+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!

“(500) Days of Summer” ... (500) วันแห่งความรัก ใน (10) วันแห่งความเข้าใจ

นอกจากติดตามตัวผมในบล็อกนี้แล้ว ก็ขอชวนไปสนุกกันในอีกช่องทางกับ "Facebook" และ "Twitter" ด้วยครับ

Like Me @ http://www.facebook.com/pages/OncE-UPoN-a-MaN/362974106204

และ Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man









คอลัมน์ที่คุณกำลังจะอ่านอยู่นี้ ..อาจพูดได้ว่า นี่เป็นทั้ง ครั้งแรกของผม และน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสได้เขียน

ไม่ใช่เพราะผมเป็นแค่นักเขียนคอลัมนิสต์ฝึกหัดคนหนึ่ง... ที่ได้เขียนงานนี้ เพียงเพื่อให้บรรณาธิการใช้มันเป็นหลักฐานวัดผล ให้ผ่านการฝึก ...แต่มันเป็นเพราะผมเองนี่แหละ ที่เพิ่งจะได้เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยเข้าใจมันมาแต่ไหนแต่ไร กับเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปในครั้งนี้

คนบางคนอาจใช้เวลาเข้าใจในเวลานานหลายร้อยวัน ...แต่กับผมแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่า ที่ใช้เวลาเพื่อเข้าใจในสิ่งเดียวกันนี้ เพียงแค่ 10 วัน เท่านั้นเอง

ก็คงต้องบอกเล่ากันเสียก่อนว่า ผมได้งานนี้แต่ใดมา...

ผม ในฐานะนักเขียนคอลัมนิสต์ฝึกหัดคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสสุดพิเศษ เข้ามาศึกษางานของนิตยสาร “วันแห่งความรัก” เล่มนี้ ..เมื่อระยะเวลาหนึ่งปีกว่าๆที่ผ่านมานี้ ผมได้เพียรเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลายอย่างหลากรูปแบบ ที่ทำให้ได้งอกเงยในความรู้ และความลึกซึ้ง ถึงวิธีการทำนิตยสารสักเล่ม ที่ต้องประกอบไปด้วยขั้นตอนหลายๆขั้นแสนยากเย็น จึงจะมาประกอบเห็นเป็นรูปเล่มได้เช่นนี้ที่คุณกำลังถืออยู่

หนึ่งปี และอีกหลายวัน ที่ผ่านพ้นไป มันทำให้ ผมเข้าใจแล้วว่า ความกดดัน มันเป็นอย่างไร ..หากไม่เจอกับตัวเองเข้าอย่างนี้แล้วละก็ ผมก็คงจะสำเร็จคอลัมน์นี้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ได้เช่นกัน

แล้วระยะเวลาที่ผมรอคอย มันก็ได้ฤกษ์เดินทางไกลแสนไกล จนมาสุดเอาถึงที่หน้าโต๊ะทำงานของผมนี่เอง ..เมื่อในวันนั้น ผมได้รับโอกาสสุดแสนพิเศษยิ่งกว่าที่ได้มาทำงานที่นี่ จากการหยิบยื่นของบรรณาธิการ ผู้ที่อยากจะรู้อย่างจริงจังว่า ผม ควรจะมีสิทธิ์ได้ไปต่อ ในสถานที่แห่งความรัก แห่งนี้หรือไม่?




ท่านอยากพิสูจน์ตัวผม ด้วยการ ขอให้ผมเขียนคอลัมน์ ขึ้นมาสักหนึ่งคอลัมน์ ..ให้เป็นคอลัมน์อะไรก็ได้ แต่โดยสรุปในนั้น มันต้องมี สิ่งที่เรียกว่า ความรัก ประกอบเป็นมวลสำคัญอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนล่ะว่า งานนี้ ต้องยาก สถานเดียว ..ด้วยความที่ผมยังไม่เคยมีประสบการณ์จะขีดๆเขียนๆอะไรเยอะๆยาวๆอย่างนี้มาก่อน อย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลย ถ้าไม่รวมกับเมื่อครั้งเยาว์วัยที่ผมเขียนเรียงความ เพื่อออกมาอ่านหน้าชั้น ...แค่เท่านั้นเองจริงๆ ที่ผมเคยมีประสบการณ์พรรค์นี้

แล้วนี่ก็ยังไม่รวมกับความเป็นจริงอีกอย่าง... ที่ผมอาจจะเป็นผู้โชคร้ายคนหนึ่ง ที่ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า ความรัก พัดผ่านเข้ามาในชีวิตเลย ..ให้เกี่ยวข้องอย่างมากๆเลย ก็คงจะแค่ออกแนวแอบรักใครคนอื่นเขาข้างเดียว เปล่าเปลี่ยวหัวใจไปวันๆ

เพราะอย่างงี้ไงละ ผมถึงไม่เคยเข้าใจว่า ความรัก เป็นอย่างไร




หลายคนอ่านถึงตรงนี้คงสงสัย เพราะอะไรกัน ผมถึงได้มีโอกาสเข้ามาฝึกหัดทำงานกับนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องของความรักเป็นหลักอย่างนี้ ..ผมก็คงได้แต่บอกตรงๆโต้งๆว่า ผมได้รับการแนะนำจากเพื่อนที่ผมรักมากมายนายหนึ่งที่ขอให้ผมได้มาฝึกงานที่นี่

เขาคนนี้ เป็นคนที่มีเครดิตในเรื่องของความรัก ..ซึ่งไม่ได้หมายถึง เขาเป็นนักรัก คนหลายใจอะไรหรอกนะ ...แต่เขาคนที่ว่านี้ จัดว่าเป็นกูรูผู้รู้รัก ผู้มีหน้าที่คิดและเขียนคำอวยพรในการ์ดฉลองวันสำคัญ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของวลีเด็ดๆ หวานเข็ดฟัน ให้ถูกจัดอันดับเป็นมือหนึ่งของงานด้านนี้ และสร้างยอดขายให้บริษัทมาเป็นอันดับหนึ่ง ..ยิ่งหากมาถึงวันแห่งความรักเมื่อไร การ์ดที่คิดขึ้นโดยตัวเขา ต่างล้วนแล้วแต่เป็นของยอดฮิต ขายดิบขายดีจนขาดตลาดมาได้หลายปีซ้อน

ฉะนั้น ในแวดวงนักเขียน เขาจึงเป็นผู้ที่มีเครดิตดีระดับแพลตตินัม ..แม้งานที่เขาทำจะดูต๊อกต๋อย แต่มันก็ต้องนับว่า ไม่ธรรมดาเลย สำหรับนักเขียนตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ได้มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนเรื่องราวความรักอีกมากมาย ได้นำเอาคำความรักแสนคมขาดบาดใจของเขา ไปดัดแปลงเป็นเรื่องเป็นราวของตัวเองขึ้นมา ...แล้วก็น่ายินดีอีกต่างหาก ที่แทบทุกครั้ง และแทบทุกคน ล้วนต่างมีคำนิยม ส่งมาขอบคุณ เพื่อนของผมคนนี้ จนกระทั่งความรู้สึกดีๆเหล่านี้ ช่วยเปลี่ยนจากผู้ชายที่แสนธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายมาเป็นคนพิเศษในแวดวงนักเขียนได้เช่นนี้

ด้วยเหตุฉะนี้นี่แหละครับ ที่เพื่อนผม มันมีความสำคัญเป็นระดับแพลตตินัม.. มันจึงสามารถฝากฝังให้ผมเข้ามาทำงานที่นี่ได้ อย่างสบายแฮ

ที่เพื่อนผม มันเลือกจะทำอย่างนี้ให้ ..มันไม่ได้เห็นหรอกว่า ผมจบมาจากคณะวารสารฯ ที่ตรงกับสายงานที่เข้ามาทำ ...เพียงแต่มันเห็นใจผม ที่ชีวิตนี้ ไม่เคยเรียนรู้ในเรื่องของความรักอย่างจริงๆจังๆมาก่อนเลย

อย่าหาว่าผมเผาเพื่อนเลย ...แต่เห็นทำอย่างนี้ให้แล้วเนี่ย มันคงไม่คิดว่าตัวเองจะโดนย้ำปมเลยใช่ไหม?

