10. คำสอนดีๆของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) (2) จบ


 

สงครามการเมือง

 

“ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นแค่ของสมมติน่ะ

 

เป็นของใช้ชั่วคราว

 

มันแค่ของใช้ไม่ใช่ของฉัน  อย่าไปยึดติด”

 

ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นแค่ของสมมติน่ะ  เป็นของใช้ชั่วคราว  มันแค่ของใช้ไม่ใช่ของฉัน

 

อย่าไปยึดติด  มีของดีให้แบ่งกันกิน  ให้แบ่งกันใช้  พอเราคิดว่ามีของดี  ฉันจะกินคนเดียว

 

ฉันจะใช้คนเดียวคนอื่นเขาไม่ได้กินด้วย  เขาก็ต้องแย่ง  พอแย่งก็เกิดสงคราม

 

มันน่าเศร้าที่สุดก็ตรงที่มันเป็นสงครามกลางเมือง

 

ว.วชิรเมธี

 

 

การแตกความสามัคคี

 

“บ้านเมืองที่แตกสามัคคี  ใครไม่ตีก็แตก”

 

ตกลงไม่มีใครฟังใครแล้วในเมืองไทยในตอนนี้  นี้คือ  การแตกสามัคคี

 

บ้านเมืองที่แตกสามัคคี  ใครไม่ตีก็แตก  แต่บ้านเมืองที่สมัครสมานสามัคคี

 

ต่อให้ใครยกมาตี  ก็ไม่มีทางแตก

 

ว.วชิรเมธี

 

 

กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์

 

“ถ้ารักในหลวงก็ปฏิบัติธรรม

 

เรารักในหลวง  เรารักสถาบันกษัตริย์

 

เราต้องช่วยกันเป็นคนดี”

 

ทำอย่างไรเราจึงจะกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 

ก็ตอบได้สั้นๆ  ว่า  ถ้ารักในหลวงก็ปฏิบัติธรรม

 

เรารักในหลวง  เรารักสถาบันกษัตริย์  เราต้องช่วยกันเป็น

 

คนดี  พระมหากษัตริย์จะมีความสุขที่สุดถ้ามองเห็นพสกนิกรของ

 

พระองค์เป็นคนมีศีลมีธรรม

 

ว.วชิรเมธี

 

 

ความกตัญญู

 

“ดอกไม้ที่หอมที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

 

ดอกไม้ที่ชื่อลูกกตัญญู”

 

ดอกไม้ที่หอมที่สุด  สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

 

คือ  ดอกไม้ที่ชื่อลูกกตัญญู

 

ดอกไม้ที่เหม็นที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

 

คือ  ดอกไม้ที่ชื่อลูกเนรคุณ  พ่อแม่จะมีความสุขที่สุด

 

ถ้าได้เห็นว่าลูกตัวเองนั้นเป็นลูกที่มีความกตัญญู

 

ว.วชิรเมธี

 

 

ใจเป็นใหญ่

 

“หากว่าเราคิดดี  หรือมีใจผ่องแผ้ว

 

การพูด  การทำก็ดีตาม  เสมือนเงาตามตัว”

 

ใจเป็นใหญ่  ใจเป็นประธาน  ใจสำคัญที่สุด  หากว่าเราคิดดี  หรือ

 

มีใจผ่องแผ้ว  การพูด  การทำก็ดีตาม  เสมือนเงาตามตัว  แต่ว่าหาก

 

เราคิดชั่ว  ทำชั่ว  การพูดการทำของเรามันก็เสียตาม  เหมือนกับล้อ

 

เกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค

 

ว.วชิรเมธี

 

 

การพัฒนาสังคม

 

“ต้องเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้

 

ทุกวันนี้มันเป็นสังคมฐานความเชื่อ”

 

เราจะพัฒนาสังคมไม่ได้  ตราบใดที่คนของเรายังโง่  ต้องเปลี่ยน

 

สังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้  ทุกวันนี้มันเป็นสังคมฐาน

 

ความเชื่อ  พอเราจะพัฒนาปุ๊บ  ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

ของเดิมเขาทำดีอยู่แล้ว  อย่าเปลี่ยน  พอคิดอย่างนี้

 

เราก็ไปข้างหน้าไม่ได้  ยักตื้นติดกึก  ยักลึกติดกัก  ใช่ไหม?

