ชีวิต คือการเริ่มอย่างไม่เข้าใจ แต่พยายามจบอย่างมีความหมาย +ด.ช.ไม้ดาบ+ KaravaThai.WEBS.COM
Group Blog
 
All Blogs
 

An ugrly caterpillar








On the 1st week
A brown caterpillar is crawling on a brown leaf,
a brown leaf is on a brown branch,
a brown branch is connect with a brown stem,
a brown stem is called a brown tree.

On the 2nd week
One day, a brown caterpillar on a brown tree...
Looking at the tree next one,
Seeing a GREEN caterpillar,
Eating a green leaf..on a green branch...
connect to a green stem called a green tree.

A one day, an UGRLY brown caterpillar is still eating an ugrly BROWN leaf.

On the 3rd week
An other day, an ugrly brown caterpillar on a brown leaf...
Looking on the wind, 
Seeing a beauty called a butterfly on the blue sky.
A BEAUTY butterfly has got many colours to FLY.

Another day, an UGRLY brown crawling caterpillar still CRAWL on an ugrly brown leaf.

On the 4th week
One more day, all falling brown leaves, AN falling UGRLY wants to live,
A brown caterpillar...
Crawling in a brown wood bed,
Weaving a brown blanket called a COCOON,
Closing its eyes and...
Thinking . . " this will be my last day. "

A fall day . . .  A   L A S T   D A Y.

On the 5th, 6th and ....foreverth week
One dying day, an ugrly brown closing cocoon wants to sleep for an ever.
S l e e p i n g   f o r . . E V  E  R . . . . .
One last day . . . A Sleepinh Forever . . .  s l e e p i n g   f o r   F  O  R  . . E V  E  R . . . . .

On the 7th week
A one snow day, Falling snowflakes on white leaves melting on a white branch...
connect to a white stem called a white tree.

A white wing . . and . . A white wing creeping from a white cocoon.

An UGRLY...falling..closing..dying..thinking..BROWN CRAWLING CATERPILLAR turns to be A BEAUTY WHITE FLYING-BUTTER.

Just when A CATERPILLAR thought her world was over...She became a BUTTERFLY.



สัปดาห์ที่หนึ่ง
คาเธอพิลลาตัวน้ำตาล..กำลังคืบคลานบนใบไม้สีน้ำตาล..
อยู่บนกิ่งไม้สีน้ำตาล..ต่อกับลำต้นสีน้ำตาล..
ชื่อว่าต้นไม้สีน้ำตาล

สัปดาห์ที่สอง
วันหนึ่ง คาเธอพิลลาตัวน้ำตาลบนต้นไม้สีน้ำตาลต้นนึง
มองไปที่ต้นไม้ติดกัน...
มองเห็นคาเธอพิลลาตัวเขียว..กำลังกัดกินใบไม้สีเขียว..
อยู่บนก้านไม้สีเขียว..ต่อกับลำต้นสีเขียว..
ชื่อว่าต้นไม้สีเขียว

วันนึง คาเธอพิลลาตัวน้ำตาลน่าเกลียดตัวหนึ่ง 
ยังคงกัดกินใบไม้น่าเกลียดสีน้ำตาลใบนึง

สัปดาห์ที่สาม
ในวันหนึ่ง คาเธอพิลลาตัวน้ำตาลน่าเกลียด บนใบสีน้ำตาล 
มองดูสายลม
เห็นความงามที่ชื่อว่าผีเสื้อ ในสายลมสีฟ้า
ผีเสื้อ ใส่ปีกสวย มีเสื้อหลากสีไว้บิน

อีกวันนึง ที่คาเธอพิลลาตัวน้ำตาล คลานดึึ๊บๆ น่าเกลียดตัวหนึ่ง 
ยังคงคืบคลานบนใบไม้น่าเกลียดสีน้ำตาลใบนึง

สัปดาห์ที่สี่
อีกหนึ่งวัน ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงทุกใบ 
อีกแค่หนึ่งวัน ตัวน่าเกลียดที่ร่วงลง ต้องการจะมีอยู่
คาเธอพิลลาตัวน้ำตาล ...
คืบคลานเข้าไปในที่นอนไม้สีน้ำตาล
ทอผ้าห่มสีน้ำตาลที่ชื่อว่าดักแด้
ปิดตา และ ...คิดว่า "นี่จะเป็นวันสุดท้ายของฉัน".

วันใบไม้ร่วงวันหนึ่ง . . วันสุดท้ายของใครคนนึง

สัปดาห์ที่ห้า, หก และ .... ทุกสัปดาห์ไป
วันหมดชีวิตหนึ่ง ตัวดักแด้น่าเกลียดสีน้ำตาลอยากจะนอน
...หลับไป
วันสุดท้ายของชีวิตนึงที่ล่วงลับ  . . .นอนเพื่อจะหลับตลอดกาล . . .

สัปดาห์ที่ 7
วันหิมะตก เกล็ดหิมะบนใบไม้สีขาวละลายลงบนกิ่งไม้สีขาว ต่อกับลำต้นสีขาว ชื่อว่าต้นไม้สีขาว

ปีกสีขาวข้างนึง . และ . ปีกสีขาวอีกข้างหนึ่ง ค่อยๆคลี่ออกจากรังดักแด้สีขาว

คาเธอพิลลา ตัวน้ำตาล คืบคลาน น่าเกลียด ที่ร่วงหล่นและคิดว่าชีวิตล่วงลับ  กลับตื่นขึ้นเป็น ความงาม บินได้ สีขาว

เพียงเมื่อคาเธอพิลลาคิดว่าโลกของเธอจบลง ... เธอกลับกลายเป็นผีเสื้อ




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2559    
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:31:01 น.
Counter : 314 Pageviews.  

