7. เสียงสะท้อนจากทะเลสาบไบคา
วันที่ 6 กันยายน 2554
อากาศหนาว มีเมฆมาก
ทะเลสาบไปคา



ทะเลสาปไบคาเป็นทะเลสาปน้ำจืดที่ลึกที่สุดในโลก มีปริมาณของน้ำสะอาดที่ไม่ได้เป็นน้ำแข็งอยู่มากที่สุดในโลก และแน่นอนว่าทะเลสาปแห่งนี้ยังสวยสะพรั่งอีกด้วย

รถที่นำเราไปยังทะเลสาปไบคาเป็นรถตู้เก่าๆ สนนราคาค่าโดยสาร เป็นเงิน๑๐๐รูเบิ้ล และใช้เวลาประมาณ๑ชั่วโมง รถตู้ขับออกจากท่ารถในเมือง ตัดผ่านเข้าตัวเมือง จากนั้นก้ไม่เห็นบ้านเรือนอีกเลย  จากนั้นวิวข้างทาง มีแค่ต้นไม้สูงๆ บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกสงบ ต้นไม้สูงเรียงราย กับถนนที่ทอดยาวลับตา

เช้าวันนี้ท้องฟ้ามีเมฆหนามาก บดบังดวงอาทิตย์ซะจนมิด แทบจะมองไม่เห็นท้องฟ้าสีฟ้าเลย ส่วนตัวทะเลสาปนั้น เวลาที่ไม่ได้รับแสงแดด ก็แลดูไม่ค่อยสดใสนัก ในขณะหนึ่ง ที่เรากำลังจับจ้องมองดูทะเลสาปอยู่นั้น สายลมก็พัดพา เอาก้อนเมฆให้แยกออกจากกันจุดหนึ่ง แล้วบังเกิดรูโหว่กลางกลุ่มเมฆหนาขึ้นมา สำแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องจ้าอยู่ บนกลุ่มเมฆก็ทะลุผ่าน ส่องสาดกระทบกับผิวทะเลสาบ เกิดเป็นจุดประกายสีเงินสว่างจ้าท่ามกลางผืนน้ำสีเขียวอมฟ้า 

...ในช่วงเวลาที่มืดมน ถ้าเกิดมีแสงสว่างสาดส่องมา ในยามนั้นแสงสว่างที่เห็น จะดูสวยงามมากกว่า มองเห็นแสงแดดส่องลงมาในทุกที่...



สุดทางถนนบริเวณที่รถจอด  ผู้โดยสารทอยลงออกจากรถและแยกย้ายไปกันคนละทางสองท้าง ทิ้งให้เรายืนงงอยู่เพราะไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ทางข้างหน้าเห็นเป็นเพียงพื้นถนนและบ้านที่ถูกปล่อยให้รกร้าง บนถนนที่รถจอดเป็นถนนเส้นเล็กๆที่ทอดยาวออกจากตัวเมืองอีสคุกห์ ทางด้านหนึ่งเป็นทะเลสาป อีกด้านหนึ่งเป็นภูเขา

เราเลือกเดินเลี้ยวเข้าไปในถนนเล็กๆสายหนึ่งค่ะ มีรถตู้คันหนึ่งแล่นผ่านเราไป แล้วซักพักก็หยุดและขับถอยหลังย้อนกลับมา คนขับรถเปิดหน้าต่างถามเป็นภาษาอังกฤษว่า "มีอะไรให้ช่วยมั๊ย?" เราถามว่า โดยปรกติแล้วคนที่มาเที่ยวทะเลสาปเค้าเดินไปตรงจุดไหนกัน คนขับรถผู้ใจดีก็ชี้ไปยังจุดชมวิวต้องเดินย้อนกลับไป ต้องขอบคุณในความมีน้ำใจของเค้า พอรู้ว่าพอจะมีทางเดินไปต่อ เราก็ออกเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับชื่นชมความงามของทะเลสาปที่อยู่ด้านข้าง


บางทีเราก็สามารถเห็นชีวิตของเราผ่านการเดินทางท่องเที่ยวได้เหมือนกันนะ สำหรับทริปวันนั้นมันทำให้เราคิดได้ว่า

...การเดินทางโดยที่ไม่มีแผนการทำให้เรารู้สึกถึงความสูญเสียความควบคุม

...เวลาเดินบนถนนที่ไม่ได้เป็นเส้นตรง ทำให้มองไม่เห็นด้านหน้า และเมื่อมองไม่เห็นว่าถนนจะนำเราไปไหนแล้ว เราก็รู้สึกกลัวและอยากเดินถอยกลับ เวลาสู้แบบไม่มีความหวัง มันทำให้เราท้อถอย

...การเลือกเดินต่อไปทั้งๆที่ไม่เห็นหนทาง ต้องใช้ความกล้าในใจที่แน่วแน่มากกว่าที่คิด

