ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่าน^_^
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
สู่แดนกระจกเงา

สู่แดนกระจกเงา

รถทัวร์คันโตค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากหมอชิต มุ่งตรงออกจากกรุงเทพไปเชียงราย
ในเวลานั้นฉันนั่งพิงกระจกเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง
สิ่งที่ฉันกำลังจะไปเจอ มันจะเป็นยังไงนะ?
ฉันจะอยู่ได้รึเปล่า?


ตั้งแต่ที่พี่สาวโทรมาชวนไปฝึกงานด้วยกัน ที่ศูนย์กระจกเงา ณ เชียงราย
แค่ได้ยินว่า เชียงราย หัวใจฉันก็พองโตแล้ว
เพราะฉันเพิ่งจากที่นั้นมาเกือบครึ่งปีแล้ว หลังจากที่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เชียงราย สาเหตุที่ออกก็ไม่ใช่อะไร ฉันทำตัวเอง เรียนก็ยากอยู่แล้ว ฉันยังใจแตก เที่ยวแหลกหลานตามประสาคนไม่เคยอยู่หอ ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง

ชีวิตตั้งแต่เกิดจนอายุ 18 ปี จบ ม.6 มา ฉันเป็นเด็กดีของพ่ออยู่ในกรอบมาตลอด ไปไหนมาไหนก็มีแต่พ่อ ไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนก็น้อยมากๆ เพื่อนๆที่สนิทกันก็มีแต่เด็กเรียนทั้งนั้น

ฉันว่า คงมีเด็กหลายคนที่เป็นแบบบฉัน

จากที่เคยอยู่บ้าน อยู่ในสายตาพ่อแม่ เป็นเด็กดีมาตลอด

พอต้องจากบ้านมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ ได้มีเพื่อนทดแทนความคิดถึงบ้าน เพื่อนชวนไปนั้นไปนี่ก็ไป ได้ลองอะไรที่ไม่เคยลอง เช่นการกินเหล้า เที่ยวกลางคืน

เด็กดีก็กลายเป็นเด็กใจแตกฉับพลัน

ฉันคนหนึ่งละ

ฉันจากบ้านมาเรียนไกลถึงเชียงราย มันโหดร้ายมาสำหรับเด็กที่ติดพ่ออย่างฉัน และไม่คเยออกจากบ้านมาก่อนเลย
วันที่พ่อมาส่ง และพ่อต้องเดินทางกลับ วันนั้นเป็นวันโลกแตกของฉันอีกวัน ฉันกระสับกระส่ายตลอดเวลา ใจหาย กลัว ต่อไปนี้ฉันต้องอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวแล้ว
ไม่อยากให้พ่อไป แต่พ่อก็ต้องไปอยู่ดี

วันนั้น ฝนก็ตก ฉันอยู่คนเดียว น้ำตากลบตา พอพ่อกลับไป ฉันก็ปล่อยโฮ

คืนนั้นฉันนอนกับเพื่อนนักศึกษาที่เพิ่งรู้จักกัน ฉันกลายเป็นคนติดเพื่อนคนนั้นไปเลย

แต่ทางมหาวิทยาลัยคงรู้ว่า คงมีเด็กโฮมซิกคิดถึงบ้านเยอะเหมือนฉัน เค้าเลยจัดเตรียมกิจกรรมรับน้องขึ้นมา



วันต่อมา รูมเมททั้ง 2 คนของฉันก็เดินทางมาถึง
เราเข้ากันได้ดีไม่น่าเชื่อ เพื่อนเมทของฉันชื่อเมย์ กับเกด
เมย์กลายเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันไปเลย
และก็เป็นคนพาฉันเข้าสู่กลุ่มเพื่อนๆอีกมากมาย
ฉันเพลิดเพลินกับกิจกรรมรับน้องที่ทั้งโหด มัน ฮา

และฉันก็ได้หัดกินเหล้า กินเบียร์ รู้ว่า เมามันเป็นยังไง
ในตอนนั้น ฉันยังเด็กนัก รู้แต่ว่า มันสนุกมันคลายเครียด มันเพลิน อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องสนใจอะไรเพราะเราเมา
แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดยาเสพติดกับมั่วผู้ชาย