เมื่อฑูตสวรรค์คุย

ในวันธรรมดาวันนึง ขณะนั่งฟังคำเทศนาว่า..เราทุกคนมีฑูตสวรรค์ประจำแต่ละคนที่จะคุ้มครองเรา
ตอนนั้นมีความกลัวบางอย่างที่เอาออกไปด้วยตัวเองไม่ได้
แต่เหมือนขณะที่อาจารย์พูดประโยคนั้น พระเจ้าทำงานข้างในอย่างไม่เข้าใจ
เหมือนได้สื่อสารกับฑูตสวรรค์ประจำตัวแล้วหลังจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา ซาตานก็ทำร้ายไม่ได้อีกเลย
พูดง่ายๆ ผีที่เคยหลอกได้ เดี๋ยวนี้มา ก็ไม่กลัวอีกเลยเพราะรู้สึกถึงพระเจ้าที่คุ้มครองอยู่ตลอดเวลา


  • จุดหมายของเราคือกลับไปบริสุทธิ์ เหมือนแรกที่เราเกิดมา

  • ต้องมีใครคนหนึ่ง โอบกอดทุกคนไว้เพื่อประกาศ พระเจ้า

  • การขาดความเข้าใจคนอื่น เป็นเหตุแห่งทุกข์

  • ยากที่จะให้อภัย หากไม่เข้าใจความทุกข์ยากของเขา

  • เราเป็นหนี้แผ่นดินโลก จากการ รับ และการ ให้

  • เรารักสิ่งใด เราจะรับใช้สิ่งนั้น

  • มนุษย์ถ้ำกรีดตัวเองให้เลือดออก เมื่อข้างในเจ็บปวด

  • ผู้ล่าเพีงอาหารมื้อหนึ่ง เหยื่อคือชีวิตและความตาย

  • พระเจ้าประทานความกรุณาแก่เรา ขอจงรับไว้
    ด้วยความปิติในสิ่งทั้งปวงที่มิอาจจะเปลี่ยนแปลงได้...
    ความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ควจะเปลี่ยนแปลง
    และสติปัญญในการจำแนกความแตกต่างของทั้งสอง


แม้มิได้เป็นดอกซากุระ ก็อย่ารังเกียจที่เกิดเป็นบุปผาพันธุ์อื่นเลย
ขอแต่ให้เป็นดอกไม้ที่งามที่สุดในพันธุ์ของเรา
ภูเขาฟูจีมีอยู่ลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาได้ไร้ค่าไม่
แม้มิได้เป็นซามูไร ก็จงเป้นลูกสมุนของซามูไรเถิด
เราจะเป็นกะปตันกันหมดทุกคนไม่ได้
ด้วยว่าถ้าปราศจากลูกเรือแล้ว เราจะไปกันได้อย่างไร
แม้เรามิอาจเป็นถนน ก็จงเป็นบาทวิถี
ในโลกนี้มีตำแหน่งและงานสำหรับเราทุกคน
แม้นเป็นดวงอาทิตย์ไม่ได้ จงเป้นดวงดาวเถิด
แม้มิได้เกิดมาเป็นชาย ก็อย่าน้อยใจที่เกิดมาเป้นหญิง
จะเป็นอะไรก็ตาม จงเป็นเสียอย่างหนึ่ง
จะเป็นอะไรมืใช่ปัญหา สำคัญอยู่ที่ว่า
จงเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม


จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
และขอให้ความรักนั้น เป็นเหมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหว
อยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กันและกัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วย และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้นต่างอยู่โดดเดี่ยวแต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
จงมอบดวงใจแต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
และจงยืนอยู่ด้วยกันแต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของพระวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้






 

Create Date : 26 เมษายน 2559    
Last Update : 19 มกราคม 2560 14:03:03 น.
Counter : 418 Pageviews.  

A TRANSLATION FOR WOMEN





A TRANSLATION FOR WOMEN by Joan Shapiro,M.D.


Introduction
Laura เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ผิดหวังและเดือดดาลตลอดเวลา
เธอรัก Ed มากแต่ก็เจ็บปวดที่รู้สึกเหมือนว่า เธอไม่สำคัญสำหรับเขาเท่ากับกีฬา หรือแม้แต่รายการทีวี
Ed รับความรู้สึกได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า Laura โกรธและเจ็บปวดเรื่องอะไร มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน

ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน แต่แล้วทำไมผู้หญิงจึงต้องเป็นฝ่ายทำความเข้าใจผู้ชาย?
มีกฏของธรรมชาติอยู่ว่า ผู้ครอบครอง เป้นฝ่ายที่มีอำนาจ เป็นที่เคารพ ควบคุม เป็นเจ้าของ และมีคุณค่า
ไม่มีความต้องการที่จะทำความเข้าใจผู้ถูกครอบครอง
ผู้หญิงจึงต้องเป็นฝ่ายเข้าใจผู้ชาย และนี่คือกฏของธรรมชาติในการอยู่รอด

ทำไมผู้ชายจึงตัดสินใจโดยใช้กฎเป็นพื้นฐาน มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน 
ขณะที่ผู้หญิงตัดสินใจโดยคำนึงความรู้สึกของผู้อื่นเป็นพื้นฐาน

หนังสือเล่มนี้จะช่วยแปลโลกภายใน และโลกที่ผู้ชายเปิดเผยกับเพื่อนผู้ชาย ให้ผู้หญิงได้เข้าใจ



SOLDIER

สามีของฉันคอยฆ่าแมลงต่างๆที่มารบกวนเราในบ้าน ที่จริงเขาเกลียดแมลงมาก
แต่เขาทำมันเพราะถือว่าเป้นหน้าที่ของผู้ชาย

ผู้ชายถูกคาดหวังตั้งแต่เด็ก ที่จะเป้นเหมือนทหารตลอดเวลา
เขาต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ นั่นหมายถึง ทำสิ่งที่ต้องทำโดยห้ามแสดงความรู้สึก
เขาถูกสอนไม่ให้สังเกตความรู้สึกกลัวและไม่มั่นคงของตนเอง