...บางเราต้องเดินถอยหลังย้อนกลับมาบ้าง ก็เพื่อที่สามารถจะมองเห็นว่าทางที่เราเดินจะนำเราไปสู่จุดหมายที่เราต้องการรึเปล่า

...ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ ยิ่งไม่ถึงเป้าหมาย เราก็ยิ่งจะถอดใจ

...แต่แม้ถ้าเราเห็นเป้าหมายเพียงเสี้ยวเล็กๆ เราก็มีกำลังใจเดินต่อไปมากทีเดียว

...ยิ่งทางเดินที่แคบและเดินยากมากแค่ไหน เราก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้นไม่ให้พลาดหกล้มอันตราย

...และเพราะทางเดินยากๆเนี่ยแหละ เราลืมมองและชื่นชมความสวยงามที่ล้อมอยู่รอบตัวเรา

..เส้นทางที่เราเลือกเดินบางครั้งอาจไกลกว่าความสามารถและเวลาที่เรามี ถ้าอยากไปให้ถึงในเวลาที่มีจำกัดบางครั้งต้องใช้ตัวช่วยบ้าง เช่นเรือหรือรถ

...การเดินคนเดียวเราสามารถควบคุมความต้องการได้ ไม่ว่าจะเดินให้เร็วขึ้นช้าลง หยุดพักเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่เราต้องการ

...แต่การมีเพื่อนที่รู้ใจร่วมเดิน ร่วมคุยกับเรานั้นย่อมสนุกกว่า

...บางครั้งก็มีคนแปลกหน้ามาคุยกับเราเหมือนกัน

...แล้วพอเราเห็นเพื่อนร่วมทางคนอื่นเดินอย่างรวดเร็วและมั่นใจเราก็เผลอคิดไปว่าเราควรจะเดินตามคนๆนั้นไปเพราะคิดว่าเขารู้จักเส้นทางดีแต่ลืมคิดไปว่าเขาและเราอาจมีจุดหมายที่ต่างกัน

...เป้าหมายไม่ได้สวยงามมากไปกว่าวิวข้างทางที่บางครั้งเราละเลยที่จะชื่นชม






Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 15:58:19 น.
Counter : 491 Pageviews.

0 comment
6 ความเหน็บหนาวของไซบีเรีย
วันที่5 กันยายน 2554
มีเมฆมาก หนาว และฝนตก 
เอียร์ครุกช์ ประเทศรัสเซีย



ในเช้าวันหนึ่ง เราได้ยินเสียงดังแผ่วเข้
าโสตประสาท จากนั้นไม่กี่วินาทีก็มีมืออุ่นๆมาจับที่ตัว... เป็นเจ้าหน้าในชุดแดงที่มาไล่ปลุกทุกคนให้ตื่นนี่เอง ตอนนี้เป็นเวลาตี๕.๔๒นาที อีกประมาณสองชั่วโมงรถไฟจะจอดเทียบสถานีอีสคุกห์

เราชอบเจ้าหน้าที่หญิงคนนี้จัง เธออายุประมาณ๔๐ปีน่าจะได้พูดจาเป็นมิตรด้วยภาษารัสเซีย น้ำเสียงฟังแล้วอบอุ่นใจ ทำให้เรานึกย้อนถึง ช่วงเวลาที่แม่ที่ต้องมาปลุกให้ตื่นไปโรงเรียนทุกเช้า เราก็ไม่อยากจะตื่น การไปโรงเรียนหรือจะมาสู้กับที่นอนอุ่นๆและความง่วงได้ 

บางครั้งการสื่อสารก็แปลกเหมือนกันนะ แม้จะฟังไม่เข้าหัวเลยซักคำ แต่ก็เข้าใจมันด้วยหัวใจอยู่ดี

การออกเดินทางทำให้มุมมองของเรากว้างขวางขึ้นจริงๆ นอกที่เราจะเจอมิตรภาพใหม่ๆแล้ว เรายังได้มีโอกาสเข้าใจวัฒนธรรมที่เราไม่รู้จัก ด้วยมุมมองที่เป็นของเราเอง ซึ่มันก็แตกต่างจากที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังมาจากคนอื่นๆ บางครั้งก็ทำเราประหลาดใจอยู่ไม่น้อย


เราแบกเป้ขึ้นหลัง แล้วเดินออกมาสัมผัสกับอากาศหนาวชื้นและเย็นยะเยือก ด้านนอกสถานีรถไฟ ตอนนั้นเป็นเวลา เจ็ดนาฬิกา ของวันที่ห้า กันยายน ซึ่งเป็นปลายฤดูร้อน ที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่อุณหภูมิยามเช้าที่นี่ อยู่ที่6 องศา เพียงแค่นี้เอง เราได้สัมผัสกับความหนาวเย็นแถมไซบีเรียเป็นครั้งแรกในชีวิต 


