มหาลัยวัยซน (งานตะพาบครั้งที่ 280)


ต้องเท้าความก่อนว่าจุดเริ่มต้นในการเลือกมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี เอกภาษาไทย มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

มันเริ่มต้นจากการที่ครูภาษาไทยอยากให้เราลองเขียนเรียงความส่งเข้าประกวดของกรมสุขภาพจิตเมื่อตอนม.ปลาย เราก็ลองเขียนส่งดู แล้วปรากฏว่าเราได้รางวัลที่ 1 เราจึงคิดว่าเราน่าจะไปได้กับทางภาษาไทย เราเลยมาทางนี้ ตอนแรกเรายังไม่รู้จักคณะโบราณคดีหรอก ไม่รู้ด้วยว่าเขามีเอกภาษาไทย ที่เรารู้จักในตอนนั้น และคิดอยากเข้า คือ คณะมนุษยศาสตร์ ของมศว ซึ่งมีทั้งเอกภาษาไทย และเอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก ซึ่งเอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก เขามีเปิดสอบตรง เราก็ไปสอบ เมื่อเข้าไปสอบ ทำให้เรารู้ว่ามันไม่ง่ายเลย เพราะมันมีสอบวาดรูปด้วย ถ้าใครเขียนเรื่องได้ วาดรูปไม่ได้ คุณก็ไม่ผ่านนะ ซึ่งเราวาดรูปไม่ได้เลยจ้า ก็รู้เลยว่าไม่ผ่านแล้วแน่นอน ใจก็เบนไปทางเอกภาษาไทย แต่เอกภาษาไทย เขาไม่มีเปิดสอบตรง ก็ต้องไปสอบเอนทรานซ์ แล้วเลือกคณะเอา

ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการสอบเอนทรานซ์ ก็จะมีการมาออกบูธของคณะต่าง ๆ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เราก็ได้ไปเดินและเก็บรายละเอียดมา ที่นั่นทำให้เรารู้จักกับคณะโบราณคดี ทำให้รู้ว่ามีหลายเอก และมีเอกภาษาไทยด้วย เราก็ตัดสินใจว่าจะเลือกที่นี่เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือมศว

และก็ปรากฏว่าเราก็สอบติดที่นี่ ที่เราเลือกไว้เป็นอันดับหนึ่ง เราไม่ได้เลือกจุฬา ธรรมศาสตร์ เพราะรู้ว่าคะแนนไม่ถึง ยังไงก็ไม่ทางติด (ในตอนนั้นเวลาเลือกคณะใช้เกณฑ์ดูคะแนนของปีที่แล้ว แล้วก็ดูว่าคะแนนของเรา พอจะเข้าที่ไหนได้บ้าง)

เมื่อติดแล้ว ด่านต่อมา คือ ตรวจสุขภาพ และสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเรามีปัญหาเรื่องการได้ยิน เราเพิ่งรู้ตัวเมื่อตอนไปตรวจสุขภาพเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละ ซึ่งเราก็เป็นกังวลว่าเราจะได้เข้าเรียนไหมเนี่ย ถ้าสอบได้ แต่ไม่ผ่านเรื่องตรวจสุขภาพ ก็คงรู้สึกแย่ แต่สุดท้ายหลังจากสอบสัมภาษณ์ ซึ่งไม่ถามเรื่องการตรวจสุขภาพ เราก็ผ่านมาได้

เราได้มาเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี เอกภาษาไทย อย่างที่ใจเราเลือกไว้

เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ตอนที่รับน้อง ได้เพื่อนสนิท เพื่อนในกลุ่มตอนที่รับน้องนี่แหละ

มันจะมีรับน้องแบบโดยรวมทั้งมหาวิทยาลัยกับรับน้องแต่ละคณะ

การรับน้องโดยรวมทั้งมหาวิทยาลัย จะเป็นการรับน้องแรกเริ่ม คือ เราจะรับน้องกันที่วังท่าพระ แล้วก็ไปที่ทับแก้ว ไปค้างที่นั่นหนึ่งคืน จุดประสงค์ของการรับน้องแบบนี้ คือ เพื่อที่จะให้เรารู้จักทับแก้ว (วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์) อีกแห่ง ซึ่งเราก็ได้ไปที่นี่ก็ตอนช่วงรับน้อง และตอนจบรับปริญญา

