Group Blog
 
All Blogs
 

ครอบครัวจิตป่วน

ครอบครัวจิตป่วน

ประมาณ 1 ปีที่แล้ว คุณแม่วัย 59 คนหนึ่งขี่คอลูกชายมาพบผม ซึ่งมาพร้อมลูกสาวอีกคนหนึ่ง ลูกชายฝากแม่ไว้ด้านนอกห้อง แล้วเข้ามาเล่าให้ผมฟังว่า
คุณแม่ไม่ได้กินอาหารและดื่มน้ำมา 3 วัน ก่อนหน้านี้ก็เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ แต่ไม่เคยเห็นเป็นมากขนาดนี้ ประวัติของคุณแม่ก็คือ เคยผ่าตัดมะเร็งลำไส้มาแล้ว 2 ครั้ง

ผมได้ฟังแล้วก็บอกว่า
“สงสัยจะเป็นเพราะความเครียดหรือเปล่า”
ลูกชายมองหน้าผม แล้วบอกว่า
“ครับ คุณแม่กับคุณพ่อมีปัญหากัน ตั้งแต่พวกผมพี่น้องเกิดมาจำความได้ ไม่เคยเห็นทั้ง 2 คนพูดกันดี ๆ เป็นเรื่องเป็นราวเกินกว่านาทีสองนาที” แกหยุดกลืนน้ำลายทีหนึ่ง

“คุณแม่ก็น้อยใจ ไม่ค่อยกินข้าว ไม่ยอมพูดจา” แกหยุดกลืนน้ำลายอีกที
“ที่ผ่ามะเร็งลำไส้ 2 ครั้ง พวกผมก็คิดว่าเพราะความเครียด คุณแม่จะเป็นอย่างนี้บ่อย หลัง ๆ หนักขึ้นเรื่อย ๆ วันไหนทะเลาะกับคุณพ่อก็จะแววตาสีหน้าไม่ดี และกินได้น้อย”

ผมผงกศีรษะรับทราบเรื่องราว
“หนสุดท้ายนี้ไม่ยอมกินไม่ยอมดื่ม ที่โรงพยาบาลแนะนำว่าควรไปพบจิตแพทย์ แต่พวกเราเคยพาไปพบบ่อยแล้ว แต่ไม่ได้ช่วยอะไรได้ เพราะมีแต่ได้รับยามา คุณแม่ก็ไม่ยอมกินยาเลยเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพาไปอีก เลยคิดว่าจะพามาพบอาจารย์ สะกดจิตให้แก่ดื่มน้ำกินข้าวจะดีกว่า”
ตอนนี้แววตาของแกมีน้ำคลอ

ผมได้ฟังก็บอกให้เริ่มกันเลย เราเชิญคุณแม่เข้ามาแล้วให้ลูก ๆ ออกไป
ผมถามคุณแม่ว่าอยากจะเล่าอะไรให้ฟังหรือเปล่า เธอก็ยกมือไหว้ผมประหลกประหลก บอว่ากินไม่ได้มา 2 – 3 วันแล้ว ช่วยหน่อยเถอะ
ผมจึงถามเธอว่า
“ไม่ใช่ไม่อยากกินเองหรอกหรือครับ”

เธอบอกว่า
“ไม่ใช่ไม่อยากกินเอง มันกินไม่ลง”พูดแล้วเธอก็ร้องไห้
ผมจึงสะกดจิตเธอ เสร็จแล้วเธอก็ลืมตาขึ้นก็บอกคอแห้ง ขอน้ำดื่ม
ผมก็ให้คนเอาน้ำมาให้ครึ่งแก้ว ช่วยประคองให้เธอดื่ม
ดื่มไปได้ 2 - 3 อึกเธอก็อาเจียนออกมา
“คงเป็นเพราะไม่มีอะไรลงท้องมาหลายวัน”
ผมบอกลูก ๆ หลังจากพวกเราช่วยกันเช็ดอาเจียนนั้น
“พอกลับถึงบ้านแล้วคุณแม่ก็จะร้องขอกินข้าวเอง”

ผมบอกกับลูก ๆ พวกเขาก็พาแม่ขึ้นหลังขี่กลับออกมา
วันรุ่งขึ้นผมได้ยินจากพนักงานว่า บ้านนี้โทรศัพท์มานัดเวลาเพื่อพบผมอีกใน 3 – 4 วันข้างหน้า
“คงได้ผล” ผมนึกในใจ

พอวันรุ่งขึ้นจะถึงวันที่นัด ก็ได้ยินจากพนักงานว่า บ้านนี้เขาขอเลื่อนนัดไปก่อน เพราะคุณแม่เข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว แต่คราวนี้เขาฝากเด็กมาบอกผมว่า
“ช่วยบอกอาจารย์ด้วยนะ ว่าที่เลื่อนนัดไม่ใช่เพราะไม่ได้ผล แต่ได้ผลดีมาก วันแรกที่กลับไปถึงบ้าน คุณแม่ยอมกินข้าวจริง ๆ แล้วก็ดูสดชื่นขึ้นมาก พูดคุยสนุกสนานกับลูก ๆ ได้ จนทุกคนแปลกใจ...

เป็นอย่างนี้ได้ 2 วัน พวกเรามีความสุขมาก แต่พอคุณพ่อ ซึ่งไปเที่ยวต่างประเทศกลับมา (เพราะไม่มีเยื่อใยต่อกันแล้ว) เข้ามาถึงก็ไม่ยอมพูดคุยหรือถามอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจากคุณแม่เลย เดินผ่านกันไปเฉย ๆ เหมือนไม่เห็น คุณแม่ก็อาการทรุดอีก ไม่ยอมกินไม่ยอมดื่ม หนักกว่านั้น ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนอีกด้วย เลยต้องรีบพาคุณแม่เข้าโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ เพราะตอนนี้มีอาการช็อกแล้ว อาการดีเมื่อไหร่จะรีบพามาหาอาจารย์โดยไว”

ผมได้ฟังก็นึกแต่เอาใจช่วย น่าเสียดายที่อีก 3 วันต่อมา พนักงานของผมบอกว่า บ้านนี้โทรศัพท์มาบอกว่า “คุณแม่เสียแล้ว” ผมฝากพวงหรีดไปเพื่อไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ถือว่าเคยเป็นสมาชิกของชมรมฯกันมาก่อน
เรื่องควรจะจบเท่านี้ ผมได้แต่เสียใจและเสียดาย ที่มีโอกาสพบกันช้าเกินไป ถ้าคุณแม่มีโอกาสมาพบผมเร็วกว่านี้ หรือคุณลูกรู้จักผมเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย เราอาจแก้ปัญหานี้ได้ และไม่ได้ยินข่าวร้าย หรือจริงๆแล้วเขาอาจไม่ประทับใจผมก็ได้ แต่เมื่อเรื่องล่วงเลยมาอย่างนี้แล้ว ไหนๆก็ไหนๆ อาจให้ข้อมูลกับผมอีกมุมหนึ่งเพื่อให้เรื่องมันจบๆไป

แต่อีกประมาณ 1 ปี ลูกสาวของเธอ ลูกสาวของคุณแม่ที่เครียดและไม่ยอมกินอะไรเลยจนต้องเสียชิวิตไปนั่นแหละครับมาพบผม เธอชื่อริน บอกว่าเครียด
“พื้นฐานทางอารมณ์ของทุกคนคงเครียดกันหมดแหละอาจารย์ เพราะคุณพ่อเป็นคนชอบตะคอกตะหวาด และเอาแต่ใจ...” (พูดถึงตรงนี้เธอก็หยุดพูดไปเฉย ๆ เหมือนพยายามข่มใจ ระงับความโกรธความไม่พอใจพ่อของตัวเอง)
“หนูก็รู้ตัวว่าตัวเองเครียดมากขึ้นทุกวัน เดือนก่อนเครียดถึงขนาดเอามือต่อยกระจกแตก ต้องทำแผลอยู่เกือบเดือน”

เธอพูด พลางยื่นมือที่มีร่องรอยแนวยาวของการบาดจากของมีคมให้ดู
“เรื่องของพ่อที่ทำกับแม่ก็อย่างนึง ก็พยายามลืมนะ ไหน ๆ คนก็ตายไปแล้ว แต่ยังไงความรู้สึกอภัยมันยังไม่เกิด เหมือนยังต้องบังคับไงไม่รู้” ตอนนี้น้ำตาของเธอคลอเบ้า

“คนที่บ้านพี่น้องก็เป็นกันประมาณนี้แหละ คนอื่นจะแก้ปัญหากันยังไงบ้างหนูก็ไม่เคยไปถาม รู้แต่ของตัวเองว่า ไปโรงพยาบาลก็ได้ยามากิน พอเบื่อยาก็นึกได้ว่าเคยพาแม่มาพบอาจารย์ แล้วก็เห็นอะไรแปลก ๆ กลับไป แม่ดูสดชื่นแจ่มใส อยากกินอยากดื่ม ดูมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่าทันทีหลังจากมาพบอาจารย์ในวันนั้น เลยคิดว่าควรจะมาพบอาจารย์บ้าง เพราะเบื่อกินยาเหลือเกิน”
ผมสะกดจิตเธอแล้ว แนะนำซีดีให้เอากลับไปฟังที่บ้าน อีกสัปดาห์หนึ่งเธอก็มา แล้วถามว่า
“คนปกติเขาเป็นกันอย่างนี้เหรอ”
ผมถามว่าเป็นยังไงคือเป็นอย่างนี้ เธอบอกว่า
“สมองว่าง ๆ ใจโล่ง ๆ น่ะอาจารย์ 2-3 วันนี้มันเป็นน่ะ แล้วแปลกใจมาก เพราะไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย อย่างน้อยก็ตั้งแต่จำความได้”

ผมฟังแล้วถึงกับอึ้ง อะไรเธอจะมีความทุกข์ความเศร้ามากมายขนาดนี้เลยหรือ หน้าตาท่าทางและธุรกิจที่บ้านของเธอบอกให้รู้ว่ามีอันจะกินทีเดียว เป็นเรื่องจริงเชียวนะนี่ ที่เงินองที่มีอยู่ไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดว่าใครจะมีความสุขมากน้อยแค่ไหน
หนนี้ผมแนะนำการสะกดจิตตัวเองกับเธอ เธอเรียนรู้เป็นอย่างดีและกลับไป พร้อมนัดมาพบผมอีกในสัปดาห์ต่อมา เธอกลับมาอีกแล้วบอกว่า
“เพลินดีเนอะ ไม่รู้ว่าทำใจให้ว่างเขาก็ทำกันได้ด้วย หนูรู้สึกตัวเลยว่าเดี๋ยวนี้โกรธยากขึ้น และถ้ามีเรื่องโกรธเรื่องโมโหวันไหน คืนนั้นก็จะนอนไม่หลับ แต่เดี๋ยวนี้หลับทุกคืน”

“หมายถึงยังไงหลับทุกคืน เมื่อก่อนไม่หลับเหรอ”
“โอ้ย อาทิตย์นึงจะมาหลับสักวันสองวันก็เก่งแล้วอาจารย์ มันมีแต่เรื่องนั้นเรื่องนี้วนเวียนในสมองทั้งคืน ตื่นมาก็ทั้งมึน ทั้งเพลีย ทั้งปวดหัว แต่ 2 – 3 สัปดาห์นี้ มีแค่ 2-3 คืนที่นอนไม่หลับ เป็นเพราะอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากอาจารย์นี่แหละ เพราะหนูลองวิธีแก้มาเยอะจนจำไม่ได้แล้วว่าทำมากี่วิธี แต่มันเยอะมาก และไม่เคยได้ผลตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

ผมยิ้มให้ เธอบอกว่าตอนนี้เธอเลิกเถียงพ่อแล้ว เมื่อก่อนเวลามีปัญหากับพ่อ จะทะเลาะเอ็ดตะโรกัน คุณพ่อทำท่าจะตบ เธอก็ตั้งการ์ดสู้ เรียกว่าคุณพ่อกับลูกสาวคู่นี้ไม่ยอมกันเลยแหละ และจบลงด้วยเธออาจโดนตบสักที หรือเธอหลบหลีกได้ แต่ก็ต้องไปแค้นไปเจ็บใจและอารมณ์เสียค้างในสมองอีกหลายวันหลายคืน
“เวลาพ่อพูดไม่ถูกหูก็เดินหนีอย่างเดียว” เธอพูดยิ้มๆ

“เมื่อก่อนจะทนไม่ได้เลย ต้องปะทะคารมกันจนกว่าจะมีคนมาแยก หรือไม่ก็จนกว่าเราจะเจ็บตัว หรือพ่อเห็นว่าเราสู้” ตอนนี้รอยยิ้มมีน้ำตาคลอ
จากวันนั้นเธอมาพบผมอีก 2-3 ครั้ง ผมสังเกตว่าเธอมีสีหน้าแววตาสดชื่นขึ้นทุกวัน จนครั้งสุดท้ายที่มา เธอบอกว่า
”หลับดีทุกคืนเลย ตอนนี้ใจนิ่งๆ รู้สึกไม่ค่อยโกรธ พ่อพูดอะไรก็ทำหูทวนลม ไม่เดินหนี แต่ก็ไม่อารมณ์พุ่งปรี๊ดเหมือนเมื่อก่อน พ่อบ่นๆด่าๆเห็นเราไม่โต้ตอบก็เงียบแล้วเดินหนีไปเอง ดีไปอีกแบบเนอะ”

“ดีแล้ว แปลว่าคุณหายแล้ว ปฏิบัติอย่างที่ผมแนะนำอยู่เรื่อยๆ ช่วงไหนคิดว่าเราเปลี่ยนโดยถาวรแล้วก็ลองหยุดดู ทดลองดู ถ้าตอนไหนเริ่มกลับมาไม่ดีก็หันมาปฏิบัติใหม่ ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ดีขึ้นก็ให้รีบมาหาผม”
เธอยิ้มแล้วยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความตื้นตันแล้วจากไป

เรื่องก็น่าจะจบเท่านี้อีก แต่สัปดาห์ต่อมา ผู้ชายคนหนึ่งมาหาผม บอกว่าเป็นพี่ชายของริน
“ตามน้องสาวมาครับ อาจารย์คงจำผมไม่ได้ ผมเป็นคนพาคุณแม่ขี่คอมาพบอาจารย์.....”

