ชิ้นส่วนแห่งความทรงจำ
Group Blog
 
All Blogs
 

มุมชีวิตของพหล ตอน คุณยาย

ในย่านชุมชนกลางเมือง ผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่ไปมาเพื่อไปสู่จุดหมายของตนเอง และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันที่กำลังวุ่นกับการพูดคุยกับเพื่อนสาวที่น่ารักอยู่ ซึ่งดูท่าเธอจะไม่ค่อยมีใจให้ผมเท่าไหร่ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะยังไงวันนี้เธอก็ต้องเดินทางไปกับผมที่มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว
เพื่อนต่างเพศที่มากับผมในวันนี้เธอชื่อว่ากิ่งกานต์ เธอเป็นผู้หญิงน่ารักพูดจาฉะฉาน และสามารถสร้างกำลังใจให้กับเพื่อนได้เสมอๆ เพียงแต่เธอดูไม่ค่อยอยากคุยกับผมมากเท่าไรนัก ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่าท่าทีของผมที่มีต่อเพื่อนตรงข้าม ค่อนข้างเป็นคล้ายๆกันหมด จนหลายๆคนมองผมว่าเป็นคนเจ้าชู้บ้างเอย ขี้หลีบ้างเอย แต่สำหรับเธอคนนี้กลับไม่มีความรู้สึกว่าเหมือนเพศตรงข้ามคนอื่นๆเลย

“นี่ เธอจะเงียบไปอีกนานไหมอีตาพหล” กิ่งกานต์เริ่มต้นถามผมก่อนซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะผมเงียบจนผิดปกติ
“ม่ะ ไม่มีอะไร เราแค่ไม่รู้จะชวนเธอคุยอะไรก็เท่านั้นเอง”
“แหม ทีกับเพื่อนๆฉันพูดกันได้คล่องเชียว” ดูเหมือนเธอจะประชดเล็กน้อยแล้วเธอก็พูดต่อ
“ทำไมยัยเหมียวต้องบอกให้ฉันมาที่นี้ด้วยนะ นี้อีตากนกนายมีแผนอะไรรึเปล่า?”
จริงอย่างเธอว่า ผมเองก็เตี๋ยมไว้กับเหมียวเพื่อนเธอว่าให้เธอมางานของจากเพื่อนคนหนึ่ง แล้วกำชับว่าอย่าให้เธอบอกว่าใครเป็นคนรอ
“แผนเผินอะไรเล่า ก็มาเอางานแล้วก็เข้าไปคณะ ใครๆก็มาได้” ผมพยายามเบือนสายตาเธอ
“ใช่!! ใครๆก็มาได้ แต่ทำไมต้องเป็นเธอ??”
“เอาน่า ยังไงเราก็มากันแล้ว อย่ามาสาวความยืดกันดีกว่า”
ระหว่างทางที่พวกเราพากันเดินไปตามทางเพื่อหารถประจำทางที่อยู่อีกฟากหนึ่งนั้น ผมกำลังเดินขึ้นสะพานลอย พบยายคนหนึ่งอายุซัก 70 ปีกว่าๆ ดูท่าทางจะหมดเรี่ยวแรง ราวกับว่าไม่ได้กินข้าวมาเลยสักวันสองวัน เสื้อคอกลมและผ้าถุงที่ดูเหมือนจะถูกอะไรเกี่ยวขาด เมื่อผมเห็นแล้วก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จนพลั้งปากออกไปว่า
“คุณยาย ให้ผมช่วยพยุงไหมครับ?”
คุณยายคนนั้นมองกลับมาด้วยความฉงน จะว่าเป็นแววตาของความยินดีก็ไม่ใช่ จะตกใจก็ไม่เชิง แต่คุณยายก็ไม่ตอบอะไรกลับมา แล้วผมก็ถามซ้ำอีกครั้ง
“คุณยาย ให้ผมช่วยนะครับ” คราวนี้คุณยายมีท่าทีที่อ่อนลงไป และแสดงท่าทีว่าพร้อมที่จะให้ผมช่วยพยุงแล้ว ซึ่งตอนนี้ความคิดถึงการจีบเพื่อนสาวของผมก็หมดลงอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นการพยายามช่วยคุณยายคนนี้ข้ามสะพานลอยที่ดูจะสูงเกินไปกับเท้าเล็กๆของคุณยาย
“คุณยายจะไปไหนครับ” ผมถามท่าน
“อีฉันจะไปขึ้นรถสายโน้นจ้า” ยายตอบพลางชี้ไปที่ทิศข้างหน้าที่หมายเดียวกับที่ผมจะเดินไปพอดี
“ทางเดียวกันกับผมเลย” ผมตอบพลางบอกนัยๆว่าผมจะพาคุณยาไปถึงท่ารถเลย แล้วผมก็ถามต่อไปว่า
“แล้วลูกหลายคุณยายอยู่ไหนครับ” คุณยายชะงักไปเล็กน้อยพลางตอบกลับมาว่า
“ลูกหลานของอีฉันแกไปทำงานกันหมด ปล่อยให้อีฉันอยู่คนเดียวจ้า” แล้วคุณยายเล่าให้ฟังต่อว่า
“ตัวอีฉันนะ มีลูกอยู่สามคน ชายสองคน หญิงอีกหนึ่งคน ลูกชายสองคนได้งานต่างจังหวัด ส่วนลูกสาวก็มาแต่งงานที่นี่ อีฉันก็กะจะมาหานังหนูนี้แหละจ้า แต่ก็ไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้ว ติดต่อไม่ได้”
“แล้วคุณยายจะทำยังไงล่ะครับ?” ผมเริ่มสงสัย
“อีฉันก็จะกลับบ้านจ้า อย่างน้อยถึงอยู่คนเดียวขายผักขายปลาก็อยู่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะกลับยังไง ตอนนี้ก็กะว่าจะไปหาคนรู้จัก เผื่อเขาจะให้เงินอีฉันกลับบ้านบ้าง ซักสองร้อยก็ยังดี ร้อยหนึ่งเอาไปใช่เป็นค่ารถ อีกร้อยเอาไปซื้อผักซื้อปลาไปขายจ้า”
เมื่อลงจากสะพานลอยแล้วผมเริ่มถามคุณยายต่อว่า
“แล้วที่ไปฝั่งนี่นี้คือไปหาคนรู้จักเหรอครับ”
“จ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะยังอยู่ หรือให้เงินอีฉันรึเปล่า”
“แล้วทางที่จะกลับไปบ้านคุณยายอยู่ทางไหนครับ”
“อยู่ทางโน้นจ้า” แล้วท่านก็ชี้ไปที่ฝั่งที่เคยข้ามมาพร้อมกับพูดต่อไปว่า
“นั่งรถสายนั้น แล้วก็ไปต่อคิดรถตู้อีกที ค่ารถก็ร้อยนึง” แล้วคุณยายก็เล่าคร่าวๆว่าตนอยู่จังหวัดอะไร
ผมครุ่นคิดอยู่ในใจพลางมือยังพยุงคุณยายอยู่ ผมหันหน้าไปทางกิ่งกานต์แล้วขอร้องให้เธอช่วยรอกับคุณยายอยู่นี้สักครู่หนึ่ง
“เธอจะไปไหนเหรอ แล้วเธอคุยอะไรกับคุณยายบ้าง” ผมยังไม่ตอบพร้อมเดินดุ่ยๆออกไป
ว่าไปแล้ว ลำพังค่ากินค่าใช้ในเมืองหลวงนี้ ก็ตกไปวันละสองร้อยบาทแล้วสำหรับตัวผม ซึ่งตัวผมเองก็ใช่คนมีฐานะอะไร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่คุณยายแล้ว สองร้อยบาทของคุณยายช่างมีค่าขนาดจะทำให้คุณยายอยู่ได้หรือไม่ต่อไปเลย ผมเดินตรงไปที่ตู้ ATM พร้อมกับกดเงินจำนวนห้าร้อยบาทออกมา ซึ่งในใจก็คิดว่าให้ห้าร้อยบาทไปเลย แต่ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะช่วงนี้ผมก็กรอบเหมือนกัน จึงตัดใจไว้ที่สองร้อยห้าสิบก็แล้วกัน
เมื่อเห็นดังนั้นก็รับเงินจากตู้มาพลางหาร้านแลกธนบัตร ซึ่งก็คงไม่พ้นไปซื้อของ ผมจึงเดินเข้าซื้อของที่ร้านขายขนมปังแห่งหนึ่ง เมื่อได้รับสินค้าพร้อมเงินทอนแล้ว ผมก็หันกลับไปที่ที่ผมจากมา แล้วผมก็เห็นกิ่งกำลังคุยกับคุณยายอยู่ เธอมองผมด้วยสายตาแปลกๆซึ่งมันแตกต่างจากที่เคยเป็น แต่ผมก็ยังไม่ค่อยใส่ใจในเวลานั้นเท่าไรนัก
“คุณยายครับ คุณยายไม่ต้องไปหาคนรู้จักหรอก ผมให้คุณยายเอง” ผมยื่นขนมปังพร้อมเงินสดจำนวนสองร้อยสี่สิบให้ท่าน ซึ่งนั้นก็ทำให้คุณยายมองผมด้วยสายตาแปลกๆ
“ขอบคุณจ้า ขอบคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณยายก็กลับบ้านได้เลย เดี๋ยวผมพาคุณยายไปส่งที่ฝั่งโน้นนะครับ” แล้วผมก็ยื่นมือให้คุณยายอีกครั้ง ซึ่งท่านก็ตอบรับมาด้วยดี แล้วเราก็เดินไปด้วยกันอีกครั้ง
ตอนนี้กิ่งกานต์เธอดูซึมๆ ดูเหมือนเธออยากจะพูดอะไรบางอย่างกับผม ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะพูดอะไร
“ฉันรู้แล้วว่านายทำอะไร ตอนแรกฉันก็งงๆ แต่พอได้คุยกับคุณยายแล้ว แค่สองคำฉันก็...” แล้วเธอก็แสดงท่าทางเศร้าใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันคิดถึงแม่ขึ้นมา ฉันกลัวว่าอนาคตฉันจะทำให้แม่ของฉันเป็นแบบนี้” เมื่อพูดเสร็จแล้วเธอก็หันไปทางคุณยาย
“คุณยายคะ เดี๋ยวหนูช่วยคุณยายด้วยค่ะ” แล้วเธอก็ยื่นมือออกไปจับแขนคุณยาย

