Group Blog
 
All Blogs
 

พูดช้า ติดอ่าง แน่นหน้าอกเพราะพูดไม่ออก ความคิดเร็วกว่าปาก พูดไม่ชัด ย้ำคิดย้ำทำ บำบัดด้วย...

พูดช้า ติดอ่าง แน่นหน้าอกเพราะพูดไม่ออก ความคิดเร็วกว่าปาก พูดไม่ชัด ย้ำคิดย้ำทำ บำบัดด้วย...

กลุ่มคนที่มีอาการนี้มากทีเดียว บางทีคนอื่นมองไม่เห็น แต่ตัวเองละอึดอัดน่าดู โดยเฉพาะไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เล่าให้ใครฟังก็อาย และในทางการแพทย์ยังไม่ชัดเจนถึงวิธีแก้ปัญหา

ในการบำบัดด้วยการสะกดจิต มีคนมาพบผมด้วยเรื่องพวกนี้มากพอสมควร เมื่อเราตั้งต้นที่เข้าใจว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาทางจิต เกิดจากความผิดปกติของจิตใจ และใหลเตลิดไปสมองให้สั่งงานผิดเพี้ยน คนนั้นก็จะแสดงอาการนั้นออกมา บางคนก็ระงับได้ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าเหนื่อยมากที่เดียวในการทำตัวให้ดูเป็นปกติ บางคนรุนแรงถึงขั้นที่คนอื่นสังเกตเห็นได้ และลุกลามทำให้เจ้าตัวกลัว อาย ประหม่า และขาดความมั่นใจในตัวเองตามมา

เท่าที่ซักประวัติ มักเป็นกลุ่มที่มีเรื่องเครียดเรื่องกลุ้มจากการถูกเลี้ยงดูในวัยเด็ก เจอผู้ใหญ่ขี้โมโห ใจร้อน จู้จี้ เจ้าระเบียบ ชอบว่าชอบติ เล่นเอาเด็กเถียงไม่ทัน พูดคำโดนตีคำ หรือไม่ก็พูดไม่ทันจบก็โดนโบกมือห้ามไม่ให้พูด ทำให้เกิดอาการอารมณ์ค้าง เป็นมากๆลามไปที่สมองและเมื่อเป็นซ้ำเป็นซาก จิตใต้สำนึกก็รับเอาอาการนั้นไว้ และกระตุ้นให้เป็นอย่างนี้ไปจนโตเป็นผู้ใหญ่
กลุ่มนี้ก็จะเป็นพวกติดอ่าง คืออ้าปากจะพูดแล้วโดนกั๊กไว้ทุกที

แม่ "ทำไมถึงยังไม่ใส่เสื้อผ้าซะที ห๊า"
ลูก "มะ มะ มะ...."
แม่ "ยังจะเถียงอีก ไม่รีบใส่เสื้อผ้า ไปใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ รถโรงเรียนมาแล้วยังใส่ไม่เสร็จละก็โดนฟาด"
ลูกเอามือกำกระจู๋ยืนนิ่งตามประสาเด็ก
แม่ "แน๊ ยังไม่ไปอีก วอนซะแล้ว"
ลูก "ก้อ ก้อ ก้อ"
แม่ "เถียงอีก ตีตายเลย"
ลูก "แง๊ แง๊ แง๊ แง๊"
แม่ "อ้าว ไอ้บ้านี่ เสื้อนักเรียนยังไม่ได้รีด ทำไมไม่รีบบอกแม่ละวะ" แม่สังเกตว่าเสื้อนักเรียนยับยู่เหมือนเพิ่งตากเสร็จ
ลูก "ผะ ผะ ผะ"
แม่ "ไม่ต้องมาเถียง"
ฯลฯ

ใครมีพ่อแม่แบบนี้ละ โตขึ้นมันพูดช้า พูดติดอ่างแน่นอน แล้วก็อย่าพูดเป็นเชิงสนุกว่าติดอ่างชูวิทย์ล่ะ ไม่ขำด้วยหรอกนะ

กลุ่มที่มีสาเหตุคล้ายๆกับแบบนี้คือพวกแน่นหน้าอกเพราะพูดไม่ออก เวลานึกอะไรแล้วมันอ้าปากพูดไม่ออกซะที หรืออย่างพวกความคิดเร็วกว่าปาก พูดเร็วรัวจนฟังไม่รู้เรื่อง สองกลุ่มหลังเป็นพวกที่พยายามแก้ปัญหาตัวเอง เพื่อให้พูดทันหรือเถียงทันผู้ใหญ่ แต่ลงท้ายก็กลายเป็นปัญหาบุคลิกภาพอีก เพราะพูดอะไรแล้วคนฟังไม่รู้เรื่อง ทำให้รู้สึกแปลกแยก ขายหน้า ขาดความมั่นใจในตัวเอง

คนที่มีปัญหาในเรื่องการพูดจะขาดโอกาสเจริญก้าวหน้าในชีวิตมากมาย บางรายเป็นหนุ่มหน้าตาดีถึงกับโดนสาวขอเลิก เพราะถามอะไรก็ไม่ตอบ คุยอะไรก็ทำท่าอ้ำอึ้งอย่างเดียว ดีใจก็ไม่บอก เสียใจก็ไม่พูด รักหรือไม่รักก็ไม่อ้าปากสักแอะ อันนี้ผมเจอมาแล้ว ถึงกับบอกว่าอยากฆ่าตัวตายกันทีเดียว

หลายคนมีปัญหาในที่ทำงาน ตอนเด็กๆเรียนหนังสือจะขี้อาย พวกผู้ใหญ่เวรก็ชอบล้อ เพราะยิ่งล้อแล้วจะยิ่งเป็น โตขึ้นมาหน่อยเรียนมหาวิทยาลัยก็ขอเป็นคนทำรายงานให้เพื่อนพรีเซ้นต์ เรียนจบมาทำงานก็นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ต้องพูดกับใคร อย่างดีก็คุยกับหัวหน้ากับเพื่อนที่ทำงา

