มาติดโคมไฟซาลาเปากันเถอะ


สวัสดีค่ะ วันนี้ปุ้ยมาเล่าต่อเรื่องรีวิวการตกแต่งบ้าน เกี่ยวกับการออกแบบแสงสว่างในห้อง
เมื่อ
บล็อกที่แล้ว ปุ้ยได้รีวิวการออกแบบแสงในห้องนอนเด็กและห้องทำงาน
ในบล็อกนี้ปุ้ยจะมาเล่าถึงการเลือกโคมไฟสำหรับห้องนั่งเล่น ที่ต้องการใช้แสงสว่างมากๆ ซึ่งปกติปุ้ยเป็นคนที่ชอบอยู่ในห้องที่สว่างมากๆ เพราะชอบเห็นอะไรชัดๆ ค่ะ
ดังนั้นในห้องนั่งเล่นนี้ปุ้ยออกแบบไฟไว้ 2 ชุด โดยชุดหนึ่งจะเป็นดาวน์ไลท์ที่ใช้หลอดไฟ Philips LED SceneSwitch Brightness Change ซึ่งสามารถปรับระดับความสว่างได้ (เขียนเล่าไปเมื่อบ
บล็อกที่แล้ว --> Philips LED SceneSwitch Brightness Change หลอดเดียวได้แสง 3 ระดับ) ส่วนอีกชุดหนึ่งเป็นโคมเพดาน หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “โคมซาลาเปา” ซึ่งปุ้ยเลือกใช้แบบที่เป็น LED ตามความต้องการ เพราะมีคุณสมบัติที่ปุ้ยถูกใจอยู่หลายข้อ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป

ก่อนจะพูดถึงรีวิวโคมไฟที่ปุ้ยเลือกใช้ ปุ้ยนำสาระเกี่ยวกับหลอดไฟแต่ละชนิดมาฝากค่ะ การเลือกหลอดไฟ นอกจากจะต้องคำนึงถึงปริมาณแสง รูปแบบของแสง และฟังก์ชั่นการใช้งานแล้ว มีข้อให้คำนึงถึงอีกประการ ก็คือ อันตรายที่มาจากแสงของหลอดไฟด้วยค่ะ

  • หลอดไส้ (Incandescent Light Bulb) อาศัยกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านไส้ทังสเตนจนเกิดความร้อน และแสงสว่าง ให้แสงเหลืองส้ม อายุการใช้งานสั้นและเปลืองไฟ แต่มี รังสียูวี ต่ำมาก จึงไม่ค่อยมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • หลอดฟลูโอเรสเซนท์ (Fluorescent Light) หรือ ที่เรียกกันว่าหลอดนีออนคือ หลอดแก้วสูญญากาศที่ใส่ไอปรอทไว้ เมื่อผ่านกระแสไฟจะทำให้ไอปรอทปล่อยพลังงานในรูป รังสียูวี ความยาวคลื่น 254 นาโนเมตรไปกระทบสารเรืองแสงฟอสฟอรัสที่ฉาบด้านในหลอด สารเรืองแสงจะดูดซับ รังสียูวี แล้วเปล่งแสงในความยาวคลื่นที่ตามองเห็นแทน หลอดชนิดนี้อาจมี รังสียูวี หลุดรอดออกมาได้บ้างในระดับที่ไม่เป็นอันตราย
  • หลอดฮาโลเจน (Halogen Lamp) ใช้กระแสไฟฟ้าผ่านไส้ทังสเตนแบบหลอดไส้ แต่มีไอของธาตุฮาโลเจน เช่น คลอรีน ฟลูโอรีนในหลอดแก้ว เพื่อให้ได้แสงสีขาว มีการแผ่ รังสียูวี ในระดับที่ปลอดภัยหลอดเมทัลฮาไลด์ (Metal Halide Lamp) เป็นหลอดที่ให้ความเข้มแสงสูงและความถูกต้องของสีใกล้เคียงแสงแดด มักใช้ในสนามกีฬาหรือ งานโทรทัศน์ มีการแผ่ รังสียูวี ในระดับสูงที่อาจเกิดอันตรายกับดวงตาได้
  • หลอด LED (Light Emitting Diode) แสงสว่างมาจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในเซมิคอนดักเตอร์ จึงไม่มีการแผ่ รังสียูวี และความร้อนปลอดภัยจากสารปรอท จึงไม่อันตรายต่อสุขภาพ
ที่มา //health.mthai.com/howto/health-care/9302.html

ดังนั้นสำหรับการเลือกใช้โคมไฟและหลอดไฟในห้องนั่งเล่นของคนที่ชอบแสงสว่างอย่างปุ้ย จึง
คำนึงถึงการเลือกโคมไฟที่โจทย์ความต้องการ คือ
- ให้แสงสว่างที่นุ่มนวลสบายตา ความร้อนต่ำกว่า
- ประหยัดไฟกว่า
- อายุการใช้งานยาวนานกว่า
- ติดตั้งง่าย (โคมมาพร้อมกับหลอดไฟ LED ไม่ต้องซื้อหลอดแยก)
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อสุขภาพ
- ดีไซน์เรียบง่าย เข้ากับบ้านได้เกือบทุกสไตล์
- กันแมลงเข้าไปในโคม
- แสงกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งโคม ไม่เป็นเงา
- เม็ด LED ภายในเคลือบเพื่อกันไฟลัดวงจร
- เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือด้านแสงสว่าง อีกทั้งมีการรับประกันสามารถเปลี่ยนตัวใหม่ให้ทันที

ปุ้ยเลือกใช้ Philips Ceiling Light (Essential lighting for a bright home) โคมซาลาเปา LED แทนการใช้โคมระย้า หรือโคมไฟซาลาเปาทั่วไป เพราะตอบโจทย์การใช้งานดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
นอกจากนั้นแล้วโคมซาลาเปายังมีหลายขนาด หลายระดับความสว่าง และมีโทนสีทั้งโทนเหลืองและโทนขาวด้วยค่ะ
การเลือกโคมไฟ เพื่อให้แสงสว่าง ค่าความสว่างดูที่ค่า Lumen เป็นหลัก และควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้องด้วยนะคะ
และถ้าต้องการสว่างมากๆ ควรเลือกโทนขาวค่ะ ส่วนใครต้องการฟิลลิ่งที่นุ่มนวลก็ให้เลือกโทนเหลืองค่ะ





สำหรับการติดตั้ง ก็ง่ายมากค่ะ มีคู่มือมาพร้อมในกล่อง สามารถติดตั้งเองได้ค่ะ
แต่อย่าลืมสับคัทเอาท์ลงก่อน เพื่อความปลอดภัยนะคะ
อย่างที่บ้านปุ้ย ให้คุณพ่อบ้านช่วยติดตั้งให้
ซึ่งนี่เป็นการติดตั้งโคมไฟเพดานตัวแรกในชีวิตที่เค้าติดตั้งเองเลย พอติดตั้งได้สำเร็จ ตื่นเต้นกันทั้งบ้านค่ะ 555




วิธีการติดตั้ง
1] ก่อนทำงานเรื่องไฟทุกครั้ง ต้องสับคัทเอาท์สำคัญมาก เพราะไม่อย่างนั้นอาจโดนไฟดูดได้
2] ถอดแกนเหล็กล็อคตัวโคมไฟออก โดยให้ดันแกนเหล็กออกไปทางด้านที่ตัวล็อคที่แบนราบที่สุด
3] ติดตั้งแกนเหล็กกับเพดานหรือพื้นผิวที่ต้องการติดตั้ง
ในกรณีบ้านของปุ้ย เนื่องจากเพดานเป็นฝ้ายิปซั่ม ให้หาจุดที่เป็นโครงที่ยึดฝ้าแล้วขันน็อตยึดระหว่างแกนเหล็กกับโครงยึดฝ้าให้แน่น
ในกรณีที่เพดานเป็นปูน แนะนำให้เจาะด้วยสว่านก่อน และตอกพุกลงไปที่พื้นผิวเพดาน แล้วจึงค่อยใส่น็อตยึดระหว่างแกนเหล็กกับเพดาน
4] ต่อสายไฟบ้านกับตัวโคมไฟ โดยต่อสาย ไลน์ ดิน และสายนิวทรัล ให้ถูกต้อง
แนะนำให้ปรึกษาช่างในขั้นตอนนี้
ว่าเส้นสีไหนคือสายอะไร เพราะแต่ละบ้านอาจจะใช้สีแตกต่างกันค่ะ
การเดินสายไฟให้ต่อสายไฟจากบ้าน (เส้นที่เป็นสายที่มีไฟฟ้า) ต่อกับจุด L ของโคมไฟ และต่อสายดินเข้าตัวสายดินของโคมไฟ (เส้นที่มีสัญลักษณ์สายดิน)
5] ปิดครอบสายไฟให้เรียบร้อย และหมุนโคมไฟให้ลงล็อคกับเหล็กที่ติดตั้งกับพื้นผิวไว้แล้ว












มาดูผลลัพธ์กันค่ะ
รูปแรก เปิดไฟแค่ชุดแรก คือ ดาวน์ไลท์ 4 ดวง
รูปที่ 2 เปิดโคมไฟซาลาเปา LED ห้องสว่างขึ้นมาทันตาค่ะ





สำหรับปุ้ยแล้ว พอใจกับการติดโคมไฟซาลาเปานี้มาก เพราะว่าได้ห้องที่สว่างสมใจ ที่สำคัญแสงสว่างกระจายสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง และดีไซน์ก็เรียบง่าย ไปกันกับห้องได้ค่ะ
จริงๆ แล้ว พื้นที่ตรงกลางเพดานนี้ เตรียมจั้มสายไฟและสวิทช์เอาไว้ติดโคมระย้า แต่ว่า ยังหาโคมที่ถูกใจไม่ได้ซักที แต่พอมาติดโคมเพดานแบบนี้ ก็ดูเข้าท่าดี ได้ผลดีในแง่ฟังก์ชั่นการใช้งาน มากกว่าในเรื่องของฟิลลิ่ง ในแง่ดีไซน์โดยรวมได้ความเรียบง่ายค่ะ

หวังว่าใครที่กำลังหาโคมไฟที่ให้ความสว่างมากๆ ประหยัดพลังงาน ใช้งานได้ยาวนาน น่าจะได้คำตอบในบล็อกนี้นะคะ
วันนี้ต้องไปก่อนแล้ว พอกันอีกใน
บล็อกหน้า สวัสดีค่ะ

ปล. ราคา 390 - 1890 บาท แล้วแต่รุ่นและไซส์ค่ะ
สามารถซื้อได้ที่ Philips Home Lighting ทุกสาขา และมีจำหน่าย HomePro/ Boonthavorn / ร้านไฟฟ้าและอุปกรณ์แสงสว่าง



Create Date : 12 มกราคม 2560
Last Update : 12 มกราคม 2560 21:09:48 น.
Counter : 6935 Pageviews.

0 comment
Philips LED SceneSwitch Brightness Change หลอดเดียวได้แสง 3 ระดับ





สวัสดีค่ะ กลับมาต่อเรื่องรีวิวการตกแต่งบ้าน
เมื่อบล็อกที่แล้ว ปุ้ยได้รีวิวเกี่ยวกับผ้าม่าน และได้พูดถึงการออกแบบแสงในห้องนอนเด็ก ด้วยการใช้ผ้าม่านสำหรับช่วงเวลากลางวัน และในบล็อกนี้ ปุ้ยจะมาพูดถึง การออกแบบแสงในช่วงเวลากลางคืน ด้วยการใช้หลอดไฟ กันบ้างค่ะ

พอดีปุ้ยเพิ่งได้หลอดไฟตอบสนองฟังก์ชั่นการปรับเปลี่ยนแสงมา ซึ่งสามารถปรับระดับความสว่างได้ ถึง 3 ระดับ รู้สึกตื่นเต้นมาก มันดูสนุก และตอบโจทย์การใช้งานมากๆ เดี๋ยวจะเล่าถึงรายละเอียดการใช้งานให้ฟังกันในบล็อกนี้หละค่ะ

ก่อนอื่น ปุ้ยขอเล่าถึงหลอดไฟแบบใหม่นี้ก่อนค่ะ
หลอดไฟที่ว่านี้ก็คือ Philips LED SceneSwitch Brightness Change
เป็นหลอดประเภท LED ซึ่งก่อนหน้าที่เค้าจะมีรุ่นที่ปรับเปลี่ยนโทนแสงขาว (Cool Daylight) และแสงเหลือง (Warm White) ได้ในหลอดเดียว 
แต่สำหรับรุ่น Brightness Change นี้ จะเป็นฟังก์ชั่น การปรับความสว่างได้ 3 ระดับในหลอดเดียวค่ะ (เผื่อบางคน จะสับสน ว่าเป็นรุ่นเดียวกันรึเปล่า จริงๆ คือ คนละรุ่นกันนะคะ)
เวลาไปซื้อ ดูง่ายๆ ตรงหน้ากล่องค่ะ รุ่นนี้จะมีสัญลักษณ์ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าความสว่างเปลี่ยนจาก 100% > 40% > 10% ซึ่งรุ่นนี้ก็จะมีให้เลือกทั้ง 2 สี อย่างเช่นในรูป ซ้าย-แสงขาว (Cool Daylight) และ ขวา-แสงเหลือง (Warm White) ค่ะ

