4. ความขัดแย้งในครอบครัวและการเยียวยาด้วยความรัก


 

อาตมาคิดว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่อ่อนไหว  พร้อมกันนั้น

 

ก็เป็นสถาบันที่เป็นจุดตั้งต้นของความดีงามในชีวิตของคนมากกว่าสถาบัน

 

อื่นใดทั้งหมดทั้งสิ้น  ที่บอกว่าเป็นสถาบันที่อ่อนไหวก็เพราะว่า  ถ้าคนสองคน

 

ซึ่งเป็นผู้ก่อร่างสร้างสถาบันครอบครัวนั้นขาดธรรมะ  ครอบครัวก็จะพังลงมา

 

ในพริบตา  และที่บอกว่าเป็นจุดตั้งต้นของความเข้มแข็งก็เพราะว่า  ถ้าผู้ที่

 

สร้างสถาบันครอบครัวขึ้นมาเป็นคนที่มีธรรมะ  ในสถาบันครอบครัวนั้นอาจจะ

 

เป็นสถานที่อุบัติของมหาบุรุษก็ได้  นักปราชญ์  ราชบัณฑิตก็ได้  คนของโลก

 

อย่างอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  มหาตมะ  คานธี  ก็ได้

 

                แต่ถ้าในสถาบันครอบครัวนั้นมีปัญหา  แน่นอนที่สุด  สถาบัน

 

ครอบครัวจะเป็นที่มาของมหาโจรที่เกิดมาเพื่อล้างผลาญมนุษยชาติก็ได้

 

หรืออาจจะเป็นที่อุบัติของคนที่เกิดมาปล้นชาติปล้นแผ่นดินก็ได้  หรืออาจจะ

 

เป็นที่อุบัติของสัตว์นรกในนามของคนๆ  หนึ่งก็ได้  เห็นไหม  สถาบัน

 

ครอบครัวจึงเป็นทั้งจุดที่ละเอียดอ่อนหรืออ่อนไหว  และเป็นทั้งจุดที่เข้มแข็ง

 

ของมนุษยชาติของเรา

 

                ถ้าหากคนซึ่งอยู่ในสถาบันครอบครัวมีปัญหากัน  อาตมภาพขอ

 

แนะนำว่า

 

                1.  ให้ระลึกถึงคุณงามความดีเก่าๆ  ซึ่งกว่าที่เราจะคบกัน  กว่าจะ

 

แต่งงานกัน  กว่าจะร่วมสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันมานั้น  เราต่างก็เคยประทับใจ

 

ในคุณงามความดีของกันและกันมาก่อน  ทุกครั้งที่เราโกรธเราเกลียดกัน

 

นึกถึงคุณงามความดีเก่าๆ  ก็จะทำให้จิตใจนั้นอ่อนโยนลง

 

                2.  ให้คำนึงถึงตัวเองและภรรยาว่าหากเราทำให้เขาทุกข์  เราก็ทุกข์ด้วย

 

ฉะนั้นเราไม่ควรทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทุกข์  เพราะถ้าเราทำให้ฝ่ายใด

 

ฝ่ายหนึ่งทุกข์  มันก็สะท้อนกลับมาอยู่ดีว่าตัวเราก็ต้องทุกข์ด้วย  ถ้าเราเป็น

 

คนที่มีความสุข  คนที่อยู่ใกล้เขาก็ต้องสุข  ใช่ไหมล่ะ  ตรงกันข้าม  ถ้าเราเห็น

 

คนที่อยู่ข้างหน้าเราเป็นทุกข์  แสดงว่าเราก็ต้องทุกข์แล้ว  ฉะนั้นควรบอก

 

ตัวเองว่า  เราควรเป็นหน่วยความสุขเคลื่อนที่  อย่าเป็นหน่วยความทุกข์

 

เคลื่อนที่ในครอบครัวเลย

 

                3.  ให้เรียนรู้ที่จะถอยไปข้างหน้า  เวลามีปัญหาให้  “ทิ้งพยศ  ลดมานะ

 

ละทิฐิ”  บอกตัวเองว่าบางครั้งก็ต้องถอยหลังกันคนละก้าว  เหมือนที่พระนางเจ้า

 

วิกตอเรียกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทะเลาะกัน  แล้วเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดไปขัง

 

ตัวเองอยู่ในห้อง  พระนางเจ้าวิกตอเรียตามไปเคาะประตู  เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด

 

ก็ถามว่าใครเคาะ  พระนางเจ้าวิกตอเรียก็บอก  “ฉันราชินีแห่งเกาะอังกฤษ”

 

เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดโกรธมากที่ถูกศรีภรรยากดขี่ข่มเหงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

 

ด้วยการเอายศศักดิ์อัครฐานมาข่มสามีซึ่งเป็นสามัญชน

 

