ชิ้นส่วนแห่งความทรงจำ
Group Blog
 
All Blogs
 

บทขับส่งว่าด้วย กาลเวลา ชีวา และสรรพา

หนทางข้างหน้ากำลังเข้ามา ทิ้งหลังไว้ให้ใจหาย
พินิจพิเคราะห์แล้ว ความจริงดูหม่นหมอง
เมื่อถึงเวลา ต้องก้าวไป ไม่รู้หนทาง
มองดูคุณค่า ไร้ซึ่งคำตอบ

ปรากฏการณ์ผ่านเข้ามา แล้วย้อนกลับไป
เป็นวงจรอันเกรียงไกร หารู้ขอบขนาด
สิ่งที่คิด มิอาจเทียบได้ ดั่งเม็ดทรายในโลกา
รูปแบบธำรงค์ไว้ ไร้ซึ่งความหมาย

ถึงเวลาต้องเดินล่วง ข้างหน้าคือหินผาและทะเลทราย
จากวจีเมื่อเยาว์ไว้ กล่าวไว้คือสรวงสรรค์
พัฒนาตนเพื่ออนาคต สิ่งนี้หรือคือชีวิต
ดำรงไว้ซึ่งอดีต มิให้เรือล่ม โคลงเคลง

เมื่อเข้าสู่อีกทางหนึ่ง ข้างหลังไร้ความหมาย
ใสซื่อบริสุทธิ์ไซร้ มีแต่ในนิยาย
จึงได้พินิจว่า สิ่งนี้คือความฝัน
ผลักดันผู้ตามรอย ล้างมโนนี้

บทส่งท้ายของชีวิต คือความไร้ซึ่งสรรพา
เมื่อเกิดก็ย่อมดับ เป็นวัฏฏะสัจธรรม
หนึ่งวิญญาดับ หนึ่งชีวาดับ
เกิดมาหนึ่งตายลงสอง




 

Create Date : 09 มกราคม 2553    
Last Update : 9 มกราคม 2553 21:08:22 น.
Counter : 177 Pageviews.  

ถิ่นนอก เมืองใน

ถิ่นคนนอกเอย ถิ่นคนนอก
ห้วงกาลาอันเนินนาน
เดียวดายลำพัง
เมื่อความยุ่งเหยิงผ่านพัด
เดียวดายลำพัง
เมื่อพายุฝนโหมกระหน่ำ
เดียวดายลำพัง
ถื่นคนนอกเอย ถื่นคนนอก

เมืองผู้คนเอย เมืองผู้คน
ช่วงเวลาอันแสนสั้น
เราอยู่ด้วยกัน
เมื่อหิมะโหมกำลัง
เราอยุ่ด้วยกัน
เมื่อคลื่นทะเลสาดซัด
เราอยู่ด้วยกัน
เมืองผู้คนเอย เมืองผู้คน

เดียวดายลำพัง ฉันเดียวดายลำพัง
แลเห็นเมืองผู้คนนั้น
ฉันแสนอิจฉา
ในสถานการณ์อันเลวร้าย
ฉันเดียวดายลำพัง แต่พวกเขาแสนจะอบอุ่นสุขสบาย
พวกเขาช่างอ่อนแอ
เพราะพวกเขาอยู่เพียงลำพังไม่ได้

เราอยู่ด้วยกัน พวกเราอยู่ด้วยกัน
แลเห็นถื่นคนนอกนั้น
พวกเราแสนสงสาร
ในกรณีที่ย่ำแย่
พวกเราอยู่ด้วยกัน แต่เขาแสนจะโศกเศร้าเหงาจิต
ตัวเขาช่างก้าวร้าว
เพราะเขาอยูร่วมกับพวกเราไม่ได้

ไม่ว่าเขาหรือพวกเขา
ไม่ว่าโดดเดี่ยวหรือกลุ่มก้อน
ต่างฝ่ายไร้ละ จุดยืน
พวกมากว่าสัมพันธ์
โดดเดี่ยวว่าสามารถ
สองทางหาบรรจบ
ต่างหมางเมินกัน

สังคมอุดมการณ์
สองทางย่อมบรรจบ
หนึ่งสามารถหนึ่งสัมพันธ์
อยู่ร่วมหรืออ้างว้าง
สถานการณ์ชักนำไป




 

Create Date : 19 มกราคม 2552    
Last Update : 19 มกราคม 2552 23:28:08 น.
Counter : 176 Pageviews.  