Philips - Brightness Change 02

หลอดไฟ Philips LED SceneSwitch Brightness Change เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านได้หลายแบบ โดยใช้หลอดไฟหลอดเดียว โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไรให้ยุ่งยาก แค่เปลี่ยนหลอดไฟเข้าไปทดแทนหลอดไฟเดิม (ไม่ต้องเปลี่ยนสวิทช์ใหม่)


Philips - Brightness Change 03

ข้อดี น่าใช้
- เปิด/ปิด ได้มากกว่า 100,000 ครั้ง
- หากปิดทั้งไว้ 5 วินาที และเปิดใหม่อีกครั้ง จะรีเซ็ทความสว่างอยู่ที่ 100%
- ปรับระดับความสว่างได้ 3 ระดับ
- ไม่ต้องเปลี่ยนสวิทช์
- มีค่าความถูกต้องของสี (CRI) ที่ 80 ให้แสงที่ดูสมจริง
- ช่วยประหยัดไฟ เมื่อลดค่าความสว่างลง


การติดตั้งใช้งาน
ติดตั้งทดแทนหลอดไฟดวงเดิมได้เลย โดยไม่ต้องเปลี่ยนหรือติดตั้งสวิทช์ใหม่ (สวิทช์ธรรมดา ไม่ต้องใช้ Dimmer Switch) ซึ่งหลอดไฟรุ่นนี้สามารถใช้ได้ทั้งโคมไฟและดาวน์ไลท์ ที่เป็นขั้ว E27 เปลี่ยนได้สบายมากๆ 
ปุ้ยใช้ไม้เปลี่ยนหลอดไฟช่วย แม่บ้านอย่างเราทำเองง่ายๆ สบายๆ เลยค่ะ

Philips-Brightness-howto-Change

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เรามาดูการใช้งานจริงกันบ้าง
ปุ้ยติดตั้งในห้องนอนเด็ก และในห้องทำงานค่ะ
มาดูภาพเปรียบเทียบความสว่างกัน


Philips - Brightness Change 06 - Playroom

Philips LED SceneSwitch Brightness Change เหมาะสำหรับปรับบรรยากาศของกิจกรรมเด็กมากๆ เลย เพราะว่าเด็กๆ จะเซ็นซิทีฟกับแสงมาก ถ้าเวลาทำการบ้านก็ควรให้แสงสว่างอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้ดวงตาเค้าต้องทำงานหนักกับการเพ่งในที่แสงไม่พอ
ส่วนเวลาเล่น เราก็ลดความสว่างลงเหลือ 40% เค้าจะได้รู้สึกผ่อนคลาย
ในเวลาก่อนนอน เราก็ลดความสว่างลงเหลือแค่ 10% เพื่อให้เค้าเข้าสู่โหมดการเตรียมตัวนอนค่ะ




Philips - Brightness Change 06 - Bed

ลองเอามาใช้กับโคมไฟ มุมเตียงนอน



ส่วนอีกจุดหนึ่งที่มี่ปุ้ยติดตั้ง ก็คือ ในสตูดิโอของปุ้ย ซึ่งเป็นทั้งที่นั่งทำงานและที่พักผ่อนค่ะ


Philips - Brightness Change 07-Studio

บรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ ด้วยหลอดไฟ Philips LED SceneSwitch Brightness Change
ปุ้ยประทับใจมากๆ และอยากนำมาบอกต่อ
สำหรับใครที่กำลังอยากเปลี่ยนบรรยากาศในบ้าน
หลอดไฟ Philips LED SceneSwitch Brightness Change นี่เหมาะสุดๆ
เพราะนอกจากติดตั้งง่าย แล้วยังช่วยประหยัดค่าไฟด้วยค่ะ
“แค่คลิ๊ก..ก็สวิทช์อารมณ์”

วันนี้ไปแล้วค่ะ พบกันใหม่ในบล็อกหน้า
รับรองมีเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกแน่นอน
บั๊ยบายค่าาา




Philips - Brightness Change 04

รายละเอียดเพิ่มเติม //www.lighting.philips.co.th

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ชื่อรุ่น Philips LED SceneSwitch Brightness Change
9W E27 806 Lumen ราคา 259 บาท
สามารถซื้อได้ที่ Philips Home Lighting ทุกสาขา และมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือที่ลาซาด้า





Create Date : 17 สิงหาคม 2559
Last Update : 25 ธันวาคม 2559 22:40:36 น.
Counter : 2783 Pageviews.

0 comment
รีวิวผ่านม่านห้องนอน [ม่านจีบ] และ [ม่านม้วน]



รีวิวผ้าม่าน puyisme 00

สวัสดีค่ะ กลับมาบกันอีกครั้ง หลังจากที่ทิ้งท้ายรีวิวไว้คราวก่อน เกี่ยวกับการรีโนเวทห้องนอน
วันนี้จะมาอัพเดตกันให้จบกับส่วนสุดท้ายของห้องนอน ที่แสนอบอุ่นห้องเดิม ด้วยการติดตั้งผ้าม่าน ที่ช่วยเติมเต็มให้บรรยากาศของห้องนี้ดูสมบูรณ์ขึ้น

ซึ่งหลายคนคงจะทราบกันดีว่า ประโยชน์ของการติดตั้งผ้าม่าน ก็คือ
  • ช่วยลดหรือควบคุมแสงแดด ปริมาณความสว่างของแสงที่ส่องเข้ามาภายในห้องให้เหมาะกับกิจกรรมหรือการอยู่อาศัย อีกทั้งช่วยป้องกันการซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ในห้องอันเกิดจาก การเลียสีของแดดด้วยอีก
  • ช่วยเพิ่มให้ความเป็นส่วนตัว บดบังสายตาจากภายนอก
  • ช่วยดูดซับเสียง ลดเสียงสะท้อนภายในห้องที่ต้องการความเงียบเป็นส่วนตัว เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน
  • ช่วยให้บ้านสวยงาม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการตกแต่งบ้าน

ในกระทู้นี้ จะมาพูดถึงเรื่องผ้าม่าน ทั้งการเลือกประเภท สไตล์ วัสดุและแบบการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับห้องนอนของผู้ใหญ่และห้องนอนเด็กค่ะ

ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ตามที่ปุ้ยได้หาข้อมูลมา
ผ้าม่านมีหลายประเภทค่ะ แต่หลักๆ ที่เห็นในไทยก็จะมี 7 ประเภทดัวยกัน


Curtain Type

1. ม่านจีบ (Pleat Curtains)
เป็นม่านที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าได้กับการตกแต่งบ้านในทุกสไตล์ อยู่ที่การเลือกสีและเนื้อผ้าโดยเวลาดึงม่านปิดจะไม่มีช่องว่างให้แสงผ่านได้เลย จุดเด่นคือ ระยะห่างของจีบผ้าม่านจะเท่าๆ กัน ต่างจากม่านคอกระเช้า แล้วม่านตาไก่ ที่จะต้องคอยจัดผ้าให้ช่องเท่ากันม่านจีบสามารถติดผ้าได้ 2 ชั้นคือผ้าม่านโปร่ง หรือ ม่านโปร่ง และ ม่านทึบ โดยใช้รางแยกกัน สามารถใส่รางตัวซีหรือจะใส่รางโชว์เพื่อเพิ่มความสวยงาม

2. ม่านคอกระเช้า (Loop Design) มีรูปแบบที่เรียบง่ายที่ได้รับความนิยมทุกสมัยด้วยเอกลักษณ์ที่นำม่านทำเป็นห่วงภายในตัวและเย็บติดกระดุมหรือผูกโบว์เพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับผ้าม่านเหมาะสำหรับคนที่ชอบสไตล์ที่ดูธรรมชาติ

3. ม่านตาไก่ (Pierced Design Curtain) เป็นม่านที่ไม่มีการตกยุคด้วยการดีไซน์ในรูปแบบม่านห่วงตาไก่กับลักษณะของรางผ้าม่านที่สอดผ่านห่วงตาไก่ที่ยึดติดกับผ้าม่านดูเป็นลอนสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านให้ดูหรูหราร่วมสมัยและโดดเด่น

4. ม่านพับ (Roman Blinds) เป็นม่านที่ได้รับความนิยม ในทางฝั่งยุโรป และเอเชีย การพับของม่านพับนั้นจะมีลักษณะเป็นชั้นๆและเรียงซ้อนกันขึ้นไปเหมาะกับหน้าต่างบานเล็กในแนวตั้งหรือหน้าต่างด้านที่แสงสว่างไม่ส่องเข้ามาเต็มๆลักษณะการใช้งานโดยการใช้รอกเพื่อดึงผ้าจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน แข็งแรงและประหยัดพื้นที่ จึงทำให้ห้องดูโปร่งโล่ง เข้ากับการแต่งห้องในสไตล์โมเดิร์นเหมาะกับครอบครัวคนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานง่าย

5. มู่ลี่ (Venetian Blinds) เป็นม่านชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ลักษณะของผ้าแต่การใช้งานเหมือนม่านม้วนที่สามารถปรับปิดแสงในแนวนอนข้อดีของมู่ลี่คือ ไม่เก็บฝุ่น แต่ข้อเสียของมู่ลี่คือ ไม่นุ่มนวล อ่อนช้อยเหมือนม่านผ้าม่านมีให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่เหมาะกับหน้าต่างบานเล็กหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ หรือ ในสำนักงานที่เน้นความเรียบง่าย

6. ม่านม้วน (Roller Blinds) เป็นลักษณะแบบแกนม้วน โดยจะเก็บไว้ด้านบนเพื่อความเรียบร้อยและประหยัดพื้นที่ ม่านม้วนมีข้อดีหลายอย่างเพราะนอกจากป้องกันความร้อนและลดความสว่างของแสงได้ดีแล้วม่านม้วนยังใช้งานง่ายสะดวก ปรับความสูงได้ตามที่ต้องการ ทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บฝุ่นใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยและใช้ได้กับหน้าต่างบานเล็กไปจนถึงบานใหญ่มากๆ ด้วยรูปแบบที่ทันสมัยและเรียบร้อย จึงเป็นที่นิยมติดตั้งทั้งในออฟฟิศและที่อยู่อาศัย

7. ม่านปรับแสง (Vertical Blinds) เป็นมู่ลี่แนวตั้ง สามารถหมุนปรับได้ 180 องศาใบมู่ลี่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ส่วนใหญ่มักทำจากวัสดุสังเคราะห์ซึ่งช่วยกรองแสงแดดได้ดี เหมาะสำหรับสำนักงานและที่อยู่อาศัย ดูเรียบง่าย ทันสมัย สามารถปรับองศาของแสงได้ และรูดปิดเปิดเก็บซ้าย ขวาได้ตามต้องการ และฝุ่นไม่ค่อยจับ จึงไม่ต้องซัก และที่สำคัญราคาค่อนข้างถูกด้วยค่ะ

เทคนิคการเลือกผ้าม่าน ให้สวยอย่างมีสไตล์
การเลือกผ้าม่านให้สวยสิ่งที่สำคัญ คือ ผ้าม่านจะต้องเข้ากับบ้าน หรือเข้ากับการตกแต่งโดยรวมทั้งหมด โดยคำนึงถึง

1. ประเภทของผ้าม่าน ตอบโจทย์ฟังก็ชั่นการใช้งาน อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นกระทู้ ต้องการติดตั้งเพื่อช่วยลดหรือควบคุมแสงแดด หรือต้องการเพื่อช่วยเพิ่มให้ความเป็นส่วนตัว หรือเน้นที่ใช้งานง่ายดูแลง่ายหรือเน้นเพื่อช่วยให้บ้านสวยงาม ให้ชั่งน้ำหนักในใจว่าต้องการฟังก์ชั่นไหนสำคัญมากกว่า แล้วก็เลือกตามประเภทของผ้าม่าน ที่จะตอบโจทย์เราได้

