กะทิที่หายไป
Early Retire โครงการ 3 เริ่มแล้วครับ

กับการเปิดโอกาสให้ผู้สั่งสมประสบการณ์มานานแสนนาน
ในอาชีพราชการ
ไม่ว่าสาขาใดๆ
ที่รัฐใช้เงินจ้างตั้งแต่ไม่กี่พันบาท
เข้ามาทำงานอย่างงูๆ ปลาๆ เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง
ใช้งบประมาณหลวงในการลองผิดลองถูก
จนมีประสบการณ์
แล้วเปลี่ยนประสบการณ์ไปเป็นชำนาญการ
จนถึงขั้นเชี่ยวชาญในงานที่ตนรับผิดชอบ

แล้ววันหนึ่งก็มีผู้ใหญ่ใจดี
อนุญาตให้ลาออกได้
โดยมีโบนัสพิเศษให้

โดยบอกว่าเงินเดือนสูงเกินไป
เอาไปจ้างคนเพิ่งจบมาหัดงานใหม่
มาหลายๆ คน
มาใช้งบประมาณหลวง
ลองผิด ลองถูก กันไป

คนที่ได้เฮ ก็มีทั้ง
คนที่ขอ Early Retire ไปพักผ่อน
หรืออาจเข้าสู่ภาคเอกชน
นำความเชี่ยวชาญไปนั่งเป็นที่ปรึกษา
ในราคาเงินตอบแทนเท่าเดิม
หรือสูงกว่า

ถ้าเปรียบไปผมว่าคล้ายๆ การได้มาซึ่งกะทิ
ที่เราต้องเอาที่ดินไปปลูกมะพร้าว
กว่าจะเก็บลูกมะพร้าวห้าวมาได้ก็นานมาก
ต้องซื้อกระต่ายขูดมพะร้าวมา
เตรียมมีดปอกมะพร้าวมาปอก เฉาะ ขูด
แล้วได้มะพร้าวชิ้นเล็กๆ
ซื้อกาละมัง กระชอน
ล้างมือให้สะอาด คั้น บีบ กรอง
จนได้ หัวกะทิที่มันย่องน่านำไปประกอบอาหาร

แล้วมีมือดีมาหยิบไปใช้
นี่แหละ กะทิที่หายไป

เราก็เริ่มกระบวนการใหม่

วนเวียนไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยได้ใช้หัวกะทิซักที
ได้แค่กะทิที่ต้องเติมน้ำลงไปคั้นใหม่ อยู่ร่ำไป

ส่วนภาคเอกชน
ไม่ต้องปลูก ไม่ต้องปอก ไม่ต้องคั้น
ใช้เงินซื้อเอาเฉพาะหัวกะทิ
หรือกะทิสำเร็จรูป
มีทั้งกล่อง มีทั้งผง

แล้วอย่างนี้วงการราชการเรา
จะมีหัวกะทิที่ไหนไว้ใช้กินกัน



15/11/50



Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 20:03:15 น.
Counter : 141 Pageviews.

5 comment
จริงหรือที่ว่า ไม้เรียวสร้างคน
กว่า ๒ ทศวรรษของเราในเส้นทางของชอล์คและกระดานดำ
ผ่านกระดานไวท์บอร์ด
จนมาสู่ยุคของ Power Point ผ่าน Projector
แล้วจะกลายเป็น E-learning ในอนาคตของเรานั้น

ไม่ว่าจะสื่อความรู้จากครูสู่ศิษย์ด้วยสื่อกลางแบบใดก็ตาม

นั่นก็สื่อได้เฉพาะพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย ให้เด็กได้รู้ ได้เก่ง

จนปัจจุบันนี้
เราพบเห็นคนเก่งมากมายในสังคม แก่งแย่ง ชิงดี

แต่สิ่งทีเราหายากมากในยุคปัจจุบัน คือ คนดี

จนรัฐบาลต้องให้วาระแห่งชาติในวันนี้ว่า
"คุณธรรม นำ ความรู้"

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้คืนให้ครู
ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นคุณธรรมนำความรู้
คืออาวุธ ที่เราท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่า
อยู่คู่กับแม่ที่อบรมสั่งสอนลูกน้อย
อยู่คู่กับครูที่เฝ้าสั่งสอนศิษย์
ให้เป็นคนดี
ที่เรียกว่าอาวุธอาจฟังแล้วหนักไป ขอแก้ไขว่า
เป็นเครื่องมือที่ครูใช้ ในการกำราบเด็กดื้อ เด็กนอกลู่ นอกรอย
ใช่ครับ
เครื่องมือนี้คือ "ไม้เรียว"


คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า
สมัยเด็กนั้น
หากจะทำอะไรที่คิดว่าออกนอกลู่นอกทาง
แล้วรู้ว่า
หากโดนจับได้สิ่งที่ได้รับคืออะไร
เราก็จะยับยั้งชั่งใจไว้
เพราะจำรสชาดของก้านมะยมได้ดี

แต่ยุคสมัยหนึ่งที่มีครูบางท่านทำเกินกว่าเหตุ
ได้มีการประกาศ "ยุทธการหักไม้เรียว" ขึ้น
และยังไม่ให้นักเรียนตกซ้ำชั้น

เราจึงพบเห็นนักเรียนที่มีปัญหามากมาย

บางคนเก่ง แต่นิสัยแย่
บางคนแย่ทั้งนิสัยและการเรียน

เพียงแต่ถ้าเรา
ให้แง่คิดที่ดีกับครูบางท่านที่ทำเกินกว่าเหตุ
ให้รู้จักใช้ไม้เรียวให้ถูกต้อง

๑.สงบใจให้ได้ก่อนลงโทษเด็ก
ระยะเวลาที่เด็กถูกจับผิดได้
แล้วรอฟังคำพิพากษานั้น
มันทรมานกว่าการที่ถูกตีให้มันแล้วๆ ไปอีก
ผมเคยทิ้งเวลาเป็นวันกับการรอให้เค้าทบทวนเอง
ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดหรือถูก

๒. อบรมจนไม่มีข้อขัดแย้ง
ชี้ให้เห็นว่า ถูกผิดอย่างไร
ส่วนใหญ่แล้วเด็กสารภาพผิดเองด้วยซ้ำ
เพราะที่จริงแล้ว
เด็กเองก็แยกแยะเป็นว่าอะไรควรไม่ควร
แต่ที่ทำไปเพระอยากลอง
เข้าตำรา "ดีชั่วรู้หมด แต่...อดไม่ได้"

๓. ตีพร้อมรอยยิ้ม
ให้เค้ารู้ว่า "ตีเพราะรัก"
ไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่โมโห ไม่ใช่อารมณ์
คนละที สองที ก็พอ
พอเป็นพิธีว่า "นี่คือการทำโทษ"
เหมือนที่คุณหมอวัลลภ ตั้งคณา
เรียกว่าเป็นการ "ไล่ผี"
ได้แก่ ผีชั่วร้ายต่างๆ ที่เข้ามาสิงในตัวเค้า
วันหลังเค้าได้ไม่ทำอีก

โดยส่วนตัวแล้วใช้ ๓ ขั้นตอนนี้มาโดยตลอด
และก็มีลูกศิษย์ที่น่ารัก เข้าใจ และไม่ทำผิดอีก

ก็ฝากถึงใครที่กำลังจะจับไม้เรียว
ไม่ว่าเป็นพ่อ แม่
ไม่ว่าเป็น ลุง ป้า น้า อา
ไม่ว่าเป็นพี่
ไม่ว่าเป็นครู
ถ้าท่านทำทั้ง ๓ ขั้นตอนได้
บางครั้ง
ขั้นที่สาม อาจไม่ต้องทำก็ได้
ถ้าขั้นที่สอง สามารถทำให้เค้ากล้าปฎิญาณตน
บางครั้งไม้เรียวก็อาจหมดความจำเป็น

แต่กับเด็กบางคน
ไม้เรียวยังเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด
ในการพัฒนาความดีของเค้าได้
เพราะหาง่าย ใกล้มือ
แต่ครู ต้องระวังมือตนเองอย่าให้ไวตามใจตนมากนัก
ไม่เช่นนั้น
ไม้เรียวที่ตีลงไป
จะกลายเป็นอาวุธที่มาตัดทอน
"ความเป็นครู"ของเราไป



Create Date : 24 กันยายน 2550
Last Update : 1 กรกฎาคม 2552 14:04:58 น.
Counter : 287 Pageviews.

3 comment
บัว ๔ เหล่า เมื่อเราเป็นครู

เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับคำอารธนาของท้าวสหัมบดีพรหมแล้ว ทรงเปรียบเทียบมนุษย์กับดอกบัว ๔ ประเภท

บัวสี่เหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนที่เรียนรู้เรื่องต่างๆ เป็น ๔ ระดับ คือ...

