Freilichtmuseum Ballenberg -1-

วันนี้ไปเที่ยวมิวเซียมแถวเบิร์นกับลูเซินท์ เป็นการยกบ้านเก่าๆ ในสวิสมารวมไว้ให้ชมในที่เดียวกัน เราออกเดินทางแต่เช้า เฮียพามาทางลูเซินท์จะต้องข้ามเขาไป วิวสวยมาก



ขึ้นเขามาได้ ลมแรงมาก แดดหุบ เอิก แผนการเที่ยววันนี้จะเป็นไงนี้ เสียววุ๊ย จากนั้นก็เดินทางต่อเฮียเลยพาแวะร้านอาหาร ไหนๆก็แวะแล้วก็เลยกินข้าวที่นี้เสียเลย



มีสลัดบาร์ขายด้วย เลยไปเดินตัก แค่รอบเดียวก็อิ่มแล้วอ่ะ เราสั่งสเต็กมากินคนละจานอร่อยดี







อิ่มแล้วก็เดินทางต่อไปถึง มิวเซียมลมแรงมาก แถมเหมือนมีฝนจะลงเม็ด อีชั้นก็งัดเสื้อแจ็คเก๊ตมาใส่อีกตัว



จ่ายเงินค่าเข้าคนละ 18 ฟรัง เขาแจกแผนที่ให้พอเข้าไปข้างในเจอแผนที่ใหญ่ อ๊าคคค ให้เดินตามแผนที่นี้นะข้ามเขาเป็นลูกๆ เลยนะ เง่อ อยากเปลี่ยนรองเท้าในบัดดล



ตอนแรกนึกว่าบ้านจะตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน อะไรจะห่างกันเป็นครึ่งโลแบบนี้ มีทั้งแบบเดินขึ้นเขาลงห้วย เง่อ

เดินเข้าไปก็เจอบ้านทางฝั่งวาลิส เป็นหลังเล็กอยู่บนเขา ใช้พลังน้ำเอามาตำข้าวเปลือก ฯลฯ

* Mühle ,Törbel Wallis (คันโตวาลิส) ราว คศ. 1800-1999



ในนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มาสาธิตการทำอาหาร ทอผ้า ฯลฯ





ฝูงสัตว์ก็ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ เด็กและผู้ใหญ่ๆ ที่ไปเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด



* Sennhütte , Champatsh Graubunden (คันโตกราวบุนเดนท์) สร้าง คศ. 1825



ทางเดินจะแบบนี้ เดินไปเรื่อยๆ แวะดูบ้านแต่ละหลัง ใช้เวลาในนี้ได้ทั้งวันละ
ดูกระดิ่งใส่คอวัว ใหญ่มาก เห็นของจริงที่ใส่คอวัวแล้ว ยังว่าวัวสวิสแข็งแรงมาก แบกเจ้ากระดิ่งไปด้วย



จากนั้นแวะไปดูเขาทำชีส ไปถึงเขาทำเสร็จพอดี อดเลย



* Bauernhaus , Adelboden BE (คันโตเบิร์น) สร้าง คศ. 1698



ส้วมสมัยก่อนแบบนั่ง แต่เฮียเล่าว่าสมัยยังเด็กตอนเฮียไปเที่ยวลูเซินท์ยังได้นั่งส้วมยองเหมือนเมืองไทยอยู่เลย



* Bauernhaus , Brülisau AI (คันโต แอพพันเซล) สร้าง คศ. 1621/1754



บ้านชาวนา หน้าบ้านจะมีเสื้อผ้ามาตาก ที่นี้เขาจำลองชีวิตสมัยก่อนมาให้เราดูเลยนะ





* Leinsamentampfe , Medel GR (คันโตกราวบุนเดนท์) สร้างราว คศ. 1700-1899



เดินกันเป็นกิโลกิโล อีชั้นก็ขาเดี้ยงขาหร๋อยไปตามระเบียบ ต้องนั่งพักเป็นระยะ วันนี้เหนื่อยมาก แต่ยาหมอดีนะ เข่ารู้สึกดีขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ เดินกิโลแรกอาจจะตายได้ เหอ

วันนี้แค่นี้ก่อนแล้วจะมาต่อตอนต่อไปจ้า เดินยาวรูปเยอะ ไปพักขาก่อนนะ




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2550   
Last Update : 27 พฤษภาคม 2550 18:00:07 น.   
Counter : 728 Pageviews.  


