๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ –: เมื่อความจงรักภักดีตกเป็นเหยื่อ


ชี้แจง : ผมเขียนบทความเรื่องนี้เพื่อโพสต์เป็นกระทู้ในพันทิปไปในราวต้นเดือนกันยายน จากนั้นผมได้ทราบข่าวว่า กรณีคำ
สอนต้องสงสัยนี้ กลายมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อมูลนิธิคิงพาวเวอร์ ได้นำข้อความดังกล่าวมาพิมพ์เป็นใบแทรกไปกับสายรัด
ข้อมือ “เรารักพระเจ้าอยูหัว” จำนวนหนึ่งล้านเส้น (และแน่นอนว่าข้อความดังกล่าวก็ถูกเผยแพร่ไปหนึ่งล้านสำเนาด้วย) ผมจึงนำบทความ
นี้มาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง เพื่อนำลงในเวบไซต์และลงในบล๊อก



            
มันเริ่มมาจากที่ใครสักคน คัดลอกแนวคิดในหนังสือแนวข้อคิดชีวิตฝรั่ง เล่มหนึ่ง (หนังสือ และตัวอย่างคำสอนปรากฎท้ายบทความฉบับนี้) รวมไว้สามสิบหกข้อ แล้วตั้งชื่อว่า “๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ”

จากนั้นด้วยการใดไม่ปรากฏ ข้อความนั้นกลายเป็นอีเมล์ที่ฟอร์เวิร์ดโต้ตอบไปมา และเมื่อใครสักคนอุตริไปเติมชื่ออีเมล์เป็นว่า “๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อหลวง” เรื่องก็พลันบิดเบี้ยวแบบน่าใจหาย และล่าสุด ด้วยฝีมือของผู้ใดและเจตนาใดไม่ปรากฏก็กลายมาเป็น “๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อหลวง – พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
            
จากนั้นความบิดเบี้ยวดังกล่าวก็บานปลายออกไปทุกที ทางหนึ่ง ฟอร์เวิร์ดเมล์ดังกล่าว (ที่เติมความจนกลายเป็นพระราชดำรัสแล้ว) ถูกนำ ไปใช้เพื่อโฆษณาจูงใจของกิจการขายตรงแบบหาลูกข่ายหลายแห่ง ด้วยในข้อความดังกล่าว มีหลายข้อที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการนั้น เช่น
“คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต” หรือ “ดวงดาวอยู่สูง ถ้าอยากเก็บต้องหาบันไดสูงมาปีนป่าย” ซึ่งเข้ากับแนวคิด ของธุรกิจที่มุ่งเน้นเงินเป็นใหญ่ หรือการตะกายขึ้นที่สูงด้วย “วิธีการ” บางอย่าง บางก็ถึงกับนำไปพิมพ์ลงในหนังสือของ หน่วยงาน ขององค์กรตนเอง

ทางที่สอง มีผู้นำข้อความดังกล่าวไปพิมพ์เป็นโปสเตอร์ พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จย่าบ้าง กับสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ บ้าง จำหน่าย หรือเผยแพร่เพื่อการบูชาเยี่ยงวัตถุมงคล – โปรดดูตัวอย่าง

36 คำสอนของพ่อ (ใคร?)


ความบิดเบี้ยวที่บานปลายนี้ ดูสมจริงสมจัง ถึงขนาดมีข้อความดังกล่าวปรากฏในเวบไซต์เป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสารสนเทศของประเทศ – กรมประชาสัมพันธ์ ! (ปัจจุบันทราบว่าลบไปแล้ว) หรือแม้แต่ในโรงเรียนที่ชื่อว่าโรงเรียนในวัง ยังมีผู้ปกครองนักเรียนท่านหนึ่งหยิบใบปลิวข้อความดังกล่าวที่เผยแพร่กันมาฝากผมให้ขนหัวลุกเล่น
 