เพราะอย่าว่าแต่ผมเลย ที่ไม่เคยเจอเรื่องความรัก ..กับตัวมันเอง ก็คล้ายๆกัน เพราะอาจถึงจะเคยมีแฟน แต่ความยืดยาวไม่เคยมี คล้ายว่า Lucky in Game (งาน) Unlucky in Love ...มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนักหรอก!

หรือก็ไม่แน่นะ ที่มันยัดเยียดให้ผมต้องมาทำ ..อาจเป็นเพราะมันอาจหวังพึ่งให้ผมมาช่วยเป็นกูรูเรื่องความรักในเชิงปฏิบัติ ให้กับมัน ในขณะที่ตัวมันเคยรู้ดีก็แต่เรื่องทฤษฎี เป็นหลัก

เพียงแต่ มันก็คงตัดสินใจผิดไปแล้วละมั้ง ที่หวังจะมีเพื่อนเป็นกูรูเรื่องความรักอีกคน ...เพราะอีกไม่นาน หลังจากที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่แล้ว มันก็ได้มีโอกาสประสบพบกับผู้หญิงอีกคน ที่มันดันเข้าใจไปเองว่า นี่คือ รักแท้ของมัน ตั้งแต่แรกเจอ

ถือว่า มีบทเรียนของจริงผ่านเข้ามาในชีวิตได้เสียทีอย่างนี้ ..มันมีโอกาสที่ดีกว่าผมเสียด้วยซ้ำ!




เดี๋ยวจะเผากันยาวเกินไป ให้วกกลับมาเรื่องของงานของผมอีกครั้งหนึ่ง ..โจทย์ที่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ได้ ที่ลงท้ายต้องมี ความรักนั้น ผมใช้เวลาไม่นานในการคิดถึงงานชิ้นนี้ และแล้วโดยสรุป มันก็ได้มาลงท้ายเอากับคนใกล้ตัวของผมเองนี่แหละ ที่ต้องยอมมารับบทเป็น จำเลยรัก ให้ ...เพื่อต้องตอบคำถามที่ว่าด้วยเรื่องของความรัก ที่ผมตั้งเอาไว้

ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้หรอก ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่ผมสนิทที่สุดคนนี้ ..คนเดียวกับที่เคยคะยั้นคะยอ ขอให้ผมเป็นกูรูให้กับมัน ...โดยที่ไม่รู้อะไรซะแล้ว ว่ามันจะต้องเจอด้วยตัวของมันเองถึงจะได้เข้าใจ

โดยผมจะขอสมมติ นามของเพื่อนผมคนนี้ ให้มันมีชื่อว่า “ทอม” ก็แล้วกัน

นอกเหนือจากได้จำเลยมาแล้ว ..งานนี้ ผมก็ยังได้ตั้งโจทย์เพื่อเป็นการสร้างความท้าทายให้กับตัวเอง ไหนๆก็มีงานนี้เป็นงานแรกแล้ว (และอย่างที่บอกว่า มันได้ลงเอยเป็นงานเดียวเสียด้วย) ...ผมจะขอเรียนรู้เรื่องราวของความรัก โดยใช้ระยะเวลาเข้าคอร์สสั้นๆเพียงแค่ 10 วัน ขอไม่มากไปกว่านั้น และต้องไม่น้อยไปกว่านี้

เรียกได้ว่า ถ้างานนี้มันมันส์จนยาวกว่าจะใส่คอลัมน์ของนิตยสารเล่มนี้ได้ ผมก็เผื่อไว้เลยที่จะทำมันออกมาเป็นหนังสือ How to... แข่งกับ “How to Lose a Guy in 10 Days”

แถมคิดชื่อไว้ด้วยแนวทางหยอกเอินที่ว่า “How to Win a Girl in 10 Days”

แต่นั่นก็แค่ความคาดหวัง ..และความเป็นจริง ผมก็ทำออกมาได้เท่าที่จะได้เห็นในคอลัมน์นี้ ...ไม่ใช่ผมท้อถอยหรอก แต่เป็นเพราะผมท้อใจแทนเพื่อนของผมที่ต้องมาเป็นจำเลยในครั้งนี้ ที่ไม่สามารถเอาชนะผู้หญิงที่เขารักหมดใจได้ ...ถึงกระทั่งหมดเวลาเอามาทิ้งไปแล้วถึง 500 วัน ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลที่จะได้เป็นเธอมาเป็นรักแท้ในที่สุด

โจทก์ความรักของเพื่อนผมคนนี้ ..ผมจะขอสมมตินามของเธอ ให้เป็นฤดูกาลฤดูหนึ่งว่า “ซัมเมอร์”

และต่อไปนี้ นี่ก็คือ บันทึกแห่งความเข้าใจ ตลอดระยะเวลา 10 วัน ที่ผมได้เรียนรู้มันมาจากกูรูผู้ทรงคุณวุฒิที่เพิ่งจะรู้เรื่องในเชิงปฏิบัติอย่างดิบดี ..และมีแขกรับเชิญบางคนที่ให้เกียรติมาคุยกับผม เพียงเพราะเขาเกี่ยวข้องกับความรักในครั้งนี้ของ ทอม และ ซัมเมอร์






วันที่ (1) ...ผมนัดเจอเพื่อนของผมที่สวนสาธารณะที่เขาชอบไปบ่อยๆที่สุด ครั้งเมื่อเขายังมีความรักกับหญิงสาวผู้นั้น ...เขาเข้าใจดี ว่าทำไมผมถึงอยากจะคุยกับเขาเรื่องของความรักของเขา หลังจากเกริ่นๆไปว่ากำลังเขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมาอยู่ ..ซึ่งจะว่าไป ก็น่าแปลกใจนัก ที่ผมก็รู้เรื่องว่าเขากำลังคบกับใคร ความสัมพันธ์ในแต่ละห้วงเวลาเป็นอย่างไร เขาเอามาเล่าเสมอเวลาที่พบเจอกัน

แต่ที่ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ก็คือ ความรู้สึกลึกถึงที่ก้นบึ้งของเขา ที่มีต่อความรักในครั้งนี้ ที่เป็นอีกหนึ่งครั้งของเขา ..เขาเก็บงำมันมาตลอด แม้กับเพื่อนกับฝูงที่ดูจะปรึกษาได้ง่ายสุด ก็ดูเหมือนคนห่างเหินชอบกล

วันนี้ มันถึงเวลาที่เขาต้องบอกกับผมแล้วว่า เขารู้สึกอย่างไรกับมัน ...รู้สึกอย่างไรกับการได้รักใครสักคน และได้ถูกใครคนนั้น ทิ้งไปเหมือนไม่ไยดี

เมื่อผมกำลังจะเอ่ยปาก เค้นหาความจริงเรื่องความรู้สึกนี้แล้ว ...ช่างน่าแปลกใจนักที่จู่ๆ เขาก็พูดประเด็นที่ผมอยากรู้ขึ้นมา ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตั้งคำถามเลย