Basel switzerland

วันนี้ออกจากบ้านตอน 9 โมงเช้าเพื่อไปบาเซิล นัดพี่จูนที่สถานีรถไฟเมืองบาเซิลตอน 11 โมงเช้า



พี่จูนพานั่งรถทรัม เข้าในเมือง เราจะไปเที่ยว ไฟซ์(Pfalz) เป็นจุดชมวิวของเมือง ค่ารถทรัม 3 ฟรัง นั่งได้ 4 สถานี

พี่จูนพาลงไปแถว มิทเลเร่ (Mittlere Rheinbruke) เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำไรน์





สะพานข้ามแม่น้ำ แบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่งตามแม่น้ำ เป็นเมือง ไคลน์-บาเซิล กับเมือง โกรส-บาเซิล โดยมีจุดสังเกต ก้อป้อมเล็กๆๆ กลางสะพาน เป็นเขตแบ่งเมือง



จากนั้นเราก้อเดินไปจนสุดสะพาน เข้าเขตฝั่ง ไคล์น-บาเซิล จะเลี้ยวขวาลงถนนโอเบอร์เรอ ไรน์เวก วันนี้ฝรั่งมานั่งอาบแดดกันเป็นนกเพนกิว เลย



เดินเลาะไปตามฝั่ง จะคล้ายสวนเล็กๆๆ มีเก้าอี้นั่งชมวิวไปตลอดระยะทาง ระหว่างทางเจอแบบจำลองเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำ



ที่เราเดินมาทางฝั่งไคล์น-บาเซิล เพื่อนั่งเรือข้ามฟากที่ทำจากไม้โบราณ ที่เรียกว่า "ลอย" (Leu) เพื่อข้ามไปชมคาเธดราเล่ (Kathedrale-โบสถ์) ไม่ต้องกลัวเรื่องกระแสน้ำ เพราะเป็นเรือที่ใช้เคเบิลลาก สังเกตตรงธงสีแดง นั้นละเคเบิลโยงข้ามฝากไว้ เรา3คน ลงเรือ ค่าเรือคนละ 1.20 ฟรัง



กำแพงสูงเหนือยอดไม้นั้นละคะ คือ ป้อมปราการของไฟซ์ ด้านหลังไฟซ์คือโบสถ์นั้นเอง



เดินขึ้นไม่ไกลเท่าไรค่ะ แค่ 100 ก้าว หรือ 100 ขั้นบันได เอิก



อีหนู ไอ้หนู ทำให้ยายแก่อย่างอีชั้นรำไห้ รู้สึกว่าแก่ทันได เพราะหล่อนๆ วิ่งฉิวผ่านยายแก่อย่างอีชั้น และแล้วเราก้อมาถึงป้อมไฟช์



นั้นคือสะพานที่เราพึ่งจะเดิมข้ามมาก่อนมาลงเรือข้ามฝากย้อนกลับมาฝั่งเดิมค่ะ เห็นป้อมหรือโบสถ์เล็กๆๆ กลางสะพาน มาเที่ยวสวิส ต้องเดินเก่งๆๆ เพราะไปไหนก้อเอาแต่เดินนนนนน



สะพานนี้ก้อจะอยู่อีกด้าน ถ้าเราไม่นั่งเรือ เราก้อสามารถเดินกลับมาฝั่งเดิมได้ด้วยสะพานนี้ไม่ต้องย้อนกับไปสะพานเดิม

พอเราหันหลังให้แม่น้ำไรน์ก้อเจอโบสถ์หลังมหึมาตั้งอยู่ตรงหน้า ใหญ่จริงๆๆ ค่ะ ไม่สามารถถ่ายรุปได้ทั้งหลังอ่ะ