ส่วนรับน้องแต่ละคณะ ก็จะมีความโหดที่แตกต่างกันไป โดยรวมแล้วก็จะรับน้องกันประมาณหนึ่งเดือน คณะจิตรกรรมก็จะโหดสุด เพราะนักศึกษาผู้ชายจะต้องโกนผม หัวเกรียนกันทุกคน ที่เขาให้ไว้ทรงนี้เหมือนเราเคยได้ยินมาว่าเพื่อที่เวลาผมยาวจะได้ยาวพร้อม ๆ กัน ส่วนนักศึกษาผู้หญิงก็ต้องมาแต่เช้าเพื่อที่จะครีเอททรงผมตัวเอง เราจะเห็นทรงผมของนักศึกษาผู้หญิงไม่ซ้ำเลยในแต่ละวัน

ส่วนคณะโบราณคดี เราไม่โหดขนาดนั้น แต่ถามว่าโหดไหม มันก็โหดอยู่ ในช่วงระหว่างรับน้อง เราจะไม่มีสิทธิ์เดินผ่านหน้าคณะ หรือนั่งหน้าคณะเลย ที่ที่เรานั่งได้ และสิงสถิตกันอยู่ คือ หน้าหอประชุม

เราจะมีการฝึกร้องเพลงคณะในห้องมืดตอนกลางวันก่อนจะไปทานข้าว และรับน้องหรือที่เราเรียกกันว่าขึ้นซ่อมตอนเย็นหลังเลิกเรียนที่ดาดฟ้าของคณะ เวลาจะไปขึ้นซ่อมเราจะต้องเรียงแถวและนับจำนวน ถ้ามีใครมาเพิ่มในระหว่างทาง เราก็ต้องบวกเพิ่ม เพื่อที่ว่าเมื่อขึ้นไปถึงจะได้แจ้งรุ่นพี่ถูก วันไหนนับผิด จะโดนลงโทษ บทลงโทษก็คือกอดคอกันลุกนั่ง พวกผู้ชายถ้าทำผิด บางทีก็จะมีวิดพื้นบ้าง แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะโดนลุกนั่ง

ถึงดูเหมือนจะโหด แต่ช่วงเวลานี้ก็ทำให้เรายิ้มได้อยู่บ้าง จากของเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือจดหมายจากสายรหัส เราจะเฝ้ารอจดหมายจากสายรหัสทุกวัน บางวันก็มี บางวันก็ไม่มี

หลังจากจบสิ้นการรับน้อง เราก็ได้เจอสายรหัสของเรา สายรหัสของเราเป็นผู้หญิงหมด และเรียนคนละเอกกับเรา สายรหัสของเราทั้งสามคนเรียนเอกประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งการที่เรียนคนละเอก เราก็จะไม่ได้ตำราจากสายรหัสเรามาเลย

ส่วนตัวเราเมื่อขึ้นปี 2 สายรหัสของเราที่เป็นรุ่นน้องปี 1 เขาเอกเดียวกับเรา เราก็จะส่งมอบตำรา หรือที่เราเลคเชอร์เอาไว้แล้วเราให้ได้ เราก็ให้เขาไป

ในมหาวิทยาลัยที่เรารู้สึกว่าขาดไปสำหรับเรา มันหายไปสำหรับเรา คือ ความรัก ความรักในแบบของหนุ่มสาว มันไม่มีเลย มีแต่ความรักระหว่างเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้อง เราไม่รู้สึกว่าชอบใครเป็นพิเศษ และก็ไม่มีใครมาชอบเราด้วย ต่างจากสมัยมัธยมที่มีความรัก

ในมหาวิทยาลัย เราไม่ค่อยมีวีรกรรมอะไรเท่าไหร่หรอก แต่มีอยู่ครั้งเอาลูกอมเข้าไปกินในห้องเรียน แล้วฉีกห่อออก ลูกอมกระจายเต็มพื้น ตอนนั้นเป็นอะไรที่อายที่สุดแล้ว

