ต้อนรับสู่โลก ของสาวนักเดินทาง โลกของสาวตัวกลม หัวใจไทย ^_^

ความประทับใจ ณ แดนอาทิตย์อุทัย...

Daily ความประทับใจ จากญี่ปุ่น...

อ่ะ เล่าต่ออีกนิด วันนี้ ขอเล่าเรื่องความประทับใจแล้วกันนะ สำหรับการเดินทางไกลยังแดนประหลาดิบ

เอาเรื่องนี้ก่อนเลย....
ประทับใจมาก ไป backpack คราวนี้ โทรกลับบ้าน เอาวันที่ 4 ของการทัวร์ ประมาณว่าเที่ยวเพลินเดี๋ยวคุณหญิงแม่ จะตัดขาดจากกองมรดก ลูกที่ดีอย่างเดี๊ยน เลยต้องหาทางส่งข่าว ให้รู้ ว่าชีวิต ในแดนปลาดิบ มันเป็นไง... ไอ้เรื่องมันไม่ได้อยู่ที่โทรมาเม้าได้เป่าหรอก มันอยู่ตรงที่
เราซื้อการ์ดมาแล้ว แต่มันใช้โทรไม่ได้ อ่ะดิ ทำทุกอย่างแล้ว ก็ยังไม่ได้ ไม่รู้ทำไงดี...

งานนี้ก็เลยต้องหาผู้ช่วยนางเอกแสนสวยเช่นเรา แล้วสวรรค์ก็ส่ง สาวน้อยน่ารักคนนึง เดินผ่านมา แล้วเราก็ขอความช่วยเหลือจากเธอ แต่ว่าเธอ ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรที่จะโทรกลับบ้านเราได้ด้วย สงสัยคงเป็นเพราะเธอ ใช้มือถือ มากกว่า การใช้โทรศัพท์สาธารณะ เธอจึงไม่สามารถ ช่วยเราได้มากอย่างที่เราคาดหวังไว้ แต่สิ่งที่เรารู้สึกประทับใจก็คือ เธอพยายามหาวิธีโทรกลับบ้านให้เรา นานมากๆ เกือบครึ่งชั่วโมง สุดท้ายเธอโทรศัพท์ไปถาม call center ที่มีเบอร์ติดต่อในบัตรให้อ่ะค่ะ สุดท้าย สรุปว่าบัตรที่เราซื้อมาเป็นบัตรที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่นอ่ะ ฮามาก งมกันอยู่ 3 คน แต่เขาไม่ทิ้งเรากลางคันอ่ะ เขาบอกให้เราซื้อบัตรใหม่ พอเราซื้อบัตรได้ เขาก็อธิบายวิธีการใช้ จนสบายใจว่ายัยเป๋อคนนี้คงไม่เป็นไรแล้ว เธอจึงได้ จากไป เฮ้อ! ไม่คิดว่าจะมีความพยายามกับเรา ขนาดนี้ น่ารักมากๆ เลยอ่ะ เหตุนี้เกิดที่เกียวโต สรุป ว่าอด shopping มัวแต่ หาวิธีโทรกลับบ้าน ปล่อยไก่เจงๆ น่าอาย

เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การผิดพลาดย่อมไม่มี ถึงสองครั้ง เพราะครั้งทีสอง เราจะไม่หน้าแตกอีก ต้องไปทดสอบกันอีกที ปีหน้า...

ก่อนไปญี่ปุ่น เคยมีคนพูดให้ฟังว่า คนญี่ปุ่นน่ารัก มีน้ำใจ เมื่อไหร่ที่นักท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าเขาจะรีบแค่ไหน เขาจะช่วยจนสุดความสามารถ และการไปญี่ปุ่นคราวนี้ก็ ทำให้เราเห็น ความน่ารักของคนที่นี่ จนเราหลงรักประเทศนี้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เรื่องหนึ่งที่ประทับใจเหมือนกัน ตอนไปเที่ยว Nagasaki ระหว่างกำลัง เดินหาถนนจะกลับไปเที่ยวต่อ เจอคุณยายแล้ว มั้งเดินเข้ามาถามภาษาญี่ปุ่น จับความได้ว่า เราจะไปไหน ให้เขาช่วยไหม แล้วเราก็บอกปลายทางไป หลังจากนั้น คุณยายก็ชี้มือตรงไปยังจุดหมายที่เราถาม ไม่ชี้อย่างเดียวนะ เดินนำให้รู้ด้วยว่ามาทางนี้ ส่วนอีก เรื่องนึง ที่ประทับใจไม่แพ้กัน วันนั้น เราหลงหาทางออก จากสถานีรถไฟ ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวเขาพยายามอธิบาย เราจนสุดท้าย เธอตัดสินใจเดินไปส่งเราที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งมันก็ไม่ใกล้เท่าไหร่นัก พอถึงป้ายรถเมล์ เห็นรถเมล์คันที่เราจะขึ้นวิ่งมา ก็วิ่งไปช่วยเรียกรถเมล์ให้ ช่วยแบบสุดตัวจริงๆ น่ารักมากๆ เลย

