ต้อนรับสู่โลก ของสาวนักเดินทาง โลกของสาวตัวกลม หัวใจไทย ^_^

~*~ คนเดียว ตะลุยเดี่ยว เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ก้าวแรก ณ นครเจนีวา ~*~

แผนการเดินทางคร่าวๆ ทั้งสิ้น 12 วัน เวลาที่สวิสเซอร์แลนด์ช้ากว่าบ้านเรา 5 ชั่วโมง ตอนไปกำไรเวลา แต่ตอนกลับจะกินเวลาบ้านเราไปนิดหน่อย อิอิ

หนึ่งเดินทางช่วงประมาณ 20:30 น. ด้วยสายการบิน Etihad Airways ไปต่อเครื่องที่ อาบู ดาบี ค่ะ วันนี้ทำงานเต็มเวลา แล้วก็ค่อยเดินทางจากบริษัทฯ ตอนเย็นหลังเลิกงานไปสนามบิน เพราะใกล้ที่ทำงานมาก ไม่ได้ให้ใครไปส่งค่ะ เพราะตั้งใจจะไปเอง เพื่อนๆ ก็เดินมาส่งที่ป้ายรถเมล์ 555 ไปถึงเร็วกว่าที่คิดมาก หนึ่งก็เลยเช็คอินไปนั่งรอที่ gate เลยดีกว่า ไม่ค่อยเว่อร์เท่าไหร่เลยเนอะ





แต่มีเรื่องซะก่อนค่ะ เพื่อนสนิทโทรมาถามว่าอยู่ไหน หนึ่งบอกอยู่ใน gate แล้วไม่ต้องห่วง สบายมาก แต่เค้าแอบตามมาส่งอ่ะ กะจะจ๊ะเอ๋เรา ให้ออกมาเจอหน่อย โอ้... กรรม จะออกยังไงผ่านตม. มาแล้ว เลยบอกให้เพื่อนกลับไปก่อน คิดว่าจะจบ เพื่อนส่ง MMS โบกมือ บ๊าย บาย ที่ gate มาให้... แค่นั้นแหละ น้ำตาร่วงเลยค่ะ เพราะเพื่อนคนนี้ เป็นมากกว่าเพื่อนรัก เป็นเหมือนเป็นคนในครอบครัว....

การเดินทางคราวนี้ ก็ช่วยหนีงานไปแลกเงินมาให้ด้วย แถมคอยโทรมาถาม เธอเตรียมตัวเรียบร้อยไหม ลืมไรรึเปล่า ตลอดจนคอยโทรหาเวลาอยู่ที่โน่น ด้วยกลัวเพื่อนตัวกลมจะลำบาก... เป็นความรู้สึกดีๆ จริงๆ ค่ะ ระหว่างหนึ่งหนีเที่ยว ยังแวะไปเยี่ยมแม่หนึ่งด้วยอีกต่างหาก

ซึ้งกับเค้ามากจริงๆ หนึ่งขอใช้พื่นที่นี้ ขอบคุณเพื่อนรักคนนี้ ตรงนี้ ซักนิดนะค๊ะ คงไม่เป็นไรนะค๊ะ แค่อยากจะบอกเพื่อนต๊ะ เพราะว่าเราเป็นมากกว่าเพื่อนกัน และฉันรักแกมากยัยเตี้ย (>_<”)




หลังจากผ่านเรื่องปลื้มๆ มาแล้วก็ได้เวลาเดินขึ้นเครื่องละค่ะ ไม่รู้จะเจอใครนั่งด้วย แต่สุดท้ายเป็นฝรั่งคู่หนึ่ง นิสัยน่ารักดีค่ะ แต่ไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะเค้าคุยกับแฟนเค้าอยู่ แต่ก็คอยส่งโน่น นี่ นั่น มาให้เสมอ เวลาแอร์โฮสเตสส่งของมาไม่ถึงหนึ่ง^^






นับเป็นการเดินทางไกลที่สุดในชีวิตจริงๆ ค่ะ นั่งเครื่องบินคนเดียวไกลมาก หลับๆ ตื่นๆ เกือบ ตีสามบ้านเราค่ะ มาเปลี่ยนเครื่องที่ อาบู ดาบี เกตเค้าคนเยอะมากๆๆๆๆ แถมเดินไกลสุดๆ เลยค่ะ ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง ที่อาบู ดาบี เจอพระสงฆ์ไทยด้วยค่ะ หลวงพ่อมาปฏิบัติภารกิจที่มิวนิค เยอรมัน ท่านก็ถามว่าหนึ่งไปไหนบ้างกับใคร พอเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ให้พรมา อิ่มบุญ อิ่มใจไป ก่อนเดินทาง.....




ทั้งง่วงทั้งเมื่อยไปนั่งหลับๆ ตื่นๆ ซักพัก ก็ได้เวลาขี้นเครื่องต่อไปที่เจนีวา โชคดีที่เครื่องไม่ดีเลย์ ขึ้นเครื่องได้ ก็ไม่ได้สนใจลุงฝรั่งที่นั่งข้างๆ เลยค่ะ เพราะว่า ง่วงมากหลับทันที พองัวเงียตื่นมา ลุงฝรั่งก็บอกว่า เก็บกระเป๋าผ้าสีดำที่ทางสายการบินให้ วางไว้ให้แล้วนะ แอบอมยิ้มนิดหน่อย คงขำที่หนึ่งหลับเอาเป็นเอาตาย 555 เกรงใจเวลาเข้าห้องน้ำแหละค่ะ เพราะเรานั่งใกล้หน้าต่าง ต้องผ่านคุณลุง แต่ดูเหมือนเค้าจะใจดีมากคนนึงทีเดียว โล่งไป มาได้นั่งคุยกัน ตอนเครื่อง ใกล้ๆ ถึงเจนีวาค่ะ แต่ว่าก่อนที่จะเล่าเรื่องคุณลุงคนนี้ให้ฟัง เราก็มีเรื่องตื่นเต้นค่ะ กัปตันแจ้งว่า เครื่องต้องลงด่วนที่มิลาน มีปัญหาที่ส่วนปีกเครื่องบินนิดหน่อย โอ๊ะๆ ตอนนั้นก็งงๆ อ่ะค่ะ ตกใจนิดหน่อย คุณลุงข้างๆ เลยแปลภาษาฝรั่งเศสเป็นอังกฤษให้เข้าใจ เพื่อไม่ให้กังวลคุณลุงก็เลยชวนคุยระหว่างนั้นก็ปลอบใจตัวเองว่าดีเหมือนกัน ได้ร่อนลง อิตาลีนิดหน่อย 555 ชมวิว^^ จริงๆ ก็ใจเต้นเหมือนกันนะเนี่ย สวดมนต์ตลอดเลย 555




เสียดายหนึ่งไม่ทันได้ถ่ายรูปคุณลุงมาฝากกัน เพราะคุณลุงมีแฟนเป็นคนไทยค่ะ ทำงานสปา ที่ภูเก็ต เพิ่งกลับจากการเยี่ยมแฟน ยังเอารูปถ่ายคุณลุง แฟนลุงกับคุณติ๊ก กลิ่นสี ให้หนึ่งดูเลย บ้านคุณลุงอยู่ที่ Montreaux แล้วก็ทำงานที่เจนีวา มาเมืองไทย 5 ครั้งแล้ว เพราะคุณลุงคิดถึงแฟนมาก แต่แฟนคุณลุงไม่ยอมไปสวิสซักที แกเลยต้องเป็นฝ่ายมา คุณลุงชอบกิน ลาภเป็ด ส้มตำ ต้มยำกุ้งมาก แกบอกเผ็ดแต่อร่อย^^ แล้วแก ก็ถามหนึ่งว่าไปเที่ยวที่ไหน กับใคร นัดเพื่อนไว้หรือเปล่า พอหนึ่งเล่าแผนแล้วก็บอกว่ามาเองคนเดียว แกก็อึ้งๆ แล้วเราก็คุยกันเรื่องเมืองไทย รู้สึกแกจะปลื้มบ้านเรามากๆ เลยค่ะ ระหว่างที่คุยกับคุณลุง ก็เกือบลืมว่าเครื่องซ่อมอยู่ แต่ก็อยู่บนเครื่องนะค๊ะ ซักประมาณ 30 นาทีได้ เครื่องก็เหินฟ้า อีกอึดใจเดียว ก็ถึงเจนีวา เราลาคุณลุงด้วยการไหว้ค่ะ แล้วคุณลุงก็อวยพร รู้สึกว่าเค้าเหมือนคนไทยคนนึงเลยค่ะ