ผมยิ้มให้ ความทรงจำเริ่มกลับคืนมา ใช่แล้ว เขาคือคนที่พาคุณแม่มาพบผม
“คุณแม่เครียดไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ไปรักษาตามโรงพยาบาลก็ได้ยามากิน แม้แต่ยาคุณแม่ยังกินไม่ลง ญาติ ๆ บอกให้ลองมาสะกดจิต ผมเองไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่อะไรที่ช่วยแม่ได้ผมก็ทำ เห็นแม่ดีขึ้นก็ดีใจ แต่คงมาพบอาจารย์ช้าไป.......

พอคุณแม่เสียคุณพ่อก็พาเมียอีกคนเข้าออกบ้านเต็มที่เลย น้องสาวคนที่มาหาอาจารย์ก็ทะเลาะกับพ่ออยู่เรื่อย หลัง ๆ รุนแรงขึ้น ถึงกับลงไม้ลงมือกันทุกครั้ง แต่ลูกก็คือลูกคงจะสู้ชนะพ่อไม่ได้ แกเครียดมาก ได้ยินบ่น ๆ ว่าจะมาหาอาจารย์ ผมฟังก็เฉย ๆ เพราะเราพี่น้องเข้าใจกันอยู่แล้ว ว่าแต่ละคนมีความทุกข์ความเครียดอะไรกันอยู่บ้าง และแต่ละคนมีวิถีชีวิตของตัวเอง มีอะไรก็คุยกันนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ค่อยได้สนใจกันนัก.....

ช่วงหลังเห็นน้องสาวยิ้มง่ายขึ้น อารมณ์ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน พ่อพูดพ่อว่าอะไรก็เฉย แต่ยังทำท่าทางกวนประสาทพ่อ เหมือนแกอารมณ์เย็นขึ้นเยอะ แต่ยังทำท่าท้าทาย พ่อเลยอึ้งพูดไม่ออกต้องหยุดว่าไปเอง แต่กลายเป็นว่าพ่ออารมณ์ค้างมาลงที่ผม ผมเป็นลูกชายคนโต พ่อเปิดธุรกิจอยู่ที่บ้าน ผมช่วยงานเป็นตัวหลัก ปกติก็เป็นที่รองรับอารมณ์ของพ่ออยู่แล้ว ตอนนี้เลยยิ่งโดนหนัก เห็นน้องสาวสุขภาพจิตดี ยิ้มหัวเราะ กินอิ่มนอนหลับ ผมเลยต้องมาให้อาจารย์ให้ช่วยบ้าง”

พี่ชายคนนี้หลังมาพบ 4-5 ครั้ง เขาบอกว่ามีความสุขมาก
“เมียผมยังบอกว่าผมเปลี่ยนไปเลย กลางคืนไม่เอาแต่หน้าบึงตึงเหมือนเมื่อก่อน รู้จักยิ้ม คุยเล่นสนุกสนานขึ้นมาก ลูก ๆจากที่เมื่อก่อนผมไม่รู้ว่าเล่นกับลูกมีความสุขยังไง เมื่อก่อนกอดลูกก็รู้สึกงั้น ๆ เดี๋ยวนี้กอดลูกแล้วมีความสุข พ่อบ่น ๆ ด่า ๆ ผมก็เฉย ๆ เมื่อก่อนจะอารมณ์ขึ้น หงุดหงิดแต่แสดงออกไม่ได้ เพราะจะโดนด่ามากขึ้น....

คือเก็บกดอ่ะครับ รู้เลยว่าตัวเองเก็บกดมามากเลย เดี๋ยวนี้ตื่นเช้าก็รู้สึกสดใส ขอบคุณอาจารย์มากครับ ผมเชื่อเรื่องสะกดจิตแล้ว ขอบคุณที่ทำให้ผมมีความสุขเหมือนคนอื่นๆ.... นึกแล้วก็คิดถึงคุณแม่ น่าจะรู้จักอาจารย์ให้เร็วกว่านี้สักหน่อย”

เขายิ้มให้ผมอย่างเปี่ยมสุข แต่เมื่อพูดถึงคุณแม่ก็น้ำตาคลอ ผมพยักหน้าและยิ้มให้กำลังใจกับเขา เรื่องบางเรื่องก็จนใจจริงๆ ไม่รู้จะไปแก้ยังไง คิดว่าเป็นบุญกรรมของแต่ละคนก็แล้วกัน




 

Create Date : 28 กันยายน 2550    
Last Update : 28 กันยายน 2550 15:24:18 น.
Counter : 203 Pageviews.  

มหกรรม “พ่อแม่รังแกฉัน”

มหกรรม “พ่อแม่รังแกฉัน”

หลายสิบราย ที่พ่อแม่พาลูกๆ มีตั้งแต่อายุ 12-13 ไปจนถึง 24-25 มาพบผม ขอให้ช่วยว่าทำไงให้พูดกันรู้เรื่อง ให้มีความรับผิดชอบ และให้เรียนหนังสือเก่งๆ ให้กลับมาเป็นผู้เป็นคน ผมก็ช่วยได้บ้างช่วยไม่ได้บ้างตามแต่ว่าใครไปไกลเลยเถิดเกินแก้ไข และบางทีพ่อแม่เป็นอย่างไรก็ได้ลูกอย่างนั้น หรือพ่อแม่บ่มเพาะนิสัยร้ายๆของลูกโดยที่ตัวเองไม่รู้

ต้องแก้ที่พ่อแม่ก่อนถึงจะแก้ลูกได้ แต่ถ้าพ่อแม่เองยังไม่ยอมรับ ว่าตัวเองนั่นแหละเป็นต้นเหตุของปัญหา ก็ได้แต่กลุ้มใจแทนลูก ว่ามีกรรมโดยแท้ที่เกิดมาได้พ่อแม่อย่างนี้

เด็กชายอารมณ์เอ็กซ์
รายแรกเป็นเด็กชายวัย 11 ปี โดนไล่ออกมาแล้ว 3 โรงเรียน เพราะชอบบู๊ และทำผิดซ้ำซากไม่รู้จักหลาบจำ ครั้งแรกฉุดนักเรียนหญิงเข้าไปขังในห้องน้ำ (ไม่รู้ว่าตั้งใจจะทำอะไร) เผอิญคนเห็นกันเยอะเลยไปช่วยนักเรียนหญิงและจับตัวเด็กชายมาได้ พ่อแม่เขาจะเอาเรื่องอย่างหนัก โรงเรียนจึงไล่ออกทันที ครั้งที่สองจับกลุ่มตีกันกับเด็กในโรงเรียน ตีครั้งแรกถูกภาคฑัณฑ์ ยังไม่ข้ามเดือนไปตีกันอีก จึงโดนไล่ออก ครั้งสุดท้ายไปเปิดกระโปรงนักเรียนหญิง

เผอิญที่โรงเรียนเดียวกันก็มีนักเรียนคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน คือชอบไปเปิดกระโปรงนักเรียนหญิง เด็กบอกว่าจิตใจไม่ได้นึกอะไร แต่พอเห็นนักเรียนหญิงนุ่งกระโปรงแล้วอยากไปเปิดทุกที แม่พามาให้ผมสะกดจิตไป 3 ครั้ง แกบอกว่าเดี๋ยวนี้รู้สึกเฉยๆ พ่อแม่รายนั้นเลยแนะนำให้แม่ของเด็กชายอายุ 11 ที่โดนไล่ออกให้มาหาพบบ้าง

รายนี้คุณแม่เลิกกับคุณพ่อตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ คุณแม่หันไปคบทอมเป็นแฟน คุณแม่มีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ และเลิกกับสามีเพราะสามีเป็นคนอารมณ์รุนแรง และชอบทำร้ายร่างกายลูกและภรรยา

เหล่านี้คือสิ่งที่ปลูกฝังและซึมซับเข้าในจิตใต้สำนึกของลูกชาย ทำไมลูกชายรู้สึกว้าเหว่โดยไม่รู้ตัว และเป็นคนก้าวร้าว ขาดความยับยั้งช่างใจ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากพฤติกรรมซ้ำทรากที่เห็นและสัมผัสจากการใช้ชีวิตของผู้คนรอบข้าง คนที่เลี้ยงดู

เราใช้การสะกดจิตแก้ปัญหารายนี้อยู่ระยะหนึ่ง เห็นว่าเขามีความยับยั้งช่างใจเพิ่มมากขึ้น และตัวแม่สารภาพว่า เพิ่งเข้าใจและเห็นจริงว่าตัวเองมีส่วนสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของลูก เพราะพอลูกชายมีอารมณ์สงบ ก็จะเริ่มอยู่ติดบ้านมากขึ้น ตัวแม่เสียอีกที่พอมีโอกาสอยู่ใกล้ลูกชายมากขึ้น กลับแสดงความฉุนเฉียวใส่ลูก คุณแม่รายนี้จึงขอรับการสะกดจิตเพื่อเรียนรู้วิธีการไปแก้ปัญหากับตัวเองบ้าง

จะประชดแม่จนตัวตายเลยหรือไง
รายที่สอง เป็นวัยรุ่น อายุ 17 ปี วันที่แม่พามาเจ้าตัวจะกลับบ้านท่าเดียว ญาติที่พามาด้วยล็อคประตูไม่ให้ออก (พอดีห้องที่ผมจัดไว้ให้ ล็อคประตูจากด้านนอกได้) ทีนี้พ่อเลยถีบประตูหลายโครมเพื่อให้ได้ออกไป แม่เข้าไปห้ามถึงขนาดตะคอกแม่ว่า
“อีสัตว์ กูบอกมึงแล้วไงว่ากูไม่คุยกับใครทั้งสิ้น อีเหี้ย”

แม่บอกว่า ลูกชายตอนเด็กๆน่ารัก หล่อด้วย เรียนเก่ง เคยถ่ายแบบโฆษณา จู่ๆ 2-3 ปีหลังก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เมื่อวานเพิ่งต่อยกับพ่อ พ่อเป็นคนใจดี ลูกขออะไรก็ให้หมด อยากได้เงินอยากได้ของอะไรก็ให้ ไม่รู้จะทำไงแล้ว ให้ไปเรียนก็ไม่ไปเรียน ตอนนี้ก็ห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน กลัวไปคบเพื่อนไม่ดี (อื่นๆอีกมากมาย) ฯลฯ

คุณลูกชายก็ไม่มีทีท่าว่าอยากจะคุยกับผมเลย
มีประโยคหนึ่งที่ผมถามและเขาอึ้งไปพักใหญ่ คำถามนั้นก็คือ
“ที่ทำอยู่นี้ประชดแม่อยู่หรือเปล่า”

คนอายุ 17 ปี ย่อมรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนมีประโยชน์ต่อตัวเอง ไม่มีใครไม่อยากเป็นคนดี ไม่มีใครไม่อยากมีความสุขหรอก คุณทำอย่างนี้คุณมีความสุขหรือ ไม่อยากแก้ปัญหาหรือ ต้องมีใครสักคนที่เราพอจะคุยได้ และสักทางที่จะแก้ปัญหาของเราได้

หลังจากเขานิ่งไปพักหนึ่ง ผมจึงบอกกับแม่ว่าขอผมอยู่กับลูกชาย ให้คุณแม่ออกไปก่อน คุณแม่ปฏิเสธ ลูกชายจึงเริ่มอาละวาดมากขึ้น และจบลงด้วยผมต้องบอกให้กลับไป เพราะกลัวประตูพัง

หลังจากนั้นเธอก็แวะมาปรึกษา ผมบอกเธอตรงๆว่า
“พูดตรงๆ พฤติกรรมของคนเราไม่มีคำว่าจู่ๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรอกครับ มีสาเหตุทั้งนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดู ผมอยากบอกตรงๆว่า คุณแม่อาจเข้าใจไปเองว่าตอนเด็กๆทำไมลูกเป็นเด็กดี น่ารัก เรียนหนังสือเก่ง เชื่อฟังพ่อแม่ พอโตแล้วทำไมถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ เป็นเพราะว่าเราไม่เปิดโอกาสให้เขาแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองให้เราเห็นหรือเปล่า หรือเราพยายามที่จะไม่เห็นไม่มอง”