อีกเรื่องที่เจอมากับตัว เราแวะถามทางที่ร้านผลไม้ พออธิบายเสร็จ เราเห็นสตรอเบอรรี่ น่ากินมากๆ เราก็เลย ซื้อ มาถาดนึง คุณลุงน่ารักมากๆ แถม กล้วยหอมให้เรากับเพื่อน 2 ลุกอีกอ่ะ ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้า Dazaifu เจอร้านขายกระเป๋า น่ารักๆ มากๆ ร้านนึง เราเลยเสียตังค์ไปหลายพันเยนอยู่ แต่ที่ประทับใจไม่ใช่กระเป๋าลายน่ารักนะ แต่เป็นคนขายใจดีๆ น่ารักคนนึง เขาขอโทษเราระหว่างเรากำลังจ่ายตัง เหตุผลเหรอค๊ะ เขาเห็นโบว์ที่หมวกเราหลุด เขาอยากจะช่วยผูกให้ใหม่ แต่เกรงใจเพราะมันใส่อยู่บนหัวเรา ดูสิ ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ได้ขนาดนี้ แล้วร้านค้า ทุกร้าน สุภาพและใจดีมาก งานบริการที่ญึ่ปุ่น ทุกคนทำด้วยใจและบริการสุภาพสุดๆ เราไม่อยากเชื่อว่ามหาอำนาจอย่างเขา จะอ่อนน้อม ถ่อมตนได้ขนาดนี้ ยิ่งในรถไฟ พนักงานทุกคนอ่อนน้อมและให้เกียรติเราสุดๆ เลยอ่ะ

เวลานึกถึงทีไร เราก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที ปีหน้าจะไปลุยต่อที่ Hokkaido แล้วจะมาเม้าให้ฟังว่า เจออะไร น่ารักๆ อีกบ้าง

รอบหน้าจะมาเม้าเรื่องฮา หน้าแตกเล็ก ของสาวตัวกลมกันต่ะ อย่าลืมติดตามนะจ๊ะ...

เห็นรอยยิ้มคงรู่แล้วใช่เป่า ว่าเรามีความสุขแค่ไหน....
อิจฉาอ่ะดิ...




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2553    
Last Update : 19 สิงหาคม 2553 14:21:47 น.
Counter : 438 Pageviews.  

ความสุขสุดท้าย @ Kumamoto...

วันสุดท้าย ของการเยือนแดนอาทิตย์อุทัย....
ความทรงจำที่สวยงาม @ Kumamoto…

บังเอิญ เลือกมาที่นี่ในวันสุดท้าย เพราะล้ากลับการเดินหนักๆ มานาน วันนี้ ต้องตื่นแต่เช้า มากกว่าปกติด เพราะต้องไปรถไฟ เที่ยว 7 โมงเช้าให้ทัน เพราะว่าต้องไปต่อรถไฟใน Kumamoto



ต่ออีก ปลายทางขอวันนี้ คือภูเขาไฟ ASO ที่ยังไม่ดับสนิท



การเดินทางของเรา หลายต่อมาก พอลงรถไฟที่สถานี ASO แล้วก็ต้องนั่งรถบัส ขึ้นไปบนภูเขาไฟอีกรอบนึง วันนี้ มีนักท่องเที่ยว จำนวนไม่น้อยเลย มีทั้งคนญี่ปุ่น คนไทยแบบเราแล้วมีฝรั่ง รวมทั้งคนอินเดีย ด้วย เราทำการบ้านมาก่อน ก็เลย มาทันทั้งรอบรถไฟ และรถบัส ไม่ต้องรอนาน ต้องขอบคุณหนังสือของพี่อดิศักด์อีกรอบจ้ะ วันนี้ อากาศดีมาก ท้องฟ้าโปร่งแต่ไม่ร้อน ลมเย็น คุณป้าข้างหน้าเราเขาเปิดกระจก พอมีลมเข้ามาให้เย็นๆ อากาศดีมากๆ หายใจโล่ง ลมเย็นพัดผ่านขณะ ขับรถผ่านพื้นป่า













ช่วงเวลานี้ สดชื่นมากๆ มีทุ่ง สองข้างทาง สวยเกินคำบรรยาย ภาพตรงหน้า ตอนถ่ายรูปมาเหมือนภาพวาดเลย แต่จริงๆ แล้วมันคือภาพถ่าย สวยสุดยอด ต้องพิสูจน์กันด้วยภาพเอาเองนะจ๊ะ เราเลือก ขึ้นรถบัส จนไปถึง ตีนภูเขาไฟ ASO ลมเย็นมากๆ พอขึ้นมาถึงก็ต้องนั่งกระเช้าขึ้นอีก คนเบียดมาก จนมองไม่ค่อยเห็นวิวทางขึ้นเท่าไหร่เลย ต้องยอมพอเดินขึ้นไปถึง ปากปล่อง ก็เห็นควัน ลอยโขมงมา น้ำลาวาก็เป็นสีเขียวสดใส มีควันลอยมาเป็นระยะๆ มองไม่น่ากลัวว่าเป็นภูเขาไฟเลย...ไม่กล้วว่ามันจะระเบิดเพราะมันดูสวยมากๆ แต่รอบๆ ภูเขาไฟ ก็มีการแจ้งเตือนเรื่องของการระเบิดอยู่เป็นระยะๆ โชคดีที่วันนี้ท้องฟ้าเปิด ถ่ายรูปได้สีสวยเจงๆอ่ะ ลงแรงมากๆ ดูผมได้เลย ขนาดผมสั้นยังปลิว เพื่อนเราผมยาวหน้าเลยกลมดิ๊กเลยอ่ะ ลมแรงหนาวมากๆ แต่เราสองคนก็บ้าถ่ายรูปแบบไม่ยอมลงอ่ะ หนาวก็หนาวแต่มีความสุขมาก ทางขึ้นภูเขาไฟสวยสุดๆ อากาศก็ดี











