ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
บทอาขยาน

บทอาขยาน
เด็กน้อย ๏ ๏
(ร้องลำฝรั่งรำเท้า)

เด็กเอ๋ย เด็กน้อย
ความรู้ เรายังด้อย เร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่ เราจะได้ มีวิชา
เป็นเครื่องหา เลี้ยงชีพ สำหรับตน
ได้ประโยชน์ หลายสถาน เพราะการเรียน
จงพากเพียร ไปเถิด จะเกิดผล
ถึงลำบาก ตรากตรำ ก็จำทน
เกิดเป็นคน ควรหมั่น ขยันเอย......


แมวเอ๋ย แมวเหมียว
รูปร่าง ประเปรียว เป็นหนักหนา
ร้องเรียก เหมียวเหมียว ประเดี๋ยวก็มา
เคล้าแข้ง เคล้าขา น่าเอ็นดู
รู้จัก เอารัก เข้าต่อตั้ง
ค่ำค่ำ ซ้ำนั่ง ระวังหนู
ควรนับว่ามัน กตัญญู
พอดู อย่างไว้ ใส่ใจเอย......

ตั้งเอ๋ยตั้งไข่
จะตั้งใย ไข่กลม ก็ล้มสิ้น
ถึงว่า ไข่ล้ม จะต้มกิน
ถ้าตกดิน เสียก็อด หมดฝีมือ
ตั้งใจ เรานี้ จะดีกว่า
อุตส่าห์ อ่านเขียน เรียนหนังสือ
ทั้งวิชา สารพัด เพียรหัดปรือ
อย่าดึงดื้อ ตั้งไข่ ร่ำไรเอย.......


ปักเอ๋ย ปักษิน
นกขมิ้น เรื่อเรือง เหลืองอ่อน
ถึงเวลา หากิน ก็บินจร
ครั้นสายัณห์ ผันร่อน มานอนรัง
ความเคยคุ้น สกุณา อุตสาหะ
ไม่เลยละ พุ่มไม้ ที่ใจหวัง
เพราะพากเพียร ชอบที่ มีกำลัง
เป็นที่ตั้ง ตนรอด ตลอดเอย.......


จิงโจ้โล้สำเภา ๏ ๏
(ร้องลำมอญรำดาบ)
-หลวงวิจิตรวาทการ- แต่ง

จิงเอ๋ยจิงโจ้
เล่นโล้ ในลำ สำเภาใหญ่
เพื่อออกแรง ออกกำลัง โดยตั้งใจ
ที่จะให้ เข้มแข็ง และอดทน
เรานักเรียน ต้องไม่คร้าน การกีฬา
เรื่อง พลศึกษา ต้องฝึกฝน
ให้แข็งแรง ถ้วนทั่ว ทุกตัวคน
เพื่อเป็นคุณ แก่ตน และชาติเอย.......

ชักซ้าวมะนาวโตงเตง ๏ ๏
(ร้องลำสารถีชักรถ)

ซักเอ๋ย ซักซ้าว
ผลมะนาว ทิ้งทาน ในงานศพ
เข้าแย่งชิง เหมือนสิ่ง ไม่เคยพบ
ไม่น่าคบ เลยหนอ พวกขอทาน
ดูประหนึ่ง ขัดสน จนปัญญา
มีทางหา กินได้ หลายสถาน
ประหลาดใจ เหตุไฉน ไม่ทำงาน
ประกอบการ อาชีพ ที่ดีเอย....


ตุ๊ดตู่ในรูกระบอก ๏ ๏
(ร้องลำวิลันดาโอด)
-สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ- ทรงนิพนธ์

ตุ๊ดเอ๋ย ตุ๊ดตู่
ในเรี่ยว ในรู ช่างอยู่ได้
ขี้เกียจ นักหนา ระอาใจ
มาเรียกให้ กินหมาก ไม่อยากคบ
ชาติขี้เกียจ เบียดเบียน แต่เพื่อนบ้าน
การงาน สักนิด ก็คิดหลบ
ตื่นเช้า เราจักหมั่น ประชันพลบ
ไม่ขอพบ ขี้เกียจ เกลียดนักเอย....

นกกิ้งโครงเข้าโพรงนกเอี้ยง ๏ ๏
(ร้องลำนกกระจอกทอง)
-พระยาพินิจสารา (ทิม) - แต่ง

นกเอ๋ย นกกิ้งโครง
หลงเข้าโพรง นกเอี้ยง เถียงเจ้าของ
อ๋อยอี๋เอียง อ๋อยอี๋เอียง ส่งเสียงร้อง
เจ้าของ เขาว่า น่าไม่อาย
แต่นก ยังรู้ ว่าผิดรัง
นักปราชญ์ รู้พลั้ง ไม่แม่นหมาย
แต่ผิด รับผิด พอผ่อนร้าย
ภายหลัง จงระวัง อย่าพลั้งเอย.........