๑ อุคฆติตัญญุ คือพวกฉลาดมาก เหมือนบัวที่พ้นน้ำแล้ว เพียงได้ฟังหัวข้อธรรมที่ยกขึ้น ก็จะเข้าใจได้โดยง่าย

๒ วิปจิตัญญู คือพวกฉลาดพอควร เหมือนดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำ เพียงฟังคำอธิบายก็เข้าใจได้

๓ เยยะ คือพวกฉลาดปานกลาง หรือเวไนยสัตว์ เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ มีโอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาในวันต่อๆไป เมื่อได้รับการอบรมบ่มสติปัญญาพอควรก็จะเข้าใจธรรมได้

๔ ปทปรมะ คือผู้ที่โง่เขลา เหมือนบัวที่อยู่ในโคลนตม ยากที่จะสอนให้เข้าใจได้ ไม่มีโอกาสโผล่เหนือน้ำ

จากความข้างต้นจำได้ว่า ครั้งที่สอบบรรจุเป็นครู พี่ชายถามว่าอยากเป็นครูจริงหรือ

ก็ตอบไปว่าจริง

พี่ชายก็บอกว่า ถ้าจะเป็นครูที่ดี ก็ให้เป็นครูเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ให้ได้ดี
ดังนั้น อย่าไปพึ่งใบบุญเด็ก

ก็ถามกลับไปว่า พึ่งใบบุญเด็กเป็นยังไง

พี่ชายก็บอกว่าถ้าลูกศิษย์เก่งแล้ว ดีแล้ว เหมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว
ก็ส่งเสริมสนับสนุนพอประมาณ
ไม่ต้องเอามาปั้นจนเลอเลิศ
แล้วประกาศให้ใครรู้ว่าลูกศิษย์ฉัน (เดี๋ยวนี้พบบ่อย)

ถ้าเค้าเป็นบัวปริ่มน้ำ เราก็ช่วยเหลือเค้าปานกลาง ให้เค้าโผล่พ้น้ำให้จงได้

ถ้าเค้าเป็นบัวใต้น้ำเราก็ต้องกวดขันเข้มงวดมากขึ้น
แล้ววันที่เค้าโผล่พ้นน้ำแล้ว
เราจะได้ชื่นชมบัวอีกดอกที่ใครคิดว่าคงไม่ได้เห็น

ส่วนบัวใต้ดิน ที่เห็นว่าน่าจะเสียเวลาเปล่า
เพราะหากเราเสียไวลาไปกับเค้าอย่างมาก ทุ่มเท อย่างมาก
เราอาจเสียบัวดอกที่ ๒ และ ๓ ได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ครูต้องหาทักษะในการแยกแยะบัวทั้ง ๔ เหล่าให้ดี
ยิ่งในยุคปัจจุบัน
บางครั้ง
เราอาจพบสิ่งลวงตา จนพิจารณาเค้าผิดไป
จนต้องเสียใจภายหลัง

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราต้องใส่ไปในการพิจารณาและถือว่าสำคัญมากกว่าคือ
การที่เราต้องใส่ "ใจ" ของเราเข้าไป



Create Date : 24 กันยายน 2550
Last Update : 24 กันยายน 2550 14:06:59 น.
Counter : 87 Pageviews.

3 comment
ลูกศิษย์ ในมุมมองของครูไทย


Pupil ที่มักหมายถึงนักเรียน
หรือ
Student ที่หมายถึงนักศึกษา

ที่เราพบในภาษาที่เรียกว่าเป็น "ภาษาสากล"
ให้ความหมายที่ค่อนข้างขาดความผูกพัน

โดยเฉพาะ student ที่บางที่แปลว่า learner หรือผู้เรียน

แต่สำหรับในภาษาไทยไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา
กลับมีคำที่ฟังแล้วลึกซึ้งกว่า My student หรือ My Pupil

นั่นคือคำว่า
"ลูกศิษย์"

เพราะทุกคนคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า
สถานภาพของความเป็นลูก
เป็นสถานภาพที่เราไม่สามารถยกเลิกได้

ถ้าคุณเป็นเพื่อนใครคนหนึ่ง
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป จนเราไม่สามารถทนกันได้กับบางเรื่อง
ความเป็นเพื่ออาจขาดลงได้