2. สไตล์การตกแต่ง ในทิศทางเดียวกันสไตล์ของบ้าน
เช่น สไตล์โมเดิร์น (Modern) ก็อาจจะเน้นใช้ผ้าม่านที่ดูเรียบเก๋ สีสันที่มีความคอนทราสต์ กับ สีอื่นๆ สูง เช่น การใช้สีดำ สี เทา สีขาว หรือสีสันจัดๆ เฉพาะจุด เป็นต้น
การตกแต่งบ้านสไตล์ร่วมสมัย (Contempolary) อาจจะใช้ผ้าม่านที่ดูเป็นธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย หรือผ้าไหม โดยปกติการตกแต่งบ้านสไตล์นี้มักจะใช้ผ้าเรียบๆ (ไม่มีลาย) แต่มีเทคเจอร์ (มีเอกลักษณ์ในผิวของผ้า) เช่น ผ้าลายเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายลายเส้นด้ายขวาง หรือ ผ้าไหมแบบปมใหม่ธรรมชาติเป็นต้น
การตกแต่งบ้านสไตล์คลาสสิก (Classis) การแต่งผ้าม่านสำหรับการตกแต่งแบบนี้ อาจจะเน้นผ้าม่านให้มีความหรูหราขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทำได้หลายวิธี โดยการทำผ้าม่านแบบหัวหลุยส์ หรือ การใช้ผ้าม่านสีทอง เป็นต้น (ข้อมูลจาก icurtain.co.th)

3. ลักษณะของผ้า เหมาะกับการการทำผ้าม่านแบบที่จะต้องการจะทำหรือไม่ เนื่องจากผ้าที่ทำผ้าม่านมีลักษณะของโครงสร้างผ้าที่หลากหลาย ผ้าบางชนิดทำผ้าม่านแบบลอนสวย ผ้าม่านบางชนิดทำผ้าม่านแบบพับสวย ซึ่งวิธีการดูว่าผ้าแบบใดเหมาะกับการทำม่านแบบใดนั้นใช้วิธีการสัมผัสผ้าและลองจับทรงผ้าม่านแบบที่ต้องการดูว่าผ้าแบบนั้นน่าจะทำแบบที่ต้องการได้ดีหรือไม่ หรือ อีกวิธีซึ่งง่าย และชัวร์กว่า คือ ถามผู้มีประสบการณ์คือคนขายผ้าม่านว่าผ้าแบบนี้เหมาะกับม่านแบบนี้หรือไม่ (ข้อมูลจาก icurtain.co.th)

4. สีของผ้าม่าน โดยสีของผ้าม่านถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้ผ้าม่านออกมาสวยหรือไม่ โดยให้เลือกสีของวัสดุตกแต่งต่างๆ ของบ้านหลักประมาณ 4 สีครับ อาจจะอยู่ในช่วง 3-5 สีก็ได้ แต่ไม่ควรขาดและไม่ควรเกิน เพราะ ถ้าเราแต่งบ้านเพียง 2 สีบ้านจะดูจืด และจะทำให้เบื่อเร็ว หรือถ้าเราแต่งบ้านโดยใช้สี เกิน 5 สี อาจจะเยอะไปและรู้สึกว่าลายตาได้ การเลือกสีหลัก 4 สีจะทำให้เรารู้สึกว่ามี Moving ของสี (ข้อมูลจาก icurtain.co.th)

รีวิวผ้าม่านในกระทู้นี้ ปุ้ยจะเล่าถึงการเลือกผ้าม่านในห้องนอนค่ะ มี 2 ห้อง คือ ห้องนอนหลัก และห้องนอนเด็ก
เริ่มที่ห้องนอนหลักก่อน
ตอนแรกติดตั้งผ้าม่านเป็นม่านปรับแสง (ม่านแนวดิ่ง) เอาม่านเก่ามาจากบ้านพี่สาวเค้าโละทิ้ง ก็เลยเอามาใช้งานชั่วคราว มันก็กรองแสงได้ดี ฝุ่นไม่เยอะ ดูเรียบร้อย แต่ว่า สไตล์มันไม่เข้ากับห้อง และไซส์มันแคบไป ถ้าเทียบกับขนาดของหน้าต่างค่ะ
(ดูในรูปด้านล่าง)


Before ม่านเก่า



หลังจากที่ตกแต่งห้องใหม่ ติดวอลเปเปอร์ บรรยากาศของห้องก็ดูดีขึ้น แต่ผ้าม่านนี่ซิ ไม่โอเคเลย

ก็เลยถึงคราวต้องเปลี่ยนผ้าม่านด้วย ดูรูปหลังติดตั้ง บรรยากาศในห้องดูดีขึ้นเยอะเลยค่ะ

รีวิวผ้าม่าน ภาพรวม 03

ปุ้ยก็สอบถามจากเพื่อน เค้าแนะนำร้านนึงมาให้ เค้าก็บริการดีค่ะ มาดูหน้างาน วัดที่ และมีผ้ามาให้เลือกหลายแบบ
(เดี๋ยวค่อยๆ เล่าให้ฟังทั้งเรื่องบริการและราคานะคะ)

ตอนนี้จะเล่าให้ฟังก่อนว่า ทำไมผ้าม่านในห้องนอน จึงเลือกเป็นผ้าม่านผ้า แบบจีบ
การเลือกฟังก์ชั่นของผ้าม่านเป็น 2 ชั้น ก็ช่วยให้ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งาน
- ผ้าทึบ ช่วยกันแสงแบบ 100% และให้ความเป็นส่วนตัวมาก ใช้เวลานอน ต้องการความเงียบสงบ
- ผ้าโปร่ง ช่วยกรองแสงบางๆ และช่วยพลางสายตาจากภายนอก ใช้เวลากลางวันที่ต้องการแสงและเห็นวิวภายนอกได้

เลือกวัสดุที่เป็นผ้า ก็จะให้อารมณ์ที่นุ่มนวล เหมาะกับบรรยากาศการพักผ่อนในห้องนอน และเราสามารถใส่ลูกเล่นต่างๆ ตามสไตล์ของเราให้เข้ากับการตกแต่งในห้องได้ง่ายด้วยค่ะ
ซึ่งสไตล์ของห้องนอนนี้ เป็นสไตล์ Modern Luxuary คือ ดูเรียบง่าย แต่แผงเทคเจอร์ที่ดูหรูหรา ปุ้ยจึงเลือกชนิดของผ้าที่มีลักษณะกึ่งมันเงา ทั้ง 2 ชั้น ซึ่งนอกจากจะได้เทคเจอร์ที่ดูหรูหราแล้ว ก็ยังช่วยในเรื่องลดการจับตัวของฝุ่นละอองบนผ้าอีกด้วย


ผ้าม่าน ทึบ โปร่ง
การเลือกสีของผ้า ก็ให้เชื่อมโยงกับสีหลักๆ ที่เราใช้ในการตกแต่งห้องค่ะ โดยปุ้ยยึดตามสีของวอลเปเปอร์
ผ้าทึบ ปุ้ยเลือกสีเบจทองอ่อนๆ สีใกล้เคียงกับวอลเปเปอร์ด้านที่เรียบๆ
ส่วนผ้าโปร่ง ปุ้ยเลือกสีเงิน ซึ่งก็จะใกล้เคียงกับสีพื้นของวอลเปเปอร์ลายสก็อต ตรงผนังด้ายเดียวกับหน้าต่างนั่นแหละ และลายก็เลือกให้มีเส้นลายทาง ช่วยเพิ่มความวิ๊ง เพิ่มมิติของเทคเจอร์ และช่วยให้พลางตาจากภายนอกได้ดีขึ้นค่ะ
นอกจากนั้นแล้ว ปุ้ยขอให้เค้าใส่ลูกเล่นเพิ่มเติม คือ ใส่กุ๊บของเส้นสีดำ ช่วยให้ผ้าเรียบๆ ดูมีสไตล์ขึ้นมาทันตา


รีวิวผ้าม่าน ภาพรวม 01

รีวิวผ้าม่าน ภาพรวม 02

รีวิวผ้าม่าน โปร่ง+ทึบ 01

รีวิวผ่านม่าน ม่านโปร่ง

ผ้าโปร่ง ที่มีลวดลาย ช่วยให้พลางตาจากภายนอกได้มากขึ้น และเพิ่มเทคเจอร์เวลาโดยแสงดูมีมิติขึ้นค่ะ

รีวิวผ้าม่าน ม่านทึบ

ผ้าทึบ เลือกสีมันเงา ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูหรูหราขึ้น และแต่งกุ๊นขอบสีดำเพิ่มทำให้ภาพรวมดูเก๋ขึ้น ไม่เหมือนใคร และก็ยังสอดคล้องกับสีของขอบหน้าต่างด้วย ไปกันได้ค่ะ



ตะขอเกี่ยวสายรัดผ้าม่าน เลือกวัสดุที่เป็นโลหะ สไตล์ของร้านนี้เค้าดูหรูดี อันนี้ทางร้านเลือกมาให้ค่ะ
เราแค่กำหนดว่า เอาสีเงิน หรือสีทอง เค้าก็ติดตั้งให้เรียบร้อย ไม่ทำให้วอลเปเปอร์เป็นรอย

ส่วนราวผ้าม่านและห่วงคล้อง มีหลาหลายสี หลากหลายสไตล์ให้เลือกค่ะ 
เลือกสีก่อน จะเอา ดำของเงิน หรือดำขอบทอง หรือเอาสีขาว สีเงิน หรือสีทองทั้งหมดก็ว่ากัน ปุ้ยเลือกสีดำของเงินให้สอดคล้องกับวงกบประตู/หน้าต่าง และสีเงินเข้ากับกรอบรูปที่แขวนตกแต่งบนผนังห้องค่ะ

สไตล์ของราว ที่ร้านเลือกให้เข้ากับสไตล์ของห้องนอนปุ้ยมาก ปุ้ยเห็นแล้วชอบเลยค่ะ

รีวิวผ้าม่าน ราวแขวน 03

รีวิวผ้าม่าน ราวแขวน 02

รีวิวผ้าม่าน โปร่ง+ทึบ 03

พอติดตั้งผ้าม่านชุดนี้เสร็จ มุมนี้ก็ดู มีสไตล์ขึ้นทันที ห้องนอนห้องนี้ก็ถูกเต็มเติมอย่างสมบูรณ์

รีวิวผ้าม่าน ภาพรวม 04

งบประมาณสำหรับผ้าม่าน ห้องนอนชุดนี้ ทั้งหมด คือ 6,400 บาท รวมหมดทั้งผ้าม่าน 2 ชั้น และราวม่าน
จากร้าน อิมสยามผ้าม่าน (iCurtain) เป็นร้านที่เพื่อนปุ้ยแนะนำให้ พอลองใช้บริการแล้วก็รู้สึกว่าโอเคมากค่ะ
ขอเล่านิดนึง เรื่องราคานี่ เราบอกเค้าก่อนว่าเรามีงบประมาณเท่าไหร่ แล้วเค้าจะช่วยเลือกผ้าม่านที่อยู่ในงบประมาณของเราได้ค่ะ จริงๆ แล้วผ้ามีหลายเกรด หลายยี่ห้อ ใครอยากได้ยี่ห้อนำเข้า แบรนด์ดังๆ ราคาสูง หรูหราเค้าก็มี แคตตาล็อคให้เลือกค่ะ
แต่ปุ้ยเน้นว่า ขอฟังก์ชั่นใช้งานเป็นหลัก ไม่มายด์เรื่องยี่ห้อ ซึ่งเค้าก็เสนอมาเป็นผ้าของโรงงานที่ร้านผลิตเอง ซึ่งจะถูกมากๆ อย่างที่เห็น ทั้งผ้าโปร่งและผ้าทึบ มีหลายสีให้เลือกเลย ผลลัพธ์ออกมาได้สตไล์ที่ชอบในงบประมาณที่ถูกใจ แถมคุณภาพการตัดเย็บ และคุณภาพของผ้าก็ดีกว่า ร้านที่ปุ้ยเคยสั่งตัดมาจากร้านที่ไปเดินตามงานเฟอร์นิเจอร์ค่ะ

ในเรื่องบริการก็ใช้เวลาในการผลิตไม่เกิน 7 วันค่ะ มาติดตั้งไม่เกิน 2 ชม. และถ้าผ้าตัดมาไม่พอดี หรือผ้ายับ เค้าก็นำกลับไปแก้ไขให้ แล้วมาติดตั้งใหม่อีกรอบค่ะ ปุ้ยแนบบิลมาให้ดูด้วย คือ ราคานี้จริงๆ





ในใบเสนอราคา ปุ้ยตัดส่วนบนที่เป็นข้อมูลส่วนตัวออกนะคะ จะเห็นว่า ราคามี 2 ส่วน
ห้องนอนล่าง 6,400 บาท ก็คือ ห้องที่รีวิวไป
ส่วนชั้น 2 ห้องนอนหน้า 15,600 บาท จะเป็นม่านม้วนในห้องนอนเด็กที่กำลังจะรีวิวต่อไปด้านล่างค่ะ