คะนึง

ฉันกับเขาพบกันครั้งแรกในที่แห่งหนึ่ง
ตัวของฉันรู้สึกดีใจที่ได้เจอะเจอกับเขา
แต่ฉันไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างฉันรึไม่ที่ได้พบกับฉัน
และแล้วตัวฉันได้อาศัยอยู่กับเขา
ในช่วงเวลาแรกเขาสนใจในตัวของฉัน
เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขมากในชีวิต
แต่แล้วก็เหมือนชะตากรรมมาเล่นตลก
เมื่อเราอาศัยด้วยกันไปได้สักพักใหญ่
ใหญ่พอที่เขาประกาศก้องแล้วว่าเขารู้จักฉันดีพอแล้ว
เขาก็เลิกสนใจฉันไปแทบจะทันทีทันใด
เขาเก็บฉันไว้ในที่ๆห่างจากตัวของเขา
แต่ฉันเองก็ยังคงคิดถึงเขาเสมอ
ขอแค่เขาเพียงกลับมาสนใจในตัวฉัน
แม้สักน้อยนิดก็ยังดี

ต่อมาวันหนึ่งเขามาหาฉันอีกครั้ง
ฉันดีใจมากที่ได้เจอะเจอหน้าเขา
แต่แล้วเขากลับมาทำร้ายจิตใจฉันอีกครั้ง
โดยการทำให้ฉันหมดสิ้นอิสรภาพ
แล้วเขาก็เก็บฉันไว้ ณ ที่ๆเขาไม่สนใจใยดีอีกต่อไป

ฉันอยู่ในนี้เป็นเวลานานจนไม่รู้เดือนรู้ตะวัน
และแล้ววันหนึ่งแสงสว่างก็ได้ตกลงมาสู่ตัวฉันอีกครั้ง
ฉันพบว่ามีเงาคนหนึ่งบังแสงสว่างจากภายนอกเอาไว้
เขานั่นเอง เขาคนนั้น เขาคนที่กักขังฉันไว้
แต่ทำไมสภาพเขาจึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้
ตัวเขาดูมีอายุมากขึ้น แสดงถึงเวลา
เวลาที่พรากความเยาว์วัยไปจากเขา
เขาเอามือมาสัมผัสที่ตัวของฉัน
นิ้วมือของเขา บรรจงกรีดกรายเขาไปจากใบหน้า
ผ่านลำตัว บ้างก็หยุดพร่ำเพ้อถึงวันเก่าๆ
วันเก่าๆที่เคยมีความสุข สนุกสนาน
ผ่านตัวอักษรที่จารึกไว้ในตัวของฉัน

เมื่อเขาวางฉันแล้วอมยิ้มอย่างมีความสุข
หน้าที่ของฉัน ก็จบลงเพียงเท่านี้แล้ว...




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2550    
Last Update : 29 ตุลาคม 2550 23:41:24 น.
Counter : 192 Pageviews.  

คำถาม

เรื่องนี้แต่งไว้นานแล้วครับ
พอดีขุดมาเจอเลยเอามาลง...

“พ่อครับ ทำไมเราต้องเรียนด้วยครับ?” เด็กชายคนหนึ่งถามพ่อของเขา
“ก็เพื่อที่เราจะได้มีความรู้ไงลูก” พ่อตอบเด็กชาย
“แล้วทำไมเราต้องมีความรู้ล่ะครับ?” ลูกชายยังไม่หายสงสัย
“ก็เพื่อที่ลูกจะเอาวามรู้ไปเลี้ยงตัวเองไงลูก” พ่อพยายามตอบออีกครั้ง
“แล้วเลี้ยงตัวเองทำไมต้องเรียนสูงๆล่ะครับ?” ลูกถามพ่อต่อไปอีก
“ก็เพื่อที่ลูกจะได้งานดีๆไงล่ะ” พ่อก็ตอบต่อไป
“แล้วทำไมต้องได้งานดีๆด้วยครับ?” ลูกยังคงยิ่งสงสัยต่อไปเรื่อยๆ
“เออ...ก็จะได้มีหน้ามีตาแล้วเงินเดือนก็จะเยอะๆไงลูก” พ่อตอบ
ก่อนที่ลูกจะอ้าปากถามต่อพ่อชิงตัดหน้า
“อ่ะๆ ถ้าลูกจะถามว่าทำไมต้องได้เงินเดือนเยอะๆ ก็เพื่อที่ลูกจะได้มีชีวิตที่ไม่ต้องลำบากไง” พ่อชิงถามแล้วก็ตอบคำถามไปในตัว
“เอาล่ะ เราหมดคำถามรึยัง รึว่าจะถามอะไรกับพ่ออีก?” พ่อถามกลับ
“ทำไมพ่อถึงแต่งงานกับแม่ครับ?” ลูกถาม
“ฮ่าๆๆ แม่เขาหลงเสน่ห์พ่อไง” พ่อตอบ
หลังจากนั้นไม่นานพ่อพึ่งจะรู้ตัวว่าแม่ของลูกชายวัย 8 ขวบอยู่ด้านหลัง
เด็กชายวัย 8 ขวบจึงจบปัญหาถามตอบไปโดยปริยาย