ณ เวลานี้ ถ้ามองจากคนนอกก็คงแปลกใจที่หนุ่มสาวนักศึกษากำลังจูงมือคุณยายขึ้นสะพานลอยอยู่ มีคุณป้าคนหนึ่งช่วยให้กำลังใจคุณยาย ซึ่งผมก็ยิ้มกลับไปให้เธอ บางทีเธออาจจะเข้าใจว่าพวกเราเป็นหลานของคุณยาย แม้ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่สำหรับบุคคลอื่นๆ เข้าใจอย่างนั้นก็ดีแล้ว
พวกเราสองคนพากันส่งคุณยายขึ้นรถเมล์ ดูเหมือนกิ่งจะเป็นห่วงเป็นใยคุณยายมาก ซึ่งผมเกรงว่ามันจะมากไปรึไม่ เพราะดูเหมือนเธอจะมองว่าคุณยายอ่อนแอที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวหลังจากที่ลับตาเราสองคนไปแล้ว
“คุณยายคะ ถ้าคุณยายยังกลับบ้านไม่ได้เอาเบอร์นี้ไปนะคะ” เธอบอกคุณยายพลางให้ผมจดเบอร์โทรของผมลงในกระดาษ เมื่อเขียนเสร็จแล้วผมก็ยื่นให้คุณยาย แล้วเธอก็ถามคุณยายต่อไปว่า
“คุณยายใช้โทรศัพท์เป็นไหมคะ” ซึ่งคุณยายก็ส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ก็ลองของร้องให้คนอื่นช่วยโทรมาก็ได้นะคะ”
รถเมล์สายที่คุณยายรอได้ผ่านมาแล้ว รถเทียบท่าเฉกเช่นปกติที่มันเคยเป็น ผู้โดยสารเดินลงจากรถอย่างขวักไขว่ พร้อมกับผู้โดยสารที่ยืนรอเพื่อเตรียมพร้อมที่จะขึ้นต่อไป ซึ่งพวกเราก็เป็นเช่นนั้น เมื่อผู้โดยสารขึ้นลงกันเรียบร้อยแล้ว ผมและกิ่งก็ส่งคุณยายขึ้นรถ พนักงานเก็บค่าโดยสารก็ตอนรับคุณยายอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย หลังจากที่คุณยายได้ที่นั่งแล้ว ท่านก็หันมาทางเราอีกครั้ง
“ขอให้เจริญๆนะจ๊ะ ขอให้เจริญๆ”
พวกเรายิ้มรับพร้อมกลับไหว้คุณยาย แล้วรถเมล์ก็พาคุณยายไปจากพวกเรา ผมได้แต่หวังในใจว่าคงจะไม่มีโทรศัพท์ของคุณยายมาหาผม หรือถ้ามีก็หวังว่าจะได้รู้ว่าท่านกลับไปถึงที่ๆท่านต้องการแล้ว
ชีวิตคนเรานี้ลำบากดีแท้?
หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไป เราสองคนต่างเงียบอีกครั้ง และจะเงียบต่อไปถ้าเธอไม่ทำลายบรรยากาศนี้ไปซะก่อน
“พล นี้เธอแกล้งทำรึเปล่า?” เธอสงสัย
“เธอคิดว่าฉันแกล้งทำไหมล่ะ ซึ่งมันก็เป็นไปได้นะ” ผมถามเธอกลับ
“ฉันรู้นะว่าเธอแอบชอบฉัน เหมียวบอกฉันแล้ว” ผมเงียบไปอีกครั้ง
“มันก็เป็นไปได้นะที่ฉันจะแสดงเป็นคนดีมีศีลธรรมเพื่อเอาใจเธอ แต่ฉันสามารถรับปากเธอได้เลยว่า ถึงเธอไม่มาฉันก็คงจะทำอย่างนี้”
เธอครุ่นคิดสักครู่ แต่ก็ไม่พูดอะไร พลางเดินไปฝั่งที่เคยผ่านมา เพื่อรอรถกลับเข้าคณะ
“ฉันเชื่อใจเธอนะ อันที่จริงฉันไม่ได้เกลียดเธอหรอก แค่เธอไม่ยอมคุยกับฉันเหมือนคนอื่นๆ ฉันเลยคิดว่าเธอเกลียดฉันซะอีก”
ผมอึ้งเล็กน้อยกับคำพูดของเธอ และยิ่งอึ้งมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ตอนนี้ผมไม่กล้าที่จะมองหน้าเธอ เมื่อครู่เธอตั้งใจบอกรักผมหรือนี้? รึว่าเธอเพียงแค่เริ่มเห็นผมเป็นเพื่อนขึ้นมา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเศร้าใจไม่น้อย
ซึ่งท่าทีของเธอก็ไม่ต่างจากผมในตอนนี้ เลาๆว่าถ้าคนนอกมาเห็น ก็คงแปลกใจที่ลูกตำลึงแดงสองลูกมาอยู่อะไรตรงนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เวลาที่นานนัก เพราะรถประจำทางที่เรารอนั้น ได้มาเสียแล้ว
“ระ..รถมาแล้ว” ผมพูดเสียงสั่น
เธอหันมามองหน้าผม พลางหัวเราะคิกคัก แล้วเธอก็กล่าวต่อไปว่า
“พวกเรานี้แปลกนะ เรียนจิตวิทยามาแท้ๆ กลับไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไรอยู่”
“อืม...ก็จริงนะ สงสัยเพราะความกลัวว่าคิดผิด หรือถูกปฏิเสธกลับมา เลยทำให้ความคิดอ่านมันหดหายลงไปมั้ง?”
“นี้...เธอไม่รู้เหรอว่าฉันคิดยังไง...กับเธออ่ะ?” เธอพยายามทำเสียงอ้อนๆ
“ม่ะๆๆๆ ไม่ๆๆ เอ๊ยไม่ใช่ ระๆๆ รู้ก็ได้” ผมรีบเปลี่ยนคำตอบเพราะดูท่าเธอจะบีบคอผมแล้ว
“เอาไว้ว่าฉันจะรอฟังคำตอบบนรถก็แล้วกัน”
เมื่อเธอพูดเสร็จแล้ว เธอก็รีบวิ่งไปต่อคิวขึ้นรถ พลางกวักมือเรียกผม ผมได้แต่อมยิ้ม และคิดในใจว่าจะพูดอะไรกับเธอดี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกไม่ดีเลยที่ช่วยคุณยายด้วยท่าทีเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร?