ผมแนะนำคุณแม่ให้มาอบรม เพื่อเรียนรู้กระบวนการ และเข้าใจหลักการของจิต เพื่อสแวงหาวิธีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาลูกชายด้วยตัวเอง

เธอยอมมารับการอบรมด้วยดี เมื่อเข้าใจอะไรต่ออะไรแล้ว ก็ยอมรับกับผมว่า
“หลังจากมาอบรมกับอาจารย์แล้ว ดิฉันยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง เพราะทุกอย่างที่อาจารย์พูดและแสดงให้เห็นถึงต้นเหตุที่ทำให้ลูกเป็นคนมีปัญหา ดิฉันทำทุกข้อเลยค่ะ”

ตอนนี้น้ำตาไหลเอ่อนองแก้มทั้งสอง
“ดิฉันชอบเปรียบเทียบลูกชายกับลูกคนอื่นที่เก่งๆ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ลูกอยากเป็นคนเก่งบ้าง ดิฉันปิดบังอาจารย์ว่าครอบครัวมีความสุขดี จริงๆแล้วดิฉันกับสามีทะเลาะกันตั้งแต่ยังสาวๆ ตอนนั้นฉันชอบด่าว่าพ่อเด็กให้ลูกฟังเสมอ เพราะคิดว่าลูกจะได้ไม่เอาอย่างพ่อ และก็เพื่อความสะใจด้วย ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสร้างปมลึกในใจของลูก

ฉันตะหวาดตะคอกลูกเป็นประจำ เพราะตัวเองก็โมโหง่าย อารมณ์เสียง่าย ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ อาจารย์ขา บอกฉันมาเถอะค่ะ จะทำยังไงถึงจะได้ลูกกลับมา ชีวิตทั้งชีวิตของฉันก็เพื่อลูกนี่แหละค่ะ ถ้าลูกชายยังเป็นอยู่อย่างนี้ ฉันคงมีความสุขไปไม่ได้ เงินทองที่ทำมาหากินมาอย่างเหนื่อยยากก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

ทั้งเสียงและน้ำตา หลั่งไหล พรั่งพรู สั่นเครือ
ผมบอกเธอว่า โชคดีแล้ว ที่วันนี้เธอรู้และเข้าใจที่มาของปัญหา อย่างน้อยเราจะได้เริ่มได้ถูกทาง ผมแนะนำให้เธอย้อนรอยเดิมและกลับไปทำและปฏิบัติต่อลูกเสียใหม่ในทางที่ถูกต้อง

สิ่งแรกคือ เริ่มที่ตัวเธอเอง จงฝึกฝนจนเป็นนิสัย ให้ตัวเอง สุขภาพจิตดี ยิ้มง่าย เป็นมิตร โมโหยาก และให้อภัยกับสิ่งต่างๆรอบตัว

แม้แต่ที่หลอกล่อให้ลูกมาพบผมก็จงเลิก เพราะเป็นการสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกัน ทำให้เกิดการต่อต้าน และทำให้ลูกรู้สึกว่า แม่ไม่ให้เกียรติ แม่ปฏิบัติกับลูกเหมือนคนไม่มีสติปัญญา และแม่เป็นคนไว้ใจไม่ได้ เชื่อถือไม่ได้

“จงยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น และส่งเสริมในสิ่งที่เขามี ให้อภัยกับความผิดพลาด สอนอย่างเมตตาในความไม่รู้ ใส่ใจเขาอย่างที่เขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ให้เกียรติเขาในความเป็นตัวของตัวเองของเขา แล้วคุณจะเห็นความมหัศจรรย์บังเกิดขึ้นกับตาอย่างแน่นอน อาจนานแรมเดือนหรือเป็นแรมปี คุณต้องอดทน”

ผมมอบคัมภีร์แห่งการเลี้ยงลูกแก่เธอ
ให้บอกและพูดคุยกันตรงๆ ว่าทุกคนกำลังพยายามแก้ปัญหา เราผิดเราขอโทษลูก ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราทำไม่ถูกเราเปลี่ยนวิธีเสียใหม่ ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า ลูกของเราถ้าไม่รักลูกอย่างถูกทาง และไม่ทำให้ลูกรักพ่อแม่อย่างถูกต้อง แล้วชีวิตนี้จะมีอะไรที่ทรงคุณค่าที่จะทำอีก
เธอกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตา บอกว่าจะพยายาม จะพยายามเป็นอย่างยิ่ง ผมสำทับว่าจงพยายามเถิด ผมเห็นมามากแล้ว ลูกที่ยอมประชดพ่อแม่จนตัวตายมีถมไป

หลังจากนั้นอีกสามเดือนเศษ คุณแม่วัยกลางคนโทรมาหาผม บอกว่าเมื่อวาน ลูกชายวัย 17 เดินเข้ามากอดเธอด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่มันเปื้อนไปด้วยความปิติระคนความขอบคุณจากเบื้องลึกของจิตใจ

รักนรกแฟนคลับ
อ๊อดเป็นเด็กชายวัย 13 ขวบ ติดเกมส์รักนรก (Ragnarok) คุณพ่อเป็นนายแพทย์ และมีภรรยาหลายคน คุณแม่เสียแล้วตั้งแต่ตัวเองยังเด็กๆ พ่อมีลูกคนนี้ตอนอายุประมาณ 50 กว่าแล้ว จึงยกลูกให้ป้าซึ่งเป็นสาวโสดไม่มีสามีคอยเลี้ยงดู

อ๊อดการเรียนตกต่ำเมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ติดร้านเล่นเกมส์จนสี่ห้าทุ่มถึงจะกลับบ้าน บางวันป้าต้องไปตามที่ร้านเกมส์

ป้าเลยซื้อคอมพิวเตอร์ให้ ด้วยหวังว่าหลานชายจะได้ไม่ต้องไปอยู่นอกบ้านทั้งวัน พฤติกรรมหลานชายจึงเปลี่ยนไป คือเลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้าน แต่ทีนี้หมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน บางวันเลยเล่นเกมส์จนเช้า

รายนี้ผมถามว่าตอนเด็กๆปล่อยมากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น เวลากลับมาจากโรงเรียนแล้วปล่อยให้นั่งดูทีวีจนสว่างหรือไม่
คุณป้าบอกใช่เลย เพราะสงสาร เห็นว่าไม่มีคุณแม่ เลยไม่อยากไปบังคับกะเกณฑ์ ให้รับผิดชอบเรื่องเรียนหนังสือย่างเดียว พูดบอกทุกวันให้ขยันเรียนจะได้เก่งๆเหมือนพ่อเหมือนป้า และทุกๆคนในตระกูล

ผมบอกว่านี่คือสาเหตุหนึ่งของปัญหา ทั้งคุณพ่อและคุณป้าบอกว่าไม่น่าใช่
“พวกฉัน (คุณพ่อและคุณป้า) ก็ถูกเลี้ยงมาอย่างนี้ ทำไมไม่เห็นเป็น”
“เดี๋ยวนี้ก้าวร้าวด้วยนะ เถียงป้า บางวันก็ว่าป้าแรงๆ กลับจากโรงเรียนไม่ยอมทักกัน”

ผมได้ฟังก็อึ้ง อยากจะบอกว่าเพราะพ่อแม่ของคุณทั้งสองคงทำมาหากินไปเลี้ยงลูกไป บางทีการเลี้ยงดูลูกตามมีตามเกิดของคนสมัยก่อน กลับดีกว่าคนสมัยนี้ โดยเฉพาะชีวิตของพ่อและป้าไม่เหมือนลูกคนนี้ ที่พ่อไปทาง แม่ก็ตาย มีป้าสาวแก่ที่คอยเลี้ยงหลาน สาวโสดอายุมากๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเลี้ยงหลานเหมือนลูกแหง่ และนั่งเฝ้าทุกลมหายใจ ใครที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างนี้ อย่าว่าแต่คนเลย หมีแพนด้าก็ยังเครียด

อย่างไรผมก็ยังยืนยันว่าเกมส์รักนรกไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่มันก็เป็นตัวปัญหาอันหนึ่ง เราต้องแก้หรือกันที่ต้นเหตุ ปัญหาก็จะไม่เกิด ปัญหาของเด็กคนนี้คือ ขาดระเบียบวินัย ขาดความรับผิดชอบ มีความเครียด ไม่รู้จะหาอะไรเป็นทางออก จึงไปเล่นเกมส์เป็นทางออก

ขาดระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ เพราะถูกเลี้ยงอย่างคุณหนูคุณชาย ไม่ต้องช่วยเหลือตัวเองอะไรเลย เสียงพ่อและป้าพูดกรอกหูทุกวัน ว่าสนใจแต่เรื่องเรียนพอแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องยุ่ง คำพูดแบบนี้ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย เป็นคำพูดที่จะสร้างผู้ใหญ่ที่มีแต่ความเศร้าในอนาคต เพราะชีวิตคนเรายุ่งแต่เรื่องเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนรู้ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตัวเองแต่ต้น ไม่ใช่นั่งรอให้พ่อแม่มาคอยกำกับ

ส่วนความเครียดของเขา มีหลายสาเหตุ การที่ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกก็ประเด็นหนึ่ง การที่มีคุณป้าเลี้ยง เลี้ยงแบบเซเว่นอีเลเว่น (นั่งเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง) ก็ประเด็นหนึ่ง

ธรรมชาติของคนเราเหมือนอากาศในลูกโป่ง มันต้องมีทางออก มันต้องมีที่ไป ไปบีบไปกดตรงนี้ มันก็จะไปปูดที่อื่น ไม่มีวันควบคุมได้หรอก ถ้าบีบคั้นมากไปก็จะเกิดการระเบิด
อ๊อดถือว่ากำลังจะพ้นจากวัยเด็กมาเป็นวัยรุ่นแล้ว เขาเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มที่จะเลือกว่าตัวเองจะมีชีวิตแบบไหน เข้าสู่วัยที่ต้องการอิสระ วัยที่ต้องการการยอมรับ

คนเราต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องแสดงบุคลิกลักษณะของตัวเอง การเลี้ยงดูนั้นทำได้อย่างมากก็สร้างไม้บรรทัดให้เดินตามเท่านั้น เขาจะเดินตามหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง ส่วนจะเดินช้าเดินเร็ว เดินกระเผลกหรือสง่าผ่าเผยไม่มีวันควบคุมได้หรอก

พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงพยายามกระชากลากถูลูกของตัวเองให้เดินตาม หรือควบคุมบังคับให้เดินได้อย่างพ่อแม่ และก็พบว่าช่องว่างระหว่างความรักก็จะห่างกันมากขึ้นทุกที สร้างปมชีวิตให้ลูก ให้เป็นคนมีปัญหา เก็บกด แสดงออกพิลึก เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะทำซ้ำ สร้างเงื่อนไขเดิมๆกับลูกตัวเอง ในขณะเดียวกันก็นึกโกรธและทำร้ายตัวเอง ว่าทำไมไปทำร้ายจิตใจลูกได้ลงคอ เหมือนที่เคยถูกพ่อแม่ตัวเองทำร้ายจิตใจมาแล้วในวัยเด็ก

รายนี้ เวลาผมพูดอะไรประมาณว่าจะกระทบกับวิธีการเลี้ยงดูของคุณป้า สีหน้าของคุณพ่อก็ดูดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกได้ ว่างานนี้คุณหมอขอยืมปากผมสอนพี่สาวตัวเอง

ผมใคร่ครวญแล้วก็คิดว่าเป็นไปได้สูงทีเดียว ประการแรกคนนี้เป็นป้าของเด็ก ประการที่สองฝากให้เลี้ยงลูกแต่เล็กจนโต ก็มีบุญคุณกันโขอยู่ ประการที่สาม ลักษณะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกันทั้งบ้าน จะสอนกันเองคงลำบาก มาให้คนแปลกหน้าสอนหน่อยเหอะ

ทุกครั้งที่คนกลุ่มนี้มาพบผม ผมจึงเบนเนื้อหาหลักอ บังอาจแนะนำคุณป้าถึงวิธีเลี้ยงหลาน เธอบอกว่าหลานเล่นเกมส์จนไม่รู้จักกินจักนอน ผมบอกว่าไม่น่าเชื่อ ไม่มีใครเล่นเกมส์จนยอมอดตายหรอก เธอบอกว่าต้องเอาข้าวไปส่งถึงในห้องนอนทุกมื้อ อีกชั่วโมงก็จะไปเก็บจานออกมา ถ้ากินไม่หมดก็จะนั่งเฝ้าบังคับให้กินจนหมด เวลานอนก็จะไปนั่งเฝ้าเซ้าซี้ให้นอน

มีหนหนึ่งคุณป้ากับหลานนั่งอยู่ด้วยกัน ผมถามหลานชายว่า
“รู้มั้ย สบู่อยู่ไหน”
หลานชายก็ทำหน้างง ผมจึงถามใหม่ว่า
“ถ้าอาบน้ำอยู่แล้วสบู่หมด รู้มั้ย่ว่าจะไปหยิบตรงไหน”
หลานชายบอกว่าไม่รู้ เพราะสบู่ไม่เคยหมดจากห้องน้ำ