ทางจิตวิทยาสากลกล่าวว่า มนุษย์เราจะแยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพื่อพัฒนาเอกลักษณ์ของตน 
มนุษย์มีสัมผัสของกลุ่มอื่นว่าเป็น ศัตรู ไม่ใช่แค่ "ไม่ชอบหรือไม่เหมือน" เท่านั้น

ผู้ชายเป็นผู้ที่ต้องออกไปรบ
เขาฆ่ามนุษย์ด้วยกันได้เพราะ เขาเชื่อว่าศัตรูที่ฆ่านั้นไม่เหมือนเขา 
แต่เมื่อไหร่ที่เขาตระหนักได้ว่าศัตรูนั้นเป็นเพียงบุคคลอีกคนหนึ่งที่เหมือนเขา
เขาจะพบตนเองอยู่นอกเขตแดนของการไร้ความรู้สึก เมื่อเขารับรู้ความรู้สึกของเขาได้เช่นนี้ 
ความรู้สึกจะเหวี่ยงเขาลงไปยังจุดวิกฤตของอามณ์ จะเห็นได้จากผู้ชายที่ป็นลมในห้องคลอด 
นั่นเพราะเขารับรู้ความเจ็บปวดเกินกว่าจะเฝ้ามองภรรยาทรมานและเสียเลือดออกมาจำนวนมาก

เพื่อไม่ให้ไปถึงจุดวิกฤตนั้น
ผู้ชายจึงไม่ต้องสนใจความซับซ้อนของความรู้สึกผู้อื่น เขาแค่ทำหน้าที่ของเขา
เมื่อเขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับความเจ็บปวด เขาจะแช่แข็งความรู้สึกไว้เพื่อทำหน้าที่ของตนต่อไปได้
และเมื่อความเจ็บปวดนั้นมากเกินกว่าจะทน วิธีที่เขาจะเผชิญมันคือ การปฏิเสธว่านั่นคือปัญหา 
เขาจะเล่นเกมกับความรู้สึกของตัวเอง แยกความเจ็บปวดจากการตระหนักรู้และในที่สุด เขาจะรู้สึกชา 

พวกเขาไม่รู้เลยว่าการเปิดเผยความรู้สึกนั้นสำคัญมากสำหรับผู้หญิงขนาดไหน
จนกระทั่งเกิดการหย่าร้าง ผู้ชายถึงได้ยอมทบทวนและเปลี่ยนแปลง

มันน่าตกใจมากเมื่อทางจิตวิทยาสากลค้นพบว่า ผู้หญิง ถูกมองเป็นศัตรู สำหรับผู้ชายด้วย
สำหรับเราแล้ว เราเป้นเพศที่อ่อนแอและไม่อันตราย แต่ความคิดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามสำหรับผู้ชาย
ดูจากภายนอกเหมือนไม่มีอะไรรบกวนพวกเขาได้ ในความจริง ผู้หญิงรู้อยู่ว่าภายในเขาถูกทำลายได้ง่าย
หากเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าใจในบทต่อไปถึงความกลัวของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิง



MOTHER 

แรกเริ่ม เมื่อทารกคลอดออกจากครรภ์มารดา
ทารกจะคิดว่าแม่และตนเป็นบุคคลเดียวกัน แม่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ยืดขยายออก
ต่อมา ทารกจึงเริ่มแยกได้ว่าแม่เป้นอีกบุคคลหนึ่งที่สนิทแนบแน่น ไม่มีวันพรากจาก
จนกระทั่งหนึ่งขวบ ทารกเริ่มแยกเพศได้ว่าตนเหมือนหรือไม่เหมือนแม
 เด็กชายต่างจากเด็กหญิง
 เขาจะรู้สึกถูกตัดความสัมพันธ์ที่แนบแน่นออกในขณะที่ยังเด็กเกินกว่าจะพูด หรือมีควาคิดด้วยซ้ำ
และเมื่อโตพอจะมีความคิดแล้ว เขาก็ลืมความรู้สึกนี้ไปเสียก่อน
แต่ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง โดดเดี่ยวนั้นจะฝังอยู่ภายใต้จิตสำนึก
 การสูญเสีย ความต้องการที่ถูกซ่อนอยู่พัฒนาเป้นความต้องการผู้หญิงเพศแม่ของผู้ชายนั่นเอง
แต่ในขณะเดียวกัน ความสำคัญของผู้หญิงก็มีอันตราย เพราะเด็กชายต้องแยกเพศจากแม่ผู้คอยควบคุม 
ออกมาโดดเดี่ยวเพื่อความอยู่รอด ปลอดภัย ผู้ชายจึงพัฒนาระบบป้องกันตัวจากความกลัวใต้จิตสำนึกนี้
ผู้ชายรับรู้ความสำคัญของผู้หญิงได้ แม้เธอจะนั่งอยู่อีกห้องนึงโดยปราศจากเสียง
 แต่เขากลับกลายเป็นผู้ชายที่แย่มากสำหรับภรรยาทั่วไป

ครอบครัวส่วนใหญ่ พ่อจะทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว 
จึงเกิดภาวะห่างพ่อ ไม่มีแบบอย่างผู้ชายที่ใกล้ชิด
เด็กรู้ว่าตนเองไม่เหมือนแม่ แต่ผู้ชายนั้นเขาเป็นกันอย่างไร
ประสบการณ์ทางทหารจึงทำให้ผู้ชายหลายคนเกิดความทรงจำว่าได้ทำสิ่งที่ผู้ชายทำ