พอออกจากสถานีรถไฟ เราก็มุ่งหน้าไปที่โฮสเทลก่อนเลย และถึงแม้ว่ายังจะไม่ถึงเวลาcheck-in แต่เราวางแผนที่จะไปขอฝากกระเป๋าไว้ก่อน เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ออกไปเดินที่ยวตัวเมือง จะกลับเข้ามาcheck-in หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จ



แต่แผนก็คือแผนการ เพราะเมื่อเราถึงที่พัก เจ้าหน้าที่ก็ทักทายเราด้วยสีหน้าและรอยยิ้ม เมื่อเธอทราบว่า เราพึ่งลงมาจากรถไฟ เธอก็เสนอชาร้อนๆและน้ำอุ่นๆ เราเลยนั่งพักจิบชาคุยเล่นกับเธอไปจนถึงสิบโมงกว่าๆ ถึงตอนนั้นฟ้าถึงจะเริ่มพึ่งสาง แดดพึ่งจะลับขอบฟ้าออกมา ทำให้อากาศอบอุ่นขึ้นหน่อยนึง

ถ้าพูดถึงความประทับใจแรก ที่เราได้ประสบในประเทศรัสเซีย นั่นก็คือการข้ามถนน การข้ามถนนในประเทศนี้ง่ายดาย และปลอดภัย (กว่าในไทยและจีน) เพราะการขับรถมีวินัย และคำนึงถึงผู้เดินถนนมากกว่าผู้้้ขับขี่ 

ในเอียร์คุกส์ห (ชื่อเมืองอ่านยากแบบนี้จริงๆนะ) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงแห่งนึงด้วย เหตุผลหลักๆ ก็น่าจะเป็นเพราะ...
๑. เป็นเมืองที่รถไฟสายทรานไซบีเรียนและทรานมองโกเลียผ่าน
๒. เป็นเมืองหนึ่งที่เชื่อมการเดินทางโดยรถไฟระหว่างมอสโคกับอุลาบาต๊อก
๓. เป็นเมืองท่าที่อยู่ใกล้กับทะเลสาปน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
๔. เป็นเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศของชาวรัสเซียผู้ร่ำรวย
ทุกวันนี้สามารถเห็นหลักฐานร่องรอยของความรุ่งเรืองได้จากบ้านไม้เก่าๆที่ครั้งหนึ่งได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี แทรกขึ้นระหว่างตึกที่สร้างขึ้นใหม่อยู่ทั่วบริเวณตัวเมือง
๕. อื่นๆ


ตอนนั้นเราไม่ได้วางแผนเที่ยวเมืองนี้อย่างเป็นกิจลักษณะ เพราะอ่านข้อมูลจากเวปไซด์แล้วเห็นว่า ที่เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศ สิ่งหลักๆก็น่าจะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนั้นเมืองนี้ เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่สวย เราจึงวางแผนว่าจะเดินรอบๆเมือง
ชมบ้านเรือน เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบเร่ง รีบร้อน คงเข้ากับคอนเซปของเมืองแห่งนี้มากกว่า

เราเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆตามใจ เข้าถนนนั้นออกซอยนี้ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ มันก็สบายใจดี ใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมง เราก็เดินมาบรรจบที่อีกฟากของแม่น้ำ  ใกล้ๆกับสะพานเชื่อม มีรูปปั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สามตั้งอยู่  พอเห็นรูปปั้น เราก็แอบยิ้มกระหยิ่มใจว่า "สุดยอดเลยเรา!! ขนาดเดินมั่วยังเดินมาถึงรูปปั้นได้" แต่พอเปิดแผนที่ขึ้นมาดูปรากฎว่า เราเดินเป็นวงกลมตังหาก เพราะถ้าเดินตรงๆจากที่พักน่าจะใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง 

ข้ามถนนจากฝั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สามไป คือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของอีสคุกห์ มองเห็นตึกด้านนอกดูสวยดีเลยเข้าไปดู ตั๋วผ่านเข้าชมราคา๒๐๐รูเบิ้ล สำหรับพิพิธภัณฑ์เล็กๆสองชั้น สนเวลาเดินภายใน๑๕นาที เราก็ว่าราคานี้แพงอยู่ค่ะ

