช่ถึงได้รู้ว่า บัค buck เป็นคำสแลงที่อเมริกันใช้เรียกเหรียญแทนดอลล่าร์ เหมือนเราเรียกเงินว่าห้าเหรียญทำนองเนี้ย มันหน้าผมไปซื้อของก็ต่อราคากับมันบ้างมันบอกยี่สิบดอลล่าร์เราบอกสิบห้าบัคได้เปล่ามันก็ว่าได้นี่ก็ทำให้เรารู้ว่าเงินเหรียญของฝรั่งก็มีสแลงต่างหาก
หลีกเลี่ยงคนไทยไม่ใช่เพราะเย่อหยิ่ง จองหองแต่วิธีนี้จะเป็นการบังคับตัวเองให้เราต้องพูดภาษาอังกฤษ ถ้าใจกล้าหน่อยก็ไปไหนคนเดียวเลยแหละ วันหนึ่งผมเข้าตัวเมืองบอสตั้น พอดีต้องไปถ่ายเอกสาร ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกเพราะเครื่องถ่ายเอกสารที่นั่นมีแบบหยอดเหรียญถ่ายเอาเองด้วยไม่มีใครถ่ายให้ หยอดเหรียญก็ไม่เป็น แม้แต่ถ่ายเอกสารเองยังทำไม่เป็นเลย ตั้งแต่เกิดมาถ้าไม่ไปถ่ายที่ร้านก็ให้ลูกน้องไปถ่ายให้ ครานี้ต้องถ่ายเอง แถมต้องหยอดเหรียญอีกต่างหากจะหยอดก่อนถ่ายหรือถ่ายก่อนถ่าย หรือจะเอาแบบถ่ายไปหยอดไปก็ยังงงอยู่ ผมใช้วิธิถามฝรั่งที่เดินไปเดินมา บอกมันว่าเพิ่งมาประเทศนี้ยอมรับว่าไม่รู้จริง ๆ มันก็ชี้ ๆ แล้วอธิบายให้ฟัง ฟังออกไม่ออกก็คลำ ๆ ตามมันไปวันหลังก็คล่องเอง คล่องทั้งภาษาและการใช้ชีวิตใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นเป็นประสบการณ์ชีวิต

สาม คิดทุก ๆ วิธีที่จะประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด ข้อนี้ถ้าใครเป็นลูกสุดยอดโคตรอภิมหาเศรษฐีพานทองแท้ก็ข้ามไปได้เลย หรือใครที่มั่นใจว่าเป็นลูกล้างลูกผลาญก็ข้ามไปได้อีกเช่นกัน ไม่ต้องอ่าน พวกที่ยอมรับว่าตัวเองจะเรียนแบบภูมิใจ คือใช้เงินน้อยกว่าแต่เรียนจบเหมือนกันก็ลองอ่านดูหน่อยเป็นไร
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่พัก

ไปถึงอเมริกาไม่ว่าจะพักที่ไหนให้ทำสัญญาเช่าสั้นที่สุด แล้วคอยจ้องหาที่อยู่ใหม่ที่จะประหยัดสตางค์ได้รีบหาเพื่อนเพื่อแชร์ค่าที่อยู่ ที่พักไม่ว่าจะหรูหรือสัปรังเคยังไงอย่างน้อยต้องมีครัว ต้องใกล้ชุมชน และที่เรียน ถ้าพยายามหาแล้วกลับพบว่าที่อยู่เดิมที่ดีที่สุดก็ให้ทำสัญญายาวเลยแล้วต่อรองค่าที่พักให้ถูกลง ถ้าพักกับเพื่อนจงมั่นใจว่ามันจะไม่ย้ายออกกลางคันหรืออย่างน้อยควรบอกเราล่วงหน้าเดือนหรือสองเดือนให้ทันหารูมเมท(ซึ่งหาไม่ยาก)ให้หารูมเมทเป็นคนต่างชาติจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและฝึกภาษาไปด้วย ถือเป็นของชำร่วยในชีวิตติดไม้ติดมือกลับบ้านได้
หลีกเลี่ยงย่านไอ้มึด ที่พูดถึงนี่ไม่ใช่แบ่งแยกผิวหรือหาว่าพวกคนดำเลว แต่เป็นธรรมชาติของคนอเมริกันคนผิวดำเป็นพวกที่ถูกกดดันมาก เคยเป็นทาสกันมาก่อน พอเลิกทาสแล้วก็ยังถูกเหยียดผิวอีกเกือบร้อยปี กลิ่นอายของความคับแค้นยังมีอยู่มาก ถ้ามันแค้นแต่ฝรั่งตาขาวก็ว่าไปอย่างหนึ่งนี่บางคนเป็นอันธพาลระรานไปทั่ว คนพวกนี้เริ่มต้นที่บรรพบุรุษซึ่งไม่มีที่ทำกิน ไม่มีการศึกษา ฉะนั้นก็เป็นคนจนของบ้านเมืองเป็นคนเร่ร่อน เป็นขอทาน หนักเข้าก็เป็นโจร และพวกคนดำมี่จะแข็งแรงและตัวใหญ่มาก บางคนเห็นคนเอเซียตัวเล็ก ๆ ทำมาหากินขยันขันแข็งมันก็เกิดอิจฉาตาร้อน หมั่นไส้ก็มาทำร้ายกันหรืออาจเห็นว่าตัวเล็กกว่าจึงได้ทีข่มเหง ระรานยิ่งเห็นเป็นผู้หญิงใส่สร้อยใส่แหวนนาฬิกาเครื่องประดับ ยิ่งเป็นเหยื่ออันโอชะ