เรือเล่นสามเส้นสิบห้าวา ๏ ๏
(ร้องลำตวงพระธาตุ)
-นายทัด เปรียญ - แต่ง

เรือเอ๋ย เรือเล่น
สามเส้น เศษวา ไม่น่าล่ม
ฝีพายลง เต็มลำ จ้ำตะบม
ไปขวางน้ำ คว่ำจม ลงกลางวน
ทำขวางขวาง รีรี ไม่ดีหนอ
เที่ยวขัดคอ ขัดใจ ไม่เป็นผล
จะก่อเรื่อง เคืองข้อง หมองกมล
เกิดร้อนรน ร้าวฉาน รำคาญเอย.....

๏นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า ๏ ๏
(ร้องลำแขกไซ)
-หลวงวิจิตรวาทการ - แต่ง

นกเอ๋ย นกเอี้ยง
คนเข้าใจ ว่าเจ้าเลี้ยง ซึ่งควายเฒ่า
แต่นกเอี้ยง นั้นเลี่ยง ทำงานเบา
แม้อาหาร ก็ไปเอา บนหลังควาย
เปรียบเหมือนคน ทำตน เป็นกาฝาก
รู้มาก เอาเปรียบ คนทั้งหลาย
หนีงานหนัก คอยสมัคร งานสบาย
จึงน่าอาย เพราะเอาเยี่ยง นกเอี้ยงเอย........


สัตว์สวยป่างาม ๏ ๏
จาก - มูลบทบรรพกิจ -
ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)

เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน.......เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง
เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง...........เริงร้องซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง
กลางไพรไก่ขันบรรเลง............ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง.......เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดารขานเสียง
กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง........พญาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง...........เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง
ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง..........ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
ป่าสูงยูงยางช้างโขลง...........อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

นิติสารสาธก ๏ ๏
ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)

อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่งฐานใดคงไม่แคลน
ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย
หนังสือก็ไม่รู้ดูบัดสี
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี
ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า
จะชักพายศลาภให้สาบสูญ
ทั้งขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร
จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา
หนึ่งหนังสือหรือตำรับฉบับบท
เป็นของล้วนควรจดจำศึกษา
บิดาปู่สู้เสาะสะสมมา
หวังให้บุตรนัดดาได้ร่ำเรียน
จะได้ทราบบาปบุญทั้งคุณโทษ
ปะบุตรโฉดต่ำช้าก็พาเหียร
ไม่สมหวังดังบิดาปู่ตาเพียร
เป็นจำเนียรแพลงพลัดกระจัดกระจาย


โมกขศักดิ์๏ ๏
จากเรื่อง รามเกียรติ์
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

บัดนั้น............................................พระยาพิเภกยักษี
เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี................อสุรีกราบลงกับบาทา
ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์.................ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์
อันโมกขศักดิ์อสุรา..........................พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้
ทรงอานุภาพฤทธิรุทร.....................ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว
แต่มียาคู่หอกชัย..............................ให้ไว้สำหรับแก้กัน
แม้นละไว้จนรุ่งราตรี.......................ต้องแสงพระระวีจะอาสัญ
ขอให้ลูกพระพายเทวัญ....................ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า
อย่าเพ่อรีบรถบทจร..........................ข้ามยุคนธรภูผา
แล้วให้ไปเก็บตรีชวา........................ทั้งยาชื่อสังขรณี
ยังเขาสรรพยาบรรพต.....................ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี
กับปัญจมหานที...............................สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน
แม้นว่าได้บดชโลมลง......................องค์พระอนุชาไม่อาสัญ
จะดำรงคงชีพชีวัน..........................หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา

สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน
ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม
กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพยอม
อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม
แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม
ไม่ดูดดื่มบรเพ็ดต้องเข็ดขม
ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์
ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย...........