ในส่วนของการเรียนวิชาการนั้น ก็เรียกว่านับหนึ่งใหม่กันทุกคน เพราะส่วนใหญ่วิชาที่เรียนในเอกสมัยนั้นจะเป็นวิชาที่เราไม่เคยเรียนกันมาก่อน อย่างการเรียนวิชาภาษาเขมร ซึ่งเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน เพื่อที่จะได้ไปเรียนอ่านใบลานได้ แล้วยังมีภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาถิ่นภาคต่าง ๆ เราได้เรียนวิชาภาษาถิ่นกันครบทุกภาคจากอาจารย์ที่เป็นคนจากภาคนั้น ๆ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยศิลปากร และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องเรียนการอ่านศิลาจารึก นอกจากนั้นแล้วก็น่าจะคล้าย ๆ คณะอักษรศาสตร์ที่เรียนด้านสัทศาสตร์ ไวยากรณ์ วรรณกรรม แต่วรรณคดี เราไม่ค่อยได้เรียน แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันหลักสูตรใหม่เป็นอย่างไร
 
ตอนปี 4 ก็มีทำสารนิพนธ์ส่ง เราต้องไปจองตัวอาจารย์ที่จะมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ก็แล้วแต่ว่าเราจะทำในเรื่องอะไร ส่วนใหญ่แล้วจะทำทางด้านวรรณกรรม น้อยคนนักที่จะไปทำด้านไวยากรณ์ ด้านสัทศาสตร์ (ด้านสัทศาสตร์ไม่ค่อยมีใครทำ เพราะมันยาก)
 
สุดท้ายแล้วเราก็รู้สึกดีใจที่เราได้เลือกเรียนคณะนี้ และเรียนจนจบได้ แต่เราก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราเชี่ยวชาญภาษาไทย เพราะบางทีบางคำเราก็ยังใช้ผิด ๆ ถูก ๆ เอาเป็นว่าเราก็เรียนรู้กันต่อไป 'การเรียนรู้ ไม่มีวันสิ้นสุด'

และนี่ก็เป็นมหาลัยวัยซนในแบบฉบับของเราค่ะ



Create Date : 24 มิถุนายน 2564
Last Update : 24 มิถุนายน 2564 17:25:06 น.
Counter : 48 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
‘แพ้แต่ชนะ’ ทางความรู้สึก (งานตะพาบครั้งที่ 279)


ในแง่ความรัก รักมากก็เจ็บมาก ถ้าเป็นในอดีต ฉันคงเสียน้ำตาเมื่อรักไม่เป็นอย่างใจ ฉันคงแพ้อย่างราบคาบ เขาไม่รักว่าแพ้แล้ว เสียน้ำตายิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้

แต่ในปัจจุบัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้น ฉันไม่เสียน้ำตาง่าย ๆ แม้จะต้องเจออะไรที่ทำให้กระทบใจจากคนที่ฉันรัก ฉันไม่ตั้งคำถามมากมายในหัว ไม่คิดวกไปวนมาด้วยความไม่เข้าใจ ฉันเริ่มรับอะไรได้มากขึ้น

คนที่ฉันรักที่ฉันหมายถึง หมายถึงทั้งคนที่เป็นคนรักจริง ๆ ของฉัน กับคนในบล็อก

กับคนในบล็อก ฉันมีคนที่ฉันประทับใจอยู่ ซึ่งเป็นคนละคนกับอดีตคนรักของฉัน

ฉันเคยโดนลบคอมเมนต์จากคนที่ฉันประทับใจ ฉันก็รู้สึกว่าฉันแพ้นะ แต่ฉันชนะตรงที่ฉันไม่โกรธ ไม่น้อยใจอะไรมากมาย เพียงแค่มีความไม่เข้าใจเล็ก ๆ แต่มันก็หายไปภายในวันสองวัน

ส่วนอดีตคนรักของฉัน คนนี้กีดกันฉันเลย ฉันไม่สามารถเข้าดูบล็อกเขาได้ เพราะฉันไม่ได้เป็น VIP เขาให้วีไอพีกับทุกคนในบล็อกแก๊ง แต่สำหรับฉัน เขาไม่ ฉันถือว่าฉันก็แพ้ แต่ฉันก็ชนะตรงที่ฉันก็ไม่ได้กระหายอยากรู้ หรือทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เป็นวีไอพี