ได้ซื้อของกระจุ๊กกระจิ๊กมานิดหน่อย แล้วก็หาทางกลับต่อ มัวแต่เถลไถล เลยเกือบไม่ทันรถเลย พอมาถึงตีนเขา รถก็จอดให้ลงตรงสถานีภูเขาไฟ ASO ที่นี่ เราโหยมาก แสบท้อง ต้องหาข้าวกินก่อนเลย เพราะหิวมากๆ



เราเลยได้แวะซุบเปอร์มาเก็ตของเขา ของสดมาก ได้ไส้กรอกมาด้วยมีแต่เนื้อๆ ทั้งนั้น แล้วก็นมก็สดอร่อย อยู่มากค่ะ แต่เสี่ยงดวงซื้อนมที่นี่ 2 ครั้งหยิบได้แต่นมเปรี้ยวอ่ะ ไม่รู้ยังไงแต่ก็รอดตายได้ สถานี ASO เหมือนสถานี รถชนบทสุดๆ เราก็เลยเจอรถไฟ late ประมาณ 10 นาที ปกติดรถไฟที่นี่ แทบไม่เจอขบวนที่ช้าเลย วันนี้เป็นวันแรกที่เราเจอปัญหาแบบนี้ แต่ไม่เป็นไร เพราะคุ้มค่าการช้าไป 10 นาที สวยโดนมากๆ

หลังจากนั้น เราก็ไปตั้งต้นเพื่อ ชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทคุมาโมโต้ ใหญ่และกว้างมาก เข้าได้หลายทาง สวยจริงๆ คนเยอะมาก พอดีวันที่เราไปเขามีการแสดง ร้องเพลงและมีการแสดง ปราสาทก็เลย ปิดจาก 5 โมงเย็นเป็น 1 ทุ่ม แต่เราอยู่แค่ 6 โมงเอง เห็นน้องๆ กำลังแต่งตัว นักร้องกำลังซ้อมร้องเพลง เสียดาย เพราะเราต้องขึ้นรถไฟรอบ 18.30 น. กลับ Fukuoka เลยต้องจำใจพลัดพราก... ไม่อยากกลับกรุงเทพเลยอ่ะ ถ้าไม่เกรงใจว่าหนีงานมา 1 อาทิตย์แล้วคงซ่าต่ออีกซัก 2-3 วันเงินยังเหลือ...









หลายๆ คนคงอยากรู้ว่า การเที่ยว 8 วัน 7 คืน ครั้งนี้ ใช้งบประมาณเท่าไหร่
เล่าคร่าวๆ แล้วกันนะ ค่าที่พัก กับเพื่อน หารกันแล้ว 7 วัน 11,000 บาท ค่าตั๋วเครื่องบิน 20,500 บาท ค่าตั๋ว JR ประมาณ 10,000 บาท กินเที่ยว ค่ารถเมล์ ค่าสถานที่ ประมาณ 16,000 บาท รวมคร่าวๆ คราวนี้ ก็ประมาณ 57,000 บาท ถ้าได้ ร.ร. ที่ถูกกว่านี้ ก็ ได้ลดลงนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการทัวร์ครั้งแรก ด้วยตัวเอง ได้เที่ยวทั่ว ทุกจุดที่เป็นแหล่งสำคัญๆ และขึ้นชื่อที่เกาะคิวชู และได้ พ่วงเมืองหลวง classic อย่างเกียวโตอีกด้วย ปีหน้าเรา จะลุย Hokkaido หน้าร้อน คงประมาณเดือน กรกฎาคา 54 ได้ มี ภาค 2 ของการผจญภัย ของสาวหน้ามนแบบกลมๆ มาฝากกันอีกแน่นอนจ้ะ

รอให้กำลังใจกันก่อนน๊า.... ขอบคุณที่หลายๆคน ตามอ่านกันมาอย่างต่อเนื่อง แค่มีซักคนนึง สนุกกับ การพาทัวร์ของเราเราก็ดีใจมากมายแล้วจ้า

เจอกันปีหน้า แล้วอย่าลืมหาเวลา พักให้ตัวเองได้เจออะไรมันๆ แบบนี้บ้างนะ... ขอบคุณ และสวัสดีค่ะ...




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 13:31:51 น.
Counter : 786 Pageviews.  

วันสบายๆ ในบ้านที่ Fukuoka...