หลังจากแยกจากคุณลุงก็ถึงเวลาผจญภัยของหนึ่งที่ต้องหาทางเข้าเมือง แต่ก่อนที่จะออกมาสูดโอโซนเมืองเจนีวาได้ ก็มีเรื่องซะก่อนค่ะ คุณ ตม. ตรวจเอกสารแล้วก็มองหน้าหนึ่ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ว่า คืนนี้เธอนอนไหน พรุ่งนี้ล่ะ แล้วก่อนจะเจอคำถามต่อไป หนึ่งเลยยื่นแผนที่ทำไว้ ซึ่งในนั้นระบุว่าวันไหน อยู่ไหน นอนที่ไหน ที่อยู่ ร.ร. แบบละเอียด ที่พกมากับตัว ยื่นให้อ่านซะเลย สุดท้ายก็ส่งยิ้มหวานมาให้แถมชมอีกต่างหาก ชิชิ เล่นกับใคร เค้าเตรียมตัวมาดีนะเธอ รอดไป 555 นึกว่าจะโดนห้องเย็นซะแว้ว....คิดว่าที่เจอถามละเอียดเพราะหนึ่งเป็นผู้หญิงมาคนเดียว ไม่แน่ใจว่ามาเป็นกลุ่มจะมีปัญหาแบบนี้หรือเปล่านะค๊ะ... เพราะฉะนั้นใครจะลอกเลียนแบบการผจญภัยคนเดียวแบบหนึ่ง เตรียมไปนิดก็ดีค่ะ ไม่เสียเวลาแล้วก็เป็นความรู้สึกดีๆ ระหว่างกันด้วยค่ะ



หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าเมืองกันด้วยรถไฟและ เริ่มการใช้ตั๋ว Swiss pass ที่ซื้อมาและเริ่มใช้วันนี้วันแรกค่ะ สนามบินเจนีวาไม่ใหญ่มาก และไม่วุ่นวายเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็หาทางต่อรถไฟไม่ยาก พอได้กระเป๋าก็เลี้ยวซ้ายเดินมาอีกซักแป๊บนึง ก็เจอส่วนของสถานีรถไฟแล้วค่ะ มีสำนักงาน SBB อยู่ ต่อแถวนานหน่อย แต่ก็มีรถไฟเยอะพอควรค่ะ เราก็ลุยกันใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไปสถานีรถไฟเจนีวา (Cornavin) ประมาณ 6 นาทีได้ แต่ว่าปัญหาก็เกิดอีก เพราะหนึ่งดันออกด้านหลังสถานี หาโรงแรมไม่เจอ ถามคนที่นั่นก็พุดได้แต่ฝรั่งเศส ตัดสินใจถามคนผิวสี มั่นใจว่าเค้าน่าจะพูดอังกฤษได้ และก็จริงๆ เค้ารู้จัก ที่ตั้ง ร.ร. แต่ที่ทึ่งมากกว่านั้น คือเค้าพาเดินข้ามฝั่งไปส่ง หน้าโรงแรมเลย โห... เกินคาดหวังจริงๆ ค่ะ ต้องส่งยิ้มหวาน ขอบคุณแล้วแถมโค้งให้ด้วยในความมีน้ำใจสุดๆ อิอิ รอดมาได้ อีกวัน^^



หลังจากนั้น ก็เอาของไปเก็บที่ โรงแรมกันค่ะ คืนนี้พักที่ Hôtel les Arcades หนึ่งว่าห้องพักดีกว่าที่คิดไว้ค่ะ ราคาก็ถูกสุดแล้ว เพราะทำเลอยู่ติดสถานีรถไฟเลย ห้องค่อนข้างใหม่มากค่ะ เงียบสงบ ส่วนตัวหนึ่งประทับใจนะค๊ะ แต่ว่าห้องยังไม่ว่างเลยต้องฝากกระเป๋า แล้วก็ตัดสินใจ ไปสำรวจเมืองเจนีวากันค่ะ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง...






เดินออกจากหน้าโรงแรม เลี้ยวซ้ายไปก็จะเป็นถนนเมน (Mont Blanc) ของที่นี่ค่ะ ตัดกับสถานีรถไฟพอดี ผ่านร้านนาฬิกาหลายร้าน แล้วก็ tourist info ที่ทำการไปรษณีย์ (การติดต่อทำอะไรที่ไปรษณีย์ ต้องกดบัตรคิวนะค๊ะ แล้วรอเค้าเรียกเหมือนแบ๊งค์บ้านเราเลย) ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ แล้วเดินสู่ใจกลางเมือง ข้ามไปเขตเมืองเก่าได้ โดยเชื่อมกับสะพาน Mont Blanc ข้ามทะเลสาบเจนีวาค่ะ เดินข้ามฝั่งไปเราก็เจอกับ น้ำพุ Jet’deau ที่สูงประมาณ 140 เมตร ด้านซ้ายมือของสะพาน มีนาฬิกาดอกไม้ที่ตั้งอยู่ใน Jardin Anglais ซึ่งสร้างในปี 1955 เป็นการสร้างเพื่อระลึกถึงการทำนาฬิกาในประเทศ จะมีการเปลี่ยนดอกไม้ตามฤดูกาลแต่ละช่วง เสียดาย....ไม่ได้มาหน้าหนาวไม่งั้น หนึ่งคงได้สบตากับดอกทิวลิปแน่เลย^^ ทั้งสองอย่าง กลายเป็นสัญลักษณ์ของเจนีวาไปแล้วระหว่างทางเดินข้ามไปเมืองเก่าก็จะเจอกับร้านขายนาฬิกาดังๆ มากมายหลายร้านเลยค่ะ แต่ว่ายังไม่ถึงเวลาเสียตังเพราะฉะนั้นขอเลยผ่านไปก่อนนะค๊ะ^^


วันนี้จะพาไปทัวร์มหาวิหาร Saint – Pierre ที่มีชื่อเสียงในเจนีวา วิหารแห่งนี้เป็นการผสมผสานของศิลปะร่วมสมัย มีความสวยงามของกระจกสี ภายในโบสถ์มีหลุมฝังศพของ Henri de Rohan วันนี้ มีคนมาเดินเล่นเยอะมาก เป็นกลุ่มนักศึกษาก็มี (คิดถึงตอนไปทัศนศึกษาที่วัดตอนเด็กๆ) ด้านในเป็นความสวยงามที่ใช้ปูนเปลือยค่ะ ไม่ได้ทาสีอะไร ตกแต่งแบบง่ายๆ แต่ก็ดูขลังมากทีเดียว



บรรยากาศที่สวิส เราจะเจอเค้าจูงน้องหมา วิ่งเล่น เดินเล่นกันเยอะมากค่ะ เส้นทางที่หนึ่งเดินไปทั้งหมด ใช้การเดินชมเมืองนะค๊ะ ไม่ได้ใช้บริการรถเลย แต่โรงแรมที่เจนีวา มักจะให้ บัตรรถโดยสารฟรีในเมือง แต่ตอนนี้ แรงเยอะค่ะ เลือกเดินค่ะ ใช้เวลา เกือบ 3-4 ชั่วโมง เดินมั่ง พักบ้าง ถ่ายรูปบ้าง นั่งเล่น ประมาณบ่าย สี่โมง ตาเจ้ากรรมก็มีอาการจะปิด เพราะนาฬิกาชีวิตทำงานปกติคือต้องนอนแล้วถ้าอยู่เมืองไทย บวกกับความล้า ขาเริ่มเหนื่อย ท้องเริ่มร้อง นอนไม่พอบนเครื่อง เลยต้องหาอะไรกินรองท้องก่อน ได้นั่งเล่น ร้านข้างๆ ทะเลสาบเป็น คาเฟ่ สั่งไส้กรอกมาหนึ่งจาน ตอนคิดตังแทบสะอึก 22 CHF เอา 36 คูณไป จะเป็นลม ทำไมแพงจัง ไม่น่าพลาดเลยเรา ==” ... แต่จานใหญ่มากจริงๆ ค่ะ กินได้นิดหน่อยเหลือเพียบ ส่วนไส้กรอกไม่ปล่อยให้ลอยนวล ผักเหลือไม่เป็นไรจะได้รู้ไว้เป็นประสบการณ์ พออิ่มปุ๊บ ร่างกายก็ต้องการพักทันที เลยเลือกเดินย่อยอาหารซักนิดก่อนถึงที่พัก พอถึงห้อง ปฏิบัติภารกิจเรียบร้อย หนึ่งกะว่าจะนอนเล่นซักแป๊บค่ะ ปรากฏว่า หลับตั้งแต่ บ่าย 4 โมง จนถึงสองทุ่มครึ่ง หลับสนิทจริงๆ ตื่นมาจะทำอะไรล่ะ ร้านของกิน ก็ขี้เกียจเดินลงมาหา เลยนอนต่อ แต่ท้องหนึ่งก็มาร้องดังมากแล้วก็มาตื่นอีกที ตอนตีสามอ่ะค่ะ คงเป็นเพราะยังปรับตัวกับเวลาไม่ได้ สุดท้ายต้องจัดการมาม่าที่หอบมา 555 วันแรกเลยเป็นผลให้หนึ่งต้องตื่นเช้าชมเมืองอีกรอบแล้วค่ะ