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2556 3:56:13 น.
Counter : 185 Pageviews.  

ปลายฟ้า ตอนที่ 9: ใครบางคน

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ปลายฟ้ามองไปรอบๆทาง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างรวดเร็ว แต่ละคนมุ่งหวังที่จะเดินไปยังจุดหมายของตนโดยไม่สนใจมองหน้าใครทั้งสิ้น เพียงแต่รู้ว่าคนข้างหน้ามีตัวตน หากแต่ไม่รู้จัก จึงผ่านไปอย่างไม่มีใครสนใจใคร และเขาเองก็คงจะเป็นเช่นนั้น แม้แต่เขากำลังคิดอยู่ว่าเดินไปข้างหน้าอยู่ แต่ก็ไม่รู้จักใครทั้งสิ้น จนกระทั่งเขาสะดุดใจกับใบหน้าของคนที่พึ่งเดินผ่านไป เป็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาจึงรีบวิ่งกลับไปหาคนๆนั้น ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน น้ำค้างนั้นเอง

“พี่น้ำค้าง”
“อ่ะ อ้าว ปลายฟ้า” เธอยิ้มให้จางๆ
ใบหน้าของเธอดูอ่อนล้าเล็กน้อย แต่อย่างไรความเป็นเธอก็ยังตรึงใจของเขาไว้อยู่
“พี่กลับมาแล้วเหรอครับ”
“อือ พึ่งกลับมา พอดีมีเรื่องที่บ้านนิดหน่อย พี่เลยต้องกลับมา แล้วเราละ ดูโทรมลงหน่อยนะ”
“แหะๆๆ พี่เองก็ดูล้าๆหน่อยนะครับ ทางผมเองที่บ้านก็มีเรื่องเลยอดหลับอดนอนบ้างบางเวลา”
“แล้วตอนนี้เราจะไปไหนเหรอ”
“แล้วพี่ละครับ”
“พี่เหรอ พี่ว่าจะไปซื้อของแถวนี้นิดหน่อยหนะ”
“งั้นผมไปเป็นเพื่อนพี่ก็แล้วกัน ช่วงนี้ไม่มีอะไรทำอยู่ด้วย”
“อย่างนั้น เราเดินเป็นเพื่อนพี่ก็แล้วกัน”