พวกเราชาวไทย๏ ๏
จากเรื่อง พระร่วง

พวกเราชาวไทยล้วนใจเด็ด
กล้าเหมือนเพชรไม่ยอมใครง่ายง่าย
ถึงจะมีไพรีมามากมาย
ก็ต่อสู้จนตายไม่อินัง
ถึงเมียสาวลูกอ่อนนอนผ้าอ้อม
ชายก็ยอมทิ้งได้ไม่เหลียวหลัง

แม้ไม่ทิ้งหญิงคงส่งเสียงดัง
และดันหลังไล่ออกนอกเรือนชาน
เพราะทั้งแม่ทั้งเมียล้วนเลิศไซร้
ผู้ชายไทยใจจึ่งล้วนกล้าหาญ

ไม่ห่วงแม่ห่วงเมียจนเสียการ
มีแก่ใจไปราญรบไพรี
ถึงจะรักลูกและรักผัว
ไม่ยอมให้ชายมั่วอยู่สูสี
ยุให้ไปยุทธนารบราวี
และต่อตีเข้มขันป้องกันเมือง
ปฐม ก กา ๏ ๏

นะโมข้าจะไหว้..................วระไตรระตะนา
ใส่ไว้ในเกศา......................วระบาทะมุนี
คุณะวระไตร......................ข้าใส่ไว้ในเกษี
เดชะพระมุนี.......................ขออย่ามีที่โทษา
ข้าขอยอชุลี..........................ใส่เกศีไหว้บาทา
พระเจ้าผู้กรุณา.....................อยู่เกศาอย่ามีภัย
ข้าไหว้พระสะธรรม..............ที่ลึกล้ำคัมภีร์ใน
ได้ดูรู้เข้าใจ...........................ขออย่าได้มีโรคา
ข้าไหว้พระภิกษุ....................ที่ได้ลุแก่โสดา
ไหว้พระสกินาคา....................อะระหาธิบดี
ข้าไหว้พระบิดา.......................ไหว้บาทาพระชนนี
ไหว้พระอาจารีย์......................ใส่เกศีไหว้บาทา
ข้าไหว้พระครูเจ้า.....................ครูผู้เฒ่าใส่เกศา
ให้รู้ทวิชา.................................ไหว้บาทาที่พระครู
จะใคร่รู้ที่วิชา............................ขอเทวามาค้ำชู
ที่ใดข้าไม่รู้................................เล่าว่าดูรู้แลนา
ไชโยขอเดชะ............................ชัยชนะแก่มารา
ระบือให้ลือชา............................เดชะสามาไชโย
ไชโยขอเดชะ.............................ชัยชนะแก่โลโภ
โทโสแลโมโห............................อย่าโลเลโจ้เจ้ใจ


พระอภัยมณี๏ ๏
- สุนทรภู่ -

พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม
จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข
อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป
ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์
ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช
จตุบาทกลางป่าพนาสิน
แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน
ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา
ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ
อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา
ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญา
จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง
พระอภัยมณี๏ ๏ ตอนที่ 19
ของ - สุนทรภู่ -

พระฟังคำอ้ำอึ้งตะลึงคิด
จะเบือนบิดป้องปัดก็ขัดขวาง
สงสารลูกเจ้าลังกาจึงว่าพลาง
เราเหมือนช้างงางอกไม่หลอกลวง
ถึงเลือดเนื้อเมื่อน้องต้องประสงค์
พี่ก็คงยอมให้มิได้หวง
แต่ลูกเต้าเขาไม่เหมือนคนทั้งปวง
จะได้ช่วงชิงไปให้กระนั้น
พี่ว่าเขาเขาก็ว่ามากระนี้
มิใช่พี่นี้จะแกล้งแสร้งเสกสรรค์
เพราะเหตุเขารักใคร่อาลัยกัน
ค่อยผ่อนผันพูดจาอย่าราคี
แล้วตรัสบอกลูกน้อยกลอยสวาท
เจ้าหน่อเนื้อเชื้อชาติดงราชสีห์
อันรักษาศีลสัตย์กัตเวที
ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน
ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา
เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน
ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล
พระเวทมนต์เสื่อมคลายทำลายยศ
เพราะบิดามาด้วยอุศเรนนี้
คุณเขามีมากล้นพ้นกำหนด
เจ้าทำผิดก็เหมือนพ่อทรยศ
จงออมอดเอ็นดูพ่อแต่พองาม

๏กฤษณาสอนน้อง๏ ๏
ของ - สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส

๏ พฤษภกาสร............................อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง.........................สำคัญหมายในกายมี
๏ นรชาติวางวาย........................มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี...........................ประดับไว้ในโลกา


๏ ๏กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานและว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์๏ ๏

๏ ๏ เห่ชมเครื่องคาว ๏ ๏

๏ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ.......................นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน...........................เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์.......................พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน....................อกให้หวนแสวงฯ

๏ มัสมั่นแกงแก้วตา.................หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง.................... แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด.................วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา....................... ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม............เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน........................ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
๏ หมูแนมแหลมเลิศรส.............พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง.................... ห่างห่อหวนป่วนใจโหย
๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น.................. วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย.................. ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง.................... เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน.....................ของสวรรค์เสวยรมย์
๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า...............ทำน้ำยาอย่างอกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม............... ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น