เช้านี้เลือกเดินเล่นมาอีกฝั่งของตึกโรงแรมที่หนึ่งพัก ไปชมด้านเหนือของทะเลสาบเจนีวากัน ด้านหน้าของทะเลสาบนี้ จะเจอกับ อนุสาวรีย์ Brunswick แล้วก็พบกับกิจกรรมยามเช้า ของคนเจนีวาที่วิ่งบ้าง เดินบ้าง ปั่นจักรยานออกกำลังกายกันเยอะทีเดียวค่ะ หลังจากเดินเล่นซักพัก ก็กลับมาทานอาหารเช้า อาหารเช้าหลัก ๆ ที่สวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นนมสด แฮม ชีส ขนมปังต่างๆ พร้อมแยมและเนยให้เลือกเยอะมาก โยเกิร์ต ผลไม้ แล้วก็น้ำผลไม้ จัดการอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็ลุกมาเก็บของ เช็คเอ้าท์ มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปค่ะ











สำหรับการผจญภัยก้าวแรกในนครเจนีวา สบายๆ ค่ะ เหมือนหลอกให้ตายใจยังไงไม่รู้...เพราะอีกหลายๆ วันที่เหลือมีบททดสอบวัดใจอีกหลายอย่าง....คงเพราะหมดแรงจากการเดินทางซะก่อน ไม่งั้นคงได้ทัวร์อีกหลายที่ แต่ก็บอกแล้วว่าต้องสามัคคีกันทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าเค้าบอกไม่ไหวเราก็ต้องพักค่ะ เพราะวัตถุประสงค์คราวนี้ไม่ได้ตั้งใจอยู่ในเมืองแต่อยากมาเที่ยวเล่นชมธรรมชาติมากกว่า.... และเพื่อวันที่เหลือจะได้มีแรงลุยต่อไป

หนึ่งเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเบาะๆ ก่อนนะค๊ะ ก้าวที่สองจะพาไปทัวร์ Vevey เมืองพักตากอากาศไฮโซแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ สวยงามไปอีกแบบกันค่ะ ต้องติดตามดีๆ นะค๊ะ เพราะที่นี่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นกับหนึ่งค่ะ จะเป็นยังไง ร้ายหรือดีอย่างไร ต้องติดตามช่วยเชียร์ ช่วยลุ้นกันต่อไปนะค๊ะ





 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2554 9:52:42 น.
Counter : 9882 Pageviews.  

~*~ คนเดียว ตะลุยเดี่ยว เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ (การเตรียมตัวเดินทางไกลแบบตัวคนเดียว) ~*~

การเดินทางคราวนี้ เกิดจากการตั้งใจไปเก็บภาพความฝันที่เห็นในนิตยสารฉบับหนึ่ง แล้วบอกตัวเองว่า สักวัน....ฉันจะต้องไปเก็บภาพนี้ด้วยตัวเองให้ได้ ไม่ว่าอะไร ก็มารั้งไม่อยู่.... และก็ได้ทำความฝันให้เป็นจริง แต่ภาพฝันนั้นจะสามารถนำมาฝากเพื่อนๆ ได้ไหม ต้องติดตามแล้วล่ะค่ะ^^



แม้ว่าการเดินทางเก็บภาพฝันคราวนี้ มีเพื่อนเดินทางเป็นกล้องตัวโปรด พร้อมน้องใหม่ตัวเล็กๆ ขาดเพื่อนคู่ใจที่ลุยด้วยกันบ่อยๆ แต่ก็รู้ว่าทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะระหว่างทาง คือ ภาพความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดการเดินทาง เป็นความสุขที่เก็บเกี่ยวได้....ของหนึ่ง....



จริงๆ ตามแผนที่หนึ่งวางไว้ ปีนี้ หนึ่งต้องไปลั้นลาที่ ทุ่งลาเวนเดอร์ ณ เกาะฮอกไกโดค่ะ แต่... อย่างที่เพื่อนๆ รู้....ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแดนซามูไรของหนึ่ง แผน 1 จึงต้องล้มเลิก และขยับแผน 2 ที่ตั้งใจจะไปปีหน้า มาเป็นปีนี้แทน มีเวลาหาข้อมูลและเตรียมตัว ไม่ถึง 3 เดือน เงินก็ต้องประหยัดสุดๆ เพราะใช้ตังเยอะกว่าญี่ปุ่นเกือบเท่าตัว แต่ในเมื่อหัวใจไฮโซ มันบอกถ้าไม่ได้ไปญี่ปุ่น ก็ตอง สวิส เท่านั้น เพราะอยากไปนั่งเล่นริมทะเลสาบสีคราม เดินป่าในหุบเขาสีเชียวขจี รายล้อมด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด สะกิดใจหนึ่งเหลือเกิน หน้าที่ของหนึ่งคือทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ เรียกว่าเตรียมตัวในระยะเวลาสั้นมาก หนักยิ่งกว่าสอบเอนทรานซ์ (เว่อร์ไปไหมอ่ะ) เพียงแต่ไม่เครียดเท่า เพราะเตรียมตัวไป แอบมีความสุขไป อดข้าวไป ก็อิ่มใจไป อิอิ ฝันไปตลอดว่าเจอภาพแบบนี้จะถ่ายรูปยังไง เจอมุมนี้ จะเม้ากับเพื่อนๆ ยังไง เป็นความเหนื่อยบนความสุขสุดๆ ยอมค่า^^



โดยแผนการเดินทางคราวนี้ เน้นการเดินพักผ่อนค่ะ ไม่จัดหนัก ไม่อัดการเดินทางและที่สำคัญไม่รีบ พอใจอยู่นาน ก็อยู่ เบื่อก็เปลี่ยนที่ใหม่ แต่ละวันแผนการเดินทางเปลี่ยนแปลงตามความพอใจ และสภาพอากาศที่ดูจะเป็นใจซะเหลือเกิน อิอิ คือสรุปแผนการเดินทางจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เจอตรงหน้า แก้ปัญหาและลุยกันวันต่อวัน.... มีแน่นอนแค่เรื่องที่พักที่จองไว้กับเวลามาขึ้นรถไฟที่ต้องตรงเวลา มิเช่นนั้นอาจตกรถไฟได้ แต่ก็ยังไม่วาย ลงเลยป้าย ขี้นขบวนผิด เสียเวลาไปได้ซะหลายครั้ง... ตอนแรกก็เบื่อตัวเอง แต่พอลองนั่งคุยกับตัวเองจริงๆ ก็ยิ้มได้ค่ะ ก็ฉันไม่เคยมานี่นาจะรู้ได้ไงล่ะ ว่ามีงี้ด้วยอ่ะ จบกัน ฮาไป ขำได้ ดีๆ นั่งชมวิว สวยดีเหมือนกัน^___^