“ฉันมาที่สวนที่นี่ทีไร แล้วฉันอดคิดถึงวันก่อนๆที่ผ่านมา 490 วัน ไม่ได้จริงๆ”

ถึงขนาดนับวัน จำได้แม่นอย่างนี้ ..คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เขารู้สึกอินกับมันอย่างรุนแรง

“เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันเพิ่งได้เจอกับเขาอีกครั้งหนึ่ง และคงจะเป็นครั้งสุดท้าย ..ฉันมองหน้าเขา เขามองหน้าฉัน แล้วเขาก็กุมมือฉัน ..แต่ในแววตาอันสดใสคู่นั้น มันบ่งบอกกับฉันว่า นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้จับมือกัน ...ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตัวเองจะผ่านช่วงเวลาที่ทั้งประทับใจ และทรมานทรกรรมไปพร้อมๆกันเช่นนี้ได้”

คนเราจะรู้สึกอะไรถึงสองอย่างที่ตรงกันข้าม ในเวลาเดียวกันได้ กับเรื่องราวของความรัก ..นั่นเท่ากับว่า ความรักครั้งนี้ มันทำให้เขาต้องแบ่งตัวเองกลายเป็นคนสองคนในร่างเดียว

ร่างหนึ่ง คือ ร่างของคนที่มีความสุข ชีวิตนี้มีแต่เรื่องให้อมยิ้ม ..กับอีกร่าง คือ ร่างของคนที่เหมือนใกล้ตาย พร้อมจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่อยากหวนคืน

ทอม ได้รับรู้แล้วว่า การต้องเป็นคนสองคนในร่างเดียวนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ..พอๆกับการก้าวข้ามผ่านความรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องแบกรับความไม่แน่ใจว่า เขาจะเลือกสิ่งใด ระหว่าง ความรักที่เขามีให้เธอ หรือความจริงที่เธอไม่รักเขาเลยในฐานะของคนรัก

วันแรก ผมยังไม่รู้จะถามอะไรต่อไปดี ในเมื่ออย่างน้อยๆก็รู้แล้วว่า มันอินขนาดไหน ..ก็เลยพักการคุยเรื่องรัก มาต่อด้วยเรื่องชายๆ ที่ไร้สาระแก่นแท้ จะมาบอกกล่าว ณ จุดนี้




วันที่ (2) ...ผมไปหาเจ้าทอม ที่บ้าน ซึ่งเป็นอะไรที่ปกติ จนเหมือนไม่มีหน้าที่การงานมาอ้างอิง ...วันนี้ มันชวนผมมาดูหนังเรื่อง “The Graduate” ที่มี “ดัสติน ฮอฟแมนน์” แสดงนำ ..มันชอบหนังเรื่องนี้มาก ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เด็กจนโต แล้วมันก็เข้าใจความในหนังเรื่องนี้เป็นตุเป็นตะ ว่าความรักที่จริงแท้ จะเกิดขึ้นเมื่อเขาเจอ คนที่ใช่

แต่วันนี้ เขากลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกทีในมุมมองที่เปลี่ยนไป ..เขารู้แล้วว่า บางที ชีวิตเราก็ไม่จำเป็นจะต้องรอคอย คนที่ใช่ เสมอไป

เพราะโดยส่วนมาก บนโลกความเป็นจริง... คนที่ใช่ ต่างมักจะชอบมา ในเวลาที่ผิด อยู่เสมอ

เช่นเดียวกับ ซัมเมอร์ ...การได้พบเธอ มันทำให้เขาไม่แน่ใจ ว่าเป็นตัวเขาเองที่ผิดมาเจอเธอเร็วไป หรือว่า ผิดที่เธอไม่เคยรอจะเจอคนอย่างเขาเลย

ขณะที่มันกำลังนั่งดื่มด่ำกับหนังเรื่องนี้อย่างถลำลึก ด้วยความอินเรื่องโรแมนซ์ที่ลดลงไปมาก ..ผมก็ผล็อยหลับไปไม่รู้ตอนไหน และตื่นมาอีกที ก็ได้รับการเรียนเชิญขอให้กลับบ้านจากเจ้าเพื่อนตัวดี

ที่มันเรียนเชิญ ไม่ใช่เพราะเรานอนกรนรบกวนมันให้รำคาญเล่นหรอก ...แต่เป็นเขาที่อยากจะนอนทบทวนอะไรบางอย่างจากการดูหนังที่เขารักอีกสักที ซึ่งผมก็ไม่ขัดศรัทธา ปล่อยวันที่สองให้ผ่านไป เหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า






วันที่ (3) ...ผมกลับมาที่บ้าน เจ้าทอม อีกครั้งในวันนี้ เพราะนึกขึ้นได้ว่า ผมลืมทิ้งมือถือไว้ที่นี่ (ด้วยความเกรงกลัวว่านายจะตามงาน ว่าไปถึงไหนแล้ว สำหรับงานแรก) ..แต่วันนี้ เจ้าทอม ดันทะลึ่งไม่อยู่ให้เจอ หากทิ้งยัยน้องสาวแก่นเซี้ยว ไว้ให้ช่วยเฝ้าบ้าน

เมื่อผมถามยัยน้อง เธอตอบว่า “อ๋อ เขาออกไปเสี่ยงโชค เพื่อผจญกับโลกที่ไม่มีคนใจร้ายคอยทำร้ายๆอีกต่อไปน่ะสิ พี่ ..พี่คงไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไร หากไม่เคยลองออกไปเสี่ยงด้วยตัวเอง”

ขอโทษนะครับ ที่เธอพูดออกมาอย่างนี้ คงดูเหมือนว่าเธอต้องอายุน้อยกว่าเจ้าทอมมันไม่กี่ปีหรอก ..แต่ที่ไหนได้เธอดันทะลึ่งไม่ทันแตกเนื้อสาว แต่ก็ห้าวเป้ง เปล่งประโยคสุดแสนจะแก่แดดออกมาขนาดนี้ได้ (แถมพาดพิง คนไม่มีแฟน อย่างตูเต็มๆ)

แหม! แต่เห็นพูดว่า แก่แดด อย่างนี้ เอาเข้าจริง ผมก็ชอบเธอมากเลยทีเดียวนะ ..เธอเป็นคนที่มีความคิดออกจะน่าสนใจทีเดียว หากเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน

หากเข้าใจว่าโลกของเราวันนี้ บังคับให้เด็กต้องทำตัวแก่เร็วๆขึ้นทุกวัน ..ก็น่าจะเข้าใจสาวน้อยคนนี้สักหน่อย เพราะถึงจะฟังแล้วแปร่งหู แต่การที่พูดเชิงสอนสั่งเช่นนี้ มันก็คือ การที่เธอเอาใจช่วยให้ผมลองไปเปิดโลกทัศน์เรื่องความรักด้วยตัวของผมเอง

อีกอย่างที่ต้องเผา เรื่องของยัยน้องกับเพื่อนของผม ..อยากให้รู้โดยทั่วกันว่า เจ้าทอม มันมีที่ปรึกษาเรื่องความรัก อาวุโส เป็นยัยน้องแก่แดดผู้นี้นี่แหละ ...ไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะเพื่อน ทำใจซะ ว่า นายมันแย่ที่แพ้เด็กประถม!