คราวหนึ่งผมยืนเปิดฝากระโปรงรถตัวเองอยู่ย่านชุมชนในเมืองอเล็กซานเดรีย เห็นไอ้มึดเดินมาสองคนก็ทำเป็นกันเองอยากจะทักทาย มันดันทักเรากลับว่า “เอามาให้ข้ายี่สิบเหรียญสิ”ผมเลยได้แต่หัวเราะแหะ ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาดูรถตัวเองต่อไป กะว่าถ้ามันเดินมาหาก็จะวิ่งหนีเหมือนกัน บอกตัวเองว่าคราวหน้าต่อไปจะไม่ทักไม่มองหน้าไอ้มึดแล้ว เพื่อนคนหนึ่งพักอยู่ในย่านโทรม ๆ ในเมืองบอสตั้น ทุกวันจะนั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้านตอนประมาณสามทุ่มลงเดินอีกสิบนาทีจากสถานีก็ถึงบ้าน(ปรากฎว่าเพิ่งรู้ตัวว่าถูกไอ้มึดถูกไอ้มึดลอบสังเกตุก็วันที่โดนจี้นั่นแหละ)แกเดินไปเรื่อยอย่างอารมร์ดีถนนหนทางว่าจะเปลี่ยวก็ไม่ใช่ เพราะนาทีสองนาทีก็จะมีรถวิ่งมาสักคันหนึ่งปรากฎว่าอีกแค่สิบเมตรจะถึงบ้านก็โดนไอ้มึดถีบจนล้ม เสร็จแล้วมันก็วิ่งมาเหยียบหัวแล้วกระชากเอาเป้ไป เพื่อนรีบย้ายบ้านเลยเพราะกลัวมันมากลับกระทืบเอาอีก เพราะในเป้ไม่มีอะไรเลยนอกจากหนังสือเรียน

สี่ ดูแลรายละเอียดชีวิตส่วนตัวให้ดี เพื่อความสะดวกและประหยัด ที่พักที่ดีต้องใกล้ที่ซักเสื้อผ้าหรือไม่ก็มีเครื่องซักเสื้ออยู่ด้วย ไม่ต้องคิดว่าจะซักเองเพราะไม่มีที่ตากถึงมีก็ซักไม่ไหว เพราะเมื่อไหร่ เข้าหน้าหนาวแล้วก็หมดปัญญาซักแน่นอน ถ้าจะเอาน้ำร้อนมาซักก็ไม่คุ้มตังค์ที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าหรือค่าแก๊ส เสื้อผ้าตากเองก็เหม็นอับ แล้วจะไปตากที่ไหน? เดี๋ยวก็หายหมด เขามีเครื่องซักแล้วก็เครื่องปั่นเครื่องอบจนแห้งสนิท เครื่องซักเสื้อซักได้ทุกอย่าง ซักมันเข้าไปเถอะ กางเกงนงกางเกงใน ถุงเท้ารวมถึงรองเท้าผ้าใบก็ซักได้ แยกให้ดีอันไหนเสื้ออันไหนกางเกง เสื้อสีขาวก็แยกให้ดี ใส่มันเข้าไปเถอะ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ฝรั่งมันก็ใส่กันเป็นปรกติอยู่แล้ว ถ้ามันเนี้ยบจะใส่เชิ้ร์ตนุ่งกระโปรงก็ไม่มีใครว่าถ้าไม้ขี้เกียจรีด สมัยผมเรียนอยู่เกือบไม่ได้รีดเสื้อเลย เพราะใส่แต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์