ได้ยอดไม่ได้ฐาน ได้ฐาน ไม่ได้ยอด ใหญ่จริงๆๆ จากนั้นเราก้อเข้าไปชมด้านในโบสถ์



พื้นโบสถ์ยังมีลวดลายสวยงามเลย






ออกจากโบสถ์มา ก้อเลี้ยวขวา ลงไปสู่แหล่งซ๊อปปิ้ง ถนนคนเดิน หรือ มาร์คพลัทช์ (Markplatz)





ราทเฮาส์ (Rathaus - ศาลาว่าการเมือง) ที่โอ่อ่าสวยงามมาก ของเมืองบาเซิล





งามสมคำเล่าลือจริงๆๆ ด้วย พี่จูนพาเดินไปข้างใน ข้างในยิ่งสวยเข้าไปใหญ่เลย เป็นศิลปะแบบโกธิคของเบอร์กันดียุคหลัง (เขาว่ามา อีชั้นไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก









อลังการงานสร้างมาก สวยอ่ะ ศิลปะยุคโกธิคนี้





ยอดโดมเป็นทองคำด้วย สวยมากๆๆ ยามสะท้อนแสง นาฬิกาสร้างปี คศ. 1511-1512 สวยจริงๆๆ เลย









โดมเป็นทอง อือๆๆ ขอสักเส้นดิค้า ว่าแต่ทองจริงหรือป่าว หรือว่าทาสีทองเฉยๆๆ หนอ

จากนั้นก้อเดินต่อไปที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ได้แต่ถ่ายรุปข้างหน้า เพราะเริ่มขาเดี้ยงเดินไม่ไหวแล่ว



เราก้อเดินเลยไปที่ น้ำพุเริงระบำ เธียเตอร์บรุนเนน เป็นผลงานของฌอง แทงเกวลี ด้านหลังของน้ำพุคือโรงละชตัดท์



เรา 3 คน เลยนั่งพักขาที่นี้พักใหญ่ ไม่ไหว เดี้ยงไปแล้ว เลยไม่เดินต่อ พี่จูนเลยพาขึ้นรถทรัมไปดูประตูเมืองโบราณที่กำแพงหายไปหมดแล้ว



ด้านหน้าประตู ไม่สามารถถ่ายได้ทั้งประตู เพราะเล่นตั้งโด่เด่อยู่บนถนน ใครจะวิ่งไปถ่ายรูปกลางถนนได้ จะโดนรถทับเอา



อันนี้ในประตู ยังมีคนเดินผ่านไปมาตลอด แต่กลางคืนก้อไม่กล้าเดินเหมือนกัน เสียว

จากนั้นเราก้อนั่งทรัมกลับมาสถานีรถไฟ พี่จูนพาแวะร้านเอเชีย อีชั้นได้ลองกองมากิน 1 พวงเล็กๆๆ ราคา 150 บาท เอิก จากนั้นก้อส่งพี่จูนที่ร้าน นั่งดื่มคนละแก้ว แล้วก้อลากลับบ้านคะ ขึ้นรถปุ๊บแทบสลบ ปวดขาไปหมดเลย




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2550   
Last Update : 16 พฤษภาคม 2550 21:12:52 น.   
Counter : 987 Pageviews.  


พาแม่เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ เดือนสิงหาคม 2549 *-3-*

วันที่ 7 สค 49 เฮียมาชวนไปลูเซินคะ บอกว่าฝนตกฟ้าร้องจะพาแม่ไปเที่ยวลูเซินท์ เลยเตรียมตัวออกบ้านแต่เช้า แล้วฝนก็ตกพร่ำๆๆ สมใจ เอิกๆๆ มีหยุดเป็นระยะ พอให้เราหายใจวิ่งออกไปถ่ายรูป ฟ้ามั่วซะ แต่เราก็ยังไม่หวั่นคะ เปิดประตูรถได้ก็ถ่ายรูปเลย วิ่งข้างถนนทางผ่านทะเลสาบสวิชท์