เออ! แต่วันก่อน ผมเห็นเธอไปเปลี่ยนสีผม เป็นสีม่วง และตัดเป็นทรงบ็อบ เลยเชียวนะ ..ไม่รู้ว่ายัยสาวน้อยผู้นี้ เธอคิดอะไร เกรียนๆของเธออยู่น้า




วันที่ (4) ...วันนี้ ผมชวนเจ้าทอม มันมาหาผมที่บ้านของผมเอง เพราะผมบังคับเลยว่า “วันนี้ แกต้องมาคุยเรื่องของแกต่อเว้ย ..เผลอแปบๆ นี่มัน 4 วันแล้วนะเว้ย” ...คือ ให้มันอยู่ที่บ้านของมันเอง ก็เกรงว่าเดี๋ยวมันจะเกิดอารมณ์เปิด The Graduate ขึ้นมาถลำลึกอีก (ผมดูกับมัน จะเป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้ง!!?)

เริ่มต้นเปิดประเด็นคุยมาด้วย การขอให้เล่าย้อนเหตุการณ์สัก 3 เหตุการณ์ที่ประทับใจ ตอนที่อยู่เคียงข้าง ซัมเมอร์ ..แม้บางเรื่อง ผมจะรู้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้อยากให้มันเล่าอัดใส่เทป เพื่อเป็นหลักฐานไว้เขียนบทความนี้แหละ

แต่ไปๆมาๆ คำพูดที่มันสัมภาษณ์ไว้ ผมไม่เห็นประเด็นใดเด็ดๆที่น่าจะคัดมาใส่ในคอลัมน์นี้เลย ..เพราะเวลาที่ผมเสียไปวันนั้น มันหมดไปกับ การนั่งรำลึกอดีต วันวานยังหวานอยู่ ที่เล่าวกไปวนมา ฟังแล้วไม่เข้าใจสักเท่าไหร่

แต่ที่มันว่าต้องเข้าใจมันอยู่อย่าง ก็คือ “ตอนนี้ ฉันกำลังหัดเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยการลืมความทรงจำเก่าๆ ..ฉันพูดได้เลยว่า เรื่องบางเรื่องที่ฉันเล่าไปให้แบบงงๆ มันเป็นเพราะฉันไม่เห็นว่าเรื่องเหล่านี้จะสำคัญอะไรที่ต้องบอกแกเพราะที่น่าประทับใจมากกว่าก็คือ การที่ฉันยังยืนอยู่กับปัจจุบันที่ไม่เลวร้ายเหมือนวันเก่าๆ เมื่อชีวิตของฉันไม่มีผู้หญิงคนนั้นอีกต่อไป”

กระทั่งจะให้เล่าเรื่องที่น่าประทับใจ ยังไม่เอาเลย ..ผู้ชายคนนี้ ไม่รู้มันจะอาร์ตไปไหนว้า!!

และแล้ววันที่ 4 ก็จบไป พร้อมกับความอาร์ตของผู้ชายที่ชื่อว่า ทอม ..ไม่ได้อะไรที่น่าสนใจกลับมาอีกหนึ่งวัน






วันที่ (5) ...ผมตั้งประกาศิตไว้เลยว่า วันนี้ ผมจะไม่คุยกับ อาร์ตตัวพ่อ อีกแล้ว ..แต่จะขอคุยกับ เพื่อนสนิทที่สามารถเปิดปากคุยได้ในทุกเรื่อง อย่างที่เคยเป็นมาแต่ไหนแต่ไร

ไม่รู้ว่าผิดที่ผม ปล่อยให้มันได้ใจ กับการเก็บงำเรื่องความรักมากไปหรือเปล่าหนอ.. มันถึงได้ทำกับผม อย่างเห็นว่าผมไม่เข้าใจในความรัก อย่างเมื่อวันวานเช่นนั้น

ผมพูดย้ำประเด็นที่เคยเกริ่นไว้แต่แรกเริ่ม จะขอคุยกับมันอีกสักหน “ฉันอยากเข้าใจเรื่องของความรักนะเว้ย ..ไม่ใช่เพราะฉันไม่เคยเจอ แล้วฉันไม่ควรรู้หรอก แต่เพราะฉันอยากให้นาย ได้เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ทำให้คนอื่นๆอีกหลายหลากคนได้หันมามอง มาเข้าใจในความรักให้มากขึ้น”

เพราะอะไรรู้ไหม? ผมถึงเลือกนายทอม ..เหตุผลก็คือ นายทอม เป็นเพื่อนคนเดียวของผม และคนที่ผมรู้จักเพียงคนเดียว ที่เคยเจอประสบการณ์โดน ผู้หญิงเมินใส่

โดยปกติ ถ้าไม่ใช่ผู้ชายที่ขนพองผยองเดช เห็นนารีมีมากเหมือนฝูงลิง ..ก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีเหตุผลใดที่ผู้หญิงจะกลายเป็นฝ่ายช่างเลือก

ถึงแม้คำว่า สวยเลือกได้ กำลังฮิตติดปาก ...แต่งานนี้ ต้องเรียกว่า สวยเลือกได้แล้วเขี่ยทิ้ง ซะมากกว่า

กรณีอย่างนาย ไม่ใช่ไม่เคยมี ..แต่มันก็น่าสนใจไม่ใช่เหรอ จะมีไม่บ่อย ที่ใครสักคนจะต้องมาพบเจอผู้หญิงอย่างนี้ เป็นแจ๊คพอตเข้าอย่างจัง

เมื่อได้ยินอย่างนั้น นายทอม ก็ขอเวลาทำการบ้าน และทำใจมันอีกสักวันสองวันก็แล้วกัน... แล้วถ้าถึงเวลาที่มันทำทั้งสองอย่างนี้ได้ มันก็จะยอมเปิดปาก เจรจาความจริง ว่าความรักครั้งนี้ มันเป็นอย่างไรกันแน่

ได้ยินอย่างนั้น ผมจะทำอะไรได้นอกจากยอม ..ในเมื่อมันรับปากจะทำให้ผมแล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นมันจะทำไม่ได้สักที ...เอาอย่างเรื่องงานที่ผมทำอยู่นี้ อันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ผมแค่บ่นว่ายังหาไม่ได้ แต่ในเวลาไม่กี่วัน มันเอามาประเคนให้ผมหน้าตาเฉย

ต้องยอมให้มันอีกวันหนึ่ง!




วันที่ (6) ...วันนี้ ผมไม่มีนัดกับใคร (เจ้าทอม ก็ปล่อยให้มันทำใจฟรีๆ ไปอีกหนึ่งวัน) เลยมานั่งจับเจ่าฟังเพลงอยู่ที่บ้าน ..ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เพลินๆอะไรหรอกนะ แต่ผมฟังแล้วก็ลองเอามาคิดประกอบกับภาพเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ เจ้าทอม กับซัมเมอร์ เคยมีให้แก่กัน ..ซึ่งบ้างก็เป็นเพลงรักหวานๆ บ้างก็ออกแนวโยกย้าย ส่ายสะโพกโยกย้าย หรือบ้างก็เป็นเพลงอกหักแบบฉบับเกาะอังกฤษ ที่เจ้าทอมมันชอบมาแต่เด็ก

ผมว่าเพลงนี้เหล่านี้ มันเข้ากันดี และดูลงตัวกับเรื่องราวอย่างสุดๆเลยนะ ..หากปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมันแล้วจะเคลิ้มหนักๆ จนอยากให้มีใครทำอัลบั้มรวมเพลงเหล่านี้ออกมาขายด้วยกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียเลยทีเดียว






วันที่ (7) ...มันได้เวลาเสียที ที่เจ้าทอม จะยอมเปิดเผยความในใจที่มีต่อ ผู้หญิงที่เขาเคยรักสุดหัวใจ กับคนอย่างผม ..และเพื่อความจริงจังของเรื่องราว ผมก็ขอชวนเพื่อนของผมและเจ้าทอมอีกสอง มาร่วมนั่งเป็นสักขีพยานให้กับการปล่าวประกาศเรื่องความรักในครั้งนี้