๏เห่ชมผลไม้ ๏ ๏

๏ ผลชิดแช่อิ่มโอ้....................... เอมใจ
หอมชื่นกลืนหวานใน.................. อกชู้
รื่นรื่นรสรมย์ใด......................... ฤๅดุจ นี้แม่
หวานเลิศเหลือรู้รู้....................... แต่เนื้อนงพาลฯ

๏ ผลชิดแช่อิ่มอบ......................หอมตรลบล้ำเหลือหวาน
รสไหนไม่เปรียบปาน................หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ
๏ ตาลเฉาะเหมาะใจจริง...........รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ
คิดความยามพิสมัย...................หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น
๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว................. บอกความแล้วจากจำเป็น
จากช้ำน้ำตากระเด็น.................. เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง
๏ หมากปรางนางปอกแล้ว..........ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง...................... ปรางอิ่มอาบซาบนาสา
๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง.......... อีกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา..................... อุราแนบแอบอกอร
๏ ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น..................... เรียกส้มฉุนใช้นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน................... ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน
๏ พลับจีนจักด้วยมีด................. ทำประณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน................... ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ
๏ น้อยหน่านำเมล็ดออก................ ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย์
มือใครไหนจักทัน....................... เทียบเทียมที่ฝีมือนาง


พระอภัยมณี
แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้
เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง
พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง
สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ
ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย
ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย
จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
พระจันทรจรสว่างกลางโพยม
ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย
แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย
ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน
เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง
สำเนียงเพียงการเวกกังวาลหวาน
หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล
ให้ซาบซ่านเสียวสะดับจนหลับไป
ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่
ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล
พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ
เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ


๏เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน๏ ๏
-พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2-3 -


๏ ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก
ข้ามโคกเข้าป่าพนาศรี
เจ้าพลายกระสันพันทวี
รำลึกถึงนารีศรีมาลา
ถ้าแม้นแก้วแววตามาด้วยพี่
จะชวนชี้ชมไม้ไพรพฤกษา
คิดพลางเดินพลางตามทางมา
ข้ามท่าเขินเขาลำเนาธาร
แลเห็นเขาเงาเงื้อมชะง่อนชะโงก
เป็นกรวยโกรกน้ำสาดกระเซ็นซ่าน
ดูโครมครึกกึกก้องท้องพนานต์
พลุ่งพล่านมาแต่ยอดศิขรินทร์
เป็นชะวากวุ้งเวิ้งตะเพิงพัก
แง่ชะงักเงื้อมชะง่อนล้วนก้อนหิน
บ้างใสสดหยดย้อยเหมือนพลอยนิล
บ้างเหมือนกลิ่นภู่ร้อยห้อยเรียงราย
ตรงตระพักเพิงผาศิลาเผิน
ชะงักเงิ่นเงื้อมงอกชะแง้หงาย
ที่หุบห้วยเหวหินบิ่นทลาย
เป็นวุ้งโว้งเพรงพรายดูลายพร้อย
บ้างเป็นยอดกอดก่ายตะเกะตะกะ
ตะขรุตะขระ***นหักเป็นหินห้อย
ขยุกขยิกหยดหยอดเป็นยอดย้อย
บ้างแหลมลอยเลื่อมสลับระยับยิบ
บ้างงอกเง้าเป็นเงี่ยงบ้างเกลี้ยงกลม
บ้างโปปมเป็นปุ่มกะปุบกะปิบ
บ้างปอดแป้วเป็นพูดูลับลิบ
โล่งตะลิบแลตลอดยอดศิขรินทร์
เหล่ามิ่งไม้ไทรโศกอยู่ริมห้วย
ลมช่วยหล่นลอยกระแสสินธุ์
น้ำใสแลซึ้งถึงพื้นดิน
ฟุ้งกลิ่นสุมามาลย์บานระย้า
สัตตบุษย์บัวแดงขึ้นแฝงฝัก
พรรณผักพาดผ่านก้านบุบผา
แพงพวยพุ่งพาดพันสันตะวา
ลอยคงคาทอดยอดไปตามธาร....