การเดินทางคราวนี้ ไม่ได้สวยหรู อย่างที่หลายๆ คนจินตนาการนะค๊ะ เพราะคือการเดินทางมายุโรปครั้งแรกในชีวิต การเดินทางไม่มีกลีบกุหลาบโปรยต้อนรับ หลายครั้ง โดนหนามแหลมทิ่มค่ะ เหนื่อย ท้อ น้ำตาซึมก็มี (โห...ดราม่าสุดๆ แต่เสียดายขาดพระเอกซับน้ำตา เลยต้องซับด้วยตัวเอง...แมนจริงๆ 555) แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยตัวเองจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อ เมื่อวันที่เดินทางถึงบ้านเกิด หันมองย้อนกลับไปยังช่วงเวลา 10 กว่าวันที่ใช้ชีวิตต่างแดนคนเดียว เราสามารถจริงๆ เหรอเนี่ย...สวดยอด แม้จะเจออุปสรรคอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่เคยคิดยอมแพ้ บอกกับตัวเองว่าอีกนิดๆ แล้วสุดท้ายก็มีกุหลาบสวยๆ รอไว้ให้ชื่นชมจริงๆที่ปลายทาง.... แม้บางครั้งจะต้องชมความงามของเธอกลางสายฝน... แต่ก็ยังอยากชมความงามของดินแดนในฝันแห่งนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าการเดินทางคราวนี้ไม่มีพยายามและอดทนของตัวเองกับแต่ละปัญหาที่เจอในแต่ละวัน คงไม่บรรลุความตั้งใจในแต่ละปลายทางที่ปักหมุดไว้อย่างใจแน่นอนค่ะ



ต้องบอกว่าการเดินทางคราวนี้ สอนให้หนึ่งเรียนรู้หลายอย่าง เป็นบทเรียนที่มีค่า และที่สำคัญ ทำให้หนึ่งรักบ้านเกิดอย่างเมืองไทยมากขึ้นอีกเป็นกองเลยค่ะ จะมีอะไรที่ทำให้รับบ้านเกิดเพิ่มขึ้นต้องตามกันในการผจญภัยก้าวต่อๆ ไปนะค๊ะ

นอกจากนี้ยังได้รับมิตรภาพดีๆ ที่ได้จากเพื่อนๆ ระหว่างการเดินทาง ยิ่งรู้ว่าเราเป็นคนไทยยิ่งอยากคุย และทุกคนที่มีโอกาสได้พูดคุยกัน มีทั้งเคยมาเมืองไทยและชอบเมืองไทยมาก รวมทั้งอยากมามากๆ เหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมุลการติดต่อระหว่างกันไว้ เผื่อในอนาคตหนึ่งจะได้ต้อนรับพวกเค้ามาเยือนบ้านเราซักครั้ง เป็นการตอบแทนความน่ารักของชาวสวิสที่ให้การต้อนรับสาวไทยบ้าบิ่นอย่างหนึ่ง^^



ความน่ารักและมีน้ำใจของ สวิสเป็นสิ่งที่หนึ่งได้รับทุกวัน บางคนให้มาแค่คำขอร้อง แค่การตอบจากการถาม แต่บางคนทำให้มากกว่าคำขอร้อง ทำให้ด้วยใจจริงๆ จนทำให้หนึ่งอยากจะทำอะไรให้มากกว่าขอบคุณจริงๆ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดหวังแต่กลับได้มา ทำให้สวิสยิ่งสวยงามในความคิดหนึ่งมากกว่าเดิมอีก.... ต้องตามกันไปเรื่อยๆ นะค๊ะ ว่ามีอะไรที่หนึ่งประทับใจในดินแดนแห่งนี้บ้าง.... เกริ่นไว้ให้ตามเป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ นะค๊ะ สำหรับบันทึกการผจญภัย ณ ดินแดนแห่งขุนเขาและทะเลสาบที่สวยงามแห่งนี้...




ก้าวแรกของบันทึกฉบับนี้ขอเล่าเรื่องการเตรียมตัวสำหรับคนที่จะเดินทางไปครั้งแรกแบบหนึ่งและเป็นการลุยเอง และที่สำคัญ เป็นการเดินทางไกลที่สุด ครั้งแรกและคนเดียวซะด้วย อารมณ์ศิลปินมาก... แต่ลึกๆ ก็มั่นใจค่ะ ว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งๆ ที่ตอนแรกมีแผนแอบคิดจะซื้อทัวร์ แต่พออ่านโปรแกรมทัวร์หลายๆ ที่ โดนบีบด้วยเวลาและสถานที่ บางแห่งก็ไม่อยากไป เรื่องอะไรจะเอาตังไปทิ้ง....ถ้าการเดินทางนั้นไม่เป็นไปตามความต้องการของหัวใจ จะจ่ายเงินทั้งทีขอมีความสุขกับการเสียตังดีกว่า เพราะเรามีประสบการณ์การเดินทางแบบ backpack มาพอสมควร ทั้งเมืองไทยและประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง... ดังนั้น การเดินทางตัวคนเดียว พร้อมหัวใจสู้เต็มร้อยของหญิงไทยอย่างหนึ่งจึงบังเกิด ตามไปดูกันค่ะ ว่าหนึ่งเตรียมตัวยังไงบ้างกันบ้าง....

ได้ข้อมูลมาบางส่วนจากเพื่อนๆ ในห้อง BP ก็จดบ้าง save ไว้บ้าง แต่ไม่เยอะมากค่ะ เพราะ กะว่าจะไปปีหน้าอย่างที่บอก เลยต้องเจอกับหลายๆ ปัญหา เพราะเรามีข้อมูลเกี่ยวกับสวิสน้อยมากกกกกกกกกกก... ก็โชคดีอยู่บ้างที่ซื้อหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับสวิสเก็บไว้เยอะ กะไว้อ่านปลายๆ ปี สุดท้ายต้องเป็นหลักสูตรเร่งรัดของปีนี้ซะเลยแล้วก็อ่านเจอข้อมูลของเพื่อนๆ ที่เคยไปในห้อง BP ด้วยค่ะ ขอบคุณ รีวิวข้อมูลสวิสที่เป็นประโยชน์ของเพื่อนๆ หลายๆ คน นะค๊ะ






1. การขอวีซ่า
เป็นการลุ้นระทึกมากค่ะ ว่าจะผ่านหรือเปล่า การเตรียมเอกสาร ต้องรอบคอบๆ มาก เพราะได้ข้อมูลมากจาก คุณเอ Mr.Mangosteen ว่าที่นี่โหดเรื่องเอกสารมาก จนต้องหนีไปขอวีซ่าที่สถานทูตฝรั่งเศสแทน เพราะฉะนั้นยิ่งต้องรอบคอบเป็น 10 เท่าเลยค่ะ website ของสถานทูตนะค๊ะ เป็นภาษาอังกฤษในเรื่องการเตรียมเอกสาร

http://www.eda.admin.ch/eda/en/home/reps/asia/vtha/ref_visinf/vistha.html

สามารถขอวีซ่าล่วงหน้าได้ 90 วันก่อนการเดินทาง และที่สำคัญต้องจองคิวล่วงหน้าในการไปขอวีซ่านะค๊ะ ที่เบอร์ 1-900- 222- 340 นาทีละ 9 บาท จะมีบริการส่งหมายเลข ref และเวลาในการขอวีซ่าผ่านทาง SMS ข้อความละ 6 บาทค่ะ ข้อมูลบางส่วนต้องขอบคุณจุ๋ม (กินอะไรก็ไม่อร่อย) มากค่ะ ที่แวะมาไขข้อข้องใจสำหรับข้อมูลเรื่องการเตรียมตัวแบบกระจ่างมาก ค่าสมัครวีซ่า ช่วงที่หนึ่งไปอยู่ที่ 2,400 บาท ค่ะ เตรียมไปให้พอดีนะค๊ะ เพราะไม่มีการทอนเงิน ส่วนเอกสารที่ต้องเตรียมไปค่ะ