                สามชั่วโมงต่อมา  พระนางเจ้าวิกตอเรียทนเหงาไม่ได้  ไปเคาะประตูใหม่

 

เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดถามว่าใครเคาะ  พระนางวิกตอเรียบอกว่า  “ดิฉันเอง

 

ที่รัก  ภรรยาของคุณไงคะ”  พอได้ยินภาษาที่อ่อนหวาน  และตอบด้วยศักดิ์ที่

 

เสมอกันอย่างนั้น  เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดจึงเปิดประตูมาสวมกอดกัน  นี้คือศิลปะ

 

แห่งการถอยไปข้างหน้า  นั่นคือพระนางเจ้าวิกตอเรียยอมทิ้งยศศักดิ์อัครฐาน

 

วางอีโก้ของพระนางลง  แล้วมาคุยกับพระสวามีในฐานะคนสามัญ  เรื่องก็เลย

 

จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

 

                สำหรับคู่สามีภรรยาทั้งหลายที่มีปัญหาครอบครัว  หลังจากทดลอง

 

ใช้วิธีต่างๆ  แล้วไม่ได้ผล  ขอแนะนำให้เรียนรู้ที่จะถอยไปข้างหน้าดู  แล้วก็จะ

 

เห็นว่า  มันคุ้มค่ากับการถอยจริงๆ

 

                บางทีเวลามีปัญหาในสถาบันครอบครัวแล้วแก้ไม่ตก  จะไปข้างหน้า

 

ก็ไม่ได้  จะถอยหลังก็ไม่ได้  ก็เลยมีการโยนชุดความคิดชุดหนึ่งเข้ามากลางวง

 

แล้วบอกว่า  เราคงเกาะกันมาแต่ชาติปางก่อน  เป็นผีแห้งกับโลงผุ  เป็นคู่เวร

 

คู่กรรม  แท้ที่จริงคู่ไหนก็ตามที่เริ่มสรุปอย่างนี้  สะท้อนแล้วว่าคุณยอมจำนน

 

ต่อปัญหา  ปัญหาทั้งปวงมีไว้ให้แก้ไข  แต่คนส่วนใหญ่ชอบแก้เคล็ดและยอมจำนน

 

                ดังนั้นเวลามีปัญหา  ให้เราทั้งหลายเปิดใจ  เปิดตา  เปิดหูให้กว้าง

 

บอกตัวเองว่า  เราต้องเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด  อย่าเพิ่งลงบทสรุปว่า

 

เธอและฉันเป็นคู่เวรคู่กรรม  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสถึงคู่ของชีวิตคู่ไว้ถึง

 

7  แบบ  ไม่ได้มีแต่คู่เวรคู่กรรมเท่านั้น  มีทั้งคู่สร้าง-คู่สม  คู่ชื่นชม-คู่ระกำ

 

คู่ภรรยาแก้ว-สามีแก้ว  แล้วก็คู่กัลยาณมิตร  นี่มันมีตั้งหลายคู่

 

                ทำไมมาสรุปเสียแล้วว่าคู่ของคุณนี่เป็นคู่เวรคู่กรรมในเชิงลบ  ทำไม

 

ไม่เป็นคู่สร้างคู่สม  ทำไมไม่เป็นคู่กัลยาณมิตร  ทำไมไม่เป็นคู่อารชนที่เกิดมา

 

แต่งงานด้วยกัน  เพื่อเป็นเพื่อนเรียนรู้บนเส้นทางธรรมด้วยกัน  พัฒนา

 

ชีวิตไปให้ดีที่สุด  จนกว่าที่สติปัญญามนุษย์จะวิวัฒนาการไปถึง

 

                เปิดตาเปิดใจเรียนรู้ชีวิตคู่หลายๆ  รูปแบบ  ก่อนจะลงข้อสรุปด้วย

 

การดูถูกตัวเองว่า  เราเป็นคู่เวรคู่กรรม  ให้เรียนรู้ชีวิตคู่ในรูปแบบอื่น

 

ในมิติอื่นๆ  ให้ทั่วถึงก่อน  ถ้าเราเรียนรู้ให้ทั่วถึงแล้วจะเห็นว่า  เราไม่จำเป็นต้อง

 

ยอมรับข้อหาคู่เวรคู่กรรมที่เรามอบให้ตัวเอง  เพราะบางทีทางออกมันมี

 

มากกว่าหนึ่งก็ได้

 

จากหนังสือรักแท้  คือ  กรุณา

 

ผู้แต่ง   ว.วชิรเมธี

 

ดำเนินการพิมพ์โดย บริษัท สำนักพิมพ์สุภา จำกัด  (กลุ่มลูกพุทธะ)

 




Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2560 17:28:54 น.
Counter : 66 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28