หรือหลายๆท่าน คงเห็นได้ว่าในอินเทอร์เน็ทก็ดี ในกล่องจดหมายท่านก็ดี ล้วนแต่มีข้อความนี้ส่งกลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีผู้ไม่ดูดายกลุ่มหนึ่ง ได้อุตส่าห์ตรวจสอบทวนกลับไปที่สำนักพระราชวังแล้ว ว่าข้อความดังกล่าวมิใช่พระราชดำรัสจริง แต่ก็หาได้หยุดการแพร่กระจายของข้อความนี้ได้ เรายังพบอยู่เสมอในเวบบอร์ด ที่มักจะมีคนนำข้อความมาตั้งกระทู้ไว้ ในบล๊อก ในใบปลิวโฆษณา และ เมล์ดังกล่าวก็มิได้หยุดฟอร์เวิร์ด

และที่บานปลายเลยเถิดที่สุด ก็คงจะเป็นกรณีที่มูลนิธิคิงพาวเวอร์ ผู้จัดทำสายรัดข้อมือ “เรารักพระจ้าอยู่หัว” ออกจำหน่ายถวายและนำรายได้ที่ไม่หักค่าใช้จ่าย นำถวายเป็นพระราชกุศล แต่ด้วยความไม่รู้หรือมิได้ตรวจสอบ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิคิงพาวเวอร์ ได้นำข้อความสิบเก้าข้อจากสามสิบหกข้อนั้น มาจัดพิมพ์เป็นใบปลิวพระราชดำรัส ข้อคิดในการดำรงชีวิต แนบไปกับสายรัดข้อมือนั้นด้วย เกิด เป็นกรณีถกเถียงกันขึ้นมา จนต้องมีผู้สอบทานไปยังสำนักพระราชวังอีกรอบ และได้รับคำตอบยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวมิใช่พระราชดำรัส รวมทั้งทางเวบพันทิปเองก็มีเอกสารยืนยันจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องด้วยว่าข้อความดังกล่าวมิใช่พระราชดำรัส แต่กระนั้นจนถึงวันนี้ มูลนิธิคิงพาวเวอร์ก็มิได้ออกมาชี้แจงหรือแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าวแต่อย่างใด


แม้จะมีผู้สอบทานกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
            
แม้จะมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
            
แต่ข้อความ “ข้อคิดชีวิตพ่อ (ของใคร ?)” นี้ก็ไม่เคยหยุดการแพร่กระจายของมัน
ยิ่งกว่าวิดิโอซาดาโกะ หรือไวรัสริง            

ปรากฏการณ์ดังกล่าวอธิบายอะไรได้บ้าง ?

           
สังคมไทย เป็นสังคมที่มีความจงรักภักดีอย่างสูงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุดประเทศหนึ่งที่ยังมีพระมหากษัตริย์อยู่ ทั้งนี้เป็นความจังรักภักดีที่ยั่งยืนเนื่องมาจากพระคุณของพระมหากษัตริย์ มิใช่พระเดชหรือเพราะความเกรงกลัว เป็นความจงรักภักดีที่บริสุทธิ์จากดวงใจ

ดำรัสใดขององค์พระมหากษัตริย์ จึงเป็นวจีศักดิ์สิทธิ์ที่อาจรับไว้ปฏิบัติเหนือเศียรเกล้าได้ทันที โดยมิจำต้องตั้งข้อสงสัย แนวพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ก็เป็นเส้นทางมงคลที่สามารถเดินตามได้ แม้ความนิยมส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรับไว้พิจารณาด้วย (เช่นการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทาง หรือสุนัขเร่ร่อน)

แต่กระนั้นก็ยังมีผู้มีมโนทุจริต อาศัยเหตุอันตนได้รู้ว่าสังคมไทยมีลักษณะเช่นนั้น สังคมไทยที่พร้อมจะเชื่อและดำเนินรอยตามแนวของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์โดยทันที และอาศัยคุณลักษณะนี้ เพื่อการเก็บเกี่ยว “ประโยชน์” อันน่าละอาย ไม่ว่าจะเป็น ประโยชน์ทางการเงิน ทางด้านชื่อเสียง อำนาจ ความนับถือยำเกรง

