Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
24 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
“พระองค์ท่านทรงทราบใช่ใหม............"







ภาพจากเดือนก.พ. 2559 เมื่อผู้เขียนเข้าพบเพื่อขอสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่มูลนิธิชัยพัฒนา

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อจะนำข้อมูลไปเขียนหนังสือแนวพัฒนาตนเองของผู้เขียน

นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับดร.สุเมธเองแล้ว ผู้เขียนก็ได้ถามถึงหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ด้วย

ดร.สุเมธได้ประมวลหลักการทรงงานไว้ ๑๐ ข้อ คือ

1) ความซื่อสัตย์สุจริตต้องมาอันดับแรก

2) ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน

3) มีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

4) ให้เริ่มจากหลักการ หลักวิชาการ และแล้วนำไปทดสอบทดลอง

5) ดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก

6) ยึดธรรมชาติเป็นหลัก

7) ให้รู้รักสามัคคี

8) ทำอะไรให้เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่

9) ยึดความพอดีพอควรเป็นที่ตั้ง และ

10) ยึดธรรมะเป็นที่ตั้งในทุก ๆ เรื่อง

สอนโดยไม่สอน

นอกจากนี้ดร.สุเมธยังกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ยังทรงมีวิธี “สอนงานแบบไม่สอน” อีกด้วย

โดยจะทรงเน้นการปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู และจูงใจนักเรียนให้มาสนใจ แต่ไม่เคยทรงสั่งหรือทรงบังคับให้ทำ จะทรงสอนอย่างละเอียดให้เข้าใจทุกแง่มุม และที่สำคัญทรงเน้นเสมอว่า การสอนควรยึดรากฐานเดิมของสังคมไทยไว้ ไม่ควรคัดลอกจากต่างประเทศมากเกินไป

ทรงงานหนัก

จากคำบอกเล่าของดร.สุเมธยัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ นั้นทรงงานหนักมาก ใครถวายหนังสืออะไรขึ้นไปจะทรงอ่านหมด อ่านอย่างละเอียดทุกหน้า

รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ปลายปี 2493 เป็นต้นมา พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานปริญญาไปแล้วรวมน้ำหนักทั้งสิ้น 220 ตัน – จากหนังสือ “หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
อีกทั้งยังทรงงานไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ทรงงานถึงดึกดื่นทุกวันเพราะตรัสว่า ความทุกข์ยากของประชาชนนั้นรอไม่ได้

“…เคยรับสั่งให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในวันศุกร์ พระองค์ตรัสว่า ที่ตรงนี้ที่ตรงนั้นเขาอดอยากอยู่ ผมกราบบังคมทูลว่า เดี๋ยววันจันทร์ข้าพระพุทธเจ้าจะรีบไปพระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งทันทีว่า ความทุกข์ความทรมานไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย…” — จากหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
ไม่ทรงมีวันเกษียณ

ดร.สุเมธเล่าว่า ในวันเกิดครบอายุ 60 ปีของตนเอง หลังจากได้ถวายงานแล้ว ตนได้เข้าไปกราบบังคมทูลขอพระราชทานพรเนื่องในวันเกิดของตน ซึ่งถึงวัยเกษียณพอดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงรับสั่งถามกลับสั้น ๆ ว่า “แล้วฉันล่ะ?”

ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา และยังทรงงานอยู่อย่างหนักเหมือนเดิม

ดร.สุเมธเล่าว่าหลังจากนั้นตนไม่เคยนึกเรื่องเกษียณอีกเลย และตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ไปตลอดตราบใดที่สุขภาพยังอำนวย

พรพระราชทานครั้งสุดท้าย

ในปีที่ดร.สุเมธเองอายุครบ 72 ปี ก็ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงาน และหลังจากนั้นก็ขอพระราชทานพรวันเกิด ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงพระประชวรและประทับอยู่ที่รพ.ศิริราชแล้ว

ดร.สุเมธเล่าว่า ขณะที่ตนก้มกราบรอรับพรพระราชทานอยู่กับพื้นนั้น ทรงเงียบไปพักหนึ่ง แล้วดร.สุเมธก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ตกมาที่บ่าดัง “ปึ้ก”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวร.๙ ทรงน้อมพระวรกายลงมาจากพระเก้าอี้ เพื่อตบบ่าดร.สุเมธแล้วตรัสสั้น ๆ แต่ทรงย้ำถึง 3 ครั้งว่า “สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…”

ผู้เขียนขอสารภาพว่า เมื่อได้ยินดร.สุเมธถ่ายทอดพระราชดำรัสสั้น ๆ แต่กินใจยิ่งนี้ให้ฟัง ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันที ต้องพักการสัมภาษณ์ครู่หนึ่งเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด

…เพราะพระราชดำรัสนั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า แม้จะมีพระชนมายุมากแล้ว และทรงพระประชวรอยู่ พระองค์ท่านก็ยังทรงเป็นห่วงพวกเราพสกนิกรอยู่เหลือเกิน…

ฝากกราบบังคมทูล

หลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นลง ผู้เขียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งเพราะเกรงว่าจะเป็นการมิควรที่จะไปรบกวนผู้ใหญ่แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจขอดร.สุเมธไปว่า ถ้าท่านได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกครั้ง ฝากกราบบังคมทูลได้หรือไม่ว่าพวกเราพสกนิกรรักพระองค์ท่านและเป็นห่วงพระพลานามัยของพระองค์เหลือเกิน

ถึงตรงนี้ดร.สุเมธเม้มปากนิ่ง สีหน้าดูครุ่นคิดไปครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “พระอาการไม่ค่อยดี วันนี้ก็เพิ่งมีพระปรอทอีก”

สิ่งที่คนไทยอยากได้ยิน

ผู้เขียนรู้สึกว่าใจหายวูบ มองดร.สุเมธนิ่งไปสักครู่เช่นกัน และได้ยินเสียงตัวเองถามออกไปว่า

“…แต่พระองค์ท่านทรงทราบใช่ไหมคะว่าพวกเราประชาชนทุกคนรักพระองค์ท่านมากแค่ไหน..”

ดร.สุเมธหันมาตอบทันทีด้วยสีหน้ามั่นใจว่า “อ๋อ แน่นอน”

หัวใจผู้เขียนเต้นแรงขึ้นด้วยกำลังใจที่วูบขึ้นมา คำยืนยันจากดร.สุเมธว่าพระองค์ท่านทรงทราบอย่างแน่นอนถึงความรักที่พวกเรามีต่อพระองค์ทำให้ผู้เขียนรู้สึกใจชื้นขึ้น

อย่างน้อยพระองค์ก็ทรงทราบ….

สิ่งที่พวกเราทำได้

เย็นวันนั้นผู้เขียนกลับออกมาจากมูลนิธิชัยพัฒนาด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิมที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนร่วมชาติ ให้แผ่นดิน ตามแบบที่ตนถนัดให้ดีที่สุด เท่าที่กำลังสติปัญญาจะพอทำได้

เพราะว่า…”งานยังไม่เสร็จ”…

ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านให้ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติให้ดีที่สุดตามความถนัดของตนไปอย่าง “ไม่มีวันเกษียณ”

อย่าให้การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เป็น “จุดสิ้นสุด” ของน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่…

แต่ขอให้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของ “การมีน้ำใจให้กันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ในหมู่พวกเราชาวไทยเถิด

ขอบคุณข้อมูลจาก www.doctor-nash.com




Create Date : 24 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2559 23:31:02 น. 0 comments
Counter : 51 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมาชิกหมายเลข 3081643
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3081643's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.