ผมฟังอย่างนี้ก็บอกกับคุณป้าว่า
“ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เพิ่งมีข่าวว่าเขายิ่งคนอื่นตายและฆ่าตัวตายหลังจากนั้น เพราะแม่บอกว่าลูกชายไม่รู้ว่าเม็ดฝรั่งหน้าตาเป็นยังไง”

พ่อแม่ไม่เคยฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง คิดเองทำเอง ใช้วิจารณญาณของตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง สอนแต่วิธีบำรุงบำเรอความสุขให้ตัวเอง ให้ลืมสภาพแวดล้อม ลืมความเป็นอยู่ เพราะพ่อแม่แสวงหาทุกอย่างมาให้ เมื่อได้ลูกที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สมบูรณ์แล้ว ไม่ควรโทษใคร นอกจากโทษตัวเอง

ผมบอกคุณป้าหลังจากหลานชายไม่ได้นั่งตรงนั้นแล้ว
“หลานอายุ 13 แล้ว ลองไม่ใส่ใจมันสัก 15 วันคิดว่าจะตายมั้ยครับ”
คุณป้างง พร้อมถามผมว่า
“หมายถึงใคร หลานจะตายเหรอ”

“เปล่า คุณป้านั่นแหละ ลองไม่ใส่ใจหลานดู คิดว่าคุณป้าจะตายมั้ยครับ”
เธอทำสีหน้าเคืองจัด แต่ก็รักษาความเป็นผู้ดีมีมารยาท ถามผมว่า
“อาจารย์จะให้เดี๊ยนทำไงคะ”

“ก็ปล่อยให้เล่นเกมส์ไปเรื่อยๆครับ มันหิวเดี๋ยวก็ออกมากินเองแหละ กับค่งกับข้าวไม่ต้องทำนะครับ จะให้ไปซื้อกินหรือคุณป้าจะให้หลานทำกินเองในครัวก็ได้ ถ้าเด็กมันจะเล่นเกมส์จนรุ่งเช้าไม่อาบน้ำอาบท่า ไม่ไปเรียนหนังสือก็ปล่อยมันครับ…..

แต่อีกสิ่งต้องทำควบคู่กันไป อย่างเช่น พอเห็นหลานเดินออกมาจากครัว ก็ชวนกันทำกับข้าวสองป้าหลาน หรือชวนกันออกไปกินข้าว ลงทุนหน่อยครับ มีฐานะอย่างนี้ พาแกไปกินดีๆแพงๆ เบี่ยงเบนแก หรือจะเรียกว่าเอาอย่างอื่นเข้าล่อก็ได้ กินข้าวเสร็จถามหลานว่าอยากเล่นกีฬาอะไรไหม ไปซื้อกัน ไม้ปิงปอง ไม้เทนนิส โรลเลอร์เบลด ซื้อไปเหอะ อยู่ดีๆไปห้ามเล่นเกมส์อย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องหาอย่างอื่นมาทดแทนด้วย และให้แกได้มีสังคม ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆในโลกของความเป็นจริง จะออกจากบ้าน

เขาอยากได้อะไร อยากไปเที่ยวไหน ให้อยู่ในการตัดสินใจของเขา คุณป้าอย่าร่วมตัดสินใจ เพราะด้วยความเป็นเด็ก เขาก็จะรู้สึกว่าถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา สู้ไปเล่นรักนรกไม่ได้ เพราะเขาได้เป็นนายตัวเอง มีโอกาสเลือกและเป็นอิสระมากกว่าอยู่ในชีวิตจริง”

เธอทำสีหน้าเดือดดาลแต่ก็ยอมรับปากจนผมเองยังแปลกใจ เธอหายไป 2 สัปดาห์และกลับมาหาผมอีก

“เดี๊ยนสงสารเค้า ไม่ถึงกับให้ออกไปซื้อข้าวกินเองหรอกนะคะ ก็ทำไว้ให้แล้วไปบอกว่าให้มาเอาข้าวในครัว ส่วนเรื่องปล่อยให้เล่นทำไม่ได้หรอกค่ะ เดี๊ยนนั่งเฝ้าเค้าทั้งวันทั้งคืนจะปล่อยให้เล่นทั้งวันทั้งคืนได้ยังไง”

เธอบอกกับผม พร้อมทำสีหน้าประมาณว่า
“เนี่ย พยายามอย่างสุดชีวิตแล้วนะ”

ผมบอกกับเธอตรงๆว่า คนที่ควรใช้วิธีการสะกดจิตอีกคนก็คือคุณป้า จะได้ทำใจว่างๆ ดูหลานอยู่ห่างๆ ไม่ไปเจ้ากี้เจ้าการในชีวิตเขามากจนเกินไป หากิจกรรมอย่างอื่นทำ ไม่ไปนั่งเฝ้าหลานตลอดเวลา แล้วเธอจะมีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอน ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ระหว่างป้ากับหลาน หรือการเป็นคนรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นของหลาน

เธอทำสีหน้าหงุดหงิดแล้วจากไป ไม่มาอีกเลย นี่ก็เป็นคนตอบว่า เธอเห็นด้วยหรือไม่ และยอมรับหรือไม่ ว่าตัวเองนั่นแหละ เป็นตัวปัญหา ในปัญหาของตัวเอง
อยากจะเปลี่ยนคนอื่น แต่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง เชอะ

คุณแม่เฮงซวยยังกลับตัวได้
ตี๋เล็ก เด็กชายอายุ 14 ปี หนีเรียน ใช้เงินเก่ง ไม่มีความรับผิดชอบในตัวเองเลย สอบตกมาสองหนแล้ว หนหน้าจะต้องถูกไล่ออก รายนี้คุณแม่โวยวายว่าพาไปพบนักจิตวิทยาชื่อดัง จ่ายเงินจ่ายทองไปมากมาย แต่ไม่เห็นทำอะไร ยังไม่ทันได้เจอหน้าก็จ่ายไปแล้วหลายพัน ให้เข้าอบรม อบรมแล้วก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้ช่วยอะไร บอกว่าให้พ่อแม่ทำใจ

รายนี้ผมสะกดจิตลูกชายแล้ว ให้เทปไปและก็ให้กลับมาอีกภายใน 7 วัน เมื่อกลับมาอีกครั้งคุณแม่บอกว่ารู้สึกดีขึ้น ตื่นนอนและลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง (ทุกครั้งต้องไปปลุกและลากจากเตียง) แต่ไม่ได้ให้ฟังเทป เพราะเครื่องเล่นเสียพอดี ผมจึงบอกว่าให้เร่งทำด้วยวิธีใดก็ได้ให้ฟังเทปได้ คุณแม่รับปาก ครั้งนี้ผมให้มาอีกภายใน 7 วันเช่นกัน

ปรากฏว่าคุณแม่พาลูกชายมาอีกครั้งหลังจากการพบครั้งล่าสุดห่างกันถึง 20 วัน คุณแม่บอกว่าพอดีพาตี๋เล็กไปเที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน ก่อนไปก็ยุ่งๆ กลับมาก็เหนื่อยๆ หายเหนื่อยแล้วค่อยพามา บอกว่าลูกชายไม่ดีขึ้น เทปไม่ค่อยได้ฟังเพราะไปเที่ยว ครั้งนี้ผมให้มาอีกภายใน 7 วัน

การมาพบครั้งที่ 4 ห่างจากการพบครั้งที่แล้ว 15 วัน คุณแม่บอกว่าพอดีมีญาติมาจากอเมริกา ก็เลยพาไปเที่ยวภูเก็ตเลยพาตี๋เล็กไปด้วย เทปไม่ได้ฟังเพราะมัวแต่ไปเที่ยว

“เนี่ย พาลูกมาหาอาจารย์ตั้ง 3 ครั้งแล้ว ทำไมลูกฉันยังไม่ดีขึ้นสักที”
ผมถามคุณแม่ว่า
“แต่ละปีพาตี๋เล็กไปเที่ยวเมืองนอก หรือไปเที่ยวไกลๆหลายๆวันบ่อยไหม”
คุณแม่บอกว่า

“ไม่บ่อย ปีละสองครั้งสามครั้ง”
“ปีนี้ถ้าไม่พาตี๋เล็กไปเที่ยวคิดว่าจะตายมั้ยครับ” ผมมองหน้าคุณแม่แล้วถามซื่อๆ
“หมายถึงยังไง คงไม่มีใครตายหรอก” เธอทำสีหน้างงกับคำถามของผม

“นั่นซีครับ บอกตรงๆ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกว่ามานี้ สรุปได้ว่า คุณแม่ต่างหากที่เป็นคนขาดระเบียบวินัย และยังไม่มีความสามารถในการตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เปรียบ เหมือนตี๋เล็กป่วยอยู่ คุณพาตี๋เล็กมาหาผม ขอให้ผมช่วย แต่ไม่เคยทำตามคำแนะนำสักข้อเดียว ให้เทปไปม้วนเดียวเอาไปฟัง ตั้งเดือนกว่ายังตั้งท่าฟังไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ให้ฟังเพราะมัวแต่พาลูกไปเที่ยว บอกให้มาเป็นประจำทุกสัปดาห์ ก็มาไม่ได้ กลับมีข้ออ้างแปลกๆแล้วจะเรียกร้องขอให้คนอื่นช่วย คุณยังไม่พยายามช่วยตัวเอง ลักษณะอย่างนี้นี่ก็ถ่ายทอดมาที่ลูก คิดว่าที่ลูกเป็นอย่างนี้เกิดจากอะไรครับ”

เธอถึงกับหน้าเปลี่ยนสี หลังจากวันนั้นเธอไม่กลับมาอีก แต่ให้คนขับรถเป็นคนพาลูกชายมาพบผมเป็นประจำทุกสัปดาห์ มาอยู่ 5 สัปดาห์ ตี๋เล็กบอกว่าเดี๋ยวนี้รู้สึกเบื่อยาก กระตือรือล้นขึ้น แถมตื่นเช้าทุกวัน กลางคืนก็ง่วงนอนง่าย หลับสนิท

จริงๆแล้ว ปัญหาของตี๋เล็กไม่มีอะไรมากเลย เมื่อนอนเพียงพอ ก็ไปโรงเรียนเช้าได้ เรียนหนังสือรู้เรื่อง การบ้านก็มีเวลาทำส่งครูอาจารย์ ข้อสอบก็ทำได้ ทำให้ไม่ท้อแท้มีกำลังใจเรียน เมื่อเรียนตามเพื่อนทัน ทำข้อสอบได้ ก็คิดว่าชีวิตมีค่า จึงไม่อยากหันเหไปทำอย่างอื่น ขอข้อเดียวเท่านั้นเอง คุณแม่คุณพ่อช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีหน่อยเหอะ

ผมจึงบอกตี๋เล็กว่าไม่ต้องมาอีกแล้ว และฝากขอโทษคุณแม่ด้วย ฝากบอกว่าเหตุการณ์เมื่อ 5 สัปดาห์ที่แล้วเป็นการสะกดจิตขั้นสูง ไม่งั้น คงไม่มีตี๋เล็กอย่างในวันนี้อย่างแน่นอน


รายสุดท้าย คุณแม่มากับคุณป้า(คุณป้าแนะนำให้มา) ไม่ได้พาลูกมาด้วย ผมยังไม่รู้เลยว่าลูกที่ว่านี่เป็นชายหรือหญิง และอายุเท่าไหร่ เพราะคุยกับคุณแม่ยังไม่ถึง 10 นาทีเลย

คุณแม่ “ลูกเมื่อก่อนเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย เรียนหนังสือเก่ง ได้ที่หนึ่งของห้อง เคยสอบชิงทุนได้ ครอบครัวก็ไม่มีปัญหาอะไร คุณพ่อรวย มีตำแหน่งใหญ่โต ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก ใครๆก็นับหน้าถือตา คุณแม่ก็เก่ง มีญาติพี่น้องเก่งๆรวยๆทั้งนั้น ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ได้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อให้หมด พาไปเที่ยวเมืองนอกเป็นว่าเล่น ให้เรียน(มหาวิทยาลัยเอกชนที่แพงๆ) แพงเท่าไหร่ก็มีปัญญาจ่าย

เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อฟัง ชอบคบเพื่อน ไปเที่ยวกลับดึกๆ การเรียนตกต่ำ ชอบคุยโทรศัพท์ทั้งคืน พ่อแม่ห้ามก็โกรธ ด่าว่าพ่อแม่ ยึดกุญแจรถไม่ให้ไปเที่ยวก็หนีออกไป พ่อแม่ตามไปเรียกกลับบ้านก็โกรธไม่พอใจ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เอาใจใส่การเรียน ไม่สนใจพ่อแม่ คนมันเลว ไม่รักตัวเอง คบเพื่อนไม่ดี ไม่เหมือนลูกคนนั้นคนนี้ที่เรียนเก่ง (อื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ)
ผม “ช่วยเล่าถึงวิธีการเลี้ยงดูให้ฟังได้มั้ยครับ”

