sansook
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โค้ดนี้เป็นภาพพื้นหลังนำไปวางที่ช่อง Script Area ค่ะ
Group Blog
 
 
กันยายน 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
15 กันยายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sansook's blog to your web]
Links
 

 

บทที่ 1

***เล่ห์วิวาห์มาเฟีย***

บทที่ 1

พิมพากานต์ละสายตาออกจากเอกสารบนแฟ้มเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ดวงตากลมโตแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสจ้องร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงเข้ามาก่อนจะวางปากกาลงบนโต๊ะยกมือซ้ายขึ้นเท้าคางมองคนเพิ่งเข้ามาขยับเก้าอี้และนั่งลงอย่างถือวิสาสะแล้วคลี่รอยยิ้มบางๆ


“มีอะไรหรือเปล่าคะหน้าตาเคร่งเครียดเชียว”


“เห็นคุณแม่บอกว่าแกกำลังจะเดินทางไปรัสเซีย” พีรพัฒน์มองดวงหน้าเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของน้องสาวคนเดียวด้วยความหนักใจ


“อยากรู้ทำไมไม่โทรถามล่ะคะ เสียเวลานั่งเครื่องบินเกือบชั่วโมงกับเรื่องแค่นี้มันไม่คุ้มเลยสักนิด...” ริมฝีปากแต่งแต้มสีสันฉูดฉาดแย้มยิ้มให้กับสีหน้าเคร่งเครียดของพี่ชาย


“ตอนแรกคิดว่าพูดเล่นแต่พอเห็นไอ้นี่วางอยู่บนโต๊ะเลขาฯ ฉันถึงรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง”  พีรพัฒน์วางสิ่งของในมือลงบนโต๊ะจ้องหน้าน้องสาวแล้วพ่นลมหายใจออกมา


หญิงสาวมองตั๋วเครื่องบินและพาสปอร์ตถูกวางลงบนโต๊ะสลับกับใบหน้าคมเข้มของพี่ชายก่อนจะเลิกคิ้วขณะหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นพินิจ“พิมไปรัสเซียแล้วพี่พีมีปัญหาอะไรเหรอคะ” เธอถามพร้อมกับผุดรอยยิ้มหวานละไม


“ตกลงจะไปให้ได้เลยใช่ไหมที่รัสเซียเวลานี้อากาศหนาวพี่ว่าแกเปลี่ยนความตั้งใจเสียเถอะ” พีรพัฒน์บอกอย่างกังวล


“ไม่มีทางยิ่งพี่นุเพิ่งเลิกกับเมียแบบนี้พิมต้องรีบไป”


“ไอ้นุหย่าเมียแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก...อย่าบอกนะว่ากำลังคิดจะไปดามอกมัน”


“ก็แหงสิพิมรักพี่นุอุตส่าห์สวดมนต์ภาวนาให้เขาเลิกกับเมียเห็นไหมล่ะขนาดเทวดายังเห็นใจยอมรับฟังคำขอจนเขี่ยแม่เมียแหม่มออกจากทางรัก แบบนี้เห็นชัดๆ เลยว่าพิมจะต้องเป็นคู่แท้ของพี่นุแน่ๆ”


“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้วยัยพิมแล้วกลับไปช่วยงานพี่ซะ จะมาขลุกอยู่ที่นี่ทำไมนักหนาโรงแรมของเรามีทีมบริหารมืออาชีพและไว้ใจได้ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ประจำหรอก”


“พิมไม่ได้เพ้อเจ้อ...ส่วนที่เลือกมาดูแลกิจการโรงแรมก็เพราะเรามีทีมผู้บริหารฝีมือดีไงพิมถึงต้องมาอยู่ประจำ”


“หมายความว่ายังไง”


“ตอนนี้พิมต้องเรียนรู้งานเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม พี่ก็ทราบว่าพี่นุมีกิจการด้านนี้อยู่...ฉะนั้นหากในอนาคตพิมแต่งงานและถ้าต้องย้ายไปอยู่รัสเซียก็จะได้ช่วยงานทางโน้นไงคะ” พีรพัฒน์มองนัยน์ตาชวนฝันของน้องสาวด้วยประกายตาเหนื่อยหน่าย...ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ


“เมื่อไรจะตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆนั่นแล้วยอมรับสักทีว่าเรื่องระหว่างแกกับภานุมันไม่มีทางเป็นไปได้” พีรพัฒน์จ้องใบหน้าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นของน้องสาวอย่างหนักใจ


“ตราบใดที่พี่นุยังโสดพิมก็จะขอฝันอยู่อย่างนี้แหละ...ธุระของพี่มีแค่นี้ใช่ไหม” หญิงสาวตัดบทเพราะไม่อยากถูกบ่นเรื่องความรักซึ่งเธอยอมรับว่าเวลานี้มันยังคงเป็นสายลมที่ยังจับต้องไม่ได้...