Day 6: กลับมาตายรัง @ Fukuoka…

ใช้คำนี้ได้เลย เพราะมีความรู้สึกว่า FUKUOKA เหมือนบ้านจริงๆ ไม่กลัวหลง ไม่กลัวอด ไม่กลัวอะไรซักอย่าง ที่นี่สงบแต่มีความเจริญเต็มเปี่ยม...

วันนี้ ตัดสินใจเก็บที่เที่ยว ทั่วๆ ไปในเมืองนี้ หลังจากเดินแบบทรหดมากๆ ในเกียวโต ตื่นสายนิดหน่อย ที่แรกที่เราหมายมั่นจะไปเยือนกันก็คือ ศาลเจ้า Dazaifu ซึ่งอยู่ห่างจาก สถานี Hakata พอสมควร นั่งรถไฟใต้ดินต่อสองขบวน แล้วก็ต้องขึ้นรถไฟ Local อีกทีนึง เราเลยซื้อ ตั๋วแบบ one day pass เหมือนเคย กว่าจะไปถึง ศาลเจ้าฯ ก็ประมาณ 10 โมงกว่าๆ ทางเข้าศาลเจ้านี้ กว้างและใหญ่มากๆ





ที่สำคัญมีร้านขายขนม ร้านขายของที่ระลึก น่ารักๆ เยอะมาก เพลินตา เพลินใจ ตังหมดไม่รู้ตัวเจงๆ ไม่รู้ยังไง แบงค์พันหมด ไม่รู้ตัวเลยอ่ะ (ไม่ใช่พันไทยนะพันญี่ปุ่นอ่ะจ้ะ) พอตั้งสติได้ว่าควรไปขอพรก่อน เราเลยจำต้องลาร้านรวงแถวนั้นแบบจำใจ แต่กะว่าขากลับเราเจอกันอีกแน่นอน พอเดินใกล้ทางเข้าศาลเจ้าก็เจอความร่มครึ้ม เย็นสบายและที่สำคัญต้นไม้ทีนี่ ใหญ่มากๆ เรียกว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมาใน ญี่ปุ่น trip นี้เลย แสดงว่าศาลเจ้านี้ มีอายุยาวนานมากๆ เลย







ที่นี่ดังมากในเรื่องการขอพรเกี่ยวกับการศึกษา แต่เราก็ขอพรรวมๆ ให้ตัวเองไป เชื่อแล้วล่ะว่าคนศรัทธามากๆ เพราะคนแน่นสุดๆ ที่สำคัญวันนั้น มีคนมาทำพิธีเยอะมาก ทั้งสะเดาะเคราะห์ ทั้งเจิมรถ และที่สำคัญมีพิธีแต่งงานด้วย เจ้าสาวใส่ชุดกิโมโนสีขาว แต่เสียดายไม่เห็นหน้าแต่คงหน้ารักเหมือนสาวญี่ปุ่น ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่ามีพิธีแต่งงาน แต่ได้ยินคนในศาลเจ้าตบมือกันทั้งศาลเจ้าพอหันไปเห็นขบวนแต่งงานเราก็รีบวิ่งไปเก็บภาพมาเลย แสดงว่าวันนี้เป็นวันดีเจงๆ เราไปเที่ยวที่นี่ก็วันศุกร์ที่ 21 พ.ค. 53 หวังเล็กๆ ว่าคงได้จัดงานแบบนี้บ้าง (แอบฝันกลางวันระหว่างยืนดูก็แอบอมยิ้มด้วยอ่ะ ... อายตัวเองจัง)









อ่ะก่อนจะบ้าไปแล้ว ก็กลับมาทัวร์กันต่อ พอขอพรเสร็จ คงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ากระเป๋าฉีกเจงๆ ไม่ได้ล้อเล่น ระหว่างเดินทางกลับซื้อของ เราก็ประทับใจกับ ร้านขายของชำเล็กๆ ที่มีเจ้าของร้านเป็นคุณป้า วัยกลางคน เราสนใจร่ม ร้านเขา และแล้วก็เป็นร้านแรก ในญี่ปุ่น ที่เราต่อราคาได้ จาก 1,500 เยน เหลือ 1,300 เยน ภูมิใจมาก โชคดีที่ภาษาญี่ปุ่น งูๆ ปลาๆ ของเราช่วยได้ ความน่ารักของคนที่นี่ เราว่าเขาใจดีมากเลยอ่ะ เราแวะถามทางร้านผลไม้ เหลือบไปเจอสตรอเบอรี่น่าหม่ำก็เลยได้มาอีกถาดหนึ่ง เขาก็ใจดีแถมกล้วยหอมมาให้ด้วยอ่ะ น่ารักมากๆเลย ร้านขายกระเป๋าน่ารักอีกร้านก็ใจดี เขาเห็นโบว์ที่หมวกเราหลุด เขาก็ขอโทษเรา ช่วยผูกโบว์ให้ใหม่ เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่เคยเรียกร้องแต่เรากลับได้รับ ยิ่งทำให้ประทับใจมากขึ้นไปอีก รับรองปีหน้า เจอกันอีกแน่ Japan…

พอหนำใจเรากับการเสียตังค์ ก็นั่งรถไฟกลับมาใจกลางเมือง Fuku แล้วก็ไปซ่าต่อ ที่ Hawk Town กับ Yahoo Dome!! วันนี้ ที่ Dome มีการแข่ง baseball รอบชิงชนะเลิศ คนเป็นพัน แน่นอยู่เ สียดายไม่มีโอกาสได้ เข้าไปดูบรรยากาศข้างใน แต่เท่าที่เดินสำรวจเมืองนี้ มีสนามซ้อมเบสบอลไม่ต่ำ กว่า 3 แห่ง สดุท้ายเลยเสียตังค์ได้ รองเท้าใส่สบายมาคู่หนึ่ง ก็ประมาณ พันกว่าบาทไทย สีขาวคาดน้ำตาล ของชอบเลยอ่ะ....