ระหว่างเดินทางไปที่ๆน้ำค้างจะไป ปลายฟ้าสังเกตใบหน้าของน้ำค้าง เขารู้เลยว่าเรื่องที่ทำให้เธอไม่สบายใจต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน แล้วเธอก็เหลือบมองกลับมาเห็นเขากำลังจ้องเธออยู่ เขาจึงรีบหันหน้ากลับมา แล้วเธอก็หัวเราะพลางพูดต่อไปว่า
“เธอนี้ยังเป็นปลายฟ้าเหมือนเดิมเลยนะ น้องชายที่ทำให้ฉันอารมณ์ดีได้เสมอ”
“แหม แล้วเมื่อกี้พี่ขำอะไรผมละ บอกกันหน่อยซิ”
“ก็ขำเธอไง เธอจำได้ไหมว่าเวลาที่เราเคยอยู่เป็นเพื่อนกัน เธอก็ชอบมองฉันอย่างนี้แหละ”
“ไม่เห็นน่าขำตรงไหนเลย ผมก็...แค่เป็นห่วงพี่”
“แหมๆ จะเป็นพ่อพี่อีกคนเหรอจ๊ะ พี่ก็เป็นห่วงเราเหมือนกันตั้งแต่พี่เข้ามหาลัยแล้วไม่ค่อยยอมโทรมาหาเลย”
“ก็....พี่มีคนที่เขาห่วงใยอยู่แล้วนี้”
“นั่นก็อีกกรณี แต่ตอนนี้คงไม่มีแล้วล่ะ”
ปลายฟ้ามองหน้าเธออีกครั้ง เธอดูซึมๆหลังจากพูดคำๆนี้
“หมะๆๆหมายความว่า...?”
“เธอหัวไวก็รู้ๆอยู่แล้วนี้ว่าหมายถึงอะไร”
“ทำไมล่ะครับ ทำไมเขาถึงเลิกกับพี่”
เมื่อเขาถามเธอบ่อน้ำตาเธอก็ตื้นขึ้นในทันใด
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไรนะ ไม่เป็นไร ใจเย็นๆครับ”
“ปลายฟ้า ทำไมเขาต้องทำแบบนี้กับพี่ด้วย” แล้วเธอก็ร้องไห้ต่อ
“.......”
“ปากเขาก็บอกว่ารักเรา แต่เขา ฮือๆๆ”
“.......”
“พี่ครับ ยังไงคนที่รักพี่ยังมีพ่อแม่ของพี่ และเพื่อนๆพี่ๆน้อง อย่างผมด้วยนะครับ”
เธอเบือนหน้าหนีไป พลางรู้สึกผิดติดอยู่ในใจ
“พี่ไม่สมควรให้เธอมาเห็นใจพี่หรอก วันนี้ที่ยอมคุยกับพี่ พี่ต้องขอขอบใจนะ พี่ต้องขอตัวก่อนละ” แล้วเธอก็รีบเดินไป เขาจึงวิ่งไปคว้าข้อมือเธอ เธอยังไม่หยุดร้องไห้ เขาดูไปแล้วเหมือนเธอยังเด็กอยู่มาก ซึ่งก็สอดคล้องกับหน้าตาของเธอเป็นอย่างดี
“พี่ไม่สบายใจ ผมก็ไม่สบายใจด้วยนะครับ มีอะไรที่ผมช่วยได้ บอกผมมาเธอครับ ผมจะช่วยเต็มที่”
“พี่อยากจะบอกเธอนะ แต่พี่กลัวเธอจะไม่คุยกับพี่อีกตลอดไป พี่ไม่อยากให้ความสัมพันธ์พี่น้องของเราต้องเปลี่ยนไปเป็นคนไม่รู้จักกัน”
“มีใครที่ไหนบ้างที่จะรังเกียจคนที่เราเป็นห่วงได้ ผมยินดีจะช่วยพี่จริงๆนะครับ”
“พี่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีแล้ว ฮือๆๆ”
เขาตะลึงไปชั่วขณะ แต่ยังตั้งสติได้ พลางเอามือไปแตะที่มือของเธอ
“เรื่องไหนมันย้อนกลับไปไม่ได้ก็อย่าไปคิดถึงมันเลยครับ”
“พี่ก็ไม่อยากนึกถึงมันหรอก ฮือ แต่มันมีตราบาปติดตัวมาด้วยนิ ฮือๆ แล้วจะให้พี่ทำยังไง ฮือๆๆ”
เขาเงียบ พลางใช้ความคิด ในใจเขาก็ว้าวุ่นไม่ต่างจากเธอ ตราบาป..? เธอท้องเหรอ ปกติพี่น้ำค้างไม่ใช่คนใจง่ายแน่นอน แต่ทำไมเธอถึงเป็นเช่นนั้น
“พี่ครับ ไม่เป็นไรๆ ถ้าเรื่องมันเลวร้ายมาก ก็อย่านึกถึงมันเลย”
“เธอรู้ไหม ว่าถ้าคลิปนั้นมันแพร่กระจายไป พี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าพี่ไม่ถูกวางยา เรื่องมันก็คงไม่เกิดขึ้น ทำไมผู้ชายต้องเห็นผู้หญิงเป็นแค่ของที่เอาไว้อวดไว้เล่นด้วย ฮือๆๆ”
เขาบีบมือเธอเอาไว้
“ผมเสียใจด้วยนะครับ แต่ตอนนี้พี่ยังยืนต่อหน้าผมได้ ผมก็ดีใจที่สุดแล้วครับ”
เธอหยุดร้องไห้ พลางคิดคำพูดของปลายฟ้า เธอหันหน้ามามองที่เขา
“พี่รู้รึเปล่าว่า ผมเองก็เจ็บไม่น้อยไปกว่าพี่ที่ต้องสูญเสียทั้งร่างกายและจิตใจ”
เธอมองไปที่ตาของเขา
“แล้วพี่รู้รึไม่ว่าทำไมผมต้องรู้สึกเสียใจแทนพี่ เพราะผม....” เธอเอามือมาปิดปากเขาไว้
“เธอหยุดพูดนะ มันไม่เหมาะเธอรู้ไหม ฉันคิดกับเธอแค่น้องชายนะ” หากแต่ใบหน้ากับคำพูดของเธอกลับกันโดยสิ้นเชิง แล้วเขาก็จับมือเธอออกไปจากปากเขา
“เพราะผมพร้อมที่จะใช้จิตใจและร่างกายกับคนที่ผมรักต้องเคยมันสูญเสียไปยังไงครับ”
“..........”
“เรื่องในอดีตปล่อยมันไปเถอะนะครับ”
“เธอยังไม่รู้จักพี่ดีพอเลย”
“ผมไม่สนใจเรื่องนั้น ผมรักพี่ครับ รักพี่มาตลอดเวลาเลย ก่อนที่ผมจะได้คุยกับพี่เสียอีก”
“ไม่ใช่ๆ เธอแยกไม่ออกแล้ว เธอไม่เข้าใจ” แล้วเธอก็วิ่งจากไปอย่างไม่หันหลังกลับมา
“ผมผิดตรงไหน ผมไม่เข้าใจ” เขาตะโกนออกไป แต่เธอก็หายลับไปแล้ว




 

Create Date : 05 เมษายน 2551    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2556 3:48:44 น.
Counter : 105 Pageviews.  