ไปถึงเมืองลูเซิน ก็ออกเดินไปเจอรถไฟเล็กทัวร์รอบเมืองเลยขึ้นไปนั่ง จะได้เล็งว่าที่เที่ยวอยู่ไหนมั้ง จะได้ย้อนมาเก็บภาพถูก



แล้วเราก็มาถึงบางอ้อ ว่าสะพานไม้สัญญาลักษณ์ของเมืองอ่ะ อยู่เลยสถานีรถไฟเล็กไปจิงนุงเอง แล้วสิงโตหินก็อยู่เลยที่จอดรถเราไป 2 บล็อค วุ๊ย เสียค่านั่งตั้งคนละ 10 ฟรัง แต่ก็นะ ดีแล้วอ่ะ ตอนนั่งไปฝนก็ตกไป พอลงจากรถไฟเล็กฝนหยุดตก แต่เรายังคงเต็มยศด้วยชุดกันฝน เอิกๆๆ



จากสะพานไม้เราก็ย้อนกลับมาแหล่งซ๊อปปิ้ง ไม่ได้มาซื้อของหรอกคะ แต่จะมาหาข้าวเที่ยงกิน มีสะพานเหล็กข้ามกลับก็สวยดี



วันนี้กินอาหารอิตาลี บ้านเราอร่อยซุปมาก กินกับแป้งทอดๆๆ พองๆๆ ซัดกันพุงกาง ก่อนจะเดินไปหาพี่สิงโต แง่มๆ แม่โยนเหรียญลงบ่อด้วย กะว่าจะได้มาสวิสอีก อีชั้นคงต้องเริ่มหางานขัดครัวเก็บเงินพาคุณนายเที่ยวอีกอ่ะคะ



วันที่ 8 สค 49 เช้าก็ออกเดินทางกันแต่เช้า กะว่าจะไปแวะวัดไทยศรีนครินทร์ฯ เป็นวัดไทยที่ใหญ่ที่สุดในสวิสฯคะ ก่อนจะเดินทางต่อไปเมืองเบิร์น



ไปกินข้าวเที่ยงน้าเลี้ยงด้วยอาหารลาว แกงอ่อม ตำลาว ปลาทอด ข้าวเหนียว อร่อยมาก กินอิ่มพุงกาง น้าก็พาไปเที่ยวในตัวเมือง ขึ้นรถรางไปลงใกล้หอนาฬิกาสัญญาลักษณ์เมืองเบิร์น



แม่เห็นแม่น้ำอาเร่สวยเป็นสีเขียว น้าเลยชวนลงลิฟท์ไปดูแม่น้ำใกล้ๆๆ แล้วเดินตามแม่น้ำไปเรื่อยๆๆ ไปดูบ่อหมี พวกเราก็เลยลงลิฟท์ข้างสวนสาธารณะติดวิหารลงมาคนละ 1.20 ฟรัง โดยไม่รู้ว่า ความซวยมาเยือน




เดินตามแม่น้ำ ชมวิว ชมบ้านเมืองไปเรื่อยๆ แดดก็ไม่ค่อยร้อน ตรงที่เราลงไปนี้ช่วงหน้าน้ำหลาก บ้านแถวนี้เคยโดนน้ำท่วมจมไปกับสายน้ำนะคะ



ตอนลงลิฟท์มาก็สบายดีอ่ะดิ แต่ดันลืมไปว่า บ่อหมีอยู่อีกฟากของแม่น้ำ เราก็ต้องขึ้นบันไดย้อนขึ้นไปบนถนน บันไดราวๆๆ ตึก8 ชั้น กริ๊ดดดดดดดดดดด ขาเกือบหลุดออกมากอง เฮียหัวเราะเยาะอีชั้นใหญ่เลย บอกว่าทัวร์คนแก่นี้มีแม่แข็งแรงคนเดียว อีชั้นอ่อนแอสุดๆๆ



