ชีวิต คือการเริ่มอย่างไม่เข้าใจ แต่พยายามจบอย่างมีความหมาย +ด.ช.ไม้ดาบ+ KaravaThai.WEBS.COM
Group Blog
 
All Blogs
 

พ ร้ อ ม







วันนี้ ลมแรงดีจัง 
ฉันรำพึงในใจพร้อมกับมองเส้นผมของตัวเองที่เต้นระริกไปตามแรงลม 
... รู้สึกมีความสุขจากการหลบลี้หนีจากตัวเมืองที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
มาสัมผัสกับธรรมชาติอันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และฉันก็อยากให้ลูกค่ายทุกคนมีความสุขเหมือนฉันด้วย
จึงได้นัดแนะกับคนในสีเดียวกันตั้งแต่ตอนเที่ยงว่า พวกเราจะร้องเพลงพิเศษในคืนนี้และจะซ้อมร้องเพลงในช่วงพัก
แต่พอถึงเวลาจริงๆ ฉ้นก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจึงยกเลิกการซ้อมซะ แต่กลับมานั่งซ้อมเพลงกับปริ้นซ์สองคนเท่านั้น

...และแล้ว....เสียงบอกเล่าถึงเรื่องน่ากลัวก็ตังขึ้น
ทำเอาขวัญทุกคนกระเจิง ฉันเดินๆ หยุดๆด้วยความตะลึง
"ไม่นะทุกอย่างจะปลอดภัย คงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด"

แต่เมื่อสายตาทอดมาถึงชายหาด ไม่ใช่เรื่องเล่นแล้ว มีพวกเรายืนอยู่เต็มไปหมด หลายคนร้องไห้
ใคร..ใคร..ใคร พระเจ้าจะให้เป็นใคร 
เ ปิ้ ล ..... เสียงคนเรียกชื่อเปิ้ลกันระงม แล้วความรู้สึกตอนนี้ก็เขียนออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
ช็ อ ค .... ทำไมถึงเป็นเปิ้ล 
ตอนแรกฉันคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กๆ เพราะผู้ชายที่แข็งแรงและยังหนุ่มแน่นอย่างเปิ้ลไม่น่าจะจมน้ำได้ 
แล้วภาพของเปิ้ลก็แวะเวียนเข้ามาจนเต็มตา..เมื่อเช้าตอนเล่นงูกินหาง เปิ้ลเป็นหัวงูให้สีของเรา
เค้าว่องไวและแข็งแรงมากจนชิงหางของสีส้มได้ทุกครั้ง "สีเราชนะแน่" เสียงแสดงความมั่นใจของเปิ้ลยังก้องหู 
และฉันก็อดโมโหไม่ได้ ทำไม ทำไม ฉันไม่เรียกสีเหลืองมาซ้อมเพลงนะเพราะเปิ้ลก็อยู่สีเหลือง
ทำไม!  ทั้งที่ตัวเองตั้งใจไว้ตั้งแต่เที่ยงแล้ว

ฉันเริ่มเดินเข้าไปใกล้ เหลือบไปเห็นแหม่มน้ำตานองหน้าอยู่แล้ว ฉันจึงเข้าไปนั่งอธิษฐานด้วยกัน 
เสียงอธิษฐานกับเสียงร้องไห้ของเราปนกันไม่เป็นคำ
เมื่อเที่ยงเวรสีเหลืองล้างจาน เรายังยืนล้างจานด้วยกัน ฉัน เปิ้ล แหม่ม เปิ้ลคอยแซวคนอื่นตลอด
เสียงหัวเราะของเค้าช่างร่าเริง เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่มีเปิ้ลยืนอยู่กลางระหว่างเราแล้ว 
ซ้ำร้าย เราไม่รู้ด้วยว่า เขาหายไปอยู่ตรงซอกไหนของทะเล