เด็กชายไม่เข้าใจว่า ทำไมคนเราต้องทำงานด้วย
ทำงานไปทำไมเหนื่อยก็เหนื่อย ดูจากพ่อของเขาเอง พ่อต้องกลับบ้านเย็นๆทุกวัน
ส่วนตัวเด็กชายเองก็ต้องไปเรียนทุกวัน เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
แล้วที่เรียนไปก็เรียนเพื่อไปเหนื่อยต่ออีก ทำไมคนเราไม่หันมาเล่นเลขเล่นเบอร์กันนะ
เวลาได้ก็ได้เงินใหญ่เลย แล้วก็ค่อยๆเอาเงินใหญ่ไปซื้อเลขซื้อเบอร์อีกทีเดี๋ยวก็ได้
เด็กน้อยจึงพยายามเจียดค่าขนมรายสัปดาห์รวมสองสัปดาห์ให้ได้ 80 เพื่อที่จะได้ซื้อล็อตตารี่ เสมอๆ
แต่มันก็แปลกที่เขาซื้อมาหลายเดือนแล้ว ไม่เห็นจะถูกซักที

เมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้น เป็นเด็กหนุ่มวัยกระเตาะ
คำถามที่เขามีก็คงไม่คลายออกจากจิตใจว่าทำไมคนเราต้องทำงาน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาเลิกซื้อล็อตตารี่แล้ว
เพราะวันหนึ่งแม่ของเขาสังเกตว่าทำไมเขาถึงดูผอมลง
ประกอบกับ ซื้อไปก็ไม่เคยจะถูกเสียที
แม่เขาเลยสั่งห้ามไม่ให้ซื้อล็อตตารี่อีก
ไม่เช่นนั้นจะหักเงินค่าขนม
ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็เริ่มเปลี่ยนความคิดที่ว่า ซื้อเลขซื้อเบอร์กันทุกคนก็คงสบายไป
เขามองใหม่ว่า ตอนนี้ต่อให้เราเป็นอะไรพ่อแม่ก็ให้ตังค์เขาใช้เสมอๆ
เขาเลยคิดว่าโตมา ถ้าไม่ทำอะไรพ่อแม่ก็คงจะมีตังค์ให้ใช้อย่างแน่นอน
พอมาถึงวันเผาศพของคุณตา เขาจำไม่ได้อีกแล้วว่าเขาเคยคิดอย่างนี้มาก่อน...

ทำไมนะ คนเราถึงอยากจะทำงาน อืม...เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
แล้วทำงานแบบไหนนะถึงไม่ต้องลำบากอะไรมากมาย
แต่ละวันที่เขามองครูสอนหนังสือ
เขาคิดว่ามันหนักไปรึเปล่า สั่งการบ้านนักเรียน
ตรวจทีก็หนักหนาเอาการ
แต่พอคิดดูอีกที ครูก็แค่เซ็นชื่อ ไม่เห็นตรวจอะไรเลย
เขาจึงนึกอยากเป็นครูขึ้นมาบ้าง
พอเขาไปเห็นตำรวจบางคน
ไม่เห็นต้องทำอะไรก็ได้ตังค์มาใช้
พอเขาไปเห็นทหารบางคน
ไม่ต้องทำอะไรอีกก็ได้ตังค์มาใช้