ขึ้นมาแล้วก็เดินไปบ่อหมีคนเยอะมาก แม่เลยได้รูปมาไม่ค่อยสวยเท่าไร



วันที่ 9 สค 49 เราตื่นแต่เช้า น้าห่วงของกิน เลยลุกมาหุงข้าวเหนียว ไก่ทอด น้ำจิ้มแจ่วไปกินบนเขา หอบน้ำไปด้วย หนักมาก แล้วใครจะแบกนะหรอคะ ก็เฮียนะสิ แบกแขนล้าหมด

เราขับรถไปจอดที่สถานี Stechelberg ขึ้นกระเช้าไป 3 ทอดกว่าจะถึงยอดเขา วิ่งเปลี่ยนกระเช้า แย่งกันนั่งที่ชมวิว ยิ่งสูงคนยิ่งเยอะเพราะเขามานอนรอระหว่างทางแล้วอ่ะ



พอถึงยอด Schilthorn มาสิงหาคม ก็มาเจอหิมะได้เหมือนกันนะคะ ถึงไม่เยอะมากมาย พอเจอหิมะปุ๊บก็แปลงร่างเป็นเด็กหญิง กลายเป็นเพื่อนร่วมวัยเดียวกับหลานจัสมินเลย





หนังเจมส์บอนเคยมาถ่ายหนังที่นี้นะคะ เห็นข้างในมีของที่ระลึกขาย อาคารที่เห็นจะเป็นร้านอาหารคะ วิว 360 องศาหมุนรอบทิศ นั่งชมวิวไปได้เรื่อยๆ



โชคดีที่ตอนเราขึ้นไปแดดออกมาให้พอเห็นวิวมั้ง ไม่งั้นเสียดายแย่เลย ภาพจะมั่วไม่สวย ถ้าฟ้าเปิด สามารถมองเห็นยุงเฟราจากที่นี้ได้เลยนะคะ



แม่ก็ยิ้มแก้มปริมีความสุขมาก ดูได้จากภาพข้างล่าง คงไม่ต้องบรรยายนะคะว่า สนุก สุข ขนาดไหนนน



แม่นู๋เองคะ เหอๆ อยากปั้นตุ๊กตาหิมะมั้ง



เราลงเขามาสองยอด น้าเลยชวนไปแวะนั่งกินข้าวอีกรอบ ก่อนจะลงไปที่สถานีที่เราฝากรถไว้ กลัวเฮียจะบ่นว่าให้หอบข้าวเหนียวเป็นโลๆๆ มาแล้วก็ไม่กินสักคน เลยเอาออกมาจกกินท่ามกลางฝรั่ง แล้ววิวสวยๆๆ เป็นฉากประกอบ ข้าวเหนียวจิ้มแจ่วอร่อยมากเลยคะ แซ่บ







ผ่านวันแม่ไป เห็นแม่นั่งหงอยๆ ไม่มีอะไรทำที่บ้าน เลยคุยกันว่า ลูกเขยไม่ว่าง ไม่เป็นไร ลูกสาวพาเที่ยวเอง รับรองตกระกำลำบากกว่าไปกับลูกเขยแน่นอน
วันที่ 21 สค 49 เราพากันนั่งรถไฟเล่นเกือบครึ่งประเทศสวิสฯ คะ แม่ตื่นเต้นตื่นตั้งแต่ตี 5 แม่อาบน้ำรอแล้วอ่ะคะ เราเลยอุ่นข้าวเหนียวไปกินกับไก่ทอด เพราะโปรแกรมวันนี้ เราไปนั่งรถไฟเล่นทั้งวัน เรียกว่ากินนอนบนรถไฟได้เลย เฮียขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟ เรานั่งรถไฟออกจากเมืองเวลา 7 โมงเช้า นั่งไปถึงเมืองเบิร์นแล้วต่อรถไฟไปเมืองบริกช์



หลายคนคงเริ่มรู้แล้วสิ ว่าอีชั้นจะพาแม่ไปนั่งรถไฟสายไหน อิอิ พอไปถึงเมืองบริกซ์เรามีเวลารอรถไฟเกือบ 30 นาที เลยชวนกันไปนั่งกินไก่ทอดกับข้าวเหนียวริมถนน มองคนเดินไปเดินมา อร่อยๆๆ