แขกบรเทศ
เนื้อร้องพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖

.....พุทธานุภาพนําผล
เกิดสรรพมงคลน้อยใหญ่
เทวาอารักษ์ทั่วไป
ขอให้เป็นสุขสวัสดี
.....ธรรมานุภาพนําผล
เกิดสรรพมงคงเฉลิมศรี
เทพช่วยรักษาปรานี
ให้สุขสวัสดีทั่วกัน
.....สังฆานุภาพนําผล
เกิดสรรพมงคลแม่นมั่น
เทเวศรคุ้มครองป้องกัน
สุขสวัสดิสรรพ์ทั่วไป ฯ

แม่กาเหว่าเอย
ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก
แม่กาก็หลงรัก
คิดว่าลูกในอุทร

คาบเอาข้าวมาเผื่อ
ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน
ถนอมไว้ในรังนอน
ปีกเจ้ายังอ่อนเกินวัย

แม่จะสอนบิน
แม่กาพาไปบิน
ที่ปากน้ำพระคงคา
ตีนเจ้าก็เหยียบสาหร่าย
ปากก็ไซร้หาปลา
กินกุ้งแลกินกี้ง
กินหอยกระพังและแมงดา
กินแล้วก็โผมา
จับที่ต้นหว้าโพธิ์ทอง

ยังมีนายพราน
เที่ยวเยี่ยม ๆ มอง ๆ
ยกปืนขึ้นส่อง
จ้องจะเอาแม่กาดำ

อีกตัวหนึ่งนั้นว่าจะต้ม
อีกตัวหนึ่งนั้นว่าจะยำ
กินนางแม่กาดำ
ค่ำวันนี้..........เอย

แม่ไก่อยู่ในตะกร้า
ไข่ๆ มาสี่ห้าใบ
อีแม่กาก็มาไล่
อีแม่ไก่ไล่ตีกา
หมาใหญ่ก็ไล่เห่า
หมูในเล้าแลดูหมา
ปูแสมแลปูนา
และปูม้าปูทะเล
เต่านาและเต่าดำ
อยู่ในน้ำกับจรเข้
ปลาทูอยู่ทะเล
ปลาขึ้เหร่ไม่สู้ดี


เงาะป่า

เมื่อนั้นนวลนางลำหับพิศมัย
ครั้นรุ่งรางส่างแสงอโนทัย
ทรามวัยแต่งตัวไม่มัวมอง
สวมมะกล่ำกำไร สายสร้อย
ตุ่มหูพวงห้อยดอกไม้หอม
หวีไม้ไผ่บรรจงเป็นวงค้อม
ล้วนรายล้อมเหน็บประดับรับมวย
แล้วจับจองคล้องไหล่ไว้เบื้องหลัง
ไม่รุงรังเข้าทีดูดีสวย
ชวนไม้ไผ่ลีลาสนาดนวย
รื่นรวยเข้าในดงพงพลี
ครั้งถึงซึ่งที่บุปบา
ดวงสุดาปรีเปรมเกษมศรี
หยิบ....................มาลี
นารีขับเพลงบรรเลงใจ

ยามเช้าอุระเราชื่นแช่มแจ่มใส
สู้อุตส่าห์มาชมดมดอกไม้
ข้าขอบใจมาลีที่เบิกบาน
เหมือนมาลีมิให้เรามาเก้อ
เผยเผยอกลีบประทินกลิ่นหอมหวาน
สายหยุดย้อย...........เป็นพวงยาน
กลิ่นทราบซ่านนาสา ดอกน่าเชย
มะลิวัลย์พันกอ พฤกษาดาด
เหมือนผ้าลาดขาวละออ เถิดน้องเอ๋ย

ผีเสื้อร่อนว่อนอยู่ดูวิไล
งามกระไรหนอผีเสื้อ ช่างเหลืองาม
กินอะไรเกิดที่ไหนพี่เสื้อเอ๋ย
อย่าปิดเลยตอบต่อที่ข้อถาม
น้องจะได้ไปเกิดไปกินตาม
ให้อร่ามเหมือนผีเสื้อเหลือสวยเอย


โคลงโลกนิติ

๑. อัญขยมบรมนเรศร์เรื้อง .............. รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผทรง .............. สิบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์ .............. โอวาท
หวังประชาชนให้ .............. อ่านแจ้งคำโคลง

๒. ครรโลงโลกนิตินี้ .............. นมนาน
มีแต่โบราณกาล .............. เก่าพร้อง
เป็นสุภาษิตสาร .............. สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง .............. เวี่ยไว้ในกรรณ

๓. ปลาร้าพันห่อด้วย .............. ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา .............. คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา .............. คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง .............. เฟื่องให้เสียพงศ์

๔. ใบพ้อพันห่อหุ้ม .............. กฤษณา
หอมระรวยรสพา .............. เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา .............. นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย .............. ดุจไม้กลิ่นหอม

๕. ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ .............. มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน .............. ชาดป้าย
ภายในย่อมแมลงวัน .............. หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย .............. นอกนั้นดูงาม

๖. ขนุนสุกสล้างแห่ง .............. สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา .............. หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา .............. เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้ .............. เลิศด้วยดวงใจ