ลมยังคงพัดเอาเส้นผมของฉันปลิวระริก แต่มันกลายเป็นลมที่บ้า ทะเลที่คลั่ง คลิ่นที่โหดร้าย มันกลืนกินพี่น้องของเราไป
ฉันเริ่มกวาดตามองอีกครั้ง จึงเห็นพวกผู้ชายกำลังต่อสู้กับคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า เพื่อค้นหาคนที่เรารักให้เจอ
พวกเรายังมีหวัง ฉันลุกขึ้น เดินไป อธิษฐานไป มองไป และหวังว่าจะได้เห็นเปิ้ลตรงไหนสักแห่ง
ฉันเดินไป เดินไป เหมือนคนบ้า...ตะโกนถามทะเลว่า เปิ้ลอยู่ไหน?
ถามพระเจ้าว่า.." พระองค์จะรับเปิ้ลไปจริงๆหรือ? "
และถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี?..จาก 5 นาที..10 นาที..15 นาที..เวลาผ่านไป ทุกคนหมดแรง ความหวังเริ่มหมดลง
ฉัน...เดินไปอย่างไร้จุดหมาย 

แต่บังเอิญมีคนขี่สกู๊ตเตอร์ผ่านมา ฉันจึงโบกมือขอความช่วยเหลือ..ตวามหวังเริ่มมีขึ้นใหม่ จะต้องเจอเปิ้ล และเปิ้ลจะต้องปลอดภัย
แต่แล้วพระเจ้าก็ไม่อนุญาตอย่างที่ฉันหวัง
จนกระทั่งนักประดาน้ำมาถึง ชั่วอึดใจต่อมา เขาก็หิ้วร่างอันขาวซีดของเปิ้ลขึ้นมาได้
ผู้คนข้างนอกที่มามุงดูต่างเอ่ยเป้นเสียงเดียวกัน "ไม่รอดแล้ว" แต่พวกเราคุกเข่าลงอธิษฐาน
เพราะหากพระเจ้าต้องการให้เปิ้ลรอด เปิ้ลก็จะรอด
แม้จะจมอยู่ใต้น้ำหลายชั่วโมงก็ตาม พระเจ้าทำการอัศจรรย์ได้เสมอ
แต่ในที่สุดพระเจ้าก็ต้องการเอาเปิ้ลไปจริงๆ ทุกอย่างเร็วจนคาดไม่ถึง
ไม่นึกว่าจะมาเจอเปิ้ลอีกทีหนึ่งในสภาพที่เค้าไม่สามารถแสดงความร่าเริงให้เราได้เห็นอีกแล้ว
ฉันก้มลงมองดูเสื้อค่ายที่ทุกคนใส่อยู่ ที่อกข้างซ้ายมีรูปโลกกำลังตะโกนว่า พร้อม
มันเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ฉันได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเปิ้ล ฉันออกแบบ เปิ้ลสกรีน
ตอนแรกพวกเราตกลงจะจ้างมืออาชีพสกรีนให้ แต่เปิ้ลก็เสนอตัวขึ้นมาอย่างแข็งขัน แม้เค้าเองจะรู้เพียงทฤษฎี ไม่เคยปฏิบัติ แถมบางชั่วโมงก็ไม่ได้เข้าเรียน
แต่ดูเค้าช่างมั่นใจเหมือนกับ เค้าจะรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่า นี่จะเป็นงานรับใช้พระเจ้าครั้งสุดท้ายของเค้า เค้าตั้งใจทำงานรับใช้พระเจ้าชิ้นนี้ ฉันให้คะแนนเต็มสิบ 
ฉันมองลึกลงไปในความหมายของเสื้ออีกครั้ง ทีจริงฉันออกแบบให้มีข้อพระคัมภีร์เพื่อเตือนใจทุกคนที่ใส่เสื้อนั้นให้ พร้อม สำหรับการพิพากษาโลก   พร้อม สำหรับความตาย
แต่เปิ้ลบอกว่าตัวหนังสือที่ออกแบบมันเล็กเกินไป สกรีนไม่ได้ เราจึงตัดทิ้งไป ฉันเองนึกเสียดาย
เสียดายที่ความหมายบางอย่างมันขาดหายไป แต่บัดนี้เปิ้ลกลับเป็นผู้เติมความหมายที่หายไปให้เต็ม ยิ่งกว่าเต็ม เพราะเสื้อทุกตัวมีความหมายของชีวิตทั้งชีวิตซ่อนอยู่
พวกเราต่างถูกตีสอนด้วยบทเรียนราคาแพง เราตั้งชื่อค่ายว่า พร้อม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือค่าย เพลง คำเทศนา แคมป์ไฟ
เราพยายามเตรียมทุกอย่างเพื่อร้องบอกคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าให้พร้อม ถ้าวันนี้เค้าตาย แต่ฉันลืมบอกตัวเอง ฉันเองพร้อมหรือเปล่า ถ้าพระเจ้าจะเอาฉันไปแทนเปิ้ล ฉันจะพร้อมหรือเปล่า?