พิพิธภัณฑ์ มีการจัดวาง เรียงร้อยเรื่องราวเล่าได้ดี คือสามารถเราเข้าใจชาวรัสเซียแถบไซบีเรียได้ดีมากขึ้น โดยมีแสดงข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และประวัติของเมือง 
เนื่องจากเมืองอีสคุกห์อยู่ใกล้กับมองโกเลีย จึงมีการนับถือศาสนาแบบอิสระ แต่ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาคริสต์ รวมทั้งยังมีเครื่องใช้ข้าวของสมัยราชวงค์รัสเซียยังรุ่งเรือง ชุดการแต่งกายของหญิงชายสมัยโบราณ ซึ่งดูเหมือนกับชุดของเจน ออสตินในหนังที่เคยดูเลย 


กลับมาเล่าถึงพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สาม ท่านผู้นี้เป็นหนึ่งในบุคคลที่สำคัญต่อทางรถไฟสายทรานไซบีเรียน โดยเป็นบุคลสำคัญตัวเอก ที่ทำให้ทางรถไฟสายนี้ ใช้เวลาสร้างเพียง๑๔ปี
ด้วยระยะทางมากกว่าแปดพันกิโลเมตร (เร็วกว่าบีทีเอสที่กรุงเทพเสียอีก) โดยใช้งบประมาณ ๑พันล้านรูเบิ้ล  พอทางรถไฟสร้างเสร็จ ก็ได้สร้างรูปปั้นท่านขึ้น โดยจากจุดที่รูปปั้นตั้งอยู่นั้น สามารถมองไปเห็นสถานีรถไฟที่อยู่อีกฟากนึงของแม่น้ำได้อย่างชัดเจน ก็เหมือนว่าท่าน กำลังมองเห็นสถานทีที่เป็นหัวเรียวหัวแรงสร้างขึ้นมาได้ตลอดเวลา... โรแมนติกดีจัง

เราเดินเล่นตัดไปอีกถนนนึงค่ะ พอเดินไปถึงตลาดว่าชมตลาดซักหน่อย ฝนก็ตกลงเม็ด จากนั้นฝนเย็นๆก็กลายเป็นลูกเห็บตกดังเสียงเปาะแป๊ะ เราเลยหลบไปนั่งทานอาหาร สั่งอาหารมั่วไปมา เลยได้เกี้ยวมาหนึ่งชาม ซึ่งเป็นเกี๊ยวไส้มันฝรั่ง ความรู้สึกคงเหมือนสั่งเบอร์เกอร์ไส้เฟรนฟราย คาโบไฮเดตร สอดใส้คาร์โบไฮเดตร 





Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 15:59:34 น.
Counter : 557 Pageviews.

0 comment
5. บทสนทนาจากคนแปลกหน้า
วันที่4-5 กันยายน 2554
อากาศสดใส
บนรถไฟมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศรัสเซีย




วันนี้เราพบกับเพื่อนใหม่สองคน เค้าเป็นคู่แต่งงานที่เดินทางมาจากฝรั่งเศส เราชอบที่จะมองเห็นดวงหน้าของพวกเค้าทั้งสองคนที่ค่อยๆสุกใสขึ้น เมื่อเราถามว่าคุณทั้งสองรู้จักกันได้ยังไง
"เรารู้จักกันที่ทำงาน ง่ายดีเนอะ" ฝ่ายผู้หญิงเป็นคนตอบ
เรายิ้มอ้อมแอ้ม ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรตอบไปดี 
"เราสองคนทำงานที่เดียวกัน แล้วเราก็ชอบอะไรเหมือนๆกัน พวกเราชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัย เวลาเนื้อตัวมองแมม แฟนผมก็ดูน่ารักดี" แล้วทั้งสองก็ยิ้มหวานให้กัน 

มันเป็นเรื่องเรียบง่าย ที่ทำให้หัวใจของเราพองโตด้วยความสุข เมื่อเห็นทั้งสองคนมีความรักและห่วงใยกัน
"พวกคุณออกเดินทางท่องเที่ยวบ่อยมั๊ยคะ" เราสานต่อบทสนทนา
"ก็ตามความสามารถของ คนทำงานออฟฟิศจะมีเวลาครับ แต่ส่วนมาก เราจะออกเดินทางไกลๆปีละครั้้ง ก็เกือบๆจะทั่วโลกแหละครั้บ แล้วส่วนมากพวกเราจะไปแอฟริกา แต่คราวนี้เลือกที่จะมามองโกเลีย ผมกับแฟนกางเต้นท์อยู่ในทะเลทรายโกบี เกือบสองอาทิตย์ จากนี้ก็จะไปอยู่ไบคาอีกสี่วัน จากนั้นก็บินกลับครับ" 

"พวกคุณเดินทางไปมาทั่วโลกเลยหรอคะ ขอถามได้มั๊ยว่า คุณประทับใจประเทศไหนมากที่สุด?" เราถามเพื่อเก็บข้อมูลไว้

