ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
พระนางมัลลิกาเทวี

พระนางมัลลิกาเทวี

พระนางมัลลิกาเทวี


พระนางมัลลิกาเทวี เป็นตำแหน่งของพระอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลพระนางมัลลิกา
ขณะนั้นมีอายุ ๑๖ ปี เป็นธิดาของนายมาลาการ หรือ ช่างทำดอกไม้ อาศัยอยู่ที่เมืองสาวัตถี
แคว้นโกศล มีนามเดิมว่า สิรจิต นางเป็นผู้มีบุญมาก มีรูปร่างผิวพรรณงดงาม
รวมถึงเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูกตเวที
ทุกๆวันนางจะช่วยการงานของบิดา โดยไปเก็บดอกไม้มาให้บิดาทำพวงมาลัย


ได้รับผลบุญทันตาเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง นางได้นำเอาขนมถั่วใส่กระเช้าดอกไม้ ไปยังสวนดอกไม้
ได้พบกับองค์สมเด็จพระบรมศาสดากับทั้งพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตรในพระนครก็ดีใจ
ได้เอาขนมถั่วเหล่านั้นใส่ลงในบาตรของพระศาสดา เมื่อไหว้แล้ว ก็เกิดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
แล้วยืนนิ่งอยู่ เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาทอดพระเนตรแล้วก็ทรงยิ้ม
พระอานนท์จึงทูลถามถึงสาเหตุที่ทรงยิ้ม พระองค์ก็ตรัสว่า

" อานนท์ กุมาริกานี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระราชาโกศลในวันนี้ ด้วยผลที่ถวายขนมถั่ว "

จากนั้นธิดาของช่างดอกไม้ก็ไปถึงสวนดอกไม้ ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้
ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล สู้รบพ่ายแพ้พระเจ้าอชาตศัตรู แล้วทรงม้าเสด็จหนีมาถึงสวนดอกไม้
ได้สดับเสียงเพลง ก็เกิดความพอพระทัยต่อเจ้าของเสียง เสด็จเข้าไปที่สวนดอกไม้
สนทนาจนได้ความว่า กุมารินีนั้นยังไม่มีสามี จึงโปรดให้ขึ้นหลังม้า เข้าสู่พระนคร
และโปรดให้พานางไปสู่เรือนตระกูล พอเวลาเย็นก็โปรดให้มารับด้วยสักการะใหญ่
อภิเษกบนกองแก้ว แล้วแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี ด้วยความเป็นผู้มีปัญญาและความเฉลียวฉลาด
ทำให้พระนางมัลลิกาทรงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นอย่างมาก