เมื่อในบ้านมีครัวให้ซื้อเครื่องครัวมาได้เลยเอาอย่างดี ๆ หน่อย กะว่าถ้าอยู่สองปีแล้วพังพอดีนั่นแหละสุดยอด ถ้าอยากประหยัดเงินต้องหัดทำกับข้าวกินเองตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เพราะการซื้อเขากิน ไม่ว่าจะไปกินข้างนอกซื้อหรือสั่งมากินวันหนึ่งต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าสิบเหรียญแต่ถ้าเอาเงินสิบเหรียญซื้อกับข้าวมากินเองรับรองว่ากินได้ถึงสามวันถ้าทำไม่เป็นจริง ๆ ก็เริ่มที่บะหมี่ซองนี่แหละ ใส่หมูใส่ผักลงไป บ่อยเข้าก็ทำข้าวผัดข้าวต้ม พอเริ่มมีฝีมือก็ซื้อสปาเก็ตตี้ บะหมี่อบแห้งมาตุนไว้แล้วทำแทนบะหมี่ซอง กินแบบมะหมี่น้ำ บ่อยเข้าก็กินแบบผัดก็ได้ เลยมาหน่อยก็ลองทำต้มยำทำแกงกินดู เครื่องแกงมัสมั่นแกงเขียวหวานเครื่องต้มยำมีขายทั้งแบบกล่องและแบบกระป๋อง ถ้ากลัวไม่อร่อยก็ใส่มันลงไปเยอะ ๆ เหอะ เพราะถ้าใส่เครื่องน้อยเดี๋ยวรสชาติจะออกเหมือนน้ำล้างหม้อต้มยำ อย่างแย่ก็คือรสชาติเข้มข้นไปหน่อยก็ตักน้ำออกเก็บไว้ทำต่อคราวหน้าได้(อย่าเพิ่งใส่พริกน้ำปลาก่อนเป็นใช้ได้)เครื่องของพวกนี้หาซื้อได้จากร้านขายของชำของคนไทย คนลาว คนเขมร เวียดนามหรือคนจีน บางที่ร้านญี่ปุ่นก็อาจมีเหมือนกัน น้ำปงน้ำปลาพริกป่นมีทั้งนั้น บางทีมีเต้าเจี้ยวขายซื้อมาทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่วะเลย ตั้งน้ำต้มไก่ในหม้อ พอสุกแล้วก็เอาน้ำต้มไก่นั่นแหละมาหุงข้าว ซอยพริกหั่นแตงกวาทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ ซึ่งก็มีเต้าเจี้ยวพริกน้ำปลาแค่นี้ก็อร่อยแล้ว ซื้อตั่งฉ่ายกับฟักมาต้มน้ำซุบ ทำหม้อใหญ่ ๆ กินกันสามวันสามคืนเลย(ของที่นี่ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยบูดง่าย ๆ เหมือนบ้านเราเพราะอากาศมันเย็น ๆ

ถ้าผมว่างจัดมาก ๆ ไปเดินร้านคนญี่ปุ่นซื้อสาหร่ายข้าวญี่ปุ่นแล้วก็เสื่อไม้ไผ่มาทดลองทำซูซิกินอร่อยดี มั่ว ๆ เอาทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเก่งเอง พอเริ่มเป็นก็ไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อปลาหมึกยักษ์สด ๆ ปลาแซลมอนสด ๆ ไข่ปลาไข่กุ้งไข่ปูมาทำซูซิฝีมือห่วยยังไงก็ยังกินอร่อยขนาดให้คนญี่ปุ่นมากินมันยังบอกว่าใช้ได้ (ใช้ได้สำหรับคนต่างชาติทำอาหารญี่ปุ่นนะ มันว่างั้น) ก็ยังดีกว่ามันกินแล้วอ้วกกระเดือกไม่ลง ว่างั้นมั้ยละ

ห้า หางานทำ ใครที่มีสกุลสูงร่ำรวยเงินทองอย่าดูถูกว่าไปทำเพื่ออะไรกัน(เพื่อประสบการณ์อีกนั่นแหละ) อะไรที่ไม่เคยทำก็มาทำซะที่เมืองนอกมันดี อย่าหวังงานที่เลิศหรูนัก เพราะไม่ใช่บ้านเมืองเรา แถมพูดจากับฝรั่งก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง(ฝรั่งมันไม่รับเราเข้าทำงานหรอกเพราะผิดกฎหมายและคุณค่าเราในสายตามันก็เหมือนไอ้บ้านนอกเพิ่งกระโดดลงมาจากหลังควาย)

ตอนไปอยู่ใหม่ ๆ เพื่อนผมพาไปเปิดบัญชีเงินฝากที่แบวค์ ผมยังพูดและฟังไม่รู้เรื่องก็ให้เพื่อนมันล่ามให้ เปิดบัญชีเสร็จมันให้ทำบัตรเอทีเอ็มด้วย มันถามเพื่อนผมว่าผมจะใช้บัตรเอทีเอ็มเป็นมั้ย(ดูมันสิ จะว่ามันก็ไม่ได้ถ้ามีคนบ้านนอกมาอยู่บ้านเราเราก็อาจกลัวว่าเดี๋ยวเขาจะเอาน้ำซักโครกมาแปลงฟัน เพราะเราก็ดูเงอะ ๆ งะ ๆ จริง ๆ ) ไปไหนก็ไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ไปซื้อของบางอย่างเขาเรียกอะไรก็ยังไม่รู้ ก็เหลือแต่ร้านอาหารไทยนี่แหละ ที่พึ่งทั้งยามสุขและยามยากของนักเรียนไทย ถ้าได้เข้าทำงานก็ถือว่าประหยัดค่าข้าวอีกต่างหาก จะมื้อเดียว สองมื้อ หรือสามมื้อก็แล้วแต่ความใจดีใจร้ายของเจ้าของร้านมีทั้งใจดีให้สตางค์เยอะ เลี้ยงข้าวทุกมื้อจนถึงพวกปากจัด ด่าเก่ง ดูถูกคนไทยด้วยกันก็มี บางคนร้ายกว่านั้น โก่งค่าแรง วันไหนมาสายตัดเงินไปครึ่งนึง แต่…ทีเราอยู่เลยเวลาร้านเลิกจนเที่ยงคืนตีหนึ่งไม่เคยเพิ่มเงินให้ บางร้านก็หน้ากระดูกหน้าดู บอกว่าเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ ผมฟาดข้าวไปสองจานเดินมาถามเลยว่าวันนี้กินข้าวไปกี่จานแล้ว…บางร้านที่ขายดีจัด ๆ ทำงานจนเกือบตาย สายตัวแทบขาด ติ๊ปได้เพียบ แต่ไร้มิตร ถ้าไม่กลัวเสียสุขภาพจิตก็ทำมันเข้าไป