ผู้หญิงเป็นแหล่งพลังของโลกเสมอ ผู้ชายจะรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อเผชิญหน้ากับเรา
แต่มันไม่ถูกเปิดเผย เหมือนนิทานเรื่อง EMPEROR'S NEW CLOTHES 
ไม่มีใครต้องการพูดถึงความจริงนี้ ซึ่งมันเกี่ยวกับความมั่นคงของผู้ชายสองเรื่อง
หนึ่งเพราะผู้ชายต้องการปกป้องตนเอง มันไม่ปลอดภัยหากเขาตระหนักถึงความต้องการผู้หญิงเพศแม่ไว้ในชีวิต
สองเพราะหน้าที่ของผู้หญิงในการปกป้องภาพลักษณ์ของผู้ชายโดยแช่ความเชื่อนี้ไว้
เราทุกคนซึมซาบพลังของแม่เป็นอย่างดีตั้งแต่ทารกแต่สถาณการณ์ของผู้ชายอันตรายกว่าผู้หญิง
เพราะต้องแยกตัวเองออกจากผู้หญิง เพื่อจะรู้สึกว่าตนเองเป้นผู้ชาย 
จึงเกิดประเพณีนี้ในแทบทุกสังคมโดยการกดผู้หญิงลงเพื่อลดอันตราย ลดพลังที่เคยบังคับ ควบคุม

ผู้ชายอาจใช้เงินเดือนสองเดือนเพื่อซื้อของขวัญมีค่าให้ผู้หญิง
เขาให้ของขวัญที่ห่างไกลจากการแสดงอารมณ์ เขาทำหน้าที่โดยปราศจากความรู้สึก
เขาไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกส่วนลึกของตน ความกลัวที่จะต้องยึดติดกับคนคนหนึ่ง
เขาจึงแยกตัวเพื่ออยู่รอดและความสุขในอนาคต

ผู้ชายจึงต้องทำให้ผู้หญิงพอใจเพื่อความปลอดภัยว่าเธอจะอยู่กับเขา
น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าเขาถูกรักเพราะตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง




STRUCTURE

"โครงสร้าง" สามารถอธิบายวิธีที่ผู้ชายคิดและกระทำ เพื่อจำกัดการใช้อารมณ์ 
การคิดเป็นโครงสร้าง วางแผนเป็นลำดับ ทำให้ผู้ชายดูสุขุมในสถานการณ์ที่วิกฤตได้ 
หากผู้ชายกระทำหรือพูดบางสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ  คุณจะเข้าใจได้เร็วขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องของโครงสร้าง 

ผู้หญิงชอบบ่นว่าผู้ชายไม่แสดงความรู้สึก ไม่โรแมนติค ไม่แสดงสีหน้า เหมือนหุ่นยนต์   
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้หญิงจะร้องไห้หรือแสดงความกลัว ผู้ชายจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
แต่กลับวางแผนเพื่อรับมือหรือชี้นำคนอื่นในสิ่งที่ต้องทำขณะนั้น  

แล้วทำไมผู้ชายถึงมีแบบแผนได้ตลอดเวลา  
หนึ่ง เพราะผู้ชายต้องเป้นทหาร (ในบทแรก) เขาจึงเข้ากันกับการทำตามลำดับ 
สอง เพราะผู้ชายต้องแยกจากแม่ในขณะที่ยังเป็นเพียงทารก (ในบทที่สอง)
เขาจึงต้องการอะไรที่แข็งแรง มั่นคงมากจนมาแทนสายสัมพันธ์นั้น มาปกป้องเขาจากความกลัวได้
ความปลอดภัย การคาดเดาได้ ความสบาย ควบคุมได้ 
และ"โครงสร้าง" จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายจนสามารถแทนความสัมพันธ์ของแม่ได้
ผู้ชายตอบสนองความเครียดที่รุนแรงด้วยการจัดลำดับงานทุกอย่าง อย่างละเอียด
จนความเครียดเป้นเรื่องปกติหรือหายไปในที่สุด

ถ้าคุณถามผู้ชายว่า "ควรทำอย่างไรเมื่อมีคนหงุดหงิด?"
เขาจะตอบว่า "ถ้าเธอหงุดหงิด เธอก็ควรทำใจกับมันให้ได้เอง" 
ขณะที่ผู้ชายไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น เขาก็ไม่สนใจความรู้สึกของตนเองด้วย
ความรู้สึกเจ็บปวดสามารถถูกกรองออกเหมือนผ่านตาข่าย
โครงสร้างเป็นเครื่องจักรป้องกันความรู้สึก หากผู้ชายเอาตะแกรงนี้ออก 
อนุญาตให้ความรู้สึกเข้ามา เขาจะไม่มีเครื่องป้องกันตัวอีกเลย

หากคุณคิดว่าผู้ชายไม่รู้สึก ไม่ห่วงนั้น ไม่ใช่ 
สังเกตดูดีๆคุณจะเห็นว่าบางทีเขาคลุมความรู้สึกหมดหวังและความกลัวของตัวเองด้วยความโกรธอย่างรวดเร็ว 
เขามีความรู้สึก แต่ถูกกรองหรือถูกคลุมไว้อย่างอัตโนมัติจนแม้ตัวเขาเองก็ไม่ทันรับรู้

ผู้หญิงรู้สึกถูกตัดความสัมพันธ์ เมื่อดูเหมือนเขาจะให้คุณค่ากับโครงสร้าง ลำดับ แผนงาน มากกว่าคุณค่าของการได้อยู่กับเรา 
เรารู้สึกเศร้า รู็สึกเหงา เมื่อผู้ชายไม่แบ่งปันความรู้สึกกับเราเหมือนที่เราต้องการแบ่งปันกับเขา 
เราผูกความรู้สึกว่าเราต้องดูแลเขาตลอดเวลา แต่เราไม่มองกลับเพื่อเห็นการดูแลในรูปแบบของเขา