ปลายฟ้า ตอนที่ 8 : เบื้องหลัง

หลังจากสัปดาห์ที่พ่อแม่เขาได้รับอุบัติเหตุทางท้องถนน คุณพ่อต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป ส่วนคุณแม่ที่ผ่าตัดช่วงแรกดูเหมือนอาการจะดีขึ้น ก็ทรุดตัวลงเนื่องจากแผลมีอาการติดเชื้อ เขารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์นี้ จนต้องหยุดโรงเรียนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเพื่อเยี่ยมดูอาการของพ่อและแม่ ซึ่งคุณพ่อของเขาก็อยู่ในภาวะซึมเศร้า ไม่ค่อยยอมทานอะไร พร้อมทั้งมีอาการช็อกเมื่อเห็นขาตัวเองที่ขาดแล้วมาร่วมด้วย ปลายฟ้าจึงไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรกับพายุที่โหมกระหน่ำชีวิตในครั้งนี้ ด้วยความหวังอันน้อยนิด เขาจึงพยายามโทรไปหาคุณพลอีกครั้ง

“สวัสดีครับ เรียนสายคุณพหลครับ”
“กำลังถือสายอยู่ครับ ไม่ทราบว่านี้คือ...?”
“ผมปลายฟ้าครับ ที่คุยกับคุณเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว”
“อ้อ ปลายฟ้านี้เอง ฟังเสียดูซึมๆ มีอะไรรึเปล่า?”
“คือ...ทางครอบครัวผมได้รับอุบัติเหตุครับ คุณพ่อต้องเสียขาทั้งสองข้างไป ส่วนคุณแม่อาการก็ทรุดลงหลังการผ่าตัด”
“ฉันเสียใจกับอุบัติเหตุด้วยนะ ว่าแต่เธอล่ะเป็นยังไงบ้าง”
“ผม....ไม่รู้ครับว่าผมรู้สึกอะไร ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ ทั้งใจหาย ทั้งว่างเปล่า”
“รวมไปถึงดีใจเล็กๆด้วย?”
“ครับ....”
“เอาเถอะๆ อุบัติเหตุมันเกิดได้ทั้งจากเราประมาท และเขาประมาท หรือทั้งสองอย่าง แต่สิ่งที่เราทำได้ภายหลังเหตุการณ์คือต้องยอมรับว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วจริง”
“ส่วนตัวผมก็ยอมรับแล้วครับว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่คุณพ่อดูเหมือนจะยังครับ”
“ยังไง ที่ว่าไม่ยอมรับ ถ้าให้เดาก็เป็นอาการที่ไม่ยอมรับว่าเสียขาใช่ไหม?”
“ครับ...”
“ตอนนี้ฉันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นะ อาจจะคุยได้ไม่นาน”
“ผมมีโอกาสได้พบปะกับคุณไหมครับ ผมต้องการที่ปรึกษา”
“ย่อมได้ คิดว่าอยากจะคุยเมื่อไหร่ล่ะ?”
“พรุ่งนี้เย็นครับ”
“พรุ่งนี้เย็นเหรอ มะรืนเย็นได้รึเปล่า?”
“ได้ครับ ถ้าคุณสะดวก”
“เอาล่ะฉันต้องไปทำธุระต่อแล้ว ไว้เจอกันมะรืนเย็นนะ”
“ครับผม ขอบคุณมากครับ”
“ตรู๊ดดด....ตรู๊ดดด...ตรู๊ดดด..”

เขาได้แต่หวังว่า เขาจะผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้คุยกับชายคนนี้

ปลายฟ้าเดินตรงไปที่ห้องพักของคุณพ่อ เขาเคาะประตูห้องเบาะๆ ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป เขาพบว่าคุณพ่อนั่งเหม่อมองดูหน้าต่างข้างหลังห้องอยู่ บรรยากาศชั่งดูน่าเศร้ายิ่งนัก เขาได้แต่ในใจลึกๆว่าให้พ่อกลับมาเป็นคนเดิม แต่ที่ลึกกว่านั้นเขาหวังให้พ่อสิ้นสติไปเสียเลย เขาเริ่มไม่เข้าใจตนเองว่าตัวเองต้องการอะไรจากชายคนนี้กันแน่ เขากล่าวคำทักทายบุรุษผู้ที่ด้วยถ้อยคำที่ราบเรียบที่เป็นที่นิยมกล่าวกันในเวลาพบปะ
“สวัสดีครับ คุณพ่อ”
“........” ไม่มีเสียงตอบรับจากชายที่ถูกเขาเรียกว่าพ่อ
“เช้านี้ทานอะไรรึยังครับ”
“........”
“เดี๋ยวผมไปหาอะไรมาให้ทานนะครับ คุณพ่อ”
“ไม่ต้อง พ่อไม่อยากกินอะไร”
“ไม่ได้นะครับ แล้วถ้าพ่อไม่กินเมื่อไหร่พ่อจะออกจากโรงพยาบาลได้ละครับ”
“........”
“เดี๋ยวผมมานะครับ”
“แล้วแม่ของลูกเป็นยังไงบ้าง”
“ตอนนี้ยังอยู่ในห้องปลอดเชื้ออยู่ครับ แผลที่ผ่าเกิดติดเชื้อขึ้น อาการเลยทรุดลง”
“........”
“ผมขอตัวลงไปก่อนนะครับ”

เขาเดินออกมาจากห้องพลางเดินไปลงไปร้านค้าในโรงพยาบาล เขารู้สึกสงสารคุณพ่อ ปนด้วยความสมเพชเล็กๆ เขาไม่เคยเห็นบุรุษผู้แข็งกร้าวในสายตา เป็นเช่นนี้มาก่อน เขาเปลี่ยนไปมากราวกับคนล่ะคน ซึ่งมันก็ไม่แปลกสำหรับคนที่ต้องสูญเสียสิ่งที่ติดอยู่กับตัวเขาไป มันดูหดหู่พลางสิ้นหวัง โลกของพ่อคงเปลี่ยนสีไปโดยฉับพลัน ทั้งที่งานก็กำลังจะเจริญก้าวหน้าเข้าสู่ระดับสูงแล้ว มาเป็นเช่นนี้งานก็คงสะดุด จนถึงขนาดต้องออกจากงานไป ส่วนคุณแม่อาการก็น่าเป็นห่วง ได้แต่หวังว่าอาการจะไม่ทรุดตัวลงอีก