คนเราเอาเข้าจริงๆ แค่กินๆอยู่ๆคงไม่ต้องใช้จ่ายอะไรมาก
อันตัวเราก็พวกไม่มักมาก แค่สบายเป็นพอ งานพวกนี้จึงน่าสนใจกับเขา
แต่เมื่อช่วงรอยต่อของ ม.ต้น และ ม.ปลาย เขาคิดว่ามันง่ายตรงไหนที่จะเข้า โรงเรียนเตรียมทหาร
เฮ้อ...คนเราหาแต่เรื่องยากๆเข้าหาตัวเองเสียจริง
ทำไมไม่รู้จักหาทางสบายๆให้ตัวเองบ้างนะ
เขายังคงคิดไม่ออกว่าทำไมไม่มีงานไหนสบายๆซักที

“พ่อครับ” ชายหนุ่มเรียกพ่อ
“หือ ว่าไงลูก มีเรื่องอะไรจะคุยกับพ่อเหรอ?” พ่อถาม
“ทำไมพ่อต้องทำงานด้วยครับ” เขาถามพ่อ
“ก็จะได้เอาเงินมาเลี้ยงครอบครัวไง” พ่อตอบ
“ถ้าไม่มีครอบครัวก็ไม่ต้องหาซิครับถ้าเป็นอย่างนั้น” เขาถามอีก
“อ้าว แล้วจะเลี้ยงตัวเองยังไง?” พ่องงกับแนวคิดของชายหนุ่ม
“ก็พ่อแม่เลี้ยงอยู่ไงครับ ผมก็เป็นลูกพ่อ อยู่ในครอบครัวของพ่อ” ชายหนุ่มตอบ
“บ๊ะ ไม่ได้คุยกันนานไหงคิดอย่างนี้ซะได้ แล้วเราไม่คิดจะมีครอบครัวเหรอ” พ่อถามต่อไป
“ก็มีครอบครัวมันปวดหัวนี้ครับ ก็อย่างที่พ่อเป็นอยู่ไง”
“แล้วถ้าพ่อเกิดตายไปแล้วใครจะเลี้ยงลูกล่ะ” พ่อยิงคำถาม
“ก็เงินพ่อไง พ่อเก็บไว้เยอะๆ แล้วผมจะได้ใช้ต่อไป” เขาตอบ
“ลูกเอ๊ย คนเราอะไรใช้ไปไม่พัฒนา ซักวันมันก็หมดลง” พ่อสอนลูก
“ก็จะพัฒนาอะไรล่ะครับ อยู่สบายๆ ไม่ดีหรือ” ลูกถาม
“อ้าว ก็เราทำงานเพื่อหาความสบายใส่ตัวไงลูก ตอนทำงานมันอาจจะลำบาก แต่พอรับเงินมา ความสบายมันก็บังเกิด” พ่อตอบ
“ถ้าเราซื้อความสบายได้ด้วยเงินจริง ทำไมพวกรวยๆเขาไม่ได้รู้สึกสบายเลยล่ะครับพ่อ?” ลูกชายถามต่อ
“อ้าว เขาก็สบายของเขา เขาจะไม่สบายยังไงล่ะ?” พ่อถาม
“ก็ผมเห็นเขาต้องคอยระวังคนโน้นคนนี้จะมาขโมยของในบ้าน” ลูกชายก็ตอบไปตามประสบการณ์
“เขามีเงินเขาก็จ้างยามมาซิลูก เขาจะมาพะวงอะไรกัน มีเงินเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีเอง” พ่อตอบ
“อย่างงี้เงินก็เหมือนพระเจ้าซิครับ?” ลูกชายสงสัย
พ่อเงียบไปซักครู่ใหญ่แล้วถามลูกว่า
“ที่พ่อพูดไปหมายความเช่นนั้นเหรอ?” พ่อถาม
“ครับ ก็ถ้าเงินนำมาซึ่งทุกอย่าง เงินมันจะไม่ใช่พระเจ้าได้อย่างไร?” ลูกชายยิ่งสงสัย
“อืม...พ่อก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน แต่มันก็คงจะเป็นจริงซะแล้วมั้งในยุคนี้ ไม่มีเงินก็คงไม่ตายใช้ไม่ได้เสียแล้ว” พ่อตอบ
แล้วลูกก็คงเก็บความสงสัยไว้หลังจากที่แม่เรียกพ่อไปนอนแล้วไล่เขาไปนอนได้แล้ว

เมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นมา เขาจึงพบการรับใช้เงินมันลำบากเหลือเกิน
เขาต้องทำงานเพื่อแลกกับเงิน แต่ค่าเงินมันต่ำ ได้มาก็แทบไม่มีเก็บ
บ้านเมืองก็ถึงกรียุค โจรเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะพิษทางเศรษฐกิจ
เขาจึงได้หนีครอบครัวออกไปบวชเป็นพระ แต่ไม่วายก็ยังต้องเจอเงินอีก
เขารู้สึกรังเกียจสิ่งๆนั้น มันเป็นอคติสำหรับเขาไปแล้ว
เขาจึงเข้าป่าไป ตลอดกาล...