เราได้กินอาหารเที่ยวที่นี่ การหาของกินที่ญี่ปุ่น สำหรับคนไม่ทานเนื้อต้องระวังมากๆ เพราะว่าบางที แต่ละเมนูดูรูปแล้วมันดูไม่ออกว่าเป็น เนื้อหรือหมู และเราก็เจอปัญหาที่ร้านที่เราหม่ำอาหารกลางนี่แหละ เพราะว่า เราคิดว่าเป็นหมูพอเดินเข้าไปถามคนขายในร้าน เขาก็ไม่เข้าใจเราเลยอ่ะ สุดท้าย ก็มีพ่อครัวที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ เดินออกมาหา และที่ surprised สุด คือ “เขาเป็นคนไทย” (งง.. อ่ะดิ เราก็แปลกใจ เพราะว่า ร้านที่เรากินมันเป็นร้านอาหารเกาหลี แต่มีพอครัวเป็นคนไทยที่พูดได้ ทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่นและเกาหลี พี่เค้าชื่อ พี่ต๊ะ อยู่ที่นี่มา 10 กว่าปี มีครอบครัวเป็นคนญี่ปุ่น เขาน่ารักมาเลยอ่ะ มายืนคุยด้วย แล้วก็แถม ทั้งกิมจิ เครื่องดื่มให้เยอะแยะไปหมด แล้วแกก็เล่าเรื่องของวัฒนธรรม ค่านิยม วิธีการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นให้เราฟัง รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เจอคนไทยที่นี่ เพราะ trip นี้เจอคนไทยน้อยเจงๆ)



หลังจากอิ่มก็ซ่ากันต่อ เราเดินดูบรรยากาศที่โดมได้ซักพัก ก็เดินไปซิ่งต่อที่ Fukuoka Tower สวยดี สูงมาก ที่สำคัญ วิวตอนโพล้เพล้ โรแมนติกได้จายมากๆ เสียดายไม่ได้ ไปฮันนีมูนเจงๆ ไม่งั้น มีโชว์หวิว (^_^*) แค่คิดก็ผิดแล้วเรา (ถ้ามีแผนที่ท่องเที่ยวใน Fukuoka ได้รับส่วนลดนะจ๊ะ อย่าลืมโชว์ล่ะ) กว่าจะกลับมาโซ้ยรอบดึกที่ร้านประจำก็เกือบ 3 ทุ่มแล้วอ่ะ... อร่อย อิ่ม มีความสุขอีกวันครับท่าน... พรุ่งนี้ วันสุดท้าย แล้วก็เป็นวันที่เราว่าเจ๋งสุดแล้วสำหรับเรา พรุ่งนี้ จะพาไปทัวร์ ที่ไหน แอบอุบไว้ก่อน แต่รับรอง สวยสุดๆ ...เจอกันจ้า












 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 16:55:11 น.
Counter : 535 Pageviews.  

ตะลุยกันต่อในเกียวโต

ทัวร์ต่อวันที่ 2 ในเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโต

หลายๆ คนคงรู้สึกเหมือนกันว่า การเที่ยวในเกียวโต วันเดียวไม่เคยพอ เราก็รู้สึกอย่างนั้น เหมือนทำทัวร์แสวงบุญยังไงไม่รู้ เพราะคราวนี้ แก๊งเราทัวร์แต่วัดในเกียวโต วัดที่นี่มีเสน่ห์ที่สวน เขาเรียกว่าเป็นการจัดสวนแบบเซนไงคนเยอะมากๆ แม้วันนี้จะเป็นวันธรรมดา เด็กๆ ผู้ใหญ่นักท่องเที่ยวแน่นมากๆ แต่ก็รู้สึกไม่อึดอัดมากนะ แต่บางจุดที่เป็นจุดถ่ายรูปสำคัญๆ ต้องรอจังหวะ กันหน่อย ให้คนซา งั้นก็ได้ภาพมาพร้อมกับคนเยอะมากๆ วันนี้ ก็เลยได้มีโอกาสไปแวะชมทั้ง 4 วัด ไปลุยกันดีกว่า ว่าเราไปลุยอะไรมาบ้าง... วัดแรก็วัดเงิน ประวัติ ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนที่จะไปคงหาข้อมูลมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราขอข้ามคร๊าบผม..