ได้ถวายทานที่ไม่มีใครเหมือนเรียกทานนี้ว่าอสทิสทาน

สมัยหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจาริกพร้อมทั้งภิกษุบริวารจำนวน ๕๐๐ รูป
เสด็จเข้าไปถึงพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เข้าเฝ้ากราบทูลอาราธนา เพื่อจะถวายอาคันตุกะทาน ในวันรุ่งขึ้น
(อาคันตุกะ คือ ผู้มา) คือ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า และ พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่ตามเสด็จมาด้วย
แล้วตรัสเรียกชาวนครว่า "จงมาดูทานของเราเถิด" เมื่อชาวบ้านได้เห็นทานของพระราชา
ก็ได้อาราธนาพระผู้มีพระภาคเพื่อเตรียมถวายทานบ้าง
โดยถวายทานอันประณีตและมากยิ่งกว่าพระราชา ชาวบ้านและพระราชาทำสลับกันไปมา
โดยกลายเป็นการแข่งกันทำบุญไปโดยไม่รู้ตัว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่อาจจะหาของแปลกๆพิสดาร
กว่าชาวบ้าน เพราะว่าชาวบ้านมีมากย่อมหาของได้พิสดารกว่า
เมื่อเป็นดังนี้ทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้ทานได้แปลกและดีกว่าชาวบ้าน
ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลกลุ้มพระทัยมาก ตอนนั้นพระนางมัลลิกาได้มาเข้าเฝ้า
พระราชาจึงได้ตรัสถามขอความช่วยเหลือจากพระนาง
พระนางมัลลิกาเทวีต้องการที่จะถวายอสทิสทาน(ทานที่ไม่มีใครเหมือน) อยู่แล้ว
เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระประสงค์จะถวายทานอันยิ่งกว่าชาวนคร นางจึงกราบทูลให้พระองค์รับสั่งทำดังนี้ คือ
๑) ให้ทำมณฑปทำด้วยไม้สาละไว้สำหรับพระสงฆ์ ๕๐๐ รูปนั่ง และใช้ไม้ขานางเอาไว้ถ่างขาทำเป็นโต๊ะ
ส่วนพระที่เกินจาก ๕๐๐ รูปนั้น นั่งอยู่นอกวงเวียน
๒) ให้ทำเศวตฉัตร ๕๐๐ คัน
๓) ให้ใช้ช้าง ๕๐๐ เชือก ถือเศวตฉัตรกั้นอยู่เบื้องหลังพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป
๔) ให้ทำเรือที่ทำจากทองคำแท้ๆ ๘ ลำ หรือ ๑๐ ลำ เรือเหล่านี้จะอยู่ท่ามกลางมณฑป
๕) ให้เจ้าหญิง ๑ องค์ นั่งบดของหอมท่ามกลางภิกษุ ๒ รูป และ เจ้าหญิงอีก ๑ องค์
จะถือพัดถวายแด่พระภิกษุ ๒ รูป ดังนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูป ก็มีเจ้าหญิง ๕๐๐ องค์
๖) เจ้าหญิงที่เหลือ จะทำหน้าที่นำของหอมที่บดแล้วไปใส่ในเรือท่ามกลางมณฑปทุกๆลำ
เจ้าหญิงบางพวกจะถือดอกอุบลเขียวหรือดอกบัวเขียวเคล้าของหอม เพื่อให้ภิกษุรับเอากลิ่นอบ
(เจ้าหญิง ส่วนใหญ่จะเป็นธิดาของกษัตริย์ และเป็นธิดาของกษัตริย์ข้างเคียง คือ น้องๆรองลงไป
ซึ่งสมัยนั้น พระราชามีพระมเหสีมากถึง ๑๐๐ กว่าพระองค์ จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจหากว่าจะมีเจ้าหญิง
ถึง ๑๐๐๐ กว่าพระองค์ ) ทำเช่นนี้แล้ว ก็จักชนะประชาชนชาวพระนคร
เนื่องด้วยชาวพระนครย่อมไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเศวตฉัตรและไม่อาจมีช้างมากเทียบกับพระราชาได้
เมื่อพระราชาได้สดับเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย รับสั่งให้ทำตามที่พระนางมัลลิกาเทวีกราบทูลทุกประการ


ช้างถือเศวตฉัตรมีไม่พอสำหรับพระสงฆ์

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งให้จัดเตรียมทุกอย่างแล้ว ปรากฏว่านับช้างอย่างไร
ก็ไม่พอสำหรับพระภิกษุ ๑ รูป กล่าวคือ ช้างมีมาก แต่ช้างเชื่องนั้นมีไม่พอ จะเหลือก็แต่ช้างที่ดุร้าย
พระราชาจึงตรัสแก่พระนางมัลลิกาให้ทราบความตลอดแล้ว ตรัสถามว่าจะทรงทำอย่างไรดี
เพราะพระองค์เกรงว่า ช้างดุร้ายจะเข้าทำร้ายพระสงฆ์ พระนางมัลลิกาได้กราบทูลว่า
ทราบว่ามีช้างดุร้ายตัวหนึ่งที่ถึงแม้จะดุร้าย ก็สามารถจะปราบได้ด้วยกำลังใจ
เมื่อพระราชายังไม่ทรงทราบว่าจะทำได้อย่างไร นางจึงกราบทูลอีกว่า ให้ช้างที่ดุร้ายนั้น
ยืนใกล้ๆ พระผู้เป็นเจ้า นามว่า องคุลิมาล เนื่องด้วยลูกช้างตัวนี้ เคยต่อสู้กับองคุลิมาลมามิใช่น้อย
แต่เวลานี้พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ได้อาศัยบารมีของท่าน
ทำให้ลูกช้างอยู่ในอาการสงบใช้หางสอดเข้าไปในระหว่างขา ตั้งหูทั้งสองขึ้นยืนหลับตาอยู่
มหาชนได้แลดูช้างที่ดุร้าย ยืนทรงเศวตฉัตรเพื่อพระเถระ หรือ องคุลิมาล ก็มีความคิดว่า
ช้างดุร้ายปานนั้น พระเถระ หรือ องคุลิมาล ย่อมปราบพยศได้
เมื่อจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว พระราชาได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
หม่อมฉันขอถวายสิ่งของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เรือทองคำ เตียง ตั่ง รวมทรัพย์ทั้งหมดที่พระราชาถวาย
ในวันเดียวถึง ๑๔ โกฏิ รวมทั้ง เศวตฉัตรหนึ่ง บัลลังก์สำหรับนั่งหนึ่ง เชิงบาตรหนึ่ง
ตั่งสำหรับเช็ดเท้าหนึ่ง ซึ่งเป็นของมีราคาสูง ประมาณค่าไม่ได้
อสทิสทานเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
"พระพุทธเจ้า ๑ องค์ จะมีคนถวายอสทิสทานครั้งเดียวในชีวิต
และคนที่จะถวายอสทิสทานได้นั้น ต้องเป็นผู้หญิง"