หากเราบังคับให้เขาแสดงความรู้สึก
มองกลับกัน คงเหมือนผู้ชายบังคับให้ผู้หญิงถอดเครื่องยนต์รถออกให้หมดแล้วใส่กลับไปให้เสร็จ ณ เวลานั้น
ผู้ชายจะรู้สึกถูกข่มขู่ บุกรุก หากเราบังคับให้เขาแสดงความรู้สึก
เขาอาจคิดถึงการละทิ้งความสัมพันธ์นั้นไปเลยก็ได้
และผู้หญิงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน หากถูกบังคับไม่ให้แสดงความรู้สึก




TRANCE

ผู้หญิงเราชอบพูดคุย มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ชาย 
การพูดคุยเป็นการเข้ามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง 

เป็นความสัมพันธ์ที่มากเกินและต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง 
เหล่านี้เป็นการก้าวล่วงความรู้สึกสงบและปลอดภัย

เมื่อเราเข้าใกล้เขาเกินไปจนเขารู้สึกถึงอันตราย เขาจะป้องกันตัวด้วยอาการเหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว 
ไม่รับผิดชอบ ทำเป็นเด็ก เพื่อกรองเอาอารมณ์ร่วมออกไป 

เป็นเรื่องเดียวกับการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลหรือโครงสร้างในบทที่แล้ว

เด็กผู้ชายจะเริ่มแยกตัวจากแม่ด้วยการจินตนาการเรื่องต่างๆขณะที่แม่บ่นโน่นบ่นนี่ตลอดทั้งวัน

แต่เขาสามารถอยู่กับแม่ได้โดยเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย ทำให้เขาจะมีอาการลืมของอยู่บ่อยๆ 
และหลายครั้งที่ผู้ชายอาจตอบตกลงกับคุณบางอย่างขณะดูทีวี แต่หลังจากนั้นเขาจะบอกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย

ขณะเมื่อเด็กผู้ชายเรียนรู้การเติบโตเป็นผู้ชายเต็มตัว ส่วนใหญ่เขาจะเลียนแบบท่าทีภายนอกเช่น

อย่าร้องไห้ อย่าให้ใครเห็นเรากลัว อย่าให้ใครเห็นความรู้สึกของเรา สู้เพื่อทีม อย่าให้ผู้หญิงออกคำสั่ง
แต่ไม่มีใครสอนสิ่งที่อยู่ภายใน  ผู้ชายจะสอนผู้ชายด้วยกันว่า ไม่มีความจำเป้นที่จะต้องมีความรู้สึก

ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าตนเองกำลังรู้สึกอย่างไร และควรทำอย่างไรกับความรุ้สึกนั้น

ดังนั้นผู้ชายจึงถูกสอนให้หลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น

เด็กผู้ชายส่วนใหญ่คิดว่าผู้ชายทุกคนรู้สึกมั่นคงภายใน เฉพาะเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกไม่มั่นคง

เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และจะไม่มีใครรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

ที่สำคัญผู้ชายส่วนใหญ่ใช้ทั้งชีวิตด้วยความคิดเช่นนี้

เขาจะไม่ยอมเรียนรู้ความรู้สึกของตนเองเพื่อจะเข้าใจตนเอง 

เข้าใจการตอบโต้ของเขา ความต้องการและความกลัว หรือความปรารถนา

แอนชอบพูดคุยเหมือนผู้หญิงทั่วไป เธอเรียงลำดับความคิด ความรู้สึกและพูดทุกอย่างออกมาอย่างเปิดเผย 
เมื่อโทนี่กลับมาถึงบ้าน เธอถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? “ ด้วยความห่วงใย 
แต่สำหรับโทนี่หมายความว่า “วันนี้คุณทำงานประสบความสำเร็จอะไรบ้าง?” 
“และคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?”  หมายถึง ช่วยบอกอะไรที่ทำให้ฉันมีความสุขสักเรื่อง
เขาจึงแค่ตอบว่า “ก็โอเค” แล้วตรงไปที่ทีวีเพื่อเข้าสู่ดินแดนที่ปลอดภัย 
สำหรับแอนการทำเช่นนี้สร้างความเจ็บปวด เพราะคนที่เธอรัก ดูเหมือนไม่มีอยู่และเอื้อมไปไม่ถึง 
แต่สิ่งที่เจ้บปวดกลับเป็นสิ่งที่ปลอดภัยสำหรับโทนี่

เพราะแอนเป็นคนสำคัญสำหรับโทนี่ เขาจึงต้องสร้างระยะให้ไกลออกไป 

แท้จริงเขากลัวว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จพอสำหรับแอน

และเขาไม่สามารถตอบคำถามต่างๆของแอนได้เพื่อให้เธอมีความสุข
ฉะนั้นหากแอนจะเปลี่ยนจากคำถาม เมื่อโทนี่กลับถึงบ้าน เธออาจจะแค่ทักทายและบอกว่า

“ฉันดีใจที่เธอกลับบ้าน และฉันจะอยู่กับลูกๆในครัวถ้าเธอต้องการอะไร”

แอนจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรไม่สำคัญ เพียงแค่เขารู้ว่าเธออยู่และสบายดี และเธอไม่ได้ต้องการเขามากมาย 

เขาไม่ได้ถูกโจมตี จึงไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันตัว และเธอก็ดูไม่เหมือนศัตรูอีกแล้ว

สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่ใช่คุณ จงเปลี่ยนท่าทีในการเข้าหาเขา