ฝ่ายผู้ชายบอกว่าเราว่า แอฟริกาเป็นประเทศที่มีทัศนียภาพ ทำให้เค้าแทบลืมหายใจ

ฝ่ายหญิงเงียบ ไปซักพักทำท่าครุ่น แล้วสักพักก็พูดออกมาว่า "กัมพูชา ค่ะ เพราะว่าเป็นประเทศที่เปลี่ยนชีวิตฉันไปมากที่สุด.... ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า ยังมีคนจนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่มากมายขนาดนี้" 

แล้วประโยคนั้นก็ดังก้องอยู่ในใจเราต่ออีกสักพักใหญ่ๆ การเดินทางที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไป มองเห็นสิ่งที่แตกต่าง ฟังเรื่องราวของคนท้องถิ่น จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ในระหว่างการเดินทางที่เกิดขึ้่น เราก็ได้เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ 



วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ในที่สุดรถไฟก็เดินทางผ่านด่าน ข้ามจากมองโกเลียไปสู่รัสเซียเสียที

จากที่พอมีประสบการณ์ผ่านด่านมาแล้ว จึงทำให้พอทราบว่า ขั้นตอนการออกจากด่านมีดังนี้
๑. เจ้าหน้าทีตม.ขึ้นรถไฟมารับหนังสือเดินทาง
๒. เจ้าหน้าที่ตม.ขึ้นรถไฟมาตรวจของผิดกฎหมายที่อาจซุกซ่อนมากับผู้โดยสาร
๓. เจ้าหน้าที่ตม.ขึ้นมาเพื่อคืนหนังสือเดินทางที่ถูกประทับตราขาออก
๔. เจ้าหน้ารถไฟแจกใบ สำแดงสิ่งของต้องห้ามและจำนวนเงินที่นำเข้าประเทศ (Declaration)
๕. เจ้าหน้าที่ตม.ประเทศใหม่ขึ้นมาบนรถไฟเพื่อรับหนังสือเดินทาง
พร้อมใบสำแดงการนำสิ่งของเข้าเมือง ซึ่งในจุดนี้จะโดนตรวจสอบใบหน้าและคำถามค่ะ เช่น ให้บอกชื่อ ประเทศ วันเกิด เทียบกับหนังสือเดินทาง
๕. เจ้าหน้าที่ตม. ขึ้นมาตรวจสิ่งของในขบวนรถไฟ
๖. ระหว่างรถเจ้าหน้าที่ตม. มาแจกหนังสือคืน รถไฟออกเดินทางไปเปลี่ยนสัญชาติของหัวจักร
๗. รถไฟกลับมา ได้รับหนังสือเดินทางคืน ออกเดินทาง

ขั้นตอนก็มีประมาณนี้ แต่การตรวจคนผ่านเข้าเมือง ตม.รัสเซียทำเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว โดยเฉพาะการตรวจของนำเข้า/ออกอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือให้เปิดทุกช่องเก็บของและเปิดกระเป๋าให้ตรวจสอบทุกใบพร้อมกับสุนัขตำรวจขึ้นมาตรวจดมอีกด้วย


เรายังจำช่วงเวลาที่รถไฟค่อยๆแล่นข้ามพรมแดน ผ่านเข้าประเทศรัสเซียได้อย่างติดใจ มันเป็นช่วงเวลาตื่นตาระคนตื่นเต้น รถไฟแล่นผ่านไปช้าๆ พร้อมกับเลดี อิน เรด เจ้าหน้าที่รถไฟคอยเดินห้ามประกาศว่าห้ามถ่ายรูป อยู่เป็นระยะ จะว่าไปบรรยากาศตรึงเครียดเล็กๆแบบนี้ก็คล้ายกับบรรยากาศก่อนเข้าห้องสอบยังไงอย่างงั้น


พอข้ามถึงเขตรัสเซียไม่กี่ชั่วโมง รถไฟก็หยุดพัก เจ้าหน้าที่ประกาศว่าให้กลับมาขึ้นรถตอน สิบเอ็ดโมงเช้า จากนี้พวกเราชาวผู้โดยสารก็ลงไปหาสเบียงอาหาร และยืดเส้นยืดสายได้ 



ข้างๆสถานีรถไฟมีตลาดเล็กๆแห่งหนึ่งดูสะอาดตา ของที่นี่มีแทบจะทุกอย่าง ตั่งแต่ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร และหนังสือสำหรับเล่นซุโดกุ ที่มีตัวเลขเป็นภาษาสากล เราเป็นคนที่ชอบเดินตลาดมาก เพราะมันเหมือนได้เรียนรู้ว่าคนท้องถิ่นชอบใช้อะไรกินอะไร มันเป็นความสนุกเล็กๆเหมือนได้แอบค้นลิ้นชักของผู้ใหญ่เมื่อตอนที่เรายังเด็ก เช้าวันนั้นมีแดดสดใส แต่อากาศกลับเย็นจนเกินไป เราจำต้องออกมายืนตากแดดรับวิตามินดี อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เราเดินแยกกับเพื่อนชาวฝรั่งเศส เพราะพวกเค้าจะเข้าไปทางอาหารกันในคาเฟ่ ส่วนเราก็ปล่อยให้เค้ามีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองบ้าง 