ในขณะที่พี่เสือ คนที่ฉันรักในปัจจุบัน ตอนนี้ก็เล่น TikTok อย่างสนุกสนาน มีสาว ๆ เข้ามาคอมเมนต์หลายคนนะ ฉันว่าฉันก็แพ้พวกเธอเหล่านั้น แต่ฉันชนะตรงที่ฉันไม่หึง ฉันไม่หาเรื่องทะเลาะกับพี่เสือ ฉันดูพี่เสือ Duet กับสาว ๆ ได้

ฉันว่าฉันชนะ ฉันชนะตรงที่ฉันปล่อยวางได้

ฉันปล่อยวางกับคนที่ฉันรู้สึกดีด้วยได้

สุดท้าย อยากขอบคุณทุก ๆ คนที่สร้างบททดสอบให้ฉันได้ฝึกใจ ถ้าไม่ได้บททดสอบเหล่านี้ ฉันคงไม่รู้ว่าฉันแกร่งขึ้นมาก จากนี้ไปไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ฉันว่าฉันก็คงไม่พ่ายแพ้แล้ว (ถึงดูเหมือนจะแพ้ แต่ที่จริงฉันชนะนะ)



Create Date : 21 มิถุนายน 2564
Last Update : 21 มิถุนายน 2564 15:10:29 น.
Counter : 94 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ตื่นตระหนก (งานตะพาบครั้งที่ 278)


วันหนึ่งลงซูบารุในยามค่ำ
ความมืดโรยตัวต่ำไม่ค่อยเห็น
รอจังหวะข้ามถนนอย่างใจเย็น
เหมือนที่เคยเคยเป็นทุกวันมา

แต่วันนั้นมีตัวอะไรไม่รู้
ที่อยู่อยู่ไต่มาข้างในขา
ในความคิดแมลงสาบแน่ตายละวา
ตื่นตระหนกในอุรากระโดดเต้นไป

ขยับแข้งขยับขาหวังมันหล่น
แต่ไม่รู้มันดั้นด้นหายไปไหน
มันไม่หล่นมันก็ต้องอยู่ภายใน
เลยจับก้นกางเกงไปตลอดทาง

เมื่อมาถึงที่บ้านรีบถอดออก
ถอดกางเกงชั้นนอกในห้องน้ำข้างล่าง
แต่ไม่เห็นตัวมันเลยสักทาง
จนปล่อยวางแล้วเราอาบน้ำไป

อาบน้ำเสร็จแม่จะอาบน้ำต่อ
ปรากฏว่าโอ้ละหนอเจอเข้าให้
มันไม่ใช่แมลงสาบอย่างที่เข้าใจ
ที่เข้าในกางเกงคือตะขาบ

แม่บอกว่าโชคดีที่มันไม่กัด
คงเพราะเราไม่ฆ่าสัตว์ไม่ทำบาป
วันรุ่งขึ้นแม่แจ้งเขตให้รับทราบ
ให้จัดการที่รกให้ราบให้ปลอดภัย

เป็นเรื่องหนึ่งที่ตื่นตระหนกในชีวิต
ที่ขอมาลิขิตเขียนเอาไว้
สอนใจว่าหากลงรถครั้งใด
ยามค่ำมืดขอให้ระมัดระวัง



Create Date : 09 มิถุนายน 2564
Last Update : 9 มิถุนายน 2564 17:43:18 น.
Counter : 136 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
แคคตัสที่เหลืออยู่ (งานตะพาบครั้งที่ 277 : แคคตัสอินเทร็นด์)




แอสโตรไฟตัม




แมมขนนก





Create Date : 20 พฤษภาคม 2564
Last Update : 20 พฤษภาคม 2564 18:49:36 น.
Counter : 289 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
หนอนหนังสือ (งานตะพาบครั้งที่ 275)


ปัจจุบันฉันไม่ใช่หนอนหนังสือ
เพราะว่าฉันติดมือถือกว่าสิ่งไหน
เข้าไปดูทวิตเตอร์ของใครใคร
ดูเรื่องราวข่าวฉับไวที่ติดเทรนด์
 