“แกกำลังไล่พี่เหรอ”


“ก็อยากพูดจาไม่น่าฟังทำไมล่ะ” พิมพากานต์ย่นจมูก


“ด้วยความหวังดีนะยัยพิมแกควรเตรียมใจเผื่อความผิดหวังไว้บ้างภานุเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน คนที่สามารถสร้างธุรกิจและเติบโตจนขึ้นไปเป็นเศรษฐีในระดับต้นๆของประเทศเคยเป็นมหาอำนาจจะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่อาจไม่สวยนัก และมันก็บอกตลอดไม่ใช่หรือว่าคิดกับแกอย่างพี่น้อง” เพราะสนิทสนมกับภานุมานานอีกทั้งดำเนินธุรกิจด้วยกันจึงทำให้พีรพัฒน์รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่ายดี


“ทำอย่างกับว่าธุรกิจของเราไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างนั้นแหละ...พิมรู้ว่าพี่เป็นห่วงแต่ตอนนี้หัวใจพี่นุไม่มีใครแต่อะไรๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้นี่คะ” คนที่หัวใจกำลังโรยไปด้วยกลีบของความหวังยังคงโต้แย้ง


พีรพัฒน์ส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับความดื้อรั้นของน้องสาว ชายหนุ่มจ้องนัยน์ตาพราวระยับเต็มไปด้วยความเพ้อฝันแล้วพ่นลมหายใจออกมาขณะนึกโทษตัวเองที่คอยให้ท้ายรวมถึงตามใจน้องอยู่เสมอ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะเธอเป็นบุตรีคนเดียวของตระกูล‘ปวิชวงศ์’ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่านับพันล้านบาท และด้วยความที่เป็นดวงใจของคนในบ้านตลอดเวลาจึงไม่เคยมีใครขัดใจ


พิมพากานต์เป็นหญิงสาวที่งดงามเฉิดโฉมเธอนับว่าเป็นสตรีที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ และความสวยเปล่งปลั่งด้วยวัยสาวนั้นก็สามารถละลายหัวใจของบุรุษเพศได้ไม่ยากนัก ทว่าน่าประหลาดนักเมื่อเธอกลับยึดติดอยู่กับความรักที่เกิดขึ้นเพียงฉับพลันและเฟ้อฝันอยู่เช่นนั้น

แม้เขาจะพยายามอธิบายว่าภานุผู้ชายที่เธอกำลังลุ่มหลงเพราะเข้าใจว่าเขาคือรักแรกพบจะปฏิเสธและประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าเขาไม่ได้รู้สึกเสน่หาในตัวเธอเฉกเช่นบุรุษเสน่หาในตัวอิสตรี เขาเห็นเธอเป็นเพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น แต่พิมพากานต์ก็ยังยืนยันที่จะยึดมั่นกับความหวังลมๆแล้งๆ นั่น


เมื่อเห็นว่าน้องสาวคนเดียวยังมุ่งมั่นอยู่กับความรักที่ไม่มีวันจับต้องได้คนเป็นพี่ก็ได้แต่ถอนหายใจ พีรพัฒน์จ้องใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของความเพ้อฝันอยู่ชั่วครู่ หลังจากแน่ใจว่าคำทัดทานของเขาไม่ได้ผลชายหนุ่มจึงระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย


“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญนั่งฝันนอนฝันต่อไปเถอะ ขออย่างเดียวอย่าไปคว้าไอ้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวกลับมาล่ะ” พูดจบก็ลุกขึ้นยืดตัวเต็มความสูงแล้วหมุนตัวเดินตรงไปยังประตู พิมพากานต์มองตามร่างสูงใหญ่จนร่างนั้นเดินพ้นประตูเธอจึงหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นพินิจอีกครั้ง...


“ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างฉันสักทีรอก่อนนะพี่นุ...” เธอพึมพำแล้วไล่สายตาไปตามตัวอักษรซึ่งปรากฏอยู่บนตั๋วเครื่องบินด้วยประกายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง


เมื่อวันเดินทางมาถึงพีรพัฒน์ยืนมองใบหน้าชื่นมื่นของน้องสาวคนเดียวด้วยความรู้สึกกึ่งห่วงใยกึ่งหมั่นไส้ ในขณะวงษ์เทพและเครือมาศกำลังกอดล่ำลาบุตรี


“ทำหน้าแบบนั้นอิจฉาพิมเหรอ” หลังจากบุพการีทั้งสองผละไปพูดคุยกับภัทธิรา พิมพากานต์จึงเดินไปกระเซ้าพี่ชาย


“ฉันเนี่ยนะอิจฉาแก...” ถามพลางชี้มือเข้าหาตัวเอง


“ใช่...พี่คงอิจฉาที่พิมกำลังจะสมหวังในความรัก และเสียดายที่ติดงานเลยไม่มีโอกาสเดินทางไปรัสเซียพร้อมกับพวกเราใช่ไหมพี่นุ่น” แค่นยิ้มพร้อมกับหันไปขอเสียงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมเดินทาง


“แน่ใจเหรอว่าจะสมหวัง...ยัยพิมพี่รักแกนะและด้วยความปรารถนาดีจึงอยากเตือนว่าภานุมันไม่เคยคิดอยากแต่งงานกับแกและหมอนั่นก็มีคนที่กำลังคบหาอยู่อีกด้วย” พีรพัฒน์บอกน้ำเสียงจริงจัง


“อย่ามาโกหกพิมเสียให้ยากเลย...” พิมพากานต์ย่นจมูก


“ฉันพูดจริงๆ”


“พิมรู้ว่าพี่อยากให้พิมเลิกหวังกับความรักครั้งนี้แต่เมื่อพี่นุกลับมาโสดอีกครั้งพิมก็ยังมีสิทธิ์ที่จะฝันไม่ใช่เหรอคะ...” เพราะเวลานี้โลกทั้งโลกของเธอมีเพียงสีชมพูพิมพากานต์จึงมองว่าพี่ชายเป็นห่วงเธอมากเกินไป


พอถึงเวลาเดินทางพีรพัฒน์ดึงร่างโปร่งระหงของน้องสาวเข้ามากอดอยู่ชั่วครู่...ก่อนเอ่ยฝากฝังน้องสาวคนเดียวกับภัทธิราแล้วจึงปล่อยให้หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปยังจุดพักผู้โดยสารโดยมีเสียงสั่งโน่นสั่งนี่ของมารดาดังอยู่ตลอดเวลาจวบจนพวกเขาเดินพ้นไปจากสายตาชายหนุ่มจึงชวนคนอื่นๆกลับ


“ถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่หวังขอให้แกยอมรับความจริงนั้นอย่างเข้มแข็งนะยัยพิม” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองแล้วพ่นลมหายใจออกมา...


ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องพิมพากานต์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโบยบินอยู่บนปุยเมฆ แม้บางเวลาเธอจะพูดคุยกับภัทธิราอย่างออกรส แต่เมื่อกลับเข้าสู่โลกของตัวเองความเงียบงันก็เข้ามาแทนที่...


พิมพากานต์แนบใบหน้ากับหน้าต่างผุดรอยยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อนึกถึงวันที่เธอพบกับภานุครั้งแรก...ภาพชายหนุ่มร่างสูงผึ่งผายที่ชนเธอเข้าอย่างไม่ตั้งใจอีกทั้งฝ่ามือหนาคว้าหมับไปที่แขนกลมกลึงแล้วยึดไว้เมื่อเธอผงะหงายไปตามแรงกระแทกก็ทำให้หัวใจที่เต้นด้วยจังหวะปกติเริ่มกระหน่ำเต้นพร้อมกับความรู้สึกหวามลึกอย่างประหลาด


ยิ่งดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายปรากฏอยู่ในมโนภาพเธอก็ยิ่งรู้สึกวูบวาบ เวลานั้นแม้ภานุจะวางเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่สำหรับเธอมันกลับเป็นสิ่งที่ไม่อาจละวางได้ นับจากวันนั้นใบหน้าคมคายและรูปร่างสูงผึ่งผายของเขาก็เข้ามามีอิทธิพลกับเธอ...จนกล้าบอกตัวเองได้ในทันทีว่าการปรากฏตัวของภานุในคืนนั้นเป็น...รักแรกพบ...