ฉันกินเหล้าหนักขึ้นเรื่อยๆกับกลุ่มเพื่อนเมย์ เมย์ก็กินหนักพอกัน

แฮงค์ไปเรียนก็มี แฮงค์ไปสอบก็มี

บทลงโทษชีวิตของฉันตอนนั้นคือผลการเรียน

มันแย่ยิ่งกว่าแย่ บางวิชาถึงกับต้องดรอปไว้ ไม่งั้นมันจะยิ่งฉุดเกรดลงไปอีก

ฉันร้องไห้อีกแล้ว และท้อแท้ใจ ทั้งๆที่ทำตัวเองแท้ๆ

ในที่สุดก็ลาออก ตัดใจไปเรียนรามที่กรุงเทพ ขืนฝืนตัวเองไปอาจไม่วันจบการศึกษาจากสถาบันนี้ เพราะคณะที่เรียนก็ไม่ค่อยจะถูกกัน ที่เลือกมาก็หวังให้มันติด พอติดก็เรียนไม่รอด
เรียนก็ยากอยู่แล้ว แถมฉันยังไม่ตั้งใจ

ฉันลาออกทั้งน้ำตา เสียใจในการกระทำตัวเอง เสียใจที่ทำให้พ่อผิดหวัง และก็รู้สึกเคว้งคว้าง จับต้นชยปลายไม่ถูก จากนี้ไป ชีวิตฉันจะเป็นยังไง

เพื่อนฝูงที่สนิทสนมกันมากมายก็ต้องจากกัน พวกเราร่ำลากันทั้งน้ำตา และสัญญาว่าจะไม่ลืมกัน แม้ว่าเราจะไม่ได้เรียนที่เดียวกัน

ก็จริง พวกเราก็ยังติดต่อกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ฉันไปตายเอาดาบหน้าที่กรุงเทพ ที่ ม.ราม

ในชีวิตเด็กอายุ 18 ปี ในช่วงนั้น เคยมากรุงเทพแค่ครั้งเดียวคือ ญาติรับปริญญา




แรกๆ ฉันต้องมาอาศัยอยู่ญาติผู้พี่ 3 คน มีพี่คนสุดท้องที่เรียนราม

และฉันก็ไปอยู่หอหน้าราม กับญาติที่เรียนรามด้วยกัน

หอพักที่นี่ มันอ้างว้างสิ้นดี

ญาติที่มาอยู่ด้วยกัน ก็อยู่บ้างไม่อยู่บ้าง

ไม่มีเพื่อนสักคน เพราะรามไม่มีระบบแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป

ฉันไม่มีเพื่อนเลย

ชีวิตในแต่ละวันๆ ก็ไปเรียนที่ราม 1 ตั้งใจเรียนมากๆ เพราะไม่มีเพื่อน ไม่รู้จะทำอะไรดี

พอไม่มีเรียน ตกเย็นก็มานั่งเศร้าที่ห้อง ร้องไห้ ร้องไห้ สงสารตัวเอง

เริ่มหัดที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ก้มหน้าก้มตารับกรรมที่ตัวเองก่อต่อไป

อ่านหนังสือมากขึ้นเพื่อไม่ให้ฟุ่งซ่าน และก็ไปออกกำลังกายเต้นแอรโรบิกทุกเย็น เพื่อจะได้ไม่ว่างเกินไป ได้ลดความอ้วน สุขภาพดีด้วย
บ้ากินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย และบ้าเรียน

เออ......แฮะ ชีวิตรู้สึกจะไปในทางที่ดีขึ้น

แต่ก็ยังเหงาๆๆๆๆๆๆๆๆๆอยู่ดี ฟังเพลง ฟัง FM ตลอดเวลาที่อยู่ที่ห้อง

ช่วงนั้นก็จะมีเพลงฮิตๆ เหงาๆให้น้ำตาไหลบ้าง เช่น เหงา ของพีชเมคเกอร์ จำฉันได้รึเปล่า ของช็อกโกแลตคิต นับหนึ่งของเต็น รออยู่ตรงนี้ ของฮัม เรื่องมหัศจรรย์ ของ โซฟา

ถ้าได้ฟังเพลงพวกนี้ทีไร คิดถึงเวลาช่วงที่อยู่หอคนเดียวทุกที

พอใกล้จนปิดเทอม สอบเสร็จตัวสุดท้าย อ่านหนังสือ อ่านๆๆๆๆอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง พี่สาวก็โทรมา ชวนไปฝึกงานที่ ศูนย์กระจกเงาเชียงราย

ฉันก็งง มันคืออะไร พี่ก็ให้ไปดูในเนท เวบ http://www.bannok.cm ไปฝากตัวที่กระทู้นักศึกษาฝึกงาน

ฉันในตอนนั้นไม่เคยได้ใช้คอมเลย ใช้ไม่เป็น เนทก็เล่นไม่เป็น พี่เลยบอกว่าช่างมันเถอะ มาแล้วค่อยฝากตัวกับพี่จะเด็จเค้า เค้าเป็นหัวหน้าโครงการนักศึกษาฝึกงาน