จากนั้นเราก็ปลีกตัวเดินต่อไปเรื่อยๆ มองเห็นเจ้าวัวน้อยมาคอยเล็มหญ้ากินอยู่ เห็นเด็กนักเรียนออกมานั่งสุมรวมกันอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ แล้วเราก็ค่อยๆสัมผัสกับความเงียบ อากาศสดชื่น ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจัด พอถึงเวลาก็กลับไปยังรถไฟ ใช้เวลาที่เหลือทั้งวัน ดื่มด่ำสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยจับใจ พระอาทิตย์ที่คล้อยใกล้จะตกดิน และหนังสือที่พกติดตัวไปด้วย มันเป็นความสบายที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เพียงแค่ระลึกถึง







Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 15:59:56 น.
Counter : 552 Pageviews.

0 comment
4.2 ประวัติศาสตร์เล็กน้อย
ตามประวัติศาสตร์มองโกเลียเล่าขาน ว่าเจงกีสข่านมีความตั้งใจและเป้าหมายที่รวมชนเผ่าเร่ร่อนทีมีหลายหลายวัฒนธรรมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และท่านข่านก็ทำสำเร็จแต่กว่าจะสำเร็จสมบูรณ์ก็จนถึงรุ่นหลาน จากนั้นก็มีความสัมพันธ์แบบสงครามกับประเทศจีนมาตลอด
รวมถึงช่วงหลังๆนั้นยังตกเป็นเมืองขึ้นของจีนช่วงราชวงศ์ชิงอีกด้วย

พอถึงปีค.ศ.๑๙๑๑ ประเทศมองโกเลียก็ประกาศอิสรภาพ แต่แน่นอนว่าประเทศจีนปฎิเสธ ในปีค.ศ.๑๙๒๑ มองโกเลียประกาศอิสรภาพอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากประเทศรัสเซีย โดยมีผู้นำนายหนึ่งชื่อSükhbaatar ที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ใน Sükhbaatar Square นี่เอง อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่รัฐบาลมองโกเลียยกย่องให้มีรูปอยู่บนธนบัติ (อีกคนคือเจงกิสข่าน) แอบจัดตั้งกลุ่มลับๆเพื่อนประกาศอิสรภาพ แน่นอนว่าเขาทำสำเร็จ และประเทศมองโกเลียก็ได้ประกาศอิสรภาพในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๑๙๒๑


โดยรัฐบาลเจียงไคเช็คที่ตอนนั้นย้ายถิ่นฐานไปที่ไต้หวันแล้ว ได้กล่าวว่า “ถ้ามองโกเลียต้องการอิสรภาพ เราจะให้โหวตลงคะแนน” ส่วนผลโหวตแน่นอนว่าชาวมองโกเลียต้องการอิสรภาพ๑๐๐เปอร์เซ็นต์

จากนั้นมองโกเลียก็เป็นประเทศคอมมินิส ประเทศมองโกเลียเป็นที่รู้จักครั้งแรกจากสหประชาชาติในปี๑๙๔๕ และในปี๑๙๘๙หลังจากที่ระบอบคอมมินิสในรัสเซียล่มสลาย มองโกเลียก็ประกาศอิสรภาพและประชาธิปไตย (Freedom and Democracy)

มีมุมเล็กๆมุมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า The secret of Mongolian History ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเจงกิสข่านในด้านลบ เช่นเขาได้ทำการฆาตกรรมพี่น้องเพื่อขึ้นครองเป็นข่าน โดยหนังสือเล่มนี้ไม่ปรากฎชื่อผู้เขียน และพบในห้องสมุดในประเทศจีนโดยชาวรัสเซีย แน่นอนว่าในตอนที่ยังเป็นคอมมินิสอยู่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือต้องห้าม หลังจากที่เปลี่ยนแปลงระบอกการปกครอบรัฐบาลได้ประกาศให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเรียนหลังจากนั้นเป็นหนังสือที่ทุกคนต้องมีไว้ที่บ้าน


เจงกิสข่านตามประวัติศาสตร์เป็นผู้นำหัวก้าวหน้า ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายต่างๆเช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ห้ามทำลายแม่น้ำไม่ว่าจะเป็นการทิ้งสิ่งปฎิกูลหรือชำระสิ่งสรกปกในแม่น้ำโดยตรง หรือกฎหมายยกเว้นภาษีให้แก่ครูและนักบวช กฎหมายด้านเศรษฐกิจเช่นถ้าทำการค้าและล้มละลาย จากนั้นทำการค้าและล้มละลายอีก ติดต่อกันสามครั้งจะได้รับโทษประหารชีวิต กฎหมายดูแลครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในสงคราม และกฎหมายที่อนุญาตให้ประชาชนเลือกนับถือศาสนาใดๆก็ได้ตามต้องการ