คุณแม่ หน้าตึงทันที และตะคอกใส่ผม
“ถามอย่างนี้หมายความว่าฉันเลี้ยงลูกไม่เป็นหรือยังไง พูดอย่างนี้ได้ไง พ่อแม่มีตำแหน่งใหญ่โต ผู้คนนับหน้าถือตา ทั้งรวยทั้งเก่งด้วยกันทั้งคุ่ ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ลูกมันไม่รักดีจะมาว่าพ่อแม่ได้ไง อาจารย์พูดอย่างนี้เดี๋ยวสวยหรอก รู้มั้ยฉันเป็นใคร เดี๋ยวไม่ตายดีแน่ (อื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ)

ผมเลยตะเพิดมันออกไปทันที

แปลกหรือไม่ คนที่มีปัญหาเหล่านี้ มีพ่อแม่คล้ายๆกัน คือเป็นคนเก่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต เชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก เลี้ยงลูกด้วยเงิน หรือไม่ก็มีอารมณ์แปรปรวน และรักลูกอย่างไม่ถูกต้อง ปรนเปรอทุกอย่าง ไม่วางระเบียบวินัย บางทีพ่อแม่ยังเป็นเสียเอง ฯลฯ นิยมยกย่องว่าดีงามแต่เฉพาะไอคิว คือชมชอบความเก่งความฉลาด ไม่นิยมยกย่อง อีคิว คือความสามารถในการบริหารอารมณ์และการตัดสินใจของเด็ก

ที่เห็นพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนหรอก วัยเด็กจนถึง 13 ปี เขาอยู่ในวัยกำลังถูกปลูกฝังเท่านั้นเอง เมื่อถึงวัยที่จะมีโอกาสแสดงพฤติกรรมและเป็นตัวของตัวเองแล้ว ความเป็นตัวเขาที่พ่อแม่ฟูมฟักถึงได้แสดงออกมา บางคนจนอายุเลยวัยรุ่นแล้วยังพูดด้วยไม่รู้เรื่อง ขาดความรับผิดชอบ ก็เพราะพ่อแม่ไม่เคยให้รับผิดชอบอะไร และไม่เคยอนุญาตให้ลูกใช้เหตุผล ให้ทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการเป็นพอ

ไม่เคยปลูกฝังความเป็นคนดี ความเป็นคนเสียสละ และความเป็นคนรับผิดชอบ ปลูกฝังแต่ว่าบอกอะไรแล้วให้ทำตาม(ไม่ต้องคิด) ไม่ต้องสนใจอย่างอื่นในชีวิต ไม่ต้องสนใจเรื่องของคนอื่น เรียนเก่งก็ใช้ได้แล้วและมีรางวัลให้ ปรนเปรอลูกๆแบบโง่ๆ

เด็กจึงเรียนรู้เพียงแต่ว่า ทำอะไรแล้วจะได้อะไร รู้เพียงแต่ว่าการมีชีวิตก็เพื่อการแสวงหาความสุขให้กับตัวเองด้วยการใช้จ่ายเงินเท่านั้น ไม่รู้และไม่สนใจอะไรไปมากกว่านี้ เพราะพ่อแม่ไม่เคยบอกให้สนใจ หรืออาจเคยบอกว่าไม่ต้องไปสนใจด้วย มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว เด็กคนไหนเรียนไหวก็เรียนมันเข้าไป (แก่ตัวลงก็จะเป็นคนมีปัญหาอีกแบบหนึ่ง) เด็กคนไหนเรียนไม่ไหวก็หาทางออกด้วยการเป็นปฏิปักษ์กับพ่อแม่

ไม่เคยสนใจว่าลูกจะคิดอย่างไร ไม่เคยสงสัยว่าลูกรู้สึกอย่างไร และไม่เคยถามว่าลูกมีความสุขไหม เห็นมันเล่นของมันทั้งวัน หรือเห็นมันเอาแต่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะมันมีความสุขหรอก เป็นเพราะมันไม่รู้จะทำอะไรมากไปกว่านี้ต่างหาก




 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กันยายน 2550 12:37:49 น.
Counter : 359 Pageviews.  

ข้อดีของการมีเมียเด็ก

เวลาเดินตามห้าง มักเห็นคนที่มาเป็นครอบครัว ประมาณว่าผู้ชายจะเดินนำหน้าเร็วมาก จากนั้นจะเห็นเมียแก่ๆเดินตามมาข้างหลัง อาจจะมีลูกเต้าสะพายหรือกระเตงมาก หรือไม่ก็เดินตามกันมา 2-3 คน ภาพแบบนี้ เวลามองให้ละเอียดขึ้น จะเห็นว่าหน้าตาของผัวกับเมียมัจะแก่โทรมพอๆกัน หรือบางทีผัวดูหน้าเด็กกว่า แบบนี้อนุมาณได้ว่าผัวกับเมียอายุน่าจะไล่เรี่ยกัน

ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวมีเมียแต่อายุน้อยก็รู้สึกมีความสุขดี แต่พอมีลูก มีหลาน เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า 10 บ้าง 20 บ้าง 30ปีบ้าง สังขารก็ล่วงเลยกันไปตามวัย ถ้าไม่ผ่านปัญหาชีวิตมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากนัก ผู้ชายมักจะดูแก่น้อยกว่าผู้หญิง อันนี้เป็นเรื่องพิสูจน์ได้

และอีกอย่างที่คนมักไม่ค่อยพูดกันคือ อารมณ์ทางเพศของผู้ชายยังสูงอยู่ เมื่อเทียบกับผู้หญิงแก่ในวัยเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุให้ผัวมีเมียน้อย เพราะเมียบ่อลักแล้ว ตัวผัวยังเซ็กส์จัดอยู่ เป็นความจริงที่สังคมต้องเอามาตีแผ่ เมื่อสังคมไทยไม่ค่อยพูดความจริงกัน ปัญหาจึงเกิด

ถ้าชายแก่มีครอบครัวคนไหนออกมายอมรับตรงๆว่า "ผมยังเซ็กส์จัดอยู่" คงโดนตราหน้าว่าเป็นอ้ายแก่ตัณหากลับ อ้ายเฒ่าหัวงู อ้ายแก่ไม่รู้จักปลง" คำด่า ตำหนิและค่อนแคะนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร รังแต่ทำให้ผู้ชายไม่อยากพูดสิ่งที่มีอยู่ในใจ และจบลงด้วยการแอบมีเมียน้อย

อย่างว่านะ ถ้าไม่ให้แอบแล้วจะบอกให้เมียยอมรับรึ ว่าผัวยังเซ็กส์ ขอมีเมียอีกคน อย่างนี้คงไม่มีใครยอม ผมจึงคิดของผมคนเดียว เรื่องของผม ว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวง สามารถแก้ได้ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาความต้องการทางเพศและอะไรอีกหลายเรื่อง โดยการให้ผู้ชายมีเมียที่อายุห่างกันหลายๆปี

คำถามคือหลายๆปีนี่จะเอาสักกี่ปี ต้องยอมรับความจริงว่าตอนเราเด็กๆเรียนหนังสืออยู่ เห็นรุ่นพี่อายุห่างจากเราแค่ปีสองปีก็รู้สึกว่าเขาเหนื่อกว่าเราหลายอย่าง ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิและขนาดร่างกาย

พอโตขึ้นหน่อย ถ้าเราอายุ 20 เจอคนอายุ 25 ก็รู้สึกได้ว่าเขาแก่กว่า แต่ถึงตรงนี้ก็มีผู้ชายหลายคนเริ่มจีบคนอายุมากกว่าได้ ถ้าสวยเซ็กส์ขาดบาดใจ (และมารู้ตัวว่าคิดผิดตอนมันอายุผ่านวัย 30)

แต่พอเราอายุ 30 ปี เริ่มรู้สึกว่าคนอายุ 35 ไม่ต่างจากเราเท่าไหร่ (ยกเว้นผู้ชายที่มีเมียอายุเท่ากันหรือมากกว่า ย่อมรู้สึกว่าเมียดูแก่กว่าตัวเอง) แต่พอเราอายุ 40 เราจะไม่รู้สึกเลยว่าคนอายุ 45 จะต่างจากเรามากน้อยแค่ไหน และถ้าเราอายุ 50 หรือ 60 คนอายุมากกว่าเรา 10 ปีหรือน้อยกว่าเรา 10 ปีก็จะดูหง่อมๆพอๆกันหมด ไม่มีใครต่างกันเลย แต่ถ้ามีเมียอายุเท่ากัน เวลาเดินไปไหนคนอาจคิดว่าผู้ชายเดินมากับแม่

วันก่อนเห็นนิตยสารฉบับหนึ่งมีภาพถ่ายคู่สมรสสามีภรรยาคนใหญ่โตไฮโซเมืองไทยที่ออกมารับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์ ยังนินทาขำๆกับคนข้างๆเวลามองรูปถ่ายบางคู่ว่า นี่เขาถ่ายรูปคู่กับแม่หรือเมีย คือเมียจะดูแก่มากจนเป็นแม่ได้

บางคู่ผัวเป็นนายทหารนายตำรวจใหญ่โต ยังกระฉับกระเฉงหนุ่มฟ้อ แต่ที่ยืนข้างๆที่ใส่ชุดผ้าทอโบราณนี่ ดูไม่ออกว่าอันไหนเก่ากว่ากัน เหมือนมีชุดเชี่ยนหมากประดับอยู่ข้างๆในตำรวจ

บางคนคงนึกด่าผม ว่ามองแต่รูป ความรักมันอยู่ที่ใจ คนเขารักกันอยู่ด้วยกันมา 30-40 ปี มีแต่ใจให้กัน มีแต่อคติจิตใจเป็นกุศล ชั่วช้าสารเลวที่คิดอย่างนี้ คือถ้าคิดอย่างนี้ก็จบกันอีก ไม่พูดความจริงกัน

ความรักก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องความต้องการตามธรรมชาติก็เรื่องหนึ่ง ไม่ยอมคุยกันให้เข้าใจปิดหูปิดตาหลอกตัวเองกันอยู่นั่นไง ผัวถึงได้ไปมีเมียน้อย ยิ่งใหญ่ยิ่งโตมากอาจไม่ใช่มีแค่หนึ่ง

โดยธรรมชาติแล้วผู้ชายคนไหน ต่อให้มันแก่หงำเหงือกยังไง เห็นสาวสวยหุ่นดีตรงเสปค ถ้ามันบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย มันไม่น่าจะเป็นผู้ชาย หรือไม่ก็เหล่านั้งเคียวห่วย ตะบันน้ำกินอย่างแท้จริง (ยกวันพระ)

ถ้าเริ่มคล้อยตามให้อ่านต่อมาอีก ว่าผู้ชายกับผู้หญิงอายุห่างกันกี่ปีถึงจะถือว่ามีเมียเด็ก อันนี้ไม่บอกให้คิดกันเอาเอง แต่ผมวิเคราะห์ว่า

มาตรฐานความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้ชายมักเป็นอย่างนี้
1. อายุ 20 ปี ยังสดใสอยู่ในวัยเรียนรู้ มีแรง มีความรู้ แต่ไร้เงินและประสบการณ์
2. อายุ 30 ปี ยังมีแรง มีความรู้ มีประสบการณ์และพอมีเงินบ้าง
3. อายุ 40 ปี พอมีแรง มีความรู้มาก ประสบการณ์แน่น เงินเต็มกระเป๋า
4. อายุ 50 ปี แรงน้อย หลงๆลืมๆ ประสบการณ์เยอะ เข้าข่ายมั่งคั่ง
5. อายุ 60 ปี หมดแรง ความจำลด ประสบการณ์ไม่มีประโยชน์ ใช้เงินไม่เป็น
6. อายุ 70 ปี ใกล้ตาย ลูกหลานแช่ง ไม่มีใครฟัง

ของผู้หญิง
1. อายุ 20 ปี ดอกไม้ผลิบานเต็มที่ ร่าเริงเบิกบาน รู้น้อย ประสบการณ์ไม่มี
2. อายุ 30 ปี ดอกไม้ใกล้โรย เครียดกับงาน หมดเงินกับการแต่งตัว
3. อายุ 40 ปี มีแต่รอยเหี่ยวช้ำ ผลาญเงินกับเครื่องสำอางค์
4. อายุ 50 ปี วัยแห่งความระแวง นอนตาไม่หลับ กินไม่อร่อย เป็นสารพัดโรค
5. อายุ 60 ปี วัยผัวแช่ง
6. อายุ 70 ปี วัยที่ทั้งผัวและลูกสะไภ้ร่วมกันแช่ง

วิธีวิเคราะห์นั้น ง่ายๆว่าถ้าเอาเลขตรงกันมาจับคู่กันหมดเลย ก็คือชายหญิงคู่ผัวเมียอายุเท่ากัน เห็นๆเลยว่ามีแต่ความทุกข์ เป็นวัยที่ทั้งคู่ต่างมีเหมือนกัน และไม่มีเหมือนกัน ไม่มีใครเป็นอะไรของใครได้ และไม่มีใครทดแทนให้แก่ใครได้ คู่แบบนี้เหมือนที่เราเห็นกันจนชาชิน คือพอแก่ตัวลงผัวเมียก็เลิกคุยกัน เพราะไม่รู้จะคุยอะไรกัน ต่างคนต่างเบื่อซึ่งกันและกัน อยู่กันไปอย่างนั้นๆ และถ้าใครทนเฉาได้น้อยที่สุด ก็เป็นฝ่ายตายก่อน