ในสังคมไทยอันซับซ้อน นอกจากมี “ผู้จงรักภักดี” ผู้รักและศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสุดหัวใจโดยสุจริต แล้ว
ยังมี “นักจงรักภักดี” ที่อาศัย “ความจงรักภักดี” ของคนกลุ่มแรกเป็นเครื่องมือด้วย

กรณี ๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ คือกรณีศึกษาที่ดีของเรื่องนี้ การพยายามทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ข้อคิดทั้งสามสิบหกข้อนั้น เป็นข้อคิดที่เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการสร้าง "มูลค่าเพิ่ม” ต่อข้อความดังกล่าว เป็นการใส่ความน่าเชื่อถือโดยวิธีลัด – ลองคิดดูว่า หากข้อความดังกล่าวเป็นเพียง “๓๖ แผนที่ชีวิต ของนายโดนัล แมกเกรเกอร์” (นามสมมติ) เช่นนี้ ข้อความดังกล่าวจะแพร่หลายในวงกว้างเช่นนี้หรือไม่ ? และใครจะรู้ ว่าอาจจะมีใครสักคนที่เชื่อในข้อความที่ว่า “คนไม่รักเงิน คือไม่รักชีวิต” ทิ้งงานประจำที่เงินเดือนน้อยนิดไปเข้าสู่วงจรขายตรงของธุรกิจดังว่านั้น

(อันที่จริง หากใครศึกษาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงของเราดีๆ ก็คงจะแน่ใจได้ว่า คำพูดประเภท “คนไม่รักเงิน คือไม่รักชีวิต” ไม่มีทางที่จะเป็นพระราชดำรัสได้แน่)

หรือกรณีศึกษา ที่ “ความจงรักภักดี” ตกเป็นเหยื่อของผู้หาประโยชน์อันมิชอบ ก็ได้แก่การปล่อยข่าวลือในวงการต้นไม้ว่า สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ได้พระราชทานนามใหม่ให้แก่ต้นลั่นทมเป็นต้น “ลีลาวดี” ซึ่งข่าวลือดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มให้ต้นลั่นทมจนกลายเป็นต้นไม้ในกระแส ขายดิบขายดี พ่อค้าต้นไม้สบายกระเป๋า เพราะใครก็อยากปลูกต้นไม้มงคลที่ได้รับพระราชทานนามใหม่ จากสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ กันทั้งนั้น

กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่ ไม่จริง ก็มีคนได้เงินจากความเข้าใจผิดกันไปแล้ว

และไม่นับการแอบอ้างใกล้ชิดราชวงศ์ชั้นสูงเพื่อสร้างความยำเกรงในอินเทอร์เน็ท อย่างกรณีพิพาทคุณน้ำอบเมื่อหลายเดือนก่อน

ผู้เขียนอยากให้กรณีศึกษา ๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ เป็นบทเรียนให้แก่ผู้จงรักภักดีทั้งหลายในการตั้ง “สติ” ในการรับสื่อที่มีการอ้างถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของเรา

ผู้เขียนไม่ได้เจตนาให้ท่านตั้งข้อสงสัยใน “เนื้อความ” แต่อยากให้เรามีสติในการพิจารณา “ที่มา” ของข้อความดังกล่าว ว่ามีที่มาที่สามารถอ้างอิงได้หรือไม่ และอยากให้ใช้ความระมัดระวังในการ “ถ่ายทอดต่อ” อีกด้วย แม้การถ่ายทอด
ข้อมูลที่ผิดพลาดมิได้กระทำโดยเจตนาร้าย แต่มันก็อาจส่งผลเสียต่อบุคคลอื่น และยังเป็นการไม่บังควรอีกด้วย

เราควรตั้งสติให้ดี กับข้อความที่อ้างว่าเป็นพระราชดำรัส พระราชดำริ ที่มีที่มาไม่แน่ชัด เช่นปรากฏในใบปลิว ในฟอร์เวิร์ดเมล์ในเวบไซต์ หรือมีคนเล่ามา มีคนพูดว่า มีกระแส มีคนได้ยินมา ฯลฯ สื่อดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้ และเราไม่ควรปักใจเชื่อ และไม่ควรอย่างยิ่งในการถ่ายทอดต่อ จนกว่าจะยืนยันได้