พออายุงานกับอายุตัวมากขึ้น ทีนี้ต้องพบลูกค้า ต้องประชุมกรรมการบริษัท ต้องประชุมพนักงานทั้งฝ่าย เอาละซี เป็นหัวหน้าออกไปยืนมือสั่นขาสั่นเหงื่อแตก แบบนี้แล้วจะเหลือรึ ลูกน้องก็แอบขำ เจ้านายก็แอบส่ายหน้า ลูกค้าก็ไม่กล้าเชื่อถือ
บางคนเวลาเข้าประชุม เจ้านายถามความเห็นทุกคนถึงแผนการตลาดของบริษัทฯ เราก็นึกได้ทันที แถมแผนของเรายังสุดยอดด้วย แต่ไม่กล้าอ้าปากพูด ใจมันตุ๊มๆต่ำๆรู้สึกวูบวาบทุกครั้งที่จะต้องอ้าปากพูดกับคนมากๆ ไอ้แว่นหัวหน้าฝ่ายอีกคนที่นั่งตรงข้ามมันอ้าปากตอบได้ก่อน เราฟังไอเดียมันแล้วก็งั้นๆ แต่เจ้านายชอบใจ ทุกคนตบมือ พอสิ้นปีมันก็ได้ขึ้นเงินเดือน เลือนตำแหน่งได้แบ่งโบนัส ส่วนเราเจ้านายแทบจำหน้าไม่ได้

เวลาไปเที่ยวคนก็ชอบล้อ นั่งบนรถตู้เป็นสิบ เงียบเป็นเป่าสากอยู่คนเดียว
“เฮ้ พวกเรา นายต้อมมากับเราด้วยนะเปล่าวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

เรื่องย้ำคิดย้ำทำ คนเป็นกันเยอะ บางคนบ้าล้างมือจนมือถลอก บางรายอาบน้ำทั้งวัน อาบอยู่นั่นไม่ยอมเลิก เร็วๆนี้ก็มีรายนึง กลัวความสกปรกมาก เข้าห้องน้ำไม่ว่าจะอาบน้ำ ถ่ายหนักถ่ายเบาต้องล้างส้วมทันที คนที่บ้านต้องจัดคิวรีบเข้าห้องน้ำก่อน ไม่งั้นอึแตกฉี่ราดกันเป็นแถบแน่




 

Create Date : 12 กันยายน 2550    
Last Update : 12 กันยายน 2550 20:17:03 น.
Counter : 529 Pageviews.  

สับสนในตัวเอง

หลายวันก่อนมีแพทย์หญิงคนนหนึ่งมาพบ เล่าให้ฟังว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความรักนิดหน่อย แต่ที่นิดหน่อยนี่ทำให้เศร้าและทุกข์มาก เพื่อนหมอด้วยกันแนะนำให้มาพบ เพราะปัญหาของเธอคงแก้ไม่ได้ด้วยยา

เธอบอกว่าตอนนี้เรียนเฉพาะทางอยู่ มีแฟนคนหนึ่งที่เรียนเฉพาะทางด้วยกัน แต่เพื่อนๆไม่มีใครชอบคนนี้เลย และบอกว่าเธอคิดผิดมากที่คบคนนี้เป็นแฟน เพื่อนๆถึงกับแอนตี้เธอทีเดียว

ผมบอกไปว่าคุณก็อายุไม่น้อยแล้ว จะคบใครเป็นแฟนใครก็เรื่องของเรา จะไปสนใจคนอื่นทำไม ใครจะคบหรือไม่คบเราเพราะเราเลือกว่าจะให้ใครเป็นแฟนก็ช่างมันเถอะ

เธอฟังอย่างนี้ก็ทำหน้าเหมือนกับว่า เออ...เธอคงผิดเองที่เล่าอย่างนี้ เธอเลยขออนุญาตเล่าต่อว่าแฟนของเธอคนอื่นๆทุกคนบอกว่าเป็นคนก้าวร้าว ไม่สนใจคนอื่น ใครๆก็ไม่ชอบ คนอื่นไม่มีใครชอบสักคนและแปลกใจว่าเธอไปชอบมันอยู่ได้ยังไง

อืม ฟังอย่างนี้ก็เริ่มแปลก ทีแรกผมฟังไม่เคลียร์เลยถามว่าแล้วนายคนนี้ทำอาชีพอะไร เธอบอกว่าก็เป็นหมอเหมือนกันนี่แหละ ผมฟังแล้วบอกว่า เออ..คนอื่นเขาอาจคิดว่าเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วจะมาเป็นแฟนเพื่อปอกลอกหมอ แต่นี่เป็นหมอด้วยกันก็ดูไม่เห็นเป็นไร บางทีคนที่เราชอบคนอื่นอาจไม่ชอบ และคนที่เราไม่ชอบคนอื่นอาจชอบ นี่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ฟังคุณพูดแล้วก็นึกไม่ออกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ถ้าเป็นอย่างนี้แปลว่าคุณสับสนในตัวเอง เลือกไม่ถูกหรือไม่ก็คงมีอะไรบังหูบังตา เอางี้ ช่วยผมตอบคำถามหน่อย คนนี้เขาดีต่อคุณหรือเปล่า เธอทำหน้าครุ่นคิด บอกว่าก็เฉยๆ แต่เขาเป็นคนที่มีวิธีพูด บุคลิก ลักษณะนิสัยที่ใครเจอแล้วไม่มีใครชอบ แต่สำหรับตัวเองรู้สึกเฉยๆ

เขาชอบด่าว่าตำหนิติเตียนคนอื่นหรือไง เธอบอกว่าประมาณนั้น แต่เวลาเธอโดนบ้างเธอรู้สึกเฉยๆ รู้สึกว่ารับได้ อืม ผมฟังแล้วยิ่งแปลก

อ้าว...ยังงี้ก็ดูไม่มีปัญหาสิ แต่คุณคิดว่ามีปัญหา ถ้าคุณเลือกแบบนี้อาจจะมีสาเหตุหนึ่ง คือคนนี้มันคงหล่อมาก เธอบอกว่าเปล่าเลย

ผมเดาว่าคุณไม่เข้าใจตัวเองมากกว่า คนที่มีปัญหาแบบนี้ต้องมี 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างแรกคือมั่นใจในตัวเองมาก ฉันจะรักคนนี้สักอย่างก็เรื่องของฉัน ยังงี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่อีกพวกคือขาดความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกไม่มีที่พึ่ง รู้สึกชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง พอมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตก็เลยเกาะติดเลย และไม่อยากสลัดไป กลัวว่าจะไม่เจอใครอีก

