ธรรมะสู่ความสำเร็จ

คำ 3 คำนี้ ได้ยินครั้งแรก ตอนเรียนวิชา คุณธรรมของผู้บริหาร
กับท่าน ผศ.สนธิ คชสิทธิ์(ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ได้ตำแหน่งอะไรแล้ว)
ท่านสอนว่าคนเรานั้น
จะยืนอยู่ได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จได้
ต้องมีครบทั้ง 3 ครอง คือ
1. ครองตน ให้อยู่ทำนองครองธรรม
2. ครองคน ด้วยการวางตัวให้ดีเป็นที่น่านับถือ และ
3. ครองงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม
โดยมีรายละเอียดตามหลักธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้

ครองตน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักฆราวาสธรรม 4 คือ
สัจจะ หมายถึง การใช้ชีวิต โดยยึดหลักความจริงเป็นที่ตั้ง
ทมะ หมายถึง การข่มใจไม่ให้เป็นทาสกิเลสและอบายมุข
แก้ไขข้อบกพร่องและบำรุงตนเอง ให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา
ขันติ หมายถึง อดทน ตั้งหน้า ตั้งตา ทำงาน
จาคะ หมายถึง ความเป็นคนใจกว้าง พร้อมรับฟังความทุกข์
และความคิดเห็นของผู้อื่น

ครองคน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักวัตถุธรรม 4 คือ
ทาน หมายถึง การแสดงความมีน้ำใจ รู้จักการให้
ปิยวาจา หมายถึง การใช้วาจาทำให้เกิดไมตรีและความสามัคคี
อัตถจริยา หมายถึง การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
สมานัตตตา หมายถึง การวางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ
เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม

ครองงาน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 คือ
ฉันทะ หมายถึง ความพอใจในงาน รักในการที่จะทำงานอย่างสร้างสรรค์
วิริยะ หมายถึง การทุ่มเทเสียสละทำงานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะสำเร็จ
จิตตะ หมายถึง การมีความคิดมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จ
ไม่ปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่าน
วิมังสา หมายถึง การรู้จักวางแผน ใช้ปัญญาใคร่ครวญ แก้ไขและปรับปรุง

โดยทั้งหมดแค่ 12 ข้อเอง
ซึ่งถ้าใครปฏิบัติได้
ก็สามารถครองชีวิตให้มีความสุขได้อย่างพอเพียง
ตามหลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานให้ปวงชนชาวไทยไว้



Create Date : 23 ตุลาคม 2550
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 22:01:39 น.
Counter : 273 Pageviews.

2 comment
คนดีเป็นอย่างไร
คนดีเป็นอย่างไร
โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว
มีสระแก้วกลางป่าอยู่สระหนึ่ง
น้ำใสใสไหลเซาะอยู่ลึกซึ้ง
ทั้งฝูงผึ้งภุมรินบินตอมบัว

บัวชมพูบัวแดงก็แฝงฝัก
ดอกบัวขาวพราวพรักอยู่พร้อมทั่ว
ผีเสื้อสวยมากมายมีหลายตัว
เข้าพันพัวบัวสายในสระนั้น

ลมเย็นเย็นเป็นระยะระรินรื่น
อากาศชื่นฉ่ำใจในป่านั่น
ในสระนี้มียักษ์ตัวสำคัญ
ซึ่งเทวัญท่านปราบแล้วสาปไว้

แม้ผู้ใดหลงป่ามากินน้ำ
ลงผุดดำว่ายเล่นในสระใหญ่
จงจับตัวกลืนกินเสียทันใด
เว้นแต่ใครมีปัญญาอย่าเพิ่งกิน

เจ้าจงถามปัญหาให้เขาตอบ
ใครตอบผิดคิดมิชอบจงกินสิ้น
ใครตอบถูกเจ้าจะพ้นซึ่งมลทิน
ออกจากถิ่นนี้ได้ในทันที

ยักษ์ต้องสาปหลับใหลอยู่ในสระ
เป็นระยะเวลาช้าเหลือที่
ถ้าจะนับก็ไม่น้อยกว่าร้อยปี
ยังไม่มีใครสักคนพ้นมือยักษ์

โจรใจบาปหยาบช้าผ่านมาถึง
เข้าเด็ดดึงดอกบัวทั้งใบฝัก
ตะกรามแกะกินเม็ดเอร็ดนัก
แล้วเอื้อมวักน้ำลูบชโลมตัว

พลันยักษ์ตื่นโผล่ตนขึ้นพ้นสระ
เอื้อมมีปะป่ายปับเข้าจับหัว
เจ้าโจรร้ายตัวสั่นหวั่นระรัว
กลัวแล้วกลัวแล้วจ้าอย่าทำเลย

ฝ่ายยักษ์ร้องก้องฟ้าเจ้าหน้าโง่
ข้าหิวโซทรมานนานแล้วเหวย
วันนี้ได้เนื้อหนังคนสังเวย
นี่แน่ะเฮ้ยมีปัญญาตอบมาไว