ผมเคยทำงานร้านอาหารไทยอยู่ 5 แห่ง ร้านแรกชื่อเจ้าพระยา อยู่เมืองโลเวล รัฐนิวแฮมเชอร์ เอาเปรียบลูกจ้างสุด ๆ ร้านที่สองชื่อไจแอนท์ อยู่เมืองนาชัว เจ้าของร้านใจดีแต่หลานชายอันธพาลไปหน่อย ร้านที่สามชื่อคริสตัล อยู่อาลิงตั้นรัฐเวอร์จิเนีย เจ้าของมีด้วยกันสี่คน พี่แอ้ปากจัดมาก แต่ทุกคนน่ารัก โดยเฉพาะพี่ที่คุมเคาน์เตอร์ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)เป็นคนน่ารักมากที่สุด ร้านที่สี่อยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย เจ้าของเป็นเศรษฐีอยู่เมืองไทย ได้ยินว่ายกให้ดาริน กรสกุล ดูแล ตอนนั้นผู้จัดการร้านชื่อวิกเตอร์ เป็นเด็กหนุ่มที่เก่งและน่ารักร้านสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทยคิวซิน ภรรยาเจ้าของร้านเป็นน่ารัก คนในครัวน่ารักกันทุกคน

ร้านอาหารไทยคนในครัวส่วนใหญ่น่ารัก เพราะเป็นพี่ ๆ ป้า ๆ แม่ครัวมาจากเมืองไทย ส่วนใหญ่ใจดีรักเด็ก จะมีกี่นักเรียนไทยด้วยกันนี่แหละ บางทีก็ข่มกันเองบ้าง ดูถูกกันเองบ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีดีอะไรมาข่มมาดูถูกคนไทยด้วยกันเอง ต้องทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ถึงอยู่กับไอ้พวกนี้อย่างเป็นสุข

ค่าแรงราวชั่งโมงละ 5-6 เหรียญขึ้นไป ถ้าได้ต่ำกว่านี้แปลว่าโดนมันโกงค่าแรงเละ พูดง่าย ๆอย่าอย่าใว้ใจคนไทยด้วยกัน เพราะพวกเอาเปรียบทำนาบนหลังนักเรียนก็มี หรือที่ทำนาบนหลังนักเรียนไทยก็มีอีกนั่นแหละ ขนาดผมแก่อายุสามสิบไปแล้วเป็นนักเรียนใหม่ในร้านอาหาร ยังถูกเด็กอายุยี่สิบต้น ๆ มันข่มเอาเลย เผชิญผมมีวิญญาณนักฆ่า วันหนึ่งสบโอกาสนัดกับเพื่อนคนแก่ด้วยกัน เห็นมันเดินเข้าไปหยิบของในห้องเย็นเลยถือโอกาสเดินตามเข้าไปผลักอกกะตื้บมันเลย ให้เพื่อนยืนคุมอยู่หน้าห้องเย็นไม่ให้พวกมันตามเข้ามาช่วย มันเห็นเราเอาจริงเลยขอเจรจาสงบศึก

จงไปทำงานเพื่อหาประสบการณ์เขียมค่าข้าวและเอาเงินมาใช้กินขนม อย่ายอมให้ใครเอาเปรียบ มันจะหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิต ถ้าเรากลับมาเมืองไทยได้ดิบได้ดีมันจะยิ่งคุยใหญ่โตว่าไอ้นั่นตอนทำงานอยู่กับมันตัวงอหงอเหมือนลูกหมา
หก แบ่งเวลาให้ดี จัดน้ำหนักให้กับการเรียนการฝึกภาษาและหาประสบการณ์เรียนหนังสือที่เมืองนอกเขาว่าเรียนหนัก(แต่ผมเฉยๆ)อาจเพราะมาเรียนตอนแก่แล้ว เพราะที่นี้เขาให้เน้นท่องจำซึ่งถูกกับอุปนิสัยของตัวเอง นักเรียนไทยมักจะชินกับการท่องจำ เลยรู้สึกว่ามาเรียนหนังสือที่เมืองนอกนี่เรียนยากอาจารย์ออกข้อสอบถามอะไรก็ไม่รู้บ้า ๆ บอ ๆ นี่แหละ เพราะเราเอาประสบการณ์ที่เคยทำงานมาทำข้อสอบก็เลยไม่รู้สึกยาก การเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเรามาเรียนไม่ได้มาเที่ยว การฝึกภาษาต้องมาเป็นอันดับสองเพราะถ้าไม่คิดจะฝึกภาษาก็โง่เต็มทน ขนเงินมาทิ้งทำไมถ้าจะไม่เอาภาษาฝรั่งกับไปใช้งานและประการต่อมาคือการหาประสบการณ์ เรียนรู้ชีวิตที่เมืองนอกให้มาก เพราะจะหาไม่ได้แน่ ๆ ที่เมืองไทยเป็นการมาเพื่อเปิดโลกทัศน์ ทำให้เรามองโลกทั้งใบได้ชัดเจนโดยเฉพาะนักเรียนไทยที่อเมริกา บอกได้เลยว่าโชคดีที่สุดแล้ว โชคดีกว่าไปเรียนหนังสือในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก เพราะอเมริกาเป็นศูนย์กลางของความเจริญทางวัตถุของโลก ศูนย์กลางของความรู้และวิวัฒนาการของโลกในทุก ๆด้าน อังกฤษ ออสเตรเลียและญี่ปุ่นก็ต้องเดินตามก้นอเมริกันนี่ของแน่ที่สุด