ศูนย์กระจก ก็คือมูลนิธิแหละ ประเภททำเพื่อสังคมนั้นแหละ แต่จะเน้นกลุ่มชาวเขาในพื้นที่ที่เค้าอยู่กัน พี่สาวก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไร เพราะไม่เคยไป แต่จะไปก่อนฉันสัก 2 อาทิตย์ พอฉันสอบเสร็จก็ตามขึ้นมาละกัน

ด้วยความที่คิดถึงเชียงรายมากๆ ฉันก็ตัดสินใจไปในทันที ต้องไปกินนอนที่นั้น ฉันจะอยู่ได้รึเปล่านะ ก็ได้แต่กังวล

ชาวเขาคืออะไร คำว่าชาวเขาสำหรับฉัน ก็พวกกระเหรี่ยงคอยาวๆนั้นใช่มั้ย พวกอีก้อ ที่เคยได้ยินจากข่าว

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตัดสินใจที่จะไปแล้ว

พอดีก็ตัดสินใจจะย้ายหอ เลยคืนห้องไปด้วย เก็บข้าวของ เตรียมตัวที่จะลากรุงเทพสัก 2 เดือน จากที่เก็บกดมานาน

รถทัวร์เคลื่อนตัวออกจากรุงเทพ ฉันจำจังหวัดที่ผ่านมาไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านจังหวัดที่คุ้นเคย คือ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ พะเยา และเชียงราย จำได้ขึ้นใจ เพราะตอนมาเรียนก็ผ่านทุกครั้ง

ฉันคิดผิดที่เลือกเดินทางตอน 5 โมงเย็น

เพราะมันถึงเชียงรายตอน ตี4 ครึ่งได้ เกือบตี 5

กว่าพี่สาวจะออกจากตีนเขา มารับฉันได้ก็ตอนประมาณ 8 โมงเช้าที่นัดกัน

ฉันนั่งที่เก้าอี้ที่ บขส.ด้วยความคุ้นเคย ฉันมาบ่อยจะตาย ที่นี่เค้าไม่เรียก บขส.กัน เค้าเรียก ขนส่ง

ก็เข้าออก เซเว่น เป็นว่าเล่น นั่งหลับบ้าง ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ กินนั้นกินนี่ โทรหาพี่ก็ไม่มีสัญญาณ ราวๆ 7 โมงกว่า พี่โทรเข้ามา เค้าตกใจน่าดูที่รู้ว่าฉันมาถึงตั้งแต่ ตี 4 ครึ่ง บอกให้รอก่อน รถสองแถวที่ศูนย์ออก 7 โมงเช้า

ก็นั่งรอกันไป

เริ่มหงุดหงิด

พี่สาวมาพร้อมเพื่อนที่มหาลัย 1 คน ชื่อพี่ปู ก็ทักทายกัน ฉันเป็นคนเข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว และก็ดีใจที่ได้เจอพี่ เพราะเรานานๆทีจะเจอกัน
เราก็ไปซื้อของใช้เข้าศูนย์กัน เพราะมันไกลจากตัวเมืองมาก ต้องซื้อไปตุนไว้

ก็ซื้อข้าวของส่วนตัว ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพู ครีมอาบน้ำ ผงซัฟฟอก ไปตามประสา

และไปขึ้นรถสองแถวที่ ตลาดท่ารถน้อย แดดที่เชียงรายเริ่มจะร้อนแล้ว เรา 3 คน นักศึกษาฝึกงานกำลังมุ่งไป ต.แม่ยาว หมู่บ้านลีผ่ากัน



รถสองแถวเตี้ยวิ่งเร็วปรี๊ด

คนในรถเต็มไปด้วยชาวบ้าน ชาวเขา ตอนแรกก็ดูไม่ออกใครคนเมือง ใครชาวเขา เพราะเค้าก็เหมือนๆกัน
เรา 3 คนนั่งคุยกันสักพักก็นั่งหลับนกกัน

รถเดินทางไปเรื่อยๆ คนก็ทยอยลง

แต่ฉัน 3 คนก็ยังไม่ได้ลง ได้แต่ถามพี่อีกไกลไหมๆๆๆ พี่ตอบ ยังไม่ถึง สักพัก

วิวข้างทางจากที่เป็นถนนใหญ่ก็แคบลงๆ กลายเป็นถนนเล็กๆ บ้านคนน้อยลงทุกที เริ่มมองเห็นทุ่งนา ภูเขาชัดเจนขึ้น