- แบบฟอร์มการขอวีซ่า
- ภาพถ่ายสี ขนาดประมาณ 2 นิ้ว ฉากหลังสีอ่อน และที่สำคัญ เน้นใบหน้าเป็นหลักประมาณ 80% ของภาพ
- พาสปอร์ต ที่มีอายุเหลือมากกว่า 3 เดือนหลังจากกลับจากสวิสเซอร์แลนด์
- สำเนา passport และตัวจริง
- สำเนาการจองตั๋วเครื่องบิน ยังไม่ต้องออกตั๋วจนกว่าจะได้วีซ่านะค๊ะ
- สำเนาการจองห้องพักที่ได้รับการยืนยันแล้วทุกวันที่พำนักที่สวิสเซอร์แลนด์
- ประกันสุขภาพค่ะ ต้องเลือกบริษัทที่ได้กำหนดไว้จากสถานทูต วงเงินประกันภัย ขั้นต่ำ 1,500,000 บาท (แนะนำให้ซื้อประกันเพิ่มนอกจากสุขภาพและประกันชีวิตค่ะ ครอบคลุมทั้งสิ่งของหาย การดีเลย์ของเครื่องบิน หรือ ภัยอันอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ รวมไปถึงกระเป๋าเดินทางดีเลย์ค่ะ บางคนอาจมองว่าไม่จำเป็น แต่หนึ่งมองว่าถ้าเกิดปัญหาขี้นกับเรา จะได้ไม่ต้องเสียตังมากไปกว่า 1000 บาท จากเบี้ยประกัน ต้องขอบคุณ คุณ Miojung ที่เคยแนะนำไว้ค่ะ เห็นด้วย เพราะคราวนี้ลุยเอง เลยทำแบบนี้ไป เป็นการไม่ประมาท เบี้ยรวมทั้งหมดประมาณ 2,000 บาทค่ะ) อีกนิดค่ะ การทำประกัน ให้ระบุปลายทางว่าเป็น กรุงเทพ-เชงเก้น นะค๊ะ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หนึ่งเคยอ่านเจอกระทู้เพื่อนๆ ใน BP เตือนเรื่องนี้ไว้...
- หนังสือรับรองการทำงาน และควรระบุวันที่เราลาพักร้อนทั้งหมดไว้ด้วยนะค๊ะ
- สมุดบัญชีเงินฝากตัวจริงและสำเนาบัญชีแสดงสถานะทางการเงินย้อนหลัง 6 เดือน
- กำหนดการเดินทางอย่างละเอียดค่ะ ช่วยให้การพิจารณาทำได้ง่ายขึ้น เพราะเราเตรียมข้อมูลมาอย่างดี
- ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ติดไปด้วยก็ได้ค่ะ หนึ่งก็แนบไป และทางสถานทูตก็ไม่คืนมาค่ะ


เอกสารทุกอย่างทำสำเนาและนำตัวจริงไปด้วยนะค๊ะ

http://www.eda.admin.ch/etc/medialib/downloads/edactr/tha.Par.0272.File.tmp/visa%20tourism%20(e)%20Schengen_2.pdf

สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ได้วีซ่ามานอนกอดล่วงหน้าเกือบ 2 เดือน สบายใจ…. เพราะการเตรียมเอกสารที่รอบคอบสุดๆ ของตัวเอง เนี่ยแหละค่ะ (แอบชมตัวเอง นิดนึง^^)



2. การจองตั๋วเครื่องบิน

แนะนำว่าควรหาโปรฯ ล่วงหน้าก่อนการเดินทางนานนิดนึงค่ะ เราจะได้ ตั๋วราคาไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับการจองใกล้ๆ เวลาเดินทาง ที่สำคัญ อาจจะเต็ม เพราะ agent จะ rebook ตั๋วให้ใหม่ก่อนออกตั๋วให้หนึ่งก็เจอเต็มแบบปิดการจองล่วงหน้า เกือบ 2 เดือน... คราวนี้ไม่ได้ไปสายการบินที่บินตรง อย่าง การบินไทย หรือ Swiss Air ค่ะ เสียดายส่วนต่างค่าตั๋ว เอาไปเป็นค่าห้องพักดีกว่า แล้วที่สำคัญก็ถึงที่สวิสช่วงเช้าเหมือนกัน หนึ่งเลือกจบที่ Etihad Airways ค่ะ ไปเปลี่ยนเครื่อง ที่ อาบู ดาบี รอประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

3. การจองห้องพัก
คราวนี้เลือกการจองผ่าน http://www.booking.com สะดวกเร็วแล้วก็มีรีวิวโรงแรมให้อย่างละเอียด ไม่คิดค่าบริการซะด้วย คราวหน้าต้องใช้บริการอีกค่ะ ส่วนใหญ่รอบนี้ หนึ่งเลือก โรงแรมที่ใกล้สถานีรถไฟค่ะ มีบ้างที่ไปนอนริมทะเลสาบ หรือในเมืองที่ไกลสถานีรถไฟ การจองที่พักหนึ่งก็จองล่วงหน้าไว้เกือบ สองเดือนค่ะ แล้วค่อยมาปรับเปลี่ยนอีกทีใกล้ๆ แต่จองเว้นวรรคนานๆ ก็ได้ราคาถูกลงด้วยค่ะ

อ้อ.. เกือบลืมค่ะ การจอง ร.ร. หนึ่งจะได้เก็บ email ของแต่ละโรงแรมไว้ค่ะ ก็เมล์หา เพื่อขอพิกัด ว่าจุดที่โรงแรม แต่ละแห่งตั้งอยู่ เดินทางไปอย่างไร หลังจากได้คำตอบก็มาสรุป การเดินทางแต่โรงแรม รวมกันให้ง่ายในการเดินทางเก็บไว้ตอนเดินทางค่ะ จะได้ ไม่ลำบากเวลาหาทางไปยังโรงแรม อย่าลืม เก็บ ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ยังสามารถโทรศัพท์กลับไปได้นะค๊ะ...

4. การซื้อตั๋ว Swiss Pass
เป็นขั้นตอนสุดท้าย ที่หนึ่งจัดการก่อนเดินทาง 1 เดือนค่ะ มีหลายๆ บริษัทให้บริการนะค๊ะ อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังบ้านมาละกันนะค๊ะ….

การจองก็ผ่านทางอีเมล์เข้าไปที่บริษัทฯ ที่เราจะซื้อค่ะ แจ้งความต้องการของเราไป แล้วทางบริษัทฯ ก็ส่งหน้าตั๋วรถไฟมาให้เราตรวจสอบ รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในเมล์ จะระบุมีวิธีการจ่ายตังหลายประเภทให้เลือก ทั้งโอนเงินผ่านธนาคาร ไปชำระเงินและรับตั๋วเอง หรือแม้กระทั่งชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิต และ รอรับตั๋วทางไปรษณีย์ (วิธีการนี้ ทางบัญชีของบริษัทฯ จะส่ง login กับ password มาให้เราใช้สำหรับทำจ่ายผ่านทาง อินเตอร์เน็ตเพียงครั้งเดียวค่ะ)

และคำตอบสุดท้ายของหนึ่ง คือจ่ายเงินออนไลน์ และรอรับตั๋วทางไปรษณีย์ ไม่ต้องโดดงานและเสียเวลา อิอิ (เพราะมีแผนหนีงานยาวแล้ว^^) ที่สำคัญไม่เสียค่าส่งด้วยค่ะ บริการดีมาก หลังจากจ่ายเงิน 3-4 วัน ก็ได้รับตั๋วพร้อมเอกสารการเดินรถ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ ของรถไฟทั่วยุโรปและสวิส ถึงแม้บางข้อมูลจะช้าข้ามปี แต่ก็เก็บไว้ใช้รอบอื่นสบายเลยค่ะ

ตั๋ว Swiss Pass ควรซื้อหลังจากวีซ่าอนุมัติแล้วนะค๊ะ สำหรับพวกเรา แค่ตั๋วชั้น 2 ก็นั่งสบายแล้วค่ะ ที่สำคัญ มีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบใช้ต่อเนื่องและเลือกวันได้ มีทั้งแบบ ราคาเป็นกลุ่ม นักเรียน เด็ก ส่วนใครต้องการ นั่งรถไฟ สายทัศนียภาพทั้งหลายนะค๊ะ ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มและควรจองที่นั่งจากเมืองไทยไปค่ะ ถ้าไปช่วงที่หนึ่งไป นักท่องเที่ยวเยอะ ควรจองไว้ก็ดีค่ะ.. เอกสารการจองตั๋วก็ใช้แค่ สำเนา passport เท่านั้นค่ะ

http://www.swisstravelsystem.ch/index.php?id=134&L=1


5. หาข้อมูลเรื่องเสื้อผ้าที่ใช้ในแต่ละฤดูไปด้วยนะค๊ะ แต่ขนาดหน้าร้อนสวิสยังหนาวจับใจ เสื้อผ้าที่เตรียมเอาแทบไม่อยู่ ยังดีที่ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่ได้ดีในระดับนึง อิอิ กำไรเวลาค่ะ เพราะพระอาทิตย์ตกดินประมาณหลัง สามทุ่มครึ่ง อ้อ...ปลั๊กไฟใช้แบบ 3 ขาแบบกลมเล็ก หรือ 2 ขาแบบกลม นะค๊ะ

6. ยาทุกชนิดพกติดไปด้วยค่ะ เผื่อฉุกเฉิน เพราะว่า ยากับหมอ ที่โน่น ถ้าต้องการซื้อหรือพบแพทย์ ค่อนข้างยุ่งยากและแพงมากกกกกกกกกก