การเดินทางมารธอนของเราก็เริ่มขึ้น รถไฟผ่านป่าเขา แม่น้ำ หุบเขาภูเขาหิน บ้านคนอยู่ตามไหล่เขา เหมือนในโปรการ์ด มีแค่อีชั้นกับแม่ถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ ส่วนปู่ย่าทั้งหลายได้แต่งัดไวน์แดงมาจิบ หรือไม่ก็งัดของกินมานั่งชมวิวอย่างเดียว โดยมีเอเชียสองคนวิ่งไปมาในโบกี้คะ







เห็นรอยยิ้มของแม่แล้วมีความสุขที่สุดในโลก ลืมเหนื่อยไปเลย ใครมีแม่ อย่าลืมพาแม่ไปเที่ยวนะคะ ที่ไหนก็ได้ที่คิดว่าแม่เราชอบคะ



รถไฟแวะจอดเป็นระยะ มีคนออกมาเดินสูดอากาศข้างล่าง ส่วนเราแม่ลูกก็ต้องลงมาถ่ายรูปสิคะ อิอิ พลาดได้ไง





เราก็มาถึงเมืองดาโวสเป็นที่เรียบร้อย เส้นทางรถไฟกาเซียร์ เอ็กเพรสก็สวยสมที่เขาบอกละคะ สวยจริงๆๆ เสียแต่ถ่ายรูปมาไม่สวยมีภาพสะท้อนของกระจกเยอะมาก ภาพตัวอีชั้นติดมาเพียบยังกับซัตเตอร์เลยคะ


แล้วเราก็นั่งรถไฟขบวนปกติกลับบ้าน โชคดีมากว่าหน้าต่างรถไฟมันเปิดได้คะ เลยได้ภาพสวยๆๆ อีกชุดก่อนกลับบ้าน สวยจริงๆๆ









เรานั่งรถไฟเป็นวงกลม ออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึงบ้าน 4 ทุ่มครึ่งคะ เฮียมารอรับที่สถานีรถไฟ

นี้เป็นทริปสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทยของแม่ แม่บอกว่าประทับทุกๆๆที่ สวยไปหมด แม่บอกว่าจะมาอีกแน่ๆๆ ให้อีชั้นเตรียมเงินไว้รอเลย
อีชั้นกะว่าอีกปีหรือ 2 ปี จะให้มาเที่ยวอีกคะ ขอปั่นเงินไปเที่ยวปีนี้ก่อนนะ แล้วเจอกันที่เมืองไทยนะคะ




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2550   
Last Update : 6 พฤษภาคม 2550 21:48:58 น.   
Counter : 1270 Pageviews.  


พาแม่เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ เดือนสิงหาคม 2549 *-2-*

เราก็เข้าพักที่โรงแรมที่ลูกาโน
* //www.hotel-lugano.ch/index.php3
วันที่ 1 สค 49 หลังกินอาหารเช้าของโรงแรมอิ่มก็ชวนกันลงมาที่ทะเลสาบ จะได้ไปดูเวลาเรือออกไปเที่ยว มินิสวิส เราจะไปรอบเที่ยงกัน



พาแม่ไปขึ้นเขา นั่งรถรางขึ้นเขา ซาน ซาวาโตเล่ย์ แม่ก็ตื่นตาตื่นใจรถรางขึ้นเขาละคะ ไม่ยอมนั่ง ยืนดูวิวตามทาง



พอไปถึงข้างบน เราก็บอกแม่ว่า ต้องเดินขึ้นไปบนโบสถ์วิวสวยมากกก แซะรูปกับประเทศอิตาลีหน่อย ที่เห็นลิบๆ นั้นละคะ







จากนั้นเราลงเขาไปลงเรือกัน ลอดใต้สะพานที่เห็นลิบๆ จากรูปข้างบนนั้นละคะ แม่ชอบอีกแล้ว วันนี้เป็นนางแบบตลอดกาล แม่บอกเรือนั่งสบายดีจัง คลืนก็ไม่แรงมากด้วย สบายๆๆ