แต่ถ้าเอาเลข 1 ของชายมาคู่กับ 2 ของหญิงเป็นต้นไป
จะเห็นว่าฝ่ายชายจะมีแต่ทุกข์ทรมาน ฉะนั้นการมีเมียอายุมากกว่า จึงไม่ถูกต้องและเหมาะสมด้วยประการทั้งหลายทั้งตัว

แต่ถ้าเอา 2 ของชายมาคู่กับ 1 ของหญิง จะเห็นว่าใน 10 ปีแรกเป็นปีที่มีความสุขของทั้งสองฝ่ายต่างเติมเต็มให้กันและกันได้ และทดแทนในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งขาดได้

ใน 10 ปีที่สองเห็นว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะยังรักกันอยู่ แต่ฝ่ายชายจะเริ่มเห็นว่าผู้หญิงมีหน้าที่ผลาญทรัพยากรแต่เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ 10 ปีที่สามผู้ชายจะเริ่มเห็นเมียชาวบ้านสวยกว่า วัยนี้เองที่ผู้ชายเริ่มออกหากิ๊ก การหย่าร้างจึงเกิดขึ้นในวัยนี้มากมาย จึงไม่ต้องดูต่อไปใน 10 ปีที่สี่ เพราะจะเหลือไม่กี่คู่ที่ยังรักกันในช่วงนี้ แต่ที่ทนๆกันอยู่เพราะผู้ชายมันหมดแรงแล้ว ไม่มีปัญญาจะไปไหน แต่ผู้หญิงก็จะได้แต่ร่างที่ไร้กำลังทั้งกายและใจ คุณค่ามันน้อยกว่าท่อนไม้หรือหมอนข้าง

ถ้าเอา 3 ของชายมาคู่กับ 1 ของหญิงจะเห็นว่าชายก็สุข หญิงก็สรวลสรรค์ตลอด 10 ปีแรก มาดู 10 ปีที่ 2 ชายแรงเริ่มน้อยแต่ใช้ว่าจะไม่มีแรง ก็ออกแรงกันเต็มที่ตลอด 10 ปีแรกไปแล้ว จึงมีแต่หวานชื่น เพราะผู้หญิงนี่บานแฉ่ง ผู้ชายก็ตังค์เยอะ เงินทองใช้กันเพลิน ไม่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต หรืออาบเหงื่อต่างน้ำเลือดตาแทบกระเด็นทั้งคู่ เหมือนคู่ผัวตัวเมียอื่นๆ
มาเข้า 10 ปีที่สอง ด้วยความหลงๆลืมๆเมียจึงฉกเงินไปได้ง่าย ก็สบายเมียอีก เพราะวัยนี้ของเมีย ต้องมีเงินไว้ให้แต่งตัวมากมาย เมื่อมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ความเครียดเรื่องงานก็ไม่เกิด เมียจึงไม่บ่น เมื่อไม่บ่นผัวเมียก็ยังรักกันเต็มที่ ความรักและอารมณ์ที่แจ่มใส่จะทำให้ผัวดูหนุ่มและเมียดูสาวต่อไปอีก ความรักจึงดึ๋งดั๋ง กระเด้งหน้ากระเด้งหลังกันได้อีกพักใหญ่

เข้าสู่ 10 ปีที่ 3 ที่บอกว่าชายจะหมดแรง ก็ไม่น่าจะหมด เพราะแรงหมดเนื่องจากความเครียดและทำงานหนัก แต่ผู้ชายไม่เครียดเลย จึงยังพอมีแรงต่อไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องจำอะไรไม่ค่อยได้กลับจะเป็นข้อดี เพราะเรื่องร้ายๆหรือข้อเสียของเมียก็จะไม่เก็บเอามาคิดเอามาบ่น และวัยนี้เริ่มใช้เงินไม่เป็นแล้ว มีเท่าไหร่ก็ยกให้เมียหมด มีหรือเมียที่ไหนจะหน้างอ

มาดูที่ฝ่ายหญิงบ้าง พอเข้าสู่วัยที่ต้องพอกเครื่องสำอางค์ ก็มีเงินจากผัวคอยเกื้อหนุมแบบไม่บ่นอีกต่างหาก อีกอย่างแม้ตัวจะเริ่มเหี่ยวเฉาแต่เนื่องจากผัวเริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้ เลยจะสังเกตไม่ออกว่าเมื่อก่อนเราตึงและกรอบร่วนขนาดไหน สีหน้าแววตาและท่าทีรังเกียจของผัวก็จะไม่เกิด โอ ชีวิตมันช่างมีความสุขนี่กระไร บวกกับเงินทุกบาททุกสตางค์ตกเป็นของเราโดยสมบูรณ์ ยังงี้ชีวิตก็มีแต่ความหฤหรรษ์

เขาสู่ 10 ปีที่ 4 น้อยรายนักที่จะอยู่เลยช่วงนี้ ผัวมีแต่วันรอความตาย ส่วนเมียนั่งนับเงินอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ต้องสนแล้ว เพราะตัวเองก็เหี่ยวได้ที่ จะไปมีความรู้สึกเซ็กส์กับใครอีกก็น้อยเต็มทน แต่ที่แน่ๆคือ ไร้ซึ่งความระแวงว่าผัวจะไปมีกิ๊กมีเก็บ เพราะวัยของผัวไม่มีทางเอื้ออำนวย และตลอด 30 ปีมานี้ ด้วยความสาวของเมีย ผัวคงนอนเฉาะทุกคืนไม่มีว่างเว้น ไม่ทันมีเวลาว่างไปหากิ๊กแน่นอน รับรองว่าวันตายของผัว คงไม่มีสาววัยรุ่นที่ไหนจูงลูกมาแล้วขอแบ่งสมบัติแน่นอน

ด้วยเงื่อนไขที่ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างนี้ จึงนอนตาหลับ กินอร่อยและไม่ป่วยง่ายๆ เนื้อตัวเต่งตึงคอยปรนนิบัติรับใช้ผัววัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างมีความสุข ผัวที่รอวันตายก็ไม่มีความเครียด กลับจะทำให้มีเรี่ยวมีแรงกรฉับกระเฉง ตายช้าอีกต่างหาก

โดยเฉพาะผู้ชาย ไม่ใช่พวกแก่ง่ายตายช้า ตราบใดที่ยังมีชีวิต ตราบนั้นยังอยากมีเซ็กส์อยู่ตลอด เหลือแต่เครียดและเหนื่อยกับงานหนักมาตลอดชีวิต จู๋มันจึงปลุกไม่ค่อยขึ้น แต่ถ้าสุขภาพใจและกายแข็งแรงดีตลอด บวกกับเมียของตัวเนื้อหนังยังไม่เหี่ยวย่นเหมือนผ้าขึ้ริ้ว รับรองมีแรงกระดึงกระดั๋งเผลอๆจนเลย 70 ก็ยังมีอยู่ นะจะบอกให้




 

Create Date : 03 กันยายน 2550    
Last Update : 3 กันยายน 2550 16:11:43 น.
Counter : 3820 Pageviews.  

เบื่อผัว

ผู้หญิงวัย 40 คนนหนึ่งมาพบอาจารย์ บอกว่า
"เบื่อผัว แช่งอยากให้มันตายอยู่ทุกวัน"

อาจารย์ถามว่าทำไมเหรอ
"ก็ดีซิคะ ตอนนี้ก็ 40 กว่า ยังทำงานเป็นลูกจ้างดักดานอยู่ที่เดิมตั้งเกือบ 20 ปี เงินเดือนก็ขึ้นเดือนละนิดหน่อย อีกอย่าง ลูกก็โตแล้วครอบครัวตัวเองก็มี แต่เวลาจะทำอะไรต้องไปหาแม่ ปรึกษาแม่ มีเรื่องอะไร เอะอะก็หาแม่ เป็นลูกแหง่จริงๆ"

อาจารย์พยักหน้า จะอ้าปากพูดบ้าง เธอเลยพูดต่อ
"ยังมีอีกนะ ต้นปีนี้ได้โบนัสมาแสนนึง บอกว่าเก็บไว้ก่อน เศรษฐกิจไม่ดียังเพิ่งรีบใช้ อาจารย์รู้มั้ยมันเอาเงินไปซื้ออะไร..."

อาจารย์มองหน้าเธอแล้วส่ายหน้า นึกในใจ
"จะไปรู้เรอะ ก็บอกมาสิ"
"มันเอาไปซื้อเครื่องเสียง" ถึงตอนนี้ย้ำด้วยเสียงสูงอีกรอบ

"เอาไปซื้อเครื่องเสียง..." เธอทำตาพองส่ายหน้า
"เอาเงินแสนนึงไปซื้อเครื่องเสียง มันบอกอยากได้มานานแระ อาจารย์คิดดู มันเอาเงินโบนัสทั้งหมดไปซื้อเครื่องเสียง"

ยังคงเน้นเสียงสูงปรี๊ดอยู่ ถึงตอนนี้เธอหยุดพูดกลืนน้ำลาย เริ่มหอบเพราะพูดมาเยอะ อาจารย์ให้เธอพักประเดี๋ยวเลยถามต่อ

"สามีเรา คนก็เลือกแล้ว อยู่ด้วยกันมาจนลูกโต แปลว่าเมื่อก่อนต้องมีดี หรือไม่ก็ไม่ได้รักกันแต่แรก"

"อ๋อ เปล่าเลย เมื่อก่อนรักกันดี เดี๋ยวนี้ความรักมันเหือดหายไปหมดแล้ว ก็ดูสิคะ มันช่างเปลี่ยนได้เป็นคนละคน"

อาจารย์ทำหน้าสงสัย เธอจับสีหน้าได้เลยแถลงต่อ
"เมื่อก่อนนะคะ โรแมนติกสุดๆ ฉันอยากไปเที่ยวไหนก็พาไปทุกที่ที่อยากไป ขากลับแวะซื้อขนมไปฝากแม่ตลอด เป็นคนรักครอบครัวสุดๆ...

"ก็ดีนี่" อาจารย์หนุน
"ยังไม่พอ มีเรื่องประทับใจตลอด มีหนนึงตอนจีบกันใหม่ๆ เขาไปทำงานทางใต้ ก็โทรศัพท์คุยกัน ฉันบอกว่าไม่สบาย โหย...ตีรถกลับกรุงเทพมาหาเย็นนั้นเลย"

อาจารย์ผงกหัวตาม เห็นด้วยในหัวใจของผู้ชายคนนี้
"ที่ประทับใจสุด เป็นไฮไลท์ที่ต้องแต่งงานด้วยอยู่ตรงนี้ อาจารย์รู้มั้ย สิบปีก่อนมีข่าวตุ๊ตาบาร์บี้ออก ลิมิเต็ทเวอร์ชั่น ขายเฉพาะอเมริกา ฉันพูดเล่นๆว่าอยากได้ อีกไม่เกิน 3 อาทิตย์เขาหามาให้ฉันจนได้ มารู้ทีหลังตอนแต่งงานแล้วว่าลงทุนซื้อไปตั้งสามหมื่น อาจารย์ดูสิ ผู้ชายคนนี้สุดๆขนาดไหน ลงทุนสามหมื่นซื้อตุ๊กตาให้หญิง"

จบเสียงเธอทำใจลอยนึกถึงความหวานชื่นแต่อดีต
พักเดียวหันมามองหน้าอาจารย์ตาเขียว เหมือนคนทำให้ชีวิตเธอพังเป็นอาจารย์

"แล้วเดี๋ยวนี้ดูสิ ดักดานไม่คิดถึงความก้าวหน้าในชีวิต เงินเดือนขึ้นปีละไม่กี่ร้อย ไม่คิดขวนขวายหาเงินเลี้ยงลูกเมีย ไม่พอยังทำตัวเป็นลูกแหง่ไม่ห่างอ้อมอกแม่ ที่ร้ายสุดๆ เอาแต่ใจตัวเอง เงินเป็นแสนบอกให้เก็บไว้ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร มันเล่นซื้อเครื่องเสียงเป็นแสน"

พูดจบมองหน้าอาจารย์กึ่งๆว่าให้เห็นด้วย และกึ่งๆให้ช่วยแนะนำ

"คุณอยากฟังความเห็นผมจริงๆเหรอ"
"อ๊า..ก็อยากให้อาจารย์ช่วย ไม่งั้นจะมาหาเหรอ"
"รู้มั้ย ผมปากจัด พูดตรงๆ เพราะถ้าอยากแก้ปัญหา พูดอ้อมค้อมมันแก้อะไรไม่ได้"
"อ๋อ อาจารย์มีอะไรก็ว่ามาเลย ฉันยอมรับอยู่แล้ว ก็ผัวมันเฮงซวย เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้"

"คืองี้ ผมฟังแล้วไม่รู้สึกว่าสามีคุณเปลี่ยนไปเลยนะ เขาเหมือนเดิมทุกอย่างตั้งแต่หนุ่มจนแก่...
เธอทำหน้ามึนตึ๊บ
"ทำไมถึงเป็นคนดักดาน ไม่คิดต่ายเต้าก้าวหน้า ก็คุณบอกเอง แค่บอกว่าไม่สบาย พ่อเล่นตีรถมาจากใต้ทันที คนอย่างนี้แปลว่ามันเป็นคนไม่เอาการเอางานมาแต่ไหนแต่ไร ขอให้ได้ป้อสาว อะไรมันก็ยอม...