หลังจากนั้นเราก็นัดเจอบูก้า บูก้าพาไปกินหมี่ผัดที่บอกว่าเป็นเป็นอาหารประจำชาติ แต่รสชาติคล้ายยากิโซบะ ราคาอาหารที่อุลาบาต๊อกออกตะแพงอยู่เหมือนกัน จานละเกือบร้อยบาทเหมือนกันแต่ขนาดจานก็ใหญ่มากด้วย สั่งจานเดียวอิ่มแน่นอน ไม่ต้องสั่ง2เหมือนตอนอยู่ไทย ส่วนอาหารทะเล ไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีพรหมแดดติดกับทะเลเลย

ก่อนจะจบวันที่อุลาบาต๊อก เราส่งโปสการ์ดหาตัวเองซักหน่อย เราเลือกโปรสกาดที่มีหน้าตาเหมือนเจ้าหญิงลีอาในสตาร์วอร์ เจ้าหญิงหน้าขาว แก้มแดง ปากแดง (นิดเดียว) และก็ทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์

พอพระอาทิตย์ลับข้อบฟ้าไป บูก้าก็พาเราเดินไปส่งถึงสถานรถไฟ ตอนแรกเรานึกว่าบูก้าพามาส่งแล้วก็กลับเลย เพราะบูก้ายังไม่ทานอาหารเย็น (ชวนไม่กิน) แต่แล้วบูก้าก็นั่งรอรถไฟเป็นเพื่อนเรา ร
ะหว่างนั้นเราก็นั่งคุยเรื่องต่างๆกันมากมาย ตั่งแต่ประชาธิปไตยในมองโกเลีย ระบอบการศึกษา เรื่องที่บูก้าชกต่อยกับเพื่อนตอนที่เค้ายังเป็นเด็กนักเรียน ชีวิตของชายหนุ่มมองโกเลียนที่ต้องรู้จักกับม้าตั่งแต่อายุเริ่มเข้าสี่ขวบ สภาพอากาศ และอื่นๆอีกมากมาย เราจำได้ว่า มันเป็นบทสนทาที่ดีมาก 

และคืนนั้นเอง เราค่อยๆซึมซับทุกความสุขใจ ที่เกิดขึ้นจากบทสนทนา เพราะเรารู้อยู่ในใจว่า..นี่อาจเป็นบทสนทาครั้งสุดท้ายที่เราจะได้สัมผัสระหว่างการเดินทาง





Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 16:00:53 น.
Counter : 376 Pageviews.

0 comment
4 เดินเที่ยวที่อุลาบาตอร์
วันที่3 กันยายน 2554
อากาศสดใส แสงแดดจัด
ภายในรถไฟ ประเทศมองโกเลีย



อาการปวดเมื่อยปรากฎขึ้นทุกครั้งที่เราขยับตัว   ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะขี่ม้าผิดท่าหรือเดินทางไกลเมื่อวานแต่เรากลับสุขใจอย่างประหลาด  สุขใจที่ว่ามีหลักฐานของการออกเดินทางปรากฎขึ้นบนกล้ามเนื้อมัดขี้เกียจของเรา ประโยคที่ว่า “ประสบการณ์จะหล่อหลอมให้เราแข็งแรงขึ้น” คงไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียว

ก่อนเวลาอาหารเช้ามาถึง เราออกเดินทางรอบเล็กๆบริเวณใกล้ๆกับที่พัก
เป็นเวลาแปดโมงเช้าแล้วแต่ตัวเมืองยังเงียบเหงาอยู่เลย นานๆครั้งจะมีรถยนต์ผ่านมาสักคัน รวมทั้งผู้คนก็น้อยด้วย เดินไปสักพักก็มีชายอายุประมาณ๔๐ตะโกนโหวกเหวก เห็นมาแต่ไกล รวมทั้งได้กลิ่นแอลกอฮอด้วย อ้อ..เรานึกขึ้นได้ว่าเป็นเช้าวันเสาร์นี่เอง