ค่ายนี้สำเร็จลงแล้วด้วยเวลาไม่ถึงสองวัน แต่สามารถทำให้คำว่า พร้อม ถูกนิยามอย่างสมบูรณ์ในใจของลูกค่ายทุกคนโดยผ่านทางชีวิตของเปิ้ลแล้ว
สำหรับตัวฉันเอง ถ้าฉันตั้งใจฟังอาจารย์เทศนาตลอดเจ็ดวันของค่าย ก็ยังไม่สามารถทำให้ฉันกระตือรือร้นที่จะเตรียมชีวิตให้พร้อมเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานี้
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า พวกเค้าได้ตระหนักถึงชีวิตหลังความตายมากขึ้น

แต่ยังมีสิ่งที่น่าเสียดายอยู่สองประการคือ ฉันยังไม่ได้ขอบคุณเปิ้ล ยังไม่ได้ชมเค้าตรงๆที่ช่วยสกรีนเสื้อให้ มีแต่คอยติโน่นตินี่ 
ฉันจึงปฏืญาณกับตัวเองว่าจะใช้เวลาที่ว่างอยู่ในช่วงปิดเทอมอีกเดือนกว่านี้รับใช้พระเจ้าให้มากขึ้น แทนเปิ้ล ซึ่งไม่มีโอกาสรับใช้พระเจ้าในโลกนี้แล้ว

แล้วฉันก็พาตัวเองมาถึงย่อหน้าสุดท้าย จึงขอจบความทรงจำทั้งหมดด้วยการขอบคุณพระเจ้าที่เปิ้ลรับเชื่อก่อนมาค่ายนี้ไม่นานนัก
ถ้าจะมองย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว เปิ้ลไปค่ายกับเราด้วย เค้าเกเรมาก ต่อต้านพระเจ้ามาก จนฉันคิดไปเองว่า "คนนี้พระเจ้าคงไม่เอาแล้ว" 
ตอนขากลับเค้ายังแย่งที่นั่งฉัน แกล้งฉัน ตอนนั้นฉันเกลียดขี้หน้าเค้าจริงๆ แต่สองปีต่อมาเค้ารับเชื่อ 
ชีวิตของเค้าเปลี่ยนไปมากจากหลังมือเป็นหน้ามือ ฉันแอบชื่นชมกับการเปลี่ยนของเค้าอยู่ในใจ และเชื่อว่า เค้าพร้อมแล้วที่จะไปอยู่กับพระเจ้าในค่ายที่ชื่อว่า พ ร้ อ ม นี้

ด้วยความอาลัย
๓๐ เมษายน ๑๙๙๑




 

Create Date : 10 กันยายน 2559    
Last Update : 12 กันยายน 2559 19:38:22 น.
Counter : 266 Pageviews.  

เขียนเมื่อวันที่เป็นหวัด






ถึงไม่ใช่วันแม่ ก้จะเขียนให้แม่ เพราะถ้าต้องเขียนถึงแม่เฉพาะวันแม่ วันม่ง..วันแม่ ก็อย่ามีซะดีกว่า

แปลกนะ วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บ ไม่เหมือนเช้าเมื่อวานและไม่เหมือนเมื่อวานซืนที่แสนจะร้อนอบอ้าว
ใช่สิ..เมื่อวานฉันต้องฝืนกลืนยาแก้ไอ กินยาแก้ไข้ นอนซมทั้งวัน โดนเจ้าตัวไม่สบายจับไว้จนได้
แล้วฉันตื่นขึ้นมาทำไม ตั้งแต่ฟ้ายังงัวเงีย 
ไม่รู้สิ..ความรู้สึกบอกว่าน่าจะตื่นเพราะทุกเช้ามีบางคนกำลังรอน้ำใจจากบางคน
ความจำมันย้ำเตือนว่า..เมื่อคืนดึกดื่น แม่ปลูกฉันขึ้นมาป้อนน้ำ ป้อนยาให้กิน แม่ขอโทษที่ไม่มีเวลาจะดูแลฉันได้เต็มที่
จากความรักเมื่อดึกดื่น นี่ก็เช้าแล้ว แม่กำลังรอความเห็นใจจากลูก