7. หนังสือท่องเที่ยวพกไปด้วยก็ดีค่ะ เพราะหลายๆ สถานที่เขาจะบอกเราว่าเดินทางไปยังไง เพื่อง่ายขึ้นกว่าดูจากแผนที่ที่ปลายทางอย่างเดียว

8. memory card พกไปเยอะหน่อยสำหรับคนที่ไม่พก laptop ไปเหมือนหนึ่ง แบตเตอร์รี่สำรองสำคัญที่สุด สำหรับหนึ่ง พกทั้งกล้องสองตัว แบตสำรองอีก 2 ชุดใหญ่ งานนี้ ลูกชายคนโต และลูกสาวคนเล็ก ประมวลผลภาพแทบไม่ทัน 555

9. เสื้อฝน ร่ม หรือ หมวก จำเป็นมาก เพราะสวิสเป็นประเทศที่อากาศแปรปรวนมากพอสมควร บางวันมีครบทุก 3 ฤดู ถ้าฝนตกก็จะได้ เที่ยวต่อโดยไม่สะดุดค่ะ ต้องเตรียมพร้อมไว้นิดนึง เผื่อฉุกเฉินจะได้ไม่เปียกปอนซะก่อนเดินทาง และงานนี้ก็รอดมาได้ เพราะเตรียมอุปกรณ์ไปหมดเนี่ยแหละค่ะ^^





เอกสารเรียบร้อย ทุกอย่างพร้อม แล้วเราจะเดินทางกันได้หรือยังค๊ะ อิอิ ยังค่ะ อีกนิด สำหรับคนที่อยากเดินทางไปคนเดียว หนึ่งมีข้อแนะนำนิดหน่อย เพื่อความสะดวก... และเพิ่มความมั่นใจให้ชีวิต...

- ก่อนอื่นต้องพกได้ด้วยตลอดเวลา คือ สติ ทำอะไร ต้องมีแผนล่วงหน้าไม่เข้าใจก็ต้องถามค่ะ ถ้าเราไม่อยากมาหงุดหงิดทีหลังกับแผนเดินทางที่ไม่เป็นอย่างใจล่ะก็ ต้องหาข้อมูลทุกอย่างล่วงหน้านิดนึง
- การฟังเสียงตัวเอง และความสามัคคีในการทำงานร่วมกันระหว่างร่างกายและจิตใจ ถ้าร่างกายเรามันบอกไม่ไหว ต้องพักอย่าฝืนค่ะ ไม่งั้นเราลุยกันไม่ครบจำนวนวันที่ตั้งไว้แน่ ยิ่งเจออากาศเปลี่ยนแปลง การปรับตัวกับเวลาที่เมืองไทย ห่างกัน 5 ชั่วโมง มีโอกาสที่ร่างกายเราอาจยอมแพ้ก่อน แม้ใจจะสู้นะค๊ะ
- เช็คตารางรถไฟทุกวันก่อนออกเดินทางในแต่ละวันล่วงหน้า เพื่อเราจะได้ตื่นมาให้ทันเวลาที่กำหนดไว้ อย่าปล่อยให้ตื่นตามใจแล้วมาหารถไฟที่ไปพอดีเวลาเราตื่น เสียดายเวลารอและเวลาเดินทางค่ะ ท่าไม่มีข้อมุล ในตารางรถไฟ ก็ให้ที่สถานี ช่วยพิมพ์มาให้ก็ได้ค่ะ ต่อรถที่สถานีไหนบ้าง ง่ายขี้นด้วยค่ะ
- เป้หรือกระเป๋าใบเล็กที่สำรองเสื้อผ้าที่ใช้ได้ ซัก 2-3 วัน ในกรณีที่เราไม่อยากแบกกระเป๋าใบใหญ่ตลอดเวลาค่ะ ไม่ต้องเสียค่าฝากกระเป๋าทุกวันเวลาเที่ยว แล้วก็วางแผนดีๆ ว่าเมืองไหน จะส่งกระเป๋าไปรอที่ปลายทาง ทำแผนดีๆ ก็เสียค่าฝากกระเป๋าไม่มากหรอกค่ะ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอล่วงหน้า ซัก 1 เดือน เป็นสิ่งจำเป็นมากค่ะ ขอย้ำ หลายๆ คนเดินทางไปไม่ครบตามตั้งใจ เพราะร่างกายไม่สามารถฝ่าฟันการเดินทางมาราธอนและการเดินหนักๆ ได้ เสียดายแผนที่ตั้งใจค่ะ ไหนๆ ก็เสียตังไปแล้ว (แอบแพง อิอิ) งานนี้ หนึ่งเพิ่งรู้ว่าตัวเองอึดมากจริงๆ ยังไง ต้องตามกันนะค๊ะ
- เช็คอากาศที่เมืองนั้นๆ ตามหนังสือ หรือรายการทีวีล่วงหน้า หรือผ่านเว็บ เผื่อเราจะได้เตรียมอุปกรณ์ได้ครบและไม่มีปัญหาแม้เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ
- รองเท้าที่พร้อมลุยและรองเท้ารำลอง ซักคู่ค่ะ
- เบอร์โทรศัพท์ ฉุกเฉินต่างๆ ควรพกไว้ในกรณีต้องติดต่อด่วน เงินและบัตรเครดิต สำรองไปให้พอดี เพราะตัวคนเดียว ต้องคิดให้รอบด้าน อย่าเพลินจนเดือดร้อน เพราะไม่มีใครช่วยเราเรื่องเงินได้
- เอกสารสำคัญทุกอย่างต้องหมั่นตรวจสอบและพกติดตัวไว้เสมอ แม้ที่นี่จะไม่ค่อยเจอปัญหาโจรกรรม แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวัง ก็ต้องเสียเวลาและอารมณ์แทนที่จะได้พักผ่อน เดินเล่นอย่างตั้งใจ....
- ไปคนเดียวทั้งที อย่าลืมยิ้มให้กับการเดินทางคนเดียวแบบมีความสุข สังเกตสองข้างทาง ดูวิถีชีวิตคนที่นั่น ว่าเค้ามีอะไรน่าสนใจ หมั่นพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เราเจอ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวัฒนธรรม ไปเปิดโลกแคบๆ ของเราให้กว้างขึ้น เพราะฉะนั้น ยิ้มไปก่อนเลยค่ะ อะไรๆ จะง่ายขึ้นแค่ใช้รอยยิ้ม ต้องพกไปด้วยนะค๊ะ สำคัญมากๆ ไม่ใช่ไปนั่งเหงา เหม่อลอย ทำมิวสิควีดีโอ คนอกหัก ทำไมฉันต้องมาคนเดียวอย่างนี้ นอนอยู่บ้านดีกว่าค่ะ มีแผนเท่าไหร่ จัดเต็มไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะเราดูแลตัวเองมาอย่างดีสำหรับการเดินทางรอบนี้ ให้คุ้มกับการลงทุน ลงแรง และเวลาที่บินมาเกือบทั้งวัน เพื่อสัมผัสกับความงามที่นี่....

สูดโอโซนให้ชุ่มปอด เสพย์ความงามให้เต็มๆ เก็บความสุขให้อิ่ม เอมใจ โยนงาน โยนปัญหาทิ้งไป ตั้งแต่เดินทาง ไม่ต้องพกความเครียดความกังวลไปด้วยค่ะ แล้วเราจะรู้ว่า ชีวิตที่มีแต่การเดินทาง วันๆ มีแต่แผนเที่ยวในหัว มีแต่เรื่องกินๆ เที่ยวๆ สบายๆ ตลอดเวลาเป็นของรางวัลที่มีค่ามากแค่ไหน... เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ^0^ หรือถ้าใครศิลปินพอแบบหนึ่ง จะปิดมือถือ ไม่เช็คเมล์ด้วยก็ได้นะค๊ะ อิอิ แต่ก็แว๊บ แอบเล่น FB นิดนุง ส่วนเมล์งานไม่ แม้แต่จะเปิด... เวลาทำงานปิดเครื่อง เวลาโทรกลับบ้านค่อยเปิด แต่ก็เปิดน้อยมากค่ะ นอกจากเล่น wifi กลับฟังเพลง 555





ตอนต่อไป จะพาไปลุึย นครเจนีวา กันค่า รอนิดนึงนะคะ




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 13:01:44 น.
Counter : 4884 Pageviews.  

ทัวร์แบบ ไม่มีแผนในแดนลอดช่องกันต่อ...