จงลองตรองดูให้ดี จัดเวลาให้ดีจะมีเวลาหาประสบการณ์มากมาย เช่นไปทำงานร้านอาหาร ไปเที่ยวบ้าง ไปรู้จักไวท์เฮาส์บ้างว่าหน้าตาเป็นยังไง มีอะไรในหมู่พิพิธภัณฑ์ในวอชิงตันดีซี มีอะไรในสมิธโซเนียน เมืองสำคัญอย่างแอลเอ บอสตั้น ซิคาโก้ นิวยอร์คเมืองท่าของโลกเป็นยังไง ใหญ่โตและสับสนวุ่นวาย ขนาดไหน ต้องไปเห็นไปรู้จัก ระบบทางด่วน ทางหลวงระหว่างรัฐ รถไฟใต้ดินบนฟ้า สายการบิน หรือแม้แต่ชายหาด เที่ยวป่าเที่ยวเขา ฝรั่งมันเที่ยว ยังไงอยู่ยังไง อนุรักษ์ยังไง รถบรรทุกของมันมีครัวอยู่ในนั้นด้วย มีที่นอนอีกต่างหาก รถแบบอาร์วีเป็นยังไง (รถปิกนิกแบบมีเตียงมีครัวในตัว) ซื้อข้าวซื้อของทำยังไง ซื้อผ่านโทรศัพท์ซื้อผ่านอินเตอร์เน็ท ลองศึกษาดูให้หมด เป็นประสบการณ์ทั้งนั้นมีประโยชน์ในทุกมุมสำหรับคนที่ไปเรียนในทุกสาขา ไม่ว่าการศึกษา การตลาด ศิลป วิศวะ ฯลฯ อย่างน้อยก็ภายในห้าสิบปีนี้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาจะระบาดไปทุกส่วนของโลก อเมริกาต้องเป็นผู้นำต่อไปอีกนาน แม้แต่ฝรั่งด้วยกันอย่างยุโรปก็ยังใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะตามอเมริกาทันญี่ปุ่นที่ดูเหมือนเก่งที่เขาเข้าใจว่าเขารู้เท่าทันอเมริกันแต่ก็เป็นการพัฒนาแบบตามก้นอเมริกันอยู่ดี ตลาดสำคัญในโลกสินค้าของญี่ปุ่นที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญมั่งคั่งจริงๆแล้วก็คืออเมริกัน(ไม่ใช่ยุโรปไม่ใช่เอเซียหรือเมืองไทย)ในโลกนี้คนที่กระเป๋าหนักซื้อรถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อคอมพิวเตอร์ ก็ยังเป็นอเมริกันคนพิวเตอร์คนไทยซื้อต้องเอายอดซื้อเป็นเวลายี่สิบปีมารวมกันถึงจะเท่ากับมันซื้อแค่ปีเดียว ไม่นับรวมรถเบ็นซ์และของหรูปัญญาอ่อนที่ยอดซื้อคนไทยสูงกว่าของมัน(เพราะเป็นเรื่องไม่น่าภูมิใจเลย)ฝรั่งมันก็ชมเราไปงั้นเองเพราะมันเป็นคนขายใครจะมาด่าลูกค้าซึ่ง ๆ หน้าว่าปัญญาอ่อน งี่เง่า จนก็จนแล้วไม่เจียมบอดี้โง่ก็โง่แล้วยังทำเป็นซื้อของแพงมาใช้จงมาเรียนรู้อย่างเท่าทันไม่ใช่มาเรียนเพื่อเป็นทาสมัน

เจ็ด ทำความเข้าใจกับวิชาที่จะเรียนให้ดีอย่าเอานิสัยการเรียนแบบเมืองไทยมาใช้ ต้องรู้วัตถุประสงค์ของวิชาที่เรียนให้ชัดเจน เพราะฝรั่งมันไม่ง้อ ไม่เห็นใจและไม่เข้าใจคนไทยผมเคยเจ๊กอักมาแล้วเพราะไม่ยอมทำความเข้าใจเสียก่อนและเอานิสัยไทย ๆ มาเรียนหนังสือ

มีอยู่วิชาหนึ่งหวานหมูมากคือวิชาพฤติกรรมมนุษย์ตอนอยู่เมืองไทยทำงานด้านการพนักงานมาตั้งหกเจ็ดปี ถามอะไรก็ตอบได้ทั้งนั้น ทำข้อสอบได้เอบวก ทำรายงานได้เอบวกเข้าเรียนทุกชั่งโมง แต่ผลออกมาได้เอลบ(เคืองอาจารย์จนเดี๋ยวนี้เลย)แต่ก็หาเรื่องเคืองไปอย่างนั้นเอง ที่จริงต้องโทษตัวเองพอผลสอบออกมาซึ่งเรากะว่าจะได้เอบวกดันได้เอลบ ผมก็อีเมล์ไปถามอาจารย์ อาจารย์เขาตอบกลับมาว่า
“ก็แกไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการเรียน”