ตอนแรก ทอมมันอิดออด เขินอาย ที่ต้องเผยกับเพื่อนที่สนิทสุดๆของมันทั้งสาม ทั้งๆที่มันไม่เคยคิดจะปรึกษาด้วยความเกรงใจ ...แต่วันนี้ พวกผมให้โอกาสมันได้แค่ครั้งเดียว ที่จะง้อพวกผมให้สำเร็จ ด้วยการเปิดเผยความจริงอย่างถึงลูกถึงคน

เรื่องแรกที่มันเอ่ยปากพูดออกมา ก็คือ สิ่งที่มันค้างคาจากผมมาได้หลายวันแล้ว กับการพูดถึงเหตุการณ์ที่แสนประทับใจระหว่างมันกับผู้หญิงคนนั้น

เพียงแต่จากที่เคยขอไปสัก 3 อย่าง ..ในตอนนี้ มันขอต่อรองให้เหลือแค่หนึ่งเดียว เท่านั้น ที่มันนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มันได้รู้สึกดีกับเธอมาจนถึงนาทีนี้ และอีกอย่างอย่าได้อัดเทป แต่จงให้ผมเขียนด้วยภาษาของผมเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทอมกับซัมเมอร์ไปเดินห้าง เพื่อให้สาวเจ้าเลือกดูของใช้ในบ้าน ..แต่ด้วยความเป็นเด็ก(แอบซ่อนอยู่)ของทั้งคู่ ก็เกิดอยากเล่นบทบาทสามีภรรยากันขึ้นมา พร้อมกับอุปโลกน์ห้องโชว์สินค้าต่างๆในร้านสุขภัณฑ์ให้กลายเป็นเรีอนหอรอรักของพวกเขา

ถึงมันจะดูเป็นเรื่องขำๆ ที่ซัมเมอร์ปั้นแต่งขึ้นมา เพื่อความสนุกเพียงชั่วครู่ ..แต่กับ ทอม เขาคิดถึงแต่ความสนุกที่จะเกิดขึ้นอย่างยาวนานหลังจากนี้ ...และแม้ว่าสาวเจ้าจะเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยขอเขา ว่าไม่อยากให้การคบกันครั้งนี้จริงจัง แต่กับผู้ชายคนหนึ่งที่รับปากไปส่งๆ ในใจจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่า นี่คือ จุดเริ่มต้นของการจะทำอย่างไรก็ได้ ให้ใครคนนั้นหันมาเปลี่ยนใจ มองเขาเป็นคนสุดท้าย และพูดกับเขาว่า เขาคือคนที่เคยจริงจังด้วยมากที่สุดเท่าที่ชีวิตจะเคยมีแฟน

ความประทับใจของมันในที่นี้ ไม่ใช่แค่เป็นครั้งแรกที่ได้เดินไปในที่ๆมองเห็นว่าเขาและเธอรักกัน ..และไม่ใช่แค่ความสนุกที่ได้ทำอะไรแบบไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ..แต่มันคือ การออกสตาร์ทที่สวยงาม ที่ทำให้ความหวังที่จะมีรักแท้ มันงอกเงยออกมา

ในห้วงเวลาที่ ซัมเมอร์ เดินเข้ามาจับมือของเขาเป็นครั้งแรกนี่แหละ ...นี่คือ ห้วงเวลาแห่งความสุข ที่เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันก่อนหน้า ที่ทำได้แค่เล่นละครขำๆ บทหนึ่ง





แล้วเมื่อผมถามถึง ...สาเหตุที่ทำให้เขาและเธอต้องเลิกรากันล่ะ?

ถึงมันจะเคยพูดเรื่องนี้กับพวกผมไปแล้ว อย่างน้อยๆก็หนึ่งครั้ง แต่ครั้งนี้ ทอม ก็ยังอึ้งนิ่งตะลึงแล้วคิดอยู่ชั่วครู่ ...แล้วสาธยายออกมาด้วยความเจื่อน เหมือนเคยเป็นมา

เพียงแต่ครั้งนี้ มันพูดออกมาไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ..เพราะจากเคยเป็น คนที่ยอมรับไม่ได้ว่า เราต้องเลิกกัน เมื่อวันวาน มาในวันนี้ มันเปลี่ยนเป็นอีกคนที่รู้ตัวว่า เขาและเธอต้องจบ ไม่ว่าจะยื้อกันไป ยังไงสักวันก็คงต้องจบ

มันแถลงไขออกมาด้วยความเข้าใจของตัวมันเองว่า “มันเป็นเพราะโชคชะตาว่ะ เพื่อน”

พูดอย่างนี้ ขึ้นมา ก็ทำให้ผมนึกออกทันที ว่า มันเคยบอกผม เมื่อไม่กี่วันก่อน ว่า ซัมเมอร์ มีแฟนใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการแต่งงานอยู่กินกันเป็นเรื่องเป็นราว

“มันจริงอย่างที่มีใครว่าไว้ ..มาเจอคนใช่ ในเวลาที่ผิด ยังไงมันก็เป็นเนื้อคู่กันไม่ได้หรอก” ..สิ่งที่มันพูดออกมาเป็นอะไรที่ไม่ยาว ไม่เยิ่นเย้อ แต่สรุปได้จริงจัง และตรงประเด็น

ถึงจุดนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า ความรักมันอาจจะเป็นเรื่องของคนสองคนก็แน่นอน ..แต่ถ้าต้องมีคนที่สามเข้ามาเพื่อเปลี่ยนอะไรไป ใครคนนั้นก็คงจะต้องถือโทษว่าเป็นคนเบื้องบน ที่กำหนดชะตาของมนุษย์เอาไว้ ว่าใครควรคู่กับใครกันแน่

ผมหมดความสงสัยในเรื่องความรักของเจ้าเพื่อนผมคนนี้แล้ว ..ผมคิดว่าผมได้ใกล้จะมาถึงบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ พร้อมที่จะเผยแพร่สู่สายตาประชาชนแล้วล่ะ ...เพียงแต่ว่า พรุ่งนี้ ผมได้มีนัดกับใครสักคนเอาไว้ก่อนแล้ว และคนๆนี้น่าจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ทำให้รูปภาพของความรักครั้งนี้ของคนคู่นี้ ชัดเจนขึ้นอีก




วันที่ (8) ...วันนี้ ผมมีนัดพบกับอดีตเจ้านายของ ทอม และ ซัมเมอร์ (ผู้เป็นอดีตเลขา) ..เขาคนนี้ย่อมต้องรู้จักคนทั้งคู่ ในฐานะเป็นผู้กำกับ คอยดูแล ควบคุม พนักงานในอารักขา

ผู้กำกับคนที่ว่านี้ เขามีชื่อว่า “มาร์ก เว็บบ์”

แม้เขาจะไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามชีวิตส่วนตัวของคนคู่นี้เสียเลยทีเดียว ..แต่ถ้าถามว่า รู้เรื่องมั้ย ว่าสองคนนี้ รักกัน คำตอบ คือ รู้ แล้วก็รู้อย่างถึงไส้ถึงพุง ว่าสองคนนี้ คิดและทำอะไรอยู่

ด้วยความที่เขาเป็นเจ้านาย ..แล้วเจ้านายที่ดีก็ต้องรู้จักลูกน้องทุกคนถูกมั้ย?