สำหรับห้องนอนเด็ก ก่อนหน้านี้ปุ้ยก็เอาม่านมูลี่กันเก่า จากบ้านพี่สาวที่เค้าโละทิ้ง มาติดใช้งานชั่วคราวเหมือนกันค่ะ คือ ใช้บังแสงได้ แต่ว่า ไม่เหมาะกับห้องนอนเด็กเลย เพราะว่า มูลี่จะมีฝุ่นเกาะเยอะ วัสดุเป็นอลูมิเนียมซึ่งจะมีน้ำหนักมาก เวลาเปิดปิดใช้งานจึงไม่สะดวก โดยเฉพาะเวลาดึงม่านขึ้น ใช้แรงเยอะมาก ทำความสะอาดก็ยาก ดังนั้นมูลี่อลูมิเนียมนี้ ไม่เหมาะสำหรับห้องนอนของเด็กเลยจริงๆ ค่ะ แต่ตอนนั้นที่เอามาใช้เพราะว่า ได้ฟรี ยังไม่มีตังค์ซื้อม่านดีๆ มาติดค่ะ ;)


Before ม่านมู่ลี่

รีวิวผ้าม่าน ม่านม้วน After

และหลังจากที่ลงทุนตกแต่งห้องนี้ เตรียมตัวจะมีเบบี๋ ก็หาข้อมูลเรื่องประเภทของผ้าม่าน และแล้วก็มาลงเอยกับผ้าม่านแบบม้วนค่ะ
เหตุผลที่เลือกผ้าม่านแบบม้วน มาติดตั้งในห้องนี้ คือ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน และวัสดุที่ไม่เก็บฝุ่น เป็นหลัก
ส่วนสไตล์ของม่านม้วนนั้น ก็เป็นแบบเรียบๆ ดูเข้าใจง่าย อาจจะไม่ดูฟรุ้งฟริ้งเท่าไหร่
แต่ถ้าต้องเลือก ในห้องนี้ก็เน้นฟังก์ชั่นมากกว่าความสวยงาม

วัสดุของม่านม้วน ก็มีหลากหลายให้เลือกค่ะ มีตั้งแต่เป็นผ้าและเป็นวัสดุสังเคราะห์ เกรดก็มีตั้งแต่ถูกมากๆ จนถึงแพงมากๆ
เทคนิคการเลือกม่านม้วน จะต้องคำนึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ ฟังก์ชันการใช้งาน และ งบประมาณที่มี
การที่จะเลือกมากม้วนให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจในวัสดุของม่านม้วนกันก่อน ซึ่งมี 3 แบบ คือ
  1. ม่านม้วนชนิดทึบแสง (Blackout) ผ้าม่านม้วนชนิดทึบแสง ผลิตจากใยผ้าหลากชนิด เช่น Polyester, Cotton, PVC เป็นต้น และมีการเคลือบด้วยกระบวนการทางเคมี ทำให้สามารถกันแสงแดดได้ถึง 100% เหมาะกับห้องที่ต้องการความมึด เช่น ห้องนอน ซึ่งผ้าม่านม้วนชนิดทึบแสงนี้ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ จึงทำให้ประหยัดไฟได้มากถึง 10% 
แสงจะไม่สามารถผ่านได้เลย และกัน ความร้อนได้ดีมากๆ เหมาะกับแสงแดดที่ร้อนจัด หรือห้องที่ต้องการความมืดสุดๆ เช่น โฮมเทียเตอร์ หรือ ห้องประชุมที่ฉายโปรเจคเตอร์
  2. ม่านม้วนชนิดกันแสง (Dimout) เป็นผ้าม่านม้วนชนิดกันแสง ผลิตจากใยผ้าหลากชนิด เช่น Ployester, PVC, Contton เป็นต้น โดยมีเปอร์เซ็นต์การทะลุผ่านของแสงขึ้นกับชนิดของผ้า เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการแสงสว่างบ้าง แต่ยังต้องการความเป็นส่วนตัว โดยมีเฉดสีและลวดลายให้เลือกมากที่สุด แสงจะผ่านเข้ามาได้ประมาณ 40% ทำให้ภายในห้องไม่มืดจนเกินไป และจะกันความร้อนได้ประมาณ 60%
  3. ม่านม้วนชนิดกรองแสง (Sunscreen) เป็นผ้าม่านม้วนชนิดกรองแสง ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์หลากชนิด เช่น Fiberglass, Vinyl, Polyester, PVC และ Cotton โดยมีเปอร์เซ็นต์การทะลุผ่านของแสงขึ้นกับชนิดของผ้า 
มองทะลุด้านนอกได้ กันแสงได้ประมาณ 40-50% เนื้อม่านจะมีรูเล็กๆ ถ้าด้านนอกโดนแดดจัด จะไม่แนะนำ เพราะจะไม่สามารถกันความร้อนได้เท่าที่ควร แต่จะเหมาะกับการใช้กั้น ระหว่างห้อง หรือ สำหรับห้องที่แดดที่ไม่ร้อนมาก

ทั้ง 3 แบบนี้มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทำให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันที่แตกต่างกัน
ในเรื่องของงบประมาณ โดยปกติแล้วม่านม้วนแบบทั้ง 3 แบบ ผ้าม่านม้วนแบบ Dim out จะมีราคาถูกที่สุด ส่วนม่านม้วนแบบ Sunscreen และ Block out จะมีราคาพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าและคุณสมบัติของม่านม้วนประเภทนั้นๆ เช่น ม่านม้วน Sunscreen แบบ Reflection หรือม่านม้วนแบบทึบแสงหลังโฟมสีเดียวกัน จะมีราคาค่อนข้างแพงกว่าผ้าม่านม้วนประเภทเดียวกัน


รีวิวผ้าม่าน ม่านม้วน 01

ผ้าม่านม้วน

สำหรับในห้องนอนเด็กนี้ ปุ้ยเลือกผสมม่านม้วนแบบ 2 ชั้น คือ Dim out (ทึบกว่า) และ Sunscreen (โปร่งกว่า)
โดยเลือกเป็นสีที่ต่างกัน ด้วย คือ โทนเทาอ่อน (เป็นโทนเย็น) กับสีออฟไวท์หรือสีครีมอ่อนๆ (โทนอุ่น)
เลือกแบบนี้จะช่วยให้ผสมการใช้งานได้หลากหลากค่ะ มีภาพตัวอย่างให้ดู


รีวิวผ้าม่าน ม่านม้วน เปรียบเทียบแสง
--- รูปนี้ถ่ายตอนเช้าค่ะ ----

[ขวาบน] เปิดม่านขึ้นหมด แสงก็เข้าแบบเต็มๆ 100%
[ซ้ายบน] ปิดม่าน Sunscreen สีออฟไวท์ แสงเข้าแค่ 60% เป็นแสงโทนอุ่น และสามารถมองเห็นวิวด้านนอกได้
[ขวาล่าง] ปิดม่าน Dim out สีเทาอ่อน แสงเข้าแค่ 40% เป็นแสงโทนเย็นลง สำหรับช่วงบ่ายๆ
[ซ้ายล่าง] ปิดม่านลงทั้ง 2 ชั้น ก็จะมีแสงลอดเข้ามาเพียง 15% ถ้าปิดม่านหมดทั้งห้องก็จะค่อนข้างมืดเลย เหมาะกับการนอนกลางวัน
เหตุผลที่ปุ้ยไม่เลืกแบบ Black out ไปเลย เพราะว่า ปุ้ยเป็นคนไม่ชอบอยู่ในที่มืดๆ ค่ะ แต่พอผสมม่าน 2 ชั้นก็ไม่มืดจนน่ากลัว แต่ก็หลับไปสบายค่ะ

ห้องนี้มีหน้าต่าง 3 บาน ม่านม้วน 6 ชุด (1บาน ติด 2 ชั้น) ก็ 15,600 บาท
ถือว่าราคาโอเคอยู่นะคะ พอเปลี่ยนม่านแล้ว ห้องก็ดูดีขึ้น สามารถใช้แสงได้ตามความต้องการมากขึ้นค่ะ
ดูแสงตอนบ่ายๆ ด็ดูอบอุ่นดี


KidRoom ม่าน 01

KidRoom ม่าน 02

วันนี้ขอจบกระทู้ด้วยภาพบรรยากาศในห้องนอนเด็กค่ะ
ไว้กระทู้หน้าจะมารีวิวการตกแต่งห้องนอนเด็ก เวอร์ชั่น 2 นะคะ
หวังว่ากระทู้นี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลและตัดสินใจเลือกติดตั้งผ้าม่านอยู่นะคะ
วันนี้ไปละ บั๊ยบายค่าาา

ข้อมูลเพิ่มเติม ร้านผ้าม่าน www.facebook.com/iCurtainfanpage และ www.curtain.co.th

#รีวิวผ้าม่าน #ม่านม้วน #ม่านจีบ





Create Date : 04 สิงหาคม 2559
Last Update : 25 ธันวาคม 2559 23:17:14 น.
Counter : 4560 Pageviews.

0 comment
DIY Renovate "ห้องนอน" ถ้าทำแล้วมีความสุขขึ้นขนาดนี้ รู้งี้ทำไปตั้งนานแล้ว


สวัสดีค่ะ วันนี้กลับอีกครั้ง จะมาพูดถึงการตกแต่งห้อง สไตล์ DIY กันต่อ หลังจากที่ได้รีวิวไปแล้ว 4 ห้อง (ห้องนอนเด็ก ห้องเก็บของ ห้องทำงาน และมุมบิวตี้โถงทางเดิน)
สำหรับห้องนี้ปุ้ยตั้งใจจะรีโนเวททำให้เป็นของขวัญวันเกิดของสามีและของขวัญวันครบรอบแต่งงาน 2 ปี ของเราค่ะ
ห้องนอน ขนาด 3.5x4 m (มีบันไดในห้อง) ห้องน้ีเป็นห้องนอนหลัก (แต่ขนาดเล็ก) เพราะเน้นฟังก์ชั่น คือ ไว้นอนอย่างเดียว และเอาไว้เก็บเสื้อผ้าของสามี (ใต้บันได) ส่วนบันไดจะเดินไปสู่ห้องแต่งตัวของปุ้ยอยู่ชั้นบน




---------- มีคนถามเยอะมากว่า บันไดในห้องนอนทำไปทำไม ? ----------
ตอนแรกเดิมที ปุ้ยออกแบบให้มีบันได เพราะว่าชอบอารมณ์ห้อง Duplex ในคอนโดหรือโรงแรม รู้สึกว่าเจ๋งดี แล้วก็ตอนออกแบบบ้าน ปุ้ยเอามาปรับใช้ เพราะว่าสามีนอนกรน ช่วงแต่งงานแรกๆ ปุ้ยนอนไม่หลับเลย (แรกๆ เช่าคอนโดอยู่กันก่อนจะมีบ้านค่ะ) ปุ้ยเลยคิดขึ้นมาได้ว่า เอาไอเดียห้อง Duplex มาใช้ แล้วกะว่าแยกกันนอนคนละชั้น แต่ยังมีบันไดเชื่อมกัน จะได้ไม่โดนครหาว่าแยกห้องนอน (คือ ยังเป็นห้องเดียวกันอยู่)
แต่ว่า เอาเข้าจริง ตอนหลัง ปุ้ยไปฝังเข็ม รักษาคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ แล้วก็ทำให้ไม่ได้ยินเสียงกรนอีกเลย เพราะว่าช่วยให้ปุ้ยก็หลับง่ายขึ้น เลยสรุปไม่ได้แยกกันนอนค่ะ

Inspiration ที่ปุ้ยคิดไว้ตอนที่ออกแบบห้องนี้ ประมาณว่ามีเตียงกับตู้เสื้อผ้าใต้บันได คือ เห็นจากเว็บ pinterest
แล้วหลงรักไอเดียของตู้เสื้อผ้าใต้บันได เพราะดูเหมือนการใช้ที่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า





ดีไซน์ในห้องนี้ เน้นเอาใจคุณผู้ชาย ดังนั้นการแม็ทสีและดีไซน์ ปุ้ยจึงเลือกใช้สีดำ ทอง น้ำตาล และเงินหรือไอเท็มที่แวววาว ทุกอย่างดูเข้าเหลี่ยมเข้ามุม (ไม่มีลายโค้งมนหรือหวานช้อย) และมิกซ์เข้ากับเฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้ม ให้ออกมาดูหรู แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้งบท่ีไม่แพงจนเกินไป ซึ่งห้องนี้เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของปุ้ยเอง ภูมิใจและเรียกได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นโตให้กับเค้าเลย ปุ้ยตั้งงบกับห้องนี้ไว้ ที่ 55,000 บาทค่ะ

ก่อนที่จะเล่าถึงที่มาที่ไป และไอเดียในการแต่งห้องนี้ มาดูรูปผลงานที่สำเร็จแล้ว ยั่วน้ำลายกันก่อน

-------------- ภาพหลัง รีโนเวทเสร็จแล้ว ภาพจริง บรรยากาศจริง ค่ะ --------------



[ถ่ายรูปในวันที่แดดออก แสงเข้ามาทำให้ห้องที่ใช้เฟอร์นิเจอร์สีเข้ม ดูสว่างสดใสขึ้นเยอะเลย]




