6. วิธีระงับความโกรธแบบง่ายๆ


 

วิธีที่อาตมภาพใช้ระงับความโกรธอยู่ทุกวันนี้ก็คือ  ทันที่กระทบก็ให้

 

ธรรมกระเทือน  นั่นคือถ้าเริ่มรู้สึกว่ากรุ่นๆ  ฉุนเฉียวขึ้นมาปุ๊บ  เอาสติไป

 

จับจ้องตรงอาการกรุ่นๆ  ฉุนเฉียวนั้น  เพราะสติไปอยู่ตรงนั้นความโกรธมันจะ

 

ขี้อายมาก  มันจะถอยห่างจากไปทันตา  สิ่งนี้อาตมภาพฝึกมาจนกระทั่งว่า

 

ทุกวันนี้สามารถจัดการความโกรธได้ในระดับที่เรียกว่าน่าพอใจทีเดียว

 

                ก่อนหน้านั้นอาตมภาพเคยเป็นคนโกรธง่าย  ฉุนเฉียว  ใครพูดอะไร

 

ไม่ถูกหูจะทะลุกลางปล้อง  แต่ครั้งหนึ่งหลังจากที่อาตมภาพผ่านการอบรม

 

วิปัสสนากรรมฐานเข้มเรียบร้อยแล้ว  นับแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา

 

กว่าสิบปี  อาตมภาพสามารถพลิกตัวเองไปเป็นคนอีกคนหนึ่งได้อย่างสบาย

 

สามารถทนต่อความโกรธของคนอื่น  ทนต่อความโง่ของคนอื่น  ทนต่อ

 

ความฉลาดของคนอื่น  โดยไม่มีอาการตีโพยตีพายหรือทะลุกลางปล้องอีก

 

สามารถฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างสงบเย็นและสังเกตดูปฏิกิริยาของ

 

ตัวเองได้อย่างสงบ  เพราะทุกครั้งที่ความโกรธเกิดขึ้น  แทนที่จะรอรวมตัว

 

เป็นหนึ่งเดียวกันกับความโกรธ  เราเป็นฝ่ายเห็นความโกรธเสียก่อน

 

                วิธีปฏิบัติอย่างนี้  อาตมภาพตั้งชื่อว่า  “ปฏิบัติอย่างเห็นมันก่อน”

 

เพราะถ้าเราไม่เห็นมันก่อนเราก็จะเสร็จมันก่อน  นั่นคือ

 

                “ถ้าใจเราโกรธปุ๊บ  เอาสติไปดูใจ  พอเอาสติไป

 

ดูใจ  ความโกรธก็หายไป  เพราะใจของเรานั้น

 

รับอารมณ์ได้ทีละเรื่อง  สติอยู่ตรงไหนความโกรธ

 

ก็หายไป    ตรงนั้น  นี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด  ทำที่นี่

 

เดี๋ยวนี้ได้ผลทันที”

 

                ไม่มีขั้นตอนอะไรมากมาย  แต่สำหรับคนทั่วไปซึ่งไม่เคยฝึกดูใจมานั้น

 

อาตมาขอแนะนำว่าทันทีที่คุณโกรธ

 

                1.  ควรพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่โกรธนั้นให้เร็วที่สุด

 

                2.  งดการพูดทุกถ้อยกระทงความ  เพราะถ้าคุณพูด  สิ่งที่ไม่ควรพูด

 

จะหลุดออกจากปาก

 

                3.  งดการตัดสินใจทันที  คนที่ตัดสินใจในนาทีที่มีความโกรธครอบงำ

 

กลุ้มรุมหัวใจนั้น  การตัดสินใจจะด้อยประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยอคติ

 

                4.  พาตัวเองเดินไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำเพื่อเรียกสติ

 

                5.  ควรหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาทำเพื่อเป็นการถ่ายเทพลัง

 

ความโกรธให้ไปอยู่ที่เนื้องาน

 

                6.  หางานอดิเรกมาทำ  เพราะงานอดิเรกนั้นมักจะเป็นงานที่เรารัก

 

พออยู่กับงานที่เรารัก  จิตใจก็เริ่มแช่มชื่นเบิกบานฟื้นคืนกลับมาเป็นจิตใจที่มี

 

ประสิทธิภาพแล้ว

 

                7.  ขั้นสุดท้าย  ฝึกเจริญสติที่เรียกกันว่า  “เมตตาพรหมวิหาร”  คือ

 

ฝึกตื่นรู้ดูใจไป  พร้อมๆ  กันนั้นก็ฝึกมองคนที่เราโกรธ  ว่าเขาก็เป็นเพื่อน

 

มนุษย์เช่นเดียวกันกับเรา  ปลูกฝังเมตตาภาวนาอยู่เสมอ  พร้อมๆ  กับที่ฝึก
ตื่นรู้ดูใจ

 

                หากทำได้ถึงขั้นที่  7  แล้ว  ความทุกข์จากความโกรธจะไม่มาแผ้วพาน

 

เราอีกเลย  และทุกครั้งที่ความโกรธมาเยือนเราก็สามารถพลิกความโกรธ

 

เป็นเมตตาได้ตลอดไป

 

                การที่คนยังไม่สามารถสละความโกรธออกได้  เพราะคิดว่าตัวเอง

 

ไม่ได้รับความยุติธรรม  จึงพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเอง

 

เมื่อพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเอง  ก็ไม่สามารถปล่อยวาง

 

ความโกรธได้  กลายเป็นว่าในขณะที่เขากำลังพยายามหาความยุติธรรม

 

ให้ตัวเองนั้น  เขาได้สร้างความอยุติธรรมให้ใจของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

 

เห็นไหม  นั่นแหละจึงเป็นรากฐานของการผูกโกรธ  คือเราคิดว่าเราไม่ได้รับ

 

ความเป็นธรรม  จึงไปโกรธตอบ  เพื่อให้คนนั้นได้รับผลแห่งการกระทำที่

 

สาสมที่สุด

 

                แท้ที่จริงคนสองจำพวกนี้ไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะ  เป็นคนแพ้ทั้งคู่

 

ฝ่ายหนึ่งโกรธคนอื่นหรือกระตุ้นให้คนอื่นโกรธก็แพ้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 

ฝ่ายหนึ่งไปโกรธตอบ  ด้วยอาการที่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้

 

เกิดขึ้นกับตัวเอง  ก็แพ้ใจตัวเอง

 

                ทั้งฝ่ายที่กระตุ้นให้โกรธและฝ่ายที่โกรธ  สุดท้ายทั้งคู่ก็แพ้อย่าง

 

ราบคาบให้แก่กิเลสที่ชื่อความโกรธเหมือนกัน

 

จากหนังสือรักแท้  คือ  กรุณา

 

ผู้แต่ง   ว.วชิรเมธี

 

ดำเนินการพิมพ์โดย บริษัท สำนักพิมพ์สุภา จำกัด  (กลุ่มลูกพุทธะ)

 




Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2560 17:37:38 น.
Counter : 43 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28