WORK

งานเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับริชารฺดเสมอ
แต่สำหรับแอน เธอแบ่งเวลาที่จะมีความสุขกับลูกสาวและการดูแลบ้าน
ขณะที่ริชารฺดรู้สึกว่าตนเองนั้นประสบความสำเร็จ
แอนกลับรู้สึกว่า งานเป็นผู้ทำลายความสุขของครอบครัว
เมื่อริชารฺดชวนแอนไปดูเรื่อง "DIE HARD"
เขามั่นใจว่าเธอชอบภาพยนต์เรื่องนี้แน่นอน เพราะมันเป็นหนังโรแมนติคแบบที่แอนชอบ
มันเป็นเรื่องของชายคนนึงที่รักผู้หญิงคนหนึ่งมากขนาดยอมเสี่ยงและยอมตายเพื่อผู้หญิงคนนี้ 
เช่นกัน ริชารฺดต้องการบอกว่า เขายอมทำงานหนักก็เพื่อเธอ
"DIE HARD" is "LOVE STORY"
เราวัดมาตรฐานของผู้ชายจากงานของเขา
ส่วนผู้หญิงเราวัดมาตรฐานจากภาพลักษณ์
สำหรับริชารฺด ความสำเร็จในงานเท่ากับความสำเร็จของผู้ชาย และเท่ากับความสำเร็จของสามี
หากเกิดวิกฤตการณ์และมีการไล่พนักงานออก
ผู้ชายจะรู้สึกไร้ค่า เศร้า และบ่อยครั้งจะหันไปติดเหล้า
ส่วนผู้หญิงคิดว่าหากสามีไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้ นั่นหมายความว่า เธอนั้นไม่มีค่า
ดังนั้นเราต่างก็ผลักดันให้ผู้ชายต้องหาเงิน
เขาต้องการเงินเพื่อความมั่นใจในตัวเอง และเราก็เช่นกัน
เมื่อสามีของผู้เขียนเกิดอุบัติเหตุ แขนหัก
ฉันไม่เคยรู้สึกมั่นคงเช่นนี้มาก่อน เพราะเขาต้องพึ่งฉันและไม่มีวันที่เขาจะทิ้งเธอไป
ฉันรู้สึกมีอำนาจ มีค่า และเข้าใจความรู้สึกของสามีขึ้นมาทันที
ผู้ชายผ่านความไม่มั่นคงในช่วงทารกมาก่อน
หลังจากนั้นเขาถูกสอนว่า คุณค่าของเขาอยู่ที่การกระทำ โดยไม่สนใจคุณค่าภายในเท่าไรนัก
เขาจึงแทบจะไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงชอบเขา
สำหรับเขา การดูแลสิ่งของหมายถึงการดูแลความสัมพันธ์
ซึ่งเป็นคนละภาษากับผู้หญิง
เธอจึงควรสอนภาษาของเธอ ให้เขารู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงที่เธอเห็นในตัวเขาเช่นกัน

Living a life that matters, doesn't happen by accident.
It isn't a matter of circumstance but of CHOICE




 

Create Date : 17 เมษายน 2559    
Last Update : 26 เมษายน 2559 12:29:15 น.
Counter : 455 Pageviews.  

คุณกำลังมีปัญหา..ปัญหาก็คือคุณไม่รู้



คัดลอกจากหนังสือ "วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก" by The Arbinger Institue

ตอนนั้น ผมยังเป็นนักกฎหมายวัยกระเตาะ ทำงานหามรุ่งหามค่ำให้กับสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หนึ่งในข้อตกลงทางธุรกิจที่ผมทำอยู่คืออภิมหาโครงการทางการเงินที่เกี่ยวพันกับธนาคาร ๓๐ แห่งทั่วโลก หนึ่งสัปดาห์หลังจากผมได้รับมอบหมายให้ทำโครงการนี้ ผมก็รู้ว่าแนนซี่ตั้งท้อง ผมใจสลายเลยทีเดียว ผมต้องใช้เวลาถึงสองวันสะสางงานในกรุงวอชิงตัน ก่อนจะกัดฟันขึ้นเครื่องบินไปซานฟรานซิสโก


คุณคิดว่าผมทุ่มเทให้กับการร่างสัญญาที่ดีที่สุดหรือเปล่า?
"การเจรจาทั้งหลายที่เป็นสาระสำคัญของเอกสารที่ผมกำลังร่างอยู่ล้วนเกิดขึ้นบนชั้น ๒๕ การเจรจาเหล่านั้นจึงควรเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผม แต่ผมก็แทบไม่ได้ขึ้นไปที่ชั้น ๒๕ เลย ผมกลายเป็นตัวปัญหา ไม่ต้องสงสัยเลย ผมไม่ได้ใส่ใจหรือทุ่มเทให้กับโครงการ ผมไม่ได้ยึดมั่นในเป้าหมายของทีม ทำให้คนอื่นตกที่นั่งลำบากไปด้วย แต่คุณลองคิดดูสิว่า ผมจะมีปฎิกริยาต่อคนที่กล่าวหาผมว่าไม่ทุ่มเทและไม่ใส่ใจยังไง คุณคิดว่าผมจะเห็นด้วยกับเขาหรือเปล่า?
แล้วลองนึกถึงข้อแก้ต่างสารพัดที่ผมสามารถยกขึ้นมาใช้สิ
..ลองคิดดูใครต้องทิ้งลูกน้อยที่เพิ่งเกิดไปซานฟรายซิสดก..ผมไง
..แล้วใครกัน ที่ทำงานวันละ ๒๐ ชั่วโมง..ผมไง
..ใครล่ะที่ถูกบีบให้ต้องทำงานตัวคนเดียวห่างจากคนอื่นๆตั้งสี่ชั้น..ผมอีกแล้ว
..ใครกันที่ไม่มีคนบอกแม้แต่เรื่องพื้นๆ  อย่างการบริการอาหาร..ก็ผมอีกนั่นแหละ
เพราะฉะนั้น จากมุมมองของผม ใครทำให้ใครยุ่งยากกันแน่?
คุณเห็นไหมว่า จากมุมมองของผมแล้ว ผมไม่เพียงทุ่มเทเท่านั้น แต่อาจเป็นคนที่ทุ่มเทที่สุดในโครงการเลยด้วยซ้ำ เพราะคงไม่มีใครที่ต้องรับมือกับความท้าทายมากมายเท่าผมอีกแล้ว และผมก็ยังทำงานหนักอยู่ได้แม้จะเผชิญกับสารพัดปัญหา"
"งั้นลองมาทบวนกันดูอีกรอบนะ..ผมไม่ทุ่มเท ไม่ใส่ใจ และไม่ยึดมั่นในเป้าหมายของโครงการ นั่นเป็นความจริงทั้งหมดและเป็นปัญหาใหญ่ซะด้วย แต่ยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอีก ปัญหาที่ว่าก็คือ การที่ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาน่ะสิ
เราไม่มีทางแก้ไขปัญหาเรื่องความทุ่มเทได้ ถ้าหากเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การที่ผมไม่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ทุ่มเทให้กับการทำงาน"