แต่ถ้าเป็นพระราชดำรัส พระราชดำริ พระบรมราโชวาท ที่มีที่มาแน่นอน เช่น จากประกาศสำนักพระราชวัง หรือมีการอ้างว่าพระราชดำรัสดังกล่าวได้พระราชทานไว้ที่ไหน เมื่อไร ในวโรกาสใด เช่นนี้เป็นข่าวสารที่พึงเชื่อถือได้ และสมควรอย่างยิ่งที่จะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้พิจารณาและปฏิบัติตาม

เราต้องช่วยกัน เพื่อมิให้ผู้ทุจริตอาศัยความจงรักภักดีของปวงเราชาวไทย เป็นเครื่องมือในการหากประโยชน์อันมิบังควรอีก

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า “๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ” รวมทั้ง “ข้อคิดในการดำรงชีวิต” ที่แนบมาพร้อมกับสายรัดข้อมือเรารักพระเจ้าอยู่หัวของมูลนิธิคิงพาวเวอร์ มิใช่พระราชดำรัส กรุณาอย่าเผยแพร่ต่อ ใครมีก็ขอให้ทำลายทิ้ง หรือทำประการใดมิให้เกิดความเข้าใจผิดต่อไปเถิดครับ




Create Date : 24 ตุลาคม 2548
Last Update : 24 ตุลาคม 2548 1:22:27 น. 16 comments
Counter : 861 Pageviews.  

 
เรื่องที่มาทางฟอร์เวิร์ดเมล์ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป..
ฉันบอกทุกคนไว้แบบนั้นเสมอ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ตรวจสอบก็จะพบว่ามีความจริงอยู่น้อยมากถึงมากที่สุด
แต่ไม่รู้ทำไมทุกคนถึงเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์กันนักหนา
เชื่อแล้วยังฟอร์เวิร์ดต่อๆไปอีกต่างหาก

กรณีศึกษา โจรนินจา กับ สองนาวิกโยธิน ก็น่าจะเป็นอะไรที่อธิบายได้ด้วยทฤษฎีฟอร์เวิร์ดเมล์

ถ้าเรายังเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในฟอร์เวิร์ดเมล์และส่งมันต่อไปให้คนอื่น
เราก็เปรียบดั่งชาวบ้านระแงะ ตันหยงลิมอ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารได้เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง


โดย: natsima IP: 58.11.41.78 วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:7:48:38 น.  

 
อยากบอกให้คุณผู้เขียนบทความ นำข้อความนี้ส่งไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยจะได้ไหมคะ
มันจะเป็นหลักฐานให้คนอื่นๆ ที่ยังคิดว่านี่คือพระราชดำรัส ได้ตรวจสอบและรับรู้กันทั่วไปซะที

มันจะเร็วกว่าฟอร์เวิร์ดเมล์ด้วยซ้ำ... เฮ่ออออออออ


อีกอย่างถ้าเขายอมให้เผยแพร่ จะได้เป็นข้อเตือนใจสำหรับหลายๆ คนที่คิดกระทำการใดๆ
จะได้รู้จักตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน

ข้าพเจ้ามองว่ากรณีนี้ มูลนิธิ คิงพาวเวอร์ "ชุ่ย" อย่างแรงค่ะ



โดย: มรกตนาคสวาท วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:9:22:18 น.  

 
แวะมาเยี่ยม...สวัสดีครับ


โดย: **mp5** วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:18:12:15 น.  

 
เห็นได้ชัดว่าสังคมไทยบอบบางเหลือเกิน
พร้อมที่จะเชื่อทุกอย่าง แม้จะไม่มีเหตุผล
แค่เพียง "ชาวบ้าน" หรือ "คนอื่นๆ" เขาเชื่อ
ก็พร้อมจะเชื่อตาม

อนาจเหลือเกิน อนาคตประเทศไทย
จะไปรอดไม๊นี่


โดย: หมาร่าหมาหรอด วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:20:38:03 น.  