เธอพยักหน้ารับ ผมเลยแถลงต่อ คนที่เป็นอย่างนี้แปลว่าที่บ้านมีปัญหา เธอบอกว่าเปล่า ที่บ้านอบอุ่นดี ผมว่าอืม คุณขาดความมั่นใจในตัวเองหรือเปล่า เธอให้ผมลองยกตัวอย่าง ผมเลยยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่กำหนดชีวิตของเราตลอด เธอบอกไม่ใช่ เราต้องมีเพื่อนตลอดเวลา เธอบอกไม่ใช่

เอ...ถ้าเป็นยังงี้ตกลงปัญหาคุณอยู่ตรงไหน ผมเลยบอกว่ามีคนอีกแบบหนึ่ง เป็นพวกที่ต้องช่วยเหลือตัวเองแต่เล็ก ต้องคิดเองทุกอย่าง แก้ปัญหาเองทุกอย่าง ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีใครให้คำแนะนำ บางทีเหนื่อยบางทีท้ออยากหาใครสักคนคอยปลอบคอยให้กำลังใจก็ไม่มี คุณเป็นแบบนี้ใหม

เธอบอกว่าใช่เลย เธอคือคนที่ยกตัวอย่างมานี้ ผมเลยถามว่า แล้วคุณบอกว่าที่บ้านอบอุ่น คนที่ที่บ้านอบอุ่นไม่น่าจะเป็นแบบนี้หรอก เธอเลยบอกว่าบ้านอยู่ต่างจังหวัด ต้องมาเรียนกรุงเทพฯตั้งแต่เด็กๆ มาอยู่กับพี่น้องหลายคน แต่พี่น้องก็วัยไล่เรี่ยกันหมด และดูเหมือนตัวเองต้องเป็นที่พึ่งให้พี่น้อง ต้องคอยช่วยเหลือ คอยให้คำปรึกษา บางทีก็แอบร้องไห้คนเดียวก็มี อยากมีที่ปรึกษาอยากมีคนให้กำลังใจ แต่กลายเป็นต้องคอยให้กำลังใจคนอื่น เลยรู้สึกท้อๆ

เมื่อคุณเจอใครสักคนที่มาเติมเต็มในสิ่งที่คุณขาดได้ก็เลยคว้าไว้อย่างเต็มที่เลย ผมแปลกใจว่าทำไมคิดว่าผู้ชายคนนี้ถึงเติมเต็มในสิ่งที่คุณขาดได้ ถ้าเขาเป็นคนดีจริงคนอื่นคงไม่บอกคุณว่าเขาแย่ แต่คุณก็ยังมั่นใจว่าเขาดีกับคุณ คนกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาแบบเดียวกันนี้ก็คือคนที่สับสนในสังคม

เธออยู่ในบ้านหรือกับพี่น้องแล้วอาจพบแต่คนที่พูดตรงๆ ไม่มีใครเสแสร้งไม่มีใครสงวนท่าที ทุกคนจริงใจกัน แต่พอมาอยู่กับโลกภายนอก ทำชีวิตแบบนั้นบ้างอาจมีปัญหา และคุณไม่เจอใครที่มีลักษณะที่เติมเต็มคุณๆได้ พอมาเจอคนนี้เลยรู้สึกยึดติด ผมเลยสงสัยว่าเขาเติมเต็มอะไรให้แก่คุณ

เธอบอกว่าที่ผมพูดในตรงหมดเลย คือสิ่งที่เขาทำเช่นพูดติพูดว่า ในขณะที่คนอื่นบอกว่าก้าวร้าว เธอกลับรู้สึกว่าเป็นความห่วงใย ในขณะที่เขาแสดงอาการก้าวร้าวในความคิดของคนอื่น แต่สำหรับเธอคิดว่านี่เป็นลักษณะของผู้ใหญ่ของผู้นำ ท่าทีขึงขังเอาเรื่องของเขาทำให้เธอรู้สึกอบอ่นว่าได้รับการปกป้องจากผู้ใหญ่

ผมบอกว่าเมื่อเป็นยังงี้ก็ดีสิ แล้วคุณจะคิดมากทำไม เธออึ้งไป ผมเลยบอกว่า ที่เป็นยังงี้เพราะจริงๆแล้วคุณก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คุณกำลังสงสัยตัวเองว่า สัญญาณที่เขาแสดงออกมาและที่คุณตีความหมายไปนั้น มันคือสิ่งที่คุณเข้าใจผิดจากมนุษย์ปกติคนอื่นหรือเปล่า

ถ้าคุณตีความสิ่งที่คนอื่นปฏิบัติผิดจากมนุษย์ปกติคนอื่น ก็แปลว่าคุณไม่ปกติและคุณก็จะเข้าใจผิดสัญญาณที่ได้รับจากคนอื่นเสมอๆ เช่น บางคนหวังดีกับเราเราคิดว่าเขาจุ้นจ้าน บางคนไม่แคร์เราเลยเราคิดว่าเขาให้อิสระกับเรา อย่างนี้เราอาจจะต้องเป็นทุกข์และรุ้สึกว่าชีวิตมีปัญหาไปตลอด

เธอบอกว่านี่แหละใช่เลย ตรงนี้แหละที่เธอเห็นด้วยกับเพื่อนว่าควรมาปรึกษาผม เพื่อตรวจสอบตัวเองว่าตกลงปัญหาของเธออยู่ตรงไหน

ปัญหาของเธออยู่ที่เธอไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่ามันมีหลายระดับ การที่คนๆหนึ่งดูมาดมั่นมาก เรียนหนังสือก็เก่งเป็นถึงหมอ เป็นที่พึ่งของพี่น้อง ตัดสินใจสิ่งต่างๆได้ตลอด ไม่ได้แปลได้ทั้งหมดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเอง ผมเคยเจอออกบ่อย ประเภทสาวมั่น เดินก้าวอาดๆเข้ามา เล่าประวัติส่วนตัวให้ฟัง ฟังแล้วต้องอึ้งว่าเก่งจังเลย

แต่พอเล่าจบก็ต่อมน้ำตาแตก บอกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ท้อเหลือเกิน หมดความสุขกับชีวิตไปแล้ว ต้องฝืนยิ้มทั้งน้ำตา ภายนอกต้องทำให้คนคิดว่าเราดีเราเก่งเราแน่ แต่ลับหลังแล้วต้องไปแอบร้องไห้ด้วยตัวเอง อยากมีใครเป็นที่พึ่ง อยากมีจิตใจที่สงบอบอุ่น

สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาของเพศหญิงก็ได้ ที่อยากมีที่พึ่งทางใจ แต่เชื่อเถอะ ผู้ชายก็เป็น หรืออาจบอกว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดกับทุกคนแหละ จะมากจะน้อยเท่านั้นเอง

บางทีที่มีความทุกข์ก็รุ้สึกอยากมีใครอยู่ใกล้ๆ เวลามีปัญหาชีวิตก็อยากหาใครสักคนมาให้คำปรึกษา แน่นอน สำหรับคนที่มีจิตใจอ่อนแอ กับคนที่คิดว่าทำไมฉันต้องเจอปัญหานั้นปัญหานี้อยู่เรื่อย และที่หนักคือปัญหาฉันก็เยอะอยู่แล้วทำไมจะต้องมีใครต่อใครมาขอคำปรึกษาหรือมาขอความช่วยเหลืออยู่เรื่อย(และพบว่าฉันก็มักต้องช่วยเขาและกลบเกลือนตัวเองให้คนอื่นคิดว่าฉันเข้มแข็ง)

นี่ไง ที่คุณบอกเอง ว่าจากพ่อแม่มาแต่เด็กๆ ผมเดาได้เลยว่าในพี่น้องก็ไม่ค่อยคุยกันลึกซึ้ง เธอว่าใช่ เพื่อนก็เหมือนกัน คุณก็ไม่มีเพื่อนที่จะคุยได้ทุกเรื่องจริงไหม เธอบอกจริง เพื่อนเยอะ แต่รู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องของเราไม่อยากเล่าให้คนอื่นรู้ ผมว่านี่ก็มาจากการที่เราจากบ้านมาเจอคนแปลกหน้า อาจจะเร็วเกินไปสำหรับเรา เลยทำให้เกิดการประทับในจิตใต้สำนึก ทำให้เราไม่ค่อยไว้ใจใคร พอมีใครที่มีลักษณะแบบที่เรารู้สึกว่าใช่เลย เลยคิดว่านี่คือการเติมเต็ม พอคิดว่าเติมเต็มก็ไม่อยากให้หลุดไปนะสิ เพราะถ้าหลุดไปเมือ่ไหร่ก็จะรู้สึกขาด

นี่ไงล่ะ หัวใจคุณขาดแคลนยังไงล่ะ คุณรู้สึกขาด เมื่อไหร่ที่คุณสามารถพึ่งพาจิตใจของตัวเองได้โดยสมบูรณ์คุณก็จะรู้สึกเติมเต็ม พอเติมเต็มแล้วก็เริ่มมีจิตใจที่มั่นคง ความเป็นคนมีเหตุผลก็จะตามมา เมื่อเป็นคนมีเหตุมีผลทีนี้เราก็จะมองสิ่งต่างๆให้คะแนนกับทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงไหลและก็ไม่อคติกับสรรพสิ่งรอบตัว

เมื่อถึงตรงนั้นคุณก็จะตัดสินตัวเองได้ ว่าที่ผ่านมาที่คุณเลือกคบกันคนๆนี้ คุณถูกหรือผิด คุณเท่านั้นที่จะบอกตัวเองได้ ไม่ใช่คนอื่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีสถานะเหมือนตกอยู่ในท่อระบายน้ำ เราก็จะมองไม่เห็นว่าจะมีทางไหนที่จะพาเราไปพบแสงสว่างได้ เจออะไรก็ต้องเอามือไขว่คว้าไว้ก่อน

ผมจะทำให้คุณอยู่ในสถานะเหมือนโผล่ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ทำให้คุณมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว เมื่อนั้นคุณก็จะหาข้อมูลให้ตัวเองได้ว่าคุณควรจะทำอะไรต่อไป จะเลือกทางที่จะเดินไปอย่างถูกต้องด้วยตัวเอง

เธอเริ่มยิ้มออก ผมจึงบอกเธอว่า ยังงี้เราก็มาสะกดจิต เปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมของเรา ให้เรามีจิตใจมั่นคงและพึ่งพาตัวเองได้โดยสมบูรณ์




 

Create Date : 11 กันยายน 2550    
Last Update : 11 กันยายน 2550 11:48:45 น.
Counter : 514 Pageviews.  

มะเร็งกับการสะกดจิต

หลายปีก่อนมีหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ผู้เขียนชื่อนายแพทย์เบอร์นี่ เอส. ซีเกิล เป็นแพทย์ที่รักษาเกี่ยวกับโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกา เขารักษาคนไข้อยู่หลายปีจนรู้สึกว่าการรักษามีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญอยู่ขาดหายไป คือการรักษาใจของคนไข้

นานหลายปีกว่าจะเขียนหนังสือเล่มนั้น หมอซีเกิลหันมาใช้วิธีกลุ่มบำบัด สร้างความสุข ฝึกคนไข้ให้มีจิตใจเบิกบานเสมอ และที่ทำไม่ได้ด้วยตัวเอง ก็ใช้การสะกดจิตเข้าช่วย ให้คนไข้จินตนาการถึงความสุขได้ดีขึ้น ให้คนไข้ควบคุมจิตใจ ระงับความเจ็บปวดและมีจิตใจที่สงบเสมอ

ผลที่น่าพอใจก็บังเกิดขึ้น คนไข้ที่เดิมมีสถิติที่ว่า น่าจะตายร้อยละ 70 เมื่อใช้วิธีเดิมๆ คือให้คีโมอย่างเดียว คนไข้ที่เพิ่มเติมวิธีการใหม่ ตายเหลือร้อยละ 30 หรืออย่างน้อยยืดอายุไปได้อีกหลายปี

หลายปีก่อนมีพยาบาลคนหนึ่งมาอบรมการสะกดจิตกับผม ชื่อพยาบาลอริสรา ชูชื่อ ประจำอยู่หน่วยโรคปอด โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เขียนจดหมายมาเล่าให้ฟัง บอกว่าคนไข้ของเธอส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง

หลังจากรับการอบรมไปใหม่ๆ มีรายหนึ่งที่เธอประทับใจและเห็นความหวังในการใช้การสะกดจิตรักษามะเร็ง คือมีคนไข้รายหนึ่งเจ็บปวดทรมานจากมะเร็งที่เป็นอยู่ตลอดเวลา จริงๆแล้วก็เหมือนรายอื่นๆนั่นหละ ที่ตายอย่างทรมานจนแม้วินาทีสุดท้าย ก็ขาดใจตายเพราะทนกับอาการเจ็บปวดซ้ำซากไม่ไหว