ถ้าแม้ตอบได้สิ้นไม่กินเจ้า
แต่ถ้าตอบผิดเค้าไม่เอาไหน
ข้าจะทึ้งคอหักควักหัวใจ
แล้วยักษ์ใหญ่แลบลิ้นออกเลียโจร

ปัญหาว่า “คนดีเป็นอย่างไร”
ตอบไวไวอย่าช้าว่านี่โน่น
โจรตัวสั่นงันงกถูกยกโยน
แหกปากร้องตะโกนตะกุยตะกาย

คนดีคือคนขยันหมั่นหาทรัพย์
ยักษ์สำทับเจ้าตัวโตแต่โง่หลาย
ตอบเข้าท่าแต่ถึงคราจะต้องตาย
คนขยันมากมายใช่คนดี

คนคดโกงเกเรคนขายชาติ
คนอุบาทว์ทำชั่วมีทุกที่
คนขยันเจ้าเล่ห์เสเพลมี
อย่างเจ้านี้ขยันทำกรรมชั่วช้า

ว่าแล้วยักษ์หักคอแล้วเคี้ยวกิน
อร่อยลิ้นเลือดคนเจ้าโจรป่า
จนวันหนึ่งพระธุดงค์เดินตรงมา
วักน้ำล้างหน้าตาและเนื้อตัว

เจ้ายักษ์ใหญ่โผล่ตนขึ้นพ้นสระ
มองเห็นพระนึกว่าคนที่โกนหัว
เอื้อมมือจับจีวรร้อนระรัว
พระไม่กลัวยักษ์ขยาดชักหวาดเกรง

ท่านเป็นใครไยจึงมาถึงนี่
ตอบปัญหาข้าทีหากท่านเก่ง
ถ้าตอบพลาดผิดเค้าเข้าตัวเอง
ท่านจงเร่งหลับตาเตรียมตัวตาย

ปัญหาว่าคนดีเป็นอย่างไร
ท่านจงตอบเร็วไวให้ความหมาย
พระนั่งนิ่งภาวนาสาธยาย
เจ้ายักษ์ร้ายแลบลิ้นเลียเงี่ยหูฟัง

“คนไม่เห็นแก่ตนคือคนดี”
พลันแสงสีสุนีบาตก็ฟาดฝั่ง
บังเกิดพายุกล้ามาประดัง
คำสาปสั่งพ้นสิ้นยักษ์ยินดี

เข้าประณมก้มกราบหมอบราบพื้น
ข้าได้ฟื้นคืนตนพ้นจากนี่
เพราะท่านให้คำตอบชอบช่วยชี้
ร้อยพันปีรอเวลาท่านมาถึง

พระกล่าวย้ำคำตอบนี้มีความหมาย
ควรภิปรายตรองตรึกให้ลึกซึ้ง
ยักษ์เอ่ยปากฝากชีวิตคิดหวังพึ่ง
กราบแล้วจึงหายวับไปกับตา

.......................................................

หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10249

Credit: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6137



Create Date : 11 สิงหาคม 2550
Last Update : 11 สิงหาคม 2550 20:50:06 น.
Counter : 191 Pageviews.

3 comment
แรงไม้เรียว
แรงไม้เรียว


ได้อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกคิดถึงเด็กๆ ที่กำลังดื้อกับพ่อ แม่ ครูอาจารย์ ว่าหากวันเวลาล่วงเลยไป อาจคิดเสียใจเหมือนแปะยู้ ก็ได้


ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อว่า แปะยู้
เป็นคนเข้มแข็งอดทน
แต่แล้ววันหนึ่งได้ทำผิด
จึงถูกมารดาเฆี่ยนสั่งสอน
เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมหยุด
มารดาเห็นเช่นนั้น ก็ประหลาดใจมาก จึงถามว่า
" แต่ไหนแต่ไร เวลาเจ้าโดนแม่เฆี่ยน
ไม่เคยเห็นเจ้าร้องไห้เลย
ไฉนวันนี้จึงร้องไห้ไม่ยอมหยุด
"
แปะยู้จึงตอบว่า
" ก็ครั้งก่อนๆแม่เคยเฆี่ยนลูกแรงมากและเจ็บมากด้วย เพราะแม่แข็งแรง มีสุขภาพสมบูรณ์
แต่มาวันนี้ แรงไม้เรียวที่แม่หวดมา
ไม่รู้สึกเจ็บเหมือนแต่ก่อนเลย
ความชราทำให้กำลังวังชาของแม่ลดน้อยถอยลงไป
ทำให้ลูกรู้สึกเป็นห่วงมาก
ลูกอยากให้แม่มีกำลังเฆี่ยนลูกเหมือนแต่ก่อน
เหตุนี้แหละลูกจึงร้องไห้ครับแม่
"

ที่มา: http://www.dhammathai.org/dhammastory/view.php?No=168



Create Date : 30 กรกฎาคม 2550
Last Update : 9 กันยายน 2550 19:03:16 น.
Counter : 137 Pageviews.