หญิงสาวหลุบเปลือกตาลงช้าๆ และปล่อยหัวใจล่องลอยอยู่ในห้วงคำนึงถึงเจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมนั่งจิบบรั่นดีขณะพูดคุยเรื่องธุรกิจกับพี่ชายของเธอในวันเปิดตัวโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่านับพันล้านเมื่อหลายปีก่อน...และมันยังคงติดตาตรึงใจอยู่เช่นนั้นแม้วันเวลาจะหมุนผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม...


เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากลูกเรือว่าการเดินทางจะสิ้นสุดในอีกไม่กี่นาทีพิมพากานต์หันไปยิ้มกับภัทธิรา พอล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ความรู้สึกหนักอึ้งมาตลอดการเดินทางก็ค่อยๆคลายลง หลังจากได้รับแจ้งว่าเครื่องบินถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพพร้อมกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกล่าวขอบคุณรวมถึงแจ้งรายละเอียดต่างๆตามหน้าที่ผู้โดยสารจึงทยอยเดินออกไปตามเส้นทาง...


พอก้าวมายืนอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้าพิมพากานต์รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเห็นบุรุษในชุดสูทสองคนเดินเข้ามาแจ้งว่ากิ่งแก้วกำลังรออยู่ในห้องรับรองของสายการบินซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ เมื่อทั้งหมดเดินไปยังห้องรับรองต่างฝ่ายต่างกล่าวทักทายกันพอเป็นพิธี ก่อนจะพากันเดินตรงไปยังรถยนต์ซึ่งติดเครื่องรออยู่เพื่อเดินทางต่อ


ตลอดเวลาระหว่างเดินทางพิมพากานต์ไม่ได้พูดคุยกับคนอื่นๆมากนักเพราะกำลังจดจ่ออยู่กับการคิดหาคำพูดที่จะทำให้ภานุประทับใจ...


การเดินทางจากสนามบินใช้เวลานานพอสมควร จวบจนรถที่แล่นมาด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอจอดสนิทอยู่หน้าโรงแรมขนาดใหญ่ หญิงสาวกะพริบตาด้วยความตื่นเต้นเมื่อมองเห็นความวิจิตรงดงามของตึกขนาดมหึมาบนสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น...


หลังกิ่งแก้วแจ้งว่าการเดินทางสิ้นสุด หญิงสาวจึงถามถึงภานุพร้อมกับก้าวลงจากรถเดินเข้าตึกด้านขวามือทันทีที่ได้รับคำตอบ ในขณะภัทธิราและมารดาแยกไปยังตึกฝั่งตรงข้าม


เมื่อเดินเข้าด้านในพิมพากานต์ตรงไปยังเครื่องโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ก่อนจะยกหูและกดหมายเลขภายในแล้วรออยู่ชั่วครู่...


“พี่นุ เดี๋ยวพิมขึ้นไปหานะคะ” พอได้ยินเสียงขานรับจากปลายสายเธอบอกอย่างกระตือรือร้นแล้ววางโทรศัพท์ลงทันที หญิงสาวเดินตรงไปยังลิฟต์แล้วยิ้มกริ่มออกมาเพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่าภานุจะต้องยินดีเมื่อได้พบเธอ


พิมพากานต์เดินไปกดเรียกลิฟต์และรออยู่อย่างใจเย็น ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีชายร่างใหญ่สองคนเดินเขามาแจ้งว่าเธอกำลังถูกสงสัยว่าอาจพกพาอาวุธเข้ามาในโรงแรม...