คนไข้รายนั้นเป็นหนักถึงระยะที่ 3 และไม่มีความหวังว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อีกสักเท่าไหร่ ด้วยความสงสารและอยากทดลอง เธอลองสะกดจิตคนไข้ให้จิตใจสงบและระงับความเจ็บปวดได้มาก ปรากฎว่าคนไข้มีโอกาสได้หลับดีขึ้นหลังจากเจ็บปวดทรมานมานานหลายเดือน

เธอสะกดจิตให้คนไข้อีก 2-3 ครั้งและคนไข้รายนั้นร้องขอให้เธอสะกดจิตให้เสมอ เพราะเขาบอกว่าทำให้มีความสุขเล็กๆขึ้นมาบ้าง กระทั่งครั้งสุดท้ายที่เธอสะกดจิตให้ คนไข้รายนั้นหลับด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอิบและไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

ลูกหลานญาติเพื่อนที่มีห้อมล้อมกันอยู่ ต่างก็ขอบคุณเธอ ที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและมีความสุขครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดลมหายใจ

ต่อมาเธอก็ทำกิจกรรมออกค่ายบำบัดต่างๆให้คนไข้โดยใช้การสะกดจิตเข้าไปช่วย ทุกวันนี้เป็นอย่างไรก็ไม่ทราบแล้ว เพราะเธอไม่ได้ติดต่อมานานหลายปี ผมก็ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องต่างๆมากมายจนไม่มีเวลาติดตามข่าวคราวเช่นกัน

เวลามีแพทย์มาพบผมหรือรับการอบรม ผมก็ได้รับความรู้ทางการแพทย์ไปด้วยจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เรามักยึดกรอบกันว่ามะเร็งเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์อย่างผิดปกติในร่างกาย และเหตุที่การแบ่งตัวของเซลมีมากมายจนไม่รู้ว่าตกลงมะเร็งเกิดจากอะไร

ไม่รู้มีผลวิจัยเป็นเรื่องเป็นราวหรือเปล่า แต่เป็นที่รู้กันในหมู่หมอและพยาบาล ว่าเราอาจจะพูดว่าโรคประจำตัวของคนเป็นหมอคือโรคมะเร็ง มีการเก็บตัวเลขกันหรือเปล่าว่าปีหนึ่งๆ หมอที่ตายไปเพราะมะเร็งน่ะมีกี่คน ผมไม่ทราบ แต่กล้าบอกว่าเยอะทีเดียว เผลอๆติด 1 ใน 3 ด้วยซ้ำ

หรือที่เราเห็นเป็นมะเร็งปอดเพราะสูบบุหรี่จัด ผมตั้งคำถามเล่นๆว่าลุงหรืออาแปะบางคนสูบบุหรี่มานาน 20 ปี วันละซองแต่กลับไม่เป็นอะไร ลองไปตรวจสอบดูเถอะ ว่าคนกลุ่มนั้นมีพื้นฐานจิตใจนิสัยที่สงบ สบาย ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด ไม่กดและไม่กด

เวลาคนอ่านพบว่าการสะกดจิตรักษามะเร็งได้แล้วมาอบรมกับผม ร้อยละ 90 ที่พบว่าคนกลุ่มนี้มีนิสัยอย่างได้อย่างหนึ่งนี้ หรือหลายอย่างหรือเกือบหมด ซึ่งอาจบอกได้ว่านี่คือนิสัยพื้นฐานของคนที่มีโอกาสเป็นมะเร็ง คือ

หลับยาก เครียดง่าย ตื่นกลางดึก หงุดหงิดเสมอ จริงจังตลอด ขี้โมโห เก็บกด ใจร้อน ชอบกดดันตัวเอง ชอบคาดหวังคนอื่น วิตกเสมอ กังวลตลอด ตื่นตัวตลอดเวลา

ผมยังไม่ได้แจกแจงรายละเอียดและเก็บสถิติ ว่ามีกี่อารมณ์ขึ้นไปถึงเป็นมะเร็ง เพราะเวลายกตัวอย่างผมก็ได้แต่เห็นเจ้าตัวผงกหัวหงึกๆ หรือไม่ก็น่าเสียโมโหกับตัวเอง แล้วนึกในใจว่า "น่าโมโหจังเรานี่ ขี้โมโหจนเป็นมะเร็งเลย"

หลายคนก็เริ่มโทษสภาพแวดล้อม โทษเมีย โทษผัว โทษที่ทำงานว่าเป็นต้นเหตุทำให้ตัวเองเป็นมะเร็ง จริงๆแล้วคุณนั่นแหละทำตัวเอง เพราะนิสัยเหล่านี้แก้กันได้ เปลี่ยนกันได้

เล่ามาเยอะแล้ว หลายคนถามว่าจะเปลี่ยนยังไงล่ะ อ้าว ก็สะกดจิตเปลี่ยนนิสัยยังเล่า เมื่อเราสามารถเปลี่ยนสภาวจิตใจให้สงบ สดชื่นรื่นเริง ยิ้มง่าย สบายใจตลอดอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว สุขภาพจิตก็เข้มแข็ง สุขภาพกายก็แข็งแรง ความสามารถในการต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บก็ตามมาเอง

ถ้ายังไม่เป็นมะเร็งก็ทำให้โอกาสที่จะเป็นลดลง ถ้าป็นนิดหน่อยก็หายจะทำให้หายได้ และถ้าเป็นมากก็ช่วยทุเลาทำให้มะเร็งไม่ขยายตัวลุกลาม และถ้ารักษากันไม่ไหวแล้ว ก็ให้ตายช้าและตายสงบ




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2550    
Last Update : 31 สิงหาคม 2550 10:36:28 น.
Counter : 221 Pageviews.  

เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่กับการสะกดจิต

คุณบุญญิสา น้อยสงวน มีปัญหาเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เวลามีประจำเดือนจะปวดรุนแรงถึงขั้นลุกเดินเหินไม่ได้ และเป็นอย่างนี้อยู่ 4-5 วัน เรียกว่าวันไหนประจำเดือนมาก็ต้องลาหยุดงานกันทั้งสัปดาห์ และต้องเป็นอย่างนี้ทุกเดือน ปัญหาการทำมาหากินก็ต้องเกิดขึ้นแน่

เธอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาหลายแห่ง และหลายปี อาการก็ไม่ดีขึ้น นอกจากปัญหาปวดรุนแรงเวลามีประจำเดือนแล้ว เธอยังมีเลือดไหลจากช่องคลอดวันละน้อยๆเกือบทุกวัน แพทย์บอกว่าอาการเจ็บป่วยอย่างนี้ทำให้โอกาสมีลูกก็ยากไปด้วย ซึ่งทำให้เธอเศร้าโศกเสียใจอยู่เหมือนกัน เพราะเธอเองก็แต่งงานมาได้ปีกว่า คิดอยากจะมีลูกกับเขาอยู่เหมือนกัน

เธอมาพบผมเพราะไม่รู้จะพึ่งวิธีไหนอีกแล้ว ในส่วนของผมเองที่จะใช้การสะกดจิตกับเธอ กระบวนการนี้ เราเริ่มต้นที่สมมุติฐานว่า อาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลายไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรหรือหาสาเหตุไม่ได้ก็เถอะ

ถ้ามีกำลังใจมีสุขภาพจิตที่ดี จิตใจมีความอิ่มเอมสดชื่น ก็จะไปกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อและอวัยวะภายในต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น และเมื่อระบบต่างๆในร่างกายดีขึ้น กระบวนการปกป้องตัวเองของร่างกายและการต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บก็จะแข็งแรง มีประสิทธิภาพมากเพียงพอที่จะต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บได้ ทำให้โรคต่างๆทุเลาลงหรือไม่ก็หายไปเลยด้วยซ้ำ

เริ่มสภาวะจิตใจที่ขุ่นมัวมันเกิดกันได้ไม่ยาก แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าคนนั้นมีพื้นฐานจิตใจหรือนิสัยที่จะทำให้ขุ่นมัวง่ายขึ้น เช่น ขี้โมโห ใจร้อน ขี้ใจน้อย เครียดง่าย หลับยาก เก็บกด เจ้าวิตกกังวล จริงใจกับทุกสิ่งทุกอย่างสูงเกินไป มีนิสัยชอบคาดหวังคนอื่น หรือชอบกดดันตัวเอง ฯลฯ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บง่ายมาก ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งโดยมากมักมีนิสัยทำนองนี้อยู่เป็นทุนอยู่แล้ว

ถ้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงนิสัยให้เป็นคนรู้จักผ่อนคลาย เครียดยาก หลับง่าย ยังไงก็ได้ สบายๆ ร้องไห้น้อย หัวเราะเยอะๆ และให้เขาเป็นเองโดยอัตโนมัติและรู้สึกอย่างนั้นเป็นนิจสิน ก็น่าจะมีส่วนทำให้สุขภาพจิตใจและร่างกายแข็งแรง มีกำลังเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

เรื่องที่เล่านี้ผมก็สรุปให้คุณบุญญิสาฟัง และว่าในประเทศอังกฤษมีการทดลองสะกดจิตคนที่ป่วยเป็นโรคเครียดลงกระเพาะแล้วยืนยันว่าหายจริง ในสเปนมีการผ่าตัดคนไข้โดยไม่ต้องใช้ยาชาแต่ใช้การสะกดจิต ปัญหาของคุณบุญญิสาก็น่าจะลอง เธอตอบตกลงเพราะไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ยังเสริมอีกว่า เธอเชื่อว่าวิธีนี้เป็นไปได้

เธอทำอาชีพเป็นช่างเสริมสวย เธอบอกว่าบางช่วงที่ปวดมากๆแต่ยังต้องทำงานเพราะขืนหยุดก็จะไม่มีเงินใช้ เธอก็ใช้วิธีบังคับขืนตัวเองทำใจว่าต้องหายปวด "ไม่งั้นอดตาย" ปรากฎว่าในบางวันเธอก็ระงับปวดได้ หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ทีนี้มันทำได้เป็นบางวัน และพอตกเย็นเลิกงานก็แทบทรุด ถ้าเธอพบวิธีที่ถูกต้องและทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราวน่าจะแก้ปัญหาของเธอได้

ผมว่าดีแล้ว ถ้ายิ่งมีวามเชื่อมั่นด้วยนี่ยิ่งดีใหญ่ ผมสะกดจิตให้เธอ ในครั้งแรกเธอว่ายังมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อบางส่วนอยู่บ้าง ผมว่าเป็นธรรมดาของครั้งแรก นี่เป็นการต่อต้านของสภาวะเก่าที่ยังมีอยู่ในร่างกาย ต่อๆไปก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

สัปดาห์ที่สองเธอมาหาผม บอกว่าปวดประจำเดือนน้อยลงจริง และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ พื้นฐานนิสัยของเธอก็เป็นคเครียดง่าย ขี้ใจน้อย นอนหลับยาก เธอบอกว่าซีดีที่ผมให้ไปฟัง ฟังแล้วหลับอุตลุด ยังงงตัวเองว่าปกติจะนอนน้อยมาก วันละแค่ห้าหกชั่วโมง แต่พอฟังซีดีของผมแล้วหลับยาวเป็นเจ็ดแปดชั่วโมง ตื่นมาสมองโล่งสดชื่นกว่าเมือ่ก่อนเยอะ ผมก็ได้แต่ยิ้มให้เธอ เพราะคำบอกเล่าแบบนี้ ผมฟังมาเป็นพันหนแล้ว

เธอมาพบผมรวมแล้ว 5 ครั้ง หนสุดท้ายที่มาบอกว่าปวดจี๊ดเดียว และปวดอยู่ 2 วันเท่านั้น และอาการปวดก็ไม่ได้ถึงขั้นทำให้ลุกเดินไปไหนทำงานทำการไม่ได้ ก็ยังทำอะไรได้เป็นปกติ อาการเลือดออกเสมอๆก็หายไป เธอบอกว่าได้อย่างนี้ก็มหัศจรรย์ใจแล้ว พอใจมากๆ รักษาด้วยการกินยาอย่างเดียวมาร่วมสิบปี ยังไม่เคยอาการดีเท่านี้มาก่อน โอ้พระเจ้า มันยอดมากเลยละซาร่า

"เนี่ย อยากจะมีลูก อาจารย์ว่าการสะกดจิตช่วยได้มั้ย" เธอถามผมด้วยสีหน้าชื่นมื่นในหนที่ห้าที่มาพบ "ก็น่าจะลองดูนะ อะไรๆที่ไม่น่าเชื่อคุณก็ได้เจอแล้วหนิ แต่รับรองได้ ว่าที่แน่ๆคือ แฟนคุณต้องเป็นคนแรกที่ช่วยคุณก่อนนะ ถ้าเอาแต่สะกดจิตอย่างเดียวคงมีลูกไม่ได้หรอก เหอ เหอ"




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2550    
Last Update : 30 สิงหาคม 2550 10:24:48 น.
Counter : 255 Pageviews.  