พูดถึงคืนวันศุกร์ คืนวันศุกร์น่าจะเป็นคืนหนึ่งที่สนุกที่สุดในรอบสัปดาร์หของผู้คนทั่วไป วันสุดท้ายของการทำงาน ผู้คนออกไปเฉลิมฉลองให้กับวันหยุดที่จะมาถึง บางคนก็ออกมาทานอาหารราคาแพงในภัตรคารนอกบ้าน บ้างก็ออกไปดื่มเหล้าเต้นรำบ้างก็แค่ดื่มสังสรรค์พูดคุยมีบทสนทนาดีๆกับเพื่อน
หรือบางครั้งก็แค่พักผ่อนดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ส่วนกิจกรรมเพื่อความบันเทิงของชาวมองโกเลียน เรายังไม่เคยได้สัมผัสโดยตรง แต่เท่าที่เราเดินผ่านไปมา พบว่ามีคาราโอเกะบาร์อยู่มากตามถนน มีผับอยู่พอตัว


วันนี้เราตั้งใจจะเดินทางไปดูโครงกระดูกไดโนเสาร์ ซากแห่งความยิ่งใหญ่ของการมีชีวิตอยู่ครั้งหนึ่งของสัตว์เลื้อยคลานไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าจะเจอในมองโกเลียเลย และในตอนแรกเราก็ไม่มีความสนใจด้วย แต่บูก้าเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่าโลกได้ค้นพบซากของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ครั้งแรกที่ทะเลทรายโกบี ประเทศมองโกเลียนนี่เอง พอได้ฟังจบเราก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที

ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติแห่งประเทศมองโกเลีย Natural Musuem ซึ่งศึกษาสัตว์ในประเทศซึ่งมีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลี้ยคลาน ครึ่งบกครึ่งน้ำ ปลา และแมลง รวมถึงสิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้โดงดังจน Discovery Channel เข้ามาถ่ายทำ ก็คือฟอสซิว หรือโครงกระดูกของไดโนเสาร์และโครงกระดูกยักษ์ของเจ้าไดนอซอรัส ไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์ใหญ่ที่น่าจะเป็นพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในโลก ซึ่งต่อไปนี้เราขอตั้งชื่อเจ้าแหลม (เพราะฟันมันยังดูแหลมอยู่เลย)

โครงกระดูกของเจ้าแหลมนี้ใหญ่ประมาณตึก๒-๓ชั้น แม้แต่โครงหัวกระโหลกก็ดูรู้ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นสัตว์ดุร้ายน่ากลัวเป็นเจ้าถิ่นที่คร่าชีวิตของสัตว์อื่นๆเป็นอาหาร เป็นเจ้าถิ่นที่ใครๆก็ต้องหลบหนีเมื่อเห็น ด้านซ้ายมือของเจ้าแหลม มีอุ้งเล็บมือของไดนอซอรัสอีกคู่หนึ่ง ซึ่งศึกษาและเชื่อว่าน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าเจ้าแหลมหลายเท่า มองกลับไปที่อุ้งเล็บมือของเจ้าแหลมพบว่าดูเล็กไปขนัดตา น่าจะต่างกันประมาณ๑๕-๒๐เท่าได้ (เราเดาเองล้วนๆ) นั่นแปลว่าถ้าถ้าโครงกระดูกของเจ้าของอุ้งเล็บถูกพบแล้วจะมีขนาดใหญ่เท่ากับตึก๓๐ถึง๔๐ชั้นเลยทีเดียว (เดาอีกแล้ว)

รวมทั้งพิพิธภัณฑ์นี้ยังมีหัวกระโหลก โครงกระดูก และไข่ของไดโนเสาพันธุ์อื่นๆอีกด้วย สิ่งที่เรามองเห็นและติดตามากที่สุดคือโครงกระดูกฟอสซิ่วของลูกไดโนเสาร์รังหนึ่ง นับแล้วน่าจะมีประมาณ๖-๘ตัวได้ เหตุผลที่เราจำติดตาเป็นเพราะจุดที่โครงกระดูกทับรวมกันมีอยู่ด้านเดียว พอมองแล้วเราก็จิตนาการนึกถึงวันสุดท้ายของเจ้าไดโนเสาร์พวกนี้

เรานึกขึ้นมาได้ถึงภาพวิวัตนาการณ์ของสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนม เจ้าสิ่งที่หน้าตาน่ารัก กินพืชและแลดูแล้วปารศจากความดุร้ายที่เราเห็นทุกวันนี้ (เช่นแพะหรือหมู) ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้ายมาก่อนในโลกหลายล้านปีก่อน แล้วสิ่งสำคัญของความอยู่รอดคืออะไร? ความยิ่งใหญ่ ความรวดเร็ว ขนาดของประชากร หรือความสามารถในการปรับตัว? ในบางครั้งเราได้อ่าน ได้เห็น ได้ยินเรื่องของบางคนที่ยอมสละชีวิตดีกว่ายอมเสียศักดิ์ศรี ยอมตายดีกว่ายอมแพ้ตกเป็นเบี้ย อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญกันแน่? ศักดิ์ศรีหรือความอยู่รอด?




Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 16:01:20 น.
Counter : 421 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

อย่าลังเล
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]