สำหรับบล็อกนี้ อาจจะรีวิวไปพร้อมกับการเล่าเนื้อหาแนวไลฟ์สไตล์ไปด้วยนะคะ เพราะห้องนี้มีเรื่องราวของเค้าค่ะ
อย่างที่เกริ่นตอนต้น โดยใช้คำว่า “รีโนเวท” เพราะว่าห้องนี้เป็นห้องนอนที่เราใช้ซุกหัวนอนกันมาตั้งแต่บ้านยังสร้างไม่เสร็จค่ะ แล้วก็ทนๆ อยู่กันไปแบบนี้ เพราะว่าไม่มีงบมาตกแต่งซะที
ถ้าใครได้ติดตามเรื่องราวการสร้างบ้านของปุ้ยจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็นห้องๆ นี้ในวันนี้ มันผ่านอะไรมามากมายค่ะ มีปัญหาตั้งแต่คราวที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน เราต้องมารับชะตากรรมจากช่างทาสี ที่รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ เลวร้ายสุดๆ คือ เราย้ายเข้ามาอยู่มานอนแล้ว สีก็ยังทาไม่เสร็จ แต่จำเป็นต้องย้ายเพราะว่า สัญญาเช่าคอนโดหมด (เป็นภาพที่ไม่น่าดู เลยต้องทำสีเป็น Sepia ค่ะ 555)



ภาพที่เห็นเราต้องใช้เตียงเก่าของสามี (ที่เค้าบอกว่านอนมาตั้งแต่เด็ก) ขนมาจากบ้านแม่ ส่วนของที่แพ็คมาจากคอนโดก็ต้องเอาถุงพลาสติกคลุมไว้ เพราะกลัวฝุ่นและสีหกใส่ อีกทั้งยัง Unpack ไม่ได้ จะทำอะไรก็ลำบากมากค่ะ อยู่กันสภาพนี้ 2 สัปดาห์กว่าช่างทาสีจะยอมมาทาสีต่อ แล้วก็พอทาสีเสร็จ ออกมาย่ำแย่กว่าที่คิดไว้เยอะ จนหมดกำลังใจจะทำอะไรต่อ เพราะเงินก็หมด แต่ก็อดทนค่ะ



ต่อมาพอบ้านเสร็จ ช่างทุกอย่างออกจากบ้านไป เราก็ไปซื้อราวแขวนผ้าราคาถูกๆ อันละ 100 - 200 กว่าบาท มาติดผนัง เพื่อให้อยู่ได้ แล้วก็มีเฟอร์นิเจอร์จากคอนโดนิดหน่อยที่ขนมาใช้ต่อที่บ้าน
สภาพเป็นแบบนี้ก็อยู่กันมา 1 ปีเต็มๆ เวลาใครไปใครมา ก็ไม่ค่อยอยากให้เข้ามาดูห้องนอน เพราะว่า “อาย” ค่ะ (ห้องนอนเป็นห้องที่อยู่ชั้นล่าง ใครๆ ก็ชอบถามว่าห้องอะไร จะขอดู)
สามีเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ค่ะ เค้าอยู่ได้ (เราก็ต้องอยู่กับเค้า แบบจำยอม) 

แต่ปุ้ยฝันมาตลอดว่าอยากทำห้องนี้ให้มันออกมาดี มันควรเป็นห้องที่เราอยากอยู่ที่สุดในบ้าน มันคือ ห้องของเรา

โอเค ขอจบดราม่าแค่ตรงนี้ ต่อไปจะเล่าถึงการรีโนเวทห้องให้ฟังค่ะ

-------------- ภาพก่อน การรีโนเวท
--------------

ภาพ Before ทุกๆ มุมของห้องก่อนทำการ Renovate


การรีโนเวทครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงามเท่านั้นค่ะ แต่เป็นการรีโนเวทพฤติกรรมที่ควรปรับเปลี่ยนให้ไปในทางที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นด้วย ได้แก่

- การหันเตียงนอนให้ถูกต้อง (อยากเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ว่าไม่มีใครช่วยย้ายเตียง)
- การทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็น
- การจัดระเบียบเสื้อผ้าและสิ่งของ

- การจัดให้เป็นหมวดหมู่และให้หยิบใช้สะดวก

- การตกแต่งบรรยากาศห้องให้ดูสวยงาม น่าพักผ่อน
- และผลลัพธ์ คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบที่ปุ้ยคาดไม่ถึง


ไหนๆ จะจัดทั้งที่ก็ถือโอกาสทำทีเดียวเลย
เฟอร์นิเจอร์ย้ายออก แล้วก็ติดวอลเปเปอร์ ด้วยค่ะ (แต่ปุ้ยติดวอลเปเปอร์หลังติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ก็ทำได้ไม่ยากค่ะ เพราะว่าตู้ไม่ได้เป็นบิวท์อิน แค่ยึดติดผนังไว้แบบ เคลื่อนย้ายได้) การติดวอลเปเปอร์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ช่างทาสีแสนห่วย (ที่เกริ่นไว้ตอนแรก) ทาสีไม่เรียบทำให้ห้องนอนของเราเป็นสไตล์ลอฟท์ ดูไม่เรียบร้อย ส่งผลให้เวลานอน รู้สึกไม่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ 
หลังติดวอลเปเปอร์ แล้วช่วยให้ห้องดูสะอาดตาขึ้น แสงในห้องและเทคเจอร์จะดูดีขึ้น เรียบร้อยและดูมีฟิลลิ่งมากขึ้นเยอะเลยค่ะ
มุมใต้บันได ดูดีขึ้นหลังจากติดตั้งตู้เสื้อผ้าแบบ Open Closet และติดวอลเปเปอร์ลาย Dandy Check (จาก Zaran Wallpaper) ส่วนผนังที่เหลือเป็นลายเรียบๆ เพื่อส่งเสริมให้ลายหลักของเรา ดูดโดดเด่น ผนังส่วนอื่นๆ จึงเป็นสีเบจอ่อนๆ ที่มีเทคเจอร์วิ้งๆ รับกับแสงไฟ สวยงามมาก ช่วยให้ห้องดูแพงขึ้น ดูหรูขึ้นได้จริงค่ะ



ฝันมานานแล้วอยากทำตู้เสื้อผ้าใต้บันได (ก็เลยเป็นหนึ่งเหตุผลที่ออกแบบให้มีบันไดในห้อง) ซึ่งปุ้ยตั้งใจจะให้เป็นตู้เสื้อผ้าแบบเปิดโล่ง (Open Closet) ซึ่งคนไทยมักจะเรียกว่า ตู้เสื้อผ้าวอร์คอิน (Walk-in Closet)

จากการเดินสำรวจตลาดเฟอร์นิเจอร์หลายๆ ที่ ปุ้ยก็ตกลงปลงใจกับดีไซน์รุ่น ILLUSION SERIES เป็นโครงอลูมิเนียมพ่นสีดำ บานไม้อัด หน้าบานพ่นไฮกลอส และชั้นวางสีไม้ ปุ้ยคิดว่าดีไซน์นี้มันดูเหมาะกับผู้ชายมากค่ะ (จริงๆ เค้ามีสีขาวด้วย) ตู้นี้ปุ้ยได้มาจากอินเด็กซ์ (Index Living Mall) ก่อนจะคำนวณราคา เค้าจะมาวัดพื้นที่จริง แล้วก็ออกแบบก่อนว่าต้องใช้เสาสูงเท่าไหร่ จะแต่งส่วนได้กี่ล็อก แล้วจะใช้ฟังก์ชั่นอะไรใส่ลงไปได้บ้าง สำหรับพื้นที่เล็กๆ ใต้บันไดนี้ พื้นที่ใช้งานจริงที่สามารถติดตั้งได้ คือ 1.8 เมตร ความสูงไล่ระดับด้วย เค้าต้องมาวัดอย่างละเอียดเลยค่ะ เสร็จแล้วก็ออกแบบสามมิติ แล้วก็ตีราคาออกมาตามชิ้นอุปกรณ์ที่ใช้ ราคาคิดแยกเป็นชิ้นๆ เลย ส่วนการติดตั้งก็ง่ายมาก ทั้งชุดนี้ช่างจากอินเด็กซ์มาติดตั้ง 3 คน ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เองค่ะ

- เสาอลูมิเนียม+ชุดปรับขา 4x1,995 = 7,980 บาท
- ชุดข้อต่อเข้าผนัง 4x590 = 2,360 บาท
- แผ่นชั้นไม้ 80x40 cm = 600 บาท
- ชุดราวแขวนเสื้อสแตนเลส 40 cm 2x490 = 980 บาท
- ชุดราวแขวนเสื้อสแตนเลส 60 cm = 690 บาท

- กล่องบนบานเปิดขึ้น 60 cm = 5,090 บาท
- ลิ้นชัก 3 ชั้น 60 cm =10,900 บาท
- ลิ้นชักแขวนกางเกง 80 cm = 4,290 บาท
- ตัวรับชั้น 6x690 = 4,140 บาท
- ตัวยึดโครงตู้กับเสาอลูมิเนียม 3x590 = 1,770 บาท
- แผ่นชั้นราวแขวน 40x40 cm 2x310 = 620 บาท
รวมทั้งสิ้น 39,420 บาท

เดิมทีแล้วตั้งงบกับตู้ไว้แค่ 15,000 บาท เกินมา 2 เท่านิดๆ 
สำหรับใครที่อยากได้ตู้แบบนี้ ถ้าไม่เอากล่องบานปิด หรือลิ้นชัก ก็น่าจะใช้งบประมาณ 20,000 
แต่ปุ้ยอยากให้มีลิ้นชักเพราะอยากให้ดูเป็นระเบียบ และให้มีส่วนที่เก็บของกันฝุ่นด้วย
ถ้าใครไปซื้อ เค้าจะเคาะราคามา แล้วถ้าเราไม่อยากได้ชิ้นไหน ก็ตัดออกได้ค่ะ เค้าก็จะไปทำราคามาให้ใหม่อีกรอบ
โครงสร้างของตู้เสื้อผ้านี้ เป็นแบบปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้เอง (Flexible) ดังนั้นเราอาจจะตั้งงบเพื่อซื้อโครงและฟังก์ชั่นจำเป็นมาติดตั้งก่อน และ
ข้อดีคือ ในอานาคต ถ้าเราอยากเพิ่มชั้นวาง ก็ซื้อมาเพิ่มเองได้ ส่วนชั้นวางที่ติดตั้งแล้ว สามารถถอดและ เปลี่ยนระดับความสูงได้เองค่ะ ปุ้ยลองทำดูแล้วไม่ยากนะ

ทีนี้มาพูดถึงฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่ปุ้ยออกแบบไว้ให้สามี กันค่ะ

---------- หลายคน คอมเมนท์ว่า "ราวแขวนแค่นี้ไม่น่าจะพอ" ----------
แต่จริงๆ มันพอค่ะ เพราะรูปนี้ถ่ายจากชีวิตจริง ไม่ได้จัดฉากมา เพราะห้องนี้อยู่จริง ใช้งานจริงค่ะ

คำถามต่อมา
---------- มันจะใส่ข้าวของเสื้อผ้าพอได้อย่างไร ----------
นั่นคือ คำตอบที่ปุ้ยจะเล่าให้ฟัง



เทคนิคการจัดระเบียบ ที่ได้ไอเดียสรุปมาจาก ทฤษฎีของ KonMari method (นักจัดระเบียบชื่อดังของญี่ปุ่น) และ Kyoko Ikeda (จากหนังสือชื่อ ทำไงดี! อยากจัดห้องให้เนี้ยบๆ) ดังนี้
  1. ทิ้งของที่ไม่จำเป็น หรือถ้าเลือกไม่ถูก คือ ของที่พอเห็นแล้วทำให้ใจเต้น (Spark Joy) ให้เก็บไว้
  2. อย่าเก็บของที่คิดว่าจะได้เอามาใช้สักวัน เพราะคำว่า “สักวัน” จะไม่มีวันมาถึง
  3. อย่าให้ใครเข้ามาดูตอนเราทิ้งของ เพราะเค้าจะบอกว่าอย่าทิ้งเสียดาย (ใส่ถุงดำมัดเงื่อนตายไว้เลย)
  4. การตัดใจจากสิ่งของง่ายๆ โดยการไว้อาลัยกับสิ่งของ ด้วย “คำขอบคุณ” ที่เค้าได้รับใช้เรามา และขอให้เค้าจากไปอย่างมีความสุข
  5. จัดของที่เหลือ ตามหมวดหมู่การใช้งาน และพับเข้าที่ให้เป็นระเบียบ
  6. ของทุกอย่างต้องมองเห็น จะได้หยิบมาใช้ได้ ไม่ลืมว่าไว้ตรงไหน
  7. การวางทุกอย่างแบบตั้งขึ้น จะทำให้เห็นง่ายขึ้น เพราะไม่ถูกชิ้นอื่นทับ
  8. ที่สำคัญต้องหยิบใช้สะดวกด้วยนะคะ