“เดี๋ยว!...พวกคุณพูดอะไร...ฉันไม่ได้พกอาวุธนะ” หญิงสาวโวยวายพลางสะบัดตัวออกจากการถูกจับกุม


“แต่ทางเราได้รับแจ้งว่ามีผู้หญิงลักษณะคล้ายคนเอเชียคิดก่อวินาศกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลเรื่องความปลอดภัยของบุคคลสำคัญซึ่งขณะนี้เข้าพักอาศัยในโรงแรมของเรา” ชายหนุ่มหนึ่งในสองอธิบาย


“อะไรนะ!...พวกคุณคิดว่าคนอย่างฉันจะทำเรื่องบ้าๆนั่นจริงๆ เรอะ...บ้าน่า” พิมพากานต์ชี้มือเข้าหาตัวเองแล้วสบถขณะส่ายหน้าไปมา


“มันอาจฟังดูเป็นเรื่องบ้าๆแต่ทางโรงแรมของเราไม่อาจละเลยกับคำเตือนได้...เพื่อความปลอดภัยรวมถึงเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของมาดาม กรุณาไปกับพวกเราสักครู่เถอะครับ” ชายหนุ่มคนเดิมเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม


“มิสเตอร์...ฉันมากับคุณกิ่งแก้วและตอนนี้ฉันต้องการขึ้นไปพบคุณภานุ...ขอโทษ...คุณรู้จักเขาไหม...” เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูจริงจังพิมพากานต์จึงเอ่ยถึงบุคคลซึ่งเธอคิดว่ามีอำนาจมากพอที่จะเปิดทางได้


“แน่นอน...ว่าพวกเราต้องรู้จัก” ชายหนุ่มหนึ่งในสองเอ่ยขึ้น


“เห็นไหมว่าฉันไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายบ้าบอนั่น” พอได้ยินคำตอบหญิงสาวจึงกระตุกยิ้มแล้วทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเจ้าของร่างสูงใหญ่ทั้งสองยังขยับเข้าขวางทางขณะกำลังจะออกปากไล่เสียงทุ้มๆ ของชายหนุ่มคนเดิมก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน


“การกล่าวอ้างเพียงแค่นั้นคงไม่สามารถบ่งชี้ได้หรอกครับ เพราะใครๆ ต่างก็รู้ทั้งนั้นว่าคุณภานุเป็นประธานกรรมการใหญ่ของที่นี่ และคงไม่แปลกหากผู้ก่อการร้ายจะมีข้อมูลเหล่านี้” พออีกฝ่ายพูดจบพิมพากานต์ก็ถึงกับอ้าปากไม่ขึ้น แม้รู้สึกขุ่นเคืองกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแต่เมื่อเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือมาตรการรักษาความปลอดภัย เธอจึงฮึดฮัดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถอยออกมา ดวงตาวาววับจ้องใบหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มทั้งสองแล้วยกมือขึ้นกอดอกแค่นเสียงประชด

“ฉันเข้าใจว่าพวกคุณกำลังปฏิบัติตามหน้าที่อยู่ แต่มิสเตอร์กรุณาลองคิดหน่อยสิว่าหากมีคนคิดทำเรื่องบ้าบอนั่นจริง และบังเอิญคนๆ นั้นกำลังยืนอยู่ตรงนี้ ฉันคงไม่โง่ขนาดพกระเบิดเข้ามาเพื่อฆ่าตัวเองแน่ปล่อยฉันไปได้แล้ว”


“นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องป้องกัน เวลานี้พวกเราเพียงทำตามหน้าที่ และขอประทานอภัยในความไม่สะดวก”


ขณะพิมพากานต์เปิดสงครามเล็กๆ กับการ์ดร่างใหญ่ เธอก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นมีชายวัยกลางคนในชุดสูทท่าทางภูมิฐานเดินออกจากห้องๆหนึ่งด้วยความเร่งรีบตรงไปยังประตูทางเข้าของโรงแรม จากท่าทางของเขาบ่งบอกชัดว่ากำลังออกไปต้อนรับลูกค้าหรือใครสักคนที่มีความสำคัญมาก