เราก็ถามกลับไปว่าไม่ร่วมมือหมายความว่าไงมันตอบว่า “ก็อยู่ในชั้นเรียนไม่ค่อยได้ตอบคำถามเลยเวลาถาม” ผมก็ตอบกลับไปว่าผมก็ตอบทุกทีเวลาที่ผมถูกถามไม่ใช่เหรอ อาจารย์ตอบกลับมาว่า “คนที่อั้วชี้ให้ตอบนั่นแหละแปลว่ามีปัญหาแล้ว อยู่ในห้องเรียนต้องถามต้องตอบเอง ไม่ใช่รอให้ชี้ อั้วเห็นลื้อนั่งยิ้มอย่างเดียวอั้วเลยต้องชี้ให้ตอบ ถ้าลื้อไม่ตอบอั้วจะให้ลื้อบีซะด้วยซ้ำ”

อีกวิชานึง ทั้งห้องเรียนมีแต่ฝรั่ง ดันมีไอ้แขกอินเดียอีกคนหนึ่งที่เป็นคนต่างชาติ วิชานี้เน้นที่แสดงความคิดเห็นในห้องเรียน ไอ้แขกมันพูดฝรั่งน้ำไหลไฟดับ เราคนไทยฟังมันพูดรู้เรื่องก็บุญโขแล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนไปพูดแข่งกับมัน ขนาดมันแขกมันยังพูดซะฝรั่งฟังหลับ (วิชานี้เกือบโดนตก) ผมเข้าเรียนกับนักเรียนไทยอีก 3 คน สองคนต้องถอนตัวไปเลย เพราะพอสอบกลางภาคอาจารย์บอกสองคนนั้นว่าอย่าเรียนต่อเลย ไม่รุ่งหรอก ส่วนไอ้แขกก็ได้เอบวกตามแผนของมัน ผมกับรุ่นน้องอีกคนเขียนข้อสอบพออ่านรู้เรื่องมันให้คะแนนบีลบ (สำหรับปริญญาโทได้บีลบถือว่าสอบตก) ต้องไปอ้อนวอนมันแถมลำเลิกอีกต่างหากหากว่าเราคนไทยจะพูดให้ลิงหลับอย่างไอ้แขกนั่นมันจะเป็นไปได้ไงที่เขียนข้อสอบได้นี่ก็แสดงว่าฟังรู้เรื่องติดตามทันและแสดงความเห็นได้เป็นภาษาเขียนก็แสดงศักยภาพว่าเรียนรู้เรื่องแล้ว (โชคดีมันยอมเข้าใจ) ไม่งั้นต้องเรียนต่ออีกปีนึง

อาจารย์บางคนก็เหลือเกิน เผอิญผมมาเรียนฝั่งตะวันออก และมาเรียนในดินแดนที่จะฟะรั่งฟะหรั่งมีอาจารย์อยู่คนนึง ทุกชั่วโมงมันจะเอาอาจารย์ต่างชาติมาแขวะ วิชานั้นมีคนต่างชาติสามคน มีแขกปากีคนนึง มีผมกับสาวนักเรียนไทยอีก ปรกติคนไทยจะไม่ชอบออกมาเรียนห่างเพื่อนนักหรอก เพราะกลัวพูดฝรั่งแล้วตกม้าตายคนที่กล้าปลีกตัวออกมาแสดงว่าหนึ่งในตองอูเหมือนกัน มันชมพวกผมว่าพูดภาษาคนพอรู้เรื่อง แต่ไอ้นักเรียนต่างชาติคนอื่นที่มันไปสอนชั่วโมงอื่นนี่มันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเลย เวลาสอนก็นั่งยิ้มอย่างเดียว เวลาถามก็นั่งบื้อ เวลาสอบก็ตอบไม่ได้ คนต่างชาติพวกนี้มันปัญญาอ่อนจริง ๆมันชมเราแต่ด่าคนไทยที่เหลือ ใครจะนั่งตูดติดเก้าอี้ได้ละครับอยากจะด่ามันแต่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาด่า ก็ต้องก้มหน้าก้มตาให้มันด่าต่อไป