เนื่องจากห้องเราเล็กและก็ไม่ได้มีที่เก็บของมากนัก
เพราะฉะนั้น ในห้องนี้ จะมีฟังก์ชั่น แค่สำหรับ การนอน เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของสามี
ส่วนของส่วนตัวของปุ้ย เก็บห้องอื่นค่ะ

สำหรับห้องนี้ ตู้เสื้อผ้าเรามีพื้นที่จำกัด ตามที่เห็นว่ามีที่แขวนเสื้ออยู่แค่ราวเดียวเล็กๆ
เราควรคัดเลือกเสื้อผ้าข้าวของ ให้เหลือเท่าที่ใช้งานจริงๆ
ของส่วนใหญ่เป็นของสามี ดังนั้นเราเป็นคนทิ้ง ไม่มีคำว่า เสียดาย 555

ข้อดีของสามีปุ้ย คือ เค้าเป็นคนสมบัติน้อยค่ะ ไม่ค่อยมีของสะสม และไม่บ้าแต่งตัว
แต่ว่าบางทีก็ใช้ของบางอย่าง จนมันน่าจะหมดอายุขัยแล้ว ก็ยังไม่ปล่อยมันไปเกิดใหม่ค่ะ

ข้าวของจะมี เสื้อเชิ๊ตใส่ไปทำงาน (12 ตัว) เสื้อเชิ๊ตที่ไม่ค่อยได้ใช้ (10ตัว) กางเกงใส่ไปทำงาน (6 ตัว) เสื้อลำลอง (10 ตัว) กางเกงลำลอง (8 ตัว) ถุงเท้า กางเกงใน และข้าวของส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ

สิ่งที่เราจัดการ คือ ทิ้งเสื้อผ้าที่เก่าจนย้วย เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้ว ทิ้งขยะพวกนามบัตร บิล ใบเสร็จ (ไม่รู้เก็บไว้ทำไม)

แต่สิ่งที่เราแอบเก็บไว้ให้ คือ เสื้อเชิ๊ตไซส์ XXL เพราะตอนนี้เค้าผอมลง เหลือใส่ไซส์ L2 
จริงๆ ควรจะทิ้งไปเลย จะได้ไม่มีข้ออ้างในการกลับมาอ้วนอีก เพราะว่าไม่มีเสื้อใส่ ถ้าอ้วนอีกคราวหน้า ก็คือ ต้องถอดเสื้อไปทำงานแล้วหละ (เดี๋ยวเขียนบล็อกนี้เสร็จ จะเอาไปบริจาคเลย)
ถ้าเห็นจากรูปจะรู้ว่าข้าวของเค้าน้อยมาก พวกเน็คไท เสื้อสูท ก็ไว้ที่ทำงาน รองเท้าหนังมีหลายคู่ก็ไว้ท้ายรถ จริงๆ ผู้ชายก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแต่งตัวเยอะ (เพราะถ้าเยอะ เดี๋ยวจะแต่งหล่อไปจีบสาว)


ถ้าคุณผู้ชายที่บ้านใครข้าวของเยอะ เราลองช่วยเค้าทิ้ง+จัดระเบียบก็จะช่วยให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นได้อีกเยอะเลยนะคะ
ส่วนพวกเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น เสื้อโค้ทหรือชุดสำหรับใส่ไปเที่ยวประเทศหนาวๆ เราก็พับเก็บใส่กรุไว้ในตู้ ถ้าจะใช้ ค่อยไปรื้อมาค่ะ



ตามที่เห็น จัดระเบียบให้หมดแล้ว ทุกอย่าง ตู้ Wall-in Closet นี้เอาอยู่


ทีนี้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังเป็นส่วนๆ ว่ามันใช้งานได้จริงยังไง




แอบแต่งแสง ด้วยโคมไฟเส้น LED เพิ่ม (ที่รีวิวไว้เมื่อบล็อกที่แล้ว) ทำให้มุมนี้ดูหรูหรา น่าสนใจขึ้นเยอะเลย





ฟังก์ชั่นการใช้งานของตู้นี้ เหมาะมากสำหรับคนของไม่เยอะอย่างสามีเรา เพราะว่าถ้าเยอะจนแน่นเกินไป จะดูไม่ค่อยสวย เสื้อเชิ๊ตที่ใส่จริงๆ มี 12 ตัวเองค่ะ ที่แขวน 4 ตัว แล้วที่เหลืออยู่ในตระกร้าเตรียมซักอีก 3 ตัว ซักแล้วยังไม่ได้รีด อีก 5 ตัว (กระจายอยู่ตาม Process การซัก-ใส่) 

ไม้แขวนเสื้อ สีดำซื้อมานานแล้ว แต่ไซส์เล็กเหมาะกับเสื้อผู้หญิง และสีแดงเป็นไซส์ใหญ่เหมาะกับเสื้อของผู้ชายมากกว่า ไม่แขวนทั้ง 2 แบบจากอินเด็กซ์ (ไซส์ใหญ่สีดำเค้าก็มีนะคะ แต่สีแดงนี่ได้รับมรดกมาจากบ้านพี่สาวค่ะ พอมาวาง ก็ดูเด่น กลายเป็นกิมมิกไปอีกแบบ)

ตู้วางของซื้อมานานแล้ว ได้เอามาประยุกต์ใช้ก็งานนี้ จริงๆ เป็นตู้ที่ใช้วางของใส่ห้องน้ำค่ะ (แต่ช่างไม่ยอมติดตั้งให้) ก็เลยนำมาใช้งานกับตู้เสื้อผ้าแบบเปิดโล่งนี้ ดูเข้ากันดีและโทนสีก็ไปกันได้

ปุ้ยถอดบานปิดออกด้านนึง เพื่อให้เปิดใช้งานง่าย สะดวกหยิบใช้ของที่ใช้บ่อยๆ วางไว้ด้านที่ไม่มีบานปิด ส่วนอะไรที่นานๆ ใช้ที ก็ไว้ด้านที่มีบานปิด แบบนี้ก็ทำให้ดูไม่รกจนเกินไป

ภายในตู้บานปิด
ที่เก็บของ พยายามเลือกที่แบบ “เห็นของข้างใน” อย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้สะดวกในการหยิบใช้ค่ะ



ปุ้ยประยุกต์ใช้จากกล่องตะแกรงลวดสีดำ ที่ใช้สำหรับใส่ของในสำนักงาน และกล่องลิ้นชักจิ๋วใสๆ 

ทั้งนี้หมดนี้ก็ซื้อจากอินเด็กซ์ แต่ละชิ้นประมาณ 29 - 199 บาท ไม่เกินนี้ค่ะ



มุมสะสมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

อันนี้ไม่ได้สนับสนุนนะคะ แต่ว่าเค้าขอไว้ เค้าอยากได้ ความฝันของเค้า
ปุ้ยก็เลยไปซื้อ ที่วางขวดไวน์อะคริลิก มาให้ใช้ไปก่อน ซื้อจากอินเด็กซ์ ราคา 890 บาท
ปกติจะชอบซื้อเวลาไปดิวตี้ฟรี ก่อนหน้านี้ซื้อเยอะมาก ช่วงนี้ก็เลยสั่งงด ตอนนี้เหลือแค่ขวดเดียวที่กินไม่หมดค่ะ

ถัดมา ที่แขวนกุญแจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้แขวนแว่น กับเครื่องประดับได้ด้วย ซื้อจากอินเด็กซ์ เหมือนกันค่ะ แต่ปุ้ยลืมจดราคาไว้
กล่องลิ้นชักพลาสติกจิ๋วๆ ใสๆ จากอินเด็กซ์ ราคา 99 บาท

Accessories พวกหมวกกับสายเอี๊ยม ปุ้ยซื้อมาให้เค้าเอง เห็นแล้วชอบ ปุ้ยประยุกต์ใช้ไม้แขวนกระโปรง เอามาแขวนให้ค่ะ ก็ดีเก๋ดีนะ จริงๆ แขวนพวกเนคไทกับโบว์ไทได้ด้วยค่ะ


ส่วนต่อมาเป็น ลิ้นชัก แขวนกางเกง อันนี้ปุ้ยชอบเป็นการส่วนตัว ก็เลยเอาฟังก์ชั่นนี้มาใส่



ช่องใส่ของเหนือชั้นแขวนกางเกง ปุ้ยเอากล่องกระดาษ มาไว้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ โดยแยกตามประเภทและเขียนป้ายชื่อติดไว้ อย่างชัดเจน จริงๆ กล่องนี้ซื้อมานานมากแล้วตอนอยู่คอนโด พอย้ายบ้าน เกือบจะทิ้งแล้ว พอดีไซน์ตู้มีสีน้ำตาล เลยนึกขึ้นได้ ไปหยิบมาใช้ มันก็ดูเข้ากันได้พอดีเลยค่ะ

กล่องอเนกประสงค์จากอินเด็กซ์ ราคา 139 บาท

ถัดมาเป็นตะกร้าใส่เสื้อผ้าเตรียมซัก จากอินเด็กซ์ ราคา 469 บาท อันนี้ก็ชอบค่ะ 
ใช้ของอินเด็กซ์ มาหลายอันแล้ว พอเจออันนี้ ก็ปิ๊งเลย เหมาะกับสไตล์ห้องนอนห้องนี้สุดๆ เพราะเป็นสีดำขอบขาว แล้วก็มีแยก 2 ส่วน คือ ผ้าสีเข้มกับผ้าสีอ่อน




ส่วนอีกใบเป็นถังขยะ 20 ลิตร จากอินเด็กซ์ ราคา 359 บาท แน่นอนเลือกมาเพราะดีไซน์เข้ากับห้อง เป็นสีดำ แล้วปุ่มกดสีเงินค่ะ
ถังนี้ปุ้ยประยุกต์มาใส่ ถุงเท้าที่ใส่แล้ว เตรียมเอาไปซัก แล้วภายในใส่ถุงใส่ผ้าแบบที่มีหูหิ้ว ขนาดพอดีกับถัง เวลาไปซัก ก็หิ้วไปแต่ถุงใส่ผ้าด้านในค่ะ
 ไอเดียนี้ทำให้ แยกถุงเท้าออกจากเสื้อผ้าอื่นๆ แล้วก็ยังเก็บได้มิดชิด ดูสวยงามด้วยค่ะ




ชุดลำลอง ประกอบด้วย เสื้อยืด เสื้อบอล กางเกงบอล กางเกงขาสั้น คือ ชุดที่เค้าใส่ในวันหยุดค่ะ

พับๆๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็วางเก็บแบบตั้งไว้ จะได้เห็นครบทุกตัว ปุ้ยพยายามพับโดยหันมาร์คของเสื้อออกมาให้เห็นชัดๆ เพราะว่า บางทีเค้ามีเสื้อสีเดียวกันหลายตัว 
ส่วนเสื้อเชิ๊ตในลิ้นชัก ก็เช่นกันค่ะ พับแล้วหันวางในแนวตั้ง






ไอเดียของการจัดของ นอกจากจะทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญ เราจะต้องมองเห็นของทุกชิ้น เพื่อที่จะไม่หลงลืมว่า มีมันอยู่ และละเลยที่จะหยิบมาใช้ รวมถึง ช่วยแก้ปัญหา “การหานู่นนั่นนี่ไม่เจอ” ค่ะ

อีกไอเดียหนึ่งที่เก็บมาจากเว็บของฝรั่ง แล้วรู้สึกว่าน่าจะเวิร์คสำหรับสามี คือ การจัดระเบียบอุปกรณ์ชาร์จแบ็ตโทรศัพท์มือถือ
เพราะว่า ปุ้ยต้องหงุดหงิดทุกวัน ที่จะมาเก็บให้ คือไงรู้มะ เค้ามีโทรศัพท์ หลายเครื่อง ไหนจะแท็บเล็ตอีก แล้วเวลาชาร์จก็กองบนพื้น พอออกไปทำงานแล้ว พวกสายชาร์จ ปลั๊กพ่วง ก็กองระเกะระกะ บนพื้นนั่นแหละ จะกวาดจะถูอะไรก็ลำบาก (ขอบ่นให้เถอะค่าาาา)
เชื่อว่าหลายคนประสบกันปัญหานี้ค่ะ

ปุ้ยก็เลยจัดระเบียบให้โดยการซ่อนพวกปลั๊กและสายชาร์จไว้ในลิ้นชัก และก็ม้วนเก็บให้เป็บระเบียบ



แบ่งเป็น 2 ลิ้นชัก จะได้ไม่ทับกัน หรือพันกันสะเปะสะปะ
ชั้นบนไว้ชาร์จพวกโทรศัพท์มือถือ ส่วนลิ้นชักล่างไว้ชาร์จแท็บเล็ต ซึ่งมีขนาดใหญ่และกินที่มาก
แบบนี้ แก้ปัญหาชีวิตระเกะระกะ สะเปะสะปะ ไปได้เยอะเลยค่ะ