๗. คนพาลผู้บาปแท้ .............. ทุรจิต
ไปสู่หาบัณฑิต .............. ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ .............. บ่ซาบ ใจนา
คือจวักตักข้าว .............. ห่อนรู้รสแกง

๘. กบเกิดในสระได้ .............. บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์ .............. หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน .............. นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย .............. เกลือกเคล้าเสาวคนธ์

๙. ไม้ค้อมมีลูกน้อม .............. นวยงาม
คือสัปปุรุษสอนตาม .............. ง่ายแท้
ไม้ผุดั่งคนทราม .............. สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้ .............. ห่อนเรื้อโดยตาม

๑๐. นาคีมีพิษเพี้ยง .............. สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช .............. แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส .............. แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า .............. อวดอ้างฤทธี

๑๑. ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น .............. รักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร .............. ผ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเรียน .............. วนจิต
กลอุทกในตระกร้า .............. เปี่ยมล้น ฤามี

๑๒. ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ .............. มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์ .............. ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน .............. คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ .............. จึ่งห้าม นินทา

๑๓. เว้นวิจารณ์ว่างเว้น .............. สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง .............. ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง .............. เกตว่าง เว้นนา
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้ .............. ปราชญ์ได้ ฤามี

๑๔. รู้น้อยว่ามากรู้ .............. เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน .............. สระจ้อย
ไปเห็นชเลไกล .............. กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย .............. มากล้น ลึกเหลือ

๑๕. เสียสินสงวนศักดิ์ไว้ .............. วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์ .............. สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง .............. ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้ .............. ชีพม้วย มรณา

๑๖. พระสมุทรสุดลึกล้น .............. คณนา
สายติ่งทิ้งทอดมา .............. หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา .............. กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้ .............. ยากแท้ หยั่งถึง

๑๗. รักกันอยู่ขอบฟ้า .............. เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว .............. ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว .............. ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง .............. ป่าไม้ มาบัง

๑๘. ให้ท่านท่านจักให้ .............. ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง .............. นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง .............. ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ .............. แต่ผู้ทรชน

๑๙. ใครจักผูกโลกแม้ .............. รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง .............. ไป่หมั้น
มนต์ยาถูกนานหึง .............. หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น .............. แนบเท้าวันตาย

๒๐. ผจญคนมักโกรธด้วย .............. ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี .............. ต่อตั้ง
ผจญคนจิตโลภมี .............. ทรัพย์เผื่อ แผ่นา
ผจญคนอสัตย์ให้ยั้ง .............. หยุดด้วย สัตยา

๒๑. คนใดคนหนึ่งผู้ .............. ใจฉกรรจ์
เคียดฆ่าคนอนันต์ .............. หนักแท้
ไป่ปานบุรุษอัน .............. ผจญจิต เองนา
เธียรท่านเยินยอแล้ .............. ว่าผู้ มีชัย

๒๒. ความรู้ดูยิ่งล้ำ .............. สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ .............. ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ .............. กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้ .............. เร่งรู้ เรียนเอา

๒๓. โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง .............. เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา .............. ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา .............. หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น .............. เรื่องร้าย หายสูญ

๒๔. หอมกลิ่นดอกไม้ที่ .............. นับถือ
หอมแต่ตามลมฤา .............. กลับย้อน
หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ .............. ศีลสัตย์ นี้นา
หอมสุดหอมสะท้อน .............. ทั่วใกล้ ไกลถึง

๒๕. ก้านบัวบอกลึกตื้น .............. ชลธาร
มรรยาทส่อสันดาน .............. ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน .............. ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ .............. บอกร้าย แสลงดิน

๒๖. ถึงจนทนกัดก้อน .............. กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ .............. พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ .............. สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง .............. จับเนื้อ กินเอง

๒๗. โคควายวายชีพได้ .............. เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง .............. อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง .............. ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ .............. แต่ร้าย กับดี

๒๘. อ่อนหวานมานมิตรล้น .............. เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย .............. เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย .............. ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้ .............. เพื่อร้อนแรงแสง

๒๙. เพื่อนกิน ... สิ้นทรัพย์แล้ว .............. แหนงหนี
หาง่าย ... หลายหมื่นมี .............. มากได้
เพื่อนตาย ... ถ่ายหมื่นมี .............. วาอาตม์
หายาก ... ฝากผีฝากไข้ .............. ยากแท้จักหา