 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2550 23:51:37 น.
Counter : 291 Pageviews.  

ฅันเหล็ก กะ หัวขน

ผมลืมตาตื่นขึ้นหลังจากการนอนหลับอันยาวนาน
ผมรู้สึกได้ถึงน้ำหนักภายในตัวของผม
มีสิ่งที่เคลื่อนไหวได้จับๆภายในตัวของผม
ตัวมีขนหัวเปล่งเสียงแปลกๆออกมาเป็นช่วงยาวๆ
เปล่งเสียงไปพลางจับโน้นจับนี้ผมไปเรื่อยๆ
พอเข้าที่หัวขนก็เหยียบที่คันเร่งในตัวผม
ผมกำลังวิ่ง ในที่สุดผมก็เคลื่อนไหวเสียที

ผมอยู่กับหัวขนมาได้ 3 เดือนแล้ว
ผมพึ่งรู้ว่าสิ่งที่หัวขนใช้งานผมมากที่สุดก็คือโช๊ค
หัวขนชอบพาหัวขนที่มีขนหัวยาวๆมานั่งด้วยทุกๆวัน
แต่ก็แปลกเขาพามาไม่ซ้ำตัว ของสะสมหรืออย่างไร
ผมเริ่มเคยชินที่ตอนสายๆเขาจะปลุกผมให้วิ่งไปส่งหัวขน
หัวขนปล่อยให้ผมพักต่อ ที่นี้ผมได้เจอเพื่อนๆมากมาย
บางคันก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ บางคันก็พึ่งเคยเห็นกัน
แต่หลายๆคันที่แก่ๆหน่อยก็เริ่มบ่นว่าเดี๋ยวก็ถูกไปทำเศษเหล็กแล้ว
ส่วนใหญ่หัวข้อที่คุยกันก็เป็นทำนองว่า อาจจะวิ่งให้เต็มความสามารถ
เมื่อเริ่มหัวข้อนี้ทีไร ก็เริ่มถกเถียงกันระงมไปทั่ว

อันที่จริงช่วงแรกๆผมก็ได้แต่ฟังนะ จะได้พูดบ้างก็ไม่เท่าไหร่
แต่ช่วงหลังๆผมก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า เพราะไฟสีแดงๆมันทำให้ผมวิ่งได้ไม่เต็มที่
บางค่าน(คน = ท่าน) ก็บอกว่าถ้าไม่มีไอ้สีแดงๆนั้น พวกรถๆก็ชนกันพอดี
พูดไปก็มีเหตุผล แต่บางค่านก็ถามต่อไปว่า จะมีรถบางพวกที่ไม่สนใจสีแดงๆนั้น
ค่านผู้รู้ก็ตอบกลับไปว่า มันอยู่ที่หัวขนที่ทำให้มันวิ่ง
ผมนึกในใจ หัวขนของผมเขาก็ไม่สนใจสีแดงๆเหมือนกัน แต่ผมกลับใช้แค่โช๊ค

ซักพักหัวขนของผมก็มา ผมจึงล่ำลาเพื่อนๆพี่ๆลุงๆป้าๆน้าๆอาๆ
วันนี้หัวขนพาผมไปหัวขนที่ยาวกว่าแต่ไม่ใช่คนเดียวกันกับเมื่อวาน เมื่อวานก่อน และเมื่อวานก่อนๆ
แล้วเขาก็พาผมไปจอดที่ๆมีหัวขนเข้าออกเยอะๆ แล้วผมก็เจอเพื่อนๆผมอีก
มันก็แปลกที่ถึงแม้เราจะเป็นหน้าใหม่แต่พวกเขาก็ไม่สนใจอะไรชวนเราคุยไปเรื่อย
ค่านแรกเริ่มด้วยวันไหนที่หัวขนมาจอดที่นี้ วันนั้นเขาจะเอากลิ่นเหม็นๆ แล้วก็เอากลิ่นเหม็นๆออกมาใส่ตัวเราๆ
ส่วนอีกค่านบอกว่า บางวันหัวขนมาตัวเดียว แต่กลับมาได้หัวขนที่ยาวกว่ามาด้วย
แล้วก็ใช้โช๊คเสียจนคุ้ม แล้วหัวขนก็ไปส่งหัวขนที่ยาวกว่า
วันนี้ผมนึกสภาพว่าผมจะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนั้นรึไม่
และวันนี้ผมเจอทั้งสองเหตุการณ์เลยครับ...