 
อ่านคอมเม้นต์ของคุณหมาร่าหมาหรอด แล้วก็ต้องอัญเชิญคาถา กาลามสูตรเข้ามาที่พึ่งครับ

แต่ครั้นพอรู้ทัน รู้มากเข้าแล้ว อาจจะว้าเหว่ เปลี่ยวเหงามากขึ้นก็ได้นะครับ

เพราะสมัยนี้คนเขาชอบเย้วๆกันเป็นกลุ่มๆ ไม่ซ้ายก็ขวา คนครึ่งๆกลางๆก็เลยอาจจะเหงาหน่อยเพราะมีคนน้อย


โดย: สหายสิกขา IP: 58.9.140.6 วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:22:01:42 น.  

 
ขออนุญาตก็อปไปฟอร์เวิร์ดนะครับ


โดย: Tomei IP: 58.136.2.70 วันที่: 28 ตุลาคม 2548 เวลา:0:48:09 น.  

 
การตีความของคน มักผิดพลาดได้เสมอ บางครั้งการตีความตัดสิน ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นการตัดสินตนเองไปซะ ทั้งนี้เพราะมายาคติตั้งท่ารอฟันธงไว้แล้ว

การตรวจสอบหลักฐาน การรับฟังอย่างรอบด้านเท่านั้น แหละครับจึงจะสำเร็จผลจริง

ไม่เช่นนั้น ประชาชน ก็จะเป็นแค่ฝูงวัวกลางทุ่งที่ถูกต้อนให้วิ่งไปตามทางที่สุนัขไล่เนื้อ กำหนด

สังคมเรา ประชาชน เป็นแค่ ประชาชน ไม่ใช่ ประชาธรรม ขอรับท่านพี่


โดย: เมฆาคลั่ง IP: 202.28.88.253 วันที่: 28 ตุลาคม 2548 เวลา:18:29:59 น.  

 
สำหรับข้อความดังกล่าว ผมเคยอ่านใน forward mail แล้วครับ

มิน่าล่ะมันตะหงิดๆชอบกล
เห้อออ ทำไปได้นะคนเรา


โดย: gelgloog IP: 61.47.113.162 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:21:57:42 น.  

 
ถึงวันนี้เรื่องก็เงียบลงๆๆๆ.... คิงพาวเวอร์ลอยตัวๆๆๆ


โดย: นายเบียร์ วันที่: 5 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:34:40 น.  

 
ได้ไปอ่าน นิทานการเมือง เรื่องยักษ์กับมังกร

ชอบหลายๆ.......ใครมังกร ใครยักษ์อ่ะ


แฮ่ะๆๆ


โดย: ตุ้มเม้ง IP: 68.234.250.65 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:35:26 น.  

 
คุณวินทร์เขียนไว้ว่า

นักเขียนที่ดีต้องไม่เฉลยเรื่องของตัวเอง

ต้องปล่อยจินตนาการของคนอ่านให้เป็นไปตามที่เขาคิด ตามอักษรที่เราเขียน

เลยเหมือนคนทิ้งกระทู้ ไม่ไปตอบ เพราะไม่อยากทำลายจรรยาบรรณตรงนี้นั่นเองครับ


โดย: จขบ. IP: 83.205.178.56 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:17:53:48 น.  

 


โดย: บี IP: 203.172.241.2 วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:11:06:02 น.  

 

แผนที่ชีวิตพ่อ


โดย: เตยเตย IP: 222.123.141.241 วันที่: 23 มิถุนายน 2550 เวลา:8:29:32 น.  

 
รู้สึกซาบซึ้ง


โดย: เก้า IP: 203.113.80.8 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:13:03:44 น.  

 
สำหรับข้อความดังกล่าวเคยอ่านใน forward mail แล้วค่ะ


โดย: อลิชชา IP: 203.172.236.216 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:42:11 น.  

 
การตีความของคน มักผิดพลาดได้เสมอ


โดย: นิรชา IP: 203.172.236.216 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:43:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Players
Location :
Aix-en-Provence France

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Players's blog to your web]