ทุกๆเช้าที่พระอาทิตย์เริ่มขยับขึ้น งานก็มาถึง แม่ต้องง่วนกับงานหน้าบ้าน งานหลังบ้าน เพื่อเตรียมรอรับลูกค้าและลูกบังเกิดเกล้า
แม่..กำลังรอความเห็นใจจากลูก แต่น้อยครั้งนักแม่จะเป็นฝ่ายได้รับ ก็เป็นธรรมดาที่แม่จะต้องบ่น
"ตื่นมาก็ถึงเวลากิน เป็นคุณนายกันไปหมด ไม่ใช่ว่าตื่นไม่ได้นะ ทีโบสถ์สั่งให้ไปเช้าแค่ไหน ก็ไปได้ ตื่นไ้ด้"
ขณะนี้ ฉันผู้ซึ่งเป็นคนป่วย <แต่ก็ยังพอมีแรงจะทำงานได้> กำลังช่วยแม่ กำลังฟังแม่บ่นคนอื่นเหมือนทุกเช้า
ดูมันไม่ยุติธรรมเลย แม้ฉันป่วยก็ยังต้องถ่างตาตื่นลงมาช่วยแม่ทำงานอยู่คนเดียวทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ 
ไม่เท่านั้น ยังต้องมาทนฟังแม่บ่นคนโน้น คนนี้ แถมน้ำมูกมันก็พาลจะไหล วิ่งเข้า วิ่งออก ลำบากซะจริง 
แต่ความลำบากเหล่านี้ ทำให้ฉันคิดถึงโรคประจำตัวของแม่ที่จะกำเริบเมื่อทำงานหนัก แต่แม่ก็เป็นมาแล้วสิบๆปี
จนความลำบากที่ได้เห็นกลายเป็นภาพอันแสนจะเคยชิน ลูกๆจึงต่างละเลย
มองข้ามความน่าเห็นใจ
คิดว่าแม่คงไม่เป็นไร เพราะทุกครั้งแม่ก็กระหืดกระหอบแบบนี้ แล้วยังไม่ตาย

โอย..ค้องสูดน้ำมูกดังซู๊ดซ๊าด ไอค่อกแค่กสลับกันไป รำคาญจริงๆ แต่มันก็ทำให้ฉันหยั่งถึงความคับแค้นใจของแม่ที่สะสมมาร่วมสิบปี
เมื่อพี่น้องของฉันพากันทยอยลงมาทีละคนๆ..เพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปโบสถ์  แม่ก็ต้องกระวีกระวาดหาอาหารเช้ามาให้
ฉันพยายามมองค้นหาความรักว่าพอจะมีอยู่บ้างไหม?
มีสิ..ทุกคนเป็นคริสเตียน
เพียงแต่มันคงตกตะกอนนอนก้นกันไปหมด ความรักมันจะละลายฟูฟ่องก็ต่อเมื่ออยู่ที่โบสถ์
ฉันเห็นพวกเราทำงาน แบ่งความรักให้กับคนที่โบสถ์ดี นี่เท่ากับว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าด้วยความสนุกเพราะมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
<แล้วอย่างนี้พระเจ้าพอใจรึไง ปล่อยให้แม่ต้องรอคอยความเห็นใจจากลูก>
เอ๊ะ! หรือว่าฉันมันเป็นคนอ่อนไหว ขี้สงสาร ถึงได้เห็นใจแม่ขนาดนี้
ไม่นะ..เพราะหากแต่พวกเค้าจะมีความรักของพระเจ้าอยู่บ้าง
เค้าจะมองเห็นว่า ทุกเช้า แม่กำลังรอความรักจากลูก




 

Create Date : 09 กันยายน 2559    
Last Update : 12 กันยายน 2559 18:54:44 น.
Counter : 228 Pageviews.  