มาถึงวิชาโฆษณา ผมได้รู้บทเรียนของการนั่งบื้อแล้วมาถึงวิชานี้แล้วเลยขอพูดขอถามขอแสดงออกบ้าง ปรากฎว่าโดนนักเรียนไทยด้วยกัยแซว (มันถามว่ากลัวไม่ได้เอหรือไง) เราจะตอบกลับไปว่า ใช่ซิวะ วิชานี้ต้องทำโปรเจ็คใหญ่น้อง ๆวิทยานิพนธ์เลยทีเดียว คือทำแผนโฆษณาจำลอง ขึ้นมา ต้องนำเสนอตั่งแต่ร่างเป็นกระดาษจนถึงขั้นผลิตสื่อเลยทีเดียวด้วยความเอาถ่านและต้องการไอเดียในการทำงานจริง ๆเราจับกลุ่มกับคนต่างชาติด้วยกัน เผอิญไม่มีฝรั่งคนไหนมันอยากจะจับกลุ่มกับคนเอเซีย ผมอยู่กับน้องคนไทยไต้หวันแล้วก็อินโดอีกคนหลังขดหลังแข็งทำกันจนสุดฝีมือเลย นำเสนอเสร็จแล้วฝรั่งมันก็ตบมือให้ว่าเยี่ยมความรู้สึกนี้มันแว้บในสมองเลยว่าต้องทำอย่างนี้สิฝรั่งมันจะได้นับถือไม่ดูถูกเอา ในขณะที่น้องคนไทยอีกกลุ่มนำเสนอแผนโฆษณาโง่ ๆแถมไม่มีใครกล้าออกมาพรีเซ็นท์โดนครูฝรั่งมันด่าว่าไอ้ไก่อ่อน “You guys all chicken”ฟังแล้วเจ็บปวดแทนกันจริง ๆ ก็เมืองไทยเราฝึกให้นักเรียนนั่งซื้อบื้ออยู่หลังห้อง ครูอ้าปากยัดอะไรเข้าสมองก๋ไอ้นั่นแหละมาเขียนคำตอบ ส่ง ๆ มันไปเดี๋ยวก็เรียนจบ พอมาเรียนกับฝรั่งมันบอกหนังสือหนังหาไม่ต้องท่องหรอก มานั่งฟังในห้องแล้วออกไปอ่านกันเอาเอง ถึงเวลาให้ทำรายงาน ข้าไม่ถามหรอกว่าแผนการตลาดมีกี่ข้อ เอ็งไปคิดมาทั้งโปรเจ็คเลยว่าถ้าเอ็งเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาเอ็งจะเสนออะไรให้บริษัท เจอแบบนี้นักเรียนไทยก็ได้แต่นั่งบื้อให้ฝรั่งมันด่า

แปด บังคับใจตัวเองให้ได้ สาว ๆ บังคับตัวเองอย่าให้เขาอึ๊บเอา เพราะการโดนอึ๊บคราวนี้อาจไม่ได้เกิดจากความรักของผู้ชาย อาจเป็นแค่โอกาสเหมาะแค่ความเหงาแต่ถ้าถือว่าเธอก็ได้ฉันก็ได้ (เจ๊ากันไป) ก็ตามใจ ยืนยันได้แม่นมั่นครึ่งหนึ่งของหญิงไทยที่ยังไม่เคยเสียตัวมาโดนอึ๊บที่เมืองนอกทั้งนั้น มันหลายอย่างน่ะ เหงาก็เหงาหนาวก็หนาว อึ๊บกันให้อุ่น ๆ จะเป็นไรไปก็พกถุงยงถุงยางใว้แล้วกัน อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องตกลูกเอาตอนเรียน บางคนบอกว่าก็ดีเหมือนกันออกลูกที่อเมริกา ลูกได้เป็นซิติเซ่น พ่อแม่ได้พึ่งใบบุญอีกต่างหาก ผมเคยเจอผัวเมียคนไทยคู่นึง (เป็นข้าราชการลามาเรียน)ทั้งคู่ตั้งใจมาเอากันที่เมืองนอกอย่างเป็นทางการเลยที่เดียว กระโดดลงจากเครื่องบินได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำพันธ์กันทันทีกะว่าจะไม่ให้เกินสิบเดือนออกลูกให้ได้ จะได้อาศัยใบบุญลูกอยู่ทำมาหากินที่อเมริกันไปเลย ถ้าในแง่ส่วนตัวก็ตามใจเขา แต่ในแง่ประเทศชาติ เราก็สุญเสียทรัพยากรผู้ไม่รักชาติไปอีกสองคน

ส่วนผู้ชายก็ต้องบังคับตัวเองที่จะไม่มั่วเพราะมันมีจริง ๆ ยาอี ยาเค แคร๊กด์โคเคน (cracked cocain) ไปหมกอยู่ในเธคในผับ ในร้านคาราโอเกะคนไทย เลี้ยงเหล้าสาว ๆ แล้วก็พากันไปอึ๊บ หลงระเริงกับความอิสระ ไร้คนคอยบังคับควบคุม นักเรียนไทยจำนวนมากมีโอกาสเรียนจบแต่ไม่ยอมขอตุหรัดตุเหร่อยู่อเมริกาต่อไปให้นาน ๆ ทำงานส่งข้าวเสิร์ฟอาหาร ไปวัน ๆ จะได้ไม่ต้องรีบกลับเมืองไทย ถ้าคนไหนเป็นประเภทพ่อแม่รวยแต่บ้านแตกสาแหรกขาดก็รู้สึกมีความสุขดี เพราะกลับมาเมืองไทยก็พบแต่ความว่างเปล่า แต่คนไหนที่พ่อแม่รอคอยร้องไห้เรียกหาน้ำตาแทบเป็นสายเลือดก็ต้องนอนคอยลูกเต้ากันต่อไป