.... 
" คุณกำลังมีปัญหา" 
เพื่อนร่วมงานของคุณ รู้เรื่องนี้ ภรรยากับแม่ยายคุณก็รู้ และผมพนันได้เลยว่าแม้แต่เพื่อนบ้านของคุณก็รู้ด้วย
"ปัญหาก็คือ คุณไม่รู้"
..จำตอนที่คุณต้องเติมน้ำมันรถก่อนที่จะเอาไปให้ภรรยาขับได้ไหม แต่แล้วคุณก็ตัดสินใจว่าให้เธอเติมเองก็ไม่น่าจะลำบากตรงไหน
..หรือไม่ก็ตอนที่คุณสัญญากับลูกว่าจะพาไปสวนสาธารณะก่อนที่จะกลับคำในนาทีสุดท้ายด้วยข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเพราะมีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าโผล่เข้ามา
..ตอนที่คุณพาลูกๆไปที่ที่พวกเขาอยากไป แต่กลับทำให้พวกเขารู้สึกผิดไปด้วย
..หรือเวลาที่คุณจอดรถในที่จอดของคนพิการ แล้วแกล้งทำเป็นเดินกะเผลก เพื่อไม่ให้ผู้คนมองว่าคุณเป็นไอ้พวกเห็นแก่ตัว
..งั้นคุณเคยจอดรถในที่ที่ไม่ควรจอดแล้วรีบวิ่งลงจากรถเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าธุระของคุณสำคัญมากจนต้องจอดตรงนั้นหรือเปล่าล่ะ
..แล้วคุณเคยปล่อยให้เพื่อนร่วมงานทำบางสิ่งที่คุณรู้อยู่แก่ใจว่าจะทำให้เขามีปัญหา ทั้งๆที่คุณสามารถเตือนหรือห้ามเขาได้โดยไม่เหลือบากกว่าแรงบ้างไหม
..คุณเคยเก็บข้อมูลสำคัญบางอย่างไว้กับตัวเองโดยไม่บอกใคร ถึงแม้คุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงานหรือเปล่า
..คุณเคยดูถูกผู้คนรอบๆตัวบ้างไหม แล้วเคยด่าพวกเขาแรงๆว่าขี้เกียจหรือไร้ความสามารถหรือเปล่า
..คุณรู้สึกยังไงเวลาที่คุณปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเหมาะสม อย่างที่คุณว่า คุณยังรู้สึกว่าพวกเขาเป็นตัวปัญหาอยู่ไหม
"ในองค์กร ไม่มีอะไรที่พบบ่อยได้มากไปกว่าการหลอกตัวเองอีกแล้ว
ลองนึกถึงเพื่อนร่วมงานของคุณที่เคยเป็นตัวปัญหาสิ เลือกใครสักคนก็ได้ที่เป็นตัวถ่วงของการทำงานเป็นทีม...เอาล่ะ นี่คือคำถาม..คนที่คุณกำลังนึกถึงอยู่คิดอย่างที่คุณเชื่อหรือเปล่าว่าเขาเป็นตัวปัญหา"
"ไม่มีทางเลย"
"นั่นเป้นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ถ้าคุณลองบอกใครสักคนว่าเขามีปัญหาล่ะก็ คุณจะได้เจอกับคนที่ปฏิเสธว่าเขาไม่มีปัญหาแน่นอน นั่นล่ะการหลอกตัวเอง บางครั้งผู้คนก็มองไม่ออกว่าตัวเองมีปัญหา

คัดลอกจากหนังสือ "วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก" by The Arbinger Institue




 

Create Date : 15 เมษายน 2559    
Last Update : 26 เมษายน 2559 12:27:27 น.
Counter : 294 Pageviews.  

ตำนานพระอาทิตย์ กะ พระจันทร์







Legend of SUN and MOON
Once upon a time, before God created earth and heaven.
There were only angels.

Sword is the angel of fight,
He used his power to get Sincere, the angel of kindness, to be his wife.
He fighted everything and everyone for his wife, she was the only one for him.
But in the eyes of Spirit, angel of moral, Sword was so cruel angel.

Spirit looked at Sincere with pity and fell in love
but he couldn’t do anything contrast with his character “moral”.
He decided to do spell on Sincere
“she couldn’t love anyone in the sky except him” from that day, Sincere couldn’t love Sword as her husband.
She knew nothing about the spell until Spirit came in her life,
she fell in love suddenly.

She decided to leave her husband for him because of spell.
Spirit wanted to know her love without spell so he told the truth to Sincere.
She’s so angry but she couldn’t get away from his spell.
She couldn’t love her husband because Spirit locked her heart from him.
She cried ...and cried.., her voice lound to God.

God came to justice.

Finally, Spirit committed his trick and let Sincere get out from spell.
He lose his moral name for one woman.
God named him “Solar”

Sincere knew his love when he unlocked her from spell,
She killed herself. Solar killed himself too.
God let Sincere became the moon, Solar became the sun.
They both shine to the earth ‘day and night’ for Sword living

And they can’t meet together.
God allows they walk across the earth to see each other just twice a year,
An eclipse of the sun and moon.