เมื่อเดินมาได้พักหนึ่งก็ถึงร้านค้า เขาเลือกซื้อโจ๊กอุ่นๆไปให้พ่อ เนื่องจากหมอยังไม่อนุญาตให้ทานอาหารปกติ และที่มีรสจัด กล่าวคือให้ทานอาหารอ่อนอยู่นั้นเอง เขาหิ้วถุงโจ๊กขึ้นไปที่ห้องพักของพ่อ เคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดประตูเข้าไป

“กลับมาแล้วครับ”
เขาเดินไปหยิบถ้วยและช้อน แกะปากถุงที่ห่อหุ้มอาหาร แล้วเทลงไปในถ้วย แล้ววางไว้บนโต๊ะสูงสำหรับให้อาหารผู้ป่วย พร้อมทั้งกล่าวว่า
“ทานเยอะๆนะครับ จะได้กลับบ้านไวๆ”
พ่อเริ่มจับช้อน แล้วคนถ้วยไปเรื่อยๆ พลางเหม่อลอย
“พ่อครับ พ่อคิดอะไรอยู่”
“.......”
“พ่อไม่เป็นคนเดิมเลย คนที่มีความกระตือรือร้น”
“เฮ้อ...คนเรานะ ยามสิ้นหวัง มันก็คิดอะไรไม่ออกหรอก”
“.......รีบทานเถอะครับ เดี๋ยวโจ๊กจะชืดเอา”
หลังจากที่พ่อเขาทานเสร็จแล้ว เขาก็เก็บข้าวเก็บของ อาหารในถ้วยเหลืออีกเยอะ ดูเหมือนพ่อจะทานอะไรไม่ลง นี้คงเป็นอาการซึมเศร้าเช่นนั้นหรือ ทำไมกันคนเราถึงได้คาดหวังกับสิ่งต่างๆไว้มากมายนัก เขาบอกลาพ่อ เพื่อไปเยี่ยมดูอาการของคุณแม่ เขาเดินผ่านไปที่ห้องพักคุณแม่ แต่หมอยังไม่อนุญาตให้เยี่ยม จะว่าไปแล้วช่วงแรกๆ อาการของแม่หายไปอย่างรวดเร็ว พึ่งจะมาทรุดก็เมื่อวานนี้ ช่วงที่แม่สบายดีอยู่นั้น แม่ก็พยายามมาเยี่ยมพ่อ จนได้ของแถมนี้มา แม่เป็นห่วงเขาว่าจะอยู่อย่างไร อยู่คนเดียวได้รึไม่ แต่ช่วงก่อนแม่จะทรุด ดูเหมือนแม่จะมีอาการเป็นห่วงเขาในเชิงการใช้ชีวิตประจำวันน้อยลง แต่ก็ยังคอยเป็นห่วงเรื่องการเรียน และสุขภาพอยู่ เขากลับบ้านด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้แม่จะออกมาจากห้องปลอดเชื้อ และพ่อจะเลิกอาการซึมเศร้าเสียที




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2556 3:44:28 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ปลายฟ้า ตอนที 7: ความฝัน

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมกระโชกแรง บ่งบอกให้ทราบว่าฝนใกล้จะโหมกระหน่ำลงมาแล้ว เด็กชายคนหนึ่งยังไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ที่ใด เท้าเล็กๆของเขายังสาวก้าวต่อไปอย่างไม่รู้จุดหมาย แขนขาเล็กๆได้มีรอยถลอก และนัยน์ตาแดงกล่ำจากการร้องไห้เป็นเวลานาน บัดนี้ฝนได้ตกลงมาแล้ว

เด็กผู้นั้นจึงเดินตากฝนต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่าจะเจอครอบครัวของตน แต่เนื่องจากความมืดมิดมาบดบัง และฝนกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ฟ้ากู่คำครามก้องเด็กน้อยจึงพยายามหาที่พัก เห็นร่มไม้ใหญ่ จึงเข้าไปอาศัยภายร่มไม้นั้น ด้วยการอากาศที่หนาวเหน็บเด็กน้อยตัวสั่นสะท้าน

ซักพักหนึ่งฝนก็สาลงบ้าง แม้ว่าเมฆจะมิบดบังแผ่นฟ้าแล้ว แต่กาลเวลาก็ทำให้ความมืดมาปกคลุมแทนเมฆา เด็กน้อยตัวสั่นไปกับพิษไข้ที่ได้รับ เมื่อเวลาผ่านไป แววตาของเด็กน้อยเศร้าไร้ความสดใสดั่งคิดว่าหมดสิ้นแล้วความหวัง เขากำลังนึกว่า ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี้ได้

เด็กน้อยจำได้ว่าครอบครัวพาเขามาเที่ยวอุทยานแห่งหนึ่ง เนื่องในวันเกิดครบรอบ 7 ปี เด็กน้อยได้เดินเล่นหยอกล้อกับญาติพี่น้องอายุไล่เลี่ยกันสองสามคน พลันเดินเล่นไปในปากป่า เจอสัตว์ตัวน้อยที่ไม่รู้จักเด็กน้อยและญาติๆจึงวิ่งเข้าไป เพื่อที่จะสำรวจว่าเจ้าตัวน้อยคืออะไร วิ่งไปสักพักมันก็หายไป เด็กน้อยจึงออกตามหาต่อ แต่ญาติๆก็ได้ห้ามปรามไว้ว่าเข้ามาในป่าลึกแล้ว จึงได้พากันกลับออกไปจากป่า แต่เดินไปเรื่อยๆก็ไม่พบทางออกเสียที เหล่าเด็กๆจึงทราบแล้วว่าตนหลงป่าจึงตะโกนลั่นเรียกหาผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ เหล่าเด็กๆจึงพากันสิ้นหวัง นั่งทรุดอยู่ใต้ต้นไม้
รอความหวังว่าเมื่อใดผู้ใหญ่จะมาเสียที 

แต่ด้วยความหิวโหยของเหล่าเด็กๆ พลันเห็นผลไม้น่าตาเหมือนที่เคยเห็นและมีรสชาติหอมหวาน จึงพากันเก็บมาหวังจะได้ลิ้มรส พลันญาติๆพากันกัดกินคนละคำสองคำ ก็นอนล้มลงกับพื้น เด็กน้อยยังไม่ทันได้กินจึงตกใจวิ่งออกไป ด้วยความคิดที่ว่าผู้ใหญ่อยู่ที่ใด ช่วยพวกญาติๆด้วยแต่วิ่งไปไกลเท่าไหร่ก็หาทางออกไม่เจอ จึงดูเหมือนวิ่งเข้าไปในเขาวงกตไม่รู้เหนือรู้ใต้ มองขึ้นไปท้องฟ้า เมฆทมิฬกำลังลอยผ่าน พลอยทำให้จิตใจกังวลและสับสน น้ำจากนัยน์ตาจึงพลันไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว จึงส่งผลให้ลมลอยผ่านลำคอออกมาทางปากเปล่ง เป็นเสียงเศร้าโศกรันทดใจ
แล้วก็เดินต่อไปอย่างไร้ทิศทาง 