สะกดจิตลดความอ้วน

สะกดจิตลดความอ้วน
คุณนิภารัตน์ เลิศกิจลักษณ์ ลากน้ำหนัก 98 กิโลกรัมมาพบผมจากจังหวัดชลบุรี คงไม่ต้องบอกว่ารูปร่างเธอใหญ่โตขนาดไหน
“อยากลดน้ำหนักค่ะ อยากลดเหลือ 60 กิโลกรัม”

เธออยากใช้การสะกดจิตช่วยในการลดน้ำหนัก
“อาจารย์ไม่ต้องถามเลยว่าฉันใช้วิธีไหนมาบ้างแล้ว กินยากินอาหารเสริม ออกกำลังกายทำมาหมดแล้วค่ะ”
“อืม..ออกกำลังกายก็น่าจะช่วยให้คุณผอมลงได้นะ”
“แต่แหม..ถ้าช่วยได้ก็คงหายไปนานแล้วละค่ะ แต่พอออกกำลังกายเสร็จแล้วก็เหนื่อย เหนื่อยก็ต้องกินเยอะขึ้นนะคะ”
“แล้วทำไมถึงคิดว่าการสะกดจิตช่วยได้ละครับ”

“อาจารย์ขา ฉันเป็นคนกินไม่เลิกค่ะ ยอมรับตัวเอง จะบอกว่าตะกละก็ได้ คือที่ทำงานเพื่อนๆเอาขนมมาแบ่งกันกินทุกวัน แล้วหน้าที่ทำงานก็มีแต่ขนม ซื้อกินกันได้ทั้งวันแหละค่ะ ทีนี้มันเห็นก็อดไม่ได้ เคยลองมาหลายวิธีแล้วลดไม่ได้….”
เธอหยุดหอบเล็กน้อยด้วยความเหนื่อย

“ฉันรู้ตัวเองเลยว่าถ้าห้ามใจตัวเองได้ว่าจะกินน้อยลงนะ หยิบนั่นหยิบนี่ใส่ปากให้น้อยลงนะ แล้วก็แต่ละมื้อไม่ยัดลงไปทีละมากๆเหมือนก่อนละก็ ลดได้แน่ แต่ที่ผ่านมา ออกกำลังกายก็ออกไปเถอะค่ะ พอนั่งทำงานก็กินได้ทั้งวันอีก หรือกินพวกยาพวกอาหารเสริม กลับจะยิ่งอ้วนไปใหญ่ พอคิดว่ากินอาหารเสริมแล้วเดี๋ยวคงผอม เลยยิ่งกันใหญ่เลยค่ะ”
ตอนนี้เธอหยุดแล้วมองผมตาละห้อย

“อาจารย์ช่วยให้ฉันลดน้ำหนักได้เถิดนะคะ จะเป็นพระคุณอย่างใหญ่แล้ว”
ผมมองเธอสักครู่แล้วพยักหน้าให้
“อย่าห่วง ผมช่วยคุณได้แน่ แต่คุณต้องช่วยตัวเองด้วยและทำในสิ่งที่ผมบอกให้ได้”
“อาจารย์บอกมาเลยค่ะ ฉันเชื่อมั่นในอาจารย์มาก และมั่นใจด้วยว่าอาจารย์ต้องช่วยให้ฉันลดน้ำหนักได้แน่นอน ฉันลองมาทุกวิธีแล้ว ผลสุดท้ายบอกกับตัวเองได้ว่าเราจะลดน้ำหนักได้ต้องเริ่มที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปพึ่งยาพึ่งอาหารเสริม”
“ข้อแรก วันนี้กลับไปถึงบ้าน เปิดตู้เย็น ของกินที่คุณชอบกินทั้งหมดให้เอาไปทิ้งขยะ ทิ้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องหาไม้มาตำให้มันเละๆ ให้เสียหมด ทำได้มั้ยครับ”
พูดจบผมมองหน้าเธออย่างเอาจริงเอาจัง

“ได้ค่ะ แต่พอจะบอกเหตุผลได้มั้ยคะ”
“อืม ดีแล้วที่คุณตอบว่าได้ คือยังงี้ ขั้นแรกที่ให้ทำนี่เพื่อให้เป็นการช็อคจิตใต้สำนึกของคุณ ว่านับจากวินาทีนี้นะ อาหารที่ฉันโยนทิ้งและตำมันให้ละเอียดนี่ เป็นศัตรูกับฉัน เป็นอะไรที่น่ารังเกียจ เป็นของที่ฉันจะต้องออกห่างให้ได้”
“แล้วระหว่างการตำกับการเอาไปแจกให้คนอื่นกินมันต่างกันมั้ยคะ”
“อ้าว คุณเอาไปให้คนอื่นกินก็แปลว่าสิ่งนี้มันยังไม่ถึงขั้นน่ารังเกียจนะสิ จิตใต้สำนึกคุณก็ไม่ช็อคสิ เพราะคิดว่ามันยังมีประโยชน์ คนอื่นยังเอาไปกินได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ”

“ข้อสอง การมาพบผมเป็นการกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ความหมายก็คือการเปลี่ยนนิสัยของเรา ให้เรามีนิสัยเป็นอย่างคนที่เขากินน้อย มีพฤติกรรมของคนผอมที่อิ่มง่าย แต่การจะทำให้ควรเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมได้จริง ต้องมาพบผมอย่างต่อเนื่องอย่างช้าสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 4-5ครั้ง ทำได้ไม่ครับ”
“ได้ค่ะ”