จบในส่วนของตู้เสื้อผ้าและการจัดเก็บข้าวของแล้วค่ะ
ยังไม่เหนื่อยกันใช่มั้ยคะ เรามาต่อกันที่
"มุมหลับพักผ่อน"




ปุ้ยปรึกษากับสามี เราตัดสินใจขยายไซส์เตียงจากควีนไซส์ เป็นคิงไซส์ (เผื่อมีสมาชิกเพิ่ม) จะได้นอนกันสบายๆ
เตียงคิงไซส์รุ่น GEHRY จากอินเด็กซ์ ราคา 21,900 บาท
ปุ้ยชอบรุ่นนี้ ตรงที่เป็นผิวบานไม้ไฮกลอสเงาวั๊บสีน้ำตาลดำ (ชอบสีนี้มากว่าน้ำตาลแดงอันเก่าเยอะเลย) ตรงขอบด้านหัวเตียงมีคิ้วขอบสีทองเหลือง ชอบตรงนี้ที่สุดค่ะ ทำให้ดูหรูหราขึ้น ส่วนรุ่นนี้ไม่มีหัวเตียง ก็ช่วยให้ดูเป็นระเบียบไม่รก 
แต่ปุ้ยเอาเบาะรองนั่งสีเบจขลิบขอบสีดำ มาวางไว้ ช่วยให้เตียงดูนุ่มนวลขึ้น เวลาพิงอ่านหนังสือก่อนนอนก็ดีเลยค่ะ

มุมเตียงนอน ปุ้ยย้ายหัวเตียงมาไว้ฝั่งทิศเหนือค่ะ พอเปิดประตูห้องเข้ามา ก็จะเจอเตียงหันออกมา
ปุ้ยก็ย้ายมานอนด้านซ้ายของเตียง (ด้านขวาของรูป) ซึ่งปุ้ยเคยรู้มาว่า ถ้าแต่งงานกัน ภรรยาควรนอนซ้าย สามีนอนขวา คราวนี้พอย้ายมาฝั่งนี้ปุ้ยเลยขอนอนทางซ้าย ส่วนสามีก็นอนฝั่งที่ติดกับตู้เสื้อผ้า ซึ่งเค้าจะได้หยิบใช้ของส่วนตัวเค้าได้สะดวกเลย ที่สำคัญต่อไปนี้ปุ้ยจะไม่ต้องเดินอ้อมไปขึ้นเตียงไกลๆ อีกแล้วววว นี่คือ ผลพลอยได้ที่แฮปปี้สุด



โต๊ะข้างเตียง เรางบไม่พอ ก็เลยไปเอาโต๊ะที่เคยซื้อไว้หลายปีแล้ว สีเข้ากัน มาวางด้านขวาของเตียง
ด้านขวา (ด้านที่สามีนอน) ไม่มีโคมไฟ เพราะว่าสามารถใช้ไฟตรงโครงเสาตู้เสื้อผ้าได้ ปุ้ยติดตั้งโคมไฟ LED แบบที่เปิด/ปิดด้วยระบบสัมผัสที่ โคมเลย สะดวกสุดๆ ใครสนใจเชิญอ่านรีวิวโคมไฟ ได้นะคะ (
DIY Style Review: โคมไฟเส้น LED อเนกประสงค์ Philips Linear wall lamp LED 1x3W )



ส่วนด้านซ้ายที่ปุ้ยนอน เอาเก้าอี้ม้านั่งสีดำมาใช้วางของ (ม้านั่ง จากอินเด็กซ์ 199 บาท) 
และมุมนี้เพิ่มไฮไลท์ด้วยการเอาโคมไฟ ที่มีดีไซน์เข้ากับเตียงมาวางไว้ค่ะ ทำให้มุมนี้ดูดีขึ้นมาทันตาเลย



โคมไฟ ตั้งพื้น รุ่น ROARKE จากอินเด็กซ์ ราคา 1,430 บาท
ขาโคมเคลือบสแตนเลส และหุ้มหนังสีน้ำตาล
ปุ้ยชอบโคมไฟอันนี้ เพราะนอกจากเรื่องดีไซน์แล้ว ยังฟังก์ชั่นมี ที่เปิด/ปิด แบบเชือกดึง สะดวกดี

เบาะรองนั่ง จากอินเด็กซ์ ราคา 199 บาท 

หมอนอิง จากอินเด็กซ์ สีดำ คำว่า Rock ตกแต่งด้วยหมุมสีทอง 139 บาท
ผ้าปูสีเขียวขี้ม้าและผ้านวมสีเบจทอง ได้มาจากการช็อปปิ้งงาน บ้านและสวนแฟร์ เซ็ทละ 3,990 บาท




ส่วนพื้นห้องนี้ใช้กระเบื้องยางลายไม้สีน้ำตาลเข้ม เลยทำให้ห้องดูทึมๆ ใครๆ เห็นก็คอมเมนท์ว่าสีพื้นเข้มไป

ปุ้ยเลยแก้ปัญหาด้วยการใช้เสื่อผืนใหญ่มาปูไว้ด้านล่างเตียงค่ะ ปุ้ยชอบสีขาวดำ พอวางดูก็เข้ากับสีกรอบรูปดีนะ

เหตุผลที่เลือกใช้เสื่อแทนที่จะเป็นพรม เพราะว่าที่บ้านฝุ่นเยอะ อากาศไม่หนาวเหมือนต่างประเทศ อีกทั้งแมวๆ ชอบมาปลุกตอนเช้าๆ ด้วย
ถ้าเป็นพรมก็จะมีแต่ขนแมวติดค่ะ พอใช้เสื่อก็ช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ แม้ว่าลายจะดูหวานกว่าจะเป็นสไตล์ผู้ชายแมนๆ ไปนิดนึง แต่โดยรวมก็ช่วยให้ห้องดูสว่างสดใสขึ้น พื้นนุ่มขึ้นเวลาสัมผัสเมื่อก้าวลงจากเตียงด้วยค่ะ เสื่อยี่ห้อนี้เค้าทอหนาแน่นนุ่มเลยค่ะ

เสื่อ PDM BRAND ลาย Stride ไซส์ XL ขนาด 180x270 cm 3,250 บาท

ต่อมา หัวเตียงและผนังฝั่งข้างๆ เตียง ปุ้ยซื้อกรอบรูปมาแขวนค่ะ แม้จะไม่ได้มีฟังก์ชั่นอะไรก็ตาม
แต่ก็ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูดีขึ้น เป็นมุมพักผ่อนที่ดูแล้วผ่อนคลายขึ้น
กรอบรูป พร้อมรูป จากอินเด็กซ์ ราคา 590 บาท

วอลเปเปอร์จาก Zaran Wallpaper สีเบจอ่อนๆ ช่วยให้ผนังดูนุ่มนวลขึ้น และมีเทคเจอร์ลายผ้า แซมกลิตเตอร์วิ้งๆ แบบกระจายห่างๆ ช่วยให้ดูหรูหราขึ้น ราคาตรม.ละ 350 - 550 บาท



ส่วนมุมด้านบนจริงๆ อยากเอาตู้แขวนบานไฮกลอสหรือบานกระจกเงา มาแขวน ไว้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ว่างบเราหมดแค่นี้จริงๆ ค่ะ





อีกด้านผนังของห้อง เป็นหน้าต่างบานใหญ่ รอเก็บตังค์ซื้อผ้าม่านสวยๆ มาเปลี่ยนค่ะ 
อันนี้รับมรดกจากบ้านพี่สาวมา ขนาดไม่พอดี ตอนแรกมีเอามาแปะเพิ่มให้มันบังหน้าต่างให้มิดๆ แต่พอติดวอลเปเปอร์ดึงออกมา ยังไม่ได้ติดกลับเข้าไป

ส่วนผนังตรงชานบันได ปุ้ยกำลังคิดว่าจะหานาฬิกาเก๋ๆ มาแขวน แต่ยังไม่เจอที่ถูกใจ (อยากได้สไตล์ที่ดูคลาสสิก แบบเรียบๆ ) 

ถ้าแขวนนาฬิกาตรงนี้ เวลาตื่นมาจะได้ดูเวลาพอดี
 ด้านล่างนานาฬิกาลงมา ก็คิดๆ ไว้ว่าจะหาชั้นวางของเล็กๆ มาวางพวกขวดน้ำหอมที่สะสมไว้ค่ะ


สรุปค่ะ งบที่ใช้ไปในห้องนี้ก็ ราวๆ 66,000 บาท (ไม่รวมค่าเสื่อกับวอลเปเปอร์)

ซึ่งเกินจากงบที่ตั้งไว้มา 11,000 บาท ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารงบ แต่ว่ายังไงก็ได้ความถูกใจและลงตัวมากๆ ค่ะ ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายาม ไม่รู้ว่าสามี เค้าดีใจแค่ไหน เพราะว่าไม่เคยถาม แต่ตอนนี้ก็นอนห้องสวยๆ นี้มา 1 สัปดาห์แล้วค่ะ

มาดูเปรียบเทียบกันแบบชัดๆ ว่าเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน



ขอบคุณสำหรับเพื่อนๆ ที่อ่านกันมาจนจบนะคะ บล็อกนี้ใช้ความพยายาม (ความถึก) อย่างมากเลย เพราะว่าถ่ายรูปยากมาก ปุ้ยถ่ายเองค่ะ ปกติห้องอยู่ในมุมที่ไม่ค่อยโดนแสง ต้องรอจังหวะวันที่แดดออกจ้าๆ เลย แถมห้องก็แคบ เลนส์ที่ยืมพี่สาวมาก็แบบว่าถอยจนสุดหัวติดผนังอีกฝั่งแล้วก็ยังเห็นมุมกว้างสุดแค่นี้ สรุปถ่ายอยู่ 5 วัน ถ่ายแล้วถ่ายอีก กดชัตเตอร์มา 3,000 กว่ารูป เลือกมาใช้ไม่ถึง 30 รูป 555

หลายคนอาจจะคิดว่า ห้องสวยเพราะถ่ายรูปสวยรึเปล่า บอกเลยว่า ไม่ใช่ค่ะ เพราะว่า ของจริงสวยกว่าในรูปมากๆ แต่ว่าความสามารถในการถ่ายรูปก็ไม่ได้มีมากมาย ใช้พยายามสุดๆ แล้วได้แค่นี้จริงๆ

ระหว่างทาง มีแมวๆ เจ้าขนมผิง เจ้าก้อนเมฆ และเจ้าปลาทู แวะเวียนกันมาให้กำลังใจ พร้อมป่วนเล็กๆ ค่ะ



ก่อนจะจบบล็อก ขอสรุปบางอย่างแต่สำคัญมาก ที่ปุ้ยมีหยอดไว้เล็กๆ ตอนต้นบล็อกว่า นี่ไม่ใช่แค่การรีโนเวทห้อง แต่มันคือ การรีโนเวทชีวิต หมายถึง ชีวิตคู่ค่ะ
 ปุ้ยไม่อายที่จะเล่าว่า เมื่อก่อน เราทะเลาะกันบ่อยมาก จนปุ้ยได้สังเกตและตระหนักถึงพฤติกรรมการทะเลาะของเรา (หลังอยู่ห้องรีโนเวทมา 1 สัปดาห์) สาเหตุก่อนหน้าที่ทำให้เราทะเลาะกันเพราะว่า

- บรรยากาศในห้องเก่า มันไม่ทำให้จิตใจสงบ ไม่ผ่อนคลายค่ะ 

- ปุ้ยแทบจะไม่อยากเข้ามานอน และไม่อยากจะตื่นมาพบบรรยากาศแย่ๆ ในห้องเก่า

- บรรยากาศที่ไม่ดี ทำให้จิตใจเราเครียด และทำให้หงุดหงิดง่าย

- ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน มักจะทะเลาะกัน “ในห้องนอน” และปุ้ยมักจะเริ่มต้นประโยคว่า “เบื่อ”

แต่ตอนนี้ชีวิตคู่เรา ถูกรีโนเวทไปพร้อมๆ กับห้องนอนห้องนี้
ทุกวันนี้พอเข้าห้องนี้ จะอารมณ์ดี คุยกันดี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่า ชีวิตคู่ของเรา “แฮปปี้” กันมากขึ้น และปุ้ยเพิ่งเข้าใจก็วันนี้เองว่า
การอยู่ในที่ดีๆ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ได้จริงๆ ค่ะ



ถ้าใครอยากจะเอาใจสามีหรือภรรยา หรือกำลังประสบปัญหาชีวิตคู่ ลองใช้วิธีการรีโนเวทห้อง สร้างบรรยากาศของความสุขแบบนี้
ปุ้ยเชื่อว่า อะไรๆ มันจะต้องดีขึ้น


หรือใครที่อยู่คนเดียว ลองหาโอกาสรีโนเวทห้องนอน ก็มันเหมือนได้รีโนเวทชีวิตของเราไปด้วย

เพราะชีวิตถ้าได้หลับสบาย และพบความสุขตั้งแต่ตอนลืมตาตื่น วันทั้งวันของเรา ก็จะมีความสุขค่ะ


บอกเลยว่าจบห้องนี้แล้วมีความสุขมากๆ เวลาได้นอนห้องสวยๆ มันช่างดีอย่างงี้นี่เอง

สุดท้ายนี้ขอบคุณสามีที่ตามใจ ให้เราจัดระเบียบ เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามใจเรา ไม่มีขัด ซักนิด

หวังว่าจะชอบของขวัญชิ้นนี้ ที่ภรรยาทำให้ด้วยความรักและความตั้งใจ <3
 แม้จะไม่เอ่ยปากชม แต่ดูก็รู้ว่า “ชอบใจ” อยู่ไม่น้อยค่ะ






ต่อจากนี้เก็บตังค์/หางบ กันต่อนะคะ จะมาตกแต่งแบบ DIY กันอีก ที่บ้านยังเหลือห้องมาให้เพื่อนๆ อ่านรีวิวเป็นไอเดียกันอีกเยอะ
ทั้งห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องซักรีด ห้องกินข้าว ทางเข้าบ้าน ห้องแต่งตัว ยังไม่ได้ทำเลยค่าาา

เอาเป็นว่า พบกันใหม่ในบล็อกหน้าแล้วกันค่ะ มีอะไรดีๆ มา DIY ให้ดูกันอีก รับรอง

บั๊ยบายค่าาา







Create Date : 30 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 25 ธันวาคม 2559 23:48:11 น.
Counter : 13790 Pageviews.