เมื่อผมถามเขาอย่างนี้ เขาก็ไม่พูดอะไรนอกจากจะพยักหน้าตอบรับ และอมยิ้มน้อยๆ กับคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของตัวเขาเอง

แต่เขาก็ไม่ได้ฟันธงว่าตัวเองเป็นคนที่เก่งกาจอะไรนักหนา เพราะถ้าว่ากันตามตรง อายุงานของเขาก็ยังไม่ได้ยาวนาน ..ถึงกระนั้น ในมุมมองการมองโลกอย่างเฉียบแหลม กับการอ่านใจคนอย่างตรงประเด็น ก็นับเป็นความสามารถที่น่าประทับใจยิ่งนัก

การพูดคุยของผมกับเขาในครั้งนี้ มันดำเนินไปได้อย่างสนุกสนาน สร้างอารมณ์ร่วมคล้อยตามเรื่องราวไปได้เรื่อยๆ อีกการอธิบายของเขาก็ทำให้ผมเห็นภาพได้อย่างแจ่มกระจ่าง ..ยกตัวอย่าง ตอนที่เขาพูดถึงฉากชีวิตฉากหนึ่งของ เจ้าทอม เขาเก๋ และเฉียบมากที่จะเล่ามันออกมา แบบสองมุมมอง ในห้วงเวลาเดียวกัน

เขาเปรียบให้ผมเห็นภาพระหว่าง ความคาดหวัง ของ ทอม ที่มีต่อผู้หญิงที่เขารัก ..ทอม ในภาพนั้น ก็จะเป็นผู้ชายที่ดูสุขล้น ทำอะไรก็เป็นดั่งใจนึกไปเสียหมด คล้ายว่าโลกใบนั้นมีเพียงเขากับซัมเมอร์ อยู่ด้วยกันสองต่อสอง

แต่กับภาพความเป็นจริง ของ ทอม ..มันก็คือ ภาพเดียวกันกับที่ผมรู้จักเจ้าทอมคนนี้ ในโลกความเป็นจริงนี่แหละ...มันเก่งแต่หวัง ถึงเวลาปฏิบัติ ทุกอย่างล้วนกลับตาลปัตร เหลือมีแต่มันคนเดียวที่ต้องทนเหงาโดดเดี่ยว แม้ว่าที่รายล้อมจะยังมีผู้คนพากันครึกครื้น ดูดดื่มความสุขอย่างอิ่มปอด

สิ่งที่เขาอธิบายออกมานี้ แม้ไม่จำเป็นอะไรนัก ..แต่ผมก็เพลินไปกับวิธีการเล่าสุดๆ จนลืมดูเวลา ว่ามันผ่านไปเร็วมากแค่ไหน

เขามีเวลาให้ผมเจอได้แค่ ชั่วโมงครึ่ง เท่านั้นเอง ก็เสียดายอยู่ลึกๆเหมือนกัน ..แต่เมื่อเขาบอกว่า เขามีเหตุจำเป็นต้องไป ทำธุระที่ “เดลี่บูเกิ้ล” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งมหานครบิ๊กแอปเปิ้ล ...ผมก็ไม่อาจทัดทานเขาได้ลงจริงๆ

แล้วตอนนี้ ก็ได้ข่าวมาว่า เขาได้ย้ายไปทำงานที่นั่นแล้วด้วยสิ ..แถมตำแหน่งที่ได้รับก็ใหญ่โตมิใช่น้อยๆเลยนะนั่น






วันที่ (9) ...ด้วยความบังเอิญหรือเปล่าไม่แน่ใจ วันนี้ ผมได้มีโอกาสพบเจอกับ ผู้หญิงคนหนึ่ง ..คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมกำลังพยายามเข้าใจอยู่นี้อย่างเต็มรัก

เธอจะเป็นใครไปได้อีกเล่า ..หากไม่ใช่ “ซัมเมอร์” โจทก์ความรักของ เจ้าทอม เพื่อนสุดเลิฟ

ระหว่างที่เธอกำลังนั่งกินแพนเค้ก ที่เป็นจานโปรด ในร้านอาหารสุดปลื้ม ที่ๆเดียวกันกับที่ เจ้าทอม เคยมากินกับเธอบ่อยๆ ..ผมก็โดนเธอทักทายทันที ที่ผมเข้ามาในร้านนี้

ทั้งๆที่ก็รู้นะว่า เธอช่างร้ายนัก ..ที่สามารถทำใจลืมผู้ชายดีๆ อย่างเพื่อนของผมกันได้ลงคอ แบบไม่แคร์สื่อ

แต่เพียงแค่ได้เผลอมองสบกับ นัยน์ตาคู่โตกลมบ๊อก ที่มีประกายความแบ๊วอยู่ในนั้นเต็มอัตราเข้าให้แล้ว ..ผมก็พร้อมจะลืมว่า คนที่อยู่ต่อหน้าตรงนี้ เป็นใครที่เคยรู้จักกันมานาน

ในชั่วครู่ต่อมา ที่ผมได้รับคำเชิญให้นั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอไปเรียบร้อย ..ผมก็ฉุดความคิดคืนกลับมาสู่ห้วงหมั่นไส้ได้อีกคราวหนึ่ง ...แล้วในเมื่อครานี้ ผมได้คุยกับเธอ กันแบบตัวต่อตัว หน้าเผชิญหน้า อย่างนี้ กันทั้งที มันก็เข้าทางที่ผมจะจบบทความนี้ให้สมบูรณ์ไปกว่านั้นได้อีก

ระหว่างที่เธอเคี้ยวตุ้ยๆกับแพนเค้ก ส่วนตัวผมก็เสร็จสิ้นจากการสั่งกาแฟแก้วโปรดมาดื่มอย่างที่ต้องการจากการเข้ามาที่ร้านนี้... ผมก็เปิดปากอ้างประเด็นที่ค้างคาใจเล็กๆ แล้วถามตรงๆกับสาวเจ้าที่อยู่ตรงหน้า เพื่อหวังจะให้มันเป็นคำถามที่กดดันตัวเธอให้ต้องจมดิน (แอบส่วนตัว มากกว่าส่วนงานเล็กน้อย) “ทำไม ต้องเลิกกับคนที่ดีที่สุดในโลก อย่างเพื่อนฉัน?”

แต่ท่าทีของเธอในความเป็นจริง กับไม่เหมือนดังที่คาดหวังไว้ (คาดว่า.. อาจจะมีการด่าทออย่างรุนแรงว่า อย่าเ-สื-อ-ก!) ..เธอวางช้อนลง วางส้อมตาม และหยุดจากการให้ความสนใจแพนเค้ก มามองที่ผม ซัมเมอร์เอ่ยประโยคออกมาว่า “เพราะตอนนั้น ฉันยังไม่รู้ใจตัวเอง ว่าต้องการอะไรจาก ทอม กันแน่”




แรกเริ่ม เธอก็แค่อยากมีเพื่อนดีๆอีกสักคน และจุดนั้น เธอก็คิดว่า ทอม คือ คนที่ไม่ต้องการอะไรจากตัวเธอมากไปกว่ามิตรภาพ

แต่เมื่อ ทอม เป็นฝ่ายที่เริ่มเปิดเผย ให้ปกปิดอาการไว้ไม่อยู่ เท่านั้นแหละ ...ผู้หญิงที่ดูอ่อนโยน แต่รักความท้าทาย อย่าง ซัมเมอร์ ก็ยินดีจะทดลองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง กับใครสักคนที่ดูเหมือนจะทำให้เธอไว้ใจได้ ว่า เขารักเธอจริงๆ