 

ว.วชิรเมธี

 

 

เข้าใจตัวเองเข้าใจโลก

 

“เมื่อเข้าใจตัวเองก็เข้าใจคนอื่น

 

เมื่อเข้าใจคนอื่นก็เข้าใจคนทั้งโลก”

 

เมื่อเข้าใจตัวเองก็เข้าใจคนอื่น  เมื่อเข้าใจคนอื่น

 

ก็เข้าใจคนทั้งโลก  เหมือนเราไปตักน้ำเค็มจากทะเล

 

มาดื่มเข้าไปอีกหนึ่ง  จากนั้นไปดื่มน้ำทะเลทั่วโลก

 

ไม่สงสัยเลยเค็มเหมือนกันหมด  รู้จักน้ำทะเลหยดเดียว

 

เข้าใจน้ำทะเลทั่วโลก

 

ว.วชิรเมธี

 

 

ระวังกลียุค

 

“ถ้าเราอยู่กันไปแบบปรานีปราศรัย

 

แบบฉันพี่ฉันน้อง  แบบฉันมิตร

 

เมืองไทยจะไม่เกิดกลียุค”

 

ความมั่งคั่งของเราเท่าที่เรามีนี้  ถ้าเราอยู่กันไป

 

แบบปรานีปราศรัย  แบบฉันพี่ฉันน้อง

 

แบบฉันมิตรเมืองไทย  จะไม่เกิดกลียุค

 

แต่ถ้าเรามีโลกทัศน์ที่ผิด  เราแย่งกันกิน

 

เราแย่งกันใช้แบบไม่ปรานีปราศรัย

 

สุดท้ายจะเกิดกลียุคขึ้นที่บ้านเมือง

 

ซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด

 

ว.วชิรเมธี

 

 

ทิฐิมานะ

 

“ที่เราหันมารอมชอมกันไม่ได้

 

เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิ”

 

ชนกลุ่มใดก็ตามมีทิฐิมาก  มีมานะเข้มข้น  ชนกลุ่มนั้นจะแตกความสามัคคี

 

ที่เราหันมารอมชอมกันไม่ได้เพราะอะไร  เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิ  คือ  มีความเชื่อ

 

ว่าฉันถูก  พอมีความเชื่อว่าฉันถูก  มานะก็ตามมา  นั่นก็คือ  เรื่องอะไรฉันจะต้อง

 

ขอโทษ  เรื่องอะไรฉันจะต้องสามัคคี

 

ว.วชิรเมธี

 

 

คนไทยไม่รังเกียจใคร

 

“คนไทยนี่ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์...

 

แล้วที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา”

 

คนไทยนี่ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์  คนผิวเผ่าไหน  ลัทธิศาสนาไหน

 

ก็อยู่กันได้ดีเป็นอย่างนี้มาตลอดเป็นเวลายาวนานแล้วนะ  ปรับตัว

 

เข้ากับทุกคนได้  แล้วที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา

 

ว.วชิรเมธี

 

 

ยกย่องคนดี

 

“บูชาคนที่ฝึกตนแล้ว  แม้เพียงครู่เดียว

 

ดีกว่าเซ่นสรวงเทพเจ้าร้อยปี”

 

ถ้าคนในสังคมมีค่านิยมที่บูชายกย่องให้เกียรติคนดี

 

ในทางพระศาสนา  พระพุทธเจ้าก็ย้ำเรื่องนี้  มีคาถาหนึ่งที่บอกว่า

 

บูชาคนที่ฝึกตนแล้ว  แม้เพียงครู่เดียว  ดีกว่าเซ่นสรวงเทพเจ้าร้อยปี

 

ว.วชิรเมธี

 

 

จากหนังสือร้อยธรรมคำสอน

 

ผู้แต่ง   พุทธทาสภิกขุ, ปัญญานันทภิกขุ, ป.อ.ปยุตโต, พระไพศาล วิสาโล และ ว.วชิรเมธี

 

พิมพ์ครั้งที่ 2 หอจดหมายเหตุพุทธทาส  อินทปัญโญ

 

ดำเนินการโดย บริษัท สนุกคิด มีเดีย จำกัด และธรรมภาคี ผู้มีส่วนร่วมในธรรม ทั้งหลาย

*******************************************************************

 

 




Create Date : 31 มกราคม 2560
Last Update : 31 มกราคม 2560 18:08:44 น.
Counter : 274 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29