มินิสวิส เหมือนเมืองจำลองที่พัทยานะคะ ที่นี้จะจำลองสถานที่สำคัญของสวิสทั้งหมดมาทำเป็นโมเดลเล็กๆ ให้เราเดินชมคะ



เดินดูสักพักเราก็นั่งเรือกลับมาที่เมืองลูกาโน พอมาถึงเจอน้ำพุ กลางทะเลสาบ เลยถ่ายรูปอีก 1 แซะ ก่อนจะไปบ้านเพื่อนจัดปาร์ตี้ฉลองวันที่ 1 สิงหาคมเป็นวันชาติสวิสคะ





วันที่ 2 สค 49 พาแม่นั่งรถเมล์ไปบนเขา ลงที่หน้าสถานีรถไฟของลูกาโน แล้วก็พากันเดินลงเขามาข้างล่าง โอ๊ย กิจกรรมทรมานขามีทุกวันเลย เมืองนี้อ่ะ



เดินไปโบสถ์ที่เห็นโดมสีเขียวข้างล่างอ่ะคะ กว่าจะไปถึง ขาก็ล้าอีกแล้ว



มาลูกาโนต้องมาถ่ายรูปกับร้านขายกระเทียม ร้านขายซาลามี





วันที่ 2 สค 49 ก่อนลาจากเมืองลูกาโน เราก็ขอเดินเล่นรอบทะเลสาบอีกสักรอบ ฝนตกก็ไม่หวั่นคะ คุณนายเธอไม่มีล้า ไม่มีเมื่อย อีชั้นเสียอีก ขาจะหลุด เดินทุกวันเลยกางร่มถ่ายรูปก็เอาคะ





เราเดินไปเรื่อยๆ สักพักฝนก็หยุดตก แดดออก แม่เลยได้ถ่ายรูปคู่กับน้ำพุประจำเมือง



ขากลับฝนตกมาตลอด ยิ่งพอผ่าน เขา ซาน ก๊อคตาโด อากาศเหลือ 5 องศา แม่รีบขอลงไปชมความหนาวหน่อย ลมแรงมาก เมฆลอยต่ำ จนจะเอามือจับได้อยู่แล้ว แม่บอกไม่น่าเชื่อ ตอนมาอากาศดีๆ ตอนนี้แถมจะจับเมฆได้อยู่แล้ว




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2550   
Last Update : 6 พฤษภาคม 2550 21:09:39 น.   
Counter : 581 Pageviews.  


พาแม่เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ เดือนสิงหาคม 2549 *-1-*

คิดถึงแม่จัง จะครบ 1 ปีแล้วที่ไปรับแม่มาเที่ยวสวิสฯ มาดูว่าเราอยู่ยังไง ประเทศนี้มีอะไรมั้ง
เราเขียนจดหมายเชิญให้แม่มาเที่ยว แม่ไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูต ผ่านไปได้ด้วยดี แม่ได้วีซ่ามาสวิส เราลงไปรับ แม่ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศเลย อยากมากสุดก็แค่เอาเท้าเหยียบแผ่นดินพม่าตรงด่านแม่สาย รอบนี้มาไกลถึงยุโรปเลย


*รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ //www.swissembassy.or.th
สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์
35 ถนนวิทยุเหนือ
กรุงเทพ ฯ 10330
 ตู้ ปณก. 821 กรุงเทพ ฯ 10501
โทร. 0 2254 4596
โทรสาร 0 2255 4481
E-mail: Vertretung@ban.rep.admin.ch
เวลาทำการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ 09.00 – 11.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)
นางแบบทริปนี้เป็นใครไปไม่ได้เลยคะ คุณนายแม่เดี้ยนเอง ณ สนามบินซูริค