การเดินทางก็รถเมล์ แต่สิ่งสำคัญสุดๆ คือการเดิน (ขอย้ำ คนที่อยากเที่ยวด้วยตัวเองในญี่ปุ่น ต้องพกความพร้อมของตัวเอง คือ 1. ร่างกาย เพราะเดินหนักมากๆๆๆๆๆ 2. รองเท้าที่ใส่ต้องเบาและสบาย อย่าบอกนะว่าไม่ลงทุน เพราะว่ามีตังหลายหมื่นบาทไปญี่ปุ่น แต่ร่างกายส่วนที่จะพาเราไปพบความหรรษากับไม่ใส่ใจ) งานนี้ ก็เลยพกรองเท้าคู่ใจ ไปสองคู่ แต่ใส่บ่อยสุดก็ scholl แหละเบาดี ผ่านศึกอย่างมาเก๊ากับฮ่องกงมาแล้ว ผ่านฉลุย เล่นกีฬามานิดหน่อยช่วยได้มากเลยเพราะเราไม่ปวดขาเหมือนคนอื่นเขา)

อ่ะมาทัวร์กันต่อ วันแรกที่ไปก็วัดเงินจ้ะ หลายๆ คนต้องแวะมาแล้วเพราะเป็นสถานที่เที่ยวที่คู่กันกับวัดทอง หรือวัดอิคคิวซังนั่นแหละ วัดเงิน เดินเรื่อยๆ ไปทางขึ้นก็มีของน่ารักๆ ขายเหมือนวัดคิยามิซุเดระ อ่ะแหละ ก็เพลินๆ สวยดีนะ เป็นปราสาทสร้างจากไม้หลังเล็กๆ แต่ความเท่ห์คือ นกฟินิกซ์ ที่อยู่บนหลังคานั่นแหละที่ทำให้มันดูสง่าขึ้นมามากขึ้น ส่วนสวนเซนก็สวยนะ สะอาด ละเอียดประณีตมากๆ แล้วก็สงบด้วย เราเห็นเจ้าหน้าที่เขา นั่งกวาดใบไม้ทีละใบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน คงเป็นปรัชญาของคนดูแลสวนด้วนหรือเปล่าเนี่ย.. ตอนที่เราไปถึงเป็นช่วงหลังฝนตกปรอยๆ ทำให้สีใบไม้เขียวสวยจริงๆ จ้ะ ต้องพิสูจน์ โชคดีที่ได้ ฟ้าหลังฝนมาทำให้แสง soft หน่อยใส่ แสงแบบ cloudy ลงไปอีกนิด ได้สีภาพ classic มากๆ เลยอ่ะ













เสร็จแล้วเราก็ต้องไปวัดทองกันต่อ สวยเจงๆ อ่ะ บอกไม่ถูกเลย ถ้าเป็นทองจริงๆ คงผ่องกว่านี้แน่นอนนะ คนเยอะหนักกว่าวัดเงินอีก ทั้งนักเรียน นักท่องเที่ยว เพียบ ที่วัดนี้ต้นไม้ สีสวยมากๆ เลยอ่ะ ถ้าได้มาช่วงใบไม้แดง(ช่วงใบไม้ร่วง) คงโรแมนติกน่าดู ความเป็นมาคงไม่ต้องบอกมากเอาเป็นว่า ดื่มด่ำกับความงามตรงหน้าให้มากที่สุดแล้วกันนะ เพราะบ้านเราไม่มีปราสาทแบบนี้ให้ดู สวนที่นี่สวยมากเลยอ่ะ ของที่ระลึกของวัดก็หลากหลายแล้วก็น่ารักดี (เราได้มาเกือบทุกวัน สวยๆ น่ารักทั้งนั้นเลยอ่ะ สงสัยจังทำไมกระดิ่งของญี่ปุ่น เขาดังจังเลยอ่ะ) อากาศก็กำลังดีไม่ร้อน ไม่หนาว มาคราวนี้ ชอบอากาศที่ญี่ปุ่นมากเลยอ่ะ สบายๆ ไม่ร้อน ไม่มีฝุ่น ชอบสุดๆ เดินเหนื่อยยังไงก็ไม่เพลีย ร้อนเหมือนเมืองไทย



















มาว่ากันต่อ หลังจากวันทองแล้ว เราก็ต้องไปวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีสวนหินสวยที่สุดแห่งหนึ่ง และภาพปริศนากับหิน 7 ก้อน ซึ่งแฝงหลักปรัชญาไว้ แต่เราเองก็ดูไม่ค่อยเข้าใจนะ แต่คิดว่า ความพยายามที่จะสร้างสวนหินสวยๆ ให้คนทั่วไปได้ดู การดูแลรักษาที่ไม่ง่ายเลยให้ตายซิ (ต้องระมัดระวังหินทุกเม็ดทุกก้อน) ให้อยู่ในระเบียบ ระวังใบไม้ไม่ให้หล่นลงไปทำให้สวนหินต้องสกปรก... เฉลย มีใครถูกบ้างอ่ะ ก็วัดเรียวอันจิ ไงกั๊บ.