ก็ชนบทเราดีๆนี่เอง เห็นทุ่งนา เห็นทุ่งข้าว หมู่บ้าน ถนนที่ลาดยางดีๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นถนนดินแดง ฝุ่นตลบ และฉันเห็นกะต๊อบแล้ว
และแล้ว รถสองแถวน้อยๆก็จอด ฝุ่นคลุ้งไปหมด

ที่นี่ คือหมู่บ้านลีผ่า (มารู้ทีหลัง)

ศูนย์กระจกเงาต้องเดินเข้าอีกสักหน่อยก็จะถึง
เรา 3 คนเดินตุเรงๆแบกข้าวของกันไป

ภาพที่เห็น ก็มีบ้านคน อยู่ 2-3 หลัง คาดว่า คงเป็นสำนักงาน มีลานว่างๆ มีห้องครัวแบบเพิงกะต๊อบ และผู้คนมากมายกำลังกินข้าวตามมุมต่างๆทั้งชายหญิง

ทุกคนหันมาทางพวกเราเป็นตาเดียว
“อ้าว ตาล ปูมาแล้วเรอะ มากินข้าวๆๆ แต่จะหมดแล้วละ”
ฉันก็งงๆ ยิ้มเก้อๆ ไม่รู้จักใครสักคน พี่ฉันก็แนะนำว่านี่น้องสาวนะ จะมาฝึกงานด้วย จากนั้นก็ไล่ให้ฉันเอาข้าวของไปเก็บ อาบน้ำอาบท่าซะ จะนอนก่อนก็ได้ พักก่อน พี่จะไปทำงานต่อ
วันนั้นพวกนักศึกษาหญิงจะพักบ้านเขียว เป็นลักษณะบ้านไม้สองชั้น ดูท่าทางจะแออัดเหมือนกัน เพราะคนเยอะมาก ข้าวของวางระเกะระกะ เต็มไปหมด ฉันเก็บข้าวของส่วนตัว เตรียมตัวไปอาบน้ำ

เปิดประตูห้องน้ำเข้าไป โอแม่เจ้า.....ใครออกแบบห้องน้ำหน้อ

มันช่างโล่งโจ้ง โจ่งแจ้งเป็นที่สุด กำแพงกั้นห้องเป็นไม้แนวนอน สูงพอสมควร สูงราวๆ 2 เมตรได้มั้ง และต่อเป็นไม้แนวตรง แบ่งช่องไฟห่างๆไว้ จนมองเห็นภูเขา และม้าที่พี่เค้าเลี้ยงไว้หมดเลย







หมดกันกู ม้าเห็นกูหมดแน่ๆ ก็หลับหูหลับตาอาบไป มันก็มิดชิดพอสมควรอยู่หรอกมั้ง
แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยยังไม่นอน พี่สาวก็พาไปรู้จักหัวหน้าโครงการนักศึกษาฝึกงาน ชื่อพี่จะเด็จ ครั้งแรกที่เคยพี่คนนี้ รู้สึกประทับใจ ดูดี ไม่ได้หมายถึงหล่อ แต่บุคลิกเค้าดูน่าเชื่อถือ ดูใจดี

แต่เบื้องหลังเป็นยังไงเราก็ไม่อาจรู้ได้หรอก

วันแรกของการอยู่ที่กระจกเงา มันยังติดๆขัดๆอยู่สักหน่อย แต่เพราะมีพี่สาวอยู่ด้วยเลยไม่ค่อยกลัวอะไร






และเย็นนั้นเอง ก็มีการย้ายบ้านพักหญิงเกิดขึ้น เพราะคนมาเยอะจนจะล้นทะลักอยู่แล้ว
เราย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ท้ายๆศูนย์ เรียกว่า บ้านใหญ่
ฉันนอนข้างล่างกับพี่

ที่นี่ค่อยสะดวกสบายขึ้นมาหน่อย เพราะบ้านหลังใหญ่พอสมควร

เช้าวันต่อมา ฉันตื่นแต่เช้าๆเพราะคนเยอะ เกรงว่าจะแย่งกันเข้าห้องน้ำ
เราทุกคนต้องไปประชุมเช้ากันทุกๆเช้า สิ้นสุดการประชุม ราวๆ 8.30 อาจจะลามปามไป 9.00
ก็มีการแนะนำตัวกัน ที่นี่มีทั้งเจ้าหน้าที่ คนอาสา มากมาย อาสาสมัครชุมชน เช่นชาวเขาก็เยอะ