1 comment
DIY Style Review: โคมไฟเส้น LED อเนกประสงค์ Philips Linear wall lamp LED 1x3W






สวัสดีค่ะ วันนี้ปุ้ยมาชวน DIY กันต่อ ในเรื่องการติดตั้งโคมไฟเส้น LED อเนกประสงค์ ที่ใช้งานง่ายๆ เพียงแค่เสียบปลั้ก และต่อเข้าเป็นเส้นยาวได้ตามต้องการ แบบที่ไม่ต้องง้อช่าง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นกันใช้งานเก๋ๆ ด้วยการเปิด/ปิดแบบสัมผัส โดยไม่ต้องต่อสวิตซ์ใดๆ เพียงแค่แตะที่โคมไฟก็เปิดปิดเองได้แล้ว เท่สุดๆ ไปเลยค่ะ


ก่อนอื่นขอพูดถึงโปรดักซ์ที่เลือกมาใช้ในการ DIY นี้ก่อนค่ะ มี 2 แบบ

1) ขอเรียกว่า "ตัวแม่" Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED พร้อมหม้อแปลง รุ่น 30913 (Grey) สามารถใช้ตัวพ่วง รุ่น 30914 ได้เพิ่มอีก 3 ชุด

2) ขอเรียกว่า "ตัวลูก" Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED รุ่น 30914 (Grey)

ซึ่งโคมไฟเส้น LED ชนิดนี้เป็นไอเดียที่เหมาะกับ

  • ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ที่ติดตั้งเองได้แบบง่ายๆ เพียงแค่เสียบปลั๊ก และยึดเส้นโคมไฟด้วยตะปูเล็กๆ หรือติดกาว 3m ก็ได้ เพราะน้ำหนักเบามากค่ะ
  • ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ที่อเนกประสงค์ใช้งานได้หลากหลายจุด ทั้ง อ่างล้างจาน ตู้เสื้อผ้า ไฟหัวเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง เป็นต้น
  • ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ถอดประกอบและเคลื่อนย้ายได้ง่าย


อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการติดตั้ง

  • โคมไฟเส้นตัวแม่ + อะแดปเตอร์
  • โคมไฟตัวลูก (หรือตัวพ่วง)
  • ตัวเชื่อมโคมไฟ ในเซ็ทให้มา 2 แบบ คือ แบบสำหรับต่อเชื่อมเป็นเส้นตรง กับแบบสายไฟ สำหรับต่อห่าง หรือต่อแบบหักมุม
  • ตัวยึดผนัง แถมมาให้พร้อมโคมไฟ
  • เทปกาว 2 หน้าสำหรับยึดโคมไฟกับผนัง
  • อุปกรณ์อื่นๆ ดินสอ กรรไกร ตลับเมตร สะพานไฟ เป็นต้น



วิธีการติดตั้ง

  1. นำตัวแม่ (สังเกตจากมีขั้ว) ต่อด้านที่มีขั้วเข้ากับสายอะแดปเตอร์
  2. ต่อตัวเชื่อมเข้าที่ตัวแม่อีกด้าน
  3. นำตัวลูก มาต่อเข้ากับตัวเชื่อม
  4. ทำซ้ำข้อ 2)-3) จนกว่าจะได้ความยาวที่ต้องการ
  5. ยึดอุปกรณ์ทั้งหมดเข้ากับผนังหรือพื้นที่ใช้งานด้วยเทปกาว 2 หน้า
    หรือถ้าต้องการติดตั้งถาวรก็เจาะผนังแล้วใช้พุกและน็อตที่อยู่ในเซ็ทอุปกรณ์
  6. เสียบปลั๊ก




คำแนะนำในการติดตั้ง (หลังจากลองผิดลองถูกมาแล้ว)

  1. หากพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แนะนำให้ติดตั้งโคมไฟแค่แถวเดียวหรือติดตั้งด้านในด้านหนึ่ง ไม่ควรติดตั้งมากกว่า 1 ด้าน เพราะแสงจะสว่างมากไป
  2. หากต้องการติดตั้งในผนังที่หันออกมายังผู้ใช้ แนะนำให้ติดตั้งโดยหันหลอดไฟขึ้นด้านบนหรือด้านล่าง ไม่ควรติดโดนหันหลอดออกมายังผู้ใช้งานโดนตรง เพราะแสงที่ส่องจะมีปริมาณมาก(แสงจ้า) ทำให้แสบตาได้
  3. เมื่อติดตั้งตัวแม่แนะนำให้หันส่วนขั้วต่อเข้ากับสายอะแดปเตอร์
    เพื่อให้ใช้งานเปิด/ปิดได้ตามฟังก์ชั่นที่ออกแบบไว้
  4. หากติดตั้งตัวแม่โดยใช้ด้านที่ไม่มีขั้วต่อเข้าอะแดปเตอร์ ก็จะทำให้หลอดไฟเปิดอยู่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับการใช้งานในกรณีที่มีหลายจุด และต่อปลั๊กจากตัวแม่ทุกจุดเข้ากับสวิตส์หรือสะพานไฟตัวเดียว แล้วสั่งเปิดปิดจากสวิตส์ตัวเดียวกันให้เปิดไฟพร้อมกันทุกจุดค่ะ


วิธีการใช้งาน

เปิด/ปิด ด้วยการแตะเบาๆ ที่โคมไฟตัวแม่ ก็จะสว่างทั้งเส้น (อย่าลืมเสียบอะแดปเตอร์เข้ากับปลั๊กไฟที่บ้าน)

[ ลิงค์ VDO สาธิตการเปิด/ปิด https://youtu.be/9Ac5veCG-Ds ]


มาเล่าถึงไอเดียการใช้งานกันค่ะ
พอดีช่วงนี้ปุ้ยกำลังรีโนเวทห้องนอน ซึ่งในห้องจะมีตู้เสื้อผ้าแบบ Walk-in ที่ติดตั้งใต้บันได เป็นมุมที่ค่อนข้างมืด ดังนั้นก็เลยเอา Philips Linear wall lamp LED มาลองติดตั้ง และพบว่ามันเวิร์คมากค่ะ

เพราะว่า โครงเสาของราวตู้เสื้อผ้า มีช่องตรงกลางพอดี (สำหรับยึดบาน) เริ่มต้น ปุ้ยลองเล่นดูก่อน ค่อยๆ ติดทีละชิ้น ทีละฝั่งค่ะ ลองเปลี่ยนตำหน่งไปเรื่อย

ทำให้ค้นพบว่า ในพื้นที่ส่วนย่อยๆ หนึ่งส่วนเราควรวางหลอดไว้เพียงแถวเดียว หรือด้านเดียว เพื่อไม่ให้แสงไฟจ้าเกินไป
และ สุดท้ายออกมาได้แบบนี้













ของจริงสวยมากค่ะ ช่วยให้แสงโดยรวมของมุมนี้ดูเด่น และหรูหราขึ้น




หรือใครจะลองเอามาวางเป็นเส้นตามขอบผนัง ก็ช่วยให้ห้องดูหรูหรา น่าสนใจขึ้นมากเลยค่ะ
ก่อนจะติดตั้งบนตู้เสื้อผ้า ปุ้ยลองเอามาฝึกประกอบ บนพื้นก่อน มันดูดีมาก เลยถ่ายรูปก็บไว้ค่ะ


โดยรวมแล้ว ปุ้ยให้คะแนนไอเท็มเจ๋งๆ Philips Linear wall lamp LED เซ็ทนี้ 9/10 เลยค่ะ
ถ้ามีหลากลายสีให้เลือกเข้ากับผนังและเฟอร์นิเจอร์นะคะ ปุ้ยจะให้คะแนะเต็มเลย


ปุ้ยลองใช้งานแล้ว คิดว่าทุกคนสามรถติดตั้งเองได้ง่ายจริงๆ รวมถึงให้ความสวยงาม และปลอดภัย (ไม่มีโดนช็อต หรือมีสปาร์คค่ะ)

อีกทั้งคุณภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและทนทานเลย (ทำตกหลายครั้ง ยังใช้งานได้ปกติ) มีอะไหล่ในการติดตั้งให้มาพร้อมกับคู่มืออย่างดี


หวังว่าใครที่กำลังมาหา ตัวช่วยในการเพิ่มแสงสว่าง หรือไอเท็มเก๋ๆ สำหรับตกแต่งห้อง จะถูกใจและลองหามาใช้งานกันดูนะคะ

วันนี้ไปก่อนแล้วค่ะ คราวหน้าจะมีรีวิวกันต่อกับการรีโนเวทห้องนอน ห้องนี้ค่ะ

แล้วพบกันนะคะ บั๊ยบายค่าาาา





รายละเอียดเพิ่มเติม //www.lighting.philips.co.th

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ชื่อรุ่น Philips Linear wall lamp LED 1x3W 30913 (ตัวแม่) และ 30914 (ตัวเสริม)

สามารถซื้อได้ที่ Philips Home Lighting ทุกสาขา หรือที่ลาซาด้า


Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED พร้อมหม้อแปลง รุ่น 30913 (Grey) สามารถใช้ตัวพ่วง รุ่น 30914 ได้เพิ่มอีก 3 ชุด 990 บาท


Product Details

Design and finishing

- Material: metal

- Color: grey

Product dimensions & weight

- Height: 0.0 cm

- Length: 0.3 cm

- Width: 0.1 cm

- Net weight: 0.105 kg

Technical specifications

- Mains power: 230 V, 50-60 Hz

- Number of bulbs: 1

- Wattage bulb included: 2.7 W

- Maximum wattage replacement bulb: 2.7 W

- LED

- IP code: IP20, protection against objects bigger than 12.5 mm, no protection against water

- Class of protection: II - double insulated

Packaging dimensions & weight

- Height: 5.7 cm

- Length: 33.9 cm

- Width: 7.9 cm

- Weight: 0.190 kg

Miscellaneous

- Especially designed for: Kitchen, Home office & Study

- Style: Contemporary

- Type: Wall light




Product details of Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED รุ่น 30914 (Grey) (สำหรับใช้ร่วมกับรุ่น 30914 เท่านั้น) 610 บาท

Product Details

Design and finishing

- Material: metal

- Color: grey

Product dimensions & weight

- Height: 0.1 cm

- Length: 0.3 cm

- Width: 0.1 cm

- Net weight: 0.175 kg

Technical specifications

- Mains power: 230 V, 50-60 Hz

- Number of bulbs: 1

- Wattage bulb included: 3 W

- Maximum wattage replacement bulb: 3 W

- LED

- IP code: IP20, protection against objects bigger than 12.5 mm, no protection against water

- Class of protection: II - double insulated

Packaging dimensions & weight

- Height: 4.0 cm

- Length: 31.5 cm

- Width: 6.4 cm

- Weight: 0.265 kg

Miscellaneous

- Especially designed for: Living- & Bedroom, Home office & Study

- Style: Contemporary

- Type: Wall light


Warranty: 2 years




Create Date : 19 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 26 ธันวาคม 2559 1:18:55 น.
Counter : 3406 Pageviews.

0 comment
1  2  

PuY~isme
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 113 คน [?]



ปุ้ยเชื่อว่า มนต์วิเศษที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนสวยได้ คือ ความสุขที่มาจากหัวใจค่ะ ^ ^ สวย สร้างสรรค์ และแบ่งปัน http://www.puyisme.com