แต่เมื่อก่อนฉันเป็นหนอนหนังสือ
ฉันนั้นถือหนังสืออ่านไม่มีเว้น
รออาหารฉันก็ไม่คุยเล่น
คล้ายคล้ายเป็นคนที่เงียบที่เก็บตัว
 
ตอนเด็กเด็กได้อ่านนิทานอีสป
ได้ค้นพบข้อคิดหลากหลายทั่ว
ใคร่อยากเรียนด้านวรรณกรรมเด็กโดยส่วนตัว
แต่วาดรูปโคตรมั่วเลยไม่ผ่าน


 
ถ้าสมมุติตอนนั้นเกิดสอบติด
อาจทำให้ชีวิตสนุกสนาน
จมอยู่ในโลกสมมุติโลกนิทาน
คงได้ทำหลายงานในห้วงจินต์
 
แต่ต้องบอกว่าจริงจริงนั้นเขียนยาก
ยิ่งวาดรูปยิ่งลำบากยากสุดหิน
ใครได้เรียนใครได้สร้างให้ยลยิน
ให้เด็กอินขอชื่นชมและปรบมือ
 
จากนิทานโตขึ้นมาท่องตำรา
อ่านเรื่องราวนานาจากหนังสือ
เพื่อให้สอบผ่านได้เพื่อฝึกปรือ
เลยต้องถือหนังสืออยู่ร่ำไป


 
ระหว่างเรียนมีอ่านการ์ตูนบ้าง
เพื่อสรรสร้างเสียงหัวเราะให้สดใส
โดราเอมอนชินจังโชว์กางเกงใน
อ่านแล้วให้ฮาไปเสียทุกที




 
แล้วยังมีนิตยสารเรื่องบันเทิง
เรารื่นเริงเก็บภาพดารานี้
คนที่ชอบตัดเก็บไว้อย่างดี
อย่างเต๊ะศตวรรษนี้อยู่ในกล่อง


 
นอกจากนี้ก็คงเป็นอ่านนิยาย
มีหลากหลายสไตล์ให้ได้ท่อง
ทั้งวัยรุ่นผู้ใหญ่อยู่ในกล่อง
ในลังต้องค่อยค่อยหยิบออกมา
 
ครั้งหนึ่งชอบนิยายอีโรติก
ต่อมาพลิกอ่านแจ่มใสไม่ค่อยหนา
เป็นนิยายแนววัยรุ่นคุ้นสายตา
นามปากกาที่ชอบคือ TheLittleFinger


 
นิยายรักทั่วไปฉันก็อ่าน
นิยายวายกาลนี้ก็พร่ำเพ้อ
ธรรมะหรือก็อ่านเหมือนกันแหละเธอ
แต่พอเจอทวิตเตอร์กลับติดลม
 
ยังคิดถึงกิจกรรมในบล็อกแก๊ง
จัดการแข่งให้อ่านอย่างเหมาะสม
รีวิวหนังสือกันสนุกน่าดูชม
เราเองก็ติดลมด้วยตอนนั้น
 
ไม่ได้คิดถึงโหวตถึงอะไร
รีวิวไปบ้างยาวบ้างก็สั้น
ถือว่าเก็บข้อคิดได้เหมือนกัน
จากการที่แบ่งปันหนังสือลง
 
ในตอนนั้นฉันชอบอ่านถ้อยคำดีดี
ยิ่งของมาบุชี่ทำฉันหลง
บทเรียนที่ความรักไม่ได้สอนฉันเอาลง
ก็ยังคงยังอยู่ให้ได้คิด
 


https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kunnamas&date=25-09-2016&group=20&gblog=7
 
จากนี้ฉันคงต้องปรับตัวเองใหม่
ถึงไม่มีกิจกรรมนี้ให้ได้ตรึงติด
ก็ควรแบ่งเวลาให้ชีวิต
ให้ได้คิดได้อ่านหนังสือเอย...


ขอบคุณรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 15 เมษายน 2564
Last Update : 15 เมษายน 2564 16:02:11 น.
Counter : 247 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]



Group Blog
All Blog
  •  Bloggang.com