เออ ชาวเขาคนแรกที่สะดุดตามากคือพี่เล็ก พี่เล็กอายุมากกว่าฉัน 2 ปี พี่เล็กเป็นคนหน้าตาน่ารัก พูดมาก หัวเราะเก่ง ชอบใส่ชุดกระเหรี่ยงที่มีพู่เยอะๆมาทำงาน
พี่ฉันก็กระซิบบอก คนนี้หน้าตาดี
ฉันก็ เออ จริง เห็นด้วย น่ารักดี

ตกลงฉันก็สังกัดอยู่โครงการระดมทุนและประชาสัมพันธ์ ที่มีพี่จะเด็จเป็นหัวหน้าโครงการ เพราะโครงการอื่นเต็มหมดแล้ว และมีเพื่อนเพิ่มอีก 2 คน ชื่อพี่มุกกับพี่กิ๊บ

ฉันได้ทำงานแบบเรื่อยๆง่ายๆ แต่สำหรับฉันในตอนนั้น มันสนุกมาก

พี่จะเด็จให้สิทธิ์ในการถือกล้องดิจิตอล ที่เกิดมาเพิ่งเคยใช้มาครอบครองไว้ และไปเก็บภาพกิจกรรมมาเยอะๆ จะได้อัพขึ้นเวบ ขึ้นกระดานข่าวกัน

ฉันก็ถ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆ จนคนเค้าระอา ถ่ายอะไรนักหนา






ได้เรียนตกแต่งภาพ ย่อภาพ อัพขึ้นเวบ สนุกดี

อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มสนิทกับคนนั้นคนนี่ซะแล้ว รู้สึกสนุกที่ได้อยู่ ได้ทำนั้นทำนี่มากมาย แต่นักศึกษาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกิดอัตราคนว่างงาน งานน้อยกว่าคน พวกเราก็ว่างกัน ก็เริ่มจับกลุ่มขุดดิน ปลูกต้นไม้ ปูเสื่อนอนอ่านนิยาย นั่งกินมะม่วง กินขนมกัน

ตกลงมาฝึกงานหรืออะไรนี่

เวลาผ่านไป เกือบ 2 อาทิตย์จะได้ เราก็ต้องไปค่ายครูบ้านนอกกัน






ค่ายครูบ้านนอกเป็นอย่างไรหน้อ.........................

และค่ายนี้เอง ที่ทำให้ฉันสนิทกับพี่สาวคนอาสาคนหนึ่งไปเลย ขอเอ่ยชื่อ ชื่อพี่อุ๋มอิ๋ม

เราต้องทำงานด้วยกัน คือค่ายครูบ้านนอกจะมีที่หมู่บ้านในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ทริปนี้ไปหมู่บ้านสันเจริญ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เราต้องเตรียมกับข้าว จำพวกผักที่อยู่ได้นานๆ กะหล่ำปลี ฟักทอง ไข่ ปลาแห้ง อะไรพวกนี้ และโครงการนี้ จะเปิดให้บุคคลภายนอกสมัครเข้ามา มาออกค่าย 4 คืน 5 วัน เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดตอนนั้น 7-800 นี้มั้ง จำไม่ได้
กำหนดการขึ้น ครูบ้านนอก ตรงกับวันสงกรานต์พอดี เริ่ม ประมาณ 11-15 เมษายน

ทริปนี้ พี่จะเด็จให้นักศึกษาที่มีอยู่ ขึ้นครูบ้านนอกให้หมด

เอ.............เอานักศึกษาไปขึ้นครู ฟังแปลกๆเนอะ ขึ้นครูบ้านนอก ต้องพูดให้หมด อิอิ

วันแรกของทริปนี้ เป็นวันเดียวกันที่พิพิธภัณฑ์บ้านจะแลเปิด และเราต้องพาครูบ้านนอกเดินเท้าไปร่วมเปิดพิธี ชมพิธีก่อน และจะนอนที่นี่คืนนี้ วันต่อมาค่อยขึ้นรถกระบะเสี่ยงตายไปบ้านสันเจริญกัน

พี่กบ พี่เจ้าหน้าที่ในโครงการที่ฉันฝึกงาน ชักชวนให้น้องๆนักศึกษาใส่ชุดชนเผ่า มายืมพี่กบได้ มีเยอะ

ฉันก็ไปยืม อยากใส่มานานแล้ว

ก็ได้ชุดเมี่ยน หรือเย้ามา ได้แค่ตัวเสื้อเท่านั้น ฉันประยุกต์ใส่กับกางกางยีนต์ ใส่กับพี่ปูเพื่อนพี่ตาล พี่ปุได้ชุดสีชมพู ฉันได้สีแดง เสื้อตัวใหญ่มากๆๆๆๆ หนักพอสมควร ใส่แล้วก็แปลกตาดี ชอบๆ พอใส่ก็มีแต่คนแซวว่าระวังจะมีหนุ่มเมี่ยนมาจีบ