เราเดินทางมาถึงสวิสฯ วันที่ 27 ก.ค. 49 ก่อนจะเข้าบ้านแวะไปซื้ออาหารไทยที่เมือง Frauenfeld แวะชมเมืองถ่ายรูปสักหน่อย แม่บอกว่าสวยจังเลย บ้านเมืองแปลกกว่าบ้านเราตั้งเยอะ





วันที่ 29 ก.ค. 49 พาแม่ไปเดินเล่นที่ทะเลสาบ Bodensee เมือง Kreuzlingen ริมทะเลสาบมีหอคอยชมวิวคะ ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบคือประเทศเยอรมัน มีเรือข้ามฝากด้วยนะคะ




วันที่ 30 กค 49 ตั้งใจจะพาแม่ไปดูน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ขาไปกะว่าจะไปทางอ้อมแวะเมืองนั้นเมืองนี้ เมืองแรกที่เราแวะก็คือ Stein am Rhein เป็นเมืองเก่า คนมาเที่ยวเยอะมากเลยคะ แม่กะจะไปเล่นน้ำตกนะนี้ ใส่กางเกงขาสั้นมาเลย จ๊าบบ เราลืมบอกแม่ไปว่าน้ำตกของฝรั่งอันนี้มันเล่นน้ำบ่ได้





ออกจากเมืองนี้ก็ขับรถตรงไปเมือง Schaffhausen เมืองนี้มีปราสาทอยู่บนเขา โอ๊ย รายการทรมานอีชั้นก็เริ่มขึ้น เฮียพาแม่เดินนำขึ้นปราสาทคะ กว่าจะถึงยอด อีชั้นก็จอดแวะพักตั้งหลายหน พอไปถึงด้านบน แม่บอกสวยจังเลย ทำเอาเราสองคนดีใจดีใจ ที่เห็นแม่ชอบ ดูวิวตาเป็นประกายวิ๊งๆ




ตอนไปถึงไม่ได้บอกแม่นะว่าน้ำตกที่พามานี้ เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ให้แม่เห็นเอง พอแม่เห็นก็ประทับใจมาก บอกว่า สวยจัง น้ำก็เยอะ ตอนแรกแม่นึกว่าจะเป็นแบบไทย เดินขึ้นเขาไป 2-3 โล ไต่ก้อนหินทางเดินแบบลำบาก ไปเห็นน้ำตกจินุง เล็กๆๆ แม่เลยใส่ขาสั้นมา ถ้ารู้ว่ามีทางเดินสบายๆๆ ตามไหล่เขาแบบนี้ จะใส่กางเกงงามๆๆ





วันที่ 31 กค 49 พาแม่ลงใต้ไปเที่ยวเมือง Lugano เราออกเดินทางแต่เช้า กะว่าจะขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนสวยก็แวะจอดถ่ายรูป ออกมาทางซูริค แวะจอดที่ทะเลสาบซไวท์ สวยมาก



พอขึ้นเขาสูงไปเรื่อยๆๆ แม่ว่า เขาที่นี้สลับกันไปมา สวยจริงๆๆ เฮียเลยจอดรถให้ถ่ายรูปให้จุใจ





พอขึ้นถึงยอดเขา San Gottardo แวะกินข้าวเที่ยงที่นั้น ซื้อใส้กรอกมากิน แบ่งกันคนละนิดละหน่อย



จากนั้นก็ตรงไปเมือง Belinzona ไปดูปราสาท สามหลัง แวะหลังที่ใกล้เมืองที่สุด ตรงกำแพงที่อยู่ด้านล่าง นั้นคือทางไปขึ้นลิฟท์นะคะ เราเลยอาศัยขึ้นไปแล้วขากลับเดินลงเขาคะ



ขึ้นมาถึงข้างบนใช้เวลาไม่กี่นาที อิอิ วิวยอดนิยมคะ มาแล้วต้องแวะถ่ายรูป จากนั้นเราก็ตรงดิ่งไปลูกาโนเลยคะ







 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2550   
Last Update : 6 พฤษภาคม 2550 20:48:14 น.   
Counter : 769 Pageviews.  


1  2  3  

alittlestar
 
Location :
weinfelden Switzerland

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
[Add alittlestar's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com