หลังจากผมได้อยู่กับหัวขนมาได้ร่วม 2 ปี
ผมรู้สึกว่าทุกวันมันแทบจะไม่ต่างจากเดิมเลย
รถทุกคนต้องทนตรากตรำลำบากที่จะวิ่งช้าๆ
ไม่รู้ว่าทำไมเพื่อนๆถึงมาออยู่บนถนนเยอะขนาดนี้
สีแดงๆนั้นก็นานเหลือเกิน กว่าสีเขียวๆจะมาซึ่งมันก็มาแค่แป๊บเดียว
อยู่มาก็นานแล้วจะวิ่งเร็วๆก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะไปชนค่านอื่นเขา
หรือบางทีแซงไม่ดีหัวหมวกก็เรียกหัวขนแล้วหัวขนก็เอากระดาษให้หัวหมวก
แล้วหัวขนก็เปล่งเสียงออกมาบ่งบอกถึงความเจ็บปวด
เท่าที่ผมรู้สึกได้มันหมายความว่า”ซวย”นะ
บางคันเปิดเสียงโวยวายน่ารำคาญ แต่ก็ได้วิ่งเร็วๆ ไม่รู้จะรีบไปไหน
บางคันก็มีคันอื่นๆเปิดทางให้ ส่วนคันต่างๆก็หยุดวิ่งเพราะคันนั้นจะวิ่ง
ยิ่งอยู่นานๆผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันของแต่ละคัน

พักหลังๆหัวขนเริ่มไม่พาหัวขนยาวกว่ามาด้วยแล้ว
หัวขนเริ่มเก็บตัวจนไม่พาผมออกไปไหน
แต่จู่ๆหัวขนก็พาผมไปวิ่งข้างนอก พอพ้นเมืองก็วิ่งได้เร็วขึ้น
เป็นครั้งแรกที่ผมได้วิ่งเร็วขนาดนี้
ลมเย็นๆที่พัดใส่กระจกมันทำให้ผมรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างทางหัวขนก็เพ้อต่างๆนานา
มันก็แปลกที่ตัวของหัวขนปกติจะเรียบๆ
ตอนนี้กลับมีตุ่มเต็มไปแทบจะทั้งตัว

สักครู่หนึ่งหัวขนก็บึ่งเร่งความเร็วเต็มพิกัด ข้างหน้าเป็นที่กั้นถนน
เฮ้ย! นั้นที่กั้นถนน เบรกหน่อยซิ
เฮ้ย!! มันใกล้เข้ามาแล้วรีบเบรกซิเว้ย
เฮ้ย!!! ตู้ม!!
ใบหน้าผมยุบตัวไปอย่างกระทันหันด้วยที่กั้นถนน
แว่นตาส่วนตัวพลอยแตกไปด้วย แต่มันก็ยังทำให้ผมรู้ว่า
ตัวผมลอยอยู่กลางอากาศ และวิวข้างล่างสวยมาก
แต่ผมจะดีใจมากกว่านี้ ถ้านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ชมมัน...




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2550    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2552 23:07:10 น.
Counter : 135 Pageviews.  

1  2  3  

blueocynia
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กาลเวลาร่องลอยคอยร่วงโรย
น้ำค้างโปรยปรอยทั่วทุกหัวระแหง
ดังความสุขทุกข์มิหลงจงสำแดง
จำต้องแปลงเปลี่ยนเรื่องเพราะเตือนความ

วันเวลาอยู่คู่ความทรงจำ ไม่ว่าทุกข์หรือสุขเพียงใด
วันเวลาเหล่านั้นจะค่อยเข้ามาสู่ความทรงจำของเราเอง
Friends' blogs
[Add blueocynia's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.