ทัวร์ไม่มีแผน....ในเมืองใหญ่...
ได้พัก มาทั้งคืน เราก็ตื่นมาแปลงร่างเป็นชุดนักท่องเที่ยวหัวใจญี่ปุ่นต่อ ออกเดินทางจาก โรงแรม ก็เกือบ 9.30 น. เพื่อนบอกว่า เราควรหลีกเลี่ยงการขึ้น MRT เป็น หลัง 9.30 น. หลีกเลี่ยง ความวุ่นวาย และการเกะกะ คนที่นั้น เขาจะได้ ไม่ชนเรากระเด็นซะก่อน...555 (ยัยคนนี้ ห่วงเราเจงๆ เลยอ่ะ) อ้อ! มีข้อแนะนำนิดหน่อย ถ้าเราไม่ได้ซื้อตั๋ว MRT แบบ One-Day แล้วละก็ การซื้อตั๋วแต่ละครั้ง ต้องมีค่ามัดจำ ตั๋วรถไฟ SGD 1.00 เมื่อไหร่ ที่คืนบัตร ที่ช่องขายตั๋วอัตโนมัติ เราก็จะได้คืนมา อย่าลืมนะจ๊ะ ตั้ง 25 บาทแน่ะ กินข้าวบ้านเราได้เกือบ 1 จาน... บอกตรงๆ วันนี้ ไม่มีแผน แต่ตั้งใจว่า ต้องไปเหยียบ ถนน Orchard ย่านห้างหรู กับ ถ่ายรูปกับ Merlion ให้ได้ จะได้รู้ว่าเรามา ถึงสิงคโปร์แล้ว แต่ดูเหมือนอากาศวันนี้ จะไม่เป็นใจ พอเราตัดสินใจ จะไปแวะชม Marina Bay ซะหน่อย ก็เจอพายุฝนกระหน่ำจนต้องถอยล่น ฐานที่มั่นไปยึดที่ สถานี Orchard แทน และ เงินในกระเป๋าก็เริ่มหดหายนับแต่บัดนั้น อย่างถามนะว่า หมดอะไร มันแบบนี้กระจุกกระจิก แบบเด็กๆ อยากได้ของ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง... มีข้อแนะนำ นิดหน่อย ถ้าใครอยาก shopping ส่วนใหญ่ ห้างแถบ Orchard จะทำ Vat refund for tourist ถ้าเราซื้อของมากกว่า SGD 100.00 ขึ้นไป ได้ประมาณ 7% แล้วเราก็ไปรับเงินคืนที่สนามบิน Changi อีกอย่างเวลาไปรับเงินคืน ถ้าของเรานำติดตัวด้วย เราเข้าไปเคลม GST refund ด้านในบริเวณ Duty fee ได้ แต่ถ้าเรา load ของ เราต้อง รับภาษีคืนก่อนโหลดนะจ๊ะ ระหว่างทำเรื่องรับภาษีคืน เราก็เลยได้เห็นอาการ แปลกๆ ของนักท่องเที่ยว ทั้งยกรองเท้าให้นายตรวจดู โชว์เสื้อมั่ง รื้อกระเป๋าเดินทางก็มี วุ่นวายไปหมด ส่วนเรา ก็เก็บใส่กระเป๋าสะพาย สบายไปไม่ต้องมีปฏิกิริยาแปลกๆ แต่กว่าจะได้ ตังคืนก็ต้อง ไปผ่านขั้นตอนนิดหน่อย ถ้าใครจะไปทำเรื่องล่ะก็ เผื่อเวลาทำเรื่อง กับซื้อของเพิ่มเติมนิดหน่อยนะจ๊ะ GST Refund ส่วนที่อยู่ใน duty fee อยู่ตรงข้าม ร้าน Charles and Keith… สาวๆ คงชอบ.... ได้ ช๊อบกันกระจาย เราบอกตามตรง ไม่ได้ อะไรเท่าไหร่เลย ได้แต่แว่นกันแดด กับเข็มขัด เย้ เย่ ดีใจจัง มีเข็มขัดที่มี ขนาดเราด้วย... ^_^*…
อ่ะ มัวแต่เม้านอกเรื่องเพลิน ข้าวเช้าและกลางวันรวมอยู่ในมื้อเดียวกัน เรากิน Food Court ที่ห้าง ION ซึ่งเป็นที่ลงจากสถานี MRT พอดี .... กินก๋วยเตี๋ยวหมู แต่รสชาติเหมือนก๋วยเตี๋ยว แบบคนจีนกิน.. ไม่ชินอ่ะ รู้สึกว่าเจ้าของร้านจะเป็นคนไทย แล้วก็มีโชว์ขวดน้ำปลาทิพรส จิ๋วๆ หน้าร้านด้วยนะ... แอบคิดถึงก๋วยเตี๋ยวบ้านเราโดยพลัน




บรรยากาศห้าง รอบๆ ถนน Orchard หรูซะ เกินคำบรรยาย





ไม่น่าเชื่อว่าจะมีดอกไม้สวยๆ ในถนนแห่งความเจริญแบบนี้




มันหรูจนเรารู้สึกว่า ตัวเราเล็กเท่ามดตะนอย เอวขอด ตัวน้อยๆ เลยอ่ะ...









และระหว่างทางไปยัง Merlion เราก็ได้ ภาพสวยๆ มาอีก ไปชมกันเลย
เสียดายอย่างนึง ท้องฟ้ามันครึ้ม..มันครึ้ม ออกอย่างนี้ (มันเหงาทุกที ที่ได้เจอ)...















และลากันด้วยภาพ ของ สัญลักษณ์ เมือง สิงคโปร์นะจ๊ะ...

เจอกันใหม่ trip มันๆ คราวหน้า...




 

Create Date : 22 กันยายน 2553    
Last Update : 23 กันยายน 2553 12:18:50 น.
Counter : 308 Pageviews.  

ผจญจัยแบบไร้แผนการ...

วันแรก ก็ อดข้าว ซะแล้วเรา..

เป็น การเดินทางที่แทบไม่ได้ หาข้อมูลมากมาย ไปแบบ ไม่มี plan ล่วงหน้า ชีวิตจะเจออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า ตั้งใจจะไปเช้าเย็นกลับ แต่สุดท้าย นอนมันซะ 2 วันเลย คิดในใจ ถ้าไม่ได้ มาทำงาน ให้มาเองไม่มีทางเสียค่าตั๋วแน่นอน ท้องทุ่งให้ดูแทบไม่มี เหมือนอยู่กรุงเทพ ยังไงยังงั้น ไปถึงผ่านด่านได้ ก็ต้องรอกระเป๋า นานมากเลยอ่ะ แล้วก็รีบนั่ง taxi ไปประชุม ตอนบ่ายโมงรถติดมาก น่าจะมีเหตุอะไรซักอย่าง อยู่บนรถ ประมาณ 45 นาที แนะนำนิดนึงค่ะ ถ้า taxi ที่ขึ้นที่สนามบิน บวกค่าบริการ 3.00 SGD. ระหว่างนั่งรถมา สิ่งหนึ่งที่เราชื่นชม สิงคโปร์คือ ความสะอาดและที่สำคัญการวางผังเมืองดีมาก เพราะฉะนั้น เขาไม่ค่อยมีปัญหารถติดนรกเหมือนบ้านเรา... เพราะเขาแบ่ง โซนกันชัดเจน ตรงไหน เป็นย่านอุตสาหกรรม ย่านชุมชม ย่านที่พัก ย่านห้างสรรพสินค้า ทุกอย่างจึงเหมือนทำให้คนหลีกเลี่ยงการจราจรได้ไม่ยาก และการซ่าใน trip นี้ก็ต้องเดินขาลากอีกแล้วครับท่าน แบบขาตั้งกล้อง แบกกล้อง เจอฝนกระหน่ำ แต่แปลก ไม่อยากกินอะไรเลย ถ้าไม่หิว แล้วรู้สึกว่าของกินก็ไม่ถูกปาก คิดถึงบ้านอย่างแรง อยากกลับมากินผัดกระเพราแซบๆ กับไข่ดาวๆ






เป็น ห้างใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้า MRT แถวโรงแรมของเรา...