ถึงตรงนี้เธอทำตาเหลือก
"ยังมีอีก คุณบอกว่าเป็นลูกแหง่ ซึ่งคุณก็เห็นตั้งแต่จีบกันใหม่ๆแล้ว ไปเที่ยวไหนก็คิดถึงแม่ตลอด เอาของไปฝากตลอด พฤติกรรมวันนั้นกับวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพียงแต่คุณไม่คิดจะมองในอีกมุมนึงเท่านั้นเอง..."

"และสุดท้าย 20 ปีที่แล้วบ้าหญิงมาก ขนาดลงทุนซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ตัวละหลายหมื่นให้ แปลว่าเป็นคนที่อยากได้อะไรแล้วต้องเอาให้ได้ลงทุนเท่าไหร่ก็ยอม ตอนนั้นเขาอยากได้คุณ เขาก็จ่ายไม่อั้น ตอนนี้เขาอยากได้เครื่องเสียง เท่าไหร่เขาก็จ่าย ผมเลยไม่รู้ว่าผัวคุณคนนี้มันเปลี่ยนไปยังไง มันเหมือนเดิมเลย"

สีหน้าเธอตอนนี้ดูไม่ออกว่าช็อกหรือเปล่า
"ที่เปลี่ยนน่ะคือคุณ คุณตั้งใจมองแต่มุมบันเทิงก็จะเห็นแต่อะไรที่เจริญหูเจริญตา ไม่มองในอีกแง่มุมหนึ่ง ฉะนั้นที่วันนี้เป็นอย่างนี้ จริงๆแล้วคุณเลือกเองแท้ๆ"




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 22:47:15 น.
Counter : 2695 Pageviews.  

แด่พ่อแม่ด้วยไม้หน้าสาม กว่าจะเป็นสะกดจิตบำบัดโรค

แด่พ่อแม่ด้วยไม้หน้าสาม กว่าจะเป็นสะกดจิตบำบัดโรค
เมื่อสองเดือนก่อนผมแจ้งไปที่คุณแหม่ม บ.ก.หนังสือของสำนักพิมพ์อนิศ ที่กรุณาพิมพ์ "สะกดจิตระลึกชาติ" ให้แก่ผม และขายดิบขายดี นอกจากขายดีแล้วยังทำให้มีลูกค้ามาสะกดจิตเดือนละสองร้อยกว่าคน

แจ้งไปว่ามีพล็อตหนังสือใหม่ ตั้งชื่อให้เก๋ไก๋ว่า "แด่พ่อแม่ด้วยไม้หน้าสาม" เพราะมีไอเดียอยากจะเผยแพร่เป็นอุทาหรณ์ให้แก่พ่อแม่ทั้งหลาย ที่รังแกลูกโดยไม่รู้ตัวบ้าง ด้วยอารมณ์บ้าง หรือตั้งใจบ้าง มีเยอะมากในสังคมทุกวันนี้
คนที่มาสะกดจิต บางคนอายุตั้ง 60 กว่าแล้ว แต่ยังมีความฝังใจ แค้นพ่อแม่ตัวเองไม่เลิก หรือพ่อแม่บางคู่บนกลุ้มใจทำไมลูกเป็นยังงี้ ทำไมดื้อ ทำไมเอาดีไม่ได้ พอถามวิธีการเลี้ยงลูกลงไป พบปมบางอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพราะพ่อแม่เข้าใจผิด หรือไม่ก็นึกไม่ถึง ว่าการปฏิบัติบางอย่างกับลูก ทำให้ลูกเสียผู้เสียคน ที่ดูแลอย่างไข่ในหิน เป็นคุณหนู คุณชายอยู่ที่บ้าน พอโตออกไปสู่โลกภายนอก กลายเป็นอ้ายโง่ ซื่อบื้อ ปัญญาอ่อน ฯลฯ ให้เพื่อนๆที่โรงเรียน หรือคนภายนอกหัวเราะเยอะเอา

หรือบางคนชีวิตผิดพลาดล้มเหลวเพราะถูกพ่อแม่บังคับ ให้เป็นอย่างนั้นทำอย่างนี้ ก็ฝืนทำไปอย่างไม่มีความสุข ที่ไปได้ดีก็ยิ้มแต่ใบหน้า แต่ใจนี่ร้องไห้ตลอดเวลา ที่ไปไม่ได้ฝืนต่อไม่ไหว ผมได้ยินคนพวกนี้กว่าโหล มาบอกให้ฟังว่าเขาเคยคิดวิธีการสุดท้ายที่จะออกไปจากปัญหาเหล่านี้ โดยการฆ่าตัวตาย จะได้ไม่ต้องเจอหน้าพ่อแม่อย่างนี้อีก

กว่าผมจะเขียนหนังสือจบ ใช้เวลาตั้ง 2 เดือน วันๆกว่าจะเขียนออกมาได้เล่มนึง ต้องบิ๊วอารมณ์กันสุดๆ ถ้ามีธุรกิจและงานยุ่งไปหมดนี่ หมดสิทธิ์ ช่วงหลังผมจึงไม่สามารถออกหนังสือได้เลย ถ้าต้องการจะเขียนด้วยสำนวนตัวเองล้วนๆ โดยเฉพาะผมถนัดเขียนเชิงอรรถประโยชน์ อ่านแล้วได้สาระน้ำมีน้อย และเฉพาะเจาะจงประเด็นเรื่องสะกดจิตมากเกินไป คนอ่านจึงน้อย ขายได้ก็ไม่ดี

โดยเฉพาะสมัยนี้ ถ้าไม่มีค่าย ไม่มีแบ็ค ไม่ได้เกิดหรอก เพราะหนังสือที่วางอยู่บนแผง เดี๋ยวนี้ร้านหนังสือก็เป็นเครือข่าย เกือบๆจะเป็นแบบสำนักพิมพ์ใครสำนักพิมพ์มันกันแล้ว ของคนโนเนมหรือไม่มีทุนไม่มีค่าย เกิดยาก หนังสือต่อให้ดังแต่ต่างค่าย เขาก็ไม่เอาของคุณมาวางขายหรอก อย่างหนังสือ "สะกดจิตระลึกชาติ" ไปดูได้ บางค่ายไม่เอามาวางเลย แต่ถ้าเป็นของค่ายตัวเอง วางบนชั้น "หนังสือแนะนำ" คนตัวเล็กๆก็เหมือนนกตัวน้อยไม่มีกิ่งไม้ใบหนามาช่วยมาบัง ตายอย่างเดียว

บ่นมามาก วันนี้ผมไปปรึกษาเรื่องทำวิทยานิพนธ์กับรศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล อาจารย์แนะวิธีเขียนวิทยานิพนธ์หลายอย่าง เพราะผมไม่ถนัดงานเขียนที่ต้องค้นคว้าลึกๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้ค้น แต่คว้ามาจากประสบการณ์ตัวเอง จะทำงานเขียนให้เชื่อถือได้ต้องอ้างอิงได้ "ว่าลอกมาจากใคร" อ๋อนี่เอง สมัยก่อนผมเคยพลิกผ่านๆ ผมเรียกมันว่างานเขียนแบบ"ตัดแปะ" แต่ทำไงได้เนาะ เขียนเองคิดเองคนก็จะถามว่า "แกเป็นใครมาจากไหน คิดเอาเองได้เหรอ" งานเขียนที่ขายในตลาดจึงไม่ใช่งานวิชาการ และงานวิชาการจึงไม่ใช่งานที่จะเอามาขายกันในตลาด และส่วนใหญ่จะขายไม่ได้ ยกเว้นเป็นเรื่องอินเทรนด์สุดๆ หรือกระทบกับคนส่วนใหญ่แบบเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นก็แปลว่า งานเขียนนั้นขายได้เพราะสถานการณ์อยู่ดี
ซึ่งถ้าไม่ใช่การเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อให้จบปริญญาเอก ผมก็จะบอกว่า "ผมไม่แคร์" อย่างเรื่องพลังจิตหรือสะกดจิต งานเขียนที่ขายกันในท้องตลาด

ผมกว้านซื้อมาอ่านหมดแหละ มีอีกสองสามเล่มที่อ่านแล้วรู้ได้ ว่าคนเขียน เขียนจากประสบการณ์ และรู้จริง นอกนั้นเป็นพลังจิตขยะทั้งนั้น เพราะคนอ่านชอบอ่านเรื่องโกหก เรื่องแฝงอภินิหารย์ไว้ก่อน ถึงอยากอ่าน อะไรที่มันจริงดูเหมือนมันไม่มีอะไรให้ลุ้น เพราะคนไทยเราเหงา ขาดที่พึ่ง นี่ไงครับ "เกิดแต่กรรม" "รวยด้วยของขลัง" "ไหว้พระเก้าวัด สะเดาะเคราะห์โชคดี เศรษฐีเงินล้าน รวยครั้งใหญ่" ประมาณนี้ และไม่พ้น "ระลึกชาติ" "สั่งจิตให้รวย" จึงขายดิบขายดี เพราะคนส่วนใหญ่ขาดที่พึ่งและอยากได้ใคร่ดีกันทั้งสิ้น

คุยกับอาจารย์เกียรติวรรณ ก็ตกปากรับคำจะนำแนวปฏิบัติของ"นีโอ ฮิวแมนนิส" มาใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วงนี้ผมเอาเพลง "มันตรา" มาเปิดฟังทั้งวันทั้งคืน ที่ห้องทำงานก็ฟัง ตอนนอนก็ฟัง ขับรถก็ฟัง เพื่อพิสูจน์และทดสอบเรื่องคลื่นสมองที่เปลี่ยนไป กับความสัมพันธ์ในเรื่องรูปแบบการใช้ชีวิต แนวคิด อาหาร ฯลฯ ว่าเป็นไปตามสมมุติฐานหรือไม่ หากเราไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยกับอะไร อย่าเพียงแต่เชื่อหรือไม่เชื่อ ต้องไปพิสูจน์ สำหรับผมประมาณว่าเอาตัวเข้าแลกเลยแหละ เพราะฉะนั้นอย่าล้อเล่นกับผม

อย่างเช่น ถ้าผมอยากรู้ว่าเมืองนอกเป็นยังไง อ้ายจบโทอเมริกานี่มันประเสริฐมากนักเหรอ ผมไม่เอาแต่สงสัย ผมไปเลยครับ กลับมาเขียนหนังสือได้เล่มนึงชื่อ “แฉชีวิตนักเรียนนอก” ความจริงน่าจะเขียนได้อีก 2-3 เล่ม แต่รู้สึกไม่ค่อยเห็นประโยชน์ เพราะผมไม่ได้เริ่มต้นจากที่ว่า เขียนเพราะคิดว่ามันจะได้เงินหรือเปล่า ผมจะเขียนเพราะคิดว่า "จะเกิดประโยชน์อะไรกับคนอ่าน" ไม่ใช่เพื่อเงิน หรือบ่นๆไปไร้สาระ หรือแสดงตัวว่าเจ๋งมาก ฉลาดหรู อวดโชว์ได้มีหนังสือกับเขามั่ง เพราะผมไม่ใช่ดารา เป็นแค่คนโนเนม คนคงจะซื้อหนังสือของเราเพราะสาระ ไม่ใช่จากความดังของคนเขียน

เขียน"แฉชีวิตนักเรียนนอก" บางคนบอกว่าเขาก็ไปเรียนมาตั้งหลายปี ไม่เห็นเคยเจออย่างที่ผมว่า ทั้งๆที่ไปอยู่นานกว่าผมตั้งหลายปี ผมบอกว่า "จะวัดว่าอะไรดีกว่าที่มันนานกว่าไม่ได้หรอก ถ้าเราส่งควายไปอเมริกา มันก็คงจะได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีกสองสามอย่าง ว่าอากาศมันไม่เหมือนเมืองไทย ไม่ค่อยมีปลักให้จม และรสชาติของหญ้าคงแตกต่างกัน มันคงรับรู้อะไรมากไปกว่านี้อีกไม่กี่อย่าง"

กลับมาเรื่องของเราดีกว่า บ่ายกว่าๆก็ไปสยามดิสคัฟเวอรี่ ไปเจอคุณแหม่ม ไปนั่งเมาท์กันเกือบสองชั่วโมง เล่าเคสต่างๆที่สะเทือนใจ ความฝังใจอันเนื่องจากพ่อแม่ ให้คนหนุ่มสาว (และที่แก่งักแล้ว) ต้องมีตราบาปฝังใจจนลืมไม่ได้ ตกเย็นก็ไปเดอะมอลล์ บางกะปิ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่บริติช อเมริกันครับ ไม่อายครับที่จะให้ใครรู้ เพราะไม่ได้พูดเร็วเป็นไฟแลบมา 8 ปีแล้ว เวลาอ้าปากต้องคิดศัพท์นานขึ้น เด๋วด่าแข่งกับฝรั่งไม่ทัน แต่ที่เป็นแรงขับดันจริงๆ เพราะพักนี้ลูกค้าฝรั่งเริ่มมีมาเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อ ฝรั่งอยากมาระลึกชาติ และอีกอันหนึ่งคือ เดือนตุลา บริษัทอะไรไม่รู้จ้างไปบรรยาย บอกว่าจะมีฝรั่งมานั่งฟังด้วยหลายคน กลัวอายประเทศชาติ เลยต้องไปฝึกฝนไม่ให้อายฝรั่ง ให้มันฟังแล้วต้องตบมือให้เรา แบบที่ผมเคยทำมาแล้วที่อเมริกา