สักวาดาวจรเข้ก็เหหก
ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว
เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว
น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง
ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ
ความหนาวเหลือทานทนกมลหมอง
สกุณาดุเหว่าก็เร่าร้อง
พอแสงทองส่องฟ้าขอลาเอย


สังข์ทอง
ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา
คลอดลูก ออกมา เป็นหอยสังข์
ชิ้นสองต้องขับเคี่ยวเซซัง
อุ้มลูกมายังพนาลัย
ชิ้นสามอยู่ด้วยยายตา
ลูกยาออกช่วยขับไก่
ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร
ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน
ชิ้นห้าบิตุรงค์ทรงศักดิ์
ให้รับตัวลูกรักมาจากบ้าน
ชิ้นหกจองจำทำประจาน
ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย
ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา
ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล
เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรทัย
ใครใครไม่ทันจะสงกา.

พระอภัยมณี ตอนสุดสาครเสียท่าชีเปลือย
บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน
เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
คงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด
จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี
พอเสร็จคำสำแดงแจ้งคดี
รูปโยคีหายวับไปกับตา.....

ศรีปราชญ์

เล่าประวัติก่อน ย่อๆ ดีกว่านะ
ด.ช.ศรี บุตรพระโหราธิบดี ได้ไปแต่งโคลงต่อจาก
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระองค์ทรงแต่งค้างไว้ ดังนี้
อันใดย้ำแก้มแม่.................หมองหมาย
ยุงเหรือบฤๅริ้นพลาย.........ลอบกล้ำ
ด.ช.ศรี ก็ไปแต่งต่อว่า
ผิวชนแต่จักกราย................ยังยาก
ใครจักอาจให้ช้ำ.................ชอกเนื้อเรียมสงวน

ด.ช.ศรี จึงได้รับราชการตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งวันหนึ่ง
พระนารายณ์มหาราชเสด็จประพาสป่าแก้ว มีลิงตัวหนึ่ง ถ่ายมูลรด
ศีรษะพระยาเดโช ซึ่งหัวล้าน ทำให้เหล่าอำมาตย์หัวเราะเอ็ดอึง
จนทำให้พระองค์ท่านตื่นจากบรรทม และตรัสถามมูลเหตุ
จึงตรัสถามนายศรี ซึ่ง นายศรีก็กราบทูลว่า
"พยัคฆะ ขอเดชะ วานระ ถ่ายอุจจาระ รดศีรษะ พระยาเดโช"
พระองค์ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่า "ศรีเอย เจ้าจงเป็นศรีปราชญ์
แต่บัดนี้เถิด"

คราวหนึ่งพระองค์ทำศึกชนะเมืองเชียงใหม่ และได้เชิญ
พระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกวี ลงมา บังเอิญได้สัพยอกศรีปราชญ์
เป็นโคลงว่า
พระเจ้าเชียงใหม่-- ศรีเอยพรเจ้าฮื่อ..............ปางใด
ศรีปราชญ์----------ฮื่อเมื่อเสด็จไป................ป่าแก้ว
พระเจ้าเชียงใหม่--รังสีบ่สดใส.....................สักหยาด
ศรีปราชญ์----------ดำแต่นอกในแผ้ว.............ผ่องเนื้อนพคุณ

ความเชี่ยวชาญของศรีปราชญ์ เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราช จนได้รับพระราชทานพระธำมรงค์เป็นรางวัล
นายประตูเมืองเห็นเข้า ก็ได้ถามเป็นโคลงโต้ตอบกัน
นายประตู-- แหวนนี้ท่านได้แต่..............ใดมา
ศรีปราชญ์- เจ้าพิภพโลกา......................ท่านให้
นายประตู-- ทำชอบสิ่งใดนา..................วานบอก
ศรีปราชญ์- เราแต่งโคลงถวายไท้...........ท่านให้รางวัล
(บ้างก็ว่าเป็น เราถวายกาพย์โคลงไท้.........ท่านให้รางวัล)

ต่อมาศรีปราชญ์ถูกเนรเทศ เพราะกาพย์กลอน เนื่องจากไปเกี้ยว
นางข้าหลวง ในงานลอยกระทง ซึ่งทำกระทงเป็นรูปเรือ ว่า
๏มลักเห็นใบจากเจ้า....................เนรมิต
เป็นสำเภาไพจิตร.....................แปดโล้
จะลงระวางวิด.........................จวนแก่ อกเอย
แม้หนุ่มกว่านี้โอ้.........................พี่เพี้ยงโดยสาร

นางข้าหลวงโกรธมาก จึงได้ด่าเป็นโคลงว่า
๏หะหายกระต่ายเต้น..................ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน........................ต่ำต้อย
นกยูงหากกระสัน.....................ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย.....................ต่ำต้อยเดียรฉาน