ห้องพัก ที่ hotel 81 ครับ...
ที่พักคราวนี้ เราเลือกนอน ที่ มีโควต้า ไม่ควรเกิน 100 SGD เหตุผล นอกเหนือไปจากประหยัดงบแล้ว เราอยากพักต่ออีกคืน จะได้ ไม่เปลืองสตางค์ เรามากเกินไป และแล้วโจทย์ ที่เราตั้งไว้ ก็ได้บทสรุปที่ โรงแรม 81 Classic ย่านถนน Joo Chiat ใกล้กับ Gelang ให้เพื่อนที่สิงคโปร์จองให้ และเพื่อนที่นั่น แถวๆ ที่เรา นอน อยู่ในละแวกของ Las Vegas in Singapore ขาดแต่ Casino ที่ไม่มี เป็นที่ที่นักท่องเที่ยว ไม่ค่อยไปกัน เพราะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นย่านเที่ยวกลางคืนที่นั่น แต่เพื่อนที่ประชุมด้วยกันบอกว่าที่นี่เป็น Red Zone ทุกคนตกใจมากเมื่อรู้ว่าเรานอนย่านนั้น... หลังจาก survey กับเพื่อนแล้ว เราว่าบรรยากาศที่นั่น น่านอน ที่สุด หลังจาก หิ้วท้องมาตั้งแต่ตอนเที่ยง เราก็ได้ลองท้องด้วย เกี๊ยวทอดสไตล์ อิสลาม รออาหารสุดหรู ในคืนนั้น ที่จบลงที่ร้าน อาหารสไตล์อียิปต์ ซึ่งเป็นย่านเฉพาะที่น่าจะมีแต่ร้านอาหารอิสลาม ที่ผับ มีที่นั่งดื่ม โชคดี มีสามีเพื่อน มาด้วย ไม่งั้นคงกังวล และที่นี่ เราถึงได้ รู้ว่า มียาสูบแบบแขกๆ ที่มีกลิ่น มินท์ กลิ่น เลมอน เป็นเหมือนเชิงเทียนยาวๆ ผู้หญิง วัยทำงาน สองคน อัดทั้งยาสูบแบบอียิปต์ อัดทั้งบุหรี่ เธอแรงจริงๆ เลยอ่ะ.... แปลกจัง อาจเป็นเพราะเราไม่คุ้นกับอาหารอิสลามล่ะมั้ง เราเลยรู้สึกว่า กินไม่ค่อยลง และ แล้ว เราก็กลับไปพักสายตา เมื่อเวลาเกือบ 4 ทุ่มกว่า ส่วนแม่เพื่อนรักกับสามี ต้องทำงานพรุ่งนี้ คงเพลียทีเดียว ส่วนเรา สบายมาก ได้พักหน่อย.... คืนนี้ ได้ที่นอนค่อนข้างสบาย เตียงกว้าง เย็นกำลังดี แต่คงอารมณ์ ไม่ชิน เลย หลับ ตื่นๆ ตลอดคืน....

อาหารค่ำคร๊าบ...




พรุ่งนี้ มีเรืองตื่นเต้น มาเล่าให้ฟัง อย่าพลาดติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ...




 

Create Date : 22 กันยายน 2553    
Last Update : 22 กันยายน 2553 12:41:22 น.
Counter : 349 Pageviews.  

ผจญภัยใน Disneyland โหด มัน ฮา...

วันร้ายหรือวันดีเนี่ย...
ท่องไปในโลกของ HK Disneyland…

เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าการเดินทาง trip นี้ เป็นการเดินทางที่ไม่มีการกำหนดอะไรไว้ล่วงหน้าเลย ปัญหาก็เลยเกิด ตั้งแต่คืนแรก แต่ก็โชคดีรอดมาได้ ตลอด สงสัยเป็นผลของการทำบุญหนักๆ มาตลอด ทำจนน้ำหนักเพิ่มไม่รู้ตัว (เอ.. เราว่าไม่เกี่ยวกับทำบุญแล้วนะเนี่ย...) แล้ววันนี้ เราก็ตื่นแต่เช้า ตื่นเต้นจะได้ไปเที่ยว HK Disneyland ครั้งแรก ในชีวิต เรียกว่าเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ในชีวิต ตื่นเต้นตั้งแต่ เครื่องบิน บินแล้วแหละ ถ่ายรูปตั้งแต่ ป้าย flight อ่ะมาต่อหลายๆ คนอยากรู้แล้วล่ะ ว่าการเที่ยวของเราในวันนี้ ผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยดีอ่ะเป่า การเดินทางไป Disneyland คราวนี้ เราก็นั่งรถไฟใต้ดิน ไปต่อรถไฟสายที่ไป Disneyland วันนี้ คนแน่นมากๆ สุดยอด ทุกคนหลั่งไหล ไป เที่ยวจุดหมายเดียวกัน พอไปถึง เราก็เจอแต่ฝูงชน แล้วก็ฝูงชน คนเยอะได้อีกอ่ะ ถ่ายรูปมา มีแต่คนติด ไม่รู้จะหันไปไหน แต่ที่ชอบอาคารต่างๆ ในนี้ มีความแปลกตาและสีสันสวยงาม แอบเล็งของที่ระลึกไว้ ระหว่างนี้ เราก็ไปทัวร์ ตามสถานที่รอบๆ



















มีล่องแก่ง เปียกนิดหน่อย และไปรอคิวเล่น ถ้วยหมุน (อันนี้ก็เกือบตาย) แต่ยังได้อยู่ แล้วก็ไปต่อกันที่ space world ถ้าจำไม่ผิด นั่งรถไฟเหาะ ชมอวกาศ ตอนแรก ก็ยังไม่เป็นไร มันดี สนุกเสียวได้โดนใจ แต่พอลงจากรถ เดินลงมาได้ไม่นาน ก็เจออาการเมารถเข้าให้ เวียนหัว ตาลาย สุดท้าย ให้อาหารปลาจนได้ แต่ว่าไม่มีปลามากินอ่ะดิ สุดท้ายต้องนั่งรอเพื่อน เพราะไม่ไหว สงสัยคงเพราะไม่ได้หม่ำข้าวแน่เลย พอฟื้นคืนได้ ก็ไปหาแม็ค ลองท้อง รอดมา แล้วก็พอมีแรงถ่ายรูป ได้บ้างและแล้วออกมาก็มาเจอขบวนพาเหรดน่ารักๆ สวยมากๆ เลยอ่ะ พอหมดขบวนพาเหรด แล้วก็แวะถ่ายรูปต่อ แล้วเวลาที่เหลือ ก็จมปลักอยู่ในร้านขายของที่ระลึก

















เลือกของที่ระลึกมาเยอะมากเลย แต่ โชคร้ายก็เกิดตอนนี้แหละ (เดา ได้เป่าว่าอะไร) ไม่มีใครเดาถูกหลาอกค่ะ ว่าดิฉัน ทำกระเป๋าตังหาย ทั้งกระเป๋า passport ตังทั้งหมดที่มี รวมถึงบัตรเราทั้งกระเป๋าตัง เรา แทบจะโยนของทิ้งทั้งตะกร้า เลยอ่ะ ตกใจแทบสิ้นสติ วิ่งไปมาเหมือนคนบ้าเลย จำภาพได้ วิ่งไปหา cashier ถามเขาแบบหมดความหวัง ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตังที่มีทั้งหมด อยู่ในใบนั้นหมดเลย ปัญหาใหญ่แน่ๆ สุดท้าย cashier ในร้านแนะนำ ให้ไปถาม ที่จุด City Hall เขาก็ถามลักษณะกระเป๋า เราว่าเป็นแบบไหน บอกตรงๆ ตอนนั้น แถบร้องไห้ หมดหวังแล้วแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง สภาพจิตตก อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่พลัน กระเป๋าใบนั้นก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า โอ้พระเจ้า เหมือนฝัน ของทุกอย่างอยู่ครบ ณ อารมณ์นั้นแทบอยากกอดเจ้าหน้าที่ Disneyland คนนั้น (เสียดายจัง ไม่ได้ทันถามว่าใครเป็นผู้ช่วยชีวิตเราไว้) แต่ ณ อารมณ์นั้นมั่นใจเลยอ่ะ ว่าเป็นผลของการทำอะไรดีๆ มันช่วยเรายามไกลบ้าน... น้ำตาซึมเลยอ่ะ ประทับใจสุด ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดี หรือโชคร้าย แต่ที่แน่ๆ การทัวร์รอบนี้ เป็นความประทับใจที่ลืมไม่ลงเลยอ่ะ....












 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 13:41:38 น.
Counter : 277 Pageviews.  

1  2  

hollaneung
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




สาวตัวกลม รักการเดินทางด้วยหัวใจ...

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hollaneung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.