แม้เวลานี้หญิงสาวจะจดจ่ออยู่กับการได้พบภานุแต่ก็อดมองตามไม่ได้ พิมพากานต์จ้องรถลีมูซีนคันใหญ่สีดำเป็นมันวับจอดอยู่หน้าประตูทางเข้าแล้วนิ่วหน้าน้อยๆเมื่อเห็นมีชายชุดดำมากกว่าสี่คนก้าวลงจากรถซึ่งขับตามกันและเดินไปยืนตามจุดต่างๆทำราวกำลังอารักขาบุคคลสำคัญก็ไม่ปาน ด้วยความอยากรู้ว่าคนเพิ่งมาถึงเป็นใครหญิงสาวจึงเขม้นมองอย่างสนใจ เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่ก้าวลงมาเป็นชายหนุ่มร่างสูงผึ่งผายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่บ่งบอกถึงรสนิยมและราคาแพง ขณะไล่สายตาไปยังรถยนต์คันหรูรวมถึงบริวารแวดล้อมซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยากถึงฐานะอันสูงส่งของผู้เป็นเจ้าของหญิงสาวก็ต้องขยับตัวอย่างอึดอัดเมื่อสายตาประสานกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเข้าโดยบังเอิญ


โอเซีย บอริส อิวาโนกริเซนย่า เจ้าของธุรกิจการเงินและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ผู้มีฐานะอันมั่งคั่งและมีอิทธิพลคนหนึ่งของรัสเซียใช้สายตาคมกริบราวพญาเหยี่ยมสำรวจดวงหน้าหมดจดงดงามดูแปลกตาของหญิงสาวต่างเชื้อชาติที่กำลังมองเขาอย่างสนใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปทักทายชายวัยกลางคนที่ยืนต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ชายหนุ่มพูดอะไรบางอย่างกับคู่สนทนาชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆและก้าวพ้นประตูเข้ามาด้านในหลังจากอีกฝ่ายเชื้อเชิญด้วยกิริยานอบน้อม


พิมพากานต์บอกตัวเองทันทีว่ารู้สึกไม่พอใจกับสายตาที่มองมาอย่างไม่เกรงใจนั้น และความรู้สึกอึดอัดก็ยิ่งทวีคูณเมื่อเจ้าของดวงตาจาบจ้วงกำลังเดินใกล้เข้ามาก่อนจะก้าวผ่านเธอเข้าไปยังลิฟต์ซึ่งมีคนกดรออยู่ หญิงสาวชำเลืองมองร่างสูงสง่าอย่างขลาดๆขณะถามตัวเองว่าเขาเป็นใคร อายุประมาณเท่าไร และมีความสำคัญขนาดไหนเพราะดูเหมือนใครๆ ต่างก็ยำเกรงไม่เว้นแม้แต่เจ้าการ์ดร่างใหญ่ที่ทำท่าจะจับเธอโยนออกนอกโรงแรมตลอดเวลายังโค้งตัวอย่างนอบน้อมเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้


ด้วยความขลาดกลัวกับเหล่าผู้ติดตามหน้าตาขึงขังจึงทำให้พิมพากานต์ไม่อาจมองชายหนุ่มได้ชัดถนัดตานัก ต่างจากเจ้าของดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ใช้ช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีระหว่างรอประตูลิฟต์ปิดกวาดมองดวงหน้าหมดจดงดงามของหญิงสาวที่เขาพบเข้าโดยบังเอิญอย่างตั้งใจ


ขณะพิมพากานต์ยืนใจเต้นตึกตักกับเหตุการณ์โกลาหลน้อยๆจนลืมการมาของตัวเองไปชั่วขณะ ด้านภานุหลังกระแทกโทรศัพท์ลงบนแป้นอย่างไม่สบอารมณ์ชายหนุ่มยังคงแจ้งการ์ดด้านล่างให้กันแขกที่เขาไม่ประสงค์เผชิญหน้าในตอนนี้ไว้ก่อน และเขาออกคำสั่งให้เลขาฯ ติดต่อหาน้องสาวโดยด่วน ท่าทางหงุดหงิดของเขาก็สะดุดเข้ากับดวงตาคมวาวของคนที่กำลังเดินเข้ามาพอดี


“มีอะไรงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนหยุดอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ดวงตาวาววับจ้องภาพเคลื่อนไหวบนนั้นอย่างสนใจ


“อ้าวโอเซีย...ลมอะไรหอบแกมาเรอะ...” หลังจากหันไปทางต้นเสียงแล้วเห็นว่าเป็นใคร ภานุจึงทักทายเพื่อนสนิท พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแสดงออกว่าสนใจกับความกลัดกลุ้มของเขาชายหนุ่มจึงตอบแบบขอไปทีว่า “ไม่มีอะไร” ปากบอกไม่มีอะไรแต่สีหน้ากลับเป็นตรงกันข้าม