ศรีปราชญ์โดนด่าเช่นนั้น ก็ยั๊วะเลือดขึ้นหน้า ตอบโต้เป็นโคลงไปว่า
๏หะหายกระต่ายเต้น..................ชมแข
สูงส่งสุดตาแล............................สู่ฟ้า
ฤดูฤดีแด.....................................สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า............................อยู่พื้นดินเดียวฯ

นางข้าหลวงทนไม่ได้ จึงนำความไปกราบทูล ศรีปราชญ์จึงถูกลงโทษ
ให้ไปขุดคู เมื่อนางข้าหลวงผ่านมา ศรีปราชญ์ก็แกล้งทำโคลนกระเด็นใส่
นางจึงนำความไปกราบทูลอีก ศรีปราชญ์จึงได้ให้การเป็นโคลงว่า
๏ผิดผีผียังละ..................ละเพ
ผิดพระราชโปเล..............จะข้า
เหนื่อยนักพักพอเท............ปะแม่ กระมังนา
พระราชกฤษฎีกาอ้า...........อ้างไว้คงไฉน

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทราบจึงได้เนรเทศศรีปราชญ์
ไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาได้ผิดใจกับเจ้าเมืองนครฯ
เจ้าเมืองนครฯ จึงให้เอาตัวศรีปราชญ์ ไปประหารชีวิต
ก่อนถูกประหาร ศรีปราชญ์ได้แต่งโคลงขึ้นบทหนึ่งว่า

๏ธรณีนี่นี้...........................เป็นพยาน
เราก็ศิษย์อาจารย์..............หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร..........เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง............ดาบนั้นคืนสนอง

(บ้างก็ว่าโคลงนั้นแท้จริง เป็นดังนี้)
๏ธรณีภพนี้เพ่ง...................ทิพยญาณ หนึ่งรา
เราก็ลูกอาจารย์..................หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร............เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง..............ดาบนี้คืนสนอง

ต่อมา พระยานครฯ ก็ถูกประหารชีวิต ตายตกตามกัน



วังเอยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายพ่ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งมืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย


ในลักษณ์นั้นว่าน่าประหลาด
เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า
เหตุไอท้อรอรา
ฤาจะกล้าเเต่เพียงวาที
เห็นเเก้วเเวววับที่จับจิต
ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี
อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ
อันของสูงเเม้ปองต้องจิต
ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤา
มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ
ฤาเเย่งย้อถือได้โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง
คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม
ดูเเต่ภุมรินที่บินตอม
จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมารี


ลางลิงลิงลอดไม้........ลางลิง
แลลูกลิงลงชิง........ลูกไม้
ลิงลมไล่ลมติง........ลิงลอด หนีนา
แลลูกลิงลงไหล้......ลอดเลี้ยว ลางลิง


ไผ่ซอ อ้อเอียด เบียดออด
ลมลอด ไล่เลี้ยว เรียวไผ่
ออดแอด แอดออด ยอดไกว
แพใบ ไล้น้ำ ลำคลอง
แอดออด ออดแอด แอดออด
ไผ่สอด พลอดซอ พ้อส่ง
นิยาย น้ำค้าง ร้างคง
เศษผง ใบไผ่ ไปล่ปลิว

ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ต่างเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี


นิราศพระบาท

พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปัทม์ เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ กินนรรำร่ายเทพประนมกร
ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข สุวรรณสุขเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร กระซังซ้อนแซมใบระกาบัง
นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหง่าง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครันฯ
บานทวารลานแลล้วนลายมุก น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์ รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม
สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพานกอดก้านกระกนกรุม สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง
รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิน พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ เสด็จทรงคชสารในบานบัง
ผนังในกุฏิทั้งสี่ด้าน โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง
จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาน
มณฑปนั้นสวมรอยพระบาทนั้น ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม
เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย
ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย ระย้าย้อมแวววามอร่ามฉาย
หอมควันธูปเทียนตลบอยู่อบอาย ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทองฯ

จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าว ขอแกง
ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า
ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่
ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน
ขอละคร ให้น้องข้าดู
ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด
ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง

คนโกงโกงยิ่งไม้ โกงกาง
โกงกิ่งแก่นถากถาง ดัดได้
คนโกงคิดคดขวาง ดัดยาก
เห็นว่าโกงอย่าใกล้ หลบให้ ไกลโกง



Create Date : 09 สิงหาคม 2554
Last Update : 9 สิงหาคม 2554 14:11:52 น. 0 comments
Counter : 2076 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก The person who gives is much loved.
New Comments
Friends' blogs
[Add ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.