ก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ก่อนหน้า เธอจะเคยประสบพบแต่ความผิดหวัง เช่นเดียวกันกับที่เจ้าทอม เป็นหรือเปล่านะ ..แต่เมื่อมองย้อนไปดูความเป็นจริง ที่ครั้งเยาว์วัย เธอต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตก ...มันก็ไม่แปลกที่จะส่งผลกระทบยามโต ให้มุมมองเรื่องความรักของเธอ กลายเป็นอะไรที่เน้นความฉาบฉวย ไม่ยืนยาว

ไม่ใช่เพราะมันดูท้าทายหรอกนะ ..แต่คงเป็นเพราะลึกๆแล้ว เธอก็คงคิดกลัวว่า ถ้าหากสักวัน เผลอถลำรักลึกเกินไปอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว ...เธอคงจะทนแบกรับกับตอนจบที่น่าผิดหวัง เช่นที่พ่อแม่เคยเป็น ไม่ได้หรอก

จนเมื่อถึงเวลาที่เธอรู้ตัวว่า ควรเก็บ ทอม ให้เป็นเพื่อนที่ดีต่อไป ..ตอนนั้นแหละ ที่เธอเลือกจะไม่ประกาศล่วงหน้า ว่าเราจะเลิกกัน และจุดๆนั้นนี่เองที่ มันทำให้ ทอม เหมือนตายทั้งเป็น โดยไม่ทันระวังตัว

คนที่มันไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า? อย่าง ทอม หรืออีกแสนล้านคน ..เป็นใครเจออย่างนี้ เข้าไป หากไม่บ้า ก็ต้องเสียสติไปเลยชั่วคราว (แต่บางรายอาจยาวนานทั้งชีวิต หากไม่ได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจ)

ซึ่ง ณ จุดนี้ ซัมเมอร์ ก็ยอมรับกับผมตรงๆ ว่าเธอคิดผิด ที่ทำไปแบบไม่ปรึกษาใคร...แต่เธอก็ยังมั่นใจว่า สิ่งที่เธอทำไปนี้ มันไม่ผิด

เพราะถ้าเธอยังเลือกจะยื้อความสัมพันธ์มากกว่า เพื่อน แต่ไม่ใช่ แฟน (สำหรับเธอ) อยู่ต่อไป ..คนที่จะเจ็บปวดปางตาย ไม่ใช่เธอที่ไม่กล้าตัดเยื่อไย แต่เป็น ทอม ที่จะยิ่งรักเธออย่างไร้เหตุไร้ผลมากขึ้นไปเรื่อยๆเสียนี่

เมื่อมาคิดถึง สิ่งที่เธอพูดออกมา เป็นประโยคเช่นนี้แล้ว ..ผมก็เริ่มจะเข้าใจทันที ว่าผู้หญิงอย่าง ซัมเมอร์ ไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็น อย่างที่ควรขนานนามจากความคิดแบบตื้นๆ

แต่เธอกลับคือ คนที่ฉลาดพอ จะเลิกรักกับใครสักคน อย่างไม่มีรีรอ ..เพื่อพร้อมจะเปิดทางให้ใครคนนั้น หาใครคนอื่นที่ดีกว่า ใช่กว่า และเข้าใจกันมากกว่า ที่ตัวเธอเป็น

เธอรู้ตัว ว่าเธอมีนิสัยร้ายๆ อันดูไม่คู่ควรกับคนดีมากๆ อย่าง ทอม ในแบบคู่ชีวิต ..แต่เธอก็แน่ใจเช่นกัน ว่าถ้าเธอปล่อยมันไปได้เมื่อไหร่ แม้จะต้องใช้เวลานานอีกสักพัก รอให้ได้ทำใจ แต่ยังไง ทอม ก็ต้องมีคนดีมากๆ เช่นกัน รอเจอเขาอยู่ และเป็นคู่ชีวิตได้จริง ในสักวัน




เมื่อเธอเสร็จสิ้นจากการเก็บเศษเล็กเศษน้อยของแพนเค้ก แสนอร่อยไปเรียบร้อย ..ผมก็ขอถามเธอก่อนกลับอีกสักคำถาม “แล้วทำไม เธอถึงเปลี่ยนมาเป็นคนที่จริงจังกับความรัก จนถึงขั้นยอมแต่งงานได้เลยล่ะ?”

เธอก็ยังตอบเรียบๆอย่างสดใส พร้อมอมยิ้มน้อยๆอันแสนอ่อนหวานออกมา “เพราะฉันเพิ่งรู้ตัว ว่าชีวิตนี้ ฉันเกิดมาเพื่อต้องการอะไร” ..จบจากประโยคนี้ เธอโบกมือลา โดยไม่เอ่ยคำว่า แล้วเจอกันใหม่

แต่ผมก็เข้าใจดีว่า ถ้าต่อไปนี้ ไม่เจอเธออีก ..เธอก็คงจะมีความสุขกับชีวิตอันมั่นคง ในที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ พร้อมกับยังจะมีช่องว่างน้อยๆ ไว้ให้คิดถึง หนึ่งในผู้ชายที่เธอเคยรักและสนิทที่สุด ..และอาจจะเป็นทางผ่านที่เธอแวะพักผ่อนอย่างยาวนานที่สุด เลยก็เป็นได้ ถ้าคิดนับเป็น 499 วันที่ผ่านมา แต่วันแรกจนถึงวันลา ..ที่ถึงอาจไม่ได้ลากับตัวเอง แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากับการกระพริบตาดวงกลมโต ในนาทีสุดท้ายนั้น ผมก็รู้ในทันทีว่า เธออยากฝากให้ผม นำมันไปมอบให้กับใคร

วันพรุ่งนี้ ผมจะได้เจอ ทอม แน่นอน ..และผมจะบอกเขาด้วยว่า วันนี้ ผมเจอใคร ...และที่สำคัญที่สุด ความคิดที่ผมเคยมีต่อใครคนนั้น มันได้เปลี่ยนไปแล้ว




วันที่ (10) ...ผมคิดว่า ผมจะเจอ ทอม แต่แล้วก็ผิดจากที่คิดไว้ ..เมื่อผมเดินไปที่บ้านห้องหอของมัน ไปกดกริ่ง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากกริ่งที่ท่านเรียก

ผมจึงเปลี่ยนจากการกดกริ่งซ้ำ เป็นการกดโทรศัพท์ ..เมื่อมีเสียง ตู๊ด ได้ไม่กี่อึดใจ มันก็รับขึ้นมา พร้อมบอกว่า “ตอนนี้ ฉันสัมภาษณ์งานอยู่เว้ย ..เดี๋ยวค่อยโทรกลับ”

ผมจึงต้องเฝ้ารอการกลับมาของ ทอม เพื่อที่จะบอกมันว่า เมื่อวาน มีใครบางคนฝากความคิดถึงมาให้เขา

แต่เมื่อมันกลับมา ผมกลับเห็นใบหน้าอันแช่มชื่น พร้อมด้วยรอยยิ้มแจ่มใส ที่ผมไม่เคยเจอมันมาได้นานพักนึงแล้ว ..เห็นเป็นอย่างนี้ ก็สบายใจเล็กๆ แต่ปากก็โพล่งถามออกมาว่า ..มีข่าวดีอะไรเหรอ เรื่องงาน?