และสุดท้ายเราใช้เลาที่เหลือของช่วงบ่ายวันนี้ ด้วยการทัวร์วัดนินนาจิ เราว่าเป็นวัดที่กว้างและมีบริเวณเยอะมาก (แอบเม้า วัดนี้เราเจอนักบวชหล่อมากเลยอ่ะ เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน เขาก้มหน้าซะก่อน แต่เราได้เจอดอกซากุระพันธ์เตี้ย ที่มีที่วัดนี้แห่งเดียว โชคดียังเจอดอกซากุระบ้างเป็นสัญลักษณ์ว่าเราถึงญี่ปุ่นแล้วน๊า เรียกว่าเป็นเกียวโตทัวร์แต่วัดเลยอ่ะ





















งานนี้ ได้ใจจริงๆ อยากทัวร์เมืองโอซาก้านะ แวะไป Universal ซักนิด แต่เรารู้สึกคิดถึงบ้านเราที่ Fukuoka มากมาย เราเลยตัดสินใจ กลับบ้านเราดีกว่า(แหมๆ เนียนประหนึ่งบ้านเกิดตัวเอง) วันนี้ ออกเดินจากเกียวโต ถึง ฟูกูโอกะ ตอนเที่ยงคืนได้ อ๊ะ... ลืมบอกไป เราชอบรสชาติอาหารที่ ฟูกูมากกว่าอ่ะ มีร้านนึง เก่าๆ หน่อย อยู่ข้างๆ โรงแรมที่เรานอน อร่อยมาก เข้มข้น กลมกล่อม เป็นหเหมือนหมูผัดขิงบ้านเรา แต่รสชาติจัดจ้าน แซบมากๆ แล้วก็ไม่แพง เรากิน ประมาณ 3 วัน เมนูนี้ทุกคืนก่อนนอน น้ำชาร้านนี้แปลกดี มีกลิ่นกาแฟด้วย เพื่อนเราชอบมากเลยอ่ะ อยากเติมใส่ขวดกลับบ้าน ดีที่เราเบรกไว้ได้ทัน ไม่งั้นแย่เลย... ขอเขาเติมเป็นขวดเสียชื่อคนไทยหมด (งกขนาด) เพื่อนเรานะ ไม่ใช่เรา... 555



เนี่ยแหละ ของโปรดเรา ล้ำ ที่สุดแล้วสำหรับ trip นี้อ่ะ

ไว้มาเก็บตกอีก 2 วันอันแสนสุขในดินแดนอาทิตย์อุทัยใหม่นะจ๊ะ

รอหน่อยน๊า

มีสวยสุดๆ เก็บไว้วัดสุดท้าย

รับรองงานนี้หลายคนอิจฉาเราแน่ๆๆ ฟันธง...




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2553    
Last Update : 30 มิถุนายน 2553 16:51:58 น.
Counter : 551 Pageviews.  

Nagasaki on the rainy day..

ท่อง Nagasaki ในวันฝนตกหนัก...

ขอเก็บตก เรื่องการขึ้นรถไฟนิดนึงค่ะ เพราะว่าหลายๆ คนไม่ทราบเรื่องการใช้ตั๋วรถ JR เหมือนเรา แนะนำค่ะว่าควรจะจองที่นั่งก่อนทุกครั้ง (เพราะว่าเราพลาดมาแล้วแบบ ไม่จอง ต้องเดินย้ายตู้ แถมตกรถไฟอีก ดีนะที่ยังมีขบวนสำรองสุดท้ายก่อนปิดสถานี ไม่งั้นนอนตบยุงกันแน่ๆ ครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ หลังจากนั้นสบายมากๆ ชำนาญอย่างยิ่ง 555 ) การจองที่นั่งล่วงหน้ามีประโยชน์มากๆ ค่ะ นอกจากรับประกันแน่นอนว่าไม่ตกรถแล้ว ที่นั่งในตู้ Reserved ยังนั่งสบายกว่าด้วยและที่สำคัญถ้าเราต้องต่อรถไฟหลายๆ เมือง เขาจะออกตั๋ว ทุกขบวนที่เราต้องขึ้นและในนั้นจะระบุ ชื่อขบวน เวลา และที่สำคัญ ต้องถามเขานะค๊ะ ว่าแต่ละขบวน ขึ้นที่ชานชาลาไหน เพราะไม่ได้ระบุในตั๋วที่รับจองจ้ะ เวลารีบๆ จะได้ไม่ตกรถไฟ เวลานำตั๋วรถไฟไปแลก ลองขอตารางเดินรถเล่มใหญ่เขามาไว้ สำหรับวางแผนการเดินทางล่วงหน้าก็ดีค่ะ เพราะอย่างน้อยเราจะได้วางแผนการเดินทางในตอนเช้าได้ไม่ผิดพลาด...