พิษไข้เริ่มก่อตัวอย่างรุนแรง เด็กน้อยตัวสั่นปากซีดจนมองไม่เห็นเลือด ตัวร้อนดังเตาไฟที่พึ่งก่อใหม่ๆ รอบๆกายไม่มีผู้ใดทำให้ใจหวาดหวั่น เกรงกลัวอันตรายที่จะมาย่ำกราย พลันให้นึกถึงเรื่อยแห่งความตาย ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร ตายแล้วก็ไม่ได้เจอครอบครัว
ไม่ได้เล่นกับเพื่อนๆ ไม่ได้ลิ้มรสของหวานที่ชวนทาน ไม่ได้เล่นเกมที่ได้มาเป็นของขวัญทุกๆอย่างล้วนจบสิ้นหมด ก็ยิ่งก่อให้เกิดความหวากผวาเป็นทวีคูณ น้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำตาได้เหือดแห้งเหลือเกิน จนเลือดแทบจะออกมาจากนัยน์ตา

ทันใดนั้น เสียงสาวก้าวเท้าก็ค่อยๆดังขึ้น เป็นเสียงสาวก้าวของคนจำนวนหนึ่ง และตะโกนคำๆหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เด็กน้อยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ กลุ่มคนตะโกนเรียกชื่อของเขานั้นเอง จู่ๆความหวังก็ทำให้ร่างกายพอมีแรง ส่งเสียงไปหาคนกลุ่มนั้น แล้วร่างกายก็หมดเรี่ยวแรงไปอย่างไม่รู้ตัว

ที่นี้ที่ไหน ทำไมถึงอบอุ่นยิ่งนัก เด็กน้อยรู้สึกตัวอีกครั้ง ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่ใต้อ้อมแขนของผู้เป็นแม่ ณ เวลานั้นช่างเป็นเวลาเด็กน้อยรู้สึกปลอดภัย และอบอุ่นมากที่สุด เขาไม่เคยคิดว่าอ้อมแขนของแม่จะอบอุ่นได้ถึงเพียงนี้ เด็กน้อยจึงเอ่ยปากขึ้นมาคำๆหนึ่ง แม่ของเด็กน้อยจึงตอบรับด้วยการหอมแก้มเจ้าตัวน้อยหนึ่งที แล้วกล่าวต่อไปว่า

“แม่เป็นห่วงลูกมากนะปลายฟ้า และแม่ก็มีความสุขจ๊ะที่ตามลูกกลับมาได้”
หลังจากนั้นพ่อก็มาโอบกอบแขนของแม่ที่มีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขนอยู่ด้วย แล้วกล่าวว่า
“ลูกปลอดภัยพ่อแม่ก็ดีใจแล้ว คราวหลังไปไหนพ่อขอไปด้วยนะลูก”

“เป็นยังไงบ้างลูก”
“อ้าว พ่อแม่มาอยู่ที่นี้ได้ยังไง??”
“เราก็อยู่กับลูกตั้งนานแล้ว เป็นยังไงบ้างนิมิตที่ได้เห็นเมื่อซักครู่”
“เออ....ยังไงล่ะเนี่ย?? แล้วพี่น้ำค้างไปไหนซะแล้ว?”
“ไม่ได้ไปไหนหรอกปลายฟ้า”
“เดี๋ยวก่อนครับ ผมขอเรียบเรียงความคิดก่อน”
“.............”
“ตู๊ดๆๆๆ.......ตู๊ดๆๆๆ.....ตู๊ดๆๆๆ!!!” เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2556 3:40:00 น.
Counter : 141 Pageviews.  

ปลายฟ้า ตอนที่ 6 : ภายหลังเหตุการณ์

เวลาผ่านไป 3ชม. น้าบางคนก็กลับบ้านไป ในช่วงนั้นน้าพรกับเพื่อนๆจะกลับกันแล้วเลยชวนให้ปลายฟ้ากลับบ้านไปก่อน แต่ปลายฟ้าไม่ยอม น้าพรกับน้าผู้หญิงอีกคนอยู่เป็นเพื่อนปลายฟ้าต่อ ส่วนน้าผู้ชายกลับบ้านไปแล้ว น้าพรชวนปลายฟ้าคุยเพื่อฆ่าเวลา คุยไปคุยมาจึงรู้ว่าน้าผู้หญิงอีกคนชื่อนิด น้านิดเป็นรุ่นน้องของน้าพร น้าพรก็เป็นรุ่นน้องของพ่อกับแม่อีกทีหนึ่ง น้าพรเล่าว่าสมัยปลายฟ้ายังไม่เกิด พ่อแม่ของปลายฟ้าเป็นคู่ที่น่ารักมาก พวกเขาเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วๆไป ปรภพ(พ่อ)เป็นคนที่ขยัน ส่วนเมทินี(แม่)เป็นคนหัวไว น้าพรชมเสมอว่าพ่อแม่เก่ง แต่ปลายฟ้าก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าทำไมพ่อแม่เก่ง แต่พ่อแม่กลับไม่เข้าใจเรา ถ้าเราเข้าใจพ่อแม่ได้ เราจะเก่งกว่าพ่อแม่ไหมเนี่ย? 