ถ้าคุณเป็นแฟนใคร
จนพัฒนาความผูกพันไปเป็นคู่ชีวิต
วันหนึ่งเมื่อคุณหรือเธอ เจอคนใหม่ที่ใช่กว่า
หากหนักแน่นพอ
ทั้งคุณและเธอก็จะยอมรับการตัดสินครั้งแรกที่เลือกกันไปแล้ว
แล้วถ้าหนักแน่นไม่พอล่ะ
อาจเกิดกระดูกงอกบนศีรษะอีกคนได้
แล้วสุดท้าย
ทางแยกก็มาปรากฏข้างหน้าให้คุณได้เลือกใหม่

แต่ในความเป็นลูก
ทั้งชาตินี้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก
จนคุณสิ้นลมหายใจ
ไม่มีวันได้ที่คุณจะปฏิเสธความเป็นลูก
จากผู้ให้กำเนิดทั้งสองท่านได้เลย
แม้วันที่ท่านได้จากคุณไปแล้ว

ในชีวิตครูไทย
ที่เรียกผู้ที่รับการสั่งสอน อบรมบ่มนิสัยว่า
"ลูกศิษย์" คือเป็นทั้ง "ลูก" และ "ศิษย์"
โดยพ่วงเอาสถานะของ "ลูก" ไว้ด้วย
และจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใคร ฝ่ายใด ปฏิเสธได้ว่า ไม่ใช่ศิษย์กับครู

ดังนั้น
ถ้าจะเป็นครู จงอย่าเป็นครูจนถึงวันที่เราตาย
แต่จงเป็นครูของศิษย์ จนถึงวันสุดท้ายของเขา

และถ้าจะเป็นศิษย์
ก็ให้เป็นศิษย์จนถึงวันสุดท้ายของครูท่านนั้น







Create Date : 21 กันยายน 2550
Last Update : 24 กันยายน 2550 13:45:25 น.
Counter : 262 Pageviews.

3 comment
กับวันนี้ ที่ไม่มีแม่

ความทรงจำที่เดินผ่านกาลเวลาที่ผันผ่านมานานมาก
จนจำไม่ได้ว่า
ครั้งสุดท้ายที่ได้กอดแม่ นานแค่ไหนมาแล้ว
รู้แต่ว่า
วัฒนธรรมชาวเอเชียส่วนมาก
ที่ถ่ายทอดสะสมกันมา
มักสอนให้เราไม่สามารถแสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผย
แม้แต่ในครอบครัว

การบอกรัก
การแสดงออกถึงความเอื้ออาทรของผู้ใหญ่
จึงมักแสดงออกมาด้วยการบ่น
การประชดประชัน หากเห็นอะไรไม่ถูกต้อง
แต่เมื่อทำดี
กลับไม่มีการโอบกอดกัน การชมกัน
ไม่มีคำว่า เก่งจัง

ในทางกลับกัน
เด็ก หรือลูกเอง
ก็ไม่ชินกับการบอกรักผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่

หากกลับนิ่งเฉย ยิ่งพอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
คำว่า "ลูกแหง่" "ไอ้ขี้อ้อน ขี้ประจบ"
กลับทิ่มแทงความรู้สึกทำให้ไม่กล้าแสดงออก

จึงเกิด
ความห่างเหินในครอบครัวที่ไม่ได้พูดคุย
ที่มีผลให้
ความคิดพลอยเหินห่างไปด้วย

สุดท้าย เราเองก็จำไม่ได้ว่า
ได้กอดแม่
ได้บอกรักแม่
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

รู้แต่ว่า
วันนี้
ทำได้แค่กอดรูปแม่

แล้วคุณหล่ะ
วันนี้บอกรักแม่ตัวเอง
กอดแม่ตัวเองบ้างมั้ย

หรือจะรอจนถึงวันนั้น
วันที่ไม่มีแม่ให้กอด



Create Date : 21 กันยายน 2550
Last Update : 21 กันยายน 2550 18:50:43 น.
Counter : 90 Pageviews.

1 comment

vishnu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Blog ส่วนตัว เพื่อเผยแพร่สาระดีๆ แก่พี่ เพื่อน น้อง และลูก(ศิษย์)
ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น หากท่านใดมีคำแนะนำดีๆ Comment มาได้ใน About me ครับ แล้วจะพยายามทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
สำหรับ เรื่องดีๆ ที่น่าอ่าน Blog ที่ไม่มีชื่อผมและวันเขียนลงท้ายไว้ แปลว่าหยิบมาจากที่อื่นนะครับ



ต้องการสืบค้นข้อมูล
เชิญได้ที่นี่ครับ




ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
ค้นหาใน CodeTukyang.com