ตำนานของอาทิตย์และดวงจันทร์ กาลครั้งหนึ่งก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างโลกและสวรรค์ มีแต่เพียงเทวดา แสงดาบเป็นทูตแห่งการต่อสู้ เขาใช้อำนาจของเขาเพื่อจะได้จริงใจ, ฑูตแห่งความเมตตามาเป็นภรรยา เขาต่อสู้ทุกอย่างและทุกคนเพื่อภรรยา เธอเป็นหนึ่งเดียวสำหรับเขา แต่ในสายตาของแสงสว่าง, ฑูตแห่งคุณธรรม แสงดาบเป็นทูตที่โหดร้าย แสงสว่างมองที่จริงใจด้วยความสงสารและตกหลุมรัก แต่เขาไม่สามารถทำอะไรขัดแย้งกับลักษณะ "คุณธรรม" ของเขาได้ เขาตัดสินที่จะสะกดใจ "เธอไม่สามารถรักใครในท้องฟ้าได้อีก ยกเว้นเขา" จากวันนั้น, จริงใจไม่สามารถรักแสงดาบเป็นสามีของเธอ เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสะกดใจ จนกระทั่งแสงสว่างเดินเข้ามาในชีวิต เธอตกหลุมรักอย่างกระทันหัน เธอตัดสินใจปล่อยสามีของเธอเพราะคาถา แสงสว่างอยากจะรู้จักความรักของเธอโดยไม่ต้องสะกด
เขาบอกความจริง เธอโกรธมาก แต่เธอไม่สามารถออกจากการสะกดของเขา เธอไม่สามารถกลับไปรักสามีของเธอได้อีก เพราะวิญญาณล็อคหัวใจของเธอจากเขา เธอร้องไห้ ... และร้องไห้ .. , เสียงของเธอดังไปถึงพระเจ้า

พระเจ้าเสด็จมาเพื่อความยุติธรรม ในที่สุด แสงสว่างยอมปล่อยให้จริงใจได้ออกจากการสะกดใจ เขาสูญเสียชื่อทางศีลธรรมของเขาสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง พระเจ้าให้ชื่อเขาใหม่ "แสงอาทิตย์" จริงใจรู้ความรักของตนเอง เมื่อเขาปลดเธอจากการสะกด เธอฆ่าตัวตาย...แสงอาทิตย์ฆ่าตัวตายตามไปด้วย พระเจ้าให้จริงใจกลายเป็นดวงจันทร์...แสงอาทิตย์กลายเป็นดวงอาทิตย์ พวกเขาส่องแสงไปทั้ง 'วันและคืน' ยังแผ่นดินโลกสำหรับการดำนงชีวิตของแสงดาบ
พวกเขาไม่สามารถเดินทางมาพบกันได้ แต่พระเจ้าช่วยให้พวกเขาเดินข้ามแผ่นดินและเห็นกันเพียงปีละสองครั้ง ในจันทรคราสและสุริยคราสของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ด.ช.ไม้ดาบ:เขียนคำ+วาดรูป
เดือนมิถุนา ปี ๒๐๐๓
ตำนาน พระอาทิตย์ กะ พระจันทร์ แต่งเอง
แม่ชอบเล่าว่า ตอนเด็กๆ แม่ของแม่เสียตั้งแต่แม่อายุหกขวบ ทุกครั้งที่แม่ร้องไห้ พ่อของแม่จะบอกว่าให้ลองจับปีกข้างหลังดู อีกไม่นาน ปีกจะงอกยาวขึ้น บินไปหาแม่บนฟ้าได้ ...พ่อของแม่ยังชอบหลอกว่า ถ้าแม่กินเมล็ดส้มเข้าไป วันรุ่งขึ้น เมล็ดส้มจะงอกขึ้นมาที่สะดือ เป็นต้นส้ม...เพราะเรากลัวแมลงสาป แม่เลยชอบหลอกต่อว่า ที่จริงแมลงสาปมันเป็นนางฟ้า แต่มันถูกสาป เลยกลายเป็นตัวน่าเกลียด ...เราเลยอยากแต่งนิทานแบบคุณตา กับ แม่บ้าง เรื่องต่อไปคงเป็นเรื่อง “ผู้วิเศษกับเด็กตาบอด” ให้ทุกวันฝันเห็นอนาคตอีกสิปปี ที่มีผลมาจากการกระทำ ในวันนี้





 

Create Date : 07 มิถุนายน 2549    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2559 20:33:07 น.
Counter : 204 Pageviews.  


KaravaThai
Location :
นิวยอรฺค United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ในปฐมวัย เราเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ปั้น
ช่วงชีวิตต่อจากนั้น...เราจะปั้น สิ่งที่เราเป็น

Unauthorized reproduction any part of this blog is prohibited by federal law, copyright 2005

เนื่องจาก ด.ช.ไม้ดาบ เป็นลิขสิทธิ์แม้จะอยู่ใน Internet ห้ามทำการคัดลอกเพื่อการค้า หากต้องการคัดลอก ขอให้เป้าหมายเพื่อการเผยแพร่ให้ความรู้พร้อมลงชื่อ ด.ช.ไม้ดาบ เท่านั้น
ในปฐมวัย เราเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ปั้น ช่วงชีวิตต่อจากนั้น...เราจะปั้น สิ่งที่เราเป็น Unauthorized reproduction any part of this blog FOR COMMERCIAL is prohibited by federal law, copyright 2005 เนื่องจาก ด.ช.ไม้ดาบ เป็นลิขสิทธิ์แม้จะอยู่ใน Internet ห้ามทำการคัดลอกเพื่อการค้า หากต้องการคัดลอก ขอให้เป้าหมายเพื่อการเผยแพร่ให้ความรู้พร้อมลงชื่อ ด.ช.ไม้ดาบ เท่านั้น
Friends' blogs
[Add KaravaThai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.