ส่วนน้านิดก็เล่าให้ฟังว่า ตอนที่น้านิดเข้ามหาวิทยาลัย ก็เห็นแม่อยู่ปี 4 แล้ว แม่เป็นคนติวให้น้านิดเองในบางรายวิชาที่น้านิดขอให้แม่ช่วย บางครั้งพ่อก็มาเยี่ยมแม่ในมหาลัย น้านิดอิจฉาพ่อแม่ที่มีความรักให้กันและกัน ตอนนี้น้านิดยังไม่ได้แต่งงาน ตัวน้านิดเองก็ใช่ว่าขี้ริ้วขี้เหล่อะไร เพียงแต่น้านิดบอกว่าคนที่เข้ามาในชีวิตยังไม่มีคนที่ใช่ซักที แล้วน้านิดก็หยอดผมมาว่าผมมีแฟนแล้วรึยัง ผมก็ได้แต่เขินไม่กล้าบอกอะไรไป ได้แต่บอกว่ายังไม่มีครับ แล้วน้านิดกับน้าพรก็ได้หัวเราะขึ้นมา บอกว่า 
“อ้าว นึกว่าเด็กสมัยนี้จะรีบมีแฟนกันซะแล้ว” ผมก็ได้แต่อาย
“ปัง !!” เสียงประตูดังขึ้น
ทีมแพทย์เริ่มทยอยกันออกมา มีแพทย์ท่านหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ ปลายฟ้ารู้สึกระทึกใจกับคำตอบของแพทย์
“พวกคุณเป็นญาติของผู้ป่วยใช่ไหมครับ?” แพทย์ถาม
“ดิฉันไม่ใช่ แต่น้องคนนี้เขาเป็นลูกของผู้ป่วยค่ะ” น้าพรบอกแล้วชี้ไปที่ปลายฟ้า
นายแพทย์จับบ่าของปลายฟ้า แล้วบอกกับเขาว่า “พวกเราสามารถช่วยชีวิตพ่อแม่ของเธอได้แล้ว” นายแพทย์กล่าว
ปลายฟ้าดีใจจนแทบจะตะโกนออกมา แต่พยายามสงบปากไว้
“แต่ เราไม่สามารถนำขาที่เสียหายต่อคุณปรภพได้ พวกผมเสียใจจริงๆครับ”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ
“ส่วนคุณเมทินี ปลอดภัยแล้วครับ แต่อาจจะมีอาการแทรกซ้อนได้ ตอนนี้ย้ายอยู่ห้องผู้ป่วยในแล้วครับ”
ปลายฟ้ารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป เขาควรจะดีใจหรือจะเสียใจกันแน่ โลกทั้งใบดูเหมือนจะว่างเปล่า ความเศร้าเริ่มมาเยือน เขาพึ่งรู้ตัวว่าถ้าพ่อขาดขาไปแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง
“น่าสงสารคุณภพเหลือเกิน อุตส่าห์พยายามตั่งหน้าตั้งตาทำงานจนมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าขาดขาไปจะทำอย่างไรล่ะทีนี้” น้าพรเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น
“ผม ผม...จะไปหาคุณพ่อได้ที่ไหนครับ..?” ปลายฟ้าถามนายแพทย์
“ตอนนี้เราคงจะให้เยี่ยมไม่ได้ เลยเวลาเยี่ยมแล้ว แต่ถ้าจะแวะไปดูซักครู่หนึ่งผมก็คิดว่าคงจะไม่มีปัญหาอะไร ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพวกคุณก็แล้วกัน”แล้วกล่าวต่อไปว่า
“พ่อของเธออยู่ห้องริมซ้ายสุดของชั้นถัดไป”

เมื่อพวกเขาได้ทราบว่าคุณพ่อของปลายฟ้าอยู่ที่ไหนตัดสินใจกลับบ้านกันก่อนโดยหวังไว้ว่าให้ผู้ป่วยได้พักเสียก่อน ปลายฟ้าถึงบ้านก็ดึกมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นวันรุ่งขึ้นเสียแล้ว เขาเอนตัวลงบนชุดนั่งคะนึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออก และไม่รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนถ้าขาดพ่อแม่ ความรู้สึกโหวงเหวงก็กลับเข้ามาสู่ตัวเขาอีกครั้ง มันช่างหนาวเหน็บเสียเหลือเกิน เปรียบเสมือนต้องเดินไปกลางความมืดมิดไร้แสงไฟใดๆ จะก้าวต่อไปก็กล้าๆกลัวๆ จะถอยหลังก็ทำไม่ได้เช่นกัน เขาหวังได้แต่ว่าพ่อแม่จะอยู่กับเขาตลอดไป แต่ด้วยความล้าทั้งกายและใจ ทำให้เขาหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว

“ปลายฟ้า....ปลายฟ้า....” เสียงที่คุ้นเคยเรียกหา
“เธอเป็นอะไรมากรึเปล่า?” เสียงของน้ำค้างนั้นเอง
“ผม..ผมเหรอ? ก็เพลียๆเล็กน้อยถึงมากๆเลยล่ะครับ” เขาตอบเธอ
“วันนี้เรื่องต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตเธอเร็วมากเลยรู้ตัวไหม?”
“ครับ ผมก็รู้สึกได้เช่นนั้น”
“เธอเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอรึเปล่า?”
“ผมไม่มั่นใจว่าผมจะเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นครับ”
“ตอนนี้เธอล้าไปมากเกินพอแล้ว ผ่อนคลายลงเสียเถอะ ฉันอยากให้เธอนึกถึงสิ่งที่เธอมีความสุขมากที่สุดในชีวิต”
“ครับ ผมจะพยายาม”
“ผมเห็นตอนที่ผมกับพี่ยังพูดคุยหยอกล้อกันครับ”
“เธอแน่ใจแล้วเหรอ ฉันว่านั้นยังไม่ใช่นะ เธอลองมองดูลึกๆ ภายในจิตใจของเธอเองดูซิ”
“.......” ปลายฟ้าเงียบไป
“ผม...ไม่คิดว่านอกจากนี้แล้วผมจะมีความสุขครับ”
“เธอลืมมันไปแล้วเหรอ เวลาที่เธอมีความสุขที่สุดน่ะ ไม่ได้เกิดจากการที่เราเพียงพูดคุยหยอกล้อกับน้ำค้างหรอกนะ”
“หมายความว่าอย่างไรครับ?”
“รู้ไหมว่าความสุขของมนุษย์คืออะไร?”
“ไม่ทราบครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าผมจะมีความสุขที่สุดในตัวผมอยู่รึเปล่า?”
“ฉันว่าเธอมี แต่เธอมองข้ามมันไปเอง และฉันเองก็ยอมรับความสุขที่เธอกล่าวข้างต้นนะ แต่มันยังไม่ถึงที่สุด”
“เอาล่ะ ฉันจะให้เธอลองมองเข้าไปอีก มันเป็นประสบการณ์ที่เธอเคยเจอมาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นเธอยังเด็กอยู่จึงอาจจะไม่เข้าใจ ตอนนี้ฉันอยากจะให้เธอย้อนกลับไปอดีต ลองดูว่าอดีตมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ หวังว่าเธอจะพบกับสิ่งที่เธอต้องการ”




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2556 3:34:46 น.
Counter : 117 Pageviews.  

1  2  3  

blueocynia
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กาลเวลาร่องลอยคอยร่วงโรย
น้ำค้างโปรยปรอยทั่วทุกหัวระแหง
ดังความสุขทุกข์มิหลงจงสำแดง
จำต้องแปลงเปลี่ยนเรื่องเพราะเตือนความ

วันเวลาอยู่คู่ความทรงจำ ไม่ว่าทุกข์หรือสุขเพียงใด
วันเวลาเหล่านั้นจะค่อยเข้ามาสู่ความทรงจำของเราเอง
Friends' blogs
[Add blueocynia's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.