มาเข้าเรื่องทัวร์ในวันฝนพรำ (มากกว่าฝนพรำหนักแล้วล่ะ) ของเราต่อดีกว่าค่ะ วันนี้ เจอฝน พอลงรถไฟที่สถานี Nagasaki ก็เจอกับกลุ่มฝนน้อยๆ แต่เราก็ลุยได้ ที่นี่เป็นที่แรกที่ได้ ขึ้นรถราง แนะนำว่าการเที่ยวชม เมือง Nagasaki ให้ทั่วควรใช้บริการรถรางค่ะ มีบริการ ตั๋ว One-Day Pass แค่ 500 เยน ขึ้น ลง ซัก 4 รอบ ก็คุ้มแล้วค่ะ เราก็เลย จัดการไว้เพื่อความคล่องตัว หลายคนอาจสงสัยว่าเราจะรู้ได้ไง ว่าสถานีไหน ต้องลง










ที่สถานี Nagasaki มีแผนที่ สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดค่ะ ดูได้เลยว่าไปที่ไหน ขึ้นรถรางสายอะไร และที่สำคัญ แต่ละป้ายจะมีการประกาศชื่อป้ายรถด้วยค่ะ แต่ว่าฟังออกยากมาก วันนี้ เราเลยต้องถามคนบนรถแทน เพราะรถแน่นมาก โชคดีจังค่ะมีคุณผู้หญิงน่ารัก แถมใจดี บอกให้เรารู้ว่า เราต้องลงตรงไหน รอดตายมาหวุดหวิด ขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะค๊ะ ที่แรก เราก็ไปทัวร์สวนสันติภาพกัน







วันนี้มีเด็กนักเรียน มาทำพิธีกล่าวคำปฏิญาณและรำลึกถึงสงครามระเบิดปรมาณู และก็ถ่ายรูปรุ่นด้วย ดูๆ ก็คึกคักสนุกสนานดีไม่น้อย พอเราเดินเที่ยวซักพัก ก็ลุยต่อที่โบสถ์ Urakami ลมแรงมากๆ บนโบสถ์ วันที่เราไป มีเด็กๆ อีกแล้วเต็มหน้าโบสถ์เลย แวะถ่ายรูปแป๊บนึง ก็เดินชมเมือง มาเรื่อยๆ







จนเจอร้านผลไม้ มีสตรอเบอรี่ลูกโตมากๆ แค่ 360 เยน ก็ประมาณ 100 บาทไทย กินซะหายอยาก



แล้วเราก็ลุยกันต่อ ไปเที่ยวชม Atomic Bomb กัน ทำดีมากๆ เลย ที่สำคัญเด็กๆ ทุกคนที่มาให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดกับบ้านเขามากๆ เลย (อยากให้เด็กไทยสนใจการเที่ยวพิพิธภัณฑ์แบบเด็กญี่ปุ่นมั้งจัง) เสียดายอยากมีเวลาอ่านรายละเอียดในพิพิธภัณฑ์มากกว่านี้













แต่ปรากฏว่าฝนตกหนักมาก ต้องนั่งรอจนฝนหยุด ระหว่างนั้นนก็จัดการขนมปังที่ใส่กระเป๋ามาตั้งแต่เมื่อเช้า สบายมื้อกลางวันไป พอฝนซา เราก็ลุยกันต่อ แต่สังเกตสีท้องฟ้าแล้วเราคงต้องซื้อร่มกันซักคัน เอาแบบถูกๆ ไปก่อนเป็นร่มพลาสติกกันฝนได้อย่างเดียวกันแดดไม่ได้แน่นอน ราคา 300 เยน เป็นร้านโชห่วยบ้านเขานั่นแหละ มันถูกกว่าในห้าง แล้วเราก็ได้อาศัย เขาไปอีก 2-3 วัน กะว่าจะไปซิ่งต่อแต่ปรากฏว่า ฝนตกหนักมากๆ เราเลยต้องไปเดินย่าน shopping ของเขาแทน ที่นี่ แอบซื้อ ขนม Castella (เป็นของขึ้นชื่อที่ Nagasaki) คล้าย butter cake แต่เคลือบหลายอย่าง เราเลือกเคลือบ Chocolate มา ราคาแพงพอสมควร (สิ่งที่ประทับใจขนมญี่ปุ่นคือ การบรรจุหีบห่อของเขาดีมากๆ มีซองกันชื้นทุกกล่อง มิน่าล่ะ ขนมเขาถึงได้ ขายแพงกว่าบ้านเราเยอะมาก) สุดท้ายไม่ได้กินซักชิ้น ยกให้แม่ กับถวายพระ หมดเลย ตั้งใจหอบมาจากแดนไกล นะเนี่ย ไม่แน่ใจว่าอร่อยหรือเปล่านะ (ใครเคยชิม ส่งข่าวมาบอกด้วยนะจ๊ะ) แต่เห็นแม่กินหมดเกลี้ยงคงอร่อยแหละ เดินเล่นที่นี่ได้ซักพัก นึงก็ซิ่งต่อยากแล้วอ่ะ เพราะตกหนักมาก ได้แต่เดินเตร็ดเตร่ ไดของทะเลเป็นสาหร่าย ผสมกับปลาตัวเล็ก ของฝากคุณนายติ๋ว มา 2 ซอง เสียดายจังถ้าฝนไม่ตกหนักคงได้ไป เที่ยว Glover Garden แหงๆ เลยอ่ะ แต่ก็ชอบเมืองนี่นะ เพราะมันเงียบๆ ดีอ่ะ สงสัยคงเกิดจากความเบื่อหน่ายกรุงเทพ มั้งเรา...




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2553    
Last Update : 30 มิถุนายน 2553 13:11:59 น.
Counter : 848 Pageviews.  

1  2  

hollaneung
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




สาวตัวกลม รักการเดินทางด้วยหัวใจ...

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hollaneung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.