มันบอกว่า “ยังไม่รู้หรอกว่าเป็นไง ..แต่ตอนนี้ บรรยากาศเป็นใจชะมัด ฤดูใหม่กำลังเข้ามาแล้วล่ะ”

ผมฟังอย่างนี้ก็ได้แต่งง ..ฤดูใหม่ของมัน คืออะไร? ..แล้วก็ไม่รู้สิ ว่า ทำไมสุดท้ายผมถึงไม่ถามออกมา ว่ามันกำลังหมายถึงอะไร

แต่เอาแค่ให้ผมได้เห็นไอ้เพื่อนรักของผม ยิ้มได้ ผมก็แน่ใจแล้วล่ะ ..ว่ามันคงจะสามารถละทิ้งอดีต คราที่ยังเป็นฤดูร้อน ไปได้เรียบร้อยแล้ว

และผมก็คงไม่จำเป็นต้อง พูดอะไรเกี่ยวกับ ฤดูร้อน อีกแล้วละมั้ง กระทั่งมันอาจจะมีการฝากความคิดถึง ในรูปแบบของสายลมผ่านมา ผมก็ควรจะปล่อยมันให้พัดผ่านเลยไป เสียจะดีกว่า

ถึงจุดนี้ ผมเข้าใจแล้ว ..ความรัก มันก็คงคล้ายกับการที่โลกของเรามีหลายฤดูกาล

ถึงต้องเจอร้อนเจอหนาวเจอฝนเป็นธรรมดา ..แต่สุดท้าย ฤดูกาลไหนๆก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่ดี หากเพียงแค่เราพร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เคยชิน และทานทน แนบเนียนไปตามสภาพอากาศ ให้สามารถดำรงอยู่กับมันไปได้ในทุกๆปี ตราบที่ชีวิตยังมีลมหายใจได้ต่อไป

ว่าแต่ ฤดูต่อมา หลังฤดูร้อน คือ ฤดูอะไรหรือ?



คอลัมน์ โดย "Once Upon a Lover"



ความคาดหวัง :

สุดท้ายนี้แล้ว บทความนี้ ก็ไม่ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร วันแห่งความรัก แต่อย่างใด ..ไม่ใช่เพราะมันไม่ถูกใจเจ้านาย แต่ผมเลือกที่จะเก็บมันไว้กับตัวเองเลยดีกว่า ...เพราะถ้าจะให้บทความนี้เป็นบทความสุดท้ายกันทั้งที เราก็เก็บไว้อ่านเองจะดีกว่าละมั้ง

แล้วผมก็ได้เลือกจะลาออกมาจากที่แห่งนี้แล้ว ..ผมไม่เหลืออะไรจะต้องเรียนรู้จากที่นี่ต่อไป กระทั่งเรื่องของความรัก ก็อาจหาความจริงของมัน ไม่ได้จากที่นี่หรอก

หากเราต้องไปเผชิญกับตัวเราเองในโลกข้างนอกสิ ถึงจะถูก ..จริงมั้ย?

แต่สุดท้ายผมก็อดรนทนไม่ไหว ..จึงได้เอาผลงานของตัวเองชิ้้นเดียวชิ้นนี้ มานำเสนอในบล็อกอย่างที่คุณเห็นนี่แหละครับ

แต่...ความจริง :

+ บทความนี้ คือ การแต่งเรื่องขึ้นมาเองล้วนๆ (และ Once Upon a Lover ก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง ..มีแต่ Once Upon a Man คนนี้นี่แหละที่สวมบทบาทสมมติขึ้นมา) ที่ผมได้นำเอาเรื่องราวในหนัง “(500) Days of Summer” บางส่วนมาประกอบเข้าไปด้วย

+ ผู้กำกับ “มาร์ค เว็บบ์” เป็นเจ้านายจริงๆ ..แต่หมายถึง เป็นเจ้านายของหนังเรื่องนี้ เพราะเขาทำหน้าที่ทั้งกำกับ และเขียนบท ...ทุกอย่างที่เห็นในหนัง จึงล้วนกลั่นกรองมาจากความคิดความรู้สึกของเขาแทบทั้งสิ้น ...และในปี 2012 (ที่โลกอาจแตกมั้ง?) เราจะพบกับเขาในผลงานเรื่องใหม่ที่มีชื่อว่า "Spider-Man" ฉบับรีบูท!!!

+ “ทอม” คือ ชื่อคาแรกเตอร์ที่ นักแสดงหนุ่มกำลังมาแรงอย่าง “โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์” แสดงเอาไว้ ..เร็วๆนี้ เขากำลังจะมาในฐานะเป็นหนึ่งในบทสมทบสำคัญให้กับ “Inception” ผลงานเรื่องใหม่ จาก “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ที่หลายคนรอคอยชมอย่างใจจดจ่อ (ยกตัวอย่าง ผมคนหนึ่ง)

+ “ซัมเมอร์” คือ ชื่อคาแรกเตอร์ที่ นักแสดงสาวกำลังมาแรง(แบบค่อยเป็นค่อยไป) “ซูอี้ เดสซาเนล” แสดงเอาไว้

+ น้องสาวของ ทอม ในเรื่อง มีชื่อว่า “เรเชล” แสดงโดย อีกหนึ่งสาวน้อยที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างไม่อาจคลาดได้ “โคลอี้ มอเรตซ์” ..หลายคนตอนนี้ คงรู้จักกันแล้วว่า เธอกำลังเกิดสุดๆ กับการเป็น “Hit-Girl” แห่ง “Kick-Ass” (ที่แซวว่าไปทำผมม่วง ..ก็จะสื่อถึงบทๆนี้นี่แหละ)

+ ถ้าการดัดแปลงหนัง มาเล่าเป็นรีวิวนี้ มีความผิดพลาดในส่วนของการจดจำเรื่องราวอยู่บ้าง ก็ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

+ “(500) Days of Summer” ..ไม่ได้ฉายโรงในเมืองไทย (เคืองไม่ใช่น้อยๆ) แต่ออกมาให้พิสูจน์ความเก๋กันได้แล้วในรูปแบบ DVD หรือ Blu-Ray ...ใครชอบหนังรอมคอม ขอบอกเลยว่า เรื่องนี้ จี๊ดโดนใจ แน่นอน ..แต่ถ้าอยากจะเข้าใจในความรักให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หนังเรื่องนี้ คือ หนึ่งในหนังต้องดู อย่างจริงจัง!





ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง...ครับ

เกรด A ... {}







ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2553
4 comments
Last Update : 14 พฤษภาคม 2553 10:10:59 น.
Counter : 1322 Pageviews.

 

หวัดดีตอนเช้าๆๆ ...ของวันเซ็งๆ .นะจ๊ะ

เดี๋ยวจะไปหามาดู ....
เพราะชอบนางเอก ...
ติดตามผลงานเธอมาตั้งแต่ ...

...Love Me if You Dare


 

โดย: moonpeace 14 พฤษภาคม 2553 8:45:25 น.  

 

คุณ moonpeace > เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ ..นางเอก Love Me if You Dare เนี้ย คือ มาริยง โกติลลาร์ด นะครับ

ซูอี้ เดสซาเนล ต้องเป็น Elf หรือว่า Yes, Man นะฮะ

 

โดย: OncE UPoN'-'a MaN 14 พฤษภาคม 2553 10:12:53 น.  

 

ชอบพอสมควรครับ

 

โดย: คนขับช้า 17 พฤษภาคม 2553 20:23:38 น.  

 

ผมเพึ่งดูในช่องเคเบิ้ลครับ
หนังดีมากครับเต็มสิบ ให้ละ9กัน
แต่อยากรู้แผ่นเรื่องนี้ หาซื้อโครตยากเลย
ยากได้อ่ะ

 

โดย: Art IP: 115.87.21.120 9 พฤษภาคม 2554 11:10:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.