พระนางมัลลิกาเทวีนั้น ไม่มีพระราชโอรส เมื่อทรงพระครรภ์ใกล้คลอด
พระเจ้าปเสนทิโกศลปรารถนาจะได้พระราชโอรส เมื่อประสูติแล้ว ปรากฏว่าเป็นพระราชธิดา
ยังความผิดหวังมาแด่พระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึงทรงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อปรับทุกข์
พระพุทธองค์ทรงตรัสปลอบพระทัยว่า " พระโอรส หรือธิดานั้น ไม่สำคัญ
เพศไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างในด้านความสามารถ สตรีที่มีความเฉลียวฉลาด
ประพฤติธรรม และเป็นมารดาของบุคคลสำคัญ ย่อมประเสริฐกว่า บุรุษ "
ด้วยพระดำรัสนี้ ยังความพอพระทัยแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นอย่างมาก
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า พระนางรักพระองค์หรือไม่
รักมากเพียงใด พระนางมัลลิกาตอบว่า พระนางรักตนเองมากกว่าสิ่งใด เมื่อได้สดับเช่นนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เกิดความน้อยพระทัย ทรงคิดว่า พระนางไม่ได้รักพระองค์เสมอชีวิตนาง
เมื่อมีโอกาสได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า
" ที่พระนางมัลลิกาเทวีตอบมานั้นถูกต้องแล้ว เพราะความรักทั้งหลายในโลก
ย่อมไม่มีความรักใดเทียมความรักที่มีต่อตนเองได้ พระนางมัลลิกาเทวีทรงยึดมั่นในสัจจะ
ตรัสความจริงเช่นนี้แล้ว พระราชาควรจะชื่นชมยินดี "
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังแล้วจึงคลายความน้อยพระทัยลง


พระนางมัลลิกาเทวี ไปตกนรกอยู่ ๗ วันเมืองมนุษย์
เหตุเพราะคำนึงถึงแต่การสะดุดเท้าพระเจ้าปเสนทิโกศล

พระนางเป็นหญิงมีความละเอียดอ่อนกรรมเพียงเล็กน้อยก็จะไม่ทำให้ใครขัดเคือง
เป็นนักบุญคู่แข่งกับนางวิสาขา บุคคลที่มีเครื่องประดับ เช่นเครื่องมหาลดาปสาธน์
นั้นมีเพียงสองท่านเท่านั้นคือนางวิสาขากับพระนางมัลลิกาเทวี คืนวันหนึ่งนางได้สะดุดเท้าพระสวามี
คือพระเจ้าปเสนทิโกศล จิตใจก็มีความวิตกกังวลมากเพราะพระนางเคารพพระสวามีเหมือนบิดา
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเมื่อพระนางตายจากโลกไปก็มีจิตใจกังวลกับเรื่องนี้จึงเอาเท้าไปแช่ในไฟนรก
อยู่ถึง ๗ วัน มนุษย์ เมื่อพระนางได้สิ้นชีพพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงบันดาลด้วยฤทธิ์ให้พระเจ้าปเสนทิโกศลลืมที่ถามเรื่องพระนางมัลลิกาเทวี
เพราะหากว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลทราบว่าพระนางเอาเท้าไปแช่ในนรกก็จะไม่อยากทำบุญอีกต่อไป
เพราะพระนางมัลลิกาเทวี นั้นทำบุญไว้มากยังตกนรก พอผ่านไป ๗วัน แล้วพระพุทธองค์ทรงคลายฤทธิ์
พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงถามว่า ณ เวลานี้พระนางมัลลิกาเทวีไปเกิดที่ไหนพระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ณ เวลานี้พระนางไปบังเกิดบนดาวดึงสเทวโลก



Create Date : 07 สิงหาคม 2554
Last Update : 7 สิงหาคม 2554 22:39:21 น. 0 comments
Counter : 432 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก The person who gives is much loved.
New Comments
Friends' blogs
[Add ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.