ไปเที่ยวไปได้ถ้าคิดว่าควบคุมตัวเองได้ ไปพอหอมปากหอมคอ ผมไปเรียนเอาตอนแก่แล้ว (ไปเที่ยวไหนก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต) ไปเที่ยวบาร์โป๊เมืองฝรั่ง ดูสาว ๆ แก้ผ้าขึ้นไปปล้ำกันบนเวทีชะโลมครีมโกนหนวดก็มันสะแด่วดีหรือไปดูเขาแก้ผ้าเต้นอะโกโก้ก็มันส์ไม่เบาคิดว่าน่าจะมีอยู่ทุกรัฐที่วอชิงตันดีซีย่านจอร์จทาวน์ก็มีเด็ด ๆ อยู่เมืองนาชัวรัฐนิวแฮมเชียร์ก็แจ๋ว เมืองโปรวิเด๊นซ์รัฐโรดไอแลนด์ยิ่งแจ่มบางร้านแก้หมดตาดูแต่มือห้ามแตะ (เอามือแตะเมื่อไหร่ฝรั่งใหญ่ตัวใหญ่ยักษ์ยังกะนักมวยปล้ำจะมาหิ้วปลีกโยนออกจากร้านทันที)

ผมชอบร้านที่แตะได้มากที่สุด เพราะมันถึงอกถึงใจกว่า แต่ไอ้ประเภทแตะได้นี่เขาไม่โชว์จิ๋ม และมือห้ามโดนกางเกงในด้วย (มือโดนเมื่อไหร่ก็โดนหิ้วปลีกเหมือนกัน) โอ๊ยไม่ต้องจับถึงจิ๋มหรอก แตะนมลูบหน้าได้ก็มีความสุขแล้ว เคยหิ้วกล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย มันเดินเข้ามาถามก็ตกใจคิดว่าจะยึดกล้อง เปล่าหรอกมันบอกว่าไม่ต้องถ่ายเองให้เสียเวลา มันมีบริการถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์เก็บตังค์อีกต่างหาก บริการถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณดีจริง ๆ

หนังสือโป๊ประเภทถอดสิ้นปลิ้นไอ้นั่นก็หายห่วง มีวางขายตามร้านหนังสือทุกร้าน ไปเติมน้ำมันก็ยังมีขาย ร้านของใช้ทางเพศไม่ต้องห่วง มีกันเป็นย่าน ๆ ทั้งยางทั้งพลาสติกมีทั้งใส่ถ่านดิ้นได้ร้องไห้ไดเยอะแยะไปหมด ของพวกนี้มันมากเหลือเกิน เปิดสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองหาคำว่าเอสคอร์ตละก็มีบริการทั้งกลางวันกลางคืน มีทั้งผมทอง สแปนิช อีมืด หรือผมดำคนเชียก็มี ฉะนั้นจงระวังให้จงหนัก A-I-D-S!

เก้า รักษาระดับคะแนนให้ดีอย่าให้ตก ปริญญาตรีจะต่อโทรได้ต้องมีเกรดสองจุดห้าขึ้น ปริญญาโทจะต่อเอกต้องมีเกรดสามจุดห้า พยายามทำเกรดให้ได้สามขึ้นไปเพื่อว่ามีโอกาสจะเรียนต่อ ที่ ๆ เราไปเรียนบางที่มีทุนให้หรือไปถูกชะตาอาจารย์บางคนเข้า เขาให้มาช่วยสอนนักศึกษาปริญญาตรีมีโอกาสทำงานดีและเรียนปริญญาเอกต่อ เป็นโชคและความสามารถที่ต้องไขว่คว้า เพราะการเรียนปริญญาเอกอย่างเร็วสุดต้องใช้เวลาเรียนสามปีโดยเฉลี่ยเรียนกันห้าถึงหกปีถ้าโครตเหง้าเหล่ากอมีสมบัติมหาศาลก็ต้องใช้เงินอีกหลายล้านกว่าจะเรียนจบเอก (บวกกับเวลาที่สูญเสียไปเกือบทั้งชีวิตในวัยหนุ่มวัยสาว จะตีเป็นเงินไหวมั้ยนี่) ถ้าเอาทุนประเทศชาติมาก็ต้องเรียนให้คุ้มที่สุด เงินทองที่ให้มาเรียนต้องระลึกไว้ในสำนึกว่าชาวนาจน ๆ คนกวาดถนนอีกตั้งมากมายมีส่วนเป็นเจ้าของเงินก้อนนี้ จะใช้หนี้กันอย่างไงก็ลองคิดดู

สิบ เป็นตัวแทนประเทศชาติอย่าให้คนต่างชาติหรือฝรั่งมันดูแคลนเอา ทำตัวให้มีวัฒนะและอารยธรรมอยู่ในห้องเรียนให้ถามไม่ถาม แต่นั่งคุยกันชุ้งชิ้ง พอออกนอกห้องบอกกูเรียนไม่รู้เรื่อง นี่ถือว่าทำลายชาติ…ลากรองเท้าแตะไปเรียน ลอกกันเละ พอสอบเสร็จออกมายืนหน้าห้องร้องกรี๊ด ๆ ถือว่าไร้อารยธรรมถ้าคิดว่าเอาเวลามาเที่ยว ๆ เล่น สำมะเรเทเมาอยู่อย่างไร้ค่าไปวัน ๆ ถือว่าเสียชาติเกิด
กลับมาเมืองไทยก็ถือว่ามีขยะนำเข้าอีกหนึ่งชิ้นเท่านั้นเอง แถมเป็นขยะมลพิษอีกต่างหาก







 

Create Date : 22 สิงหาคม 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2550 20:07:52 น.
Counter : 333 Pageviews.  


thaihypn
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add thaihypn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.