ช่างเป็นลางจริงๆตู

ด้วยความที่ใส่ชุดชนเผ่าคู่กันกับพี่ปู เลยไปนั่งตรงลงทะเบียนคู่กัน

ก็ปากหมาไปล้อเลียนภาษาพูดเค้า พูดแบบไม่มีตัวสะกด “เชิง โหลง ท๊ะเบีย ค่า” น้องคนหนึ่ง น่าจะคนลาหู่ ด่าเอา ว่าเราไปล้อเลียนการพูดเค้า

แก้ตัวแทบไม่ทัน พี่ขอโทษๆๆๆๆๆ จากนั้นก็ไม่เคยล้อเค้าอีกเลย

ก็ดูการแสดงของเผ่าไป กินไอติม ดูนั้นดูนี่ ถ่ายรูปสนุกสนาน

พอดีพี่อุ๋มอิ๋มมารับขึ้นรถไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ก็วุ่นวายไปจ่ายตลาดกัน ข้าวก็ยังไม่ได้กิน กลับมาพี่เอ็มคนอาสาที่สนิทคนหนึ่ง เก็บข้าวไว้ให้กินห่อหนึ่ง

พูดถึงพี่เอ็ม พี่เอ็มคนนิสัยไม่ดี

ตอนแรกมาสนิทกับเรา เราก็นึกว่าชอบเรา ตอนนั้นอะไรๆก็เรา แมร่ง ไปกินข้าวตักข้าวเผื่อพี่ด้วย คนก็แซว หมายความว่าอย่างไรๆ

ที่แท้เอากูมาเป็นไม้กันหมา

เค้าชอบพี่มุก แป่ววววว............เอากูเป็นไม้กันหมานี่หว่า

แต่เราก็ไม่ได้ชอบพี่แกแต่แรก เราเตือนตัวเองเสมอไม่ให้หวั่นไหวไปกับใครทั้งนั้น เค้าไม่ได้ชอบเราหรอก เราบอกตัวเองอย่างนี้ทุกครั้ง

เราเริ่มเข้ากับที่นี่ได้ ทั้งสถานที่ ทั้งคน เริ่มเรียนรู้การเข้าห้องน้ำแบบเร็วๆ การใช้ชีวิตกับคนเยอะๆ สนิทกับคนนั้นคนนี่มากมาย เป็นกลุ่มเป็นก้อน

ไล่เลยละกัน ตอนแรก เรามาที่นี่ รู้จักพี่เราคนเดียว ช่วงแรกๆเลยสนิทแต่กับพวก ม.ข มีพี่ตาล พี่ปู พี่หน่อง พี่แอ๋ม ก็จะกินข้าวกับ 4 คนนี้ตลอด

คราวนี้ก็เริ่มมีนักศึกษา ม.อ. ปัตตานี ที่มาฝึกงานโครงการเดียวกับเรา เพราะโครงการอื่นมันเต็ม คือพี่มุกกับพี่กิ๊บ







ต่อไปก็เริ่มสนิทกับกลุ่ม ม.นเรศวร พะเยา กลุ่มนี้นี่ มันมากๆ มีแต่คนตลกๆ พี่ต่าย พี่ผึ้ง พี่หญิง พี่แอ้ม มะ อีกคนก็เหมือน นักศึกษา ม.น.พะเยาเช่นกัน เพราะสนิทกับกลุ่มนี้มากๆ แต่เรียนจบแล้ว คือพี่ตี๋ อันนี้จบ ราชฎัชสวนดุสิต เคยเป็นนักข่าวมติชน



ไล่มาเรื่อยๆ จนกลุ่มนี้ ม.อ.ปัตตานีอีก 2 คน เค้ามาอยู่ก่อนเราแล้วววว และขอบวกคนอาสาอีกคน ที่เกาะติด 2 คนนี้ยังกะปลิง คือซอและพี่บุ๋ม และพี่เต้ยชาย พี่เต้ยติดซอมากๆๆๆๆ จนเรานึกว่าเค้าชอบกันซะอีก (แอบอิจฉาว่ะ 5555)

กลุ่มต่อไปจะนักศึกษาลาดกระบัง แต่เค้าทีหลัง ขอพูดถึงทีหลังนะ

เรามาไล่คนอาสาและเจ้าหน้าที่ที่เรารู้จักก่อน

อุ้ย เราลืมกรุ๊ป.....กรุ๊ปเป็นกะเทยพิษณุโลก ฮิๆๆๆ ม.นเรศวรเช่นกัน แต่อยู่พิษณุโลก เมืองสองแคว