“แน่ใจเหรอว่าไม่มี” คิ้วของคนถามเลิกขึ้นเล็กน้อย “แต่จากท่าทางของแกดูเหมือนกำลังมีปัญหา...” ชายหนุ่มเอ่ยขณะจดจ่ออยู่กับเจ้าของดวงหน้างดงามทว่าบูดบึ้งแล้วยิ้มในสีหน้า


“ก็นิดหน่อย” ภานุตอบอย่างเสียไม่ได้


“ปัญหาของแกคือหล่อนหรือเปล่า” โอเซียถามอย่างกระตือรือร้น


“ทำไม...แกสนใจเธอเหรอ?” เมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนภานุจึงถามพร้อมกับพยักพเยิดไปยังจอมอนิเตอร์


“อือฮึ...ท่าทางดุเดือดดี...” โอเซียหันไปเลิกคิ้วกับเพื่อนแล้วยิ้มพรายออกมา


“งั้นช่วยจัดการให้ที...แต่อย่าทำอะไรห่ามๆ เป็นอันขาดเพราะเธอเป็นน้องสาวเพื่อนสนิทของฉันแค่ทำยังไงก็ได้ให้เธอเลิกคลั่งฉันก็พอ...”


“ทำไมต้องเป็นฉันด้วย...ผู้หญิงของแกไม่ใช่เรอะจัดการเองสิ” แม้รู้สึกถูกตาต้องใจสาวน้อยด้านล่างแต่โอเซียก็ไม่ตกปากรับคำในทันที


“วันนี้ฉันมีนัดกับโรนิก้ายังไงฝากเคลียร์ทางนี้ด้วย” พอฝากฝังปัญหาเสร็จภานุก็ทำท่าจะระเห็จออกไป


“เฮ้ย! แกจะไปไหน...วันนี้ฉันตั้งใจมาหาแกนะ” โอเซียเริ่มโวยวายเมื่ออีกฝ่ายโยนภาระมาให้


“เอาน่า...ถือว่าช่วยเพื่อนสักครั้งเพราะถ้าพลาดนัดครั้งนี้ฉันอดมีพ่อตาเป็นนายพลแน่...ส่วนเธอแกบอกเองว่าสนใจเพราะฉะนั้นก็ช่วยจัดการให้ที...จำไว้นะโอเซียทำยังไงก็ได้แค่ให้เธอเลิกคลั่งฉันแต่อย่าทำอะไรเกินกว่านั้นเด็ดขาดไม่อย่างนั้นไอ้พีมันเอาฉันตายแน่”


ภานุบอกแค่นั้นก่อนจะหันไปสั่งงานเลขาฯ แล้วหยิบกุญแจรถและเดินอย่างเร่งรีบตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัว...


โอเซียหันไปมองหน้าเลขาฯ สาวสวยแล้วผายมือออก ก่อนจะสบถอย่างหัวเสียเพราะอยู่ๆเขาต้องมายุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม” ชายหนุ่มถามสาวสวยที่ยืนรอรับคำสั่งจากเขาตามคำสั่งของเจ้านายพร้อมกับปรายตามองหญิงสาวแปลกหน้าอย่างครุ่นคิด


“ดิฉันไม่ทราบเลยค่ะ” เตริน่าตอบไปตามจริง


“ถ้าอย่างนั้นช่วยต่อสายเจ้านายของเธอให้ฉันหน่อยสิ” โอเซียออกคำสั่งเมื่อเห็นว่าเขาควรมีข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วนบ้าง ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อเตริน่าจัดการตามความประสงค์ของเขาด้วยเวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ชายหนุ่มใช้เวลาราวห้านาทีในการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงซึ่งกำลังกลายเป็นภาระ...ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนแป้นแล้วถอนใจ


“ทำอะไรก็ได้แต่ห้ามแตะต้องเธองั้นหรือ...” ทวนคำสั่งสุดท้ายของเพื่อนแล้วเลิกคิ้วขึ้น... “ฉันจะพยามเตือนตัวเองก็แล้วกัน” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองแล้วกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์...





 

Create Date : 15 กันยายน 2558
0 comments
Last Update : 15 กันยายน 2558 9:42:37 น.
Counter : 355 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.