ส่วนเคสต่างๆที่จะลงในหนังสือ เคสไหนบ้างเหรอครับ ลองไปอ่านแล้วกัน แล้วอุดหนุนกันอย่างที่เคยทำมาเป็นปกตินะครับ ผมรำลึกในบุญคุณทุกท่านเสมอ สำนักพิมพ์เขาเปลี่ยนชื่อเป็น”สะกดจิตบำบัดโรค”

เล่มนี้ก็ขายดิบขายดีอีกหนึ่งเล่ม แต่ทำไมสำนักพิมพ์กลับบอกขายได้น้อย “มาร์คไม่ค่อยเข้าใจเลยจริงๆ” คนมาสะกดจิตเดือนละ 200 คนกว่าๆ แต่เขากลับบอกว่าหนังสือขายได้น้อย เป็นไปได้หรือนี่
ผมเล่าให้ฟังเป็นน้ำจิ้มสักตอนหนึ่งแล้วกัน
เมื่อวานมีหนุ่มรายนึงมาพบ บอกว่าอยากเลิกยาบ้า ก็คุยกันสักพักพอได้ข้อมูล เมื่อผมถามว่าทำไมถึงติดยา แกตอบดังนี้

"พ่อผมเป็นคนเก่งและใหญ่โต ไม่ได้คุยนะครับ อาจารย์เห็นนามสกุลผมคงเดาได้"
ผมพยักหน้ารับว่าเห็นด้วย เพราะนามสกุลแก ใครได้ยินก็ต้องรู้จัก
"ผมเป็นลูกคนโต พ่อก็มีนิสัยดุ เจ้าระเบียบ เข้มงวด ชอบด่าว่าผมแรงๆ เพราะผมมักทำไม่ได้ดั่งใจพ่อ พ่อชอบว่าผมไม่เอาไหน ผมพยายามทำอะไรยังไง เท่าไหร่ พ่อก็ไม่เคยชม"
ถึงตรงนี้มีน้ำตาคลอเบ้า

"ผมเป็นโรคประหม่า ตื่นกลัว ประสาท ท้อแท้ รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ตั้งแต่เด็กจนโตผมอยู่บ้านไม่เคยมีความสุขเลย เลยไม่ค่อยอยู่บ้าน ก็ไปคบเพื่อนที่เขาเสพยากัน ผมก็ติดไปด้วย ติดอยู่ 4 ปีพ่อก็จับได้ ตอนนั้นเหมือนโลกจะแตกเลยครับ"
"นี่ก็พยายามเลิกมา 3 ปีแล้ว เหมือนเข้าๆออกๆ เลิกไม่สำเร็จสักที พอดีแม่ได้หนังสือของอาจารย์มา คนแนะนำให้อ่าน แม่ก็เอามาให้ผมอ่าน ทำให้ผมมีความหวังให้กับตัวเองครับ"

"เพราะก่อนหน้านี้ผมก็พยายามเลิก ไปมาหมด ลองมาหมดทุกวิธีแล้ว และก็ไม่เคยสำเร็จ แต่ละครั้งพ่อก็จะว่า จะด่า จะเหน็บ ทุกครั้งที่ทำให้พ่อเสียใจผมก็ท้อแท้ อยากจะแก้ปัญหาของตัวเองให้ได้ แต่มันไม่ได้สักที ผมก็ปริ่มๆจะเชื่อตามพ่อแล้ว ว่าที่ด่าผมอยู่ทุกวันน่ะ เป็ฯเรื่องจริง"

"จริงที่ว่า ผมมันขี้เกียจ ไม่เอาไหน ไม่รักดี ชั่ว ทำตัวเสื่อมเสียชื่อเสียงวงตระ***ล คิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นยังงี้จริงๆ และคงไม่มีวันเปลี่ยนตัวเองได้"
"พอมาอ่านหนังสือของอาจารย์ แม่ก็เห็นด้วย ว่า เออ... นี่เราโดนพ่อด่าอยู่ทุกวันนะ พ่อกำลังใส่ข้อมูลด้านลบให้กับเราโดยท่านไม่รู้ตัว"

"แต่พ่อเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูงครับ ใครไปบอกแกคงไม่ฟัง พูดอะไรคงไม่มีใครเชื่อ ผมมีน้องอีก 2 คน ทีแรกก็คิดว่า เออ เราคงปัญญาอ่อน เราคงโง่และไม่รักดี เพราะน้องๆเรียนหนังสือจบแล้วก็รีบหาทางออกจากบ้านไป จะได้ไม่ต้องเจอพ่อ เหลือผมอยู่คนเดียวที่ไปไหนไม่รอด"
"เพราะคนอื่นเป็นน้องๆ แม่ก็บอกว่าเพราะผมเป็นลูกคนแรก แถมเป็นผู้ชาย พ่อเลยฝากความหวังไว้มาก ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ผมไว้สูง แล้วก็เคี่ยวเข็นบังคับและกำหนดแนวทางให้ผมทำยังงั้นทำยังงี้ ให้เรียนที่นั่นที่นี่ ให้เรียนยังงั้นยังงี้ตามที่พ่ออยากให้ผมเรียน"

"ทีแรกผมก็จำไม่ได้ว่าเริ่มเกเรตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พออ่านหนังสือของอาจารย์ก็มาระลึกได้ ว่าเวลาโดนพ่อบังคับมากๆผมก็จะต่อต้าน ต่อต้านมากๆบางทีผมก็หนีออกจากบ้านเลย เมื่อไหร่ไปไม่รอดกลับมา หรือพ่อตามตัวเจอทีนี้ก็โดนหนักเลย แล้วก็โดนหนักมากขึ้นทุกวัน แต่เหมือนผมไม่เคยเข็ด ผมก็ทำแสบกับพ่อหนักขึ้นทุกวัน เหมือนเราเป็นคู่แค้นกันเลย"

"นี่ผมดีใจมากเลยนะครับที่ได้รู้ว่าผมก็เรียนมัธยมที่เดียวกับอาจารย์"
พอได้ไล่เรียงปีที่จบแล้ว อย่าพูดเลยครับ รุ่นผมกับรุ่นเขาห่างกันสิบกว่าปี แต่ผมไม่วายพูดให้กำลังใจเขาไปว่า
"เออ คุณจบมัธยมที่..............ก็ถือว่าคุณไม่ใช่ขี้นะ เข้าตรงนี้ได้มันต้องเก่งนะ"
"แหะ แหะ ผมเด็กฝากครับ ถ้าพ่อไม่ฝากก็ไม่มีปัญญาเข้าหรอกครับ"
ฟังยังงี้ผมเลยทำเฉยๆ ไม่รู้จะตอบรับยังไง

"เรื่องที่ฟังมาทั้งหมดผมก็ได้แต่เห็นใจ และเข้าใจคุณนะ แต่เราจะเอาไงดีล่ะ เพราะถ้าคุณได้อ่านหนังสือของผมก็ต้องทราบดี ว่าผมให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมด้วย ถ้าสภาพแวดล้อมยังไม่เปลี่ยน โอกาสที่คุณจะแก้ไขตัวเองได้ก็มีน้อย"
"นี่ผมอายุ 29 แล้ว พ่อผมขังผมไว้ที่บ้านเลยนะช่วงนี้ ไม่ยอมให้ผมไปไหนเลย ต้องมีคนอื่นไปด้วยถึงยอมให้ออกไปไหนนะ อยู่บ้านผมก็เบื่อ ไม่มีอะไรจะทำ เมื่อไหร่พ่อกลับมาจากทำงานก็จะว่า จะบ่น จะด่า คือท่านจะเป็นคนแสดงอาการฉุนเฉียวเกินปกติเลยแหละ แล้วถ้าโกรธอะไรนี่ แกจะจำเป็นปีเลย แล้วก็เอามาว่าทุกวัน ว่าเป็นปีๆเลยนะ"

"ทุกวันนี้ในใจผมไม่มีอะไรมาก มีแต่ความท้อแท้ มีหนหนึ่งเคยได้ไปอยู่ออสเตรเลียผมมีความสุขมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เป็นนายของตัวเอง มีโอกาสตัดสินใจให้ตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง แต่อยู่ได้ไม่นาน เพราะผมไปอยู่ ไปนี่ คือพ่อยอมให้ไปเพราะมีน้องๆไปเรียนนะ พอน้องเรียนจบผมก็กลับ แล้วก็เศร้าใหม่ เพราะต้องทำทุกอย่างตามพ่อสั่ง ส่วนน้องๆก็มีน้องชายที่ได้ออกจากบ้าน ส่วนน้องสาวพ่อก็ไม่ยอมให้ไปไหน ไม่ยอมให้ไปทำงานกับใคร แต่ยังโชคดี พ่อให้ไปรับผิดชอบงานที่ไม่ต้องเจอพ่อบ่อยๆ"

ผมบอกไปว่าเราจะเริ่มแก้ปัญหากัน โดยโฟกัสไปที่
"ทำให้คุณมีความอดทนมากขึ้นละกัน เพราะเป็นข้อเดียวที่คุณจะทำได้ในตอนนี้ ให้คุณอดทน อยู่อย่างน่าเบือและท้อแท้นี่ให้นานที่สุด จนกว่าพ่อของคุณจะมั่นใจ ว่าคุณดีขึ้นแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว เพราะถ้าพ่อของคุณยังไม่มั่นใจในตัวคุณ ก็คงต้องขังคุณไว้ในบ้านต่อไป และถ้าเมื่อไหร่ความอดทนอดกลั้นของคุณสิ้นสุดลง ก็คงมีทางเลือกให้คุณสองทาง คือ คุณก็ต้องวีนกับพ่อคุณแน่ หรือไม่ก็หนีออกไปเสพยา ซึ่งมันแย่ทั้งคู่"

"นั่นดิครับ ผมก็คิดว่าคงไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้ ผมเคยคิดว่าถ้าออกไปอยู่คนเดียวคงจะช่วยได้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่พ่อคงไม่ยอมแน่ และผมก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้"
"ตอนนี้คุณเรียนอยู่หรือเปล่า"
"จะจบเดือนตุลานี้ครับ"

"ก็ดี อย่างน้อยคุณก็มีเป้าหมาย ผมอาจแนะนำว่าพยายามเรียนให้จบไวๆ แล้วพยายามหางานทำด้วยตัวเอง อย่าหมิ่นเงินน้อยหรือตำแหน่งไม่ดี ผมเดาว่าพ่อของคุณจะหางานและตำแหน่งดีๆให้คุณได้อยู่แล้ว แต่นั่นคุณคงแน่ใจอยู่แล้วว่าคุณคงไม่มีความสุข ฉะนั้นจงพิสูจน์ตัวเองว่าคุณยืนด้วยตัวเองได้ จะงานกระจอกเงินน้อยยังไงก็ยังทำให้คุณภูมิใจในตัวเองขึ้นมาได้บ้าง
และถ้าถึงตรงนั้น ถ้าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับพ่อ อาจแสดงตัวเป็นผู้ใหญ่ด้วยการย้ายออกนอกบ้านก็ได้ เพราะคุณอายุก็พอสมควรแล้ว ก็คงไม่มีความสุขอีก ที่ผู้ใหญ่จะเห็นเราเป็นเด็กอยู่ร่ำไป เหลืออยู่แต่ว่าคุณจะไม่ยอมดิ้นรน ยอมแพ้กับคำปรามาส และยอมรับสภาพว่าพึ่งตัวเองไม่ได้"

"อาจารย์พูดทำให้ผมมีกำลังขึ้นเลยครับ ผมไม่เคยคุยกับใครในเรื่องพวกนี้ได้เยอะอย่างนี้ ผมจะอดทนและพากเพียรตามที่อาจารย์แนะนำครับ เพราะถ้าให้นึกก็รู้ว่าไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้แล้ว ผมก็อยากแสดงให้พ่อเห็นว่าผมเป็นผู้ใหญ่จริงๆเสียที"
"มาครั้งนี้คุณอย่าคิดว่านี่เป็นการลอง คุณต้องคิดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่คุณจะพยายามดึงตัวเองออกมาจากปัญหายาเสพติดให้ได้"
"ไม่หรอกครับ ผมไม่ลอง ผมตั้งใจจริงๆ และจะออกมาให้ได้ ถ้าผมได้รับกำลังใจจากที่บ้านอย่างนี้บ้าง ผมคงมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่"




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2550    
Last Update : 21 สิงหาคม 2550 18:08:08 น.
Counter : 236 Pageviews.  


thaihypn
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add thaihypn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.