กรุ๊ปน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆ เราเห็นครั้งแรก นึกว่ารุ่นพี่ ก็รุ่นพี่แหละ เกิด 25-26 แต่เรียนปี 1 เหมือนเรา ซิ่วมา เด็กนิเทศเช่นเดียวกัน

กรุ๊ปเป็นอีกคนที่ติดพี่เต้ยเหลือเกิน รักๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตามตลอด เราแซวเค้าว่าผัวเมียจนเหนื่อย

ถัดไปขอเอ่ยถึงคนอาสาที่เราสนิท

คนแรกๆที่เรารู้จักคือพี่เอ็ม พี่กรัญ พี่เอ็มสนิทได้ยังไงเราก็จำไม่ได้นะ แต่ก็สนิทซะแล้ว ต่อด้วยพี่หม่อม หรือพี่นัท นี่คือกลุ่มแรกๆที่เราเริ่มรู้จัก

จริงๆเราสะดุดตาพี่เต้ยก่อน เพราะพี่เต้ยดูสะดุดตา

หลายคนก็ว่าพี่เต้ยนั้นหล่อ นั้นคมเข้ม เซอร์ น่าหลงใหลได้ปลื้มที่สุด

เราเห็นตอนแรกละคิดว่าโครตหยิ่ง และเป็นอะไรนักหนากับซอ ตัวติดกันจริง คุยกับคนอื่นๆบ้างซี

มารู้ทีหลังว่าพี่เต้ยก็บอกว่าเห็นเราครั้งแรก ก็รู้แล้วว่าดึกใน (แอบแร่ด) จะอยู่ที่นี่ได้หรือ จะทนได้หรือ

หารู้ไม่ 5555555555 อึดและทนทานยิ่งกว่าควาย ขนาดพี่เต้ยพาไปขึ้นเขาเป็น 5 กิโลไปกลับ เรายังไปมาแล้ว สุดๆ




ให้ไล่ทุกคนก็จำไม่หมด ขอเขียนถึงช่วงที่จำได้ละกัน

ครั้งแรกของการขึ้นครูบ้านนอก เราโชคดีที่ไม่ได้เดิน

คืนแรกของการแบ่งไปอยู่ตามบ้านต่างๆ โครตน่าเบื่อเลย

เพราะเราจับคู่ไปอยู่กับครูนิดวัย 40 กว่าๆ ที่ชอบเรียกตัวเองว่านิด และคิดว่าตัวเองเป็นเด็กสาวซะเต็มประดา กับครูคนหนึ่งเรียนศิลปากร นึกว่าจะลุย แมร่ง ป๊อดที่สุด นั้นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้




ตอนนั้นเราติดกลุ่มเพื่อน ไม่ค่อยอยากจะอยู่รวมกับเค้าเท่าไร

ตอนนี้เริ่มสนิทกับพี่คนอาสาคนหนึ่ง ต่อไปนี้ พี่คนนี้จะมีบทบาทมากๆในชีวิตเรา คือ พี่อุ๋มอิ๋ม

เราสนิทกันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เริ่มต้นจากการทำงานทริปนี้แหละ

เราเต็มที่กับชีวิตมาก กับการเข้าค่ายครั้งนี้

เรายังจำการรับน้องที่แม่ฟ้าหลวงได้ดี เต้นได้หลายเพลง เราก็เอามาใช้กับที่นี่ เพลงยอดฮิตของเราก็คือเพลง กามนิตยอดชาย จะไปค้าขาย ที่โกสัมพี โชคและบุญหนุนนำ ได้เจอสาวงาม กำลังกวนหยี กามนิตก๊กใจ กระโดดเข้าไปขอกวน....ที เอ้าหยีๆๆ

จำได้ ฐานไหนก็พาแต่เด็กเต้นเพลงนี้

อืมม์ เล่าอะไรต่อดีหว่า นานแล้วเกือบๆ 6 ปีมั้ง ก็ลืมเป็นนา

คงจะเป็นเหตุการณ์ที่เดินไปอาบน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน เดินข้ามเนินเขาไปสัก 2-3 เนิน ไกลโครต

คิดได้ไง มาสร้างบ่อน้ำที่แห่งนี้ แต่เค้าคงไว้รดท้องนามั้ง

อาบน้ำจนหน่ำใจ ไม่คิดใครมาแย่งน้ำเรา

แต่...............ต้องเดินกลับไปนี่สิ เหงื่อแตก ไม่รู้จะอาบไปทำไม











เออ..........ขอเขียนถึงเรื่องหนึ่ง เราต้องทำความรู้จักกับบรรดาครูบ้านนอกทุกๆคน ก็เริ่มมีการจับกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ มีกิจกรรมหนึ่ง ที่จับกลุ่ม กลุ่มละ 5 คนมั้ง เราต้องต่อตัวกัน เราได้อยู่กลุ่มเดียวกับครูเอกสุดหล่อ ตัวล่ำใหญ่ แต่หน้าตี๋ น่ารักมากๆ ใส่แว่น ใจดี คุยกันเข้ากันดี