5 comment
หัวใจเศรษฐี
อุ อา กะ สะ หัวใจเศรษฐี

พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่มนุษยชาติตลอดสี่สิบห้าปี เพื่อมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์สูง 3 ประการ คือ ประโยชน์สุขสามัญที่สามารถมองเห็นได้ในปัจจุบันที่บุคคลทั่วไปปรารถนามีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อันประกอบด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ประโยชน์ชั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดีทำให้ชีวิตมีค่าและเป็นหลักประกันในชาติหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน อันได้แก่ สภาพที่ดับกิเลสความโลภ ความโกรธและความหลง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

ขบวนการแก้จน ตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด โดยมุ่งเน้นประโยชน์สุข ปัจจุบัน อันเป็นที่ต้องการของบุคคลทั่วไป เนื่องจากสังคมไทยยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน มักจะให้ความเคารพยกย่องผู้ที่มีทรัพย์สิน เงินทองและชอบเหยียบย่ำผู้ที่ต่ำต้อยด้อยกว่าตัว ดังคำประพันธ์ว่า


เมื่อมั่งมีมิตรมามุ่งหมายมอง
เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วยแม้หมูหมาไม่มามอง


ต่อไปนี้ บุคคลใดต้องการร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองและเกียรติยศชื่อเสียง จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรม 4 ประการ หรือเรียกว่า หัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ โดยจะต้องประพฤติดีปฏิบัติชอบ ดังต่อไปนี้

1. อุ ย่อมาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาความรู้ หนักเอาเบาสู้ในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย กิจการทั้งหลายต้องรู้จักรับผิดชอบ โบราณกล่าวว่า ทรัพย์นี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน ทั่วแคว้นแดนดินมีสิ้นทุกสถาน ผู้ใดเกียจคร้าน บ่พานพบนา ซึ่งหมายถึง ทรัพย์สินเงินทองมีอยู่ทุกหนแห่ง ขออย่างเดียวอย่าเกียจคร้านให้ลงมือทำงานทุกชนิดอย่างจริงจังตั้งใจ งาน คือ ชีวิต ชีวิต คือ งานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน มิใช่รอความสุขจากความสำเร็จของงานอย่างเดียวขาดทุนและขอให้ถือคติว่า ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมลงผึ้ง ขี้หึ้งเป็นแมลงป่อง จองหองเป็นกิ่งก่า

2. อา ย่อมาจากคำว่า อารักขสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาคุ้มครองทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความ ขยันหมั่นเพียร ไม่ให้เงินทองรั่วไหลมีอันตราย ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมิให้เปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ ตลอดจนรักษาหน้าที่การงานของตัวเองไม่ให้เสื่อมเสีย ขอให้ยึดหลักการเก็บเล็กผสมน้อยหรือการเก็บหอมรอมริบ ซึ่งล้วนเป็นขบวนการเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองที่ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี้คือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่เลี้ยงตัวเองได้อย่างสุขกายสบายใจไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์สนุกอยู่กับคำว่า พอ เงินทองมีเกินใช้ ได้เกินเสียไม่ละเหี่ยจิตใจและขอให้ถือคติว่า ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ จงคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ

3. กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว เพราะคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล คบคนจึงต้องดูหน้าว่าเพื่อนเป็นคนดีที่มีลักษณะไม่เป็นคนปอกลอก ไม่ดีแต่พูด ไม่หัวประจบและไม่เป็นคนชักชวน ไปในทางฉิบหาย มีการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน มั่วเมาในการเล่นและผีการพนันเข้าสิงจิตใจ และขอให้ถือคติว่า มีเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา เหมือนมีเกลือนิดหน่อยด้อยราคา ดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล

4. สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา แปลว่า การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย อย่าให้สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรืออัตคัดขัดสนจนเกินไปให้รู้จักออมเงิน ออมเงินเอาไว้ ฉุกเฉินเมื่อไร จะได้ใช้เงินออม และขอให้ถือคติว่า

"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
แม้มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน "


ความปรารถนาที่จะเห็นเมืองไทย ปราศจากความยากจนนั้นเป็นไปได้ เพียงขอให้คนไทยได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักหัวใจเศรษฐีสี่ประการ คือ ขยัน หมั่นรักษา คบหาคนดี มีชีวิตพอเพียง ก็เพียงพอที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหาความยากจนของคนไทยทั้งทางร่างกายและจิตใจได้อย่างแท้จริงสมความปรารถนาทุกประการ
ที่มา : http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=191765



Create Date : 30 กรกฎาคม 2550
Last Update : 30 กรกฎาคม 2550 21:03:13 น.
Counter : 106 Pageviews.

1 comment

vishnu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Blog ส่วนตัว เพื่อเผยแพร่สาระดีๆ แก่พี่ เพื่อน น้อง และลูก(ศิษย์)
ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น หากท่านใดมีคำแนะนำดีๆ Comment มาได้ใน About me ครับ แล้วจะพยายามทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
สำหรับ เรื่องดีๆ ที่น่าอ่าน Blog ที่ไม่มีชื่อผมและวันเขียนลงท้ายไว้ แปลว่าหยิบมาจากที่อื่นนะครับ



ต้องการสืบค้นข้อมูล
เชิญได้ที่นี่ครับ




ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
ค้นหาใน CodeTukyang.com