เขียนเมื่อ คืน ที่ ขมขื่น



จากเตียงนอนแหงนมองฟ้ากว้าง
ความมืดปกคลุมฟ้ากว้างหมดแล้วสินะ
เหลือก็แต่ฉากดำทมึนซึ่งคุ้นเคย
พลัน...แสงจ้าจากขอบฟ้าด้านโน้น...วิ่งมาด้านนี้
สายฟ้าวิ่งผละพุ่งพล่าน
ฉันรีบกอดหมอน อุดหู หลับตา เมื่อสัญญาณแห่งเสียงอันโหดร้าย เยือนมาถึง
ด้วยฉันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...แต่..มันช่างเงียบซะเนิ่นนาน..ไม่มีเสียงก้องจากฟ้า
และแล้วแสงไฟจากฟ้าก็เริ่มต้นวิ่งชนฟ้าด้านนี้ ไปฟ้าด้านโน้น
สะท้อนกลับไปมา
แฉกฟ้าที่น่ากลัว ทำให้ฉันต้องอุดหูเก้อไม่รู้กี่หน
นานจนเนิ่นนาน แต่ไร้ซึ่งเสียงคำราม
แล้วความสบายใจอย่างบอกไม่ถูกก็เข้ามาแทนที่
ฉันเริ่มเพ่งดูหมู่ไฟที่วิ่งเล่นไปบนพื้นฟ้าด้วยความหมายใหม่
คล้ายดั่งว่าเป็นดอกไม้ไฟแห่งสวรรค์
จากสายฟ้าวิ่งผละพลุ่งพล่าน
ใยจึงมากลายเป็นดอกไม้ไฟแห่งสรวงสวรรค์
ก็มันคือสิ่งเดียวกัน แต่ฉันต่างหากที่คิดไปเอง
ฉันเริ่มเข้าใจ...ชีวิตที่ยากอยู่ตอนนี้ ก็จะยากอยู่ตลอดไป
ก็ฉันต่างหากที่คิดไปเอง
แฉกฟ้าออกงดงาม ใยจึงพยายามอุดหู
ความยุ่งยากที่เผชิญอยู่ ไม่ได้น่ากลัว ทำไมมัวแต่ร่ำไห้
ฉันเริ่มเรียนรู้ ฉันเริ่มแน่ใจ
เพราะริ้วรอยของแฉกฟ้าที่ฟาดกระหน่ำบนชีวิตอยู่เนืองนิจ
ถ้าฉันวางใจในผู้สร้างริ้วรอยของแฉกฟ้านี้
ฉันจะเข้าใจ
ใยแฉกฟ้า จึงกลายมาเป็นดอกไม้ไฟแห่งสรวงสวรรค์

ด.ช.ไม้ดาบ:เขียนคำ+วาดรูป
วันจันทร์ต้นเดิอนตุลา ปี ๑๙๘๘




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2549    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 2:43:57 น.
Counter : 155 Pageviews.  


KaravaThai
Location :
นิวยอรฺค United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ในปฐมวัย เราเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ปั้น
ช่วงชีวิตต่อจากนั้น...เราจะปั้น สิ่งที่เราเป็น

Unauthorized reproduction any part of this blog is prohibited by federal law, copyright 2005

เนื่องจาก ด.ช.ไม้ดาบ เป็นลิขสิทธิ์แม้จะอยู่ใน Internet ห้ามทำการคัดลอกเพื่อการค้า หากต้องการคัดลอก ขอให้เป้าหมายเพื่อการเผยแพร่ให้ความรู้พร้อมลงชื่อ ด.ช.ไม้ดาบ เท่านั้น
ในปฐมวัย เราเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ปั้น ช่วงชีวิตต่อจากนั้น...เราจะปั้น สิ่งที่เราเป็น Unauthorized reproduction any part of this blog FOR COMMERCIAL is prohibited by federal law, copyright 2005 เนื่องจาก ด.ช.ไม้ดาบ เป็นลิขสิทธิ์แม้จะอยู่ใน Internet ห้ามทำการคัดลอกเพื่อการค้า หากต้องการคัดลอก ขอให้เป้าหมายเพื่อการเผยแพร่ให้ความรู้พร้อมลงชื่อ ด.ช.ไม้ดาบ เท่านั้น
Friends' blogs
[Add KaravaThai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.