พี่จะเด็จก็สั่งให้ แต่ละกลุ่มยืนได้ 4 ขา 5 ขาไป ในขณะที่ครูทุกคนแมร่งยืนจังก้า งงงวยกัน จะเอาไงดี ครูเอกแมร่ง........ ครูเอ๊าะ ขี่หลังผม!!!!!!!

ขี่หลัง!!!!! จะบ้ารึ เราก็ตัวใหญ่นะ ปรากฎว่า ครูเอกแมร่งเอากูขึ้นหลังได้จริงๆ เหมือนลูกกอริล่ากอดหลังพ่อยังไงยังงั้น







อายมากๆ ขำด้วย ทำกันไปได้เนอะ ครูหลายคนเริ่มสนุกไปกับกลุ่มนักศึกษาบ้าฝึกงานอย่างพวกเราๆ พอเราขึ้นรถกะบะคู่ใจกันปั๊ป เอาแล้ว จะร้องเพลง แหกปากกัน เพลงเผ่าอาข่า “โอ จื้อ เย โอ................ โอ จื่อ เย โอ มิดะ กาเล มิดะ มาจอนา อากือยา ยาโย ผาไหง หงา หนอ กา เออ .....หอจา มากือยา ทีโปเต ฆอมอฮือหยา...อาอ่าอา โอ้ ห้วยขม มิดะโอ โอห้วขม มิดะ โอ.....

คำแปล คือเพลงจีบสาวของชาวเข้านั้นเอง เราร้องกันได้ทุกคน

ครูที่มาสนิทกับนักศึกษาอย่างเราๆ คือครูเอก ครูตี๊ ที่จำๆได้นะ เค้ามาม่วนกับเราทุกงาน ครูตี๊ได้ฉายาว่าครูหล่อ เพราะหล่อ ตี๋ ขาวที่สุดแล้ว ในบรรดาครูๆ

เราว่าครูเอกหล่อกว่าอีก แต่คงไม่เร้าใจเด็กๆและสาวๆ

จนทริปนี้ ด้วยความบ้าคลั่ง เสียงหายไปเลย เสียงแหบเป็นอาทิตย์ๆ

ตอนนี้เรารู้สึกว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี้แล้ว

ตอนนี้เริ่มมีแอลกอฮลล์เข้ามาเกี่ยว เริ่มชวนกันกินเหล้ากินเบียร์กัน 55555 สุราสร้างมิตรภาพ

การทำงานของเราเริ่มจะเครียดขึ้นมานิดหนึ่ง เริ่มไม่พอใจคนนั้นคนนี่ ไม่พอใจพี่จะเด็จ ครูหลง ก็มาระบายที่วงเหล้า

ตอนนั้นเริ่มรู้จักเลาซานแล้ว เลาซานเป็นคนเจ้าชู้ เราก็ทำเป็นมองไม่เห็นข้อนั้น เค้าสนิทแต่กับผู้หญิง ตั้งพี่ทราย พี่เต้ยหญิง และพี่ตาล จนมาถึงเรา

ทุกคนแมร่งโดนหลอกว่าชอบ ว่ารักหมด

เราก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีเหมือนเคย จนเราต้องผิดใจกับพี่สาวเราเอง เพราะเรื่องผู้ชาย คิดย้อนไปก็ทุเรศตัวเอง

เราตอนนั้นเริ่มจะหวั่นไหวกับสายตาของเลาซานแล้ว เราสนิทกันมากขึ้น เค้าทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกับเรา(และทุกคน) จับมือเราข้ามถนน

เราสนิทกันมากขึ้น และเราก็รู้สึกพิเศษและคิดว่าเค้าคงคิดกับเราคนเดียว คิดผิดถนัด

แต่ในขณะเดียวกันเราก็สนิทกับพี่เต้ยมากขึ้นเช่นกัน แต่เราคิดกับพี่เต้ยไม่เหมือนเลาซาน พี่เต้ยสำหรับเรา มันไกลเกินเอื้อม เค้าคิดกับเราแค่น้องเท่านั้น







Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 21 ตุลาคม 2552 12:56:06 น. 0 comments
Counter : 149 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

คุโระโกะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุโระโกะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.