“ข้อสาม เปรียบจิตใต้สำนึกเหมือนตุ่มที่ใส่น้ำดำๆอยู่ การมาพบผมเหมือนการล้างตุ่มแล้วเอาน้ำใสๆใส่ลงไป แต่เราไม่สามารถล้างตุ่มให้สะอาดได้ภายในครั้งเดียว จึงต้องล้างหลายครั้ง ทีนี้..ระหว่างครั้งที่มาหาผมกับการกลับไปที่บ้าน อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เห็นขนม เห็นร้านขายของอย่างเดิมๆ ก็เหมือนการถือเอาตุ่มไปรับน้ำสกปรกเข้าอีก ผมจึงจะได้ซีดีไปฟัง การเอาซีดีไปฟังก็เหมือนการใช้เครื่องป้องกันไม่ให้น้ำดำๆสกปรกหยดลงไปในตุ่มได้อีก ต้องฟังซีดีเป็นประจำนะครับ”
เธอพยักหน้ารับ “อ้อ...อาจารย์คะ แล้ววิธีให้ฟังซีดีต้องทำยังไงบ้างคะ”
“การฟังซีดี ให้ฟังทั้งวันทั้งคืน คือว่ากลางคืนก่อนนอนให้เปิดเลยนะ ไม่ต้องไปตั้งใจฟังมัน พอให้ได้ยินเสียงก็พอ แต่ไม่ใช่ว่าเปิดซีดีของผมแล้วก็ดูทีวีไปด้วยยังงี้ไม่ได้ เปิดซีดีให้มีเสียงทั้งคืน ตอนไหนง่วงก็หลับไปไม่ต้องไปฝืน”
“ค่ะ”
“เดี๋ยว ยังไม่จบ”

“ตื่นเช้าขึ้นมาก็เปิดเลยนะ จะอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้าก็เปิดให้มีเสียงอยู่นั่นแหละ ถ้าเดินทางไปทำงานเปิดซีดีฟังได้ก็ทำแล้ว เอาไปทำเป็นเอ็มพีสาม หรือจะซื้อซาวอะเบ๊าท์พกติดตัวนี่ยิ่งดี เอาหูฟังใส่หูข้างเดียว อีกหูมีไว้คุยโทรศัพท์หรือคุยธุระ จะทำงานทำการก็เปิดฟังมันอยู่นั่นแหละ”
“งี้ก็ไม่ต้องดูหนังดูทีวีซีคะ”
“ใช่ครับ อดทนหน่อยนะ ช่วยทำอย่างที่ผมแนะนำ ขอแค่สัปดาห์เดียว ไม่ใช่ให้ทำตลอดไป ขออาทิตย์เดียวเท่านั้น ถ้าอดทนได้เจ็ดวัน รับรอง ผอมแน่!!”
“ค่ะ หนูจะปฏิบัติตามทั้งหมดเลยค่ะ”

“ดีมาก แต่ยังไม่จบครับ ข้อสี่ สุดท้าย คุณทำป้ายกระดาษนะ เขียนข้อความประมาณนี้ เช่น ‘นับจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันลดน้ำหนักลงได้ทุกวันๆ’ ‘ฉันต้องผอมให้ได้’ ‘ฉันกินน้อยลงทุกวัน’ ‘ฉันควบคุมการกินของตัวเองได้’ ‘ กินน้อยลงนะ’ ‘ กินน้อยๆ’ เขียนป้ายแล้วเอาไปติดเยอะๆ ติดที่เพดานตรงเตียงนอน ตื่นมาก็เห็นเลย ติดที่ตู้เสื้อผ้า ในห้องน้ำ หน้ากระจก ประตูห้องนอน ตู้เย็น โต๊ะกินข้าว ในรถ ที่ทำงาน ติดมันเข้าไปมากๆ ทำได้มั้ยครับ”
“ได้ค่ะ แต่แหะๆ งี้เพื่อนที่ทำงานไม่รู้กันหมดเหรอคะ”

“เพื่อนนี่แหละตัวดี พวกชอบล้อ ชอบลองของหรือมาแหย่เรา หรือพูดไม่ให้กำลังใจ เช่น พวกที่บอกว่า จะลดได้เหรอ ยังงั้นยังงี้ หรือชอบเอาขนมเอาของกินมายั่วนี่ ให้ตบล้างน้ำเลย บอกไปเลยว่าถ้าจะรักเป็นเพื่อนกันห้ามทำให้เราเขวเด็ดขาด อย่ามายั่วอย่ามาแหย่หรือเอาขนมมาล่อให้เราเขว เป็นเพื่อนกันถ้ารักกันจริงต้องเข้าใจและให้กำลังใจเรา นั่นแหละข้อห้า บอกกับคนร้อบข้างด้วย อย่าทำให้เขว”
เมื่ออธิบายเสร็จสรรพผมก็สะกดจิตลดความอ้วนให้เธอไป ปรากฎว่าในสัปดาห์ที่สองที่มา เธอลดน้ำนักลงได้ทันทีภายในเจ็ดวัน 2.5 กิโลกรมครับ เพราะความอยากขนมลดลง ทานข้าวน้อยลง ไม่โหยสบายท้องมากๆ

ครั้งที่สามเธอมาและรายงานอีกว่า จากสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้กินขนมเลย มีอาการเวียนหัว อาจเกี่ยวเนื่องจากความดันสูง ตอนนี้น้ำหนักลดลงเหลือ 94.5 จากคราวก่อน 96.5
“ฉันยังแปลกใจตัวเองมากเลยนะคะอาจารย์ เดี๋ยวนี้อยู่ดีๆก็หันมาชอบกินผลไม้ วันก่อนกินผลไม้เยอะมาก ชอบกินฝรั่งทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดอยากกินเลย แต่พวกแป้ง ของหวาน ของมัน ฉันกลับรู้สึกไม่อยากกินเลย เห็นแล้วเฉยมาก”

ครั้งที่สี่เธอรายงานว่า
“ตอนนี้ขนมหยุดได้เลยค่ะ ไม่มีความรู้สึกอยากกินเลย พวกกินระหว่างวันนี้หมดไปเลย แถมช่วงนี้รู้สึกนอนหลับได้ดีขึ้นมากด้วยนะคะ แล้วเรื่องอาหารการกินนี่ เมื่อก่อนจะจ้องไปนู่นไปนี่ ที่ไหนใครว่าดีใครว่าอร่อยต้องไปให้ได้ แทบจะมีอาชีพเป็นนักชิมเลยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ขวนขวายไปกินที่ต่างๆอีกแล้ว เฉยอย่างเดียว”
แล้วเธอก็ลดน้ำหนักลงได้เรื่อยๆ อาจจะไม่เร็วมาก แต่วิธีการนี้ เมื่อไปเปลี่ยนนิสัยก็เท่ากับเป็นการแก้ปัญหาโดยถาวร




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 21 สิงหาคม 2550 18:31:41 น.
Counter : 2008 Pageviews.  


thaihypn
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add thaihypn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.